ผลสำรวจเผยชาวจีนเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือบ่อยมากสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/578090

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 18:26 น.

ผลสำรวจเผยชาวจีนเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือบ่อยมากสุดในโลก

“ดีลอยท์”เผยผลสำรวจพบชาวจีนเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือบ่อยมากที่สุดในโลก พบ 80% ซื้อเครื่องใหม่ในปี61หลังจากที่เพิ่งซื้อไปในปี60

ดีลอยท์ บริษัทด้านการตรวจสอบบัญชี และให้คำปรึกษารายใหญ่ของโลก ได้เปิดเผยผลสำรวจในปี2561 พบว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในจีนเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยมากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ผลการสำรวจพบว่า ในปี 2561 ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในจีนเกือบ 80% ได้ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่มาใช้ หลังจากที่เพิ่งมีการซื้อเครื่องโทรศัพท์ไปในปี 2560

ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ผู้ใช้โทรศัพท์ของจีนไม่ได้ให้ความสนใจมากนักต่อตลาดโทรศัพท์มือถือมือสอง หรือการให้บริการซื้อเครื่องใหม่โดยแลกเครื่องเก่า

ดีลอยท์ระบุว่า การมีฟังก์ชั่นใหม่ๆ และการเพิ่มขึ้นของโทรศัพท์มือถือที่เป็นแบรนด์ในประเทศ และมีราคาถูก ได้ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อโทรศัพท์ และทำให้ระยะเวลาการเปลี่ยนเครื่องใหม่ของผู้คนเร็วมากขึ้น

ภาพ เอเอฟพี

เฟซบุ๊กลุยปราบโฆษณาหลอกลวง เตรียมใช้เครื่องมือรายงานแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/578061

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 14:10 น.

เฟซบุ๊กลุยปราบโฆษณาหลอกลวง เตรียมใช้เครื่องมือรายงานแบบใหม่

เฟซบุ๊กเตรียมใช้เครื่องมือการรายงานแบบใหม่ในเดือนพ.ค.นี้ เพื่อปราบปรามโฆษณาหลอกลวง

เฟซบุ๊ก อิงค์ ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของโลก ได้ประกาศ เดินหน้าปราบปรามโฆษณาหลอกลวง ด้วยการใช้เครื่องมือการรายงานแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบรูปแบบการโกงที่น่าสงสัยได้

รายงานข่าวระบุว่า โฆษณาหลอกลวงเหล่านี้มักนำรูปภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาใช้โดยไม่ได้รับการอนุญาตและมีรูปแบบโฆษณาทำนองรวยทางลัดหรือกลโกงต่างๆ

เฟซบุ๊ก ระบุว่า เครื่องมือการรายงานแบบใหม่นี้จะเริ่มใช้งานในเดือนพ.ค. โดยทางบริษัทจะมอบหมายให้ทีมงานเข้ามาจัดการกับรายงานของผู้ใช้งาน รวมทั้งศึกษาวิธีกลโกงในรูปแบบต่าง เพื่อนำมาปรับปรุงการใช้งานต่อไป

ก่อนหน้านี้นางเชอริล แซนด์เบิร์ก ประธานฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า เฟซบุ๊กจะร่วมมือกับรัฐบาลเยอรมนีในด้านความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันการแทรกแซงการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพ.ค.ปีนี้

ทั้งนี้ ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างเฟซบุ๊ก รัฐบาลเยอรมนีกับบริษัทอื่นๆ และกลุ่มนักวิจัย โดยมีหน่วยงานป้องกันการคุกคามทางไซเบอร์ของเยอรมนีเป็นแกนหลัก

ภาพ เอเอฟพี

ลาล่ามูฟลงทุนเทคโนโลยี รองรับขนส่งออนดีมานด์โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/578012

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ลาล่ามูฟลงทุนเทคโนโลยี รองรับขนส่งออนดีมานด์โต

เรื่อง รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การเติบโตของธุรกิจส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ที่มีต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 21.1% หรือกระทั่งการขยายตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจให้บริการขนส่งออนดีมานด์ เดลิเวอรี่ ในประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ลาล่ามูฟ เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ชานนท์ กล้าหาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลาล่ามูฟ ผู้ให้บริการขนส่งออนดีมานด์ เดลิเวอรี่ เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทลงทุน 100 ล้านบาท ทางด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและพัฒนาธุรกิจ รวมถึงการขยายตัวการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ โดยนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อเอพีไอ (Application Program Interface : API) เพื่อให้ระบบสามารถสร้างแพลตฟอร์มการสั่งและส่งสินค้าให้แก่ร้านค้าออนไลน์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากปกติต้องใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 38 นาที เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าแบรนด์ใหญ่ที่ทำธุรกิจแบบบีทูซี

นอกจากนี้ บริษัทได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์โฉมใหม่ เพื่อตอบสนองด้านความสะดวกสบายของลูกค้า รวมถึงการขยายพื้นที่ให้บริการไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศ ซึ่งจะเริ่มในหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัด อาทิ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา ภูเก็ต ชลบุรี เป็นต้น สำหรับในการขยายธุรกิจต่างจังหวัด บริษัทต้องการมอบโซลูชั่นคลังสินค้าและการจัดส่งชั้นเลิศสำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างครบวงจร

ชานนท์ กล่าวว่า บริษัทวางแผนเพิ่มบริการรถขนาดใหญ่เพื่อให้บริการในตลาดต่างจังหวัด โดยจะเปิดบริการการส่งสินค้าแบบแอลทีแอล (Less-Than-Truckload : LTL) หรือการจัดส่งสินค้าในจุดรับที่มีปริมาณสินค้าจำนวนมากและนำไปส่งปลายทางแต่ละจุด และบริการส่งสินค้าภายในวันเดียว (Same Day Delivery)

“โอกาสของธุรกิจขนส่งออนดีมานด์ เดลิเวอรี่ ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก เพราะธุรกิจมีอัตราการเติบโตตามการขยายตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งในปี 2560 มีมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท และในปี 2561 มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ย 10-15% ซึ่งการแข่งขันของตลาดขนส่งออนดีมานด์ เดลิเวอรี่ มีท้้งในด้านราคาหรือการทำโปรโมชั่น แต่สำหรับ ลาล่ามูฟ การดำเนินธุรกิจต้องยืนหยัดและยั่งยืน ปีนี้บริษัทยังไม่วางแผนระดมทุนโดยมีเงินคงเหลือ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”

ชานนท์ กล่าวว่า ไทยถือว่าเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับลาล่ามูฟ โดยยอดการดาวน์โหลดราว 2.5 ล้านราย และขนส่งสินค้าเป็นหลัก 10 ล้านชิ้น/ปี ซึ่งจากการลงทุน 4 ปีที่ผ่านมา ผลประกอบการถึงจุดคุ้มทุนเดือน มี.ค. 2560 จากปัจจุบันบริษัทขยายธุรกิจ 8 ประเทศ และ 10 เมืองในภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไม่นับรวมประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีศักยภาพเติบโต คือ อินโดนีเซีย แต่ก็มีความท้าทายเพราะความแข็งแกร่งสตาร์ทอัพภายในประเทศ

ขณะที่ในปีนี้บริษัทได้วางแผนเพิ่มพนักงานขับรถในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจาก 8หมื่นคัน เป็น 2.4 แสนคัน ซึ่งมีพนักงานขับรถที่แอ็กทีฟราว 30% เพื่อรองรับกับการขยายการบริการและตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านธุรกิจบริการขนส่งออนดีมานด์ เดลิเวอรี่ ครองส่วนแบ่ง 70% ขณะที่ภาพรวมการแข่งขันธุรกิจขนส่งออนดีมานด์ เดลิเวอรี่ จะมีคู่แข่ง อาทิ แกร็บ สกู๊ตตาร์ ซึ่งมีทั้งที่สามารถยืนหยัดในตลาดอยู่ได้และออกจากตลาดไป เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการค่อนข้างสูง

สำหรับมูลค่าการทำธุรกรรมปีนี้ ตั้งเป้า 2,500-3,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากเมื่อปีที่ผ่านมา 1,200 ล้านบาท เติบโต 123% แบ่งเป็น ไลน์แมน สัดส่วน 70% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริการให้กับกลุ่มลูกค้าทั่วไป และอีก 30% จากแบรนด์หรือธุรกิจต่างๆ ที่ให้บริการในลักษณะบีทูซี ซึ่งปัจจุบันลูกค้าหลัก บริษัท ไมเนอร์ กรุ๊ป อิเกีย ซึ่งได้เริ่มบริการจัดส่งเฟอร์นิเจอร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เคเอฟซี รวมถึงบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป และคาดว่าปีนี้จะมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

ความท้าทายของลาล่ามูฟ ตลอดระยะเวลา 4 ปี การดำเนินธุรกิจ ลาล่ามูฟ มุ่งจุดยืนคือคุณภาพของการให้บริการและความมุ่งมั่นในการพัฒนาแพลตฟอร์ม รวมถึงการขยายธุรกิจและพื้นที่ให้บริการในประเทศไทย ดังนั้น ณ วันนี้เราแข่งขันกับตัวเอง ด้วยจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจะบริหารจัดการขนส่งสินค้าอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือให้ได้ตามเกณฑ์ของบริษัท ด้วยจำนวนพนักงานขับรถที่ปัจจุบันมีราว 8 หมื่นคัน

รุกแอพแท็กซี่บี้แกร็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577990

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

รุกแอพแท็กซี่บี้แกร็บ

สหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิเปิดตัวแอพ HaHa Taxi หลังยอดการเรียกรถแท็กซี่เรดิโอวูบ ผนึกมาสเตอร์การ์ดชำระเงินผ่านแอพ

นายหัสดินทร์ เอี่ยมชีรางกูร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงทุนร่วม 20 ล้านบาท พัฒนาระบบซอฟต์แวร์และเปิดตัวแอพพลิเคชั่น HaHa Taxi แอพพลิเคชั่นบนมือถือสำหรับการเรียกรถแท็กซี่ ภายใต้แนวคิดสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ขณะที่แผนในช่วงแรก บริษัทจะมี รถแท็กซี่ของสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิที่อยู่ในระบบแอพพลิเคชั่น 500 คัน จากจำนวนรถแท็กซี่ทั้งหมด 4,000 คัน และในอนาคตวางเป้าหมายจะขยายเพิ่ม เป็น 2 หมื่นคัน โดยที่สหกรณ์แท็กซี่อื่นๆ ก็สามารถเข้ามาอยู่บนแอพพลิเคชั่นได้ ซึ่งจะต้องมีค่าดำเนินการติดตั้งเครื่องและซอฟต์แวร์กว่า 3 หมื่นบาท และค่าธรรมเนียมรายปี 3,500 บาท

สำหรับส่วนของการบริการ บริษัทจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าตามจุดให้บริการ  อาทิ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และห้างสรรพสินค้า และลูกค้ามีลักษณะการจองล่วงหน้ามากกว่า 3 ชั่วโมง โดยผู้ใช้บริการสามารถเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น อัตราค่าธรรมเนียมบริการ 50 บาท และคิดตามระยะทางจากการกดมิเตอร์ ส่วนกรณีที่ต้องการรถแท็กซี่อย่างเร่งด่วน มีอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการ 150 บาท

“สถานการณ์รถแท็กซี่ในประเทศไทยในปัจจุบันมีราว 8 แสนคันจากก่อนหน้ามีสูงถึงกว่า 1 ล้านคัน แต่เนื่องจากจำนวนรถที่หมดอายุการใช้งานลง ถือว่าปริมาณรถแท็กซี่ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา แท็กซี่ไทยเผชิญกับปริมาณการใช้บริการของลูกค้าที่ลดลง จากปกติสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิยอดการเรียกแท็กซี่เรดิโอ 1681 จาก 2,000 ครั้ง/วัน ขณะนี้เหลือไม่ถึง 1,000 ครั้ง/วัน”

นายหัสดินทร์ กล่าวว่า การแข่งขันมีความรุนแรงจากการที่มีคู่แข่งเข้ามาทำตลาด อาทิ แกร็บ ประกอบกับรถแท็กซี่เองก็ปฏิเสธการรับส่งคน ทำให้การทำธุรกิจก็ต้องปรับตัวมากขึ้น จุดแข็งของ โฮวา คือ คนขับและรถแท็กซี่ที่น่าเชื่อถือ และให้ผู้โดยสารใช้บริการแท็กซี่ได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย เป้าหมายของบริษัทต้องการให้บริการรถแท็กซี่ปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือสำหรับผู้โดยสารทุกคน

นอกจากนี้ บริษัทมองถึงการสร้างพฤติกรรมของคนไทย เป็นการจองคิวล่วงหน้าสำหรับการใช้บริการรถแท็กซี่ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยทั้งการประหยัดพลังงาน ลดปริมาณรถแท็กซี่วิ่งตามถนน และลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ บริษัทยังได้จับมือร่วมกับ มาสเตอร์การ์ด เพื่อให้ผู้โดยสารชำระค่าบริการบนแอพพลิเคชั่น รวมทั้งชำระค่าโดยสาร รวมถึงค่าบริการอื่นๆ เช่น ค่าทางด่วนผ่านทางแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นฟีเจอร์มาสเตอร์พาส เป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์จากมาสเตอร์การ์ด ที่ให้ผู้ใช้สามารถจ่ายค่าโดยสารผ่านบัตรเดบิตหรือเครดิตในการชำระเงินทางออนไลน์

น.ส.ไอลีน ชูว ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาดประจำประเทศไทยและพม่า บริษัท มาสเตอร์การ์ด กล่าวว่า กว่า 65% ของการชำระเงินค่าโดยสารในตัวเมืองทั่วโลกยังคงเป็นเงินสด ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้า ค่าใช้จ่ายรวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต่อทั้งผู้โดยสารและผู้ให้บริการขนส่ง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มาสเตอร์การ์ดจึงได้ร่วมกับบริษัท โฮวาฯ เพื่อพัฒนานวัตกรรมไร้เงินสดตอบโจทย์ในยุคดิจิทัล

คามิลเลี่ยนหัวหอกใหม่ลุยคอนเทนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577902

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

คามิลเลี่ยนหัวหอกใหม่ลุยคอนเทนต์

โพสต์ทูเดย์ – วันเดอร์แมน ธอมสัน ชี้ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาด-เบื่อง่าย การทำคอนเทนต์การตลาดต้องแตกต่าง

น.ส.มัวรีน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดขึ้นและเบื่อง่าย ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ทางการตลาดนั้นจะต้องแตกต่างจากอดีต เพราะหากไม่น่าสนใจ พวกเขาสามารถกดหรือเลื่อนข้าม หรือตั้งตัวกรองหรือบล็อกคอนเทนต์นั้นๆ ได้เช่นกันดังนั้นแบรนด์ต้องสร้างคอนเทนต์ที่ครีเอทีฟและมีคุณภาพ

“การสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งปัจจุบัน สื่อแพลตฟอร์มเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่มีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้นจึงต้องสร้างคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย” น.ส.ตัน กล่าว

ปัจจุบันบริษัทจึงได้ก่อตั้งแผนกคามิลเลี่ยน กลุ่มธุรกิจใหม่ที่จะให้บริการด้านการผลิตคอนเทนต์และสร้างสรรค์คอนเทนต์ โดยคาดหวังว่าแผนกใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมานี้จะผลักดันรายได้หของบริษัทให้เติบโตขึ้น 10% ในปีนี้ และจะเติบโตต่อเนื่องปีละ 10-15% โดยจะมุ่งเน้นการสำรวจและรับฟังความต้องการของผู้บริโภค เพื่อเจาะลึกเพื่อสร้างแคมเปญดิจิทัลและโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ปรับฝ่าดิสรัปชั่น องค์กรไทยมุ่งสู่คลาวด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577876

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 06:36 น.

ปรับฝ่าดิสรัปชั่น องค์กรไทยมุ่งสู่คลาวด์

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

เทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หน่วยงานรัฐบาล องค์กรธุรกิจเอกชนทั่วโลกเกิดการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมต่างเตรียมพร้อมและตื่นตัวทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางธุรกิจ และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น    ทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น ประเทศไทย เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในไทย เกิดขึ้นกับหลายองค์กรธุรกิจ และหลายเรื่องที่ไทยถือเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น การปรับบทบาทของสถาบันการเงินที่นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาให้บริการ และ ปรับสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลูชั่น เพื่อรองรับการแข่งขันกับธุรกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ พบว่าเทรนด์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในโครงสร้างไอทีสำหรับองค์กรธุรกิจของไทยปี 2562 นี้ ประกอบด้วยการนำระบบคลาวด์เข้ามาใช้ในภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐมากยิ่งขึ้น การนำระบบคลาวด์เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรร่วมกับระบบเอไอ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าและผู้บริโภค และการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี

เช่นเดียวกับเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 ที่ภาคองค์กรและหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องเร่งวางกลยุทธ์ใหม่ เพื่อไม่ให้ธุรกิจถูกดิสรัปชั่น เช่น การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อนำฐานลูกค้าที่มีมาต่อยอด และใช้ระบบ คลาวด์เข้าวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภค สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

พร้อมกันนี้จะเห็นการเตรียมความพร้อมโครงสร้างขององค์กรให้รองรับในอนาคต ซึ่งหลายองค์กรมีนโยบายทิศทางการปรับองค์กรที่ชัดเจนขึ้น เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ อีกทั้งจะเห็นการเพิ่มมูลค่าของข้อมูล ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ที่สำคัญที่จะนำมาวิเคราะห์และช่วยสร้างรายได้ ลดต้นทุน ซึ่งนำไปสู่การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

สำหรับแนวโน้มองค์กรธุรกิจในไทยจากนี้ จะเห็นการปรับเปลี่ยนสู่ระบบ คลาวด์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง หากรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญผลักดันการใช้ระบบคลาวด์ จะช่วยให้เกิดผลดีต่อผู้ใช้บริการ และเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีด้านเทคโนโลยีให้กับประชาชน โดยปัจจุบันลูกค้าในไทยส่วนใหญ่ 70% เป็นภาคเอกชน

ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ของออราเคิลในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น และ จีน ซึ่งหากการปรับใช้ระบบคลาวด์ในองค์กรภาคธุรกิจของไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ออราเคิลก็จะพิจารณาโอกาสในการสร้างฐานดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเช่นกัน

ทวีศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทต้องการพัฒนาบุคลากรในไทยผ่านโครงการ ออราเคิล อะคาเดมี ตั้งเป้าพัฒนาทักษะและขีดความสามารถของนักเรียน นักศึกษาราว 2.2 หมื่นคน ใน 3 ปีนับจากนี้

เรียกได้ว่าทุกภาคอุตสาหกรรม ต่างชิงความได้เปรียบเพื่อตอบสนอง ผู้บริโภคให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งออราเคิลได้ยืนยันถึงจุดแข็งในการเป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่ครบวงจร และเป็นผู้นำตลาดด้านบริการ SaaS และท้ายที่สุดจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถวางแผนและควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

‘หัวเว่ย’เร่งรุกเอไอ ขานรับธุรกิจลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577875

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 06:23 น.

'หัวเว่ย'เร่งรุกเอไอ ขานรับธุรกิจลงทุน

หัวเว่ย ชี้ยุคทองเอไอ ธุรกิจเร่งลงทุนเพื่อทรานส์ฟอร์ม จัดงานโชว์เทคโนโลยี หวังดูดเม็ดเงิน หลังพบองค์กรใช้เอไอแค่ 4%

นายธนินทร์ น้อยรังษี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี-ธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ เปิดเผยว่า การลงทุนเทคโนโลยีเอไอปีนี้จะถูกนำมาใช้วงกว้างในทุกภาคอุตสาหกรรมเพื่อทรานส์ฟอร์เมชั่น ซึ่งพบว่าองค์กรยังนำเอไอมาปรับใช้พัฒนาธุรกิจ 4% ค้าปลีก 0.2%

ทั้งนี้ เอไอของบริษัทกำลังอยู่ในยุคที่ 2 เพื่อนำเอไอมาใช้กับธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และต้องใช้เวลา 5-10 ปีขึ้นไป เอไอจะพัฒนาไปสู่รถยนต์ไร้คนขับ โดยล่าสุดจัดงานโอเพ่นเดย์ หัวเว่ย คลาวด์ เอไอ โอเพ่น เดย์ ไทยแลนด์ 2562 ระหว่างวันที่ 28 ม.ค.-1 ก.พ.นี้

สำหรับในงานจะนำเสนอเทคโนโลยีเอไอ คลาวด์และโซลูชั่นเอไอครอบคลุมการใช้งานหลากหลายด้าน อาทิ เมือง เอไอ โซลูชั่นทราฟฟิก อินเทลลิเจนต์ ทวินส์ ใช้เอไอช่วยแก้ปัญหาการจราจร ส่วนค้าปลีกเริ่มนำการจดจำใบหน้าลูกค้ามาใช้

นอกจากนี้ เอไอของหัวเว่ยจะเน้นประยุกต์ใช้ปรับปรุงการผลิตภายในบริษัท ส่วนในไทยเริ่มนำเอไอมาช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัด

กสทช.มีมติให้ยุติการให้บริการ “มือถือ2G” ในวันที่ 31 ต.ค.62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577843

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 16:25 น.

กสทช.มีมติให้ยุติการให้บริการ "มือถือ2G" ในวันที่ 31 ต.ค.62

กสทช. เห็นชอบให้ยุติการให้บริการ 2G ในวันที่ 31 ต.ค. 2562 และกำหนดมาตรการยกเลิกมาตรฐานเครื่อง 2G

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (22 ม.ค. 2562) ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบให้ยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G ในวันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 23.59.59 น. ตามที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G ทั้ง 3 ราย ได้แก่ 1.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด 2.บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และ 3.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด มีหนังสือขอยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไม่สามารถใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ได้อย่างคุ้มค่าและมีข้อจำกัดในการให้บริการ

ปัจจุบันผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย มีความพร้อมในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า ได้แก่ เทคโนโลยีระบบ 3G และ 4G และสามารถรองรับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G ได้

ทั้งนี้ การกำหนดวันยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G ก็เพื่อให้ผู้บริการสามารถแจ้งการหยุดให้บริการต่อผู้ใช้บริการต่อไป และให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G ทั้ง 3 ราย ได้แก่ 1.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด 2.บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และ 3.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด จัดส่งแผนดำเนินการในการยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G ด้วย พร้อมทั้งเห็นชอบแนวทางเพื่อสนับสนุนการยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G ของสำนักงาน กสทช. เนื่องจาก การยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G เกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ใช้บริการและผู้นำเข้าเครื่องและอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ดังนี้

1.จัดทำแผนประชาสัมพันธ์เพื่อผู้ใช้บริการทราบถึงการยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G ของประเทศไทย

2.ยกเลิกมาตรฐานเครื่องวิทยุคมนาคมที่เป็นเทคโนโลยี GSM (ระบบ 2G) ที่ได้เคยกำหนดสำหรับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานที่ผ่านมา แต่สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่นำเข้ามาก่อนการยกเลิกจะถือว่าเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่ผิดประกาศ กทช. ว่าด้วยมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ เรื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมสำหรับสถานีฐานและสถานีทวนสัญญาณในกิจการเคลื่อนที่ทางบกระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรังผึ้ง (Cellular) ซึ่งใช้เทคโนโลยี GSM และจะไม่กำหนดมาตรฐานเครื่องวิทยุคมนาคมที่เป็นเทคโนโลยี GSM (ระบบ 2G) อีกต่อไป ทั้งนี้ รวมถึงกรณีเครื่องวิทยุคมนาคมที่มีสัมปทานของเทคโนโลยี GSM ด้วย

3.แจ้งให้ผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายเครื่องหรืออุปกรณ์วิทยุคมนาคม ชะลอและยุติการนำเข้าเครื่องวิทยุคมนาคมสำหรับสถานีฐานและสถานีทวนสัญญาณ รวมถึงเครื่องวิทยุคมนาคมลูกข่ายในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรังผึ้ง (Cellular) ซึ่งใช้เทคโนโลยี GSM (ระบบ 2G) โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

3.1กรณีเครื่องหรืออุปกรณ์วิทยุคมนาคมที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ จะไม่อนุญาตให้นำเข้านับจากวันที่ 31 ต.ค. 2562

3.2กรณีเครื่องหรืออุปกรณ์วิทยุคมนาคมที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์แล้ว จะแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบถึงผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากมีการนำเข้าเพิ่มเติม

ทั้งนี้เห็นควรแจ้งไปยังกรมศุลกากรเพื่อทราบแนวทางการดำเนินการของ กสทช. ดังกล่าวด้วย

4.รายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบถึงแผนการยุติการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G ดังกล่าว เพื่อขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในการประชาสัมพันธ์ให้บริการประชาชนทุกจังหวัดได้รับทราบ

หน่วยงานรัฐ ยกเครื่องใหม่ ยุคไร้เอกสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577775

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

หน่วยงานรัฐ ยกเครื่องใหม่ ยุคไร้เอกสาร

โพสต์ทูเดย์ – ครีเดนเผยหน่วยงานภาครัฐทยอยทรานส์ฟอร์เมชั่น นำร่องใช้ระบบสร้างเอกสาร ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ชูช่วยลดต้นทุน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเดน เอเชีย เปิดเผยว่า แผนธุรกิจให้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตน (อีเควายซี) เพื่อระบุตัวตนและพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง และระบบการจัดเอกสารและลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ในปีนี้บริษัทจะเร่งขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน

ขณะที่ช่วงไตรมาส 2 จะเปิดตัวระบบประเมินความสามารถทางการเงิน เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงขององค์กรหรือบุคคลทั่วไปซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มเจมาร์ท สำหรับเปิดให้บริการวิเคราะห์ถึงเครดิตลูกค้าที่ต้องการของสินค้าเชื่อ นอกจากนี้ในช่วงปลายปีนี้จะวางแผนขยายธุรกิจไปสู่อาเซียน เนื่องจากยังไม่มีบริการครอบคลุมเหมือนกับบริษัท

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า กล่าวว่า ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐมีการใช้กระดาษราว 3.2 ล้านตัน/ปี ขณะที่การที่หน่วยงานระบบของครีเดน ทั้งบริการสร้างเอกสารหรือลายเซ็นบนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติงบให้กับสตาร์ทอัพ จะช่วยลดระยะเวลาในการทำงานลง 25% และเจ้าหน้าที่มีความชำนาญจะลดลง 50%

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินมีการใช้กระดาษหรืองานเอกสารราว 2 หมื่นแผ่น/ปี เพื่อให้บริการกับผู้ใช้บริการ แต่การใช้ระบบการจัดเอกสารช่วยลดต้นทุนทั้งการพิมพ์ การจัดเก็บเอกสารต่างๆ และที่สำคัญประหยัดเวลา สร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการ

นายประยุทธ ศิริวงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า งานด้านเอกสารภายในโรงพยาบาลใช้เอกสารหรือรายงานผลให้กับคนไข้ ประกันชีวิต หรือกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือกระทั่งใบรับรองแพทย์ และต้องใช้ระยะเวลา 3 วัน สำหรับการดำเนินการ ซึ่งการใช้ระบบการจัดการเอกสารและลายมือเซ็นทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ประหยัดเวลามากขึ้น

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ระบบการจัดการเอกสารและลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ เตรียมนำเข้ามาใช้ในกระทรวงการคลังด้วยเช่นเดียวกัน

โลกเสพติดเทคโนโลยี อีริคสันชี้คนมีมือถือมากกว่า1เครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577752

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 06:22 น.

โลกเสพติดเทคโนโลยี อีริคสันชี้คนมีมือถือมากกว่า1เครื่อง

อีริคสัน ระบุผลสำรวจ ผู้บริโภคทั่วโลก พบ 10 แนวโน้มเทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมคาดปี 2567 คนจะใช้ 5จี ทะลุ 1,500 ล้านราย

นายวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเน็ตเวิร์กโซลูชั่น บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคใน 10 เมืองหลักกว่า 5,000 คนในปี 2561 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคมีการเสพติดเทคโนโลยีมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมีการครอบครองโทรศัพท์มือถือมากกว่า 1 เครื่อง และเริ่มมีการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างมือถือมากขึ้น

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังกล่าวทำให้เกิด 10 แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลปี 2562 และในอนาคตดังนี้ 1.เครื่องรับรู้อัจฉริยะ กว่า 60% ของผู้ที่ใช้งานแอพพลิเคชั่นผู้ช่วยส่วนตัวคิดว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้า อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีจะสามารถรับรู้และเข้าใจถึงอารมณ์ของผู้ใช้ได้ 2.ผู้ตอบโต้ที่ชาญฉลาด กว่า 65% ของผู้ที่ใช้งานแอพพลิเคชั่นเป็นผู้ช่วยส่วนตัว คิดว่าอุปกรณ์อัจฉริยะจะสามารถโต้เถียงได้เสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

ขณะที่แนวโน้มที่ 3 แอพพลิเคชั่นสอดแนม กว่า 45% ของผู้บริโภคคิดว่าแอพพลิเคชั่นจะเก็บข้อมูลของผู้ใช้ แม้กระทั่งตอนไม่ได้เปิดใช้แอพก็ตาม 4.บังคับให้ตอบตกลง ผู้บริโภคจำนวน 51% รู้สึกรำคาญที่จะต้องตอบตกลงให้ cookie เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวตลอดเวลา 5.ทักษะทางอินเทอร์เน็ต กว่า 50% ของผู้ใช้งาน AR หรือ VR ต้องการใช้แอพพลิเคชั่นแว่นตาหรือถุงมือที่สามารถนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้

สำหรับแนวโน้มต่อไป 6.การบริโภคแค่เพียงปลายนิ้ว ผู้ที่ใช้งานแอพพลิเคชั่นผู้ช่วยส่วนตัวราวครึ่งหนึ่ง ต้องการที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการจ่ายบิล รวมทั้งซื้อของใช้ภายในบ้านแบบอัตโนมัติ 7.ผู้ช่วยในการตัดสินใจ ผู้บริโภคจำนวน 31% คิดว่าอีกไม่นานคงจะต้องใช้บริการ “ศูนย์ฝึกความคิด” เพื่อฝึกทักษะทางด้านความคิด 8.รักษ์โลก ผู้บริโภคจำนวน 39% ต้องการใช้นาฬิการักษ์โลกที่สามารถวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในแต่ละวันได้

ด้านผลสำรวจที่ 9 ฝาแฝดดิจิทัล ผู้ใช้งาน AR หรือ VR จำนวน 48% ต้องการมีฝาแฝดเสมือนจริงที่เหมือนกับตัวเขาแบบชนิดที่แยกไม่ออก เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแยกกันอยู่สองที่ได้ในเวลาเดียวกัน และ 10.ชุมชน 5จี ผู้ใช้งาน สมาร์ทโฟนจำนวน 20% เชื่อว่า 5จี จะทำให้อุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อกันได้ดีกว่า

นายวุฒิชัย กล่าวอีกว่า ภายในปี 2567 คาดจะมีผู้ใช้งาน 5จี ทั่วโลกสูงถึง 40% ของจำนวนประชากรโลก ซึ่งปัจจุบันมี กว่า 7,000 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตผ่าน มือถือ 1,500 ล้านราย เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศเริ่มใช้งาน 5จี แล้ว ส่วนไทยอาจช้ากว่าหลายประเทศเล็กน้อย เนื่องจากปัญหาเรื่องคลื่นความถี่