เก็ทรุกบริการทั่วกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577015

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 06:24 น.

เก็ทรุกบริการทั่วกรุง

เก็ท ขยายพื้นที่ให้บริการ 14 เขตใน กทม. พร้อมยังเปิดให้ คนกรุงทดลองใช้บริการฟรี

นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการและผู้ร่วมก่อตั้ง “เก็ท” แอพพลิเคชั่นให้บริการเรียกรถจักรยานยนต์วินและส่งของ ที่ได้รับการสนับสนุนจากโกเจ็ก เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มทดลองเปิดให้บริการใน 3 เขต ได้แก่ จตุจักร ลาดพร้าว และวังทองหลาง เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดได้ขยายพื้นที่ให้บริการเป็น 14 เขต ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) แล้ว

สำหรับพื้นที่ทั้ง 14 เขตที่เปิด ให้บริการได้แก่ จตุจักร ลาดพร้าว วังทองหลาง สาทร บางรัก คลองเตย ยานนาวา บางกะปิ ราชเทวี ปทุมวัน พญาไท บึงกุ่ม บางคอแหลม และราษฎร์บูรณะ โดยเป็นการให้บริการทั้งการเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างและบริการรับส่งพัสดุภายในระยะทาง 8 กิโลเมตร และขณะนี้ยังให้บริการฟรีเนื่องจากเป็นช่วงเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการ

ทั้งนี้ ได้วางเป้าหมายให้ เก็ท เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับบริการเรียกรถและส่งพัสดุให้กับคนกรุงเทพฯ เนื่องจากเชื่อว่ารถจักรยานยนต์เป็นกุญแจสำคัญในการช่วยลดปัญหาการจราจร และช่วยให้คนเมืองสามารถเดินทางได้รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเริ่มด้วยบริการ เก็ทวิน และ เก็ทเดลิ เวอรี่ ก่อนจะขยายไปยังบริการอื่นๆ ต่อไป

ด้านนายนาดีม มาคาริม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โกเจ็ก กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโตที่สูง แต่ก็มีความ ซับซ้อนและแตกต่างจากที่อื่น อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า เก็ทจะสามารถมอบบริการที่ตรงใจคนไทยในการเป็นทางเลือกใหม่

ส่องอี-คอมเมิร์ซไทย ช้อปปี้ไล่บี้ลาซาด้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577014

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 06:14 น.

ส่องอี-คอมเมิร์ซไทย ช้อปปี้ไล่บี้ลาซาด้า

โดย…ขนิษฐา สาสะกุล,ไอไพรซ์

การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มักเกิดจากปัจจัยหลายด้านหลอมรวมกัน เช่น เทศกาลในปี ช่วงหยุดยาว และแคมเปญที่จัด เป็นต้น ซึ่ง ไอไพรซ์ (iPrice) ได้รวบรวมไฮไลต์สำคัญในปี 2561 ที่ผ่านมา ใน 3 ประเด็น ได้แก่ แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในประเทศไทย แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศไทย และแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เริ่มจากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในประเทศไทย โดยข้อมูลจาก กูเกิล เทรนด์ ระบุว่า แคมเปญ Lazada Birthday ยังเป็นแคมเปญที่มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุดแห่งปี ต่างจากข้อมูลในปี 2560 ที่เทศกาล 11.11 Sale และ 12.12 Sale เป็นแคมเปญที่มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังข่าวจับมือกันระหว่างเจดีดอทคอมและเซ็นทรัล ร่วมมือกันถือหุ้นคนละครึ่ง และเปิดตัวร้านค้าอี-คอมเมิร์ซลูกผสม เจดีเซ็นทรัล เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา จาก การเก็บข้อมูล Map of e-Commerce ไตรมาส 3 พบว่า ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซ น้องใหม่นี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 3,200% ลำดับของจำนวนการดาวน์โหลดแอพเพิ่มขึ้น มา 2-3 เท่าตัว จำนวนผู้ติดตามทาง โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% และมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 35% หรือจาก 79 คน เป็น 107 คน

ในส่วนของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศไทย แน่นอนว่า ลาซาด้าก็ยังครองตำแหน่งผู้นำเช่นเดิม แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. ยอดผู้เข้าชมสินค้าใน ลาซาด้ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากผลการศึกษาข้อมูลอาจสามารถวิเคราะห์ได้หลายประเด็น อาทิ การจัดแคมเปญที่ไม่ตอบโจทย์นักช็อปในช่วงเวลาดังกล่าว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเลือกซื้อสินค้าทางออฟไลน์หรือร้านค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าโดยเฉพาะมากกว่า หรือเป็นไปได้ที่ค่านิยมของการใช้บริการแบบ B2C ลดลง เพราะนักช็อปชื่นชอบบริการแบบ C2C ที่ร่นระยะห่างระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภคมากกว่า

อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือ ช้อปปี้ (Shopee) ที่มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง และไล่ตามลาซาด้ามาอย่างรวดเร็ว โดยในเดือน พ.ย. 2561 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของ Shopee เพิ่มขึ้นต่างจาก Lazada เพียง 23 ล้านคนเท่านั้น และหากยังแรงต่อปีนี้ช้อปปี้อาจเบียดลาซาด้าก็เป็นได้

ขณะที่ Zilingo ร้านค้าสายแฟชั่นก็มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเดือน ม.ค. 2561 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อยู่ที่ 4.85 แสนคน แต่จากการเก็บข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. 2561 พบว่า มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นราว 3 เท่าตัว หรือกว่า 188% โดยเดือน ก.ย.เป็นเดือนที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากที่สุดอยู่ที่ 4.9 ล้านคน อีกทั้งจากการจัดอันดับทางแอพพลิเคชั่น ยังขยับจากอันดับที่ 11 มาเป็นอันดับที่ 5 ในไตรมาส 3 อีกด้วย

ปิดท้ายด้วยแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์สำคัญส่งท้ายปีคือ Tokopedia ได้รับเงินระดมทุนกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก อาลีบาบาและซอฟต์แบงก์ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติอินโดนีเซียที่เป็นหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคให้น่าจับตามองยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประเด็นที่น่าจับตามองในปี 2562 จึงอยู่ที่ช้อปปี้ ว่าจะขยับหายใจรดต้นคอผู้นำตลาดอย่างลาซาด้าได้มากน้อยขนาดไหน แต่ที่แน่นอนคือ สมรภูมิอี-คอมเมิร์ซเมืองไทยยังคงดุเดือดแน่นอน

“จอพับได้-5จี” เริ่มมา! มือถือ 2019 จ่อแพงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576949

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 10:29 น.

"จอพับได้-5จี" เริ่มมา! มือถือ 2019 จ่อแพงขึ้น

2019 จะเป็นปีที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มารองรับ 2 เทคโนโลยีล้ำสมัยนั่นคือ เครือข่าย5จี และ หน้าจอสมาร์ทโฟนแบบพับได้

********************************

โดย….ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เทคโนโลยีเครือข่าย 5จี และเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนพับได้ นับว่าเป็น 2 เทคโนโลยีล้ำสมัยที่น่าจับตาที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน และคาดว่าผู้ผลิตหลายรายจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่รองรับ 2 เทคโนโลยีดังกล่าวในปี 2019 แต่การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่กับผลิตภัณฑ์จะต้องใช้ต้นทุนเพิ่มขึ้น หมายความว่าราคาสมาร์ทโฟนจะแพงขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ซัมซุง ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า จะจัดงานที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ ในวันที่ 20 ก.พ. โดยคาดว่าจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น “กาแล็คซี่ เอส10” สามารถรองรับการใช้งานเครือข่าย 5จี ซึ่งจะส่งผลให้ซัมซุงเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่รายแรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนรองรับ 5จี

นอกจากนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ซัมซุงยังเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ หลังจากแจ้งพันธมิตรว่าอาจเริ่มขายอย่างเร็วที่สุดในเดือน เม.ย. โดยซัมซุงได้เลื่อนเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ให้เร็วก่อนกำหนดเพื่อชิงจังหวะจากคู่แข่งรายใหญ่อย่างหัวเว่ย ที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ในงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน วันที่ 25-28 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ วันพลัส ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีน คาดการณ์ว่า ในช่วงยุคแรกของสมาร์ทโฟนรองรับเครือข่าย 5จี ราคาขายสมาร์ทโฟนอาจจะแพงขึ้นประมาณ 200-300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,382-9,573 บาท)/เครื่อง แต่ จัสติน เดนิสัน รองประธานอาวุโสฝ่ายมือถือของซัมซุง กล่าวว่า หากผู้ผลิตสร้างมูลค่าให้กับสมาร์ทโฟนได้มากพอ ผู้บริโภคก็พร้อมจ่าย

แอนโธนี สการ์เซลลา นักวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษา ไอดีซี กล่าวว่า แม้ว่ายอดขายสมาร์ทโฟนโดยรวมในปี 2018 ลดลงเล็กน้อย แต่ราคาเฉลี่ยคาดว่าอยู่ที่ 345 ดอลลาร์ (ราว 1.1 หมื่นบาท) เพิ่มขึ้น 10.3% จากปี 2017

ด้านเว็บไซต์ซีเน็ต รายงานว่า การตั้งราคาขายสมาร์ทโฟนแพงขึ้นเป็นกระแสที่เริ่มจากแอปเปิ้ล ที่ตั้งราคาขายสมาร์ทโฟนทะลุหลัก 1,000 ดอลลาร์ (ราว 3.19 หมื่นบาท) สำหรับไอโฟนเท็น ในปี 2017 ซึ่งเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักสำหรับราคาที่แพงจนเกินไป แต่กลับมียอดขายแซงหน้าผลิตภัณฑ์อื่นๆ ช่วงแรกตั้งแต่เริ่มขายในเดือน พ.ย. 2017 ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคยอมรับได้ และส่งผลให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ ทำตามแอปเปิ้ล

ตลาดกลางยังแข่งที่ราคา

อย่างไรก็ดี ซีเน็ต คาดการณ์ว่า ราคาสมาร์ทโฟนระดับกลางอาจจะยังไม่ปรับขึ้น เนื่องจากดีมานด์การซื้อสมาร์ทโฟนราคาระดับกลาง และราคาถูกในหมู่ผู้บริโภคที่มีงบจำกัดหรือใช้งานไม่มาก ยังคงสูงอยู่ ขณะที่ผู้ผลิตหลายราย เช่น เสี่ยวหมี่ โนเกีย ออปโป้ เอซุส และออเนอร์ แบรนด์ในเครือหัวเว่ย ยังคงเน้นกับมือถือระดับกลาง

ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างซัมซุง ยังมีแผนปรับกลยุทธ์มารุกตลาดสมาร์ทโฟนราคาปานกลางมากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ใช้กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย ที่มีความต้องการใช้สมาร์ทโฟนคุณภาพสูง แต่กำลังซื้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ หลังจากเผชิญแรงกดดันจากผู้ผลิตสัญชาติจีนที่เสนอสมาร์ทโฟนเทคโนโลยีขั้นสูงในราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะหัวเว่ย

ขณะเดียวกัน ฟิทช์ โซลูชั่นส์ บริษัทวิจัยตลาด ระบุว่า แอปเปิ้ลยังอาจต้องยอมปรับราคาไอโฟนให้ถูกลงด้วยเพื่อการชิงส่วนแบ่งตลาดใน “อินเดีย” ตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน เนื่องจากปัจจุบันราคาไอโฟนยังแพงเกินไปสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่ แม้แต่รุ่นที่ผลิตในอินเดียอย่างไอโฟนเอสอี และไอโฟน 6เอส ยังมีราคาขายที่ 430 ดอลลาร์ และ 270 ดอลลาร์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคในอินเดียซื้อสมาร์ทโฟนในราคา 160 ดอลลาร์

ด้านซีเอ็นบีซี รายงานว่า ผู้ค้าปลีกในจีนหลายรายกำลังปรับลดราคาขายไอโฟน หลังจากยอดขายตก เป็นเหตุมาจากราคาแพงเกินไป และฟีเจอร์ยังไม่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคในจีนที่มองข้ามขั้นไปถึงสมาร์ทโฟนพับได้หรือ 5จี โดยล่าสุดคือซูหนิง ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ซึ่งปรับลดราคารุ่นเท็นอาร์ 128GB ลง 1,200 หยวน (ราว 5,681 บาท) ทั้งยังมีผู้ค้ารายอื่นๆ ที่จัดช่วงโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเช่นกัน

ทั้งนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แอปเปิ้ลวางแผนเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ 3 รุ่น ช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.ปีนี้ โดยจะมีการเปิดตัวรุ่นราคาประหยัดต่อจากรุ่นเท็นอาร์ แม้ยอดขายยังไม่ถึงเป้า พร้อมระบุว่า แอปเปิ้ลวางแผนจะใส่ฟีเจอร์กล้องแบบใหม่ รวมถึงกล้อง 3 ตัวในรุ่นสูงสุด และกล้องคู่ใน 2 รุ่นรองลงมา แต่ยังไม่มีการระบุเรื่องราคา

ภาพ เอเอฟพี

ค้าปลีกรายใหญ่ของจีนหั่นราคา “ไอโฟน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576825

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 07:20 น.

ค้าปลีกรายใหญ่ของจีนหั่นราคา "ไอโฟน"

แห่ลดราคาไอโฟนสู้ยอดขายร่วง ด้านโกลด์แมน แซคส์เตือนสตาร์บัคส์ซ้ำรอยแอปเปิ้ล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในจีนแห่ปรับลดราคาขายไอโฟน สมาร์ทโฟนของแอปเปิ้ล ผู้ผลิตสัญชาติสหรัฐ หลังประสบปัญหายอดขายในตลาดจีนตกต่ำ และการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์สมาร์ทโฟนจีน

เจดีดอทคอม หนึ่งในแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของจีน ปรับลดราคาขายรุ่นไอโฟน 8 มาอยู่ที่ 3,999 หยวน (ราว 1.88 หมื่นบาท) ลดลง 22% เมื่อเทียบกับราคาบนเว็บไซต์แอปเปิ้ลในจีน ส่วนราคารุ่นไอโฟน 8 พลัส อยู่ที่ 4,799 หยวน (ราว 2.26 หมื่นบาท) ต่ำกว่าราคาบนเว็บไซต์แอปเปิ้ลราว 20%

ขณะที่ราคารุ่นไอโฟนเท็นอาร์บนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซซูหนิงลดลงมาอยู่ที่ 5,399 หยวน (ราว 2.54 หมื่นบาท) ต่ำกว่าราคาบนเว็บไซต์แอปเปิ้ลที่ 6,499 หยวน (ราว 3.06 หมื่นบาท)

ด้านรอยเตอร์ส รายงานว่า กั๋วเหม่ยห้างค้าปลีกรายใหญ่ได้ปรับลดราคาไอโฟนหลายรุ่นแล้ว เช่นเดียวกับตัวแทนจัดจำหน่ายของแอปเปิ้ลหลายรายบนทีมอลล์ แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซในเครืออาลีบาบา ก็มีแผนเริ่มลดราคาตั้งแต่วันนี้

โมเจีย นักวิเคราะห์ของคานาลิสบริษัทวิจัยตลาด กล่าวว่า การแห่ลดราคาไอโฟนของผู้ค้าปลีกในจีนครั้งนี้ถือว่าแปลกมาก เพราะกระทบรุ่นไอโฟนเท็นเอส และเท็นอาร์ ที่เปิดตัวเพียงไม่กี่เดือน โดยเจียคาดการณ์ว่า แอปเปิ้ลอาจลดราคาไอโฟนที่ส่งให้กับผู้จัดจำหน่าย หรือผู้จัดจำหน่ายอาจหั่นราคาเองเพื่อขายให้ได้มากขึ้น ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าแอปเปิ้ลอาจต้องการดูกระแสตอบรับเมื่อลดราคาไอโฟน หรือจำเป็นต้องลดสินค้าคงคลัง

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยข้อมูลและการสื่อสารของจีน เปิดเผยว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนในจีนเมื่อปี 2018 อยู่ที่ 390 ล้านเครื่อง ลดลง 15.5% จากปี 2017 ส่วนยอดขายโทรศัพท์มือถือโดยรวมอยู่ที่ 414 ล้านเครื่อง ลดลง 15.6% โดยมือถือแบรนด์สัญชาติจีนครองสัดส่วน 89.5% ของยอดขายทั้งหมด

ด้าน โกลด์แมน แซคส์ เปิดเผยว่า สตาร์บัคส์ เชนร้านกาแฟใหญ่ที่สุดในโลก อาจเป็นแบรนด์อเมริกันรายต่อไปที่ประสบปัญหาเรื่องยอดขายในจีนเหมือนกับแอปเปิ้ล ซึ่งส่งผลให้หุ้นแอปเปิ้ลร่วงอย่างหนักในเดือนนี้

นอกจากนี้ โกลด์แมนยังได้ปรับลดอันดับความน่าลงทุนของหุ้นสตาร์บัคส์ จากน่าซื้อ (Buy) ลงมาสู่ปานกลาง (Neutral) โดยสตาร์บัคส์มีสาขาในจีนกว่า 3,600 แห่ง และมีแผนขยายจำนวนสาขา 2 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี

ชี้ยุคเหมืองทองข้อมูล เดลล์เผย 6คาดการณ์โลก เทคโนโลยีกระทุ้งเศรษฐกิจลื่นไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576700

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 07:26 น.

ชี้ยุคเหมืองทองข้อมูล เดลล์เผย 6คาดการณ์โลก เทคโนโลยีกระทุ้งเศรษฐกิจลื่นไหล

เดลล์ เผยดิจิทัลขับเคลื่อนข้อมูล ระบุ 5จี สร้างระบบโครงสร้างดิจิทัลขยายตัว 11 ปีข้างหน้า องค์กรรับมือ 5 เจเนอเรชั่นในการทำงาน

นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร บริษัท เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาค อินโดจีน เปิดเผยว่า ในปี 2562 เป็นช่วงที่กำลังเดินเข้าใกล้ทศวรรษหน้าแห่งนวัตกรรมที่จะนำพาไปสู่ปี 2573 ซึ่งเดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้คาดการณ์ถึงสิ่งที่จะได้รับจากการก้าวเข้าสู่ยุคถัดไปของความ ร่วมมือระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรกล ผลักดันให้วิถีชีวิตก้าวสู่สมาร์ทลีฟวิ่ง และการทำงานอย่างชาญฉลาด ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจลื่นไหล

ทั้งนี้ ปีนี้ทั่วโลกจะก้าวสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยการ คาดการณ์ที่ 1 การทำงานและใช้ชีวิตได้สมจริงยิ่งกว่าที่เคย จะได้เห็นความฉลาดของเครื่องจักรผสานรวมเข้ากับระบบที่รวมสภาพแวดล้อมจริงเข้ากับวัตถุเสมือนหรือเออาร์ และระบบจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงหรือวีอาร์

นายอโณทัย กล่าวว่า คาดการณ์ที่ 2 เหมืองทองของข้อมูลจะจุดประกายให้เกิด “การตื่นทอง” ในการลงทุนด้านเทคโนโลยียุคถัดไปหลายองค์กรเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้ามาเป็นเวลาหลายปี โดยคาดว่าภายในปี 2563 ข้อมูลจะมีปริมาณสูงถึง 44 ล้านล้านกิกะไบต์ หรือ 44 เซตตะไบต์ ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนมหาศาลและองค์กรจะเริ่มนำข้อมูลไปปฏิรูปสู่ดิจิทัลเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

สำหรับการก้าวสู่ยุค 5จี เป็นการ คาดการณ์ที่ 3 ช่วยให้การใช้ชีวิตบนเอดจ์ได้ดีขึ้น อุปกรณ์ชิ้นแรกๆ ที่รองรับ 5จี จะออกสู่ตลาดช่วงปีหน้า โดยมาพร้อมความสามารถในการรองรับเครือข่ายรุ่นถัดไป ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเกมการแข่งขันด้านข้อมูลอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องของความเร็วและความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเครือข่ายที่ให้แบนด์วิดท์สูง

ขณะที่ในอนาคตเริ่มเห็นไมโคร-ฮับเรียงรายอยู่ตามถนน เกิดดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กที่จะช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ๆ สำหรับการสร้างข้อมูลเชิงลึกในแบบเรียลไทม์ให้เกิดขึ้นได้จากจุดที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม นอกจากนี้เมืองต่างๆ สามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้ปูทางไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ พร้อมระบบโครงสร้างดิจิทัลที่คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตและขยายตัวในปี 2573

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ที่ 4 ข้อมูลจะเรียกร้องการใช้งานคลาวด์ที่มากขึ้น การคาดการณ์ถึงการมาของเมกะคลาวด์ ซึ่งเป็นการนำคลาวด์หลากหลายรูปแบบมาทำงานงานร่วมกัน โดย 63% ขององค์กรธุรกิจมีความตั้งใจที่จะลงทุนเพื่อมุ่งไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานในแบบมัลติคลาวด์ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

ด้านประชากรเป็นการคาดการณ์ที่ 5 ก้าวข้ามผ่านยุคมิลเลนเนียลไป กลุ่มคนเจนแซด (Gen Z) จะตบเท้าสู่การทำงาน ทำให้มีคนทำงานที่แตกต่างกันถึง 5 รุ่น การใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันอย่างมาก 98% โดยรีเสิร์ช เดลล์ เทคโนโลยีส์ ระบุว่า 97% ของชาวเจนแซดในไทยต้องการที่จะทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด

นายอโณทัย กล่าวว่า คาดการณ์ที่ 6 ไม่มีจุดอ่อน หรือสิ่งที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะซัพพลายเชนจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ฉลาดขึ้นจากเทคโนโลยีบล็อกเชน และองค์กรต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ดีแทคจ่าย9.5พันล.ยุติข้อพิพาท’กสท’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576597

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 07:42 น.

ดีแทคจ่าย9.5พันล.ยุติข้อพิพาท'กสท'

ดีแทคยอมจ่าย 9,500 ล้าน ให้ กสท ขอจบคดีความที่ฟ้อง ร้องกันในชั้นศาล มั่นใจไม่กระทบฐานะการเงิน

นายชวิต แสงอุดมเลิศ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการทำสัญญาระงับข้อพิพาทกับบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่มีเป็นจำนวนมาก โดยตกลงชำระค่าตอบแทนเพื่อการระงับข้อพิพาทเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 9,510.24 ล้านบาท โดยจะชำระค่าตอบแทนส่วนแรก 6,840.24 ล้านบาทให้ก่อน ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อกระบวนการ ถอนคดีที่ค้างอยู่ในศาลเสร็จสิ้นลง

ทั้งนี้ การยอมยุติข้อพิพาทและจ่ายเงินให้ กสท ครั้งนี้ และจะไม่กระทบฐานะการเงินและสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญและจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญประจำปีก่อน

“ข้อพิพาททั้งหมดเกิดขึ้นในช่วง ระยะเวลาของการดำเนินการภายใต้สัญญาสัมปทานยาวนานกว่า 27 ปี ที่เพิ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2561 และการระงับ ข้อพิพาทกับ กสท ครั้งนี้ไม่ได้ยุติข้อ พิพาททั้งหมด แต่ยุติเป็นส่วนใหญ่” นายชวิต กล่าว

ใช้งานดาต้าพุ่ง33%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576593

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 07:04 น.

ใช้งานดาต้าพุ่ง33%

ดีแทคเผยผู้บริโภคเสพสื่อสตรีมมิ่งวิดีโอพุ่ง จับมือพันธมิตรเข้าถึงคอนเทนต์สร้างสรรค์

นายปานเทพย์ นิลสินธพ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริการและการขายดิจิทัล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า ช่วง 11 เดือนแรกของปี 2561 ที่ผ่านมา ลูกค้า ดีแทคมีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นกว่า 33% ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานผ่านโซเชียลมีเดีย โดย 60% เป็นการใช้งานผ่านสตรีมมิ่งวิดีโอ โดยแอพและบริการที่มียอดนิยมจำนวน 20 รายการ เป็นแอพวิดีโอสตรีมมิ่งถึง 9 รายการ และเป็นแพลตฟอร์มยูทูบถึง 40% ของการใช้งานดาต้า

ทั้งนี้ ดีแทคจึงเห็นความสำคัญในการสร้างคอนเทนต์เข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน จึงได้ร่วมกับพันธมิตรเปิดโครงการ ดี ฟอร์ คิด สำหรับรวบรวมแหล่งคอนเทนต์สำหรับเยาวชน ผ่านช่องทาง ยูทูบ คิด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับเยาวชนโดยเฉพาะ รวมทั้งเตรียมขยายโอกาสในการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมงานกับผู้สร้างคอนเทนต์กว่า 30 ราย ผลิตเนื้อหาที่เหมาะสมในสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงการใช้อินเทอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์

ขณะเดียวกัน ดีแทคเตรียมมอบประสบการณ์การเข้าถึงคอนเทนต์สร้างสรรค์ของผู้บริโภค โดยดีแทคจะมอบดาต้า 2 กิกะไบต์ ระยะเวลา 30 วัน เพื่อใช้รับชมวิดีโอผ่านแอพยูทูบ คิด ซึ่งสามารถรับสิทธิได้จาก *399*112# ระหว่างวันที่ 12 ม.ค.-11 เม.ย.นี้

ประสบการณ์ เร่งนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576482

  • วันที่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ประสบการณ์ เร่งนวัตกรรม

เรื่อง ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)

หนึ่งในบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจตลอดกาลของผู้เขียน คือ ลีโอนาโด ดา วินชี ผู้ซึ่งช่ำชองทั้งวิทยาศาสตร์ งานประดิษฐ์ และศิลปะ จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์โด่งดังมากมาย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในยุคสมัยเรอเนสซองซ์ที่ชายผู้นี้อยู่นั้น วิวัฒนาการของเครื่องมือที่ช่วยให้การประดิษฐ์และการทดลองทางวิศวกรรมยังไม่ก้าวหน้าเท่าใด ส่งผลให้การออกแบบและประดิษฐ์ของ ดา วินชี ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หรืออาจจะเรียกได้ว่า “เสี่ยงเกินไป” ที่จะทำการทดลองในสภาวะแวดล้อมจริง และปราศจากวิธีในการ “จำลอง” ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการออกแบบผลงาน

ต่างจากปัจจุบันที่เราสามารถ “จำลอง” ผลลัพธ์จากโมเดลทางคณิตศาสตร์ หรือการออกแบบโครงสร้างทางเคมีฟิสิกส์ที่ซับซ้อน โดยใช้การคำนวณบนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูง หรือที่เรียกกันว่า High Performance Computing (HPC) หรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ และด้วยความก้าวหน้าในปัจจุบัน งานประดิษฐ์ที่เป็นเพียงร่างออกแบบบางชิ้นของ ดา วินชี ก็ได้รับการทดลอง และยืนยันผลลัพธ์กันไปแล้วหลายต่อหลายงาน

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายว่าจำนวนการใช้งาน HPC เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ยังคงจำกัดวงแต่ในบริษัทชั้นนำ เหตุผลสำคัญเกิดจากการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ล้าสมัย รวมไปถึงการลงทุนจัดหาเครื่องเซิร์ฟเวอร์สมรรถนะสูงเพื่อสร้างความสามารถในการคำนวณขนาดใหญ่ให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ก็มีมูลค่าสูง นอกจากนี้เอสเอ็มอีก็มีข้อจำกัดในด้านบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการคำนวณสมรรถนะสูงนี้

ในทางกลับกัน บริษัทชั้นนำต่างมี “ทีมงานเฉพาะ” ที่คอยพัฒนาและดำเนินการกับ HPC ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานภายในที่สำคัญของบริษัทเอง โดยทีมงานเฉพาะเหล่านี้มีชุดทักษะที่หลากหลายและจำเป็นต่อการติดตั้ง และการดำเนินการกับชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการ “จำลอง” รวมไปถึงการแปลผลจากข้อมูลที่เป็นผลลัพธ์จากการจำลองอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เหนี่ยวนำให้โรงงานที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านี้อยู่สามารถสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อจำกัดที่เอสเอ็มอีทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เป็นเรื่องของโนฮาวในการดำเนินงานกับ HPC ให้ทำการทดลองเชิงคุณภาพ และประเมินความเป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งทำการออกแบบ เรากำลังพูดถึง “ชุดประสบการณ์” ของทีมงานเฉพาะที่จะมาช่วยให้เอสเอ็มอีไทยได้มีโอกาส “เร่งการพัฒนานวัตกรรม” หรืออีกนัยหนึ่ง การขาดบุคลากรเป็นข้อจำกัดในการเติบโตทางธุรกิจและการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ค่ายมือถือผนึกขยายระยะเวลาเยียวยาลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576469

  • วันที่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 07:59 น.

ค่ายมือถือผนึกขยายระยะเวลาเยียวยาลูกค้า

3 โอเปอเรเตอร์มือถืออุ้มลูกค้าพิษปาบึกโทรฟรี 50 นาที อินเทอร์เน็ต 1 กิกะไบต์ ระหว่างวันที่ 10-16 ม.ค.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4-6 ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) 3 รายใหญ่ ประกอบด้วย เอไอเอส ทรู และดีแทค ได้เยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุปาบึกในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยให้โทรออกฟรี 50 นาที และใช้อินเทอร์เน็ตฟรีจำนวน 1 กิกะไบต์ ซึ่งพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวลูกค้าเอไอเอสใช้สิทธิเยียวยา 90% ลูกค้าทรูใช้สิทธิเยียวยา 80-90% และลูกค้าดีแทคใช้สิทธิเยียวยาแล้ว 20%

อย่างไรก็ตาม กสทช.ได้หารือร่วมกับโอเปอเรเตอร์ให้ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิเยียวยา อีก 7 วัน ระหว่างวันที่ 10-16 ม.ค. 2562 สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิในแพ็กเกจเดียวกันคือโทรฟรี 50 นาที และใช้อินเทอร์เน็ตฟรีจำนวน 1 กิกะไบต์

ทั้งนี้ รายงานผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน จ.นครศรีธรรมราช พบว่า มีผู้ใช้บริการเครือข่ายของเอไอเอส ทรู และดีแทค จำนวน 7 แสนเลขหมาย 6 แสนเลขหมาย และ 3 แสนเลขหมาย ตามลำดับ โดย  กสทช.ได้กำชับผู้ให้บริการเครือข่ายดูแลการติดต่อสื่อสารให้เป็นปกติในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่มีความจำเป็น เช่น โรงพยาบาล  ศูนย์อพยพ

สื่อญี่ปุ่นเผยแอปเปิลจ่อลดการผลิตไอโฟน3รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576419

  • วันที่ 09 ม.ค. 2562 เวลา 14:55 น.

สื่อญี่ปุ่นเผยแอปเปิลจ่อลดการผลิตไอโฟน3รุ่นใหม่

“นิกเกอิ เอเชียน รีวิว”เผย แอปเปิลเตรียมปรับลดการผลิตไอโฟนรุ่นใหม่ 3 รุ่นลง 10%

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.62 นิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า บริษัทแอปเปิล อิงค์ เตรียมปรับลดการผลิตไอโฟนรุ่นใหม่ 3 รุ่นลง 10% ในไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค. โดยไอโฟน ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ XR, XS และ XS Max

รายงานของนิกเกอิระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แอปเปิลได้ร้องขอไปยังบริษัทซัพพลายเออร์ถึง 2 ครั้ง ให้ลดการผลิต ไอโฟนทั้ง 3 รุ่น

อย่างไรก็ตามคำร้องขอดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่แอปเปิลจะประกาศปรับลดคาดการณ์รายได้เมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การปรับลดการผลิตลง 10% จะส่งผลให้ปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์ไอโฟน ในไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค. ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40-43 ล้านเครื่อง จากตัวเลขประมาณการครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 47-48 ล้านเครื่อง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาหุ้นแอปเปิลดิ่งลงอย่างหนัก หลังจากแอปเปิล อิงค์ ได้ประกาศปรับลดคาดการณ์รายได้ประจำไตรมาสแรกของปีการเงินของบริษัทซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 29 ธ.ค. จากเดิมที่คาดไว้ในช่วง 8.9-9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงเหลือ 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 9.15 หมื่นล้านดอลลาร์

ภาพ เอเอฟพี