เอาใจคนรักน้องหมา เปิดตัวคอลเลคชั่น ‘Your Best Friends’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756434

เอาใจคนรักน้องหมา เปิดตัวคอลเลคชั่น ‘Your Best Friends’

เอาใจคนรักน้องหมา เปิดตัวคอลเลคชั่น ‘Your Best Friends’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

JASPAL (ยัสปาล) เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “Your Best Friends”เอาใจคนรักน้องหมา เพื่อนซี้สี่ขาแสนดีพร้อมร่วมเฉลิมฉลองไปกับ International Dog Day หรือ วันสุนัขโลก ที่กำหนดขึ้นทุกวันที่ 26 สิงหาคมของทุกปีซึ่งแรงบันดาลใจของคอลเลคชั่นนี้มาจากข้อความ “Dog is man’s best friend” หรือน้องหมาเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ เปรียบได้กับบัดดี้คู่ใจ เติมความสุขและความสดใสให้กับเจ้าของหรือผู้ที่พบเจออยู่เสมอ ดังนั้น JASPALจึงได้แรงบันดาลใจน้องหมาหลากสายพันธุ์ยอดนิยม อาทิ ชิวาว่า อิตาเลียนเกรฮาวด์ ชิสุ ไซบีเรียนฮัสกี้ เฟรนช์บูลด็อก และดัลเมเชี่ยน นำมาออกแบบโดยดึงเอาพลังบวก ผ่านรอยยิ้มและความสดใสของน้องหมาแต่ละพันธุ์มาอยู่บนไอเทมอย่างลงตัว ทั้งเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรี สุภาพบุรุษแอคเซสซอรี่ต่างๆ รวมทั้งชุดสำหรับน้องหมาที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ใส่แมทช์กับเจ้าของ

เริ่มต้นกันที่เสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรี ที่มีให้เลือกหลากหลายดีไซน์พร้อมให้คุณได้มิกซ์แอนด์แมทช์สำหรับโอกาสต่างๆ ได้อย่างไม่น่าเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวพิมพ์ลายอิตาเลียนเกรฮาวด์มาคู่กับกางเกงขาสั้นเอวสูงลวดลายเดียวกัน สามารถใส่เข้าชุดแยกชิ้นแมทซ์กับไอเทมอื่น หรือนำสูทมาทับก็ให้ลุคที่ดูทางการมากขึ้น เสื้อยืดสีดำปักลายไซบีเรียนฮัสกี้ขนฟู สเวตเตอร์ สีม่วงพาสเทลกับลายเจ้าเฟรนช์บูลด็อกในท่าทางที่เห็นแล้วต้องอมยิ้ม จั๊มพ์สูทพิมพ์ลายโมโนแกรมเจ้าดัลเมเชี่ยนลงบนสีชมพูพาสเทลแมทช์กับกระเป๋าถือสีและลวดลายเดียวกัน ครอปแจ๊กเกตสีกรมท่าปกกว้างแต่งกระดุม เพิ่มความเก๋ที่ลายพิมพ์อิตาเลียนเกรย์ฮาวด์ไว้ด้านหลัง พร้อมลุคที่สบายและทางการไว้ในหนึ่งไอเทม และชิ้นไฮไลท์ที่อยากแนะนำคือ จั๊มพ์สูทขาสั้นเอิร์ธโทนที่มาในลาย Overall Print สุดกวนของเฟรนช์บูลด็อกใส่ในวันสบายๆ พาเจ้าสี่ขาเดินเล่นช่วงสุดสัปดาห์ หรือใส่ไปทำงานก็ให้อารมณ์ Business Look ได้เช่นกัน

สำหรับสุภาพบุรุษก็มีหลากหลายไอเทมไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืดสีดำสกรีนโลโก้ JASPAL ที่เติมกิมมิคพิเศษที่มีเจ้าชิวาว่าตัวจิ๋วกำลังนอนชูขาอยู่บนตัวอักษร JASPAL หรือจะเป็นแจ๊กเกตเอิร์ธโทนที่ปักลายเจ้าสี่ขาทั้ง 6สายพันธุ์ และไอเทมที่ห้ามพลาดในคอลเลคชั่นนี้คือ เสื้อฮาวายรีสอร์ทสีขาวลายจุดสีดำที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายบนตัวของดัลเมเชี่ยนที่สามารถแมทซ์เพิ่มเลเยอร์กับเสื้อยืดสกรีนลาย แก๊งสี่ขา และคอมพลีทลุค

ด้วยแอคเซสซอรี่อย่างหมวกทรงบักเก็ตผ้าไนลอนที่สามารถใส่ได้ทั้งสองด้าน มาถึงไฮไลท์สุดพิเศษ คือชุดสำหรับเจ้าสี่ขาเพื่อนซี้ JASPAL ออกแบบมาให้เลือกช้อปกันถึง2 ดีไซน์ เริ่มจากเสื้อน้องหมาที่มาในสไตล์ Trench Coatสีเอิร์ธโทนที่หยิบเอาแรงบันดาลใจของเสื้อโค้ทตัวเก่งมาปรับเป็นโค้ทสุดคูลสำหรับน้องหมาเป็นครั้งแรก ต่อด้วยเสื้อน้องหมาเนื้อสัมผัสนุ่มปุกปุยในดีไซน์แบบสบายๆ กับสีน่ารักอย่างสีเหลืองและสีขาว พร้อมสกรีนลายโลโก้ JASPAL และปักแก๊งสี่ขาไว้ที่ด้านหลัง

พบกับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ“Your Best Friends” เอาใจคนรักน้องหมา ให้ได้สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ใส่คู่กับเพื่อนซี้สี่ขาได้แล้ววันนี้ที่ร้าน JASPAL ทุกสาขาหรือช่องทางออนไลน์ที่ www.jaspal.com

‘น้องเกล’ นศ.แพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนฯ หนึ่งใน ‘อาสาจุฬาภรณ์’ โครงการดีๆเพื่อชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756421

‘น้องเกล’ นศ.แพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนฯ  หนึ่งใน ‘อาสาจุฬาภรณ์’ โครงการดีๆเพื่อชุมชน

‘น้องเกล’ นศ.แพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนฯ หนึ่งใน ‘อาสาจุฬาภรณ์’ โครงการดีๆเพื่อชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เกล-นางสาวโสพิชา อังคะไวมงคล

หลายคนรู้จักเธอในฐานะสาวน้อยอูคูเลเล่ ในวันนี้ เกล-นางสาวโสพิชา อังคะไวมงคล เป็นนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เรียบร้อยแล้วระหว่างเรียนที่ค่อนข้างจะหนักแล้ว เจ้าตัวยังแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาเป็นอาสาสมัครในโครงการ “อาสาจุฬาภรณ์” โดยโครงการฯ ดังกล่าว ทางวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชนในเขตเมือง ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในด้านการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ครอบครัว และชุมชน อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนได้รับการอบรม

ความรู้ด้านสุขภาพ ให้มีทักษะความรู้พื้นฐานด้านการดูแลรักษาสุขภาพทั้งกายและใจ โดยจะมีทีมอาจารย์แพทย์ บุคลากรและนักศึกษา เข้าร่วมทำงานเป็น “อาสาจุฬาภรณ์” ไปพร้อมกันกับประชาชนในชุมชน เพื่อให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

นับเป็นก้าวแรกในวิชาชีพที่นอกจากเรียนหนักแล้ว คนรุ่นใหม่ยังรู้จักแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ช่วยเหลือชุมชนอีกด้วยน้องเกล-โสพิชา อังคะไวมงคล หนึ่งในนักศึกษาแพทย์ร่วมกิจกรรมในการอบรม “โครงการอาสาจุฬาภรณ์” ซึ่งเจ้าตัวพูดคุยอัปเดตให้ทราบถึงกิจกรรมวันนี้ว่า…

“กิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมโครงการอาสาจุฬาภรณ์แบ่งเป็นทั้งหมด 9 ฐาน แต่ละฐานจะให้ความรู้พื้นฐาน อาทิ สอนเกี่ยวกับการวัดระดับน้ำตาลในเลือด วัดความดัน การวัดมวลกระดูก ซีพีอาร์ ได้เรียนรู้แบบหลายอย่างผ่านโครงการฯนี้เลย เพราะมีการฝึกก่อนปฏิบัติจริง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ลดความตื่นเต้นแล้วก็รู้สึกดีที่ผู้เข้าร่วมการอบรมจะนำความรู้ครั้งนี้ไปถ่ายทอดในชุมชนต่อกันอีกด้วย”

สำหรับความรู้สึกเมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการอาสาจุฬาภรณ์เธอเล่าว่า “โครงการฯนี้มีกิจกรรมอบรมที่เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ มีหลายฐานที่นำมาจำลองประสบการณ์ให้ได้เรียนรู้จริง แต่ละฐานการอบรมสอนตามหลักวิชาการ จบแล้วสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ช่วยเหลือคนในครอบครัว หรือช่วยเหลือคนในชุมชนได้ อีกทั้งยังสามารถสอนคนอื่นต่อรวมทั้งถ่ายทอดความรู้ที่มีต่อไปได้เป็นวงกว้างค่ะ นอกจากนี้จะมีกิจกรรมช่วงท้ายให้ทุกคนรวมกลุ่มหาของดีในชุมชนของตัวเองแล้วก็คิดกันต่อว่าสามารถนำของดีนี้ไปต่อยอดทำอะไรได้บ้าง ที่จะเป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์หารายได้ให้ชุมชน เป็นไอเดียที่ดีมากเลยค่ะทุกคนจากชุมชนได้มีส่วนร่วมเริ่มจากช่วยกันคิดเลยนอกจากนั้นยังมีความประทับใจ ที่ได้เจอพี่ๆ คุณลุง คุณป้า ทุกคน เป็นกันเอง ช่วยเหลือกันตลอด พูดคุยกันสนุกสนานแล้วก็ประทับใจในความรู้ที่ได้จากกิจกรรมทุกฐานการเรียนรู้เลยค่ะ”

ส่วนเหตุผลที่เลือกเรียนแพทย์ น้องเกล บอกว่าตอนเด็กๆ เกลอยากเป็นหมอฟัน พอโตขึ้นมาก็ว่าตัวเองชอบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไบโอเคมชอบพวกนี้ ตรงกับสายหมอพอดีค่ะ มีช่วงที่มีโอกาสไปฝึกงานในโรงพยาบาลสองแห่งได้คุยกับคุณหมอได้เห็นบรรยากาศการทำงานจริง ก็รู้สึกว่าชอบอยากมาสายนี้ตัดสินใจมาเรียนที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เลย พอมาสอบก็ยากพอสมควรเลยค่ะ ถ้ายากที่สุดเลย เกลคิดว่าเป็นการสอบจีแมตช์ ข้อสอบก็ค่อนข้างยาก และต้องแข่งกับเวลาด้วย การเตรียมตัวก็คืออ่านหนังสือ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยการฝึกทำโจทย์บ่อยๆใช้เวลาเตรียมตัวหลายปีค่ะ ตั้งแต่ยังไม่จบ ม.6 ถ้าเราแบ่งเวลาได้ก็ไม่เครียดนะคะ แต่ก่อนนอกจากเรียนแล้ว เกลก็ทำกิจกรรมอื่นด้วย อย่างเช่น รายการแข่งขันต่างๆ หรือไปช่วยกิจกรรมที่มูลนิธิคนตาบอด ล่าสุดก็ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งใน “อาสาจุฬาภรณ์” โครงการที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดอบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัครในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ครอบครัว และชุมชนด้วย

สำหรับ โครงการอาสาจุฬาภรณ์เป็นโครงการที่จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในการวางรากฐานให้ประชาชนในเขตชุมชนเมืองได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในชุมชนเดียวกัน ทั้งในด้านการป้องกันโรค และการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้น ภายใต้การดูแลและการให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์แพทย์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีสุขภาพที่ดี มีความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ครอบครัว และชุมชน เห็นแนวทางในการสร้างระบบการดูแลส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการได้ช่วยเหลือชุมชน สร้างสุขภาวะชุมชนให้แข็งแรง เกลคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมากๆ เลยค่ะ ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน จัดขึ้นและทำมาอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกภูมิใจในการเข้ามาเป็นหนึ่งใน “อาสาจุฬาภรณ์” ได้ใช้ความรู้ตามหลักวิชาการให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมด้วยค่ะ

Bottega Veneta เปิดตัวหนังสือ Winter 23 ลิมิเต็ดอิดิชั่นในรูปแบบแฟนไซน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756448

Bottega Veneta เปิดตัวหนังสือ Winter 23 ลิมิเต็ดอิดิชั่นในรูปแบบแฟนไซน์

Bottega Veneta เปิดตัวหนังสือ Winter 23 ลิมิเต็ดอิดิชั่นในรูปแบบแฟนไซน์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นอกเหนือจากแคมเปญ Winter 23 แล้ว Bottega Veneta ยังได้เปิดตัวหนังสือ Winter 23 ชุดลิมิเต็ดอิดิชั่น 4 เล่ม ในรูปแบบแฟนไซน์ (Fanzine) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ณ สโตร์ของ Bottega Veneta ทุกสาขาทั่วโลก ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา

นับตั้งแต่คอลเลคชั่น Winter 22 ของ Matthieu Blazy หนังสือของ Bottega Veneta ได้ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับสินค้าภายในร้านที่ถูกเปิดตัวในแต่ละคอลเลคชั่น โดยหนังสือแต่ละเล่มถูกจัดอยู่ในรูปแบบของสะสมที่ได้นำเสนอถึงที่มาของแรงบันดาลใจของฤดูกาลและการเล่าเรื่องด้วยภาพ เพื่อแสดงถึงตัวตนและแนวคิดที่สร้างสรรค์ของ Blazy อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น นอกจากนี้หนังสือแต่ละเล่มยังได้รวบรวมจิตวิญญาณของแบรนด์เอาไว้อีกด้วย

หนังสือ Winter 23 ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 เล่ม ได้เปิดเผยให้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์ของคอลเลคชั่นด้วยภาพร่างต้นฉบับ ภาพเบื้องหลังและเบื้องหลังของแคมเปญที่รังสรรค์ด้วยมือและจิตใจของช่างฝีมือ ดีไซเนอร์และศิลปินผู้เชี่ยวชาญที่ได้มีส่วนในการสนับสนุนแนวคิดที่เคลื่อนไหวตามฤดูกาลหรือ Craft in Motion ที่ได้ใช้ความพยายามร่วมกัน

โดยคอลเลคชั่นนี้ถือว่าเป็นการปิดท้าย “ไตรภาคอิตาลี” ของ Blazy เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่ขบวนพาเหรดของตัวละครที่มีความหลากหลาย เผยให้เห็นถึงนวัตกรรมผ่านงานฝีมืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยังถือว่าเป็นการเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของปริมาณและเทคนิค การคำนึงถึงวัสดุและการตามหาสิ่งใหม่ๆ รวมถึงการแสดงออกที่คาดไม่ถึงสำหรับเทคนิค Intrecciato อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

ภาพที่ปะต่อกัน (Collages) และผ้าในระยะใกล้ (fabric close-ups) ถือว่าเป็นการยกย่องความสมบูรณ์ของผิวสัมผัสของภาพร่างต้นฉบับโดยดีไซเนอร์ชาวไซปรัส-อังกฤษ อย่าง Hussein Chalayan และผลงานการออกแบบของ Blazy ที่เน้นความลื่นไหลและพลังของลุคที่แตกต่างกันซึ่งแคมเปญได้แสดงถึงความสามารถทางด้านศิลปะและความมีชีวิตชีวาของการออกแบบให้เหมาะสมแก่การสวมใส่ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายเบื้องหลังจาก Vieni a Vedere หลังจากมอบหมายให้ Gaetano Pesce ได้สร้างสรรค์งานศิลปะเฉพาะสถานที่ในร้าน Bottega Veneta Montenapoleoneที่เมืองมิลาน

หนังสือทั้งสี่เล่มถูกห่อหุ้มด้วยเคสรูปแบบพิเศษที่พิมพ์ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Stracciatella จากงานWinter 23

เปิดผลสำเร็จ 19 ปี OKMD องค์กร ‘กระตุกต่อมคิด’ พร้อมแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756427

เปิดผลสำเร็จ 19 ปี OKMD องค์กร ‘กระตุกต่อมคิด’  พร้อมแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

เปิดผลสำเร็จ 19 ปี OKMD องค์กร ‘กระตุกต่อมคิด’ พร้อมแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ okmd องค์กร “กระตุกต่อมคิด” เพื่อพัฒนาความคิด เพิ่มความรู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาให้คนไทย ครบรอบการดำเนินงานปีที่ 19 เปิดความสำเร็จจากการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าต่อยอดการเรียนรู้ จับมือพันธมิตร 25 องค์กร เปิดตัว okmd Knowledge Portal แพลตฟอร์มสําหรับการเรียนรู้ออนไลน์ของประเทศที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 19 ปี ในการดำเนินงานของ okmd เต็มไปด้วยการพัฒนาการเรียนรู้ในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางความคิด เพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของคนทุกช่วงวัย ผ่านกระบวนการเรียนรู้สาธารณะที่เสริมศักยภาพคน ในรูปแบบการสร้างแหล่งบริการองค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่สร้างสรรค์ทันสมัย มีชีวิตชีวา เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ จากการประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ในปี 2566 ของผู้เชี่ยวชาญภายนอก อย่างบริษัท นิคเคอิ รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด พบว่า okmd สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสุทธิได้จำนวน 10,438.96 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มทางสังคมได้ถึง 6,615.19 ล้านบาทแสดงให้เห็นว่า okmd สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมถึง 17,054.15 ล้านบาท

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร

“ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว okmd เล็งเห็นถึงความจําเป็นในการพัฒนาต่อยอดแหล่งเรียนรู้ให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต จึงร่วมมือกับอีก 26 องค์กรพันธมิตรขับเคลื่อนความรู้สู่สังคมไทย สนับสนุนและพัฒนาบริการองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆรวมทั้งในศูนย์กลางการเรียนรู้ออนไลน์ของประเทศ ภายใต้ชื่อ okmd Knowledge Portal เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ออนไลน์จากทั่วประเทศ ประกอบด้วยข้อมูลความรู้และหลักสูตรออนไลน์จำนวนมาก ที่ได้รับการบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นมืออาชีพ โดยมีการจัดหมวดหมู่ความรู้ที่ชัดเจน มีการพัฒนาเนื้อหาให้ง่ายต่อความเข้าใจ และสามารถนำไปใช้ได้ทันที มีรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัยและหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นการพัฒนาศักยภาพให้คนไทยสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ตลอดจนนำเอาความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตนเองและการประกอบอาชีพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ดร.ทวารัฐ กล่าวต่อว่า OKMD Knowledge Portal มีจุดเด่นที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์อื่นๆ คือ นอกจากจะเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ทั่วประเทศแล้ว ยังเน้นเรื่องกระบวนการจัดการความรู้ โดยจะมีทีมงานที่เป็น Curator ทำหน้าที่รวบรวม แบ่งหมวดหมู่ คัดสรร ประมวลความรู้องค์ความรู้ในด้านต่างๆ และสื่อการเรียนรู้ที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมของของโครงการเอง และองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงมาจากแหล่งเรียนรู้เครือข่ายเพื่อบริหารจัดการเนื้อหาหรือองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ และชุดความรู้ หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ในรูปแบบต่างๆที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย จุดเด่นประการที่สองคือ KP ยังมี กระบวนการสร้าง Knowledge demand เพื่อกระตุ้นความอยากเรียนรู้ สร้างความสนใจใฝ่รู้ให้เกิดกับประชาชน ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้การถ่ายทอดความรู้เป็นไปอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

“ผลสำเร็จของการดำเนินงานตลอดระยะเวลากว่า 19 ปีที่ผ่านมา เป็นความภาคภูมิใจขององค์กรของเราที่มีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยวันนี้ โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ okmd มุ่งมั่นที่จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้ในสังคมไทยเข้าด้วยกัน สร้าง Thailand Knowledge Landscape ที่เติบโตขึ้น ให้สังคมไทยสามารถก้าวสู่การเป็น “สังคมอุดมปัญญา” หรือ “Knowledge Society” พร้อมแปลงเปลี่ยนความรู้ให้เป็นโอกาส หรือ “Knowledge is Opportunity” ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ที่ไร้พรมแดน” ดร.ทวารัฐ กล่าวสรุป

อร่อยเกินบรรยายกับความละมุนสุดเพอร์เฟกต์ Krispy Kreme x Lotus Biscoff

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756488

อร่อยเกินบรรยายกับความละมุนสุดเพอร์เฟกต์ Krispy Kreme x Lotus Biscoff

อร่อยเกินบรรยายกับความละมุนสุดเพอร์เฟกต์ Krispy Kreme x Lotus Biscoff

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.45 น.

คริสปี้ ครีม (Krispy Kreme) โดนัทสูตรลิขสิทธิ์อันดับ 1 ที่ครองใจคนทั่วโลก ยกขบวนความอร่อยรสละมุนของ “คริสปี้ ครีม x โลตัส บิสคอฟ โดนัท” (Krispy Kreme x Lotus Biscoff Doughnuts) การจับคู่คอลแลปส์ความต่าง แต่ลงตัวระหว่างโดนัทเนื้อนุ่มขวัญใจคริสปี้ ครีมเลิฟเวอร์ กับความหอม อร่อยของขนมบิสกิต โลตัส บิสคอฟ ให้ลิ้มลองกันถึง 3 สไตล์ เริ่มที่ “บิสคอฟ คุกกี้ บัตเตอร์ ไอซ์” (Biscoff Cookie Butter Iced) ความนุ่มของโดนัทที่เคลือบด้วยบิฟคอฟ สเปรด เนื้อเนียน แค่เห็นก็อดใจไม่ไหว ตามด้วย “บิสคอฟ คุกกี้ บัตเตอร์ครีม ฟิลด์” (Biscoff Cookie Butter Kreme Filled) จัดเต็มเอาใจแฟนคลับบิสคอฟให้ฟินแบบสุดๆ กับโดนัทสอดไส้บิสคอฟครีม รสกลมกล่อมแบบเน้นๆ เคลือบบิสคอฟ สเปรด พร้อมตกแต่งด้วยครัมเบิ้ลและดาร์คช็อกโกแลต ปิดท้ายขบวนกับ “บิสคอฟ คุกกี้ บัตเตอร์ ชีสเค้ก” (Biscoff Cookie Butter Cheesecake) ดับเบิ้ลความละมุนของทั้งบิสคอฟ สเปรดที่เคลือบด้านบนกับครีมชีส พร้อมโรยบิสคอฟครัมเบิ้ล เพิ่มความกรุบกรอบให้เคี้ยวเพลินจนหยุดไม่ได้!!

อร่อยกรุบกรอบพร้อมหอมละมุนเกินต้านกับ “คริสปี้ ครีม x โลตัส บิสคอฟ โดนัท” (Krispy Kreme x Lotus Biscoff Doughnuts) ในราคาเพียงชิ้นละ 35 บาท หรือจะซื้อแบบเซ็ตที่มาพร้อมกล่องลายลิมิเต็ด ทั้งแบบแพ็ก 3 ในราคา 105 บาท (บิสคอฟ โดนัท 3 ชิ้น) หรือจัดเต็มกับแบบเซ็ต ในราคาเพียง 296 บาท (ออริจินัล เกลซ 6 ชิ้น, แอสซอร์ทเตท 3 ชิ้น และบิสคอฟ โดนัท 3 ชิ้น) ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน – 15 ตุลาคม 2566 ณ ร้านคริสปี้ ครีม กว่า 50 สาขา ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (ราคาดังกล่าว ยกเว้น สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง) หรือสั่งผ่านแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวของ คริสปี้ ครีม โดนัท สุดโปรดของคุณได้ที่ http://www.krispykreme.co.th หรือ http://www.facebook.com/krispykremethailandfanpage

‘ศุภมาส’ ปฏิบัติภารกิจแรกรับองคมนตรีผู้แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มรภ.เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756484

‘ศุภมาส’ ปฏิบัติภารกิจแรกรับองคมนตรีผู้แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มรภ.เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

‘ศุภมาส’ ปฏิบัติภารกิจแรกรับองคมนตรีผู้แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มรภ.เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.35 น.

13 กันยายน 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในการรับนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจําปีการศึกษา 2563-2564 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ 13-14 กันยายน 2566 ซึ่งเป็นภารกิจแรกอย่างเป็นทางการในฐานะรัฐมนตรี อว. หลังรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว

โดยในวันนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2563-2564 เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ระดับปริญญาตรี จำนวน 1,288 คน ระดับปริญญาโท 72 คน และระดับปริญญาเอก 45 คน รวมทั้งสิ้น 1,405 คน

“มหาวิทยาลัยราชภัฏถือเป็นสถาบันการศึกษาที่สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถให้กับประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ตนในฐานะ รมว.อว. ตระหนักถึงความสำคัญของมหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาท้องถิ่น ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติและสังคมไทยต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว

-(016)

River City Bangkok จัดงานประกาศผลรางวัล ‘Italthai Portrait Prize 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756442

River City Bangkok จัดงานประกาศผลรางวัล ‘Italthai Portrait Prize 2023’

River City Bangkok จัดงานประกาศผลรางวัล ‘Italthai Portrait Prize 2023’

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.04 น.

คุณลินดา เชง กรรมการผู้จัดการ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ผู้ปลุกความคูลของอาคารริมน้ำ River City Bangkok ร่วมกับ กลุ่มอิตัลไทย ผู้สนับสนุน จัดงานประกาศผลรางวัล “Italthai Portrait Prize 2023” การประกวดวาดภาพพอร์ตเทรตระดับนานาชาติประจำปี 2566 ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566 นี้ที่ River City Bangkok หลังเปิดเวทีให้ศิลปินรุ่นใหม่ ผู้หลงรักในศิลปะได้เฉิดฉาย โชว์ฝีมือรังสรรค์ผลงานที่เป็นตัวเอง ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 3 หลังจากปีที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับจากศิลปินและคนรักศิลปะอย่างล้นหลาม ซึ่งในปีนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 300 ผลงาน งานนี้ผู้บริหารคนเก่งอย่าง คุณลินดา เชง เตรียมพร้อมผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้าสู่วงการศิลปะระดับประเทศและนานาชาติอย่างเต็มที่

รพ.จางฮั่วคริสเตียน เปิดเวที ‘การดูแลสุขภาพอัจฉริยะไต้หวัน-ไทย ประจำปี 2566’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756440

รพ.จางฮั่วคริสเตียน เปิดเวที 'การดูแลสุขภาพอัจฉริยะไต้หวัน-ไทย ประจำปี 2566'

รพ.จางฮั่วคริสเตียน เปิดเวที ‘การดูแลสุขภาพอัจฉริยะไต้หวัน-ไทย ประจำปี 2566’

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.00 น.

ปัจจุบันการประยุกต์ใช้ AI ผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อการแพทย์แม่นยำ และเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมถือเป็นเทรนด์การรักษาในทั่วโลก โดยประเทศไทยได้มุ่งมั่นผลักดันการแพทย์อัจฉริยะอย่างเต็มที่ และมีศักยภาพทางการตลาดอย่างยิ่ง ด้วยไต้หวันมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับการแพทย์อัจฉริยะ โรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียนจึงได้จัด “งานประชุมการดูแลสุขภาพอัจฉริยะไต้หวัน-ไทย ประจำปี 2566” (2023 Taiwan-Thailand Smart Healthcare Conference) ขึ้นที่กรุงเทพ ฯ ในวันที่ 11 กันยายน 2566 เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การประยุกต์ใช้ AI ผสมผสานเทคโนโลยีการรักษา โดยนอกจากการบรรยายหัวข้อต่าง ๆ แล้ว ภายในงานยังมีบริษัทผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะจากไต้หวันเข้าร่วมด้วยทั้งหมด 20 ราย งานสัมมนาในครั้งนี้มีบุคลากรทางการแพทย์ของไทยเข้าร่วมมากกว่า 200 ท่าน อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมการแพทย์แม่นยำและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมให้กับผู้ประกอบการไต้หวันอีกด้วย

งานสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.นีน่า เกาเสี่ยวหลิง (Nina Kao) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์ภารกิจทางการแพทย์ต่างประเทศ โรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียน, คุณเซียซิ่วเม่ย (Hsueh Hsiu-Mei) รองผู้แทนประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย, คุณอัมราภัสร์ อรรถชัยวัจน์ ผู้อำนวยการกองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, คุณอู๋หลิงหยิง (Ling-Ying Wu) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศมาเลเซีย กล่าวเปิดงานและทักทายผู้เข้าร่วมงาน  ถัดจากนั้นได้เชิญ นายแพทย์กู่เทียนสง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนา AI ของโรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียนมาแนะนำการพัฒนาโมเดล AI ของโรงพยาบาล และการนำ AI มาใช้ดูแลทางคลินิกและพยากรณ์โรค และได้เชิญ นายแพทย์หวงกั๋วหยาง จากแผนกศัลยกรรมทรวงอก มาบรรยายเกี่ยวกับการใช้ AI คำนวณเวลาถอดท่อที่ดีที่สุดผ่านเคสการใช้งานจริง โดยหวังว่าในอนาคตจะสามารถแบ่งปันเทคโนโลยีนี้ให้ประเทศไทยใช้รักษาผู้ป่วยโรคร้ายแรงได้มากยิ่งขึ้น

งานสัมมนามุ่งเน้นไปที่หัวข้อ “แนวโน้มและการประยุกต์ใช้ AI เพื่อการแพทย์แม่นยำและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม” ด้วย AI และ Big Data ทำให้สามารถช่วยยกระดับคุณภาพการรักษาได้เป็นอย่างดี ภายในงาน นอกจากตัวแทนจากโรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียนแล้ว ยังได้เชิญ ดร.พสุ สิริสาลี นักวิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. มาบรรยายเกี่ยวกับนโยบาย BCG ของประเทศไทย และการประยุกต์เทคโนโลยีในระบบการแพทย์

นอกจากนี้ โรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียนยังได้พาบริษัทชั้นนำด้านการแพทย์อัจฉริยะ การแพทย์แม่นยำ และเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมจากไต้หวันมาร่วมงานด้วย ได้แก่ imedtac, TCI GENE INC, LongGood, Pharmi GENE, AmCad BioMed, eped, V5 Technologies, HIWIN, Neurobit, 3D Global Biotech, Inventec, Biomedica, FUJUN, Wellell, ACCUiN BioTech, EpiSonica, NanoRay, Smart Surgery, Chunghwa Telecom และ ASUS ทั้งหมด 20 บริษัทมาแบ่งปันประสบการณ์การใช้เทคโนโลยี AI ในการแพทย์แม่นยำ พร้อมสาธิตการใช้งานภายในงาน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี 5G, การสร้างภาพแบบ 3 มิติ,  การใช้ AI คัดกรองโรคกระดูกพรุน, การตรวจหามะเร็งปอด, การตรวจพันธุกรรมและเซลล์บำบัด, แพลตฟอร์มวิเคราะห์ภาพถ่าย, โซลูชั่นการแพทย์ทางไกล, หอผู้ป่วยอัจฉริยะ ฯลฯ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงแบ่งปันความรู้ระหว่างไทยและไต้หวันร่วมกัน 

-(016)

อบต.ดอนแก้ว ผุดไอเดีย ‘บุฟเฟ่ต์ขยะ’ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756401

อบต.ดอนแก้ว ผุดไอเดีย ‘บุฟเฟ่ต์ขยะ’ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน

อบต.ดอนแก้ว ผุดไอเดีย ‘บุฟเฟ่ต์ขยะ’ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.39 น.

นายพิทยา ปราโมทย์วรพันธุ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า แนวนโยบายภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565 – 2570) แนวคิดการบริหารจัดการขยะ “ขยะ” ต้องไม่ใช่ “ขยะ” แต่“ขยะ” คือ “ทรัพยากร” ที่ต้องหมุนเวียนนำกลับมาใช้ประโยชน์มากที่สุด เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการลดการเกิดของเสียให้น้อยที่สุด เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นายพิทยา กล่าวว่า คพ.ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมอนามัย ได้คัดเลือก อบต.ดอนแก้ว ซึ่งเป็น 1 ใน 4 พื้นที่ เป็นพื้นที่นำร่องในการดำเนินงานตาม “ข้อเสนอรูปแบบการคัดแยกและเก็บขนขยะมูลฝอยแบบแยกประเภท” จุดเด่นในการจัดการขยะมูลฝอยของ อบต.ดอนแก้ว คือการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ขยะเปียก ขยะแห้งทั่วไป (ขยะทั่วไป) ขยะแห้งที่ใช้ประโยชน์ได้ (ขยะรีไซเคิล) และขยะอันตราย โดย อบต. ไม่มีการแจกและตั้งถังขยะในชุมชน 

อบต.ดอนแก้ว สนับสนุนให้ประชาชนดำเนินการจัดการขยะด้วยตนเอง โดยใช้ระบบการเก็บค่าธรรมเนียมขยะที่แตกต่างกัน 4 ราคาในรูปแบบ “บุฟเฟ่ต์ขยะ” โดยถ้าจัดการเองได้มาก ค่าขยะจะถูกลง ดังนี้ 1) ครัวเรือนคัดแยกขยะ ทำปุ๋ยหมักเอง นำขยะแห้งมาวางจุดรวบรวมเอง ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 2) ครัวเรือนคัดแยกขยะ ทำปุ๋ยหมักเอง ให้อาสามาเก็บขยะแห้งที่บ้าน เสียค่าธรรมเนียม 50 บาท/เดือน 3)ครัวเรือนคัดแยกขยะ นำขยะแห้งมาวางจุดรวบรวมเอง ให้อาสามาเก็บขยะเปียกที่บ้าน เสียค่าธรรมเนียม 70 บาท/เดือน และ4) ครัวเรือนคัดแยกขยะ ให้อาสามาเก็บขยะแห้งและขยะเปียกที่บ้าน เสียค่าธรรมเนียม 90 บาท/เดือน ด้วยเหตุนี้ อบต.ดอนแก้ว จึงถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งในสี่พื้นที่นำร่องในการดำเนินงานตาม “ข้อเสนอรูปแบบการคัดแยกและเก็บขนขยะมูลฝอยแบบแยกประเภท” ที่ คพ. จัดทำร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมอนามัย

อบต.ดอนแก้ว ได้สร้างทีมงานจิตอาสาและทีมงานจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน โดยให้มี “คณะทำงานจัดการขยะในชุมชน” และ “อาสาสมัครจัดเก็บขยะ” เพื่อช่วยการจัดการขยะและสร้างรายได้ให้กับผู้มีส่วนร่วมในการจัดการขยะในชุมชน ด้วยเหตุนี้ อบต.ดอนแก้ว จึงถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งในสี่พื้นที่นำร่องในการดำเนินงานตาม “ข้อเสนอรูปแบบการคัดแยกและเก็บขนขยะมูลฝอยแบบแยกประเภท” ที่ คพ. จัดทำร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมอนามัย นายพิทยา กล่าว

-(016)

คพ.เร่งฟื้นชีวิตคลองแม่ข่า ยกระดับเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวสร้างเศรษฐกิจแห่งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/756383

คพ.เร่งฟื้นชีวิตคลองแม่ข่า ยกระดับเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวสร้างเศรษฐกิจแห่งใหม่

คพ.เร่งฟื้นชีวิตคลองแม่ข่า ยกระดับเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวสร้างเศรษฐกิจแห่งใหม่

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.53 น.

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำเสียคลองแม่ข่า เผย 4 แนวทางสำคัญ  เกิดผลตามมา สร้างการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างเศรษฐกิจใหม่ของ จ.เชียงใหม่

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดให้มีการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ความสำเร็จการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายพิทยา ปราโมทย์วรพันธุ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธาน โดยมีเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่าง ๆ และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมพลอยไพลิน โรงแรมกรีน เลค รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ ภายหลังการเสวนา รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำคลองแม่ข่า โดยได้เดินทางไปยังคลองแม่ข่า ช่วงต้นน้ำ-สวนสาธารณะ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม และสะพานแม่ข่าระแกง ต.ช้างคลาน เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำคลองแม่ข่า ช่วงปลายน้ำ

นายพิทยา ปราโมทย์วรพันธุ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแม่ข่าหรือน้ำแม่ข่า ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน ในปี 2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ หารือเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำคลองแม่ข่าอย่างจริงจัง ต่อมาจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดทำแผนแม่บทคลองแม่ข่า (พ.ศ. 2561- 2565) ภายใต้วิสัยทัศน์ “คลองสวย น้ำใส ไหลดี ชุมชนมีสุข” เพื่อให้แต่ละหน่วยงานใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ

รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวอีกว่า คลองแม่ข่า เป็นคลองธรรมชาติที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์คู่เมืองเชียงใหม่ มีความยาวทั้งสิ้น 30 กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอแม่ริม อำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอหางดง ไหลลงสู่แม่น้ำปิง กรมควบคุมมลพิษได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำมาตั้งแต่ปี 2558 พบว่าคุณภาพน้ำในช่วงต้นน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ แต่เมื่อไหลผ่านชุมชนเมือง จะมีคุณภาพเสื่อมโทรมลง จึงร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ แก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ประกอบด้วย 4 แนวทาง  คือ หนึ่ง การจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน โดยปรับเปลี่ยนการเปิด-ปิด ประตูผันน้ำจากคลองแม่ข่าสู่แม่น้ำปิงให้เหมาะสม เพื่อให้น้ำจากต้นน้ำไหลสู่คลองแม่ข่ามากขึ้น สอง การจัดการระบบรวบรวมน้ำเสียชุมชน การปรับปรุงซ่อมแซมระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครเชียงใหม่ เช่น การปรับเปลี่ยนการสูบน้ำเสีย จากระบบการตั้งเวลาสูบเป็นระบบลูกลอย และปรับปรุงระดับคันกั้นของอาคารผันน้ำให้สูงขึ้น รวมทั้งทำรางระบายน้ำเสียจากตลาดสดเทศบาลลงสู่ท่อรวบรวมน้ำเสียหลัก เพื่อไม่ให้มีน้ำเสียไหลลงสู่คลอง สาม ท่อดักน้ำเสียและภูมิทัศน์บริเวณแนวคลองแม่ข่า การปรับปรุงซ่อมแซมระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครเชียงใหม่ และก่อสร้างท่อดักน้ำเสียริมคลองแม่ข่า ตำบลช้างคลาน ภายใต้โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลัก ป้องกันไม่ให้น้ำเสียจากชุมชนไหลลงคลองแม่ข่า และสี่ การสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งเสริมให้ความรู้การจัดการน้ำเสีย และการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนของชุมชนริมคลองแม่ข่า

รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงผลสำเร็จว่า ด้วยการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ และความร่วมมือของประชาชน จากที่เคยเป็นคลองน้ำเสีย ปัจจุบันคลองแม่ข่าบางช่วงได้เปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น พื้นที่ระหว่างสะพานระแกงถึงชุมชนฟ้าใหม่ ประตูก้อม ระยะทาง 775 เมตร เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ปรับภูมิทัศน์ระยะที่ 1 ได้สวยงาม จนได้รับสมญาใหม่ว่าเป็น ‘คลองโอตารุ’ ของจังหวัดเชียงใหม่  และที่บริเวณบ้านพระนอน และบ้านป่ารวก พื้นที่ อบต.ดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ได้ปรับปรุงและพัฒนาสองฝั่งคลอง ระยะทาง 500 เมตร ให้เป็นสวนสวย และทางเดินสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย โดยนำโมเดลการพัฒนาคลองน้ำเสื่อมโทรมให้กลายเป็นคลองน้ำใส เช่น คลองชองกเยชอน ในเกาหลีใต้ มาเป็นต้นแบบ เพื่อสร้างเป็นพื้นที่แบ่งปันสำหรับคนเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมรีโนเวทบ้านเรือนของตัวเอง เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ โดยบางหลังเปลี่ยนเป็นร้านค้า ร้านอาหาร สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ อีกช่องทางหนึ่ง คลองแม่ข่านี้ ยังมีความหวัง และไม่ใช่แค่กลับมาเป็นแหล่งน้ำใส แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในพื้นที่ และภาพความสวยงามเช่นนี้จะยังคงยั่งยืนอยู่ได้ ถ้าหากเราทุกคนช่วยกัน” รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าว

-(016)