นายกฯ เตือนคนไทยเที่ยวปีใหม่ อย่าประมาทโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498327

24 ธ.ค. 2564 |14:48 น.

นายกฯ เตือนคนไทยเที่ยวปีใหม่ อย่าประมาทโควิด-19

นายกฯ สั่งเตรียมพร้อมโรงพยาบาล เตียงผู้ป่วย ยา เวชภัณฑ์ และบุคลากร ในแผนเผชิญเหตุเฝ้าระวังไวรัสโควิด-19 ช่วงเทศกาลปีใหม่และไตรมาสแรกของปี 2565 พร้อมร่วมอวยพรคริสต์มาสและปีใหม่ขอให้คนไทยเที่ยวอย่างมีความสุข มีสติ ปลอดภัยและไม่ประมาทต่อโควิด-19

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) สั่งยกระดับการป้องกันและการรักษา เตรียมบุคลากร อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และเครื่องมือต่าง ๆ ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเผชิญเหตุ เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังปีใหม่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังมั่นใจว่า หากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเพิ่มขึ้น ระบบด้านสาธารณสุขของไทยยังรับมือไหว ไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดียิ่ง 

กระทรวงสาธารณสุขมีเตียงดูแลผู้ป่วยโควิดเกือบ 2 แสนเตียง  ใช้ไปประมาณ 30% ยังมีเตียงว่างเพียงพอรองรับ และกระทรวงสาธารณสุขยังเตรียมพร้อมระบบ Home isolation และ Community isolation ไว้สำหรับรักษาพยาบาล เพราะผู้ป่วยโอไมครอนส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง สามารถรักษาตัวอยู่ที่บ้านและชุมชนได้ นายกรัฐมนตรียังฝากถึงประชาชนคนไทยอย่าวิตกกังวล หากทุกคนดูแลตัวเองและเคร่งครัดใน 3 เรื่องนี้ คือ 1.การฉีดวัคซีน เข็ม 1 และ 2. การรับวัคซีนเข็มกระตุ้น และ 3.การป้องกันตัวจากการรับเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล 
 

“นายกรัฐมนตรียังร่วมอวยพรคริสต์ศาสนิกชนทั่วประเทศเนื่องในเทศกาลคริสต์มาส โดยขอให้ฉลองเทศกาลอย่างมีความสุข และให้ร่วมงานสังสรรค์หรือปาร์ตี้ในช่วงปีใหม่อย่างมีสติและปลอดภัย ทุกคนเคยผ่านวิกฤติในช่วงเวลาที่โควิดระบาดในช่วงปีที่ผ่านมา หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านจริง ๆ ก็ให้สวมหน้ากากอนามัยและพกเจลล้างมือไปด้วยทุกครั้ง โดยหวังว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาทและให้ตระหนักว่า “โรคติดเชื้อ ดีที่สุด คือไม่ติดเชื้อ” ซึ่งทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการยุติโรคระบาด และทำให้ไวรัสโควิด-19 กลายเป็นไข้หวัดธรรมดาได้ในที่สุด” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ (24 ธ.ค. 64)  มีจำนวน 2,671 ราย แยกเป็นผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 2,502 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 56 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 58 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 55 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,175,809 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) หายป่วยกลับบ้าน 2,766 ราย หายป่วยสะสม 2,117,526 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 38,192 ราย  เสียชีวิต 27 ราย  

ส่วนการฉีดวัคซีนของไทย ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2564 ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 101,079,615 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 61.94% จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 101,079,615 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น เข็มแรก 50,768,299 โดส (76.7% ของประชากร) เข็มสอง 44,819,727 โดส (67.7% ของประชากร) เข็มสาม 5,491,589 โดส (8.3% ของประชากร) โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนเข็ม 1 มากสุด (119.9%) ขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 41.3 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ธรรมนัส รับ พปชร.กลับมติส่ง “เลือกตั้งซ่อม” ชุมพร ลูกพรรครู้สึกไม่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498305

24 ธ.ค. 2564 |13:08 น.

ธรรมนัส รับ พปชร.กลับมติส่ง "เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร ลูกพรรครู้สึกไม่ดี

ธรรมนัส รับ พปชร. กลับมติส่งผู้สมัคร”เลือกตั้งซ่อม”ชุมพรเขต1 เหตุลูกพรรครู้สึกไม่ดี มั่นใจรักษาเก้าอี้ ส.ส.เขตหลักสี่ได้แน่ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกส่งใครลง ขณะที่ ผอ.เลือกตั้งซ่อม หลักสี่ สันติ  พร้อมพัฒน์ ก็มั่นใจพรรคฯรักษาเก้าอี้ไว้ได้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเปลี่ยนมติส่งผู้สมัครรับ “เลือกตั้งซ่อม” ส.ส.ชุมพร เขต 1 ว่า ภายหลังการประกาศส่งผู้สมัครรับ “เลือกตั้งซ่อม” ส.ส.สงขลา เขต 6 แต่ไม่ส่ง ส.ส.ชุมพร เขต 1 นั้น ปรากฏว่า สมาชิกพรรค พปชร.จ.ชุมพร ทั้ง 3 เขต ได้ขอให้พรรคทบทวนการไม่ส่งผู้สมัคร เนื่องจากสมาชิกที่อยู่เป็นสมาชิกมา 3-4 ปี เกิดความรู้สึกไม่ดี จึงทำให้หัวหน้าพรรคได้เรียกประชุมด่วนเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยหลังจากรับฟังความเห็นเสียงคณะกรรมการบริหารพรรค
ส่วนใหญ่เห็นว่า เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรค จ.ชุมพร ทั้ง 3 เขต เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ จึงมีมติให้ส่งผู้สมัครลงชิง “เลือกตั้งซ่อม”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะกรรมการบริหารพรรค เป็น ผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม จ.สงขลา นั้น ยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติ โดยทั้ง จ.ชุมพร และ จ.สงขลา ตนก็เป็นผู้เสนอชื่อและหากย้อนกลับไปการเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 4 ตนก็มอบให้นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็น ผอ.การเลือกตั้ง

ยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม ที่ผ่านมาจะเห็นว่าบทบาทของตนไปทุกจังหวัด อาจมองว่าตนทำงานผู้เดียว แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ถึงเวลาการเลือกตั้งก็มอบหมายให้รัฐมนตรีไปกำกับดูแลเหมือนที่ผ่านมา ย้ำว่านี่คือการทำงานอย่างเป็นระบบของพรรค อย่าไปมองว่าเป็นการลดบทบาท และผู้ใหญ่ของพรรคก็พร้อมลงพื้นที่ไปช่วยสนับสนุนอยู่ตลอด

มั่นใจ พปชร.รักษาเก้าอี้ ส.ส.เขตหลักสี่ได้แน่แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกส่งใคร

เลขาธิการ พปชร. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังกล่าวถึงการพิจารณาส่งผู้สมัครลง “เลือกตั้งซ่อม” ส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่ ภายหลังนายสิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ สิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็นส.ส. ว่า ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง และเท่าที่ตนได้ติดตามข่าวจากสื่อของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่ได้มีการพูดถึงประเด็นว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค รู้จักภรรยาของนายสิระนั้น ขอชี้แจงว่าภาพที่ปรากฎเป็นภาพของวันที่ 23 ธ.ค. หลังจากที่นายสิระ พาภรรยาไปพบกับพล.อ.ประวิตร  จึงเป็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนานแล้ว 

เมื่อถามถึงแนวโน้มผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งจะเป็น นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยานายสิระหรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องเข้าใจการทำงานของพรรคก่อน ซึ่งทางกทม. หัวหน้าพรรคได้มอบหมายให้นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม.ในฐานะหัวหน้าภาคกทม. พรรคพปชร. เป็นผู้กำกับดูแล

การตัดสินใจส่งผู้สมัครคนใดลง “เลือกตั้งซ่อม” ต้องมาจากนายจักรพันธ์ไปหารือกับส.ส.กทม.ก่อนแล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีตนเป็นประธานและเมื่อคณะกรรมการสรรหาตัดสินใจส่งคนใดลงเลือกตั้งก็จะนำ
เสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอด ดังนั้น เวลานี้เร็วเกินไปที่จะระบุว่าใครจะได้ลงหรือไม่ได้ลงเลือกตั้ง 

ถาม หลายพรรคการเมืองประกาศแย่งชิงพื้นที่ “เลือกตั้งซ่อม” ส.ส.กทม.เขตหลักสี่ เหมือนเป็นการวัดพลังฐานเสียงการเลือกตั้งกทม.ในอนาคตหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า  การเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.เขตหลักสี่ เบื้องต้นได้หารือกับนายจักรพันธ์ มีหลายประเด็นที่จะส่งผลถึงอนาคตการเมืองของพรรคพปชร.ในเขตพื้นที่กทม. และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องคิดและศึกษาให้ดีว่าจะส่งใคร และผลการชนะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าจะเลือกใครลงเลือกตั้งต้องมั่นใจว่าชนะ 

เมื่อถามว่า พปชร.จะสามารถรักษาเก้าอี้ส.ส.กทม.เขตหลักสี่ไว้ได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แน่นอน ที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น กทม.ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ มั่นใจว่าจะรักษาเก้าอี้เราไว้ให้ได้ 

ผอ.เลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่ สันติ พร้อมพัฒน์  มั่นใจรักษาเก้าอี้  สิระ ไว้ได้ แต่ยังไม่สรุปว่าเป็นภรรยาสิระหรือไม่ 

ด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผอ.เลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแทนนายสิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส. กทม.พรรคพลังประชารัฐ หลังถูกศารัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. ว่า ขณะนี้ทางพรรคกำลังหารือกันอยู่ แต่ก็คงจะคัดเลือกบุคคลที่ถูกใจประชาชนชาวหลักสี่ 

ส่วนจะเป็นนางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยาของนายสิระหรือไม่นั้น นายสันติ กล่าวว่า ตัวเลือกมีหลายคน แต่จะเลือกคนที่ชาวหลักสี่ให้การสนับสนุน และมั่นใจว่าจะยังคงสามารถรักษาเก้าอี้เขตหลักสี่เอาไว้ได้ ด้วยนโยบายและการทุ่มเทการแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการที่พรรคได้ผลิตนโยบายต่าง ๆ ส่งให้รัฐบาลเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในการดูแลประชาชน ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้จำนวนมาก

ส่วนกรณีที่มีภาพว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มีการสวมเสื้อพรรคให้กับภรรยานายสิระนั้นถือว่าได้ข้อยุติแล้วหรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า การเป็นสมาชิกพรรคนั้นเป็นเรืองปกติที่พรรคจะต้องดูแลสมาชิกของพรรคทุกคน แต่เรื่องการจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้งนั้นอยู่ที่คณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ถ้าภรรยานายสิระดีที่สุด พรรคก็ต้องส่ง 

ก้าวไกลยื่นร่าง 2 กม.ลูกเลือกตั้งต่อปธ.สภาแล้ว ชงลดอำนาจยุบพรรคการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498294

24 ธ.ค. 2564 |11:56 น.

ก้าวไกลยื่นร่าง 2 กม.ลูกเลือกตั้งต่อปธ.สภาแล้ว ชงลดอำนาจยุบพรรคการเมือง

“พิธา” นำทีมก้าวไกลยื่นร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ เข้าสภาแล้ว ย้ำไม่หวั่นระบบเลือกตั้ง พร้อมสู้ทุกกติกา เสนอประเด็น พ.ร.ป.พรรคการเมืองต้องลดอำนาจยุบพรรคการเมือง สร้างสถาบันการเมืองที่เข้มเเข็งตอบสนองเจตนารมย์ประชาชน

วันนี้ (24 ธ.ค.) ที่อาคารรัฐสภา นายพิธา ลื้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรค, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรค นำทีม ส.ส.พรรคก้าวไกล เเถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีพรรคก้าวไกลยื่น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ…. และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ….  ต่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับเรื่อง 

นายพิธา กล่าวว่า ในวันนี้พรรคก้าวไกลมายื่นร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับต่อสภาผู้เเทนราษฎร ที่มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องระบบนิเวศน์ทางการเมือง ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง เเละเรื่องขององคาพยพของพรรคการเมืองต่าง ๆ  เป้าหมายของพรรคก้าวไกล คือต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นธรรม สุจริต มีการรับผิดรับชอบขององค์กรอิสระในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้สถาบันทางการเมืองเข้มเเข็ง จัดตั้งได้ง่าย ไม่ให้กฎหมายหรือระบบราชการเป็นตัวกันไม่ให้มีพรรคการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้น การดำรงอยู่ของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ประชาชน เพื่อไม่ให้อำนาจที่อยู่นอกเหนือจากการเลือกตั้งมายุบพรรคได้ง่าย

นายพิธา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ทางพรรคก้าวไกล สนใจเเละยื่นร่างกฎหมายลูกในฉบับเเรก คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง  สิ่งที่เราสนใจคือการระดมทุนของพรรคการเมืองในระบบการเมืองไทย ตนเองคิดว่ากองทุนพัฒนาการเมืองเป็นแหล่งเงินสำคัญที่สามารถทำให้พรรคการเมืองไทยสามารถยืมได้ การเข้าถึงแหล่งทุนในระบบออนไลน์ก็เป็นทางเลือกที่ดี และในประเด็นต่อมา ในเรื่องการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง เราคิดว่าการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในระบบนิเวศน์ของการเมืองไทย รวมถึงในประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง ในการยกเลิกโทษการเพิกถอนเลือกตั้งในบทกำหนดโทษ เนื่องจากว่าการลงโทษทางอาญามีอยู่เเล้ว และเห็นว่าสิทธิในการเลือกตั้งเป็นสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี

“ในส่วนของร่างกฎหมายลูกฉบับที่ 2 คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นั้น เรื่องในการรับผิดรับชอบขององค์กรอิสระ ในการจัดการเลือกตั้งอย่างสุจริต เป็นธรรม ให้ประชาชนเข้าถึงได้โปร่งใสเป็นธรรม อาทิ การแก้ไขให้บัตรเลือกตั้งที่มาจากนอกราชอาณาจักรที่จัดส่งหลังจากนับคะเเนนไปเเล้วไม่ถือเป็นบัตรเสีย ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา บัตรเลือกตั้งจากนิวซีเเลนด์มาไม่ถึง เลยถือเป็นบัตรเสียทั้งหมด ทำให้สิทธิของพี่น้องชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศหายไป และทำให้ผลของการเลือกตั้งไม่ตอบต่อเจตนารมณ์ของคนในประเทศเเละทั่วโลก” นายพิธา กล่าว

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวด้วยว่า ประเด็นต่อมาคือ การจัดการเลือกตั้งต้องรายงานอย่างต่อเนื่องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เเละประเด็นสุดท้ายในเรื่องการคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคก้าวไกลเราเสนอในระบบ MMM แบบปี 2540 เเต่ก่อนหน้านี้เราได้เสนอเเบบ MMP ของเยอรมัน เพื่อให้มีความหลากหลายต่อระบบพรรคการเมือง เเต่ในเมื่อกฎกติกาออกมาเช่นนี้ เราพร้อมยอมรับ ก้าวข้ามเรื่องเหล่านั้นเเละพร้อมยอมรับในระบบนี้ตามรัฐธรรมนูญกำหนด” 

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศรายการ “สารต้องห้ามทางการกีฬา” ปี 65 ตามกฎ WADA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498280

24 ธ.ค. 2564 |11:01 น.

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศรายการ "สารต้องห้ามทางการกีฬา" ปี 65 ตามกฎ WADA

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ กระทรวงท่องเที่ยวฯ ประกาศรายการ “สารต้องห้ามทางการกีฬา” ฉบับใหม่ และกฎต่อต้านใช้สารต้องห้ามฯ ฉบับแก้ไข ตามกฎ WADA

วันที่ 23 ธ.ค.2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเรื่อง”รายการสารต้องห้าม” ประจำปี พ.ศ.2565

ด้วยองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (World Anti-Doping Agency : WADA) ได้ประกาศกำหนดรายการ”สารต้องห้าม” ประจำปี พ.ศ. 2565 (2022 Prohibited List) โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565

เพื่อให้เป็นไปตามคำประกาศดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้”สารต้องห้าม”ทางการกีฬา พ.ศ. 2555 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาจึงประกาศรายการสารต้องห้ามประจำปี พ.ศ. 2565 โดยมีรายการสารต้องห้ามตามท้ายประกาศนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1มกราคม พ.ศ.2565 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2564

พิพัฒน์ รัชกิจประการ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศรายการ "สารต้องห้ามทางการกีฬา" ปี 65 ตามกฎ WADA
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศรายการ "สารต้องห้ามทางการกีฬา" ปี 65 ตามกฎ WADA

ดูประกาศรายละเอียด”รายการสารต้องห้าม” ประจำปี พ.ศ.2565 ที่นี่

“ชวน” เผยสภาถกร่าง 2 กม.ลูกเลือกตั้งกลางม.ค. 65 คาดผ่านวาระ 3 สมัยประชุมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498277

24 ธ.ค. 2564 |10:40 น.

“ชวน” เผยสภาถกร่าง 2 กม.ลูกเลือกตั้งกลางม.ค. 65 คาดผ่านวาระ 3 สมัยประชุมนี้

“ชวน” เผยสภาพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ได้กลางเดือนมกราคม 2565 คาดผ่านวาระ 3 ได้ในสมัยประชุมนี้

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองของสภาผู้แทนราษฎรว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมดของร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับที่มีการยื่นเข้ามาแล้ว ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จากนี้ก็จะเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ส่วนร่างของพรรคร่วมรัฐบาลกำลังตรวจสอบ และทราบว่าวันนี้พรรคก้าวไกลจะยื่นร่างกฎหมายลูกเข้ามาด้วย

นายชวน กล่าวว่า หลังจากสภารับร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับจากพรรคการเมืองครบแล้ว ก็จะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภา ซึ่งคาดว่าจะสามารถบรรจุได้ภายในกลางเดือนมกราคม 2565 หรือปลายเดือนมกราคม 2565 ซึ่งมีเวลาพิจารณาไปจนถึงวันที่ 28 ก.พ. 65 อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าสภาจะผ่านการพิจารณาร่างกฎหมายลูกดังกล่าวในวาระ 3 ได้ในสมัยการประชุมสภานี้

“ชวน” เผยสภาถกร่าง 2 กม.ลูกเลือกตั้งกลางม.ค. 65 คาดผ่านวาระ 3 สมัยประชุมนี้

‘สกลธี’ ยื่นหนังสือลาออก พปชร. จ่อชิงผู้ว่าฯ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498270

24 ธ.ค. 2564 |09:58 น.

‘สกลธี’ ยื่นหนังสือลาออก  พปชร. จ่อชิงผู้ว่าฯ กทม.

‘สกลธี ภัททิยกุล’ ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ แล้ว มีผลทันที พร้อมชิงผู้ว่าฯ กทม. รอแค่ความชัดเจนวันเลือกตั้ง ชูแคมเปญสางงานเก่า-สานงานใหม่

รายงานแจ้งว่า “นายสกลธี ภัททิยกุล” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ทำหนังสือลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีผลในวันที่ 23 ธันวาคม

ก่อนหน้านี้ “นายสกลธี” ได้กล่าวถึงกระแสเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ว่าอยู่ระหว่างตัดสินใจ และหากลงสมัคร คงไม่ลงในนามพรรคพลังประชารัฐ เพราะไม่ได้ใกล้ชิดกับพรรคมาระยะหนึ่งเหมือนช่วงแรก ๆแล้ว และอาจมีพี่ ๆ แกนนำ กปปส. มาช่วยในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ด้วย

เมื่อถามว่ามีความพร้อมในการสมัครผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ “นายสกลธี” กล่าวว่า มีความพร้อม เพราะได้ทำงานในส่วนของท้องถิ่น เป็นรองผู้ว่าฯกทม.มาจนถึงเดือนเมษายน 65 ก็จะครบ 4 ปี และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับงานการเมืองระดับชาติเลย

ก่อนหน้านี้ “นายสกลธี” ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าไม่เกินกุมภาพันธ์ 2565  “นายสกลธี”จะประกาศเปิดตัว ลงแข่งชิงผู้ว่าฯกทม. ภายใต้แคมเปญสางงานเก่า-สานงานใหม่

สำหรับหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐของ “นายสกลธี” ลงวันที่ 22  ธ.ค. 64  ทำถึงนายทะเบียนพรรคการเมือง ระบุว่ามีความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ โดยให้มีผลทันที และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงเลขรับเมื่อ 23 ธ.ค. 64

สำหรับ “นายสกลธี ภัททิยกุล” ปัจจุบันเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. เป็นบุตรชายคนโตของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมและอดีตเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

จบปริญญาโทด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยอินเดียน่าและมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา 

เคยรับราชการอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และได้รับการดึงตัวจากนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ไปช่วยงานเป็นเลขานุการส่วนตัว

กระทั่งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 “นายสกลธี” ได้ลาออกจากราชการเพื่อไปสมัครลงรับเลือกตั้งกับทางพรรคประชาธิปัตย์ 

ในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 นายสกลธี ลงสมัครในกรุงเทพมหานคร เขต 4 คือ เขตจตุจักร, บางซื่อ, หลักสี่ คู่กับนายบุญยอด สุขถิ่นไทย และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งได้รับเลือกตั้งทั้ง 3 คน

แต่ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 นายสกลธี ได้ลงสมัครในกรุงเทพมหานคร เขต 11 คือ เขตหลักสี่ โดยมีคู่แข่งคือ นายสุรชาติ เทียนทอง บุตรชายของนายเสนาะ เทียนทอง ผลปรากฏว่า ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

ในปี 2561 “นายสกลธี”ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ 1215/2561 ลงนามโดยพลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. 

ต่อมานายสกลธีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

นายสกลธี ถือเป็นแนวร่วมคนสำคัญคนหนึ่งของ กปปส. 

หมอเหรียญทอง ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขวาง “อภัยโทษ” ปี 62-64

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498246

23 ธ.ค. 2564 |21:56 น.

หมอเหรียญทอง ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขวาง "อภัยโทษ" ปี 62-64

หมอเหรียญทอง ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ” ปี 2562-2564 ขัด รธน.หรือไม่ หลังลดโทษนักโทษทุจริตขัดหลักนิติธรรม ย้อนแย้งกับมาตรการปราบปรามทุจริต รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ต้องไม่เอานักโทษทุจริตมารวมกับนักโทษคดีทั่วไป

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและคณะ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายอดิศร ร่มสนธิ์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้นำความส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า”พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ” ระหว่างปี พ.ศ.2562-2564 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากเป็นช่องทางลดหย่อนผ่อนโทษนักโทษทุจริตโกงชาติขัดต่อหลักนิติธรรม ย้อนแย้งกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ต้องไม่เอานักโทษทุจริตทำลายชาติมารวมกับนักโทษคดีทั่วไปและหวังให้คืนวันจองจำกลับมาเหมือนเดิม ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้นักโทษที่บ่อนทำลายชาติโกงชาติ ไม่สมควรได้รับการพิจารณาอภัยโทษ

ทางด้าน นพ.เหรียญทอง เปิดเผยว่า ในฐานะผู้นำคณะประชาชนมาร้องทุกข์เกี่ยวกับกระบวนการ “พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ” ที่ทำให้เป็นช่องทางในการลดหย่อนผ่อนโทษนักโทษทุจริตโกงชาติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ขัดต่อหลักนิติธรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย้อนแย้งกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรม

นพ.เหรียญทอง เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมจะต้องไม่เอานักโทษทุจริตทำลายชาติมารวมกับนักโทษคดีทั่วไปมาอาศัยช่องทาง”อภัยโทษ”จึงเดินทางมาขอความเป็นธรรม ผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อให้กระบวนการ “พระราชทานอภัยโทษ”นักโทษเด็ดขาดคดีทุจริตมีหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้

นอกจากนี้ ต้องคืนความยุติธรรม ด้วยการให้การลดหย่อนผ่อนโทษนั้นเป็นโมฆะ และจะต้องคืนวันจองจำกลับมาเหมือนเดิม ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งโดยสมควรแล้วนักโทษที่บ่อนทำลายชาติโกงชาติ ไม่สมควรได้รับการพิจารณาอภัยโทษเพราะทุกวันนี้ประเทศยังเป็นหนี้จากการทุจริตประชาชนยังร่วมกันใช้หนี้ไม่หมด แต่นักโทษเหล่านี้กำลังจะออกมาเสวยสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม 

ขบวนการบ่อนทำลายชาติ ปล้นชาติคิดให้ดี อย่าคิดว่ามีอำนาจเงิน หรือคิดว่ามีประชาชนบางส่วนร่วมมือกับท่าน แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ลุกฮือ ถ้าเขาลุกฮือท่านจะอยู่ไม่ได้บนแผ่นดินนี้สังคมนี้ คนอย่างผมไม่ใช่คนพูดจาข่มขู่ ถึงผมเป็นหมอ แต่หากถึงวันหนึ่งที่จำเป็น ผมก็จะเป็นผู้นำประชาชนในการปกป้องชาติราชบัลลังก์ ซึ่งประชาชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

ขณะที่ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิการชื่อดัง กล่าวเสริมอีกว่า  การยื่นเรื่องร้องเรียนในเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่การไปก้าวล่วงพระราชอำนาจ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ระหว่างปี พ.ศ.2562-2564 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะต้องขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วจะต้องไล่บี้กับหน่วยงาน กระทรวงยุติธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องมารับโทษทางอาญา เพราะถือว่าทำให้ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท

นพ.เหรียญทอง เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม จะต้องไม่เอานักโทษทุจริตทำลายชาติมารวมกับนักโทษคดีทั่วไปมาอาศัยช่องทางอภัยโทษ
จึงเดินทางมาขอความเป็นธรรม ผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อให้กระบวนการพระราชทานอภัยโทษนักโทษเด็ดขาดคดีทุจริตมีหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้

นอกจากนี้ ต้องคืนความยุติธรรม ด้วยการให้การลดหย่อนผ่อนโทษนั้นเป็นโมฆะ และจะต้องคืนวันจองจำกลับมาเหมือนเดิม ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งโดยสมควรแล้วนักโทษที่บ่อนทำลายชาติโกงชาติ ไม่สมควรได้รับการพิจารณาอภัยโทษ เพราะทุกวันนี้ประเทศยังเป็นหนี้จากการทุจริต ประชาชนยังร่วมกันใช้หนี้ไม่หมด แต่นักโทษเหล่านี้กำลังจะออกมาเสวยสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม 

“ขบวนการบ่อนทำลายชาติ ปล้นชาติคิดให้ดี อย่าคิดว่ามีอำนาจเงิน หรือคิดว่ามีประชาชนบางส่วนร่วมมือกับท่าน แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ลุกฮือ ถ้าเขาลุกฮือท่านจะอยู่ไม่ได้บนแผ่นดินนี้สังคมนี้ คนอย่างผมไม่ใช่คนพูดจาข่มขู่ ถึงผมเป็นหมอ แต่หากถึงวันหนึ่งที่จำเป็น ผมก็จะเป็นผู้นำประชาชนในการปกป้องชาติราชบัลลังก์ ซึ่งประชาชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง”พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

ขณะที่ทางด้าน นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิการชื่อดัง กล่าวเสริมอีกว่า  การยื่นเรื่องร้องเรียนในเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่การไปก้าวล่วงพระราชอำนาจ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ระหว่างปี พ.ศ.2562-2564 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะต้องขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วจะต้องไล่บี้กับหน่วยงาน กระทรวงยุติธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องมารับโทษทางอาญา เพราะถือว่าทำให้ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท

“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ฝ่าวิกฤต ดันเพิ่มโอกาสให้ Startup – SMEs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498241

23 ธ.ค. 2564 |21:02 น.

“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ฝ่าวิกฤต ดันเพิ่มโอกาสให้ Startup - SMEs

“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีทันสมัยขับเคลื่อนประเทศ ฝ่าวิกฤต ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสให้ Startup – SMEs

“ในขณะที่เรากำลังเผชิญวิกฤติโควิด เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ เทคโนโลยีทางด้านการเงิน มีความเติบโตอย่างรวดเร็ว และถาโถมเข้ามาอย่างไร้พรมแดน กลายเป็นจังหวะที่สร้างโอกาสและความท้าทาย ให้กับผู้ที่ปรับทัศนะคติ เปลี่ยนความคิด และลงมือคว้าโอกาส สร้างความร่ำรวยมหาศาล”  

“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ฝ่าวิกฤต ดันเพิ่มโอกาสให้ Startup - SMEs

ข้อความข้างต้น เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีเปิดตัวงาน “FINVERSE Financial TRENDS 2022 New Economic Forum” ซึ่งปริญญ์ เป็นเจ้าของโปรเจคนี้ และเขายังเชื่อว่าการปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจยุคใหม่ จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไปสู่เศรษฐกิจการเงินยุคใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้แน่นอน 

“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ฝ่าวิกฤต ดันเพิ่มโอกาสให้ Startup - SMEs

“เศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ใช่ของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกรุ่นทุกวัยที่ควรเปิดใจรับ แค่เราต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง และลดความเหลื่อมล้ำ ต้นทุนชีวิตระหว่างคนตัวใหญ่ ๆ กับคนตัวเล็ก ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก แต่ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามที่จะทำมันอย่างต่อเนื่อง” ปริญญ์ ระบุ

นอกจากนี้ เขายังได้เล่าถึงศัพท์เซทที่สำคัญ ๆ เกี่ยวกับ เศรษฐกิจยุคใหม่ การคลังยุคใหม่ ในโลกดิจิทัล ที่ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่า หรือคนรุ่นใหม่ที่เปิดใจ ควรต้องทำความรู้จัก ได้แก่ เทคโนโลยี Blockchain, เหรียญสกุล Digital เช่น bitcoin, Ai ปัญญาประดิษฐ์, จักวาลนฤมิตร Metaverse รวมทั้ง NFTs (ศิลปะดิจิทัล) 

“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ฝ่าวิกฤต ดันเพิ่มโอกาสให้ Startup - SMEs

เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ ประชาชนจะนำไปใช้ได้อย่างไร สู่การต่อยอดพัฒนาสังคมได้อย่างไร สามารถเพิ่มรายได้ได้จริงหรือ รวมทั้งการเปิดกระเป๋าสตางค์ e-Wallet สินทรัพย์ดิจิตอล การออม การระดมทุน ผ่านระบบดิจิตอล เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ทีมเศรษฐกิจทันสมัย ของ พรรคประชาธิปัตย์ พยายามสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน ผ่านงาน “FINVERSE – New Economic Forum” และได้ระดม CEO ผู้มากประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในการลงทุนผ่าน ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล มาแชร์ประสบการณ์ความรู้
 

ในงานครั้งนี้มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี โดยมีแขกคนสำคัญและวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิเช่น นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณะสุข ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม. ปชป. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ CEO ปตท. นายอาลก โลเฮีย ผู้ก่อตั้งบริษัทอินโดราม่า เวนเจอร์ 

“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ฝ่าวิกฤต ดันเพิ่มโอกาสให้ Startup - SMEs
“ปริญญ์” นําทีมเศรษฐกิจยุคใหม่ฝ่าวิกฤต ดันเพิ่มโอกาสให้ Startup - SMEs

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub นายปรมินทร์ อินโสม ผู้ร่วมก่อตั้ง สตางค์คอร์ป นางสาวอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีตส.ส. กทม. นายเมธี อรุณ นายอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ อดีตรองประธาน เชลล์ นายสมศักดิ์ บุญคํา LocalAlike นายสุรบถ หลีกภัย VRZO นายสัญชัย ปอปลี Cryptomind นายตุล ไวฑูรเกียรติ วงอพาร์ตเมนต์คุณป้า นายอธิศ นันทวรุณ Translucia Metaverse

คลอดแนวปฏิบัติ”หลักเสรีภาพทางวิชาการ” เอนก ลงนามประกาศลง ราชกิจจาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498221

23 ธ.ค. 2564 |20:38 น.

คลอดแนวปฏิบัติ"หลักเสรีภาพทางวิชาการ" เอนก  ลงนามประกาศลง ราชกิจจาฯ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ลงนาม ออกแนวปฏิบัติหลัก”เสรีภาพทางวิชาการ” หลักความเป็นอิสระ และหลักความเสมอภาค ในสถาบันอุดมศึกษา ประกาศลงราชกิจจาฯ บังคับใช้แล้ว

23 ธ.ค.64  นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์  รมว.อุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ ได้ลงนาม ออกแนวปฏิบัติหลักเสรีภาพทางวิชาการ โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว  

แนวปฏิบัติตามหลักความรับผิดชอบต่อสังคม หลักเสรีภาพทางวิชาการ หลักความเป็นอิสระ และหลักความเสมอภาค ระบุว่า โดยที่สถาบันอุดมศึกษาเป็นองค์กรสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของประเทศ ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ เสริมสร้างพื้นฐานของการพัฒนากำลังคน และขับเคลื่อนประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้า การบริหารงานและการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพของสถาบันอุดมศึกษา ย่อมส่งผลให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาสามารถพัฒนาองค์ความรู้และทรัพยากรบุคคล เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการจัดตั้ง สถาบันอุดมศึกษาขึ้นเป็นจำนวนมาก และมีการจัดการด้านการอุดมศึกษาอย่างหลากหลาย เพื่อให้ การจัดการด้านการอุดมศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการอุดมศึกษา

ประกอบกับตามความในมาตรา 9 (1) (2) (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้การจัดการอุดมศึกษาต้องเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบต่อสังคม หลักเสรีภาพ ทางวิชาการ หลักความเป็นอิสระ และหลักความเสมอภาค

คณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้นำแนวคิด ดังกล่าวมากำหนดแนวปฏิบัติเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาใช้เป็นแนวทางหรือมาตรฐานกลางในการบริหารงาน และการดำเนินงานภายใน รวมทั้งในการกำหนด แก้ไข เพิ่มเติม และปรับปรุงข้อบังคับของ สถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องต่อไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา 9 (๑) (๒ ) (3) (4) แห่งพระราชบัญญัติ การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการอุดมศึกษาในการประชุมครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 27 เดือนเมษายน พ.ศ. 2564 จึงออกแนวปฏิบัติไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 แนวปฏิบัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2 ในแนวปฏิบัตินี้ “การอุดมศึกษา” หมายความว่า การศึกษาในระดับที่สูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรม ผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง “สถาบันอุดมศึกษา” หมายความว่า สถาบันที่จัดการอุดมศึกษาระดับปริญญาและระดับต่ำกว่า ปริญญาทั้งที่เป็นของรัฐและของเอกชน “มาตรฐานการอุดมศึกษา” หมายความว่า ข้อกำหนดขั้นต่ำเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพ และเกณฑ์อื่นในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ข้อกำหนดขั้นต่ำของหลักสูตรการศึกษา และข้อกำหนด ขั้นต่ำของเกณฑ์ในการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา และมาตรฐานอื่นตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการส่งเสริม การกำกับดูแล การตรวจสอบ ติดตามและประเมินผล และการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ส่วนที่ 1 หลักความรับผิดชอบต่อสังคม

ข้อ 3 สถาบันอุดมศึกษาควรมีการพัฒนาหลักสูตร การเรียน การสอนและการวัดผล ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในปัจจุบันและทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต โดยนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึง การสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สังคม และประเทศ

ข้อ 4 สถาบันอุดมศึกษาควรเปิดเผยหลักสูตรที่สภาสถาบันอุดมศึกษาได้พิจารณาอนุมัติ ต่อสาธารณะ

ข้อ 5 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัย เพื่อให้เกิดการสร้างความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาชุมชน สังคม และ ประเทศตลอดจนควรส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรภายในสถาบันอุดมศึกษาสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้

ข้อ 6 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่าง สถาบันอุดมศึกษาและองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการ รวมทั้งควรจัดให้มีระบบการตรวจสอบ ก่อนเริ่มการศึกษาวิจัย เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดปัญหาความซ้ำซ้อนของการศึกษาวิจัย

ข้อ 7 สถาบันอุดมศึกษาควรจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

ข้อ 8 สถาบันอุดมศึกษาควรจัดการบริการวิชาการแก่สังคมให้สอดคล้องกับความต้องการและ ความจำเป็นของชุมชน สังคม และประเทศ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาของชุมชน สังคม และประเทศ ได้อย่างเป็นรูปธรรมอันนำไปสู่ความเจริญงอกงามทางวิชาการ ตลอดจนสอดคล้องกับแนวทาง ที่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกำหนด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล และคุ้มค่า ในด้านการใช้ทรัพยากร

ข้อ 9 สถาบันอุดมศึกษาควรเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกทั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงาน ภาคเอกชน และชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โดยกำหนดหลักสูตรการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การวิจัย ให้ตอบสนองกับความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศ

ข้อ 10 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ผลการวิจัยและนวัตกรรม สู่หน่วยงานภายนอก ทั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และชุมชน สังคม และในระดับประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการน าผลการวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์ด้วย

ข้อ 11 สถาบันอุดมศึกษาควรมีกลไกการพัฒนา ช่วยเหลือ สนับสนุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเสริมสร้างสันติภาพ และมุ่งให้การอุดมศึกษาเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสร้าง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ข้อ 12 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม โดยสนับสนุน ให้บุคลากร นิสิต นักศึกษานำความรู้ การวิจัยและนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ข้อ 13 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมสนับสนุนการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและของชาติ รวมทั้งมุ่งเน้นการเรียนการสอน และกิจกรรมของผู้เรียนให้มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และบูรณาการการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

ข้อ 14 สถาบันอุดมศึกษาควรเตรียมความพร้อมและยอมรับการตรวจสอบจากชุมชน สังคม และประเทศ และควรพร้อมที่จะรับผิดชอบในผลของการตรวจสอบดังกล่าวด้วย

ส่วนที่ 2 หลักเสรีภาพทางวิชาการ

ข้อ 15 สถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดแนวทางปฏิบัติในการใช้เสรีภาพทางวิชาการ โดยต้องให้ คณาจารย์มีเสรีภาพทางวิชาการ ในการเรียน การสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการ และการแสดง ความคิดเห็นทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการโดยยึดหลั ก ความถูกต้องเป็นสำคัญ ทั้งนี้ จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศ

ข้อ 16 สถาบันอุดมศึกษาต้องให้ความส าคัญกับการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการของบุคลากร นิสิต นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งควรจัดให้มีสิ่งอ านวยความสะดวก และกิจกรรมในการเรียน การสอน การวิจัยการค้นคว้า การบริการทางวิชาการ และการเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น ทางวิชาการ อันเป็นกลไกที่จะพัฒนาความรู้ ความสามารถทางวิชาการ ศักยภาพและขีดความสามารถ ในการแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษา

ข้อ 17 สถาบันอุดมศึกษาจะต้องปราศจากการข่มขู่ การใช้อำนาจ หรือการแทรกแซงอำนาจ ในเชิงนโยบายจากสภาสถาบันอุดมศึกษา หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อม อันจะนำไปสู่ การปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ การใช้ศักยภาพทางวิชาการ หรือการลิดรอนเสรีภาพ ทางวิชาการ

ข้อ 18 สถาบันอุดมศึกษาหรือสภาสถาบันอุดมศึกษาไม่ควรปิดกั้น คุกคาม ครอบงำ หรือจำกัด การใช้เสรีภาพทางวิชาการของบุคลากร นิสิต นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา

ข้อ 19 สถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดแนวทางปฏิบัติหรือหลักเกณฑ์อันเป็นหลักประกัน การให้ความช่วยเหลือ และการคุ้มครองแก่คณาจารย์ บุคลาก ร นิสิต และนักศึกษาผู้ใช้เสรีภาพ ทางวิชาการ

ข้อ 20 สถาบันอุดมศึกษาจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการ กับหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพทางวิชาการ ในด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการ และการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ทั้งนี้ จะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย กฎเกณฑ์ของสถาบันอุดมศึกษา อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ข้อ 21 สถาบันอุดมศึกษาจะต้องส่งเสริมและพัฒนาการใช้เสรีภาพทางวิชาการของบุคลากร นิสิต นักศึกษา รวมทั้งสร้างโอกาสในการแข่งขันทางวิชาการ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การจัดการ การเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อให้ทันต่อสังคมยุคโลกาภิวัตน์ รวมทั้งใช้การเรียนรู้และการบูรณาการในทางวิชาการ ให้สอดคล้องกับหลักประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา อันจะนำไปสู่แนวทางในการพัฒนา และปรับปรุงเกณฑ์คุณภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา


ข้อ 22 สถาบันอุดมศึกษาจะต้องเน้นย้ำถึงพฤติกรรมที่มีจริยธรรมที่ถูกต้องและเหมาะสม ในทุกปฏิสัมพันธ์และการติดต่อกับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกสถาบันอุดมศึกษา ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และควรกำหนดมาตรฐานจริยธรรมหรือการประเมินผลที่เกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการ โดยปราศจากกลไก ความสัมพันธ์เชิงอำนาจและผลประโยชน์ เพื่อให้บุคลากรได้พัฒนาผลงานทางวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล หรืออาจเป็นการกำหนดกรอบที่เป็นบรรทัดฐานและข้อห้ามของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้มีความโปร่งใสและสร้างความไว้วางใจต่อสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงความเชื่อมั่นในความยุติธรรม ขององค์กร ทั้งนี้ หลักเกณฑ์หรือกรอบที่เป็นบรรทัดฐานจะต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ของสถาบันอุดมศึกษา

ส่วนที่ 3 หลักความเป็นอิสระ

ข้อ 23 สถาบันอุดมศึกษาย่อมมีอิสระในการกำหนดหลักสูตรการศึกษา และมีอิสระ ในการจัดการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม หลักสูตรการศึกษาจะต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำ ด้านคุณภาพที่คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษากำหนดและมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน พัฒนาทักษะอาชีพชั้นสูง ค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเพื่อพัฒนาสังคม ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ เป้าหมายและเป็นไปตามนโยบายของแต่ละสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการจัดการอุดมศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 สภาสถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน และมีหน้าที่กำกับดูแลเพื่อให้ สถาบันอุดมศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ตามวรรคหนึ่ง

ข้อ 24 สถาบันอุดมศึกษาย่อมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาควร กำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ ของการบริหารงานบุคคล โดยค านึงถึงวัตถุประสงค์ของสถาบันอุดมศึกษา แต่ละแห่ง รวมทั้งจัดให้มีหลักประกันความเป็นธรรมสำหรับบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา 

ข้อ 25 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการกระจายอำ นาจการบริหารงาน เพื่อให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว

ข้อ 26 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมและสนับสนุน ตลอดจนกำกับดูแลให้ส่วนงานที่มีหน้าที่ ในการบริหารงานบุคคลทำหน้าที่อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากร และยึดหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ

ข้อ 27 สถาบันอุดมศึกษาควรมีระบบการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรอย่างโปร่งใส ภายใต้มาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม โดยยึดหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ

ข้อ 28 สถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการสรรหา การบรรจุแต่งตั้ง การกำหนด ค่าตอบแทนของบุคลากรให้มีความชัดเจน โปร่งใสและเป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ที่กฎหมายกำ หนด เพื่อให้เกิดแรงจูงใจทางด้านการบริหารงานบุคคลอย่างมีคุณภาพเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้ ในการกำหนดค่าตอบแทนควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่า ประกอบกัน อันนำไปสู่การสร้างความสมดุลส าหรับการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ข้อ 29 สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรให้เกิดการพัฒนาและ มีความก้าวหน้าในสายงาน ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ให้แก่บุคลากรอันจะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละบุคคลตามสายงาน

ข้อ 30 สถาบันอุดมศึกษาย่อมมีอิสระในการบริหารจัดการด้านการเงิน งบประมาณและทรัพย์สิน ทั้งนี้ ในการกำหนดทิศทาง วางเป้าหมาย นโยบาย และแนวทางในการพัฒนาของสถาบันอุดมศึกษา ควรสอดคล้องกับความต้องการและความจ าเป็นของสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนแผนด้านการอุดมศึกษา สภาสถาบันอุดมศึกษาพึงมีหน้าที่ในการก าหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน และขจัดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนมีหน้าที่ในกำกับดูแล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามวรรคหนึ่ง
 

ข้อ 31 สถาบันอุดมศึกษาควรจัดสรรงบประมาณเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษานั้นเพื่อให้ เกิดการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพของการผลิตบัณฑิต การวิจัยและนวัตกรรม

ข้อ 32 สภาสถาบันอุดมศึกษาควรออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหาร การเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษา โดยกำหนดให้มีกลไกในการควบคุมประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของการบริหารการเงิน งบประมาณ การพัสดุและทรัพย์สิน ส่วนที่ 4 หลักความเสมอภาค

ข้อ 33 สถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดแนวทางการป้องกันการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุของความแตกต่างเรื่องถิ่นกำเนิด สัญชาติ เชื้อชาติ เพศ อายุ สถานะของบุคคล ฐานะ  ทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพของบุคคล ความเชื่อของศาสนา หรือความเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รวมถึงเพศทางเลือกไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม

ข้อ 34 สถาบันอุดมศึกษาควรจัดให้มีการจัดการศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงจัดทำ สถานที่ภายในสถาบันอุดมศึกษาให้เหมาะสมกับบุคคลทุกประเภท

ข้อ 35 สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดให้มีสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นไว้ภายในสถาบันอุดมศึกษา

ข้อ 36 สถาบันอุดมศึกษาควรปลูกฝังแนวคิดด้านความเสมอภาคให้กับบุคลากร และนิสิต นักศึกษา

ข้อ 37 สถาบันอุดมศึกษาไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อบุคลากรไม่ว่าด้วยเหตุแห่งความแตกต่าง ทางด้านสถานะและตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงาน

ข้อ 38 สถาบันอุดมศึกษาควรจัดการเรียนการสอนสำหรับการศึกษาทั้งในและนอกระบบ รวมถึงจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย ทั้งนี้ หลักสูตรการศึกษาที่สภาสถาบันอุดมศึกษา จะอนุมัติเพื่อให้เปิดสอนได้ต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำด้านคุณภาพที่คณะกรรมการมาตรฐาน การอุดมศึกษากำหนด

ข้อ 39 สถาบันอุดมศึกษาควรจัดสรรงบประมาณหรือรายได้ตามสมควร เพื่อเป็นทุนการศึกษา ให้แก่นิสิต นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา ขจัดอุปสรรค ส่งเสริม หรืออำนวยความสะดวก ให้สามารถได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม อันเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมศักยภาพ ทางการศึกษาที่สูงขึ้นให้แก่นิสิต นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่สภาสถาบันอุดมศึกษากำหนด

ส่วนที่ 5 การเปิดเผยผลการดำเนินการตามแนวปฏิบัติ

ข้อ 40 สถาบันอุดมศึกษาควรเปิดเผยผลการดำเนินการตามแนวปฏิบัติตามหลัก ความรับผิดชอบต่อสังคม หลักเสรีภาพทางวิชาการ หลักความเป็นอิสระ และหลักความเสมอภาค ดังกล่าวข้างต้น อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

พปชร. กลับลำเคาะส่งคนชิง “เลือกตั้งซ่อม”ชุมพร เขต 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498234

23 ธ.ค. 2564 |19:58 น.

พปชร. กลับลำเคาะส่งคนชิง "เลือกตั้งซ่อม"ชุมพร เขต 1

กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลงมติเอกฉันท์ให้ส่ง “ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม” จังหวัดชุมพร เขต 1 ตั้ง สันติ พร้อมพัฒน์ ผอ.เลือกตั้งซ่อมฯ แถลงข่าวเป็นทางการพรุ่งนี้ที่สภา

ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.เขต 2 ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ได้ทบทวนมติการส่งผู้สมัครลงรับ “เลือกตั้งซ่อม” ในจังหวัดชุมพร จากนั้นที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เคาะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งซ่อม ในจังหวัดชุมพร โดยให้นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ  เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดชุมพร โดยจะแถลงข่าวอีกครั้งในวันที่  24 ธันวาคม 2564  เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา

รายงานข่าวแจ้งว่าการที่กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐทบทวนมติซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมจังหวัดชุมพรเขต 1  ทำให้นายชวลิต อาจหาญ หรือทนายแดง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 ของพรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพลังประชารัฐแต่ถูกระงับไว้  คาดว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐคงส่งนายชวลิต ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมจังหวัดชุมพร เขต 1 แข่งกับผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ 

 ก่อนหน้านี้ เมื่อ 21 ธ.ค. ที่ผ่านมา น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. โฆษกพรรค พปชร. แถลงผลภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา แต่ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรค พปชร. ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ได้เสนอ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เป็นตัวแทนของพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เป็น ผอ.การเลือกตั้งของพรรค

รายงานข่าวแจ้งว่า ส่วนเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) มีแนวโน้มว่าพรรคพลังประชารัฐจะส่ง นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ซึ่งเป็นภรรยาของนายสิระลงสมัครรับเลือกตั้ง