ครบ 1 ปี เว็บไซต์ CaregiverThai.com แหล่งข้อมูลดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800882

ครบ 1 ปี เว็บไซต์ CaregiverThai.com แหล่งข้อมูลดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม

ครบ 1 ปี เว็บไซต์ CaregiverThai.com แหล่งข้อมูลดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นับตั้งแต่การเปิดตัวเว็บไซต์ CaregiverThai.com โดยสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเคียงข้างผู้ดูแลให้ความรู้และพลังใจในการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม ในปี 2565 ปัจจุบันมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้งานกว่า 85,000 วิวในปีที่ผ่านมา และจากการศึกษาพบสถิติการเข้าใช้งาน ผู้ดูแลติดตามเนื้อหามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ผลข้างเคียงการใช้ยารักษาสมองเสื่อม สารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการ และแบบประเมินความเครียดของผู้ดูแล เว็บไซต์ CaregiverThai.com พร้อมรับฟังความต้องการจากผู้ดูแล ที่แบบสอบถามหน้าเว็บไซต์ในหมวดบทความเด่น-ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือ https://forms.gle/8vnWBvHpLs5p2hvUA เพื่อให้ทีมงานพัฒนาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และตรงความต้องการของผู้ดูแลมากที่สุด อยู่เคียงข้างผู้ดูแลให้ความรู้และพลังใจในการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมต่อไป

ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2565 โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมในประเทศไทยปี 2565 สูงถึง 7.7 แสนคน เป็น ชาย 2.5 แสนคน และหญิง 5.1 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มี 6.8 แสนคนทั้งนี้ ยังไม่รวมจำนวนผู้มีภาวะสมองเสื่อมที่อายุไม่ถึง 60 ปี เมื่อเห็นแนวโน้มว่าประเทศไทยอาจจะมีการเพิ่มจำนวนของผู้มีภาวะสมองเสื่อมมากขึ้นเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสมบูรณ์ ดังนั้น การสร้างความเข้าใจและองค์ความรู้ในการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมให้กับญาติและคนที่ใกล้ชิด เพื่อการดูแลอย่างถูกสุขลักษณะ และสร้างความสุขกายสบายใจของทั้งผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อมจึงมีความจำเป็น ในขณะเดียวกัน การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจจะช่วยสร้างชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม (Dementia Friendly Community) ได้”

โดยหลังจากที่เว็บไซต์ Caregiver Thai.com พลังใจสู้สมองเสื่อม เปิดใช้งานในช่วงปลายปี 2565 มีผู้ใช้งานเข้ามามากกว่า 85,000 วิวในปีที่ผ่านมา เราพบว่ามีสถิติที่น่าสนใจ คือ เนื้อหาที่คนเข้าอ่านมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลข้างเคียงการใช้ยารักษาสมองเสื่อม สารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการ และแบบประเมินความเครียดของผู้ดูแล ทำให้เรารู้ว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่ยังเป็นมือใหม่ ต้องการข้อมูลเพื่อดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม และการปรับตัวปรับใจในการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล

ผศ.พญ.สิรินทร กล่าวต่อว่า “ในส่วนของแบบประเมินทดสอบความเครียด ในปี 2566 พบว่า ระดับของความเครียดผู้ดูแลสูงกว่าปกติมากถึง 48% จากจำนวนของผู้ดูแลที่เข้ามาทำแบบประเมิน โดยปัญหาที่เจอเป็นประจำ ได้แก่ รู้สึกไม่มีความสุขและเศร้าหมอง รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ ซึ่งเกิดได้จากการที่ต้องทำหน้าที่ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้ในการจัดการการดูแล ก่อให้เกิดความกังวล เพราะต้องจัดการการดูแลไปตามความคิดของตนเอง ซึ่งไม่ทราบว่าเหมาะสมหรือไม่ หลายครอบครัวไม่มีคนช่วย และไม่มีเครือข่าย หรือเพื่อนฝูงที่มีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกันที่จะช่วยคิด ช่วยทำ ทำให้เกิดความเครียดและไม่รู้ว่าจะรับมือกับความเครียดเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม

ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้เหล่านี้สามารถบรรเทาได้ หากผู้ดูแลเข้าถึงแหล่งข้อมูล และเครือข่ายของผู้ดูแลที่เข้มแข็ง ช่วยให้ความรู้ คำแนะนำ และเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้กันตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Caregiverthai.com ที่มีปณิธานในการจัดทำเว็บไซต์ เพื่อผู้ดูแลผู้มีภาวะ
สมองเสื่อมโดยเฉพาะ เมื่อผู้ดูแลมีความสุข สามารถจัดการปัญหาที่ผ่านเข้ามาอย่างมืออาชีพ จะทำให้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมได้ดี มีคุณภาพชีวิตทั้งสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”

ตลอดปีที่ผ่านมา ทีมงานได้พัฒนา ปรับปรุง เพิ่มเติม ทั้งส่วนเนื้อหา และวิธีการนำเสนอที่หลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลเข้าถึงข้อมูล และนำไปใช้ได้โดยง่าย อาทิ

1. เพิ่มคลิปวีดีโอใน YouTube CaregiverThai Channel เป็นการถ่ายทำวีดีโอภาคปฏิบัติ ทีละขั้นตอน ให้ผู้ดูแลติดตามได้ในแต่ละหมวด ดังนี้

– เข้าใจภาวะสมองเสื่อม เช่น ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมและการป้องกัน แนวทางการรักษาภาวะสมองเสื่อม เป็นต้น

– รอบรู้เรื่องการดูแล เช่น การทำแผลท่อเจาะคอ การดูแลผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน เป็นต้น

– วันวาน ณ ปัจจุบัน รวมเรื่องเล่าแบ่งปันประสบการณ์ของผู้ดูแลจากหลากหลายครอบครัว

2. เพิ่มหมวดเนื้อหา “เตรียมตัวสู่สูงวัย” สำหรับผู้ดูแลที่ดูแลผู้ป่วยมานานเริ่มจะเข้าสู่วัยสูงอายุให้รู้เท่า รู้ทัน รายการ และวิธีการที่ต้องเตรียมดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแกร่งพร้อมรับทุกสถาณการณ์

3. ติดตั้ง “ปุ่มอ่านให้ฟัง” เพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ดูแลที่ไม่มีเวลาอ่านจากหน้าเว็บไซต์ สามารถเปิดฟังในขณะที่ทำอย่างอื่นไปพร้อมกันได้ เริ่มจากเนื้อหาใน “วันวาน ณ ปัจจุบัน” ก่อน

ผศ.พญ.สิรินทร กล่าวสรุป “เรายังคงพัฒนาเว็บไซต์ CaregiveThai.com ให้เป็นช่องทางเข้าถึงความรู้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมสูงวัย และแชร์ประสบการณ์ เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ร้อนในใจ โดยขอเชิญชวนผู้ดูแลทุกท่านร่วมกันทำแบบสอบถาม ว่ายังขาดเหลืออะไรอีกบ้างไหม หรือตรงไหนที่ยังสามารถพัฒนาได้อีก บอกข้อมูลแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือของพื้นที่ที่คุณมีอยู่เพื่อแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้เว็บไซต์ตรงความต้องการมากที่สุด เป็นประโยชน์มากที่สุด”

จึงขอเชิญชวนผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม ร่วมกันทำแบบสอบถามเพื่อบอกความต้องการที่แบบสอบถามหน้าเว็บไซต์ในหมวดข่าวประชาสัมพันธ์ หรือ https://forms.gle/8vnWBvHpLs5p2hvUA

เปิดประสบการณ์ใหม่ของดนตรีไทยในนิทรรศการ Ha -THAI Tunes ตื่นตาตรึงใจ Interactive Art Exhibition และโชว์จากวงดนตรีไทยประยุกต์ร่วมสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800846

เปิดประสบการณ์ใหม่ของดนตรีไทยในนิทรรศการ Ha -THAI Tunes  ตื่นตาตรึงใจ Interactive Art Exhibition และโชว์จากวงดนตรีไทยประยุกต์ร่วมสมัย

เปิดประสบการณ์ใหม่ของดนตรีไทยในนิทรรศการ Ha -THAI Tunes ตื่นตาตรึงใจ Interactive Art Exhibition และโชว์จากวงดนตรีไทยประยุกต์ร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เปิดให้ชมฟรี! ตื่นตาตรึงใจกับ Interactive Art Exhibition ในนิทรรศการดนตรี Ha -THAI Tunes ที่จะเปิดประสบการณ์และมุมมองใหม่ๆของดนตรีไทย จัดโดย นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญของดนตรีไทยที่เป็นรากเหง้าของแผ่นดินอันทรงคุณค่า มีการพัฒนาและปรับตัวทันสมัยนิยมได้ตลอดกาล โดยร่วมกับ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เปิดใจและปล่อยจอยในนิทรรศการฯ ซึ่งเริ่มเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้-วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2567 บริเวณ MEETING POINT ชั้น G โซน A

โดยในวันแรกของการเปิดนิทรรศการได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรัญญา เจริญศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นตัวแทนผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมชมงาน โดยมีคณะผู้จัดงานต้อนรับ นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจจากคนไทยที่เป็นกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ครูสอนดนตรี รวมถึงลูกค้าของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าชมนิทรรศการและเพลิดเพลินกับโซนที่เปิดให้ทุกคนได้ลองเล่นดนตรีไทย สัมผัสประสบการณ์ด้วยความประทับใจ

ภายในนิทรรศการ Ha -THAI Tunes จัดเป็นโซนต่างๆ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก 4 ห้องหัวใจที่จะนำผู้เข้าชมทุกท่านได้ร่วมเดินทางสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะเติมเต็มความรู้สึกดีๆ ให้เต็มหัวใจทั้ง 4 ห้องด้วยเสียงดนตรีไทย ผ่านการลองฟัง ลองเล่นลองเต้นและลองคิด ดังนี้ ห้องที่ 1 FINลองฟังและสัมผัสความรู้สึกฟินกับเพลงไทย เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเปิดประตูใจไปพบความสนุกในอีก 3 ห้องถัดไป ห้องที่ 2 FUN ลองเล่นเครื่องดนตรีในรูปแบบที่จะได้รับประสบการณ์ความสนุกกว่าที่เคย ทั้ง Tap Tap Ranod ฉิ่งฉับสับสับ ฆ้องวงตรงไหน ห้องที่ 3 FREE ลองเต้นกับดนตรีไทยมิติใหม่แบบมันส์ บีทของเพลงที่จะเร่งจังหวะหัวใจทุกคนให้ตื้ดเต็มที่ ห้องที่ 4 (Re)FLECT ลองคิดคำนึงถึงโมเมนต์ดีๆจากห้องดนตรีต่างๆ และประทับความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับดนตรีไทยให้ตราตรึงอยู่เต็มหัวใจ นอกจากนี้นิทรรศการ Ha -THAI Tunes ยังเปิดพื้นที่ให้ได้ปล่อยของกันแบบจัดเต็ม อาทิ Showing Space ให้ชาวดนตรีไทยที่มีของได้มีพื้นที่แสดงโชว์ ซึ่งจะได้รับความเพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีจากกลุ่มศิลปินหลากหลายตลอดการจัดงาน Artist Collaboration Zone ศิลปินสายอาร์ตร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในสไตล์ของตนเอง Networking Corner ให้ทุกคนได้พูดคุยแลก เปลี่ยน เพื่อต่อยอดไอเดียจนเกิดภาพมิติต่างๆ ในวงการดนตรีไทย

ไฮไลท์ โชว์สุด Exclusive จากวง The Rube (เดอะ รู๊บ) วงดนตรีไทยประยุกต์ร่วมสมัย (Modern Traditional)ที่มีเพลงยอดฮิตถึง 200 ล้านวิวในเพลง I’M SORRY (สีดา) โดยวง The Rubeมีเอกลักษณ์ในการนำวัฒนธรรมเพลงไทยแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉ่อย เทคนิคการเอื้อน เพลงลูกทุ่งมาผสมผสานเข้าด้วยกันกับดนตรีแนวร็อก อาร์แอนด์บีเป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีวง PETRAband วงเล่า มาร่วมสร้างสีสันของดนตรีไทยในวันแรกของการเปิดนิทรรศการ พร้อมเซอร์ไพรส์โชว์อีกมากมายจากหลายวงดนตรีไทยมากความสามารถที่หมุนเวียนกันมาจัดแสดงทุกวันตลอดการจัดงาน อาทิ วงบุหลันราตรี,วงสำ เนียงอรชร, วงโกสุมพาทยศิลป์, วง VIOLET TEAM, วง New Thitipat,น้องเนสท์ บรรเลงขิม, Auii Punnakrid#ยักษ์สีซอ, วง Prompt Play,วง Prompiphat Junior, วงรางน้ำ,อามระนาดเอกสุดที่รัก และอีกมากมาย

ชูมณี ลงนาม MOU ร่วมกับเรือนจำจังหวัดนนทบุรี มอบโอกาส สร้างอาชีพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้พ้นโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800886

ชูมณี ลงนาม MOU ร่วมกับเรือนจำจังหวัดนนทบุรี  มอบโอกาส สร้างอาชีพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้พ้นโทษ

ชูมณี ลงนาม MOU ร่วมกับเรือนจำจังหวัดนนทบุรี มอบโอกาส สร้างอาชีพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้พ้นโทษ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์

บริษัท ชูมณี จำกัด วิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ร้านสะดวกซัก Otteri wash & dry ร่วมกับเรือนจำจังหวัดนนทบุรี “ลงนามบันทึกความเข้าใจในการพัฒนากลุ่มอาชีพงานบริการซักอบรีดและอาชีพในอุตสาหกรรมการโรงแรมครบวงจร” เพื่อพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้เป็นคนที่มีคุณภาพ สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ผู้ต้องขังมีความรู้และสามารถอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้อย่างปกติสุขภายหลังพ้นโทษ และไม่กระทำผิดซ้ำในอนาคต ณ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม

นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์มีนโยบายอันเป็นเป้าหมายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาระบบเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในรูปแบบทวิภาคี ได้แก่ สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เอกชน เรือนจำ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรีได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายอย่างชูมณี ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษต่อไป

กวิน นิทัศนจารุกุล

นายกวิน นิทัศนจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชูมณี จำกัด กล่าวว่า “ชูมณี” ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมจากการขับเคลื่อนโครงการ มาจากการมองเห็นปัญหาต่างๆ ในสังคม และพยายามนำธุรกิจไปเป็นหนึ่งแนวทางช่วยแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาให้ผ่อนคลายลงได้ไม่มากก็น้อย และการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับเรือนจำจังหวัดนนทบุรีในครั้งนี้ เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมอบโอกาส ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ และช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจให้คนที่เคยทำผิดพลาดอย่างผู้ต้องขัง ให้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ “โอกาสในการทำงาน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด พัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นคนดี

“ประเทศไทย พบปัญหาผู้พ้นโทษกระทำผิดซ้ำสูงมาก เพราะไม่มีการให้พื้นที่ให้โอกาส ในการประกอบอาชีพและเข้าสู่ตลาดแรงงาน ผู้พ้นโทษจำนวนมากไม่มีที่ไป ไม่มีบ้านให้กลับไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม แม้กระทั่งคนในครอบครัว จนต้องกลับสู่วงจรชีวิตเดิม และกระทำผิดซ้ำ จนต้องกลับสู่เรือนจำอีกครั้ง”

ชูมณี ลงนามความร่วมมือกับเรือนจำจังหวัดนนทบุรี สร้างอาชีพให้ผู้พ้นโทษ

สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจในการพัฒนากลุ่มอาชีพงานบริการซักอบรีดและอาชีพในอุตสาหกรรมการโรงแรมครบวงจร
ชูมณี ถือเป็นองค์กรหลักในการช่วยส่งเสริมความรู้ ฝึกอบรมความสามารถในการให้บริการ ซัก อบ รีด ให้แก่ผู้ต้องขัง พร้อมส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกแก่การเรียนรู้ จนเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังได้มีรายได้ตั้งแต่ยังไม่พ้นโทษ จนมีอาชีพ เตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้หลังพ้นโทษ และไม่กระทำผิดซ้ำในอนาคต

นอกจากนี้ ชูมณี ยังร่วมมือกับตั้งต้นดี และภาคีเครือข่ายในการร่วมสนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสใหม่ โดยการจ้างงานผู้พ้นโทษจากเรือนจำ ที่ผ่านการอบรมให้บริการ ซัก อบ รีด เข้าทำงานที่ศูนย์ฝึกอาชีพ ซัก อบ รีด ตั้งต้นดี By ชูมณี ให้สอดคล้องกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ความปลอดภัย ด้านสุขอนามัยและแรงงาน เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้พ้นโทษ ตามที่เห็นสมควรภายใต้การดูแลของตั้งต้นดี ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) Thailand Institute of Justice (TIJ)

สามารถติดตามข่าวสาร และกิจกรรมดีๆ ของ ชูมณี และ Otteri wash & dry ได้ทาง Facebook Page : Chumanee และ Otteri wash & dry

เลือกซื้ออาหารสดอย่างไร ให้ปลอดภัยในฤดูร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800880

เลือกซื้ออาหารสดอย่างไร ให้ปลอดภัยในฤดูร้อน

เลือกซื้ออาหารสดอย่างไร ให้ปลอดภัยในฤดูร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักกำหนดอาหาร เตือนผู้บริโภคระมัดระวังการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์และอาหารทะเลในช่วงฤดูร้อน โดยสังเกตจากลักษณะภายนอก กลิ่น สี เนื้อสัมผัส ย้ำควรซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย มีตราสัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์ ที่สำคัญให้เก็บรักษาในตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสม ป้องกันการเน่าเสีย

ดร.วนะพร ทองโฉม นักสุขศึกษา(นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิในประเทศไทยอาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะแก่การเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย การรับประทานอาหารและเลือกซื้ออาหารจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่สำคัญควรปรุงสุก และรับประทานหลังปรุงเสร็จใหม่

ดร.วนะพร ทองโฉม

สำหรับการเลือกซื้ออาหารสด ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และผักสดชนิดต่างๆ เป็นกลุ่มอาหารที่เน่าเสียได้ง่ายผู้บริโภคต้องพิจารณาจากลักษณะภายนอก เช่น ความสด ความสะอาด กลิ่น สี เนื้อสัมผัส สภาพแวดล้อมของสถานที่จำหน่าย ควบคู่กับการสังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์ หรือฉลากรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย และควรเลือกจากแหล่งจำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานราชการ เช่น “ตลาดสด น่าซื้อ” ของกรมอนามัย “ตลาดนัดน่าซื้อ” หรือร้านอาหาร แผงลอย ที่ได้รับรองมาตรฐานด้วยตราสัญลักษณ์ อาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste)

ขณะเดียวกัน หากซื้อจากรถเร่จำหน่ายอาหารหรือรถพุ่มพวง ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากอาหารในรถเร่อาจมีการจัดเก็บที่ไม่ถูกหลักวิธี โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ซึ่งส่วนมากจะแช่น้ำแข็งในตู้แช่ ซึ่งอุณหภูมิอาจไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรักษาคุณภาพ และความเย็นอาจไม่เพียงพอทั่วถึง เกิดการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรค ทำให้เนื้อสัตว์เน่าเสียได้ ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่บรรจุใส่ถุงพลาสติกไว้ ให้สังเกตหากมีฟองก๊าซในถุงไม่ควรซื้อ และควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือขนมที่มีส่วนผสมของกะทิ เนื่องจากบูดเสียได้ง่ายกว่าอาหารอื่นๆ

“การซื้อเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิที่วางขายเป็นสำคัญ ควรเก็บอยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส กรณีต้องเดินทางเกินกว่า 2 ชั่วโมง ให้ใส่ในภาชนะที่เก็บความเย็นอย่างกระติกหรือถังน้ำแข็ง เมื่อถึงบ้านแนะนำให้ล้างเนื้อสัตว์และเก็บเข้าตู้เย็นในช่องแช่แข็งเพื่อช่วยรักษาเนื้อสัตว์ให้คงความสดได้นานยิ่งขึ้น”

ดร.วนะพร ยังกล่าวถึง หลักในการเลือกเนื้อสัตว์ว่า “เนื้อหมู” ควรมีสีอมชมพูไม่แดงจัด “เป็ดหรือไก่” เนื้อหน้าอกแน่นหนังเป็นมัน บริเวณปีกหรือใต้ปีกไม่มีสีคล้ำไม่มีกลิ่นเหม็น หากเลือกซื้อเนื้อสัตว์ในบรรจุภัณฑ์ ให้สังเกตตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานว่าผ่านเกณฑ์อาหารปลอดภัย ดูวันผลิตและวันหมดอายุ ที่สำคัญหากยังไม่รับประทานทันที ควรใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิดและเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือ ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส ในช่องแช่เย็นหรือแช่แข็งในตู้เย็น และควรแบ่งประเภทของเนื้อสัตว์ เว้นช่องว่างในการแช่เพื่อให้อุณภูมิความเย็นเข้าถึง ช่วยยืดอายุของการเก็บรักษาได้นานยิ่งขึ้น

สำหรับอาหารทะเล เลือกที่สด ไม่มีสีและกลิ่นที่ผิดปกติ โดยสังเกตจากลักษณะภายนอก “ปลา” เลือกที่มีเหงือกสีแดง ไม่เขียวคล้ำ หนังปลาเป็นมันเงา เนื้อแน่น กดไม่บุ๋ม ไม่มีกลิ่นคาว ตาใส ไม่ช้ำเลือดหรือขุ่นเป็นสีเทา “ปู” เลือกปูที่ยังไม่ตาย ตาใส และขาต้องติดตัวปูครบทุกขา “กุ้ง” เลือกเนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นคาวเหม็นคล้ายกลิ่นแอมโมเนีย ครีบและหางต้องเป็นมันสดใส หัวกับตัวยังติดกันแน่น เพราะกุ้งที่ไม่สดหัวจะไม่ติดกับตัว

เมื่อซื้ออาหารทะเลมาแล้วและยังไม่นำมาปรุงกินทันที ควรล้างทำความสะอาดแยกเก็บใส่ตู้เย็นในช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิติดลบ เพื่อชะลอการเน่าเสีย หากแช่ในอุณหภูมิ -1 ถึง 1 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการเก็บจะอยู่ที่ 1-2 วัน และก่อนนำมาปรุงอาหารต้องล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ที่สำคัญเน้นปรุงสุกด้วยความร้อน หลีกเลี่ยงการกินแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เพื่อลดความเสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษ และอุจจาระร่วง

“ไข่ไก่” ควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสในช่องวางไข่ เพื่อป้องกันการกระแทก โดยให้ด้านแหลมลง ด้านป้านขึ้น เนื่องจากบริเวณด้านป้านจะมีฟองอากาศอยู่ด้านใน เมื่อพลิกไข่ขึ้นด้านบน จะทำให้ไข่แดงไม่แตกเร็ว และยังสามารถช่วยยืดอายุไข่ให้เก็บไว้ได้นานขึ้น ไข่ที่ซื้อมาจากตลาดสดที่มีคราบเปรอะให้เช็ดทำความสะอาดก่อนนำเข้าแช่ในตู้เย็น ไม่แนะนำให้ล้างเพราะการล้างจะทำให้สารเคลือบผิวไข่ที่รักษาความสดของไข่หายไป ส่งผลให้แบคทีเรียสามารถเข้าไปในไข่ได้ง่าย เป็นสาเหตุทำให้ไข่เสียเร็วขึ้น หากไข่มีรอยร้าวหรือแตกไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะเชื้อโรคที่เปลือกไข่อาจเข้าไปในไข่ได้ ให้ตอกใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทแล้วแช่ตู้เย็นจะทำให้เก็บได้นานขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้เนื้อสัตว์จำนวนมาก ให้เลือกซื้อจากร้านที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการผลิตจากกรมปศุสัตว์ รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น เลือกจากร้านหรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย และเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส ไม่ควรซื้อมาสต๊อกไว้เป็นจำนวนมากเพราะมีโอกาสที่จะเน่าเสียได้

แบรนด์ซุปไก่ร่วมประชุมวิชาการฯ ส่งมอบองค์ความรู้ เรื่อง ‘คาร์โนซีน’ สารอาหารช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800881

แบรนด์ซุปไก่ร่วมประชุมวิชาการฯ ส่งมอบองค์ความรู้ เรื่อง ‘คาร์โนซีน’ สารอาหารช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง

แบรนด์ซุปไก่ร่วมประชุมวิชาการฯ ส่งมอบองค์ความรู้ เรื่อง ‘คาร์โนซีน’ สารอาหารช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เพราะโภชนาการที่ดีนำมาซึ่งสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงอันเป็นรากฐานสำคัญของมนุษย์ในการต่อยอดและพัฒนาด้านต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้น แบรนด์ซุปไก่สกัด เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีมานานกว่า 180 ปี ภายใต้การผลิตและจัดจำหน่ายของบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งการร่วมสนับสนุนงานประชุมเชิงวิชาการที่มุ่งมอบองค์ความรู้ด้านการรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมสนับสนุนและจัดตั้งบูธเพื่อให้ความรู้และแนะนำสินค้าภายใต้งานวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 17 เรื่อง “โภชนาการเพื่อความเสมอภาคและยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งมอบองค์ความรู้ด้านโภชนาการใหม่ๆ นำเสนองานวิจัยด้านโภชนาการ และยกระดับการส่งเสริมสุขภาพของคนไทยให้แก่นักวิชาการ นักกำหนดอาหาร แพทย์ พยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสุขภาพในประเทศไทย โดยภายในงาน ดร.ฮิโรชิ วาตานาเบ (Mr. Hiroshi Watanabe, Ph.D.) Senior Research Director Suntory Beverage & Food Asia Pacific ได้เข้าร่วมบรรยายเรื่อง “คาร์โนซีนกับการเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง” พร้อมจัดตั้งบูธของบริษัทฯ เพื่อให้ความรู้เรื่องคาร์โนซีน และสมุนไพรอื่นๆ ที่มีส่วนผสมในผลิตภัณฑ์แบรนด์ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกว่า 800 คน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เมื่อเร็วๆ นี้

ดร.ฮิโรชิ วาตานาเบ

ดร.ฮิโรชิ วาตานาเบ Senior Research Director Suntory Beverage & Food Asia Pacific กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมการปกครอง ในเดือนกันยายนปี 2566 ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวน 13,043,793 คน หรือคิดเป็น 19.74% ของประชากรทั้งประเทศ 66,061,517 คน ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ โดยประชากรกลุ่มผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และภาวะทุพพลภาพต่างๆ

ปัญหาหนึ่งของสังคมสูงวัย คือการลดลงของสัดส่วนจำนวนประชากรวัยทำงานที่รองรับผู้สูงอายุหนึ่งคน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการของผู้สูงอายุที่ประชากรวัยทำงานต้องแบกรับนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไมได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้ประชากรเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ และการยืดอายุขัยของประชากรพร้อมสุขภาพที่ดี จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมในอนาคต บริษัท ซันโทรี่เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด จึงให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมเพื่อช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้แข็งแรง ส่งเสริมความรอบรู้ด้านโภชนาการที่ดี ปลูกฝังพฤติกรรมเรื่องการบริโภคที่เหมาะสมในทุกช่วงวัย เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน

ผลการวิจัยจำนวนมากระบุว่า “คาร์โนซีน” (Carnosine) ซึ่งเป็นไดเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนสองชนิดมารวมกัน มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผล การตัดสินใจ ความคิด กระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท เพิ่มสมาธิและการจดจ่อ รวมถึงชะลอความเหนื่อยล้าของสมองและช่วยลดความกังวล แม้ร่างกายจะสามารถสร้างคาร์โนซีนได้เอง แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการสร้างคาร์โนซีนอาจลดน้อยลง นอกจากนี้ ร่างกายสามารถรับคาร์โนซีนจากการบริโภคเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ เนื้อวัว เนื้อหมูเนื้อปลา ไข่ เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถพบคาร์โนซีนในพืช

นอกจากการรับประทานอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพของสมองแล้ว เรายังควรดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการรับประทานอาหารในกลุ่มโภชนาการหลักให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และนอนหลับอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งทำจิตใจให้แจ่มใส เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีลดโอกาสของความเจ็บป่วยและชะลอความเสื่อมของร่างกายได้อย่างยืนยาว

ยูโอบี ประเทศไทย เปิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็กพิการทางสายตา ปลูกฝังเรื่องการ ‘ให้’ ผ่าน ‘UOB Please Touch ศิลปะสัมผัสได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800887

ยูโอบี ประเทศไทย เปิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็กพิการทางสายตา  ปลูกฝังเรื่องการ ‘ให้’ ผ่าน ‘UOB Please Touch ศิลปะสัมผัสได้’

ยูโอบี ประเทศไทย เปิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็กพิการทางสายตา ปลูกฝังเรื่องการ ‘ให้’ ผ่าน ‘UOB Please Touch ศิลปะสัมผัสได้’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ธรรัตน โอฬารหาญกิจ

เพราะเล็งเห็นถึงพลังแห่งศิลปะที่ไร้ขีดจำกัด ยูโอบี ประเทศไทย ในฐานะผู้สนับสนุนวงการศิลปะ ร่วมส่งเสริมศักยภาพด้านศิลปะและสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคมได้เข้าถึงศิลปะ แม้แต่ผู้พิการทางสายตา ผ่านโครงการ “UOB Please Touch ศิลปะสัมผัสได้” ต่อเนื่องเป็นเวลา ٩ ปี โดยมีอาสาสมัครจากธนาคารยูโอบีทำหน้าที่เสมือน “ดวงตา” คอยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้พิการทางสายตาในกระบวนการทำงานศิลปะร่วมกัน เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านศิลปะและสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคมได้เข้าถึงศิลปะ

นางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ยูโอบีมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมงานศิลปะ เราต้องการเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงความงดงามของศิลปะ ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดทางร่างกายมากน้อยเพียงใด นี่คือเจตนารมณ์หลักที่อยู่เบื้องหลังโครงการ UOB Please Touch ศิลปะสัมผัสได้ของเรา เพราะศิลปะไม่เพียงช่วยขยายจินตนาการและปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ในตัวทุกคน รวมถึงผู้พิการทางสายตาด้วย หากยังช่วยให้พวกเขาได้ค้นพบคุณค่าและศักยภาพในตัวเอง ทำให้พวกเขารู้ว่าถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางประการ แต่พวกเขาก็สามารถมอบสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่นได้เช่นกัน ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะนี้”

ด.ญ.มีนญาดา (น้องมีน)

ในปี 2556 โครงการ UOB Please Touch ได้จัดกิจกรรมวาดลวดลายบนรองเท้าผ้าใบเพื่อส่งมอบความสุขให้กับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 “ก้าว” แห่งรอยยิ้มนี้เริ่มต้นจากการมอบชุดอุปกรณ์ศิลปะ “UOB Please Touch Art Kit” ให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศ 11 แห่ง เปิดโอกาสให้นักเรียนผู้พิการทางสายตาได้ร่วมเป็นศิลปินตัวน้อยโดยใช้จินตนาการอันไร้ขีดจำกัด ออกแบบลวดลายบนรองเท้าผ้าใบนักเรียนจำนวน 1 ข้าง ขณะที่อาสาสมัครของธนาคารยูโอบีจะออกแบบและวาดลวดลายอีก ١ ข้าง ให้เข้ากัน เกิดเป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ก่อนจะส่งมอบให้น้องๆ ใน 4 โรงเรียนที่ห่างไกลในจังหวัดเชียงใหม่

อาสาสมัครจากธนาคารยูโอบี ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ โดยในปีนี้มีจำนวนอาสาสมัครสูงถึง 159 คน ร่วมอุทิศเวลารวมกันกว่า 636 ชั่วโมง เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ทางศิลปะอันมีคุณค่า นายสุรศักดิ์ ชนะ หนึ่งในอาสาสมัครของยูโอบี กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการร่วมกิจกรรมว่า “ในฐานะเด็กต่างจังหวัด ผมเข้าใจดีว่าเด็กบางคนไม่มีโอกาสได้ใส่รองเท้าผ้าใบ โครงการนี้จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการเล่นกีฬาซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ชีวิตและเติบโตขึ้น”

พี่ๆ อาสายูโอบี ทำหน้าที่เป็น “ดวงตา” ให้น้องๆ ผู้พิการทางสายตา

ด.ญ.มีนญาดา (น้องมีน) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ เผยความรู้สึกว่า “หนูชอบชอบวาดรูปอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยิ่งสนุกมากขึ้นที่ได้วาดร่วมกับพี่ๆ จากธนาคารยูโอบี หนูชอบสีพาสเทลมาก จึงอยากวาดรองเท้าเป็นท้องฟ้า ข้างหนึ่งเป็นท้องฟ้ายามเย็นที่มีสีชมพูอมส้มพาสเทล อีกข้างเป็นช่วงเวลาเย็นๆ ยามค่ำคืน หนูดีใจมากที่รองเท้าที่หนูออกแบบไว้จะได้ไปถึงเพื่อนๆ ในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลน เพื่อให้พวกเขาได้เล่นกีฬาแทนหนูที่ไม่ถนัด”

น้องเมือง หนึ่งในนักเรียนกลุ่มแรกที่กำลังจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 จากศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา ผู้ได้รับรองเท้าผ้าใบคู่พิเศษจากโครงการในปีที่ผ่านมา กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้รับรองเท้าผ้าใบจากโครงการนี้ มันเท่มากๆไม่เหมือนใคร ผมใส่รองเท้าคู่นี้ตลอดเวลา ทั้งตอนเล่นกีฬาและมาโรงเรียน ถึงตอนนี้รองเท้าจะเริ่มคับแล้ว แต่ผมก็ยังคงใส่อยู่ครับ”

รองเท้าฝีมือน้องผู้พิการทางสายตาและพี่อาสายูโอบี

นับตั้งแต่ปี 2558 โครงการ UOB Please Touch ประสบความสำเร็จในการมอบโอกาสทางศิลปะและประสบการณ์ล้ำค่าให้แก่ผู้พิการทางสายตามากกว่า 3,000 คน ซึ่งสะท้อนผ่านเสียงตอบรับเชิงบวกจากทั้งเด็กนักเรียน ครู และอาสาสมัคร รองเท้าผ้าใบที่ถูกส่งมอบในโครงการจึงมิใช่แค่รองเท้าธรรมดา หากแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย สะท้อนถึงการแบ่งปัน ความเท่าเทียม และพลังของศิลปะที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกาย รองเท้าผ้าใบคู่พิเศษเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนตระหนักถึงความงดงามของศิลปะที่ไร้ขอบเขต และส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่าในความแตกต่าง อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งความเข้าใจและเสมอภาค

พนักงานอาสายูโอบี คือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมของธนาคารได้ดำเนินไปได้ จำนวนพนักงานอาสาที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพนักงานของเราที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน” นางสาวธรรัตน กล่าวในที่สุด 

คุณแหน : 25 เมษายน 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800888

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานระหว่าง ดร.วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา บุตร ม.ล.ปนัดดา-อัมพร ดิศกุลกับ ศ.ดร.หวงหยู้อิง เจิ้ง บุตรี ศ.เสี่ยวตงเจิ้ง-ศ.เหม่จื้อ หวง งานฉลองสมรสพระราชทาน 26 เม.ย. 18.30 น. ห้องแกรนด์บอลรูม รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล ถ.เจริญกรุง เชิญร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสทั่วประเทศ..เจ้าภาพขอผู้ร่วมงานทุกท่านกรุณาตรวจ ATK เพื่อรักษามาตรการทางสาธารณสุขส่วนรวม..

●● พิสิฐ ทางธนกุล ซีอีโอ PwC ประเทศไทย ให้ต้อนรับ เกศรา มัญชุศรี พร้อมคณะ Digital CEO#1 ที่มาเยี่ยมและรับฟังบรรยายเรื่องผลสำรวจความเชื่อมั่นของซีอีโอไทยปีล่าสุด งานนี้ สุภกิจบุญเลี้ยง, ดาเรศร์ กิตติโยภาส, ดร.ประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี, อารยา ยมนา, วีระนงค์ ฉ่ำทรัพย์,จิตรลดา เฮงยศมาก, อุดม จักเลิศชัย,กรรณิการ์ เทววิชชุลดา, เลิศรัตน์ รตะนานุกูลไม่ยอมพลาด..

●● สวด กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ 22-26 เม.ย.18.00 น.ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน ..ผู้วายชนม์อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์แก่นักศึกษาแพทย์ ณ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล..

●●พิมพ์ใจ โพธิภักติ ที่ปรึกษามูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ประธานคณะกก.จัดการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล ครบรอบ 40 ปี ใต้ร่มพระบารมีองค์อุปถัมภ์ “4 Decades Of Love” Charity Concert เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์อุปถัมภ์ วันเสาร์ 25 พ.ค.14.30 น. ณ โรงละคร M Theatre ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์ อาทิ บุญเกียรติ โชควัฒนา, ปกรณ์มาลากุล ณ อยุธยา, ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี,ณรัชต์หทัย เหมือนประสิทธิเวช,สุดาพิมพ์ โพธิภักติ เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจยากไร้มีโอกาสได้รับการรักษาเพิ่มมากขึ้น..

●● ฉลองสมรส ณัฐธยาน์ เจตน์จันทร์ บุตรี จุมพล-สมวรรณ เจตน์จันทร์ กับ นราธิป ชัยสูตร บุตร อดีต อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ดร.นริศ-รศ.พญ.วลัยลักษณ์ ชัยสูตร 5 พ.ค.18.00 น. ที่ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์บอลรูม ริมน้ำเจ้าพระยา..

●● ขอแสดงความยินดีกับ สว. ทพ.พิทักษ์ ไชยเจริญ ที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนิสิตเก่าดีเด่น คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ เนื่องในโอกาส 84 ปี การสถาปนาคณะฯ..

●● รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เชิญชวนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อต่อชีวิตและลมหายใจใน “กองทุนธนาคารเลือดเพื่อประชาชน” เพื่อจัดซื้อหรือซ่อมแซมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลนชำรุด ภายในธนาคารเลือด บัญชี รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ธ.กรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-รังสิต เลขที่บัญชี 091-0-20188-8 ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า.. 02-9269432..●●

น้อง

CASETiFY คืนคุณค่าเคสมือถือเก่า 84 ตัน ผ่านแคมเปญ Re/CASETiFY ครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800856

CASETiFY คืนคุณค่าเคสมือถือเก่า 84 ตัน  ผ่านแคมเปญ Re/CASETiFY ครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก

CASETiFY คืนคุณค่าเคสมือถือเก่า 84 ตัน ผ่านแคมเปญ Re/CASETiFY ครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ฉลองวันคุ้มครองโลก CASETiFY ประเทศไทย ชวน #WalkWithReCASETiFY เดินไปกับรองเท้าแตะรีไซเคิล “Re/CASETiFY Sandals” ฝีมือชุมชนชาวปัตตานี หนึ่งในกิจกรรม Earth Day ผ่านแคมเปญ Re/CASETiFY ครั้งยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วโลก

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 “CASETiFY” แบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมเทคโนโลยี ก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และก้าวกระโดดสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่ครองใจกลุ่มมิลเลนเนียล Gen Z และเหล่าเซเลบริตี้ทั่วโลก ความโดดเด่นของแบรนด์ไม่เพียงได้มาด้วยความเก๋ที่แตกต่าง แต่ยังเป็นผลพวงที่มาจาก “พลังแห่งการสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน” หนึ่งในหัวใจหลักของแบรนด์ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และเชื่อมโยงการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพเข้ากับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านแคมเปญ “Re/CASETiFY” (รี/เคสทิฟาย) โครงการรีไซเคิลที่ปลุกชีวิตใหม่ให้กับเคสมือถือชิ้นเก่าให้มีคุณค่าในทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำว่า CASETiFY ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ แต่ยังเป็นตัวแทนของวิถีชีวิตที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

โครงการ Re/CASETiFY เริ่มต้นจาก “กล่องบริจาค”ที่มีอยู่กว่า 40 สาขา ในร้าน CASETiFY Studio ทั่วโลก ผู้ใช้งานสามารถนำเคสมือถือเก่ามาหย่อนใส่กล่องเหล่านี้ได้ตลอดเวลา โดยจะได้รับส่วนลดสำหรับใช้ซื้อสินค้าภายในร้านเป็นการตอบแทน สำหรับผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้กับร้าน CASETiFY Studio ก็สามารถส่งเคสเก่าทางไปรษณีย์ไปยัง CASETiFY ที่กำหนดไว้ได้หลายแห่ง เพื่อให้แบรนด์นำไปกำจัดอย่างถูกวิธี

หลังจากผู้บริจาคหย่อนเคสมือถือลงกล่อง Re/CASETiFY ทาง CASETiFY ก็จะนำเคสเหล่านี้ไปยังโรงงานรีไซเคิลเพื่อย่อยและแยกชิ้นส่วนเป็น “เม็ดพลาสติก Re/CASETiFY” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเป็นอุปกรณ์เสริมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เคสมือถือ เคส AirPods และอีกมากมาย วางจำหน่ายทั้งทางออนไลน์ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก รวมถึงหน้าร้าน CASETiFY Studio เมื่อการรีไซเคิลพลาสติกเสร็จสิ้น ชิ้นส่วนโลหะหรือชิ้นส่วนที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะถูกแยกออกและกำจัดอย่างถูกวิธีเช่นกัน

ทั้งนี้ ความสำเร็จและผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ของโครงการ Re/CASETiFY ได้ถูกเผยแพร่ผ่านรายงานผลกระทบด้านความยั่งยืนประจำปี (Sustainability Impact Report) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ CASETiFY มุ่งมั่นตลอดมา สร้างความยั่งยืนให้กับโลกอย่างแท้จริง ด้วยความพยายามด้านรีไซเคิลทั่วโลกของโครงการ Re/CASETiFY ทำให้พลาสติกกว่า 84,000 กิโลกรัม ไม่ต้องถูกทิ้งโดยการฝังกลบ และได้รับชีวิตใหม่ผ่านกระบวนการ Upcycling และนำกลับมาใช้เป็นวัสดุในการผลิตอุปกรณ์เสริมใหม่ โดยในปี 2023 CASETiFY ภูมิใจประกาศว่า บริษัทฯ สามารถใช้ทรัพยากรรีไซเคิล 100% ในทุกหมวดหมู่สินค้า ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์แล้ว

CASETiFY ยังตอกย้ำแนวคิด “ความคิดสร้างสรรค์ไม่หยุดยั้ง”ด้วยกิจกรรมเฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ในปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน 2567 ด้วยการลุยจัดกิจกรรมที่ผสมผสานศิลปะและความยั่งยืนเข้าด้วยกันในทั่วโลก ตลอดทั้งเดือนเมษายน 2567 โดยมีศิลปินและนักออกแบบชื่อดังจากทุกมุมโลกได้รับเชิญให้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะขนาดใหญ่จากเม็ดพลาสติก Re/CASETiFY เพื่อจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะ และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CASETiFY ในการสนับสนุนศิลปิน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม การจัดแสดงศิลปะเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดสายตา แต่ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงชุมชน สร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างผู้คนกับธรรมชาติในวันคุ้มครองโลกอีกด้วย

กิจกรรม Earth Day ของ CASETiFY ถูกจัดขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้ ส่วนที่ประเทศไทย CASETiFY ชวน #WalkWithReCASETiFY เดินไปกับรองเท้าแตะรีไซเคิล “Re/CASETiFY Sandals” ฝีมือชุมชนชาวปัตตานี

นับตั้งแต่เปิด CASETiFY Studio แห่งแรกในไทยเมื่อกันยายน 2022 มีผู้เข้าร่วมโครงการ Re/CASETiFY นับหมื่นคนนำเคสมือถือเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาหย่อนลงกล่อง Re/CASETiFY ที่ CASETiFY Studio กว่า 10,000 ชิ้น ทั้งที่สาขา CentralWorld และ Emsphere ในปีนี้ CASETiFY ประเทศไทย จึงบรรเจิดไอเดียเก๋นำเคสมือถือเก่าเหล่านี้ไปแปรรูป (Upcycle) เป็น รองเท้าแตะ “Re/CASETiFY Sandals” จำนวน 500 คู่ ร่วมกับ โครงการรองเท้าทะเลจร (Tlejourn Shoes) ซึ่งเป็นโครงการแบบไม่หวังผลกำไรที่เปลี่ยนขยะจากทะเลเป็นพื้นรองเท้า บนความร่วมมือระหว่างอาสาสมัครกลุ่ม Trash Hero นักวิทยาศาสตร์ด้านพอลิเมอร์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แบรนด์แฟชั่นดีไซน์ และชุมชนชาวปัตตานี

รองเท้าแตะ “Re/CASETiFY Sandals” 1 คู่ ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนจากเคสมือถือเก่า 7 เคส และขยะจากทะเลกว่า 20 กิโลกรัม เท่ากับว่ารองเท้า Re/CASETiFY Sandals ทั้ง 500 คู่นี้ได้ช่วยลดขยะในท้องทะเลถึง 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม) เลยทีเดียว และทุกคนก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้ เพียงหย่อนเคสเก่าที่ร้าน CASETiFY Studio ทั้งสองสาขา รับส่วนลดทันที 10% สำหรับการซื้อสินค้า CASETiFY (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) และเพื่อเป็นการขอบคุณ CASETiFY ประเทศไทย ชวนรับรองเท้า Re/CASETiFY Sandal ฟรี 1 คู่ เมื่อหย่อนเคสเก่า ซื้อเคสใหม่ ตั้งแต่ 18 เมษายน 2567 เป็นต้นไป หรือจนกว่าของจะหมด

ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Re/CASETiFY ช้อปอุปกรณ์ตกแต่งไอทีรีไซเคิล และรองเท้าแตะ Re/Birth Re/CASETiFY ได้ทางแอปพลิเคชั่น casetify.com/co-lab, และที่ CASETiFY Studio ทุกสาขา ค้นหาเพิ่มเติมได้ที่ CASETiFY.com และติดตามบน Instagram, Facebook, TikTok and Twitter

วธ. สืบสานศิลปวัฒนธรรมการแสดงดนตรีพื้นบ้านไทย 4 ภาค เทิดพระเกียรติ ‘องค์วิศิษฏศิลปิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800867

วธ. สืบสานศิลปวัฒนธรรมการแสดงดนตรีพื้นบ้านไทย 4 ภาค เทิดพระเกียรติ ‘องค์วิศิษฏศิลปิน’

วธ. สืบสานศิลปวัฒนธรรมการแสดงดนตรีพื้นบ้านไทย 4 ภาค เทิดพระเกียรติ ‘องค์วิศิษฏศิลปิน’

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.55 น.

กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2567 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น ”วิศิษฏศิลปิน” และเพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่เเด็ก เยาวชน และประชาชน สร้างมิติใหม่ให้วัฒนธรรมมีความร่วมสมัย ยกระดับขีดความสามารถของดนตรีพัฒนาเทคนิคทางการแสดง ให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย  โดยมี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานแถลงข่าว เมื่อวันที่วันที่ 24 เมษายน 2567 ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่ง ประเทศไทย

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมต.วธ. กล่าวว่า ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างผลงานไว้ ซึ่งแต่ละพื้นที่แต่ละภูมิภาคจะมีเอกลักษณ์ของดนตรีและการแสดงพื้นบ้านเฉพาะตัวที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบันดนตรีและการแสดงพื้นบ้านได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ หากไม่ช่วยกันอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอด อาจจะเสี่ยงต่อการสูญหายได้ โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริม อนุรักษ์ ผลักดันให้ศิลปะ ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านทั้ง 4 ภาค ให้คงอยู่ ผ่านการสานต่ออย่างสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนมาตลอดตั้งแต่พุทธศักราช 2549 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 16 ผ่านกิจกรรมการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน

สำหรับการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านในปีนี้ ยังคงจัดประกวดภายใต้แนวคิด “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ซึ่งจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ปีนี้เป็นปีที่ 6 โดยเปิดโอกาสให้คณะนักแสดงได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม วรรณคดี วรรณกรรมพื้นบ้าน ประเพณี ที่สื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า สำหรับปีพุทธศักราช 2567 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” เพื่อมุ่งส่งเสริม รักษา ต่อยอด และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินพื้นบ้านในแขนงต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชนได้มีโอกาสร่วมถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมการแสดงและมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่สายตาประชาชน ซึ่ง สวธ. เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวดมาตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม  ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีคณะนักแสดงที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ภาคละ 5 คณะ รวมทั้งสิ้น 20 คณะ

ทั้งนี้ได้กำหนดการประกวดการแสดงรวมศิลป์พื้นบ้าน 4 ภาค ดังนี้ การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคเหนือ ในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคกลาง ในวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัล อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และการประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคใต้ ในวันพุธที่ 18 มิถุนายน 2567 ณ Convention Hall เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

สำหรับผู้ชนะการประกวดแต่ละประเภทจะได้รับรางวัล ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ และเงินรางวัลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ได้รับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเงินรางวัล จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 80,000 บาท (แปดหมื่นบาทถ้วน) พร้อมเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม แลเมื่อวันที่วันที่ 24 เมษายน 2567 และเ เมื่อวันที่วันที่ 24 เมษายน 2567 และเงินรางวัลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)  พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลชมเชยภาคละ 2 รางวัล ได้รับเงินรางวัลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รางวัลละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) พร้อมเกียรติบัตร

‘บ้านหมอละออง ‘โปรโมท ‘แชมพูสมุนไพรพลูคาวแอ๊ดวานซ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800779

'บ้านหมอละออง 'โปรโมท 'แชมพูสมุนไพรพลูคาวแอ๊ดวานซ์'

‘บ้านหมอละออง ‘โปรโมท ‘แชมพูสมุนไพรพลูคาวแอ๊ดวานซ์’

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.43 น.

จบปัญหาหนังศีรษะและรังแค ชูกลยุทธ์การตลาดผ่าน At – home shopping channels เพื่อตอกย้ำคุณภาพและความน่าเชื่อถือแก่ผู้บริโภคคุณชาย-ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ นักแสดงชายมากฝีมือลำดับต้นๆ ของวงการบันเทิง และยังเป็นบุคคลที่ชื่นชอบสมุนไพร ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ พร้อมด้วย คุณปุ้ย-ศิริวิไล (บัวศิริ) แอนกาดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ้านหมอละออง นำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยแก้ปัญหาหนังศีรษะและรังแค “แชมพูสมุนไพรพลูคาวแอ๊ดวานซ์ บ้านหมอละออง” ชูกลยุทธ์การตลาดผ่าน At – home shopping channels เพื่อตอกย้ำคุณภาพและความน่าเชื่อถือตลอดมา พร้อมก้าวต่ออย่างแข็งขันเพื่อรุกตลาดสมุนไพรอย่างเต็มรูปแบบ และตอกย้ำเรื่องราวของสมุนไพรไทยให้เป็นที่เชื่อมั่น มั่นใจสู่ผู้บริโภค 


คุณชาย-ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ แบรนด์แอมบาสเดอร์ “บ้านหมอละออง” เปิดเผยว่า จากที่เคยมีปัญหาหนังศีรษะ ช่วงที่อากาศร้อนๆ ต้องเจอแสงกองถ่าย สารเคมี วิกผม ในบทบาทการแสดง และผลงานเด่นของ คุณชาย-ชาตโยดม ที่ถูกหลายคนพูดถึงจำได้แม่น ต้องมีบท “พ่อเกรซ” จากเรื่อง “มาตาลดา” แน่นอน ช่วงนั้นมีสวมวิกผมในการแสดงก็จะมีปัญหาหนังศีรษะง่ายกว่าปกติ และเพราะ คุณชาย-ชาตโยดม เพิ่งผ่านการแสดงละครดังอีกเรื่อง นั่นก็คือ “หมอหลวง” ทำให้มีความเชื่อมั่นในสมุนไพรอยู่แล้ว เป็นจังหวะที่ได้รู้จักคุณปุ้ย-ศิริวิไล ประธานบริหารบ้านหมอละออง ยิ่งได้พูดคุยก็ทำให้สนใจเลือกแชมพูสมุนไพรพลูคาวแอ๊ดวานซ์ บ้านหมอละออง สูตรสมุนไพรจากตำราหมอหลวงมาใช้ดูแลเส้นผม หนังศีรษะที่เคยมีปัญหาก็บรรเทาลงจนปกติเมื่อใช้เป็นประจำ

“ชายใช้ ชายมั่นใจ” คุณชาย-ชาตโยดม จึงให้ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์บ้านหมอละออง ทั้งจากที่ใช้ด้วยตัวเอง ทั้งตอบโจทย์จบปัญหาหนังศีรษะ และหลังจากใช้แล้ว คุณชาย-ชาตโยดม ได้ไปเจาะลึกบ้านหมอละอองมากขึ้นโดยการไปเยี่ยมชมสวนสมุนไพรบ้านหมอละออง GREEN HOUSE จ.เพชรบุรี เป็นสวนสมุนไพรที่ได้รับการรับรอง GAP (Good Agricultural Practices) “มาตรฐาน GAP รับรองการเกษตรที่ดี ปลอดภัยกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม” นอกจากนี้ยังทราบมาว่า สมุนไพรที่บ้านหมอละอองใช้ เป็นสมุนไพรเก็บสดซึ่งแพทย์แผนไทยรู้กันว่าสมุนไพรเก็บสดในช่วงที่ดีที่สุดและนำมาผลิตตามตำรับนั้นได้คุณค่าจากพืชสมุนไพรเต็มที่ สด ใหม่ และดีกว่า

คุณปุ้ย-ศิริวิไล (บัวศิริ) แอนกาดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ้านหมอละออง กล่าวเสริมถึงด้านการผลิต และมาตรฐานการผลิตของสถานที่ผลิตว่า บ้านหมอละอองก็ได้รับรองคุณภาพตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นสถานที่ผลิตสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับและได้รับการยืนยันมาตรฐาน GMP PIC/S “มาตรฐานในการผลิตและการกระจายยา” ที่ใช้การประเมินเดียวกันร่วมกับประเทศสมาชิกชั้นนำของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานฮาลาล “HALAL” ด้วย ทำให้บ้านหมอละอองมีความน่าเชื่อถือ และมีผู้สนใจเข้าชมงานแล้วจำนวนมาก ทั้งหน่วยงานเอกชน ราชการ สถาบันการศึกษาชั้นนำ

“เชื่อมั่นในสมุนไพรไทย เชื่อใจบ้านหมอละออง” แชมพูสมุนไพรพลูคาวแอ๊ดวานซ์ บ้านหมอละออง สูตรแพทย์แผนไทย ตำรับหมอหลวงจากสมุนไพรธรรมชาติ ผู้เชี่ยวชาญทุกปัญหาหนังศีรษะ “ชายใช้ ชายมั่นใจ” สนใจหรือต้องการสั่งซื้อ ติดต่อ โทร. 095-080-7887 ไลน์: @laongherbal (มี @) หรือสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ผ่าน Website : http://www.laongherbal.com  หรือ Facebook: http://www.facebook.com/laongherbal