“10 อันดับแคนดิเดตนายกฯ” นิด้าโพลเผยผลสำรวจคะแนนนิยมรายไตรมาสครั้งที่ 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498609

27 ธ.ค. 2564 |07:15 น.

"10 อันดับแคนดิเดตนายกฯ"  นิด้าโพลเผยผลสำรวจคะแนนนิยมรายไตรมาสครั้งที่ 4

“นิด้าโพล” เปิดผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาสครั้งที่ 4/2564 เผย 10 อันดับแคนดิเดตนายกฯที่ได้รับความนิยม ดังต่อไปนี้

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 4/2564” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-21 ธันวาคม 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,504 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง

ทั้งนี้ จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 36.54   ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 2 ร้อยละ 16.93 ระบุว่าเป็น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเป็นคนมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ บริหารงานดี นโยบายช่วยเหลือประชาชนได้จริง

อันดับ 3 ร้อยละ 10.74 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง มีแนวคิดและอุดมการณ์ในการพัฒนาประเทศ

อันดับ 4 ร้อยละ 10.55 ระบุว่าเป็น น.ส. แพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) เพราะต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ


อันดับ 5 ร้อยละ 5.51 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) เพราะเป็นคนเก่ง พูดจริง ทำจริง มีประสบการณ์ด้านการบริหาร

"10 อันดับแคนดิเดตนายกฯ"  นิด้าโพลเผยผลสำรวจคะแนนนิยมรายไตรมาสครั้งที่ 4

อันดับ 6 ร้อยละ 4.83 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) เพราะเป็นคนเก่ง กล้าพูด กล้าทำ ตรงไปตรงมา มีอุดมการณ์ในการทำงาน

อันดับ 7 ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

อันดับ 8 ร้อยละ 2.36 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคกล้า) เพราะเป็นคนมีวิสัยทัศน์ในการทำงาน มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ

อันดับ 9 ร้อยละ 2.24 ระบุว่าเป็น นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) เพราะเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลาย มีภาวะผู้นำ ชื่นชอบในนโยบายของพรรคเพื่อไทย

อันดับ 10 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) เพราะ เป็นคนซื่อสัตย์ บริหารงานอย่างตรงไปตรงมา

ขณะที่ ร้อยละ 4.11 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) น.ส. กัญจนา ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ (พรรคเศรษฐกิจใหม่) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายชวน หลีกภัย และ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 3/64 เดือนกันยายน 2564 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) และนายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคกล้า) มีสัดส่วน ลดลง ในขณะผู้ที่ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น


นอกจากนี้ ได้สอบถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 37.14 ระบุว่า ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย

อันดับ 2 ร้อยละ 23.52 ระบุว่า พรรคเพื่อไทย

อันดับ 3 ร้อยละ 13.18 ระบุว่า พรรคก้าวไกล

อันดับ 4 ร้อยละ 8.99 ระบุว่า พรรคพลังประชารัฐ

อันดับ 5 ร้อยละ 7.15 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 6 ร้อยละ 2.43 ระบุว่า พรรคเสรีรวมไทย

อันดับ 7 ร้อยละ 1.60 ระบุว่า พรรคไทยสร้างไทย

อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

อันดับ 9 ร้อยละ 1.32 ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย

อันดับ 10 ร้อยละ 1.08 ระบุว่า พรรคกล้า

และร้อยละ 2.03 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทยภักดี พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคชาติพัฒนา พรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อชาติ

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 3/64 เดือนกันยายน 2564 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยสร้างไทย และพรรคกล้า มีสัดส่วน ลดลง

ในขณะผู้ที่ ระบุว่า ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย มีสัดส่วน เพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.78 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 25.80 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑล และภาคกลาง ร้อยละ 18.29 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.59 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.54 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่างร้อยละ 49.00 เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.92 เป็นเพศหญิง และร้อยละ 0.08 เป็นเพศทางเลือก


ตัวอย่างร้อยละ 6.51 มีอายุ 18-25 ปี ร้อยละ 14.70 มีอายุ 26-35 ปี ร้อยละ 20.21 มีอายุ 36-45 ปี ร้อยละ 31.19 มีอายุ 46-59 ปี และร้อยละ 27.39 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 94.89 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.15 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.48 นับถือศาสนาคริสต์ และอื่น ๆ และไม่ระบุศาสนา ในสัดส่วนที่เท่ากัน ตัวอย่างร้อยละ 23.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 72.33 สมรสแล้ว ร้อยละ 3.55 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 0.48 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส

ตัวอย่างร้อยละ 32.47 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 33.79 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.11 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 21.92 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 3.95 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 0.76 ไม่ระบุการศึกษา ตัวอย่างร้อยละ 7.83 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 13.86 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.64ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 14.62 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.81 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 22.64 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 2.72 เป็นนักเรียน/นักศึกษา และร้อยละ 0.88 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 21.73 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 23.24 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 24.52 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 9.99 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.59 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 10.58 ไม่ระบุรายได้

ครป.เปิด 10 จุดอ่อนรัฐบาล”ลุงตู่” ชี้ปีหน้าไม่เหลือคุณค่าความเป็นรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498619

26 ธ.ค. 2564 |20:02 น.

ครป.เปิด 10 จุดอ่อนรัฐบาล"ลุงตู่" ชี้ปีหน้าไม่เหลือคุณค่าความเป็นรัฐบาล

ครป.เปิด 10 จุดอ่อนรัฐบาลลุงตู่ ส่งผลปีหน้าจะไม่เหลือคุณค่าในสายตาประชาชน เตรียมเจอระเบิดการเมืองอีกหลายลูก

26 ธ.ค. 65 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดแถลงข่าวสาธารณะ “สรุปวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา มองอนาคตการเมืองไทยไปอย่างไรต่อปีหน้า” ที่โรงแรมมณเทียรริเวอร์ไซด์ ถ.พระราม 3 นำแถลงโดย  นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์  ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ปรึกษา ครป.  นายเมธา มาสขาว  เลขาธิการ ครป.

นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์  ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงว่า 10 จุดบอด ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นเหตุผลสำคัญว่าไม่สามารถบริหารประเทศได้คือ

1. ล้มเหลวในการปฏิรูปตำรวจ และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (2557 – รธน. 2560 – ปัจจุบัน) กรณีบอส กระทิง แดง ผกก.โจ้ เสี่ยโจ้ ร่างกฎหมายไปไม่ถึงไหน ฯลฯ

2. ความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เปิดกว้าง
ประชาชนทุกข์ยากลำบากมากยิ่งขึ้น เมื่อรัฐไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ได้เอ่ยอ้างไว้

ครป.เปิด 10 จุดอ่อนรัฐบาล"ลุงตู่" ชี้ปีหน้าไม่เหลือคุณค่าความเป็นรัฐบาล

3. ล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ คอรัปชั่น ระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก กรณีนักการเมืองในสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล) ทั้งยังขาดธรรมาภิบาล จริยธรรมทางการเมือง แม้ว่าจะอวดอ้างว่า รธน. 2560 นั้นเป็น “ฉบับปราบโกง”

4. ล้มเหลวในการยึดหลักการสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติหน้าที่ ตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วาระแห่งชาติ ที่เคยประกาศ แต่ไม่มีผลในความคืบหน้าใดๆ ไม่ยึดหลัก Non Refoulement อันเป็นสาระสำคัญของหลักมนุษยธรรมสากล ด้วยการผลักดันกลับผู้อพยพ ลี้ภัยทางการเมือง อย่างไม่ใยดี

ครป.เปิด 10 จุดอ่อนรัฐบาล"ลุงตู่" ชี้ปีหน้าไม่เหลือคุณค่าความเป็นรัฐบาล

5. ล้มเหลวในกิจการต่างประเทศ ภารกิจในทางสากล ท่าทีคบคิดกับเผด็จการทหารของพม่า ท่าทีต่อการประชุม COP26 ท่าทีต่อการร่วมประชุมผู้นำทางการเมืองระดับสูง ว่าด้วยการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน (HLPF@SDG 2030 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564) และต่อที่ประชุม UPR คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council เมื่อเดือนตุลาคม 2564)

6. ล้มเหลวในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน สิทธิของผู้บริโภค เอื้ออำนวยให้บรรษัททุนขนาดใหญ่มีการควบรวมกิจการ ทั้งด้านโทรคมนาคม ด้านการอุปโภคบริโภค ฯลฯ และจะนำมาซึ่งการผูกขาด ถือเป็นการคุกคามสิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง ท่าทีที่เพิกเฉยในกาจัดการปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็เออำนวยให้ทุนใหญ่ได้เติบโตมายิ่งขึ้น จึงเป็นการขัดกับหลัก “ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐพึงยึดถือเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ

7. ล้มเหลวในการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคม การผลักดัน ร่าง กฎหมายเพื่อควบคุมองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ถือเป็นการ “ถอยหลังเข้าคลอง” “จมดิ่งสู่ก้นเหว” ทั้งที่ในทางสากล ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรองการปฏิบัติหน้าที่ และคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 ซึ่งประเทศไทยก็ได้ให้ความเห็นชอบด้วย นอกเหนือจากนี้วาระการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน ก็จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและแรงหนุน และการเป็นหุ้นส่วนทางสังคมจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งรวมทั้งองค์การพัฒนาเอกชน องค์การสาธารณประโยชน์ องค์การไม่แสวงหาผลกำไร การผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวถูกติติงจาประชาคมระหว่างแประเทศแล้วว่า เป็นการสวนทางกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยแท้

8. ล้มเหลวในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ – รัฐบาลที่จริงใจ และชาญฉลาดย่อมไม่ใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวรุนแรงในการจัดการปัญหาที่ละเอียดอ่อน สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม รัฐบาลเพิกเฉยในการสร้างความเข้าใจ แต่กลับใช้มาตรการที่รุนแรง และมาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องร้องคดี ปิดปากเยาวชนประชาชนผู้เห็นต่าง ที่ตกเป็นจำเลยในคดีความอาญาต่างๆ จำนวนมาก

9. ล้มเหลวในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ ทั้งที่รัฐสามารถใช้มาตรการที่สร้างสรรค์ ถ้อยที ถ้อยอาศัย ปรึกษาหารือให้เกิดความเข้าใจ นำไปสู่การปรองดอง และความยุติธรรม – การปราบปราม การสลายการชุมนุมโดยไม่ยึดถือแนวทางที่เป็นที่ยอมรับในทางสากล จับกุมคุมขัง ใช้มาตรกาทางกฎหมาย กับเด็กเยาวชน ทั้งบางรายอายุยังไม่ถึง 18 ปีด้วยซ้ำ จนทำให้ถูกติเตียนโดยประชาคมระหว่างประเทศ เสียภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของชาติอย่างรุนแรง น่าเป็นห่วงว่าหากความโกรธ เกลียดชังระหว่างกลุ่มชนขยายตัวไปเกิดความรุนแรงมากกว่านี้ อาจเกิดโศกนาฏกรรมเช่นเดียวกับ กรณี 6 ตุลาคม 2519 ก็อาจเป็นไปได้ จึงขอเตือนไว้มา ณ ที่นี้

10. ล้มเหลวในการสร้างธรรมาภิบาล และยึดถือหลักนิติธรรมในการบริหารประเทศ ด้วยการตรากฎหมาย ร่างกฎหมายฉบับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พรบ.คุ้มครองคนหายและต่อการกาซ้อมทรมาน ร่าง พรบ.ตำรวจแห่งชาติ ร่าง พรบ.องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่รัฐมีอคติ จึงต้องการตรวจสอบกลุ่มองค์กรเหล่านี้ที่อาจมีความเห็นต่างจากรัฐบาล ในข้อหาฟอกเงิน กระทบต่อความมั่นคง ฯลฯ ถือเป็นการต่อต้านการมีส่วนร่วมของสังคม ขาดจริยธรรมทางการเมืองและสังคม โดยแจ้งชัด

“10 ประการ ดังที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่า นายประยุทธ์ จันทร์ โอชา ขาดคุณสมบัติ ขาดวิสัยทัศน์ ขาดจริยธรรม ขาดเจตจำนงทางการเมือง ขาดความสามารถ และขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศต่อไป” นายบุญแทนกล่าว

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ปรึกษา ครป. กล่าวว่า รัฐบาลพยายามจะรักษาอำนาจให้ครบวาระ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ หมดคุณค่าและไม่สามารถเป็นเสาหลักของชนชั้นนำได้อีกแล้ว เพราะการสำรวจของนิด้าโพลเมื่อต้นปีที่ผ่านมาความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ จาก 29% ปัจจุบันอยู่แค่ 19ู% ซึ่งเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัดปรากฎการณ์เลือกตั้งซ่อมทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลพยายามช่วงชิงส่งผู้สมัคร ทั้งที่เมื่อก่อนจะไม่แข่งขันกันเอง เพื่อเอาเป็นฐานสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป และความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐเองที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อคุมการนำภายในพรรคได้ ซึ่งแสดงให้เห็นการเล่นเกมอำนาจท่ามกลางความขัดแย้งและระส่ำระสายภายใน

นอกจากนั้นปรากฎการณ์สภาล่มที่ล้มครั้งแล้วครั้งเล่า สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอในการกำกับ ส.ส.ในสังกัดของตนเอง แสดงว่าพลังของพล.อ.ประยุทธ์ และ 3 ป.อ่อนล้าลงทุกขณะ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจในปีหน้า จะแสดงว่ารัฐบาลเอาอยู่หรือไม่ หรือจะยุบสภากลางปีหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่จะถูกขับไล่โดยสภา นอกจากนั้นยังมีเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณด้วยที่อำนาจอยู่ที่ ส.ส. รวมถึงข้อเสนอปลดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ออกไปนั้น ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การสืบทอดอำนาจหมดลง แต่รัฐบาล 3 ป.จะยินยอมหรือไม่ เพราะจะเป็นจุดจบของตนเอง หรือจะยกมือล้มข้อเสนอนี้ตั้งแต่วาระแรก

“ผมคิดว่ากุนซือของรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ได้ถ้าฉลาดมากพอในการหาทางออกจากวิกฤตการเมือง และชนชั้นนำควรจะตระหนักว่าสติปัญญาของพล.อ.ประยุทธ์ ที่อาจมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่ามาตรฐานในการสร้างการยอมรับทางสังคมและจะสร้างความอับอายให้ชนชั้นนำเอง” นายพิชาย  กล่าว

งานนี้มีหนาว บี้กรมบัญชีกลางส่อง 115 กองทุน อันไหนถลุงงบฯล้าสมัยยุบทิ้งซะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498597

26 ธ.ค. 2564 |16:31 น.

งานนี้มีหนาว บี้กรมบัญชีกลางส่อง 115 กองทุน อันไหนถลุงงบฯล้าสมัยยุบทิ้งซะ

ศ.ดร.กนก บี้ กรมบัญชีกลาง สังคายนา 115 กองทุน ยุบ ที่ล้าสมัย ตั้งใหม่ให้เท่าทันโลก ติง วางเกณฑ์ประเมินแค่ทำงานเสร็จ ไม่ดูผลสำเร็จจริงหรือไม่ วอนผู้คิดค้น-วิจัย อย่าหยุดแค่งานวิชาการ ต้องส่งต่อให้ ปชช.-เกษตรกร แก้ปากท้อง-ความยากจนด้วย

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.64  ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายงานทุนหมุนเวียน ประจำปี 2562 ที่กรมบัญชีกลาง รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ยังเป็นลักษณะของการรวบรวมตัวเลขด้านการใช้จ่ายของกองทุนต่าง ๆ 115 กองทุน และทั้งหมดนี้มี 5 ประเภท ประเมิน 6 ด้าน ซึ่งตนเห็นว่าการพยายามรวมเรื่องเหล่านี้มาไว้ด้วยกัน ไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนากองทุน

ที่สำคัญคือกองทุนนี้มีสินทรัพย์มากถึง 4 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีด้วยซ้ำ จึงฝากให้กรมบัญชีกลางพิจารณากรอบ หลักเกณฑ์ ประเมินผลงานใหม่ เนื่องจากไม่ได้ลงรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า สวทช. มีสองประเด็นที่อยากให้พิจารณาคือ  ด้านการสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย กรมบัญชีกลางประเมินให้คะแนนเต็ม 5 สองปีซ้อนคือ ในปี 2561และ2562

ทั้งที่ข้อเท็จจริงผลงานไม่เต็มตามที่ให้คะแนน เพราะงานส่วนใหญ่ของสวทช.สำเร็จเป็นงานวิชาการ แต่ไม่สามารถส่งต่อไปยังเกษตรกรเพื่อให้ขยายผลสร้างรายได้ เช่น สารไตรโคเดอร์มา สวทช.ผลิตได้ แต่ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน แต่ในรายงานของกรมบัญชีกลางกลับไม่มีการตรวจสอบเชิงลึกในเรื่องเหล่านี้

“ถ้ากรมบัญชีกลางให้คะแนนเต็มในส่วนการสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยหมายถึงนักวิจัยคำตอบคือใช่ แต่ถ้าหมายถึงประชาชน เกษตรกร คำตอบคือไม่ใช่ เพราะความสำเร็จด้านวิจัย ไม่ได้ถูกนำไปขยายให้เกิดการใช้ประโยชน์ในหมู่ประชาชน จึงอยากให้มีการปรับวิธีคิดใหม่ ทุกงานวิจัยต้องรับใช้ประชาชน กรมบัญชีกลางจึงควรมีการปรับเกณฑ์การประเมินใหม่ นอกจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ต้องคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับประชาชนด้วย”  ศ.ดร.กนก กล่าว

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า 115 กองทุน สินทรัพย์ 4 ล้านล้าน อาจเรียกได้ว่า ทำงานเสร็จแต่ไม่ได้มีผลสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น และไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนเท่าที่ควร อีกทั้งหลายกองทุนตั้งมาหลายสิบปี ไม่เท่าทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีการปรับใหม่ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และบริบทของสังคม

“กองทุนไหนที่ล้าสมัย อาจต้องยุบ ตั้งกองทุนใหม่ที่จะตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงขอให้กรมบัญชีกลางนำข้อเสนอเหล่านี้ไปทบทวน เพื่อนำไปสู่การยกเครื่องกองทุนใหม่ ให้ตอบโจทย์แก้ปัญหาปากท้องและคนจน” รองหัวหน้าพรรคปชป. กล่าว  

พรรคกล้าหาเสียงคึกจับฉลากคว้าเบอร์ 5 เลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498591

26 ธ.ค. 2564 |16:07 น.

พรรคกล้าหาเสียงคึกจับฉลากคว้าเบอร์ 5 เลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร

เลือกตั้งซ่อมเขต 1 ชุมพร “ผู้กำกับหนุ่ย” ได้เบอร์ 5 “กรณ์” ฝากประชาชนใช้การเลือกตั้งซ่อม ส่งเสียงผู้มีอำนาจ โอกาสจะเกิดขึ้นได้ การเมืองต้องเปลี่ยนแปลง “อรรถวิชช์” ย้ำการเมืองพรรคกล้า ไม่ได้ผูกติดระบบญาติพี่น้อง พร้อมสู้ทุกสนามเลือกตั้งซ่อม 

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา  นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า , นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรค ร่วมให้กำลังใจ พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมเขต 1 ชุมพร เข้าสมัครรับเลือกตั้ง ที่ศูนย์ประสานงานเลือกตั้ง โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร แม้จะไม่ได้มาสมัครวันแรก แต่บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก โดย พ.ต.อ.ทศพล ถือฤกษ์เข้าสมัครเวลา 10.39น. ได้ “เบอร์ 5” โดยไม่ต้องจับสลาก 

พรรคกล้าหาเสียงคึกจับฉลากคว้าเบอร์ 5 เลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร
พรรคกล้าหาเสียงคึกจับฉลากคว้าเบอร์ 5 เลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร

นายกรณ์ กล่าวว่า ผู้สมัครของพรรคลงพื้นที่มากว่า 1 ปี เป็นคนในพื้นที่ ระหว่างทางที่ขึ้นรถแห่ร่วมกับผู้สมัคร ก่อนมาถึงจุดสมัครรับเลือกตั้ง มีประชาชนให้กำลังใจมาตลอดเส้นทาง จึงมั่นใจและรับรู้ได้ถึงกระแสของประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในจังหวัดชุมพร ซึ่งการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา 5 ครั้ง รัฐบาลชนะหมด ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น จึงอยากให้ใช้วิธีการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ สะท้อนว่าที่ผ่านมายังไม่ดีพอ เพื่อให้ชุมพรได้รับโอกาสที่ดีกว่านี้ ทั้งการให้เกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ ยาง ปาล์ม กาแฟ เข้าถึงตลาด การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมเขต 1 ชุมพร เบอร์ 5 กล่าวยืนยันว่ามีความพร้อมตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ได้สัมผัสกับพ่อแม่พี่น้องชาวชุมพร โดยเฉพาะเขตอำเภอเมือง อำเภอสวี ย้ำว่าจังหวัดชุมพรต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่แค่เมืองทางผ่าน ต้องเลือกพรรคกล้ามาพัฒนาชุมพร 

พรรคกล้าหาเสียงคึกจับฉลากคว้าเบอร์ 5 เลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรค กล่าวว่า ตัวแทนพรรคกล้ามีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ทุกคนเป็นตัวจริงจากสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ นักวิชาการ เกษตรกร และอีกหลายอาชีพ พรรคกล้าพร้อมเป็นเวที ให้สมาชิกพรรคได้มีโอกาสเข้าสู่การเมือง ไม่ได้ผูกติดการเมืองแบบญาติพี่น้อง พร้อมสู้ทุกเวทีเลือกตั้งซ่อม มั่นใจว่าชุมพรจะเป็นที่ประกาศชัยชนะที่แรกของพรรคกล้า 

ทั้งนี้ระหว่างการปราศรัยพูดคุยกับประชาชนที่มาให้กำลังใจ นายอรรถวิชช์ ได้พูดถึงการเลือกตั้งซ่อมเขต 9 กรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า พรรคกล้าพร้อมสู้ทุกพื้นที่ กรุงเทพฯ ก็สู้ สงขลาก็สู้ ชุมพรก็สู้

อย่ามองแค่การเมือง”กรณ์” จาติกวณิช”ตอบทุกคอมเมนท์เข้าถึงชาวบ้านทุกระดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498576

26 ธ.ค. 2564 |14:41 น.

อย่ามองแค่การเมือง"กรณ์" จาติกวณิช"ตอบทุกคอมเมนท์เข้าถึงชาวบ้านทุกระดับ

ไม่ใช่ตัวจริง พูดแทนไม่ได้ “กรณ์” สร้างปรากฎการณ์ใหม่ไล่ตอบคอมเมนท์ในโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมมือกัน  แม้แต่ถ่ายทอดวิธีการแกะปูแบบง่ายๆ

กรณ์ จาติกวณิช  อดีตรมว.คลังและหัวหน้าพรรคกล้า ถือเป็นนักการเมืองอีกรายที่มีความเคลื่อนไหวทางโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการใช้สื่อทุกแพลตฟอร์มเผยแพร่กิจกรรมสร้างสรรค์ นวัตกรรม อันเกิดจากความร่วมมือของพี่น้องประชาชนจากทุกสาขาวิชาชีพ  นำออกมาถ่ายทอด แม้ว่าจะมีบางส่วนมองว่า เป็นการใช้สื่อโซเชียลเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง แต่”กรณ์ “ก็เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นและอธิบายเหตุผลจนสร้างความเข้าใจอันดี 

อย่างเช่น เมื่อช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีคนสังเกตว่า นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ได้เคลื่อนไหวในทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง IG, Facebook, Twitter, Tiktok ที่มีคนติดตามเป็นจำนวนมาก 

อย่ามองแค่การเมือง"กรณ์" จาติกวณิช"ตอบทุกคอมเมนท์เข้าถึงชาวบ้านทุกระดับ

ที่น่าสนใจคือนอกจากบนช่องทางตัวเอง นายกรณ์ยังมีส่วนร่วมในการพูดคุยแสดงความเห็นในเพจต่างๆ และเข้าไปตอบโพสต์บางคนที่แชร์ไป แล้วไปใส่ความเห็นที่ไม่ถูกต้อง

บางคนนำไปเชื่อมโยงกับประเด็นการเมือง นายกรณ์จึงได้ไปตอบคอมเมนท์ โดยเป็นการอธิบาย ถึงที่มาที่ไป รวมถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ทั้งประเด็นการเมือง และกิจกรรมของพรรคด้วยความสุภาพตามสไตล์นายกรณ์ แต่บางครั้งอ่านแล้วก็มีอาการแสบๆคันๆ 

อย่ามองแค่การเมือง"กรณ์" จาติกวณิช"ตอบทุกคอมเมนท์เข้าถึงชาวบ้านทุกระดับ

เช่น  โครงการ  “ข้าวอิ่ม” ที่เขา ได้ลงไปช่วยชาวนา จ.มหาสารคาม โดยสนับสนุนให้ปลูกข้าวออกานิกส์ เกรดพรีเมียม เพื่อให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้นเจาะกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 แล้ว สามารถปลดหนี้ให้กับชาวนาได้ตั้งแต่ 2 ปีแรก  และนำมาจัดชุดแพคเกจกับกระเป๋ากระจูด ของ ชาวบ้าน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เหมาะเป็นของขวัญของฝาก และสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้โดยตรง 

อย่ามองแค่การเมือง"กรณ์" จาติกวณิช"ตอบทุกคอมเมนท์เข้าถึงชาวบ้านทุกระดับ

“แต่มีบางคนมองถึงราคาจำหน่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าข้าวธรรมดาทั่วไป และมองว่าเป็นการค้ากำไรเกินควร ซึ่งนายกรณ์ก็ได้ตอบกลับไปว่า ชาวนาสามารถขายข้าวได้ราคาตัน 23,000 บาท เฉลี่ยสูงกว่าตลาด 3 เท่า เพราะเขาทำเกษตรอินทรีย์ สู่ความเป็นตลาดพรีเมี่ยม ชาวนาไทยไม่จำเป็นต้องขายข้าวราคาถูกเสมอไปเพราะตลาดมีหลาย segment ไม่เช่นนั้น ก็ต้องเอาภาษีอุดหนุนความยากจนตลอดไป เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่นายกรณ์ได้ไปตอบคอมเมนท์ ส่วนใหญ่จะไม่ตอบโต้กลับ”

ล่าสุด ยังได้เผยแพร่กิจกรรมลงพื้นที่ภาคใต้โดยระหว่างพักรับประทานอาหาร ที่ร้านอาหาร  ยังได้ขอให้เจ้าของร้านชื่อดังแนะนำวิธีการแกะปูแบบง่ายๆ  โดยถ่ายทอดทาง TIK TOK  ซึ่งปรากฎว่ามีผู้เข้ามาติดตามรับชมจำนวนมาก 

อย่ามองแค่การเมือง"กรณ์" จาติกวณิช"ตอบทุกคอมเมนท์เข้าถึงชาวบ้านทุกระดับ

นอกจากนี้ ยังตอบคอมเมนท์และให้กำลังใจ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ในแต่ละพื้นที่ ที่ตั้งใจลงพื้นที่ทำงานต่อเนื่องมาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ยังไม่มีกระแสการเลือกตั้ง หลายคนพยายามโปรโมทของดีในท้องถิ่น  รวมถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย ปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ทั้งจากน้ำท่วม โรคระบาด รวมถึงเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมจากรัฐบาล

“สภาอับปาง” สื่อให้ฉายาสภาปี 64 พร้อมฉายาสว.แสบๆคันๆ ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก(คสช.)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498516

26 ธ.ค. 2564 |09:02 น.

"สภาอับปาง" สื่อให้ฉายาสภาปี 64 พร้อมฉายาสว.แสบๆคันๆ ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก(คสช.)

“สภาอับปาง” สื่อมวลชนรัฐสภาให้ฉายาสภาประจำปี 2564 สะท้อนภาพการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำปี2564 พร้อมยกฉายาแสบๆคันๆ ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก(คสช.) ให้กับสมาชิกวุฒิสภา

เกือบทุกปี สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ร่วมกันประชุมเพื่อพิจารณาตั้งฉายาให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อสะท้อนการทำงานของท่านผู้แทนเหล่านั้นในรอบปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ ฉายาของรัฐสภา คือ “สภาอับปาง”  และยังมีฉายาอื่นๆที่น่าสนใจ 
 

26 ธ.ค.64  การประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภา เพื่อเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีข้อสรุปดังนี้

"สภาอับปาง" สื่อให้ฉายาสภาปี 64 พร้อมฉายาสว.แสบๆคันๆ ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก(คสช.)

1.ฉายาสภาผู้แทนราษฎร : สภาอับปาง


สภาผู้แทนราษฎรเปรียบเสมือนเรือขนาดใหญ่ บรรทุกความรับผิดชอบชีวิตของประชาชนและงานบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยวิธีการเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยราชการได้มีอำนาจไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร แต่พบว่าเรือสภาฯ ลำนี้ในรอบปี 2564 กลับประสบปัญหาสภาล่มอับปาง โดยเริ่มตั้งแต่ปลายสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา สมัยแรก และหนักข้อขึ้นตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งตามปกติปัญหาสภาล่มไม่ใช่เรื่องปกติ แต่สภาฯ ชุดนี้กลับทำให้เห็นอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นความซ้ำซาก และไม่คิดที่จะอุดรูรั่วของเรือเพื่อป้องกันปัญหา ทั้งที่ความจริงสภาล่มคือเรื่องใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงงานราชการต่าง ๆ ที่รอให้สภาผ่าน หยุดชะงักลง ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาส เพียงเพราะส.ส.ฝั่งรัฐบาลไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของส.ส. ประกอบกับตายใจว่าตนเองเป็นเสียงข้างมากและพ้นจากภาวะเสียงปริ่มน้ำไปแล้ว จึงเข้าร่วมประชุมสภาฯ น้อย

ฉายาสภา  = สภาอับปางฉายาสภา = สภาอับปาง

ขณะเดียวกันส.ส.ฝ่ายค้านมัวแต่จ้องจะเล่นเกมการเมือง เมื่อเห็นว่าส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอยู่น้อย จะขอนับองค์ประชุมทันที และพร้อมใจไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม ทั้งที่อยู่ร่วมพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ในที่ประชุมสภาฯ ฉะนั้น การที่สภาอับปางบ่อยกว่าเรือล่ม จึงเป็นการสะท้อนว่าส.ส.ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยึดถือประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

2.ฉายาวุฒิสภา :  ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก (คสช.)


สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ถูกมองว่าคอยทำหน้าที่ปกป้องเฝ้ารักษามรดกที่เป็นโครงสร้างและกลไกสืบทอดอำนาจของคสช.อย่างเหนียวแน่น  โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญที่ทั้งฝ่ายค้าน และภาคประชาชนพยายามเสนอขอแก้ไขเรื่องการล้มล้างอำนาจคสช. ทั้งการยกเลิกแผนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี การยกเลิกคำสั่งต่าง ๆ ของคสช.และหัวหน้าคสช. การยกเลิกส.ว.หรือริบอำนาจส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต่างถูกส.ว.โหวตคว่ำ ไม่ให้ความเห็นชอบทุกครั้ง ใครที่คิดจะทำหรือแก้ไขกฎหมายที่มีผลกระทบต่อกลไกอำนาจของคสช. จะถูกผู้เฒ่าส.ว.ต่อต้าน ขัดขวางไปหมด เหมือนกับคอยพิทักษ์มรดกของคสช.ให้อยู่สืบต่อไป

ชวน  หลีกภัย  ประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

3. ฉายานายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร : ชวนพลังท่อม  


ฉายานี้ได้มาจากการติดตามการทำงานของ “ชวน หลีกภัย” ทั้งการนั่งเป็นประธานบนบัลลังก์ในการประชุมสภาฯ และการประชุมรัฐสภา ที่สามารถนั่งควบคุมการประชุมได้อย่างยาวนาน พลันเสร็จจากงานประธานในที่ประชุมก็ปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ อีกมากมาย ขึ้นเหนือล่องใต้เยี่ยมเยือนประชาชนทั่วประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับคนเคี้ยวใบกระท่อมที่จะมีเรี่ยวแรง อึด ถึก ทนมากเป็นพิเศษ

พรเพชร  วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา

4. ฉายานายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา : ร่างทรง

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำงานให้คสช.มายาวนาน ตั้งแต่สมัยคสช.เรืองอำนาจ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จนมาถึงยุคปัจจุบันที่คสช. กลายร่างมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง นายพรเพชร ก็ยังได้รับความไว้วางใจต่อเนื่องให้เป็นประธานวุฒิสภา เพื่อเป็นหัวขบวนของสมาชิกวุฒิสภาคอยช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่บทบาทของนายพรเพชร ในฐานะประธานวุฒิสภา ไม่มีความโดดเด่น ทั้งที่เป็นถึงประมุขสภาสูง และยังถูกมองว่า คอยสนองความต้องการของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว  ตำแหน่งประมุขสภาสูงของนายพรเพชร จึงเป็นเพียงหัวโขนทางการเมือง แต่ไม่มีอำนาจแท้จริง  ไม่ต่างจากร่างทรงที่ถูกฝ่ายกุมอำนาจกุมบังเหียน ต้องคอยช่วยคอนโทรลให้การทำงานของวุฒิสภาเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล

5. ฉายานายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร : สมพงษ์ตกสวรรค์


แม้ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ จากนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ก็ตาม แต่นพ.ชลน่าน เพิ่งเข้ามาและยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ ฉะนั้น จึงขอตั้งฉายาให้กับนายสมพงษ์ไปก่อน อย่างไรก็ตาม นายสมพงษ์ได้ตำแหน่งมาเพราะมีคนมอบให้ นอนมาแบบแบเบอร์ ไร้คู่แข่ง แต่ครั้นได้รับตำแหน่งกลับไร้บทบาท ไม่โดดเด่น มิหนำซ้ำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังพลาด เช่น เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสมพงษ์ ก็เอ่ยชื่อ-นามสกุล พล.อ.ประยุทธ์ ผิดติดต่อกัน 2-3 ครั้ง กระทั่งมีการประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เท่ากับหลุดจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โดยปริยาย จึงเปรียบได้ว่าเป็น “สมพงษ์ตกสวรรค์” 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

6. ดาวเด่นแห่งปี : นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย


นพ.ชลน่าน มีบทบาทในวิปฝ่ายค้านมานาน แต่กลับพลาดตำแหน่งสำคัญ ๆ ทว่า คนเป็นดาวเด่นย่อมมีแสงในตัวเอง เขาโด่ดเด่นในสภาตลอดมา การอภิปรายสภาแต่ละครั้งมีหลักการและเหตุผล สามารถแนวโน้มใจให้ส.ส.เห็นด้วยกับสิ่งที่อภิปราย โดยไม่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย สุดท้ายผลงานเข้าตาผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย จนได้รับการผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรค และขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ

7. ดาวดับ : วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ


อดีตประธานวิปรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาท สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างให้ความเชื่อถือและความเกรงใจ แต่ปรากฏว่าบทบาทของนายวิรัช ในฐานะประธานวิปรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา การควบคุมส.ส.ภายในพรรคพลังประชารัฐ และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งเกิดเหตุความขัดแย้งระหว่างส.ส. ภายในพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน อีกทั้งเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 64 ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง  สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากคดีทุจริตสนามฟุตซอลโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา สมัยที่นายวิรัช ยังเป็นส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทย จากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เขาเป็นดาวดับ 

8. เหตุการณ์เด่นแห่งปี : แผนกบฏการเมืองล้มนายกรัฐมนตรี


ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 6 รัฐมนตรี แต่ไฮไลท์กลับอยู่ที่นอกห้องประชุม เมื่อมีรายงานข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยนั้นยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินสายล็อบบี้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ให้ลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความลับนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน กลายเป็นข่าวใหญ่โต ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ลูกพรรคเดินเกมล็อบบี้ส.ส.ในพรรคของตัวเอง เพื่อโค่นล้มนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างนายกฯ กับร.อ.ธรรมนัส นายกฯ มอง ร.อ.ธรรมนัส เป็นอากาศธาตุ อีกทั้งหลังเหตุการณ์นั้นไม่นานมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ จนถึงทุกวันนี้ความรู้สึกกินแหนงแคลงใจก็ยังคงอยู่

9. วาทะแห่งปี : “วัคซีนเต็มแขน”   


คำชี้แจงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับวัคซีน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี2564 ว่า “ไตรมาส 3 วัคซีนแอสตร้าเซเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย อยู่เต็มโรงพยาบาลแล้วครับ อยู่เต็มแขนของพี่น้องประชาชนคนไทยแล้ว” ภายหลังจากที่ชี้แจงในสภาได้กลายเป็นไวรัลในสังคมที่คุยว่าจะมีวัคซีนเต็มแขน แต่สุดท้ายวัคซีนไม่มาตามนัด เกิดการขาดแคลนวัคซีน ทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนขวนขวายหาวัคซีนกันเอง จนกระทั่งช่วงปลายปีวัคซีนจึงเริ่มเข้ามาตามกำหนด และถึงแม้รัฐบาลจะหาวัคซีนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ก็ยังล้าช้า เพราะยังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน

10. คู่กัดแห่งปี : เสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  


ในเวลาที่มีการประชุมรัฐสภาร่วมกัน ทั้งสองคนนี้มักโต้เถียงกันบ่อยครั้ง และมีแนวโน้มจะไม่เลิกใช้คำพูดที่รุนแรง อย่างเช่นกลางดึกของวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มรีโซลูชั่น ต่างฝ่ายต่างไม่ลดละและท้าทายกัน โดยนายเสรี กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “โลงศพเขาไม่ได้ใส่คนแก่ แต่โลงศพเอาไว้ใส่คนตาย และคนตายบางทีอายุน้อยก็ตายได้” ทำให้นายวิโรจน์ สวนว่า “ที่บอกว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนตาย ผมว่าไม่เกี่ยวเลย ผมขอแก้ว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนปากอย่างท่าน” และนายเสรี โต้กลับอีกครั้งว่า  “พอดีคุณวิโรจน์ปากเหมือนผม” ฉะนั้น เหตุการณ์นี้ถือว่าเลยเถิดเกินความสมควร

11. คนดีศรีสภา : ยกเลิกตำแหน่งนี้ถาวร


เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น สื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรยกเลิกตำแหน่งนี้เป็นการถาวร จนกว่าในอนาคตจะมีสมาชิกรัฐสภาที่มีความประพฤติที่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวต่อไป

อดีต ส.ส. สงขลา “ถาวร เสนเนียม” ยันเล่นการเมืองต่อ จ่อลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498514

25 ธ.ค. 2564 |21:43 น.

อดีต ส.ส. สงขลา "ถาวร เสนเนียม" ยันเล่นการเมืองต่อ จ่อลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า

อดีต ส.ส. ปชป. “ถาวร เสนเนียม ” ยันเล่นการเมืองต่อ จ่อลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า แย้มอุดมการณ์ตรงพรรคไทยภักดี ขอศึกษาก่อนตัดสินใจจะร่วมหรือไม่ พร้อมทวงถามสัจจะ บิ๊กตู่ วันยึดอำนาจ ปฏิรูปถึงไหนแล้ว หรือทำได้แค่พูด

นายถาวร เสนเนียม อดีต รมช.คมนาคม อดีต ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์และแกนนำ กปปส.ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้างานให้กำลังใจนักสู้ทางการเมือง ว่า วันนี้ถือเป็นการรำลึกถึงวีรบุรุษทางการเมือง กลุ่ม กปปส.ที่ร่วมกันต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สำเร็จ จนนำไปสู่คดีถูกศาลอาญาตัดสินจำคุกแต่โทษจำคุกไม่สามารถที่จะกักขังความตั้งใจและความหวังดีที่จะเล่นการเมืองของตนได้ ต้องการเข้าไปแก้ปัญหาบ้านเมือง

“นายถาวร” กล่าวว่า  แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ตนขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส แต่ไม่ได้ตัดสิทธิทางการเมือง จึงสามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้าได้ทันแน่นอน ยืนยันว่าตนมีความตั้งใจที่จะเล่นการเมืองต่อ

ส่วนจะสมัครเป็นสมาชิกและร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองกับพรรคไทยภักดีหรือไม่ “นายถาวร” กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเล่นการเมืองกับพรรคไหนและมีการทาบทามมาอย่างน้อย 4 พรรค ต้องขอบคุณทุกพรรคการเมืองที่ทาบทามมา แต่ขอเวลาตนเองตั้งหลักก่อน ส่วนพรรคไทยภักดีนั้น ตนขอศึกษาก่อนว่า มีแนวคิดอุดมการณ์และแนวนโยบายอย่างไร ถ้าถูกใจก็ไปกันได้ ซึ่งพรรคไทยภักดี ก็ถือว่าถูกใจในระดับหนึ่ง

ส่วนอุดมการณ์หลักที่ตนเองต้องยึดไว้ ที่ตนได้ประกาศไว้ในการปฏิรูปประเทศ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าโดยต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครก็แล้วแต่ที่คิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องข้ามศพตนไปก่อน อุดมการณ์ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำลดความยากจนให้ได้ ปราบปรามนายทุนผูกขาดพรรคการเมือง การทุจริตคอรัปชั่นรวมถึงต้องมีการกระจายอำนาจ และการปฏิรูปการศึกษาต้องเตรียมความพร้อมเยาวชนเข้าสู่การแข่งขันกับประชาคมโลกให้ได้

นอกจากนี้ต้องขับเคลื่อนคือเศรษฐกิจรากหญ้า ลดระดับความยากจนของประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

“นายถาวร”ยังกล่าวว่า แนวทางการสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอยู่ต่อในสมัยหน้านั้น ส่วนตัวมองว่าต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนว่าอยู่เกิน 8 ปีได้หรือไม่ ในส่วนของพลเอกประยุทธ์แม้ว่าไม่มีร่องรอยการทุจริตด้วยตัวเอง แต่คนใกล้ตัวนายกฯยังมีข้อสงสัยและกังวลใจว่าคนใกล้ชิดจะทำให้นายกฯเสื่อมเสียหรือไม่

ดังนั้นการจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ต่อหรือไม่ขอให้ดูกันต่อไป อยู่ที่การกระทำ อยู่ที่ความรับผิดชอบต่อประชาชนและสัจจะในวันที่ยึดอำนาจ มาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ว่าต้องการที่จะปฏิรูปประเทศไทยได้ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้วและข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนกปปส. 5 ข้อนั้นดำเนินการไปถึงไหนแล้ว

การตั้งสภาปฏิรูปทำได้แค่ไหนแล้วหรือทำได้แค่พูด ท่านลืมหรือยัง ถ้าพูดด้วย ทำด้วย ทำจริง ก็ยินดีสนับสนุนเต็มที่  แม้ว่าหลังจากถูกดำเนินคดียังไม่ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์เป็นการส่วนตัวก็ตาม ถือว่าไม่เป็นไรและไม่ได้โกรธ เราเป็นเรื่องที่ลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับผิดชอบไม่หนีแม้แต่ก้าวเดียว  ซึ่งพลเอกประยุทธ์ยังมีเวลาดีกว่าในการพิสูจน์ตัวเองเพราะระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนจึงขอฝากไปยังพลเอกประยุทธ์ที่เคารพในฐานะน้องชายที่เคารพคนหนึ่ง ท่านยังพอมีเวลาแก้ตัว  นายถาวร ระบุ

“สิระ”อ่วม สำนักคลังสภาคำนวณเบื้องต้น ต้องจ่ายเงินคืนสภาฯร่วม 8.5 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498507

25 ธ.ค. 2564 |19:44 น.

“สิระ”อ่วม สำนักคลังสภาคำนวณเบื้องต้น ต้องจ่ายเงินคืนสภาฯร่วม 8.5 ล้าน

“สิระ เจนจาคะ” อ่วม ตัวเลขเบื้องต้นออกมาแล้ว ต้องจ่ายคืนสภาฯ ร่วม 8.5 ล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็นส.ส. กรณีมีคุณสมบัติต้องห้ามถูกคำพิพากษาจำคุกในคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

 25 ธันวาคม 2564 ความคืบหน้าการทวงเงินเดือนส.ส.และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของ “นายสิระ เจนจาคะ” อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ต้องคืนให้กับสภาผู้แทนราษฎร หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็นส.ส. กรณีมีคุณสมบัติต้องห้ามถูกคำพิพากษาจำคุกในคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ว่า ล่าสุดสำนักการคลังได้ตรวจสอบเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของ “นายสิระ” ที่ต้องจ่ายคืนให้สภาผู้แทนราษฎรเสร็จเรียบร้อยในหลายรายการแล้ว

คือ 1.เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม (เงินเดือน) 2.เงินเดือนค่าตอบแทนผู้ช่วยส.ส.ของ”นายสิระ” 7 คน 3.ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่าง ๆ 4.ค่ารักษาพยาบาล ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 ถึงวันที่22 ธันวาคม 2564รวมเกือบ 3 ปี   

พบว่ามีเงินที่ “นายสิระ” ต้องจ่ายคืนแก่สภาผู้แทนฯ เบื้องต้น 8,490,000บาท แต่ยังเหลือการตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าเดินทางและการจัดสัมมนานอกสถานที่ของกมธ.ชุดต่าง ๆ ที่ยังตรวจสอบไม่เสร็จ ซึ่งคาดว่าจะตรวจสอบเสร็จภายในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นสภาฯ จะทำหนังสือแจ้ง “นายสิระ” อย่างเป็นทางการว่า ต้องคืนเงินให้กับสภาฯ เป็นจำนวนเท่าไร

ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี “กะเหรี่ยง KNU” กระทบชายแดนแม่สอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498491

25 ธ.ค. 2564 |17:10 น.

ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี "กะเหรี่ยง KNU" กระทบชายแดนแม่สอด

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. “ก้าวไกล” จ.ตาก ชี้คนไทยริมชายแดนแม่สอดเดือดร้อนหนัก เหตุการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง วอนรัฐบาลไทยกดดันเมียนมาหยุดโจมตีทันที

วันนี้ (25 ธ.ค.) นายปรัชญา ปุณหะกิจ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกลเขต 3 จ.ตาก และนายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล เขต 2 จ.ตาก ร่วมเยี่ยมเยียนและประสานให้การช่วยเหลือชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งทั้งหมดกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการสู้รบ ระหว่างกองกำลังรัฐบาลทหารเมียนมา กับกองกำลังของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (KNU) ที่กำลังเป็นไปอย่างดุเดือดในขณะนี้ ภายใต้ยุทธการที่กองทัพเมียนมา มุ่งหวังยึดฐานเลกิกอของกองกำลังกะเหรี่ยงให้ได้ก่อนปีใหม่นี้

ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี "กะเหรี่ยง KNU" กระทบชายแดนแม่สอด


นายปรัชญา ให้ข้อมูลว่า จากที่ตนเองได้เข้าเยี่ยมชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ต.แม่กุ และ ต.แม่ตาว พบว่าหลังจากการสู้รบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน มีประชาชนในพื้นที่ฝั่งไทยได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เรือกสวนไร่นาที่ถูกลูกหลงจากระเบิดที่ตกข้ามมาฝั่งไทย และเท่าที่ทราบล่าสุดถือว่ายังเคราะห์ดี ที่ยังไม่มีประชาชนไทยได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
 

“สิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้ คือพื้นที่สู้รบระหว่างทั้งสองฝ่าย กับชุมชนที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ในฝั่งไทยนั้น โดยส่วนใหญ่ห่างกันเพียงระยะแม่น้ำสาละวินกั้นอยู่ คือเพียง 600 เมตรเท่านั้น และการใช้อาวุธ โดยเฉพาะจากฝั่งกองทัพเมียนมา ที่เน้นอาวุธยิงวิถีโค้งแบบหวังผล ไม่ว่าจะเป็นปืน ค., ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิดอาร์พีจี, และการใช้เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด เนื่องจากเป็นฝ่ายเสียเปรียบในชัยภูมิ ที่เป็นพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ จึงทำให้การสู้รบที่ฝั่งเมียนมา มีลูกระเบิดจำนวนหนึ่งตกข้ามมายังฝั่งไทย จนเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินของประชาชนในฝั่งไทยอย่างที่ได้รายงานไปข้างต้น และจนถึงตอนนี้สถานการณ์ก็ยังไม่สงบลง ขณะที่ผมยืนคุยกับชาวบ้าน ก็ยังได้ยินเสียงปืนและเสียงระเบิดดังเป็นระยะ ๆ” นายปรัชญา ระบุ

ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี "กะเหรี่ยง KNU" กระทบชายแดนแม่สอด

นายปรัชญา ยังย้ำว่า สิ่งที่กังวลและเห็นใจประชาชนฝั่งเรา คือชาวบ้านส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่กันไม่ได้แล้ว ที่น่าเห็นใจมากคือผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ ตอนนี้ชาวบ้านหลายคนอยู่อย่างหวาดระแวง ไม่เป็นอันหลับอันนอน เพราะการยิงกันเกิดขึ้นแทบจะ 24 ชั่วโมง ไม่มีการหยุดพัก ชาวบ้านไม่รู้จะโดนลูกหลงเข้าวันไหน 


“ที่ ต.แม่ตาว และ ต.แม่กุนี้ มีระเบิดตกมาโดนบ้านเรือนและไร่นาประชาชนถึง 8 ลูกแล้ว ขณะนี้เท่าที่ทราบยังไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ตราบที่สถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การสูญเสียของประชาชนในฝั่งไทยอาจจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน ผมเลยอยากสื่อสารให้รัฐบาลไทยเร่งเข้าทำการพูดคุยกับทางการเมียนมาโดยเร็ว ลดผลกระทบจากการสู้รบที่จะเกิดกับประชาชนในฝั่งไทยให้น้อยที่สุด และในการนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทั้งประชาชนที่ต้องอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่ทำงานอย่างหนักมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา” นายปรัชญากล่าว

ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี "กะเหรี่ยง KNU" กระทบชายแดนแม่สอด
ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี "กะเหรี่ยง KNU" กระทบชายแดนแม่สอด
ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี "กะเหรี่ยง KNU" กระทบชายแดนแม่สอด


ด้านนายรัชต์พงศ์ ระบุว่าท่ามกลางสถานการณ์สงครามชายแดนฝั่งเมียวดีที่ร้อนระอุ ประชาชนในหลายพื้นที่ใน อ.แม่สอด ไม่ว่าจะเป็น ต.แม่ดาว ต.แม่กุ และ ต.ท่าสายลวด ต่างต้องอยู่ด้วยความขวัญผวาทุกคืน จากเสียงระเบิด-เสียงปืน ที่ดังคับฟ้าตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่ชัดเจน ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลเมียนมา ในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยไม่เลือกวิธีการ ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งในฝั่งเมียนมาและฝั่งไทย ไม่เคารพกติกาสากลที่เกี่ยวกับการสงครามและการรักษาชีวิตของพลเรือน


ทั้งนี้ ตนเองขอให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่กำลังได้รับผลกระทบ จากการกระทำของรัฐบาลทหารเมียนมาที่ไม่คำนึงถึงผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนของเมียนมา หรือประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย เพียงเพื่อรักษาอำนาจเผด็จการของตนเองเอาไว้ และขอให้กำลังใจชาวเมียนมาทุกกลุ่มชนชาติ ที่กำลังลุกขึ้นสู่กับเผด็จการในขณะนี้ด้วย


“ในฐานะที่พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย เราขอประณามการกระทำของรัฐบาลทหารพม่า ในการพุ่งเป้าโจมตีรัฐกระเหรี่ยงในครั้งนี้ และเรียกร้องสันติภาพ เพื่อมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนผ่านการก่อสงครามอย่างในปัจจุบัน” นายรัชต์พงศ์กล่าว
 

ก้าวไกลวอนรัฐบาล กดดันเมียนมาหยุดโจมตี "กะเหรี่ยง KNU" กระทบชายแดนแม่สอด

ประชาธิปัตย์ตั้ง“สาทิตย์-เดชอิศม์” คุมเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498481

25 ธ.ค. 2564 |16:28 น.

ประชาธิปัตย์ตั้ง“สาทิตย์-เดชอิศม์” คุมเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้

“เฉลิมชัย”ตั้ง “สาทิตย์-เดชอิศม์”เป็น ผอ.เลือกตั้งชุมพร และสงขลา ส่วน “ราเมศ” เป็น ผอ. ประสานงานส่วนกลาง ด้านจุรินทร์ เตรียมนำทัพประชาธิปัตย์ลุยช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเขต 6 สงขลา 25-26 ธ.ค. นี้

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชุมพร และ เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสงขลา ว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ได้เตรียมการเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ และแต่งตั้งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชุมพร และแต่งตั้ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสงขลา เพื่อให้การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรค ได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ยึดหลักรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และให้มีการสื่อสารนโยบายต่าง ๆ ของพรรคแก่ประชาชนได้รับทราบ อย่างเต็มที่ ทั้งสองคนจะเป็นหลักในการบัญชาการการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่

ประชาธิปัตย์ตั้ง“สาทิตย์-เดชอิศม์” คุมเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้

นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ยังได้แต่งตั้งให้ตนเอง เป็นผู้อำนวยการประสานงานส่วนกลาง เพื่อประสานการทำงานในเขตพื้นที่กับส่วนกลางทั้งในเรื่องกฎหมาย และในการจัดบุคลากรร่วมรณรงค์และอำนวยการต่าง ๆ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชุมพร และเขตเลือกตั้วที่ 6 จ.สงขลา อย่างเต็มรูปแบบ มั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้งทั้งสองเขตอย่างแน่นอน

ประชาธิปัตย์ตั้ง“สาทิตย์-เดชอิศม์” คุมเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้

ด้าน นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดสงขลาระหว่างวันที่ 25-26 ธันวาคม 2564 เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้ผู้สมัครของพรรคในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 โดยนายจุรินทร์ และคณะฯ จะลงพื้นที่เพื่อช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคคือ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล ผู้สมัครเบอร์ 1 ที่ตลาดสดเทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดาและต่อด้วยการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง ณ เวทีปราศรัยย่อยตลาดสดเทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ ส่วนในวันรุ่งขึ้นจะเดินหาเสียงแต่เช้า ณ ตลาดบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ และไปพบปะมวลชนต่อที่โรงเรียนโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ ตำบลพะตงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเช่นเดียวกัน ก่อนเดินทางกลับในช่วงบ่าย 

ประชาธิปัตย์ตั้ง“สาทิตย์-เดชอิศม์” คุมเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้

ทั้งนี้ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล อดีตรองนายก อบจ.สงขลา ผู้สมัครเบอร์ 1 พรรคประชาธิปัตย์ได้เดินหาเสียงในช่วงที่ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว มีประชาชนให้การต้อนรับอย่างเนืองแน่นโดยเฉพาะกลุ่มสตรี และมีเสียงเรียกร้องอยากให้เป็น ส.ส.หญิงคนแรกของจังหวัด เพื่อเข้าไปเป็นปากเสียงแทนพี่น้องประชาชนในสภาฯ รวมถึงการได้นายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เป็นรองหัวหน้าพรรครับผิดชอบภาคใต้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง เข้าใจพื้นที่ เชื่อว่าจะทำให้การเลือกตั้งในคราวนี้นำลูกทีมภาคใต้ของพรรคเข้าสภาฯ ได้

ประชาธิปัตย์ตั้ง“สาทิตย์-เดชอิศม์” คุมเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้

“จากผลงานที่ทำมาตลอด โดยเฉพาะการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวทาง “ทำได้ไว ทำได้จริง” ของนายจุรินทร์ และการทำงานแบบใกล้ชิดพื้นที่ของ ส.ส.ในพื้นที่จังหวัดสงขลาของพรรคทุกท่าน ผนวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้สมัครในการลงพื้นที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง พรรคยังเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 จังหวัดสงขลาในครั้งนี้ พรรคจะยังได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนดังเช่นเคย” นางดรุณวรรณ กล่าว