‘กรมการค้าต่างประเทศ’นำทีมนักวิชาการด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าบุกแดนมหานคร เพื่อต่อยอดและขยายโอกาสธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758315

'กรมการค้าต่างประเทศ'นำทีมนักวิชาการด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าบุกแดนมหานคร เพื่อต่อยอดและขยายโอกาสธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด

‘กรมการค้าต่างประเทศ’นำทีมนักวิชาการด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าบุกแดนมหานคร เพื่อต่อยอดและขยายโอกาสธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.50 น.

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่กับการจัดกิจกรรมโครงการส่งเสริม SME  ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล เรื่อง “สิทธิประโยชน์ทางการค้า…ตัวช่วยสร้างแต้มต่อ SME ไทย สู่ตลาดการค้าต่างประเทศ” โดยการสัมมนาในรูปแบบ on-site และ online เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ณ  โรงเเรมโซ เเบงคอก กรุงเทพมหานคร โดยมี นายรณรงค์  พูลพิพัฒน์  อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ

กิจกรรมภายในงาน แบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงเช้าเป็นการเสวนา หัวข้อ “สิทธิประโยชน์ล้ำค่า…ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 14 ฉบับ” และในช่วงบ่ายเป็นการบรรยาย หัวข้อ “เรื่องสำคัญที่ต้องรู้…ควบคู่การส่งออก” โดยจะแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ (1) การขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า  (2) การตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง 

นายรณรงค์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการทำความตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ทั้งสิ้น 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศคู่ค้าทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA) ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – อินเดีย (AIFTA) ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (JTEPA) รวมถึงความตกลงน้องใหม่อย่าง RCEP หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership ซึ่งไทยได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี 2565 และปัจจุบัน ได้มีการบังคับใช้เต็มรูปแบบกับประเทศสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศแล้ว เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา

กรมการค้าต่างประเทศ เป็นหน่วยงานเดียวที่เป็นผู้ดูแลและออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อให้ ผู้ส่งออกได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรจากความตกลงการค้าเสรีได้ เพราะถ้าหากท่านส่งออกสินค้าโดยไม่มีหนังสือรับรองว่าสินค้าของท่านเป็นสินค้าสัญชาติไทย หรือเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไทย ท่านก็จะต้องจ่ายภาษีนำเข้า ณ ประเทศปลายทางเต็มจำนวน 

ทั้งนี้ เนื่องจากองค์ความรู้ด้านการค้าต่างประเทศในเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางการค้ามีลักษณะที่จำเพาะและค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละความตกลงการค้าเสรี ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงกระบวนการเชิงลึกให้ครอบคลุมทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิพิเศษทางภาษี FTA ต่างๆ*กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การคำนวณต้นทุนและตรวจรับรองคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิด การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self*-*Certification) ตลอดจนวิธีการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า  

นายรณรงค์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้ายว่าการจัดสัมมนาในวันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกทุกท่าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดส่งออก ตลอดทั้ง SME และStartup รวมถึงผู้สนใจทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในการทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกไทยได้รับสิทธิพิเศษในการลดหรือยกเว้นภาษีศุลกากรขาเข้าจากประเทศคู่ค้า จึงเป็นการช่วยลดต้นทุน สร้างแต้มต่อทางการค้า และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้

โครงการนี้นับเป็นอีกโครงการที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดและขยายโอกาสธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ  ด้วย “สิทธิประโยชน์ทางการค้า” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการทุกท่านได้ก้าวทัน การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การค้าโลก อีกทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถติดตามความเคลื่อนไหวโครงการอื่นตลอดจนองค์ความรู้     ด้านการค้าสู่ตลาดต่างประเทศ ได้ที่ FACEBOOK : กรมการค้าต่างประเทศ DFT หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ http://www.dft.go.th และโทรสายด่วน*1385*รวมถึงไลน์แอปพลิเคชันชื่อบัญชี “@gsp _helper”

สูงวัยหัวใจยัง WORK ปี 2 ‘ผลิตสื่อได้ ใช้สื่อเป็น เห็นค่าในตนเอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758164

สูงวัยหัวใจยัง WORK ปี 2 ‘ผลิตสื่อได้ ใช้สื่อเป็น เห็นค่าในตนเอง’

สูงวัยหัวใจยัง WORK ปี 2 ‘ผลิตสื่อได้ ใช้สื่อเป็น เห็นค่าในตนเอง’

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“สื่อเปลี่ยน ผู้สูงอายุปรับ ผลิตสื่อได้ ใช้สื่อเป็น เห็นค่าในตนเอง สร้างประโยชน์ให้กับสังคม” วัตถุประสงค์หลักเพื่อสานต่อพันธกิจในด้านการดําเนินโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ การนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง มีความกระฉับกระเฉงในการดําเนินชีวิตประจําวัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีส่วนร่วมทํากิจกรรมกับคนในครอบครัว ชุมชน อีกทั้ง มีความสามารถสร้างผลผลิตเพื่อความมั่นคงทางรายได้เพื่อการดํารงชีพของตนเอง รวมทั้งสามารถสร้างผลผลิตในชุมชน และสามารถใช้เทคโนโลยีดีจิทัลในการดํารงชีวิตประจําวันได้อย่างปลอดภัย

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์และพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้สูงอายุได้ เปลี่ยนไปอย่างมาก มีการเข้าถึงข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น จากข้อค้นพบของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ที่ระบุว่า ผู้สูงอายุ ช่วงอายุ60-70 ปี และ ช่วงอายุ 50-59 ปี เข้าถึงและใช้งานอินเตอร์เนต เฉลี่ย 2-3 ชั่วโมง ต่อวัน และ ช่วงอายุ 50-54 ปีที่กําลังจะก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ ใช้งานอินเตอร์เนตเฉลี่ยสูงถึง 4-5 ชั่วโมงต่อวัน โดยมักจะใช้ในการสนทนา การติดตามข้อมูลข่าวสาร สืบค้นข้อมูลและโพสต์ข้อความ รวมไปถึงมีการรับ-ส่งอีเมล ซื้อสินค้าออนไลน์ และทําธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชั่น ในระดับที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากข้อค้นพบดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุยอมรับที่จะใช้เทคโนโลยีผ่านกิจกรรมการดําเนินชีวิตประจําวันมากขึ้น ทั้งใช้ในการติดตามข่าวสาร หาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในครอบครัว เพื่อน ชุมชน รวมทั้งชุมชน ออนไลน์ สามารถแสวงหาความบันเทิงจากสื่อออนไลน์มาใช้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจได้ แสดงให้เห็นว่าสื่อออนไลน์ เข้ามามีบทบาทและเป็นส่วนหนึ่งของการดํารงชีวิตประจําวันของผู้สูงอายุ และผู้ที่จะก้าวสู่วัยผู้สูงอายุมากขึ้น

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้เล็งเห็นถึงความสําคัญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า และมีส่วนสําคัญต่อประเทศเป็นอย่างมาก จึงได้ดําเนินโครงการ “สูงวัยหัวใจยังเวิร์ก ปี 2” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เสริมสร้างในการดําเนินชีวิตประจําวัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีและมีส่วนร่วมกับครอบครัว ชุมชน และสังคม สามารถปรับตัวนําเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาเสริมสร้างคุณภาพชีวิตสร้างรายได้ และสร้างผลผลิตให้สังคมได้

ทั้งนี้ การสะท้อนจากผลของโครงการในปีที่ 1 มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 50 คน และ ลงพื้นที่บ่มเพาะจนเกิดความเข้าใจ ให้ทําได้และใช้เป็น “กระบวนการนี้นอกจากผมจะชื่นชมผู้สูงวัยที่ร่วมโครงการทุกท่านแล้วที่ขาดไม่ได้เลยคือ น้องๆ ที่เป็น “Digital Buddy” ที่มีความพร้อมในการให้คําปรึกษาและสนับสนุน เสมือนลูกหลานที่คอยช่วยเหลือผู้ร่วมกิจกรรมให้ก้าวข้ามอุปสรรคในการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล เป็นหน่วยสนับสนุนร่วมบ่มเพาะจนเกิดต้นแบบที่เป็นองค์ความรู้กลับคืนสู่สังคมจึงนํามาสู่การสานต่อและขยายผลในโครงการปี 2 ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สูงอายุ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนให้เกิดนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ต่อไปทุกข้อคิดเห็น ทุกข้อเสนอแนะ มีคุณค่าและความสําคัญต่อการพัฒนาภารกิจของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ต่อไป” ดร.ธนกร กล่าว

ภายในงานยังมีวงเสวนา “สื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุปรับ ผลิตสื่อได้ ใช้สื่อเป็น เห็นค่าในตนเอง สร้างประโยชน์ให้กับสังคม” โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ อนุชิต มณีชัย นักพากย์สารคดีและคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ สอนอ่านหนังสือเสียง, อนุสร ตันเจริญ คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ Food Blogger, เพชรี พรหมช่วย สื่อมวลชนอาวุโส และคอนเทนต์ครีเอเตอร์สอนโยคะออนไลน์, เทินพันธ์ แพนสมบัติผู้อํานวยการฝ่ายพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์สําหรับประชาชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมได้ที่ FACEBOOK : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ FACEBOOK : สูงวัยหัวใจยังเวิร์ก TikTok : สูงวัยหัวใจยังเวิร์ก

‘แอฟ-ทักษอร’ Friend of Whoo คนแรกของไทย เผยความงดงามอันเป็นนิรันดร์ดุจผิวของจักรพรรดินี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758160

‘แอฟ-ทักษอร’ Friend of Whoo คนแรกของไทย  เผยความงดงามอันเป็นนิรันดร์ดุจผิวของจักรพรรดินี

‘แอฟ-ทักษอร’ Friend of Whoo คนแรกของไทย เผยความงดงามอันเป็นนิรันดร์ดุจผิวของจักรพรรดินี

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

The history of Whoo แบรนด์สกินแคร์ระดับพรีเมียมจาก บริษัท แอลจี เฮ้าส์โฮลด์ แอนด์ เฮลธ์ แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศให้ แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็นเฟรนด์ ออฟ ฮู (Friend of Whoo) คนแรกของประเทศไทย ในงาน Hwanyu, The Timeless Beauty เผยโฉม การอัปเกรดผลิตภัณฑ์ 3 ตัวดังจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ Hwanyu (ฮวานยู) เผยความงดงามอันเป็นนิรันดร์ดุจผิวของจักรพรรดินี ด้วยคุณค่าของส่วนประกอบหลักจากโสมป่าอายุกว่า 30 ปี ที่เติบโตตามธรรมชาติเท่านั้น

งาน Hwanyu, The Timeless Beauty นำโดย อิน ชอล คิม ผู้อำนวยการ บริษัท แอลจี เฮ้าส์โฮลด์ แอนด์ เฮลธ์ แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด และ หฤดี วรพงศ์พิสุทธิ์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ The history of Whoo ร่วมประกาศให้ แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็น Friend of Whoo คนแรกของประเทศไทย เพื่อเผยความงามอันเป็นหนึ่งเหนือกาลเวลาของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Hwanyu (ฮวานยู) โฉมใหม่สูตรอัปเกรดด้วยส่วนประกอบหลักจากโสมป่าอายุกว่า 30 ปี ผสาน Imperial Youth ComplexĬ สารสกัดเข้มข้นที่อุดมไปด้วยเซลล์โสมป่าและสมุนไพรเกาหลีอันล้ำค่าอีกกว่า 70 ชนิด ในสัดส่วนที่พัฒนาขึ้นพิเศษสำหรับการแก้ปัญหาริ้วรอยแห่งวัยโดยเฉพาะ

อิน ชอล คิม (In Chul Kim) ผู้อำนวยการ บริษัท แอลจี เฮ้าส์โฮลด์ แอนด์ เฮลธ์ แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เพื่อเป็นการต้อนรับการอัปเกรด Hwanyu ทาง The history of Whoo มีความยินดีที่จะประกาศให้ แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็น Friend of Whoo คนแรกของประเทศไทย รับหน้าที่เป็นตัวแทนของ 2 ผลิตภัณฑ์ระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่Hwanyu Imperial Youth Master Cream ครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้นเพื่อฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ของผิว พร้อมเติมเต็มร่องลึกเพื่อผิวที่งดงามดุจจักรพรรดินี และ Hwanyu Imperial Youth Contour Eye Cream ฟื้นบำรุงผิวรอบดวงตาให้แข็งแรงพร้อมลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำ สู่การเป็นหญิงสาวที่มีความสวยสง่าจากภายในสู่ภายนอก เป็นความงามเหนือกาลเวลา (Timeless) เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ในไลน์ Hwanyu และมีความเรียบหรูราวกับจักรพรรดินี อันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Whoo

ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ ในฐานะ Friend of Whoo คนแรกของเมืองไทย ได้เผยความลับของผิวที่แลดูอ่อนเยาว์ลง 10 ปี ว่า “พออายุมากขึ้นการดูแลตัวเองยิ่งสำคัญ แต่ก่อนเคยคิดว่าใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ แต่พอโตขึ้นก็รู้ว่าเราต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุด แอฟจึงเลือกใช้ Hwanyu ไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงถึง 10 ปี”

หฤดี วรพงศ์พิสุทธิ์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ The history of Whoo กล่าวว่า สำหรับไลน์ผลิตภัณฑ์ Hwanyu (ฮวานยู) ที่ The history of Whoo ได้อัปเกรดสูตรใหม่ จัดเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับมาสเตอร์พีซที่มีความพิถีพิถันจากส่วนผสมเลอค่าโดยใช้ส่วนผสมหลักคือโสมป่าและสมุนไพรทางการแพทย์กว่า 70 ชนิด ผสมผสานด้วยสัดส่วนที่ลงตัวเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของส่วนผสมทุกชนิด โดยสัดส่วนนี้ได้รับการจดบันทึกโดยเเพทย์หลวงในวังมากว่า 800 ปี ส่งผ่านมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน โดย Whoo ได้ค้นคว้าวิจัยกว่า 20 ปี จนพบ Active Ingredient ล้ำค่าที่สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยแห่งวัยอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมของผิวที่สมดุล มอบพลังงานชีวิตคืนสู่ผิวเพื่อผิวอ่อนเยาว์สุขภาพดี

กลุ่ม Hwanyu ประกอบด้วย 7 ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยมอบการดูแลผิวเพื่อการต่อต้านริ้วรอยและสัญญาณแห่งวัยได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นการดูแลผิวหน้าตั้งแต่ขั้นตอนการ
เตรียมผิวจนถึงการบำรุงอย่างล้ำลึก ได้รับการปรับปรุงสูตรใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการเพิ่ม Imperial Youth ComplexĬ สารสกัดเข้มข้นที่กักเก็บพลังงานจากโสมป่าที่เฝ้ารอด้วยความอุตสาหะกว่า 260,000 ชั่วโมง ก่อนจะเก็บเกี่ยวด้วยความพิถีพิถัน และนำมาสกัดทั้งต้น ตั้งแต่รากไปจนถึงใบ ด้วยกรรมวิธีเฉพาะจากการค้นคว้าของ LG เพื่อให้สารอาหารจากโสมป่าสามารถถูกส่งเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังผสานสมุนไพรจากตำรับยาดั้งเดิมเกาหลีอีกร่วม 70 ชนิดที่เข้าช่วยตอบสนองความต้องการของผิว สู่ผลลัพธ์ผิวแข็งแรง ดูสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

นอกจากนี้ Hwanyu ยังได้ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ดูทันสมัย เรียบหรู แต่ยังคงกลิ่นอายเดิมของไลน์ Hwanyu ด้วยการใช้ สีม่วง Royal Purple สัญลักษณ์ของความสง่างามแบบราชสำนักและความงามอมตะขององค์จักรพรรดินี และประดับ นกฟีนิกซ์สยายปีก ที่ส่วนยอดของฝาบรรจุภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศแห่งจักรพรรดินี ตัวแทนแห่งโชคลาภ
และความเป็นนิรันดร์ สัมผัสความงามเหนือกาลเวลาได้แล้วที่ เคาน์เตอร์ The history of Whoo ทุกสาขา หรือ สอบถามรายละเอียดสินค้าและช่องทางการจำหน่ายเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: The history of Whoo Thailand หรือ Line : @thehistoryofwhooth

แพรวแชริตี้ 2023 งานกุศลฉลองครบรอบ 44 ปี‘นิตยสารแพรว’ จับมือเซเลบและศิลปินดังช่วยผู้ป่วยยากไร้ที่มีปัญหาการมองเห็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758165

แพรวแชริตี้ 2023 งานกุศลฉลองครบรอบ 44 ปี‘นิตยสารแพรว’  จับมือเซเลบและศิลปินดังช่วยผู้ป่วยยากไร้ที่มีปัญหาการมองเห็น

แพรวแชริตี้ 2023 งานกุศลฉลองครบรอบ 44 ปี‘นิตยสารแพรว’ จับมือเซเลบและศิลปินดังช่วยผู้ป่วยยากไร้ที่มีปัญหาการมองเห็น

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นงานการกุศลใหญ่ประจำปีของ นิตยสารแพรว ภายใต้ AMARIN MEDIA & EVENT ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป ที่ตั้งใจจัดขึ้นสำหรับ “แพรวแชริตี้” (PRAEW CHARITY) เพื่อเฉลิมฉลองพร้อมกับการสร้างสิ่งดีๆ ให้แก่สังคม ในโอกาสครบรอบ 44 ปีนิตยสารแพรว ปีนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อ PRAEW CHARITY 2023 “Touch of Hope” ที่ตั้งใจชวนทุกคนร่วมส่งต่อพลังแสงสว่างและกำลังใจ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น ผ่านมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชน และมูลนิธิโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ สยามพารากอน

เพราะการผ่าตัดรักษาดวงตามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดต้อกระจก ใส่เลนส์แก้วตาเทียม และดวงตาปลอม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตและมองเห็นได้อีกครั้ง นิตยสารแพรว จึงได้ชวนเหล่าเซเลบริตี้ใจบุญและศิลปินคนดังมากมาย มาร่วมเป็นกระบอกเสียงส่งต่อพลัง กำลังใจ และโอกาสในการมองเห็น อาทิ อัญรัตน์ พรประกฤต, อารีย์ นาคชัยยะ, ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์, กิติภัค เกสรสิริธร, แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา, ปุณฑริกา ผู้พัฒนะพงศ์,ธนนธรณ์ ไชยสุวรรณนพ, พิมพ์ปรีชา ดีสวัสดิ์, ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ, สักก์พิพัฒน์ ประภาสิทธิ, พิมดาว พานิชสมัย, แก้วตะวัน ภุชงคลสมุทท์, ดร.ภาดาภัสสรณ์ ภาดาพิลาสธานันทร์, วันชนะ เอี่ยมพิกุล,ภัคญดา ชุติดนัยกุล, ณิชชา บุณยากร,สโรชิน บุตรน้ำเพ็ชร, วาสนา อินทะแสง,ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์, นันทมาลี ภิรมย์ภักดี, ไบรอัน ตัน, วิชิตพงศ์ นิธิเลิศวิวัฒน์,วรเกียรติ อานันทนะสุวงศ์,ก้องกิดากร ขันมณี, ขนิษฐา จิตต์กุศล,กมลกนก เกียรติศักดิ์ชัย ฯลฯ นำกระเป๋าและสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ มาร่วมมหกรรมช้อปปิ้งการกุศลสินค้าแบรนด์เนมมือสอง

นอกจากนี้ ศิลปินคนรุ่นใหม่ใจดี อาทิ ALEX & APO & NEX จาก 789TRAINEE, ต้า-อธิวัตน์ & บอม-ธนวัฒน์, Patrickananda, แม้ก-กรธัสส์ & ณฐ-ณฐสิชณ์, Yes Indeed, MOBYe, โอห์ม-ฐิติวัฒน์, YourMOOD, TIGGER,PERSES, ฟอส-จิรัชพงศ์ & บุ๊ค-กษิดิ์เดช, บุ๋น-นพณัฐ & เปรม-วรุศ และ Paper Planes เป็นต้น มาร่วมเปิดมินิคอนเสิร์ตมอบเสียงเพลงสนุกตลอดทั้ง 3 วัน ให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมอบความประทับใจสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้เหล่าแฟนคลับของ Plan B และ ซันนี่-วรรณรัตน์ & ปลั๊ก-ณภัทร ที่มาแจกลายเซ็นให้แก่แฟนคลับอย่างใกล้ชิด

ภายในงานยังได้นำนิตยสารแพรวฉบับล่าสุดปก นนท์-ธนนท์, เจฟ- ซาเตอร์, วิโอเลต วอเทียร์ และ แอลลี่-อชิรญา กับตุ๊กตาหมีสุดน่ารัก และยาดมเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ มาจัด Praew Charity Set ในราคา 440 บาท เพื่อนำเงินสมทบทุนเข้าโครงการแพรวแชริตี้โดยผู้ที่สนใจอยากร่วมทำบุญกับนิตยสารแพรว ยังสามารถทำได้กับกิจกรรมการกุศลออนไลน์ ที่เหล่าศิลปินคนดัง 50 ศิลปินรุ่นใหม่ นำกระเป๋าผ้าเพ้นท์ลวดลายพิเศษถึง 44 ใบ นำมาให้ประมูลกัน โดยสามารถประมูลกันได้ที่ www.praew.com ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน นี้

โครงการแพรวแชริตี้ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ด้วยความตั้งใจเป็นสื่อกลางในการระดมทุนจากผู้อ่านนิตยสารแพรวที่มีจิตศรัทธา เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ยากไร้ สตรี เด็ก สัตว์ทุกข์ยาก รวมถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการแพรวแชริตี้ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ส่งมอบความช่วยเหลือไปยังองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ แล้ว 60 แห่ง

พบกับอุปรากรจีนสุดยิ่งใหญ่ ‘ความฝันในหอแดง’ งาน มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758150

พบกับอุปรากรจีนสุดยิ่งใหญ่ ‘ความฝันในหอแดง’  งาน มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ

พบกับอุปรากรจีนสุดยิ่งใหญ่ ‘ความฝันในหอแดง’ งาน มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ (Bangkok’s 25th International Festival of Dance &Msic) ด้วยการสนับสนุนจาก สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนและหอการค้าไทย-จีน ชวนคนไทยร่วมรับชมการแสดงอุปรากรจีนกับโปรดักชั่นยิ่งใหญ่ตระการตา จากนิยายชื่อดัง“ความฝันในหอแดง หรือ หงโหลวเมิ่ง” บทประพันธ์โดย เฉาเสวี่ยฉิน หนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับสามก๊ก, ไซอิ๋ว และซ้องกั๋ง อดีต “หนังสือต้องห้าม” ของประวัติศาสตร์จีน ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของโศกนาฏกรรมความรักเหนือกาลเวลา แสดงโดยคณะอุปรากร (งิ้ว) ระดับท็อปของชาติ เซียงไฮ้ เยว์ โอเปร่า (Shanghai Yue Opera) เปิดการแสดงเพียง 2 รอบเท่านั้น! ในวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  

เซี่ยงไฮ้ เยว์ โอเปรา (Shanghai Yue Opera) คณะอุปรากรจีน หรืองิ้ว แนวหน้าของประเทศจีน ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมมาแล้วทั่วโลกกว่า 400 โปรดักชั่น ตลอดระยะเวลา 60 ปี การแสดงบทประพันธ์เรื่อง ความฝันในหอแดง (หรือ หงโหลวเมิ่ง) หรืออีกชื่อที่คนไทยหลายคนคุ้นหู “ความรักในหอแดง” ประพันธ์โดย เฉาเสวี่ยฉิน นำเสนอสุดยอดวรรณกรรมจีนคลาสสิกตลอดกาลอดีต “หนังสือต้องห้าม” หลายชั่วอายุคน ที่ตีแผ่ความฟุ้งเฟ้อของวิถีชีวิตภายใต้ระบบศักดินาในราชวงศ์ชิง ผ่านเรื่องราวของโศกนาฏกรรมความรักเหนือกาลเวลา ของหนุ่มสาวที่แสวงหาความหมายของชีวิต ที่พบเจอกับอุปสรรคมากมายจากการหลอกลวง ความโหดร้าย ทารุณ และการเรียนรู้เรื่องมิตรภาพ ความภักดี และความรักอันทรงพลัง
มาพร้อมกับการแสดงดนตรีสดของเครื่องดนตรีพื้นบ้านของจีนด้วยเทคนิคตระการตา รายละเอียดที่พิถีพิถันของโปรดักชั่นสุดอลังการ นำแสดงโดยสุดยอดศิลปินหญิงของวงการที่แสดงในทุกบทบาท ที่สร้างเสน่ห์พิเศษให้ทั้งตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครชายที่อ่อนช้อยและนุ่มนวล ชวนให้ทุกคนหลงใหลไปกับเรื่องราวที่จะแตะต้องใจของผู้ชมจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

การแสดงของ เยว์ โอเปรา (Yue Opera) เป็นหนึ่งในรูปแบบของงิ้วที่ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลมากที่สุดโดยติดอันดับ 1 ใน 2 ของคณะอุปรากรจีนชั้นนำของประเทศ และการแสดงของ เซี่ยงไฮ้ เยว์ โอเปรา (Shanghai Yue Opera) นี้ เป็นการรวมตัวของสุดยอดศิลปินนักร้องอุปรากรจีนเยว์ โอเปรา (Yue Opera) ที่คว้ารางวัลระดับท็อปของชาติมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น China Drama Plum Award, Shanghai Magnolia Awards, Yueju Young Actors TV Challenge, Shanghai Yueju New Talent Award, “Annual Star” from Shanghai Propaganda Department และ “Eastern Theater star”

เตรียมพบกับการแสดง ความฝันในหอแดง ของ เซี่ยงไฮ้ เยว์ โอเปรา (Shanghai Yue Opera) ที่จะสร้างความประทับใจให้ทุกคน ในวันที่ 17-18 ตุลาคม 2566 เวลา 19.00 น. ขับร้องเป็นภาษาจีนกลาง พร้อมขึ้นคำบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บัตรราคา 4,500, 4,000, 3,500, 2,700, 1,800 บาท  สำรองที่นั่งและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiticketmajor.com/bangkokfestivals หรือ www.bangkokfestivals.com

‘พรูเด็นเชียล ประเทศไทย’ส่งแคมเปญ‘เลี้ยงถูก ลูกดี’เติมเต็มความรู้พ่อแม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758162

‘พรูเด็นเชียล ประเทศไทย’ส่งแคมเปญ‘เลี้ยงถูก ลูกดี’เติมเต็มความรู้พ่อแม่

‘พรูเด็นเชียล ประเทศไทย’ส่งแคมเปญ‘เลี้ยงถูก ลูกดี’เติมเต็มความรู้พ่อแม่

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพราะเด็กปฐมวัย หรือช่วงวัย 0-6 ขวบ เป็นช่วงสำคัญที่พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ต่างๆ รอบตัวได้อย่างดีที่สุด ดังนั้น พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กควรรู้วิธีการดูแลเอาใจใส่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์อย่างเหมาะสมพรูเด็นเชียล ประเทศไทย และพรูเด็นซ์ ฟาวน์เดชั่น ได้ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มุ่งสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมไทยได้มีความรู้ ความเข้าใจ และเอาใจใส่เด็กในช่วงปฐมวัยมากขึ้น ผ่านโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย (Early Childhood Development: ECD) เป็นระยะเวลา 18 เดือน โดยจัดกิจกรรม “Play Together & Learn Together” ภายใต้แคมเปญ “เลี้ยงถูก ลูกดี” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานสำหรับการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยต่อไปในอนาคต

นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มพรูเด็นเชียลต้องการที่จะช่วยเหลือให้ผู้คนก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิต และเชื่อว่าการจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องเริ่มจากพื้นฐานที่เด็กๆ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ดีให้เป็นคนเข้มแข็งในสังคม ซึ่งเหตุที่โฟกัสกลุ่มเด็กปฐมวัยหรือเด็กอายุ 0-6 ขวบ เพราะเป็นจุดที่เปราะบางที่สุดของสังคม โดยเป็นช่วงชีวิตที่คนจะมีพัฒนาการสูงสุด หากได้รับการดูแลที่ดีในช่วงวัยนี้จะทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นและมีอนาคตที่เข้มแข็ง พาตัวเองรวมถึงครอบครัวในอนาคตไปสู่เป้าหมายสูงสุดในชีวิตได้เป็นอย่างดี และเพื่อให้พัฒนาการต่างๆ ไปได้รวดเร็วมากกว่าที่จะเริ่มต้นจากศูนย์ไปคนเดียว ทางพรูเด็นเชียลประเทศไทย และพรูเด็นเชียล ฟาวน์เดชั่น จึงทำงานร่วมกับ ยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรมุ่งเน้นทางด้านการพัฒนาเด็กมายาวนาน มีทั้งความรู้และเครือข่ายต่างๆ ถือว่ามีความพร้อมอยู่แล้ว

“Play Together & Learn Together” กิจกรรมภายใต้แคมเปญ “เลี้ยงถูก ลูกดี” นอกจากพ่อแม่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กวัย 0-6 ขวบ โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว เด็กๆ ยังได้สนุกสนานกับกิจกรรมปั้นดินน้ำมันที่จะช่วยสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ ซึ่งจุดนี้มีสำคัญ เพราะการพัฒนาการของเด็กไม่ใช่แค่การอ่าน หรือท่องจำหนังสือ แต่ต้องเพิ่มเรื่องจินตนาการ หรือความคิดสร้างสรรค์ที่มีความสำคัญมากในโลกยุคใหม่ เนื่องจาก Innovation หรือนวัตกรรม มีผลกระทบกับชีวิตและธุรกิจรวมถึงการเติบโตของการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก

ดร.อาร์ตี้ เซจิ หัวหน้าฝ่ายการศึกษาและการพัฒนาเด็กปฐมวัย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ยูนิเซฟ ร่วมกับพรูเด็นเชียล เพื่อทำให้ข้อมูลการพัฒนาเด็กปฐมวัยส่งไปถึงพ่อแม่ให้มากที่สุด ผ่านเครือข่ายของพรูเด็นเชียล และจัดกิจกรรมที่เป็นกระบอกเสียงส่งข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ ซึ่ง 3 สิ่งที่อยากให้พ่อแม่ได้รับจากการร่วมกิจกรรมครั้งนี้คือ 1.การพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัยจะเกี่ยวข้องกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ โภชนาการ การคุ้มครองและปลอดภัย และการเรียนรู้ ปฏิสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ดูแลส่งเสริมเด็กได้ในทุกๆ ด้าน เราไม่สามารถพัฒนาเด็กคนหนึ่งเพียงด้านเดียวได้ 2.การเล่น ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ที่จะสนับสนุน เพราะธรรมชาติเด็กเกิดมาพร้อมความอยากเล่นสนุก ซึ่งการเล่นจะช่วยสร้างโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ไปด้วย 3.ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่หรือผู้ดูแล (Interaction) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัย

“เราอยากเน้นให้ทุกคนเข้าใจถึงบทบาทที่สำคัญของพ่อแม่ นั่นคือการตอบสนองลูกอย่างใส่ใจ ซึ่งหากทุกคนเข้าใจจะสามารถดูแลปลูกฝังลูกได้ตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์ และเมื่อคลอดออกมาก็จะตอบสนองได้อย่างเข้าใจและเหมาะสม พ่อแม่ ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างที่ลูกทำคือ การเรียนรู้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ นอกจากนี้ เด็กจะต้องมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และรู้สึกว่ามีคนรัก เมื่อจิตใจของเด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัยก็จะสามารถเรียนรู้และออกไปเผชิญสิ่งต่างๆ ได้ ฉะนั้น บทบาทของพ่อแม่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งจะช่วยเป็นพื้นฐานให้ลูกสามารถมีพัฒนาการที่ดีเติบโตได้ดีต่อไป เราคาดหวังว่าพ่อแม่ทุกคนจะสามารถมอบโอกาสนี้ให้ลูกได้”

ด้านผู้เชี่ยวชาญ ดร.นุชนาฏ รักษี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า การที่เด็กจะพัฒนาได้ดี พ่อแม่จะต้องมีความเข้าใจเรื่องกระบวนการพัฒนาสมอง ที่ต้องเติมเต็มทั้งในด้านสุขภาพ โภชนาการ ประสบการณ์เรียนรู้ สิ่งแวดล้อม โดยช่วงวัย 0-6 ขวบ เป็นช่วงที่มีความสำคัญ เพราะสมองจะมีการพัฒนาสูงที่สุด โดยการพัฒนาสมองของเด็กจะเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ทั้งการเคลื่อนไหว การมองเห็น การเรียนรู้ กิจกรรมหรือการเล่น การพูดคุยกับลูก เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดการเรียนรู้และสมองของเด็กก็จะเริ่มพัฒนาแล้วซึ่งเด็กแรกเกิดเรียนรู้เรื่องคำศัพท์ได้ แม้จะพูดไม่ได้ เพราะสิ่งที่พ่อแม่คุยกับลูกจะถูกเก็บไว้ที่สมองของลูก และสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องเติมให้แก่ลูกคือ การเล่น เพื่อช่วยเสริมปัญญา สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

“พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกแบบมีเป้าหมายพร้อมให้การสนับสนุน หาเวลาอยู่กับลูกอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง แต่ต้องทำให้เป็นเวลาคุณภาพ เช่น เล่านิทานก่อนนอน พูดคุยมองหน้าลูก และตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกเล่า ซึ่งสภาพสังคมไทยในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยกับลูก และเด็กติดอยู่กับการดูจอที่เป็นสื่อทางเดียวไม่มีการตอบโต้กัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์ ทำให้เด็กเป็นฝ่ายรับและจำอย่างเดียว ข้อมูลอาจไม่มีการคัดกรองหากเป็นข้อมูลไม่ดีก็จะเป็นผลเสีย เพราะพัฒนาการของเด็กปฐมวัยจะมีการลอกเลียนแบบจากสิ่งที่เรียนรู้ใกล้ตัวได้ง่าย ดังนั้น อาจจำเรื่องไม่ดีมาจากสื่อโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้”

คุณแหน : 22 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758144

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา รับมอบเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ จากกองทุน Index เพื่อช่วยเหลือสังคม โดย ดร.พิศิษฐ์-กฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ และ ขันทอง อุดมมหันติสุข เพื่อสร้างอาคาร รพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี..

ll มก. ร่วมกับ ส.มก. และ อสมทขอเชิญชม The Musical Concert 80 ปีเกษตรศาสตร์ แสดงถึง DNA ตัวตนคนเกษตรจากรุ่นสู่รุ่น ก้าวสู่ทศวรรษที่ 9 อย่างสง่างาม ชมได้ที่ https://fb.watch/mOfoxNE3oM/?mibextid=Nif5oz๐..

ll ยินดีกับเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และดีป้า ที่ได้รับรางวัล“Best Partnership Award”ในการนําเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ เพิ่มความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตของ ปชช. ในพื้นที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช โดยมีดร.กณพ เกตุชาติ,ดร.ศุภกร สิทธิชัย และ ดร.อภิชาตบุตร รอดยัง เป็นผู้แทนรับรางวัล ณ งาน World Smart City Expo 2023(WSCE2023) เมืองโกยาง สาธารณรัฐเกาหลี..

ll วินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตรวุฒิบัตรนักบัญชีดิจิทัล รุ่นที่ 2/66 โดยมี พิชิต ลีละพันธุ์เมธา และ ราชิต ไชยรัตน์ ร่วมด้วย..

ll เฉลิมพันธ์ สุวรรณประกร ชวนคณะมิตรสหายไปพักผ่อนที่ รร.สายลม หัวหิน ของ สายใจ ประจวบเหมาะ งานนี้ อินทิรา ยมนาค,โอษริศ อมาตยกุล,ชุมสาย มณีน้อย,ประไพรัช ศรีประยูร,อุรุยา อรรถศาสตร์ ไม่ยอมพลาด..

ll มิตรสหายและลูกศิษย์ร่วมยินดีกับ รศ.ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์ปฏิบัติ สาขาเภสัชศาสตร์ โดย ศ.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี ม.เชียงใหม่..

ll จีรภัทร พิมานทิพย์ วันเกิดปีนี้เดินสายทำบุญ ไปถวายเพลและสังฆทาน ณ วัดด่าน พระราม 3 และไปไหว้พระราหู ณ วัดศีรษะทอง พร้อมบริจาคช่วยเด็กพิการอีกด้วย..

ll ดร.ชาญ กุลถาวรากร แม้ว่าจะไปตะลุยชิมอาหารจีนที่กว่างโจว 5 วัน แบบอิ่ม อร่อย ทรมานทุกมื้อ แต่ยังไม่เบื่อ กลับมาไม่นานก็ไปทริปธุรกิจต่อที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ไปรับทานอาหารจีนระดับมิชลินอีกหลายมื้อ..

ll วันเกิดปีนี้ของ ไชยวุธ จาตุรงคกุล ตรงกับวันไปสัมมนาที่หัวหิน เลยได้ฉลองวันเกิดแบบชิลๆ ริมทะเล..

ll ยามนี้ กีรตยา สมบัติปัน มีงานวุ่นขึ้นไปอีก ด้วยเจ้าตัวตามสายมูไปเปลี่ยนนามสกุลเป็น เลิศธภัทรกุล ตามอาจารย์สายมูแนะนำมา..ll

น้อง

ท่องโลกความงามไปกับ BARBIECORE TREND

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758149

ท่องโลกความงามไปกับ BARBIECORE TREND

ท่องโลกความงามไปกับ BARBIECORE TREND

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปีนี้เป็นปีของสีชมพูที่มาแรงและฮอตฮิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสี Hot Pink ที่เห็นแล้วก็ชวนให้นึกถึง “ตุ๊กตาบาร์บี้” ตุ๊กตาที่เป็นขวัญใจของสาวทุกยุคทุกสมัย ทั้งยังได้รับความนิยมตั้งแต่วัยเด็กจนวัยสาว ของเล่นแฟชั่นสไตล์ยุค 90 ที่ให้เราได้โลดแล่นไปกับความสดใสแบบไม่รู้จบ มาวันนี้เมื่อเทรนด์สีชมพูกลับมาอีกครั้งจึงอยากชวนสาวๆ มาสนุกไป Barbiecore เทรนด์ที่จะเนรมิตทุกพื้นที่บนใบหน้า ตลอดจนเครื่องแต่งกายให้เป็นสีชมพู ในนิตยสาร LIPS ฉบับล่าสุดกันยายน

ว่ากันด้วยเทรนด์ Barbiecore มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การปลุกความเป็น บาร์บี้ในตัว ด้วยการแต่งหน้าและแต่งกายในธีมสีชมพู หรือเรียกว่าแต่งตัวเลียนแบบตุ๊กตาบาร์บี้ ของเล่นในวัยเด็กก็คงไม่ผิดนัก โดยเอกลักษณ์ของลุคจะอยู่ที่สีสันสดใสสุดไอคอนิก และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตลอดจน ฟินนิชลุคที่นำเสนอออกมาในสไตล์ Girly แบบผู้หญิงสุดๆ นั่นเอง ทั้งนี้เทรนด์ Barbiecore ยังได้กลายเป็น Hashtag ที่ร้อนแรงบนช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok มีผู้เข้าชมมากกว่า 15 ล้านครั้ง ทั้งยังตอกย้ำ ความฮอตด้วยรายงานจาก Good Morning America ที่ออกมาบอกว่ายอดสินค้าแฟชั่นสี Hot Pink ได้ถูกจำหน่ายเพิ่มขึ้นมากถึง 35% ในแพลตฟอร์ม Etsy นอกจากนี้สไตล์ Barbiecore ยังแสดงออกได้ถึงความ เป็นผู้หญิงที่ทรงพลัง ที่อาจมีความแสบสันในตัว อย่าง Anne Hathaway ก็ได้ฟื้นคืนชีพมินิสเกิร์ตของวาเลนติโน และเสื้อผ้าสีชมพูอีกหลายสไตล์ของ แบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าเทรนด์สีชมพูนั้นมาทั้งในรูปแบบแฟชั่นและบิวตี้ ผ่านเสื้อผ้าและการแต่งหน้าสีสันสดใส

มาถึงตรงนี้อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าเทรนด์ Barbiecore ทำไมถึงได้รับ ความนิยมขนาดนี้ และจะไปสุดที่ตรงไหน LIPS ได้รวบรวมเหล่าคนดัง เซเลบริตี้ตัวแม่ที่อินเทรนด์นี้จนต้องแต่งตามให้ได้อัปเดตกัน

เริ่มที่สาว Kim Kardashian แฟชั่นไอคอนตัวแม่ ที่ต้องบอกว่าถ้าใคร ติดตามไอจีของสาวคิม จะเห็นการแต่งกายด้วยสีชมพูบ่อยมากๆ ราวกับเลือกมาแล้วว่าปีนี้จะเป็นปีของสีชมพู หรือไม่ก็น่าจะเป็นสีโปรดของเธอในปีนี้แน่ๆ ซึ่งแต่ละลุคถึงกับซู้ดปากว่าแซ่บจริงๆ ทั้งนี้ได้รวมไปถึงน้องเล็กของตระกูล Kardashian อย่าง Khloé Kardashian ก็จัดงานฉลองวันเกิดปีที่ 38 ด้วยธีมบาร์บี้ครีเอทลุคคุณแม่ด้วยชุดมินิเดรสลาเท็กซ์สีชมพูรัดรูปอวด หุ่นสวย เพิ่มความเซ็กซี่ด้วยรองเท้าส้นสูงหัวแหลมสีชมพูในเฉดเดียวกัน ส่วนเมคอัพนั้นเธอครีเอทผ่านสีชมพูนม หรือชมพูพาสเทล ผสมผสานกับ การแต่งตาในแบบสโมกกี้อาย วาดไลเนอร์ให้ชิดขอบตา ปัดขนตาให้งอน และไม่ลืมที่จะวาดทรงคิ้วแบบทำมุมให้ได้ลุคสาวบาร์บี้เกิร์ลตัวจริง

อีกหนึ่งความน่าสนใจ คือ ในงาน Grammy Awards 2022 เราจะได้ เห็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสดใส ของเฉดสีชมพูของเหล่าเซเลบริตี้หลายคนที่ต่างพากันแต่งกายเหมือนนัดกันมา ไม่ว่าจะเป็น Saweetie, Chrissy Teigen, Tinashe และอีกมากมาย ทว่าแต่ละลุค แต่ละชุดบอกได้เลยว่าไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นได้มีการตอกย้ำเทรนด์ Barbiecore อีกครั้งกับงานเทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่อย่าง Coachella 2022 ที่บรรดาเหล่าศิลปินต่างก็อวดโฉมเปิดตัวกันมาในธีมสีชมพูสดใสราวกับว่านี่คือโจทย์ของงาน

ส่งท้ายอีกหนึ่งสาวสวย Dua Lipa ที่เปิดตัวด้วยลุคสุดแซ่บบนเวที Sunny Hill Festival 2022 จะบอกว่าลุคนี้ได้รับการกล่าวถึงจนเป็นกระแส ความงาม ที่ใครก็หยิบยกขึ้นมาและอยากแต่งตามเป็นแถวๆ กับลุคบราและกระโปรงปักเลื่อมสีชมพูแบรนด์ Valentino ที่เรียกเสียงปรบมือ และชวนให้ทั้งหนุ่มๆ สาวๆ ต่างตาค้างในความสวยและโดดเด่นบนเวที

‘พัชรินทร์ เหมอังกูร’กับถ่านที่กำลังคุ ที่‘ลา บาเช่’ กริลล์เฮ้าส์แอนด์ไวน์บาร์ สไตล์‘เมดิเตอร์เรเนียนกริลล์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758158

‘พัชรินทร์ เหมอังกูร’กับถ่านที่กำลังคุ ที่‘ลา บาเช่’  กริลล์เฮ้าส์แอนด์ไวน์บาร์ สไตล์‘เมดิเตอร์เรเนียนกริลล์’

‘พัชรินทร์ เหมอังกูร’กับถ่านที่กำลังคุ ที่‘ลา บาเช่’ กริลล์เฮ้าส์แอนด์ไวน์บาร์ สไตล์‘เมดิเตอร์เรเนียนกริลล์’

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กำลังเป็นร้านกริลล์เฮ้าส์เปิดใหม่ ที่เหล่าคนรักเนื้อปักหมุดในเวลาอันรวดเร็ว “ลา บาเช่” กริลล์เฮ้าส์แอนด์ไวน์บาร์ (La Brace Grill House & Wine Bar) ในโครงการเอิร์ธเอกมัย (Earth Ekamai) ไลฟ์สไตล์มอลล์ล่าสุดบนถนนเอกมัย กริลล์เฮ้าส์มีระดับสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่มีทั้งเนื้อ ชีส และไวน์ นำเข้าเกรดพรีเมียม คัดสรรและสั่งตรงจากทุกมุมโลก

“La Brace” เป็นภาษาอิตาเลียน หมายถึง “ถ่านที่กำลังคุ” สื่อถึงร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับการย่างหรือกริลล์ด้วยเตาถ่าน นำเสนออาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนรูปแบบแคชชวลไฟน์ไดนิ่ง (Casual Fine Dining) เน้นการกริลล์หรือการย่างด้วยเตาถ่าน ตัวเตาได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ใช้ถ่านที่ผลิตจากไม้คุณภาพดีในการย่าง และมีทีมเชฟที่ชำนาญการย่าง สามารถย่างเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากส่วนต่างๆ ของวัวที่มีขนาดและความหนาที่แตกต่างกันให้ได้ทั้งรสชาติ ความอร่อย และความสุกตามระดับที่ต้องการ ตอบสนองไลฟ์สไตล์และวิถีการรับประทานอาหารของเหล่าคนรักเนื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หนึ่งในหุ้นส่วน “ลา บาเช่” คือ พัชรินทร์ เหมอังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กูร์เมท์ วัน ฟู้ดส์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ในการทำอาหารระดับพรีเมียมเจ้าใหญ่ของเมืองไทย จึงไม่แปลกใจที่ “ลา บาเช่” ให้ความสำคัญในเรื่องวัตถุดิบคุณภาพสูงเป็นลำดับแรก คัดสรรและสั่งตรงมาจากทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากออสเตรเลียแบรนด์เก่าแก่และมีชื่อเสียงอย่าง Westholme และ Stockyards ซี่โครงแกะจากแบรนด์ Ambassador, ซีฟู้ดจากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเซีย, เส้นพาสต้า จาก De Cecco แบรนด์คุณภาพอันดับ 1 ของอิตาลี, ชีสหลากหลายชนิดจาก President แบรนด์ดังของฝรั่งเศส รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ อาทิ ผักและผลไม้สดใหม่ ใช้หมุนเวียนตามฤดูกาลที่ดีที่สุด

เมื่อมีวัตถุดิบสุดยอด ก็ต้องมีเชฟฝีมือดีที่มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำวัตถุดิบแต่ละชนิดมาปรุงเป็นเมนูอร่อยที่โชว์คุณภาพของวัตถุดิบ เรื่องนี้ พัชรินทร์ เหมอังกูร ซึ่งทำงานคลุกคลีกับโรงแรมระดับ 5 ดาว และร้านอาหารประเภทไฟน์ไดนิ่งในเมืองไทย มากว่า 20 ปีตัดสินใจจับมือกับ เชฟมาร์ค เฮเก็นแบ็ค (Mark Hagenbach) อดีตเชฟใหญ่ชาวออสเตรเลีย ที่มีประสบการณ์ในการทำงานกับโรงแรมดังๆ รวมทั้งโรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ (Grand Hyatt Erawan Bangkok) มาเป็นผู้รังสรรค์อาหารทุกเมนูให้ “ลา บาเช่”

“เชฟมาร์ค เป็นหนึ่งในเชฟเบอร์ต้นๆ ที่ทำอาหารแบบใส่ใจในรายละเอียดของวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์อาหารอย่างจริงจัง ทุกอย่างต้องได้มาตรฐาน เป็นเชฟที่เลือกสรรมากๆ ถ้าเป็นวัตถุดิบจากเมืองไทย เช่น ผักออร์แกนิคก็ต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ด้านการปรุงอาหาร เชฟพิถีพิถันทุกจานทุกรายละเอียด และไม่ใช่เป็นแบบเชฟสมัยใหม่ที่ทำอะไรเป็นโฟม เป็นฟอง กินอย่างละนิดๆ หน่อยๆ เชฟมาร์คยังชอบสไตล์การทำอาหารแบบเฮฟวี่ อิ่มอร่อย แต่สวย เชฟพูดเสมอว่า อาหารจะอร่อยต้องเริ่มที่วัตถุดิบคุณภาพ เชฟมีหน้าที่ทำให้คุณภาพของวัตถุดิบนั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเทคนิคการปรุงที่รักษาคุณภาพนั้นไว้ให้อร่อย” พัชรินทร์ ที่เป็นทั้งผู้ป้อนวัตถุดิบ หุ้นส่วน และเป็นเพื่อนกล่าวถึงเชฟมาร์ค

หนึ่งในวัตถุดิบที่โดดเด่นของ“ลา บาเช่” คือ เนื้อนำเข้าเกรดพรีเมียมจากแบรนด์ Westholme และ Stockyards ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ต้องดูแลเป็นพิเศษเนื้อทุกชิ้นจะผ่านกรรมวิธีเว็ท-เอจ(Wet-aged) สีสวย นุ่ม มีรสชาติของเนื้อมากขึ้น ขณะที่ขั้นตอนการปรุงเนื้อก็ต้องพิถีพิถัน เน้นความแม่นยำของเชฟในการย่างบนเตาถ่านที่สั่งทำพิเศษ เคล็ดลับอยู่ที่การเลือกใช้ถ่านไม้เพื่อให้เนื้อที่ย่างมีกลิ่นและรสชาติของการกริลล์สมบูรณ์แบบที่สุด

ความแปลกใหม่อีกประการของ “ลา บาเช่” คือ แขกที่มารับประทานอาหารสามารถดีไซน์อาหารจานพิเศษได้เอง ด้วยการเลือกช้อปวัตถุดิบที่ชอบและในปริมาณที่ต้องการจากเคาน์เตอร์ภายในร้าน แล้วนำไปให้เชฟปรุง เป็นการสร้างสีสันในการรับประทานได้อย่างไม่จำเจ ขณะที่ครัวเปิดโล่งทำให้เห็นขั้นตอนการย่างที่ชวนน้ำลายสอและเพลิดเพลินไปด้วย

เมนูของ “ลา บาเช่” แบ่งเป็นสัดส่วนง่ายต่อการออเดอร์ นอกเหนือจากหอยนางรมสดจากแบรนด์ดัง Saint Kerber และคาเวียร์จาก Sturia Caviar Haute Couture แล้ว ยังมีเมนูตามฤดูกาลที่มาแล้วพลาดไม่ได้ ในบรรยากาศภายในของร้านที่เรียบ หรู เน้นความโปร่ง โล่งสบาย สว่างสดใสด้วยแสงจากธรรมชาติ พร้อมเพลิดเพลินไปกับโซนต่างๆ ภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็น Oyster Bar, Champagne & Wine Bar และ Charcuterie Selection Counter รวมทั้ง Private Rooms บนชั้นลอยจำนวน 2 ห้อง สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการรับประทานอาหาร หรือใช้เป็นพื้นที่Co-working Space ในบรรยากาศสบายๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการประชุมครบครัน

ช่วง Pre-opening นี้ ลา บาเช่ ขอแนะนำ Set Lunch อาหารกลางวัน 3 คอร์ส ในราคาพิเศษสุดๆ เพียง 590 บาทสุทธิ ให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 12.00-16.00 น. ลา บาเช่ กริลล์เฮ้าส์ แอนด์ ไวน์บาร์ | La Brace Grill House & Wine Bar @ Earth Ekamai สุขุมวิท 63 เปิดบริการทุกวัน เวลา 12.00-22.00 น. สำรองที่นั่งได้ที่โทร.094-5406662 ติดตามความเคลื่อนไหวของร้านได้ที่ FB: La Brace Ekamai

‘อินฟอร์มา – เมสเซ่’ เตรียมรับมือมาตรการ CBAM หนุนอุตฯ พลาสติก – ยางไทย ในงาน ‘Plastic & Rubber Thailand 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758248

'อินฟอร์มา – เมสเซ่' เตรียมรับมือมาตรการ CBAM หนุนอุตฯ พลาสติก - ยางไทย ในงาน 'Plastic & Rubber Thailand 2024

‘อินฟอร์มา – เมสเซ่’ เตรียมรับมือมาตรการ CBAM หนุนอุตฯ พลาสติก – ยางไทย ในงาน ‘Plastic & Rubber Thailand 2024

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 20.57 น.

เมื่อมาตรการ CBAM จะถูกนำมาใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ หลายอุตสาหกรรมต้องหันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ – เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย”  ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าระดับโลก เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จับมือจัดงาน 3 ซีรีส์ ของงานพลาสติกแอนด์รับเบอร์ ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป เริ่มจากประเทศไทย  “พลาสติกแอนด์รับเบอร์ ไทยแลนด์ 2024 (Plastic & Rubber Thailand 2024)” ในวันที่ 15 – 18 พฤษภาคม 2567 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ  ต่อด้วย “พลาสติกแอนด์รับเบอร์อินโดนีเซีย’ และ ‘พลาสติกแอนด์รับเบอร์เวียดนาม’ พร้อมนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ต่างๆ มาถ่ายทอดเพื่อให้ผู้ประกอบการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านการลดมลพิษจากกระบวนการผลิตตามแนวคิดแห่งความยั่งยืน

คุณวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า พลาสติกมีการใช้ทั่วโลกโดยปีนี้มีการผลิตเม็ดพลาสติกใหม่ 400 ล้านตันหรือเติบโต 2.5% จากปีที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยมีการส่งออกเม็ดพลาสติก 1.38 ล้านล้านบาท หรือ 6.74% ของ GDP ของประเทศ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเองมีการใช้พลาสติกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ 41% ซึ่งเติบโตมากในช่วงโควิด – 19 รองลงมาใช้ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้าง ยานยนต์ และที่มีการใช้ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น คือ อุตสาหกรรมการแพทย์ โดยผู้ประกอบการพลาสติกไทยมี 3,000 กว่าราย 88% เป็น SMEs ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางกับภาคตะวันออก ผู้ประกอบการ 2,500 – 2,600 รายเป็นผู้ประกอบการพลาสติกแปรรูป

ด้านอุตสาหกรรมยางในไทย ประกอบด้วยยางธรรมชาติ และยางสังเคราะห์ ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ของไทย คือ จีน อเมริกา เป็นต้น ยางได้ถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น ยางรถยนต์ ถุงมือยางและท่อยาง สำหรับผลิตภัณฑ์ยางในประเทศไทยมีมูลค่ารวมถึง 4,674 กิโลตัน จะเห็นได้ว่าทั้งพลาสติกและยาง มีปริมาณความต้องการใช้ที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญมาก

คุณวีระ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เป็นมาตรการสำคัญของ European Green Deal ที่จะนำมาปรับใช้และส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไทยไปสู่ยุโรปจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยเลี่ยงไม่ได้ การประกาศใช้มาตรการ CBAM ในวันที่ 1 ต.ค. 2566 แม้จะครอบคลุมสินค้าใน 5 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรั่วไหลของคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ กระแสไฟฟ้า ปุ๋ย และอลูมิเนียม โดยจะมีการเก็บเงินจากผู้ผลิตที่สร้างคาร์บอน 80 ยูโรต่อหนึ่งตันคาร์บอน และในอนาคตเชื่อว่ากลุ่มพลาสติกและยางจะถูกใช้มาตรการ CBAM ด้วยเช่นกัน

คุณศิริภัทร โกเอี้ยน ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานบริหารบุคคลและความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การใช้เม็ดพลาสติกในการผลิตถุงถือว่ามีตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมูลค่าตลาดพลาสติกสำหรับผลิตถุงมีมูลค่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“ทุกวันนี้คนยังเข้าใจว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม จากที่เราเป็นผู้ผลิตมา 50 ปี พบว่าไม่มีอะไรมาทดแทนพลาสติกได้ ทั้งด้านความทน ความร้อน ทนกรด ทนน้ำ ฯลฯ กระดาษก็ทดแทนไม่ได้ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตพลาสติกยังทำให้เกิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่น้อยกว่าถุงกระดาษถึง 17 เท่า ซึ่งบริษัทมีการส่งสินค้าไปยังยุโรป 70% ก็ต้องเตรียมพร้อมรองรับมาตรการ CBAM เช่นกัน” คุณศิริภัทร กล่าวทิ้งท้าย

จากการมองเห็นความสำคัญของมาตรการ CBAM “เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย” และ “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” ได้ผนึกกำลังเสริมความพร้อมแก่นักอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงการผลิตแห่งความยั่งยืน ผ่านการจัดงาน “พลาสติกแอนด์รับเบอร์ ไทยแลนด์ 2024 (Plastic & Rubber Thailand 2024)” ซึ่งจะจัดในวันที่ 15 ถึง 18 พฤษภาคม 2567 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ

คุณเพตรา คัลแมน กรรมการบริหาร เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ได้เผยถึงความร่วมมือกับอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดพันธมิตรทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมายาวนานในภูมิภาคพร้อมยกระดับประสบการณ์ใหม่แก่ลูกค้า โอกาสและการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมต้องเผชิญกับเป้าหมายความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนของอุตสาหกรรม

ด้วยความเชี่ยวชาญเชิงลึกในภูมิภาคและเครือข่ายของอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผสานด้วยความเชี่ยวชาญด้านภาคอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติกและยางระดับโลกของ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ จะช่วยให้งาน Plastic & Rubber Thailand 2024 เป็นที่รู้จักในภูมิภาค

“สถานการณ์โควิด – 19 ทำให้เราหยุดจัดงาน การกลับมาครั้งนี้เราได้จัดใน 3 ประเทศ คือ ไทย  (งานพลาสติกแอนด์รับเบอร์ ไทยแลนด์) อินโดนีเซีย (งานพลาสติกแอนด์รับเบอร์อินโดนีเซีย) และเวียดนาม (พลาสติกแอนด์รับเบอร์เวียดนาม) เพื่อสร้างประสบการณ์ทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น”

คุณสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า Plastic & Rubber Thailand 2024 เป็นการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ ตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดย่อม ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกและยางได้อย่างครบครัน ตลอดจนสามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรม รับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านการลดมลพิษจากกระบวนการผลิตตามแนวคิดแห่งความยั่งยืน

“ประเทศไทยนับเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกและยางในตลาดสำคัญ ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดียและภูมิภาคอาเซียน ขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนามเป็นผู้เล่นที่สำคัญในภาคส่วนนี้เช่นเดียวกัน”

ภายในงาน Plastic & Rubber Thailand 2024 จะมีนวัตกรรมจากทางยุโรปมาจัดแสดง อาทิ การขึ้นรูป วัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ การเตรียมผิวชิ้นงาน ระบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังเป็นเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดเครือข่ายอุตสาหกรรม อาทิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุอาคารและก่อสร้าง เทคโนโลยีพลังงานสะอาด นอกจากนี้ จะมี Speaker มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางต่างๆ

งาน Plastic & Rubber Thailand 2024 จะจัดร่วมกับงานอินเตอร์แมค (งานแสดงเทคโนโลยีและเครื่องจักรเพื่อการผลิต) และงานซับคอน ไทยแลนด์ ทำให้เชื่อมั่นว่างานดังกล่าวจะเป็นแหล่งรวมนักอุตสาหกรรมกว่า 47,000 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมไว้ในงานเดียว

-(016)