กรมวิทย์ ให้บริการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดแบบเพิ่มจำนวนโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766064

กรมวิทย์ ให้บริการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดแบบเพิ่มจำนวนโรค

กรมวิทย์ ให้บริการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดแบบเพิ่มจำนวนโรค

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หนุนนโยบายส่งเสริมการมีบุตร ให้บริการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดแบบเพิ่มจำนวนโรคในส่วนภูมิภาค หวังเด็กแรกเกิดไทยได้รับการวินิจฉัยทั่วถึง และรักษาทันท่วงที

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พร้อมด้วย นายแพทย์พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รับผิดชอบการตรวจวิเคราะห์วิจัยในเขตสุขภาพที่ 11 ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

นายแพทย์ยงยศ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี ให้สามารถเปิดบริการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดแบบเพิ่มจำนวนโรค ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 11 เพื่อให้ทารกแรกเกิดไทยได้เข้าถึงการบริการอย่างทั่วถึงและเกิดความเป็นธรรมทางสุขภาพ จากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดทารกแรกเกิดที่ส่งจากโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 11 ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2566 ถึงปัจจุบัน จำนวน 11,680 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบทารกแรกเกิด จำนวน 1 ราย เสี่ยงต่อการเกิดโรคฉี่หอม ซึ่งเป็นกลุ่มโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (IEM) โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี ได้ส่งตัวอย่างตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลศิริราช และติดตามทารกประเมินสุขภาพ พร้อมลงทะเบียนทารกในระบบของศูนย์โรคหายากแล้ว นอกจากนี้ ยังพบภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด (TSH) ในทารกแรกเกิดจำนวน 59 ราย โดยได้แจ้งโรงพยาบาลผู้ส่งตรวจ เพื่อตรวจยืนยันและรักษาทารกแล้ว

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี ได้เพิ่มศักยภาพการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด แบบเพิ่มจำนวนโรค โดยบริการตรวจคัดกรองโรคพันธุกรรมเมตาบอลิกเพิ่มเป็น 40 โรค และภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด โดยรองรับตัวอย่างกระดาษซับเลือดได้ถึงวันละ 200-300 ตัวอย่าง และรายงานผลภายใน 5 วัน กรณีพบผลบวก ทางศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี จะโทร.แจ้งโรงพยาบาลผู้ส่งตัวอย่างโดยตรง เพื่อติดตามเด็กทารกมาประเมินสุขภาพ และเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลศิริราช และหากการตรวจยืนยันพบความผิดปกติ แพทย์ศูนย์โรคหายากจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จะให้คำปรึกษา แนะนำการรักษารวมถึงส่งนมพิเศษ ยา ไปให้ทางโรงพยาบาลต้นทางที่เด็กรับการรักษา โดยมีเป้าหมายนำเด็กที่มีผลการตรวจคัดกรองผิดปกติ เข้าสู่การตรวจยืนยันและวินิจฉัยโรคโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการรักษาทันท่วงที ทั้งนี้ โรงพยาบาลสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี โทร. 077-355301 ถึง 6 ต่อ 208 และ 210

คุณแหน : 31 ตุลาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766088

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เสียงสะท้อนเรื่องการแต่งกายพับบลิคแฟชั่นของท่านนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มีไปทั่วแทบทุกวงการ สำหรับนักการเมืองและนักธุรกิจไทยส่วนใหญ่จะเป็นพวกหัวอนุรักษ์แบบ อเมริกัน-ยุโรป จึงไม่ค่อยเอ็นจอยสิ่งที่เห็นนัก เราก็เลยต้องเริ่มจากแบ็คกราวด์ท่านเพื่อจะได้เห็นอิทธิพลที่สร้างปรากฏการณ์นี้ เมื่อท่านนายกฯต้องเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศท่านไปเข้าศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแมสสาชูเซตส์ ซึ่งแน่นอนฝั่ง EAST USA มีพื้นฐานใต้อิทธิพลของชาวอังกฤษและยุโรป วัฒนธรรมการแต่งกายก็จะเป็นแนวอนุรักษ์มีรูปแบบชัดเจน…ต่อมาเมื่อท่านต้องเดินทางไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น ทีนี้ย้ายข้ามแดนไปยังรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งคนละโพ้นทะเลและมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก ณ CLAREMONT COLLEGES AT POMONA มหาวิทยาลัยเอกชนขนาดย่อม แต่อย่าวัดที่ขนาดเป็นอันขาด เพราะนี่เป็นสถาบันบัณฑิตศึกษาสำหรับปริญญาโท-เอก-POST GRADUATE ที่เป็นแหล่งหลอมรวมมันสมองของฝั่ง WEST ทีเดียว และยังมีโลโก้ที่พวกเขาภูมิใจเสนอ ปรมาจารณ์ PETER DRUCKER ผู้ได้รับฉายาระดับโลกว่า “บิดาแห่งการบริหารจัดการ” และต้องยอมรับว่านักศึกษาที่มุ่งมั่นมาสถาบันนี้ แฟคเตอร์สำคัญคือคณาจารย์ระดับอรหันต์ที่พวกเขาต้องการตักตวงประสบการณ์ล้ำค่า ซึ่งดึงดูดบุคคลชั้นนำของไทยด้วย อาทิ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส , ดร.ศิวาวุธ เทพหัสดิน, ดร.จรุง หนูขวัญ และ ดร.บุญคง หันจางสิทธิ์ เป็นต้น

…เอกลักษณ์ของชาว CLAREMONT คือมันสมองระดับ THINK-TANK และอุปนิสัย “NON-CONFORMIST” จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีการแต่งกายโดดเด่นมีสีสันแปลกตา และไม่คอนฟอร์มกับประเพณีเก่าๆ…

สังคมลมโชยกันบ้าง…เพราะเคยติดตามสามีไปพำนักที่ญี่ปุนสมัยทำงาน ททท. ทำให้ชอบที่นั่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอากาศ ต้นไม้ใบหญ้าช่วงนี้ สุกุลยา ชมภูมิ่ง พร้อมเพื่อนๆรร.ราชินี พากันไปเที่ยวนานครึ่งเดือน กลับถึงเมืองไทยวันนี้..

ดร.นวรัตน์-ดร.อัษฏาพร ไกรพานนท์ พาลูกสาวสุดรักคนเดียวไปท่องญี่ปุ่นยามนี้…

นอกจากชวนกลุ่มเพื่อนๆทำกิจกรรมหลากหลาย เมื่อวันก่อน มนต์ทิพย์ รุจิกัณหะ พร้อมครอบครัวไปอวยพรวันคล้ายเกิดครบ 100 ปีคุณลุงของสามี ธวัชชัย ได้พบเจอญาติผู้รู้จักมักคุ้นโดยถ้วนหน้า …เจ้าตัวเลยขออนุญาตสามีและลูก ไปเที่ยวเมืองจีนสัก4-5 วันกับเพื่อนๆกลุ่มครูศาสตร์ จุฬาฯ…สดใสเริงร่าเป็นพิเศษ…

ชาวจุฬาฯ รุ่นปี 2515 อาทิ อานุสรา จิตต์มิตรภาพ , รัชนี เอมะรุจิ ฯลฯจัดงาน CU ‘ 15 เดินจุฬาฯ เชิญชวนน้องพี่สีชมพูมาร่วมออกเดินออกกำลังกาย เยี่ยมชมสถาบันที่รัก โดยนัดพบกันที่ลานจักรพันธ์ จุฬาฯ 3 ธ.ค.6.30 น. ทั้งนี้มีกติกา ขอให้สวมใส่เสื้อสีชมพูมากันให้พร้อมหน้า ใครจะพาครอบครัว(ตัวจริง)มาด้วย ก็ได้ตามถนัด ไม่ขัดใจกัน…

กิตติมา จำรัสโรมรัน แสงโชติ มีกิจกรรมรับใช้พระเจ้า ไปดูแลบรรดาสตรีกับเด็กที่มีปัญหาที่เชียงราย เพื่อเตรียมตั้งมูลนิธิช่วยเหลือ ณ ที่ทำการถาวรที่จะจัดตั้งที่นครนายก ในเร็ววันนี้…ทำดี น่าชื่นชม…

ปิดท้ายด้วยข่าวเศร้า…”บารอนเนส”รู้สึกใจหายและแสนอาลัย เมื่อทราบข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของพี่สาวที่รักยิ่ง พี่โม- อุดมพร อติเวทิน อดีตสาวสวย กฟผ.,แมสคอม มช.รหัส 17 พิธีสวดพระอภิธรรม จัดที่ ศาลา 13 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 18.00 น.คืนนี้สุดท้าย (31 ต.ค.) และฌาปนกิจ 6 พ.ย.13.00 น…ขอให้ดวงวิญญาณของ พี่โม-อติพร สู่สุคติด้วยเทอญ !!…

บารอนเนส

7 แรงบันดาลใจ 7 ความหมายแห่งชีวิต ศิลปินศิลปาธร 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766082

7 แรงบันดาลใจ  7 ความหมายแห่งชีวิต  ศิลปินศิลปาธร 2566

7 แรงบันดาลใจ 7 ความหมายแห่งชีวิต ศิลปินศิลปาธร 2566

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวง วัฒนธรรม ขอเชิญร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากศิลปินศิลปาธรประจำปีพุทธศักราช 2566 ในซีรี่ส์เสวนาชุด “7 แรงบันดาลใจ7 ความหมายแห่งชีวิตศิลปินศิลปาธร 2566” โดยล่าสุดพบกับ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ศิลปินดีเด่นด้านวรรณศิลป์ วันที่ 5 พ.ย.นี้ เวลา 13.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 1 หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน

สำหรับศิลปินศิลปาธรประจำปีพุทธศักราช 2566 ที่ผลัดเปลี่ยน ร่วมเสวนาในซีรี่ส์เสวนาชุด “7 แรงบันดาลใจ 7 ความหมายแห่งชีวิต ศิลปินศิลปาธร 2566” ประกอบด้วย ดำริห์ บรรณวิทยกิจ, อรรถพร คบคงสันติ, ตะวัน วัตุยา, อิศร์ อุปอินทร์ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท, มณฑาทิพย์ สุขโสภา, อนุชา บุญยวรรธนะ

พบกับแรงบันดาลใจที่สร้างความหมายแห่งชีวิต ผ่านความคิดและผลงานของศิลปินศิลปาธร ที่สร้างสรรค์งานศิลปะให้เป็นมากกว่าสุนทรียะทางอารมณ์ วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ เวลา 13.00 น. ที่ห้องออดิทอเรียม ชั้น1 หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน และติดตามผ่าน Facebook Live : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

อันตรายจากแมงดาทะเลและปลาปักเป้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766070

อันตรายจากแมงดาทะเลและปลาปักเป้า

อันตรายจากแมงดาทะเลและปลาปักเป้า

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดีพบว่า ในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา จะมีผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการบริโภคแมงดาทะเลและปลาปักเป้าในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จำนวนจะเพิ่มสูงขึ้นตามจนสูงสุดในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยที่อาการของโรคจากการรับประทานสัตว์สองชนิดนี้เหมือนกัน ทั้งนี้เนื่องจากการเจ็บป่วยจากสัตว์ทั้งสองชนิดนี้เกิดจากสารพิษตัวเดียวกันคือ“เตโตรโดท็อกซิน” (tetrodotoxin) สำหรับปลาปักเป้าน้ำจืดในประเทศไทยพบว่ามีสารพิษชื่อ “ซาซิท็อกซิน” (saxitoxin) ซึ่งมีความเป็นพิษคล้ายคลึงกัน ในบทความนี้จึงขอเรียกรวมว่าเตโตรโดท็อกซิน

เตโตรโดท็อกซินเป็นสารที่สร้างขึ้นจากแบคทีเรียและสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อยู่ในน้ำ สัตว์บางชนิด เช่น แมงดาทะเล ปลาปักเป้า และหมึกสายวงน้ำเงิน (blue ring octopus) มีความสามารถในการรับสารนี้เข้าไปและเก็บสะสมในร่างกายโดยไม่เกิดอันตรายกับตัวเอง แต่หากสัตว์อื่นไปกินหรือสัมผัสถูกเตโตรโดท็อกซินที่สะสมไว้ ก็จะเกิดการเจ็บป่วยจากพิษนี้ได้ อวัยวะที่จะมีการสะสมสารพิษชนิดนี้ไว้สูงได้แก่ อวัยวะภายใน เช่น ไข่ และชั้นใต้ผิวหนัง สัตว์เหล่านี้จะมีเตโตรโดท็อกซินสะสมอยู่ในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน บางช่วงเวลาอาจจะเกิดเป็นพิษน้อย บางช่วงเป็นพิษมาก ทำให้ผู้ป่วยบางคนเข้าใจผิดว่ามันกินได้ เพราะเคยรับประทานแล้วไม่เกิดเป็นพิษ ช่วงเวลาที่กล่าวถึงนี้จะเป็นช่วงที่มีการสะสมเตโตรโดท็อกซินไว้สูง นอกจากนี้เตโตรโดท็อกซินยังทนความร้อนและละลายน้ำได้ดี ถึงแม้นำไปปรุงให้สุกหรือผ่านความร้อนก็ไม่สามารถทำลายมันได้ ยังสามารถเกิดเป็นพิษได้อาการเป็นพิษจากเตโตรโดท็อกซินจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่นาทีถึง 2-3 ชั่วโมง เริ่มจากอาการคลื่นไส้อาเจียน มึนเวียนศีรษะ ต่อจากนั้นก็จะก่อให้เกิดอาการของระบบประสาทส่วนที่เป็นเส้นประสาท โดยจะเริ่มต้นจากอาการชาบริเวณลิ้น รอบปากและปลายมือปลายเท้า ต่อจากนั้นก็จะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะทำให้กลืนลำบาก พูดไม่ชัด ลืมตาไม่ขึ้น พร้อมๆ กับมีอาการอ่อนแรงของแขนขา เริ่มจากปลายมือปลายเท้าขึ้นมาสู่กล้ามเนื้อส่วนต้น หากได้รับพิษจำนวนมากก็จะทำให้กล้ามเนื้อทั้งร่างกายรวมถึงกล้ามเนื้อในการหายใจอ่อนแรงด้วย ในขณะที่เกิดอาการดังกล่าวผู้ป่วยมักจะยังมีระดับสติปกติ แต่อาจจะไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจได้ จึงทำให้ดูเหมือนหมดสติไปแล้ว หากผู้ป่วยไม่ได้รับการช่วยเหลือด้วยการช่วยการหายใจผู้ป่วยก็จะหยุดหายใจและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าผู้ป่วยได้การช่วยหายใจได้ทัน และแพทย์รักษาประคับประคองไว้เกินกว่า 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยก็สามารถจะหายเป็นปกติได้ในเวลาไม่นาน

ในประเทศญี่ปุ่นปลาปักเป้านี้เรียกว่า “ฟุกุ” (Fugu) จัดเป็นจานอาหารที่มีราคาแพง แต่ผู้ปรุงอาหารจะต้องได้รับการฝึกอบรมและการรับรองแล้วเท่านั้นว่าสามารถแล่เนื้อปลาโดยไม่ทำให้เตโตรโดท็อกซินออกจากอวัยวะที่มีสารพิษมาปนเปื้อนเนื้อปลา และผู้รับประทานเองก็ทราบว่ารับประทานปลาอะไร จึงสามารถลดโอกาสเกิดเป็นพิษที่รุนแรงและเสียชีวิตได้ แต่สำหรับประเทศไทย สารเตโตรโดท็อกซินพบอยู่ในไข่ของแมงดาทะเลชนิดแมงดาถ้วยหรือเหรา และปลาปักเป้า การเกิดเป็นพิษจากการรับประทานไข่แมงดาทะเลนั้น บ่อยครั้งที่ผู้บริโภคไม่สามารถแยกระหว่างแมงดาจานซึ่งไม่มีพิษกับแมงดาถ้วยซึ่งมีพิษได้บางครั้งไข่แมงดาทะเลที่นำมาขายก็ไม่ได้อยู่ในตัวแมงดาทะเล ให้ผู้บริโภคได้เห็นอย่างชัดเจน จึงมีรายงานผู้ป่วยกินไข่แมงดาทะเลแล้วเกิดเป็นพิษจนทำให้เสียชีวิตอยู่ทุกปี สำหรับปลาปักเป้านั้น ทางการไทยห้ามนำมาจำหน่าย จึงจะไม่เห็นการวางขายปลาปักเป้าเป็นตัว แต่ในอดีตพบว่ามีการนำปลาปักเป้าไปแล่เนื้อปลาโดยคนงานที่ไม่ได้มีการฝึกเพียงพอ แล้วลักลอบนำออกขายเนื้อปลาเป็นชิ้นในชื่ออื่นๆ เช่น ปลาไก่ หรือปลอมแปลงว่าเป็นเนื้อปลาชนิดอื่น เช่น ปลากะพงเป็นต้น ทำให้ผู้ที่บริโภคเนื้อปลาเหล่านี้ไม่ทราบว่าตนเองรับประทานปลาปักเป้า เมื่อเกิดเป็นพิษก็มักจะนึกไม่ถึงทำให้การวินิจฉัยและช่วยเหลือที่เหมาะสมทำได้ช้า

จึงขอแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แมงดาทะเลในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้ แต่หากรับประทานไข่แมงดาทะเล หรือเนื้อปลาทะเลแล้วหลังจากนั้นเกิดอาการชาปลายลิ้นรอบปาก และปลายมือปลายเท้า ขอให้สงสัยว่าอาจจะเกิดเป็นพิษจากสารเตโตรโดท็อกซินที่เจือปนอยู่ในอาหารนั้น ผู้ป่วยควรแจ้งให้ผู้ที่อยู่ด้วยทราบ และขอให้นำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ในระหว่างทาง ผู้นำส่งควรสังเกตการหายใจของผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลา หากพบว่าผู้ป่วยเริ่มหายใจแผ่วลงมีอาการกระสับกระส่ายหรือซึมลงให้รีบช่วยหายใจ ด้วยวิธีนี้ก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถรอดชีวิตได้หากได้รับพิษในปริมาณมาก

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ อวดภาพมาสเตอร์พีซน่าสะสม ฝีมืออาร์ติสท์ไทยรุ่นใหม่ ดมิสา วนาสวัสดิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766085

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ อวดภาพมาสเตอร์พีซน่าสะสม  ฝีมืออาร์ติสท์ไทยรุ่นใหม่ ดมิสา วนาสวัสดิ์

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ อวดภาพมาสเตอร์พีซน่าสะสม ฝีมืออาร์ติสท์ไทยรุ่นใหม่ ดมิสา วนาสวัสดิ์

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นประจำทุกปีที่ LAdV(โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์) แบรนด์จิวเวลรีและของตกแต่งบ้านระดับโลกจัดแสดงคอลเลคชั่นมาสเตอร์พีซ เน้นย้ำถึงความเป็นเลิศทางงานฝีมือ งานช่างศิลป์ผลงานแต่ละชิ้น ล้วนแล้วแต่มีความโดดเด่น รังสรรค์ขึ้นมาสำหรับผู้ที่เฟ้นหาความงดงามอันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สะท้อนถึง The Power of One แก่ผู้ครอบครอง

โดยในปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เมื่อ รอล์ฟ วอน บูเรน ผู้ก่อตั้ง LAdV มีความตั้งใจอยากสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ให้มีโอกาสได้นำผลงานมาจัดแสดงพร้อมเปิดตลาดให้ผู้หลงใหลในงานอาร์ตได้มีโอกาสเก็บสะสม ประกอบกับการได้เห็นผลงานวาดภาพ มีลายเส้นน่าสนใจของ ทราย-ดมิสา วนาสวัสดิ์ อาร์ติสท์ ไทยรุ่นใหม่ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะ Painting ที่ RISD (Rhode Island School of Design) สถาบันการศึกษาศิลปะและการออกแบบที่ดีที่สุดในโลก จึงเกิดโปรเจกท์พิเศษ The Power of One LAdV Masterpiece Collection x DamisaVanaswas นำภาพวาด 30 ภาพมาจัดแสดงที่บูทีค พร้อมรังสรรค์ผลงานคอลเลคชั่นมาสเตอร์พีซ 2023 การเพนต์ภาพลงบนไข่นกกระจอกเทศ จำนวน 2 ใบ โดยเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 21-26 พฤศจิกายน 2566 ณ โลตัสอาร์ต เดอ วีฟร์ บูทีค โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

รอล์ฟ วอน บูเรน ผู้ก่อตั้ง LAdV เผยถึงคอลเลคชั่นมาสเตอร์พีซ 2023 ว่า เป็นการรวบรวมความงดงามอันหลากหลาย โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นมีความมหัศจรรย์ที่ต่างกัน สะท้อนถึงการเดินทางของทั้งศิลปินและช่างฝีมือที่กล้าหลุดออกจากกรอบเดิมๆ สรรหาวัสดุแปลกใหม่ รวมทั้งสิ่งของล้ำค่า น่าสนใจ วัสดุต่างๆ นั้นเสาะหามาจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ เปลือกหอย อัญมณีมีค่านานาชนิดการรังสรรค์เครื่องประดับด้วย Japanese Lacquer, Chinese Lacquer รวมถึงการนำหยกแกะสลัก สีลาเวนเดอร์ (Lavender jade) และ สีเขียว (Green jade) มาดีไซน์เป็นเข็มกลัด แหวน กำไล ที่งดงามไร้กาลเวลา นอกจากนี้ยังมีกระเป๋า authentic vintage material วัสดุหลักคือผ้าโบราณหายาก ทำให้กระเป๋าแต่ละใบมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์

“ความพิเศษของมาสเตอร์พีซซีซั่นนี้ยังให้ศิลปินรุ่นใหม่นำผลงานมาแสดง ซึ่ง ดมิสา วนาสวัสดิ์ คือ หนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่มากด้วยฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ในโลกของศิลปะในปัจจุบัน เป็นอาร์ติสท์ไทยเลือดใหม่ที่มีพรสวรรค์สูง มีความตั้งใจที่อยากทำงานศิลปะ ผลงานศิลปะของเด็กคนนี้ มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในต่างประเทศสูงมาก ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึง The Power of One Artist ศิลปินรุ่นใหม่ที่สามารถเจียระไนฝีมือให้เป็นเพชรเม็ดงามได้ในอนาคต”

สำหรับ ผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นไฮไลท์ อาทิ Elephant with Ostrich Egg และ Ostrich Egg Silver คือมาสเตอร์พีซที่เกิดจากการร่วมมือระหว่าง LAdV และ ดมิสา รังสรรค์งานศิลปะบนไข่นกกระจอกเทศ 2 ใบ แทนผืนผ้าใบ Elephant with Ostrich Egg งดงามด้วยภาพมังกร สัญลักษณ์แห่งพลังและความรุ่งโรจน์ ตั้งอยู่บนฐานรูปคลื่นที่ประดิษฐ์จากเงิน ส่วนElephant with Ostrich Egg ภาพความงดงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ป่าและสายน้ำ เพิ่มความโดดเด่นด้วยฐานรูปช้าง

Morning in March ภาพนี้ดมิสาได้รับแรงบันดาลใจจากการแสดงของ Sumie Kaneko ร่วมกับ Koto และ Shamisen ที่ European Gallery ในพิพิธภัณฑ์ RISD ดมิสาอยากนำเสนอพื้นที่พิพิธภัณฑ์สไตล์ร้านเสริมสวยแบบเก่า โดยอิงจากแกลเลอรีห้องสีแดง (Denon Wing) ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

Cumulonimbus เกิดจากแนวคิดที่ต้องการสื่อถึงความรู้สึกเย็นสบายเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสงบและสบายใจ ในขณะเดียวกันยังได้ชื่นชมภูมิทัศน์ที่น่าหลงใหลและเพลิดเพลินในการสำรวจ การใช้ซิลูเอตของธรรมชาติอย่างเมฆ สายลม และสายน้ำที่คดเคี้ยว ผ่านชั้นเมฆที่สลับซับซ้อน กิ่งก้านต่างๆ และความรู้สึกของน้ำ ในป่าลึก

Tomorrow ภาพริบบิ้นสีแดงที่ถูกกระแสลมพัดลอยอยู่บนอากาศท่ามกลางเมฆฝนตั้งเค้าพายุใหญ่กำลังมาเยือน สะท้อนความปรารถนาของศิลปินที่ต้องการให้ภาพวาดนี้ปิดบังความรู้สึกของการรอคอยวันพรุ่งนี้ แม้ว่าอาจจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ก็สามารถสดใสและสนุกสนาน สายลมอาจเย็นสบาย หรือรุนแรง วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้คือปัจจุบัน และจะมีวันพรุ่งนี้ต่อไปเสมอ

Three Rabbits (Moonlight)ภาพดวงจันทร์ขนาดใหญ่ กับเก้าอี้หนึ่งตัวและกระต่าย 3 ตัวที่ซ้อนอยู่ในภาพ เกิดจากแรงบันดาลใจจากครอบครัว ครอบครัวของฉันคือดาวเคราะห์ของฉันดวงดาวของฉัน ท้องฟ้าของฉัน มหาสมุทรของฉัน โลกของฉัน เก้าอี้ตัวเล็กๆ เปรียบเสมือนตัวฉันที่อยากจะครอบครองสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ให้อยู่ในแสงที่เย็นสบายและมองเห็นได้ทุกขณะ

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน The Power of One LAdV Masterpiece Collection x DamisaVanaswas ได้ตั้งแต่วันที่ 21-26 พฤศจิกายน 2566 ณ โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ บูทีค
โรงแรมอนันตรา

ชมนิทรรศการและแฟชั่นสุดลํ้า ในงาน‘Hong Kong Week 2023@Bangkok’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766083

ชมนิทรรศการและแฟชั่นสุดลํ้า  ในงาน‘Hong Kong Week 2023@Bangkok’

ชมนิทรรศการและแฟชั่นสุดลํ้า ในงาน‘Hong Kong Week 2023@Bangkok’

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมาคมนักออกแบบแฟชั่นแห่งฮ่องกง (Hong Kong Fashion Designers Association-HKFDA) เปิดตัว “JUXTAPOSED 2023 Hong Kong Fashion in Bangkok” นิทรรศการและงานแสดงแฟชั่นสุดล้ำซึ่งจัดขึ้นด้วยความสนับสนุนจากหน่วยงาน Create Hong Kong (CreateHK) ภายใต้รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เมื่อเร็วๆ นี้ ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยาม โดยเป็นส่วนหนึ่งของงาน เทศกาลฮ่องกงวีค“Hong Kong Week 2023@Bangkok” กิจกรรมสำคัญที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ฮ่องกงให้ยิ่งล้ำหน้า จากการรวมพลังของทีมงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี VR ชั้นนำของฮ่องกงเพื่อต่อยอดปรากฏการณ์ความสำเร็จของ JUXTAPOSED 2022 ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก มร.เควิน เยิง รัฐมนตรีวัฒนธรรมการกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งฮ่องกงเป็นประธาน ร่วมกับ ดร.เพ็ญพิสุทธ์ จินตะโสภณ เลขานุการรัฐมนตรีในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช โดยมีนายกสมาคมนักออกแบบแฟชั่นแห่งฮ่องกง มร.เควินเค.บี.เยิง พร้อมรองนายกฯมร.วอลเตอร์ หม่า ที่ปรึกษาสมาคมฯจูดี้มานน์ และภัณฑากร/ผู้อำนวยการโครงการ มิส โบนิต้า เชิง ร่วมให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและนักสร้างสรรค์แถวหน้าของวงการทั้งฮ่องกงและไทย ได้แก่ มร.วิคเตอร์ ซาง ผู้อำนวยการใหญ่ของ CreateHK อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ อุรีรัชต์ เจริญโต และผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจการค้าฮ่องกงในกรุงเทพฯภายใต้การนำของ มร.พาร์สัน หล่ำ

“JUXTAPOSED 2023 Hong Kong Fashion in Bangkok” เป็นการรวบรวมผลงานของ 52 ดีไซเนอร์ หลากรุ่นหลายสไตล์ของฮ่องกง และ 4 ดีไซเนอร์แบรนด์ดังของไทย มานำเสนอในนิทรรศการการออกแบบแฟชั่นที่สัมผัสได้ในโลกจริง และด้วยเทคโนโลยีทันสมัยของการสแกนแบบ 3 มิติสามารถเปลี่ยนข้อมูลและเรื่องราวที่หลากหลายของเหล่าดีไซน์เนอร์เป็นข้อมูลที่แม่นยำเพื่อแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ ปรากฏเป็นผลงานชิ้นเอกแบบเสมือนจริงที่ผสมผสานกับอวทาร์ (avatar) กับ “มนุษย์แห่งอนาคต” ทั้งบนแพลตฟอร์มจริงและเสมือนจริง ในการสร้างจักรวาลนฤมิต (meta-universe) ของแฟชั่นครั้งนี้ ผลงานที่จัดแสดงเชิงกายภาพจะถูกแปรเปลี่ยนไปสู่โลกเสมือนจริงด้วยการใช้เทคโนโลยีแฟชั่นและโปรแกรมกราฟิกผ่านเครื่องมือทันสมัย ทุกมิติของวัสดุผ้าแต่ละชิ้นจะถูกวัดและวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อการนำเสนออย่างแม่นยำในโลกดิจิทัล ทั้งในเรื่องของรายละเอียดเล่นส่วนผสมของวัสดุ ฝีเข็มการตัดเย็บ ฝีมือเชิงช่างและลีลาการเคลื่อนไหวในโลกดิจิทัล ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้ชมสามารถมองเห็นวัสดุของจริงมาเปรียบเทียบกับการแสดงผลเท่าของจริงในโลกเสมือนในงานนวัตกรรมแฟชั่นนี้

ผู้สนใจเปิดให้เข้าชมฟรี ทุกวันตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 นี้ ระหว่างเวลา 10.00-22.00 น. ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดได้ที่ http://www.juxtaposed.com.hk หรือโทรสอบถาม ICONSIAM ที่ 02-4957080

6 วิธีถนอมดวงตา ป้องกัน Computer Vision Syndrome

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766068

6 วิธีถนอมดวงตา ป้องกัน Computer Vision Syndrome

6 วิธีถนอมดวงตา ป้องกัน Computer Vision Syndrome

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า Office Syndrome หรือ อาการป่วยที่เกิดจากการทำงานออฟฟิศ ด้วยพฤติกรรมเคยชิน ทั้งจากลักษณะท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ และโครงสร้างของร่างกายเป็นประจำ และการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอาการป่วยอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome ได้เช่นกัน

Computer Vision Syndrome (CVS) เป็นอาการป่วยที่เกิดจากการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมถึงแท็บเลต เป็นเวลานานๆ เป็นเวลานาน ซึ่งโดยเฉลี่ย จะเกิดกับ 90% ของผู้ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นประจำ อาการของ Computer Vision Syndrome รวมถึงอาการเคืองตา ตามัว แพ้แสงไปจนกระทั่งอาการปวดศีรษะ ปวดคอและหลัง ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง เราไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการใช้เวลากับหน้าจอมากจนเกินไปโดยไม่ได้ให้สายตาได้พัก และทำให้ไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด

อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบัน การไม่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เหล่านี้คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก สิ่งสำคัญคงจะเป็นการป้องกันอาการป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการใช้สายตาในระดับที่เหมาะสม และให้สายตาได้พักเป็นระยะๆ ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก มาแนะ 6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกัน Computer Vision Syndrome

1.ปรับตำแหน่ง ระยะห่างและมุมการมองจอให้เหมาะสม หน้าจอ ควรจะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาของเราประมาณ 10-15 ซม. เพื่อให้เราสามารถก้มศีรษะลงเล็กน้อยและเว้นระยะห่างระหว่างหน้าจอกับตาของเราให้เหมาะสม ระยะห่างที่เหมาะสมที่สุด คือประมาณ 50-60 ซม.

2.ปรับแสงสว่างโดยรอบให้เหมาะสม และพยายามลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ แสงสว่างที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตา ขณะที่มีการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ เราสามารถปรับแสงสว่างให้ลดลงได้ โดยปริมาณแสงที่เหมาะสมคือความสว่างเพียงครึ่งหนึ่งของแสงสว่างภายในห้องปกติ ซึ่งเราสามารถลดปริมาณของแสงได้ด้วยการปิดม่าน หรือดับไฟบางดวงในห้องทำงานลงบ้าง นอกจากนั้น เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอในกรณีที่แสงมาจากด้านหลังผู้ใช้ และป้องกันแสงจ้าจากหลังจอ กรณีที่แสงมาจากด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ เราควรจัดวางหน้าจอโดยให้แสงหลักมาจากด้านข้างของผู้ใช้งาน

3.กะพริบตาบ่อยๆ และให้สายตาได้พัก สาเหตุของอาการตาแห้ง อาจมีสาเหตุมาจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ เพราะฉะนั้น ในระหว่างการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ อย่าลืมกะพริบตาบ่อย หรือในทุกๆ ระยะ 20 นาทีให้หลับตา สลับกับลืมตาช้าๆ ประมาณ 10 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการเพ่ง และลดอาการตาแห้ง

4.พักสายตาเป็นระยะ หลังจากการใช้งานของสายตากับหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นเป็นระยะสั้นๆ โดยในทุกๆ 2 ชั่วโมง ควรให้สายตาได้พักอย่างน้อย 15 นาที และในทุกๆ 20-30 นาที ของการใช้สายตากับหน้าจอ ควรพักสายตาด้วยการละสายตาจากจอ และมองออกไปไกลๆ ซัก 15-20 วินาที หรือ จะมองไกล สลับการมองใกล้ๆ ครั้งละ 10-15 วินาที ทำอย่างนี้สัก 10 ครั้งก็จะช่วยให้สายตาได้พักอีกด้วย

5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอการพักผ่อนที่น้อยจนเกินไป นอกจากส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับดวงตาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ดังนั้น อย่าลืมจัดตารางให้กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

6.ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความอ่อนไหว และควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นประจำ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูความผิดปกติทางสายตา หรืออาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น เพราะการทราบถึงอาการผิดปกติในระยะแรก ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะรักษา หรือป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การพบแพทย์ และตรวจความผิดปกติของสายตา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ที่อาจเริ่มมีอาการทางสายตาที่เกิดตามวัยได้อีกด้วย

ได้ทราบกันไปแล้ว ถึงแนวทางการป้องกัน Computer Vision Syndrome อาการป่วยจากการใช้สายตากับจอคอมพิวเตอร์ที่มากจนเกินไปที่อาจเกิดได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถึงเวลาไปดูกันแล้วว่าหน้าจอของเราอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือยัง ห้องทำงานมีปริมาณ และทิศทางของแสงที่พอเหมาะหรือไม่ และที่สำคัญ อย่าลืมให้สายตาได้พักบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดตารางการดูแลสุขภาพตา ไปพบแพทย์เป็นระยะกันด้วย

วัยเกษียณควรระวัง!! หูตึง ภัยเงียบ เสี่ยงโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766065

วัยเกษียณควรระวัง!! หูตึง ภัยเงียบ เสี่ยงโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า

วัยเกษียณควรระวัง!! หูตึง ภัยเงียบ เสี่ยงโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันสถานการณ์ทั่วโลกมีประชากรผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2564 ที่ผ่านมา
(มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ) และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปีพ.ศ.2574 โดยปัญหาการได้ยินและการทรงตัว เป็นปัญหาหลัก 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุทั่วโลก โดยเฉพาะวัยเกษียณอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป อีกทั้งปัญหาการได้ยินยังเป็นสัญญาณความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมเนื่องจากเมื่อการได้ยินลดลง ส่งผลให้การกระตุ้นสมองลดลงตามไปด้วย เมื่อสมองขาดการกระตุ้นเป็นเวลานาน 5-10 ปีล้วนส่งผลให้สมองเสื่อมถอย และฝ่อเร็วขึ้น ทั้งนี้ยังพบว่าปัญหาการได้ยินเพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อม สูงสุดถึง 2 เท่า

อาจารย์ ดร.แพทย์หญิง นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์เฉพาะทางด้านโสตประสาทวิทยา ศูนย์การได้ยิน การสื่อสารและการทรงตัว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยให้ความรู้ในหัวข้อปัญหาการได้ยินกับความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมโดยกล่าวว่า ในบรรดาคนไข้ภาวะสมองเสื่อมจากจำนวน2 ใน 5 คน ปัญหาด้านการได้ยินซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงสุดที่สามารถป้องกันได้ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยการกระตุ้นการได้ยิน และกระตุ้นสมองก็สามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันและอยู่ร่วมกับสังคมได้ตามปกติ และสำหรับ
นิทรรศการสื่อผสม“เสียงนั้น เธอได้ยินไหม” ถูกทำขึ้นมาในรูปแบบบ้านนกสีเหลืองสดใส ของนก 5 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ นกเร็น,นกเดินดง, นกเดินดงสีดำ, นกคัคคู และนกเขา ซึ่งเมื่อกดปุ่ม นกในบ้านแต่ละหลังจะส่งเสียงร้องออกมา เพื่อให้ผู้เข้าชมประเมินตนเองว่า สามารถได้ยินเสียงนกร้องหรือไม่

“ซุ้มโดมบ้านนก” เป็นนิทรรศการที่ออกแบบและจัดโดยศูนย์การได้ยิน การสื่อสารและการทรงตัว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, British Council, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ผ่านโครงการ Thai-UK World-class university consortium
catalyst grant, University College London, หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบัน อุดมศึกษาการวิจัยและสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำหรับตรวจวัดระดับการได้ยินของตนเองผ่านเสียงนก ซึ่งนกแต่ละกรงจะปล่อยเสียงแต่ละความถี่เพื่อทดสอบการได้ยินและความสามารถในการรับเสียงสัญญาณทุกย่านความถี่ของผู้เข้ารับการทดสอบ

บ้านที่ 1 นกเร็น (Wren) ความถี่ 4000-8000 Hz เสียงแหลมมาก บ้านที่ 2 นกเดินดง (Song thrush) ความถี่ 3000-4000 Hz เสียงแหลม บ้านที่ 3 นกเดินดงสีดำ (Blackbird) ความถี่ 1000-2000 Hz เสียงกลาง บ้านที่ 4 นกคัคคู (Cuckoo bird) ความถี่ 350-750 Hz เสียงกลางค่อนข้างทุ้ม บ้านที่ 5 นกเขา (Collared bird dove) ความถี่ 250-350 Hz เสียงทุ้ม

เสียงของนกแต่ละชนิดจะแทนย่านความถี่ที่แตกต่างกันซึ่งตามปกติความถดถอยด้านการรับเสียงของมนุษย์จะสูญเสียความสามารถในการรับเสียงแหลมหรือเสียงที่สูง และตามมาด้วยอาการสื่อสารไม่เข้าใจเนื่องจากการสูญเสียการได้ยินเสียงที่ทุ้มต่ำลงมาตามลำดับ เมื่อตรวจพบว่าหูไม่สามารถรับเสียงได้ตามปกติผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษา และกระตุ้นการได้ยิน เพื่อให้สามารถกลับมาได้ยินชัดเจนอีกครั้งซึ่งเสียง ที่ได้ยินจะกลับเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท และสมองต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารความรู้เกี่ยวกับการได้ยิน สามารถติดตาม ข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของทางศูนย์การได้ยิน การสื่อสารและการทรงตัว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ https://www.facebook.com/ChulaHearingBalance หรือติดต่อขอนิทรรศการสื่อผสม “ซุ้มโดมบ้านนก” เพื่อนำไปแสดง ได้ที่ email :info.loylombon@gmail.com

ประชาชนทั่วไป ซึ่งมีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่สนใจตรวจการได้ยินด้วยตนเองผ่าน Smart Phone หรือ Tablet โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น EarTest by Eartone ตรวจการได้ยินเบื้องต้นเพื่อตรวจสอบระดับการได้ยิน และป้องกันภาวะสมองเสื่อมซึ่งแอปพลิเคชั่นดังกล่าว เป็นความสำเร็จที่ร่วมพัฒนาโดย เอียร์โทน จากห้องปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน University College London ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมวิศวกรรมแห่งประเทศอังกฤษ Royal Academy of Engineering, British Council, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ผ่านโครงการ Thai-UK World-class University Consortium catalyst grant, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และบริษัท เอียร์โทน (ประเทศไทย) จำกัด

คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก มีปณิธานที่จะสร้างคนสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรม สร้างเสริมสังคมไทยให้ก้าวไกลในสังคมโลก โดยเฉพาะคณะแพทยศาสตร์ มีวิสัยทัศน์มุ่งเป็นสถาบันต้นแบบทางการแพทย์ที่มีคุณธรรมและสร้างมาตรฐาน ระดับนานาชาติ สร้างงานวิจัยที่มีคุณค่า ตลอดจนให้บริการทางการแพทย์และวิชาการ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงวิชาการของชาติและนานาชาติและชี้นำสังคม ซึ่งความร่วมมือในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุและทุนวิจัย ร่วมมือพัฒนานวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุด้านการได้ยินและทรงตัว ซึ่งนับเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ ของคณะแพทยศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาการวิจัยและร่วมมือหลักสูตรเพื่อนำไปสู่การเป็นสถาบันต้นแบบทางการแพทย์ที่เป็นผู้นำในระดับชาติและนานาชาติแล้วยังสามารถต่อยอดงานวิจัยให้กลายเป็นงานให้บริการกับบุคคลโดยทั่วไปได้อย่างแท้จริง

SMU เปิดตัวศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งใหม่ ขึ้นแท่นประตูความรู้แห่งเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766053

SMU เปิดตัวศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งใหม่ ขึ้นแท่นประตูความรู้แห่งเอเชีย

SMU เปิดตัวศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งใหม่ ขึ้นแท่นประตูความรู้แห่งเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.09 น.

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) ประกาศก้าวพันธกิจสำคัญ พร้อมสานต่อความร่วมมือแบ่งปันความรู้ระดับภูมิภาคกับการเปิดตัวศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งที่สองของ SMU ในเอเชียที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ในประเทศไทย หรือ Overseas Centre Bangkok (OCB) จะทำหน้าที่ขับเคลื่อน อำนวยความสะดวกและประสานความร่วมมือด้านต่าง ๆ ในประเทศไทยให้กับมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ ยกระดับความเชี่ยวชาญและบริการของมหาวิทยาลัย ขยายเครือข่ายท้องถิ่น และสร้างโอกาสให้กับความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์และสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ในไทย นอกจากนี้ ศูนย์ OCB จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับภาคส่วนที่สนใจ ทั้งองค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา และนิสิตนักศึกษา เกี่ยวกับโปรแกรมและหลักสูตรการเรียนการสอนต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์นำเสนอ

กลยุทธ์ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ Vision 2025 ของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ที่มุ่งมั่นต่อยอดและขยายเครือข่ายความรู้ให้เติบโตไปทั่วเอเชีย แบ่งปันความรู้ความเข้าใจเชิงลึกด้านเศรษฐกิจ ระบบการปกครองและสังคมท้องถิ่นในเอเชีย ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาค โดยเป็นการเปิดตัวต่อเนื่องจากศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งแรกในเอเชียของ SMU ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา โดย SMU วางแผนที่จะขยายเครือข่ายระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่องโดยเตรียมเปิดตัวศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งที่สามในเอเชียที่กรุงโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อสานต่อแผนยุทธศาสตร์ “การขับเคลื่อนการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย” (Growth in Asia)

ศาสตราจารย์ลิลี่ คง (Lily Kong) อธิการบดีมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ กล่าวว่า “การเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งที่สองในเอเชียของ SMU มาจากทั้งความมุ่งมั่นตั้งใจและความร่วมมืออันแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยและพันธมิตรต่าง ๆ ของเราในไทย ประเทศไทยเป็นตลาดเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้เล่นสำคัญที่กำลังเติบโตและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของเอเชียโดยรวมทั้งหมด เราเชื่ออย่างยิ่งว่าการตั้งศูนย์การศึกษาต่อของ SMU ในไทยจะช่วยให้เรามีส่วนช่วยขับเคลื่อนแวดวงงานวิจัยและเสริมระดับความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาสำคัญในปัจจุบัน อาทิ ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ของเรายังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยความรู้ SMU มุ่งมั่นด้านพันธกิจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายแก่สังคมและเศรษฐกิจในเอเชียผ่านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม และมีศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งใหม่ของเราในประเทศไทยเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการอุทิศเพื่อการแบ่งปันความรู้และสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเพื่อสังคมคุณภาพในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยพลวัตนี้”   

ประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างมากด้วยเศรษฐกิจดิจิทัลที่มูลค่าการตลาดแตะพุ่งสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาทในปี 2565 ที่ผ่านมา ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้นและเร่งด่วน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นเรื่องความยั่งยืนและเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน SMU ตั้งใจที่จะลดช่องว่างด้านทักษะแรงงานเหล่านี้พร้อมส่งเสริมการพัฒนาด้านความยั่งยืนไปพร้อมกันผ่านความรู้ความเชี่ยวชาญและหลักสูตรการเรียนการสอนเฉพาะทางของ SMU ศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศแห่งใหม่ของ SMU ในกรุงเทพฯ จะกลายเป็น “ประตูแห่งความรู้” ที่ช่วยผลักดันการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของไทย พร้อมสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วย

เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว SMU และศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศในกรุงเทพฯ จะทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นในไทยในแวดวงการศึกษาและธุรกิจเพื่อการพัฒนาทักษะแรงงานให้กับประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้และความเชี่ยวชาญระหว่างกัน ศูนย์ OCB จะให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา การศึกษาแบบทดลอง กิจกรรมความรู้เชิงผู้นำธุรกิจ คอร์สเรียนพัฒนาเพื่อการบริหาร หลักสูตรการเรียนการสอนประกาศนียบัตรบัณฑิตและคอร์สการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยศูนย์ OCB จะทำหน้าที่เป็นเหมือน “สถานทูต” ของ SMU ในไทย เพื่อเป็นสื่อกลางและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับคุณค่า ฐานความรู้ วัฒนธรรม และความสนใจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียที่ SMU ตั้งใจถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่สนใจ

นอกจากการประกาศเปิดตัวศูนย์ OCB ในไทย ยังมีการจัดกิจกรรมเสวนาอภิปรายระหว่างบุคลากรของ SMU กับบรรดาผู้นำองค์กรธุรกิจจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SMU-Bangkok Bank Industry Leaders Dialogue) ขึ้น เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในยุคดิจิทัลและผลกระทบที่สำคัญต่อธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ได้แก่ รองศาสตราจารย์ เจอโรลด์ โซห์ (Jerrold Soh) รองศาสตราจารย์สาขาวิชานิติศาสตร์ และรองผู้อำนวยการศูนย์กำกับดูแลด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ ร่วมด้วยคุณเหวิง วันยี (Weng Wanyi) ผู้อำนวยการของสำนักงานเพื่อรัฐอัจฉริยะและรัฐบาลดิจิทัลของสิงคโปร์ (SNDGO)    ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ นายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RISE Corporate Innovation Powerhouse โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ ศาสตราจารย์ซุน ซุน ลิม (Sun Sun Lim) รองประธานฝ่ายความร่วมมือและการมีส่วนร่วม มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์เกี่ยวกับบทบาทความสำคัญของ AI ในอนาคต ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในธุรกิจ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ไปจนถึงการปรับปรุงบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความง่ายในการคิดและการสร้างต้นแบบ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จึงจำเป็นที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องมีความพร้อมที่จะสนับสนุนพนักงานของตนเพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงวิธีที่องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากการนำ AI มาใช้เพื่อจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ กิจกรรมเสวนาดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของศูนย์ OCB ในการมุ่งมั่นตอบสนองความต้องการทักษะแรงงานในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไป

ศูนย์ OCB จะได้รับการบริหารจัดการโดยนางสาวเซลีน กวอก (Celine Kuok) ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2560 มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่หลากหลายและมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษา ประกอบกับภูมิหลังที่กว้างขวางของเธอในการพัฒนาโปรแกรมความเป็นผู้นำและความเฉียบแหลมด้านการบริหารธุรกิจ คุณเซลีนจึงพร้อมผลักดันภารกิจของศูนย์ OCB สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนท้องถิ่นและภูมิภาคโดยรวม “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นผู้นำภารกิจของศูนย์ OCB ในการส่งเสริมการแบ่งปันความรู้เชิงเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจ” นางสาวเซลีน ผู้อำนวยการศูนย์ SMU Overseas Centre กรุงเทพฯ กล่าว “เป้าหมายของเราคือการจัดเตรียมความรู้และทักษะให้กับบุคคลเพื่อการเติบโตในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และเสริมสร้างศักยภาพให้กับชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านการศึกษาและเชิงกลยุทธ์”

การจัดตั้งศูนย์ OCB ยังได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหารของ SMU อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท Frasers Property Limited และทีมงาน ได้ให้คำแนะนำและแนวทางอันทรงคุณค่าเพื่อช่วยในการก่อตั้งศูนย์ OCB ครั้งนี้ด้วย

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์หรือ SMU มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและยาวนานกับพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศไทยผ่านทางสภาที่ปรึกษาความร่วมมือนานาชาติ (International Advisory Council)  ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2561 มีสมาชิกประกอบด้วยองค์กรชั้นนำของไทย เช่น ธนาคารกรุงเทพ กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลฯ และดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล นอกจากนี้ ปัจจุบัน SMU มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย 4 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ความร่วมมืออันยาวนานของ SMU กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2544 จะมีการยกระดับยุทธศาสตร์ในวันที่ 27 ตุลาคม 2566 นี้ ในฐานะมหาวิทยาลัยพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดย SMU และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเริ่มขยายขอบเขตความร่วมมืออย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง โดยเฉพาะในสาขาวิชาสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน และนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือที่มีอยู่ซึ่งครอบคลุมโปรแกรมนักศึกษาและวิชาการ โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งอันเป็นเอกลักษณ์ของ SMU และความมุ่งมั่นร่วมกันในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำของทั้งสองประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาและการวิจัยที่มีผลกระทบและรับมือกับความท้าทายทางสังคม

SMU ยังร่วมกับพันธมิตรในไทยเหล่านี้ ในการดำเนินโครงการการศึกษา พัฒนาวิชาชีพ และการศึกษาที่ต่อเนื่อง รวมถึงภารกิจการศึกษาระดับคณะและภาควิชา การวิจัยร่วมกัน และได้พัฒนาหลักสูตรร่วม SMU-X ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักสูตรเชิงประสบการณ์ที่นักศึกษาร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริง มีทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนหลายทุนสำหรับนักศึกษา SMU จากประเทศไทย ซึ่งรวมถึงทุนการศึกษาธนาคารกรุงเทพ ทุนการศึกษา Ian R. Taylor Asia และทุนการศึกษา Mochtar Riady อีกด้วย

-(016)

‘ยูนิแอร์’ เปิดตัว 2 ห้องทดสอบประสิทธิภาพพลังงานเครื่องปรับอากาศ ตอบโจทย์ผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/766041

‘ยูนิแอร์’ เปิดตัว 2 ห้องทดสอบประสิทธิภาพพลังงานเครื่องปรับอากาศ ตอบโจทย์ผู้บริโภค

‘ยูนิแอร์’ เปิดตัว 2 ห้องทดสอบประสิทธิภาพพลังงานเครื่องปรับอากาศ ตอบโจทย์ผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.16 น.

บริษัท ยูนิแฟ้บ อีควิปเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรม (ชิลเลอร์) ของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ภายใต้แบรนด์ “UNI-Aire” (ยูนิแอร์) นำโดย ดร.ณรัณ ศิริสันธนะ กรรมการผู้จัดการ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศและเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่สุด จึงได้ลงทุนด้าน R&D ด้วยการสร้าง ‘ห้องทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนขนาดใหญ่ และเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรม (Chiller)’ มูลค่ารวมกันกว่า 30 ล้านบาท เพื่อทดสอบขีดความสามารถในการทำความเย็นและประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็น  ซึ่งสามารถทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนขนาดใหญ่ได้สูงถึง 70 ตันความเย็น และประสิทธิภาพการทำความเย็นของเครื่องทำน้ำเย็นทั้งแบบระบายความร้อนด้วยน้ำและอากาศได้มากถึง 200 ตันความเย็น โดยได้ผ่านการรับรองมาตรฐานห้องทดสอบ มอก. 17025 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเปิดให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์แก่สาธารณะ เพื่อยกระดับมาตรฐานเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่และเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรมในประเทศไทยสู่สากลต่อไป โดยรายละเอียดของห้องทดสอบแต่ละห้อง มีดังนี้

‘ห้องทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนระบายความร้อนด้วยอากาศขนาดใหญ่’ ซึ่งสามารถทดสอบชุดเครื่องปรับอากาศซึ่งประกอบด้วย Air Handling Unit (AHU) และ Condensing Unit (CDU) โดยมีขีดความสามารถในการทดสอบได้สูงถึง 70 ตันความเย็น  ตามมาตรฐาน มอก.2711-2558 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีความปลอดภัยสูงสุด

‘ห้องทดสอบประสิทธิภาพการทำความเย็นเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรม (Chiller)’ โดยมีขีดความสามารถในการทดสอบเครื่องชิลเลอร์ทำน้ำเย็นอุตสาหกรรมทั้งแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และระบายความร้อนด้วยอากาศ ตั้งแต่ 6-200 ตันความเย็น ตามมาตรฐาน AHRI Standard 550/590 (I-P) เป็นการการันตีถึงสมรรถนะการทำความเย็นที่ได้มาตรฐานระดับสากล

นอกจากนี้ ยูนิแอร์ ยังเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวจัดอย่างประเทศแคนาดาและรัสเซียหรือร้อนจัดในแถบตะวันออกกลาง หรือ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดปี อย่างประเทศออสเตรเลีย โดยได้ทำการส่งออกเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำเย็นอุตสาหกรรมทั้งภายใต้ยี่ห้อ “UNI-Aire” และในรูปแบบอุปกรณ์ OEM ไปยังประเทศต่างๆกว่า 70 ประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งได้รับมาตรฐานสากลและรางวัลต่างๆ อาทิ รางวัล Thailand Energy Award,รางวัล Prime Minister’s Export Award, มาตรฐาน ISO9001, ISO14001, ISO45001, TIS17025, เครื่องหมาย Thailand Trust Mark, เครื่องหมาย Made in Thailand, เครื่องหมาย Green Industry, มาตรฐานแรงงานไทย, มอก.1155-2536, มอก2134-2553 และที่สำคัญได้การรับรองผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ มาตรฐานของยุโรปหรือ Eurovent และมาตรฐาน AHRI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่ายูนิแอร์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องปรับอากาศและเครื่องชิลเลอร์อุตสาหกรรมของไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างแท้จริง

-(016)