จับตาประมูลคลื่น รับยุค5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575782

  • วันที่ 03 ม.ค. 2562 เวลา 08:04 น.

จับตาประมูลคลื่น รับยุค5จี

ทิศทางการประมูลคลื่นความถี่ในปี2562 ส่อแวว กสทช.ย่อมต้องเหนื่อยไม่ต่างจากการประมูลในปีที่ผ่านมาหรืออาจมากกว่าเดิม

*********************************

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

การจัดสรรคลื่นความถี่ เป็นภารกิจหลักของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งปี 2562 สำนักงาน กสทช. ยังคงเดินหน้าจัดประมูลคลื่นความถี่ต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเข้าสู่ยุค 5จี ที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจำเป็นต้องถือครองคลื่นความถี่จำนวนมาก

สำหรับปี 2561 สำนักงาน กสทช.ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่ขึ้นทั้งหมด 2 ครั้ง โดยเป็นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นการจัดประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน

ทั้งนี้ การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ได้เปิดประมูลคลื่นความถี่จำนวน9 ใบอนุญาต ขนาดใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ โดยจัดประมูลขึ้นในวันที่ 19 ส.ค. 2561 มีผู้ชนะการประมูล 2 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) ในเครือเอไอเอส และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) ในเครือดีแทค ซึ่งคว้าใบอนุญาตรายละ 1 ใบ นับเป็นการประมูลที่ลุ้นจนตัวโก่งว่า จะมีผู้ให้บริการโทรคมนาคม (โอเปอเรเตอร์) เข้าร่วมหรือไม่ เนื่องจากกว่าจะเกิดการประมูลในเดือน ส.ค. 2561 สำนักงาน กสทช. ต้องเลื่อนประมูลจากกำหนดการเดิมหลายครั้ง ด้วยเหตุไม่มีผู้ยื่นหนังสือเข้าประมูล กระทั่งใช้กลยุทธ์แบ่งใบอนุญาตออกเป็น 9 ใบเล็ก จึงมีโอเปอเรเตอร์สนใจเข้าประมูล

ด้านการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ต่างเหนื่อยไม่น้อยไปกว่าคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่กว่าจะจัดการประมูลขึ้นได้ในวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ต้องเลื่อนการประมูลจากกำหนดการเดิม 1 ครั้ง เนื่องจากโอเปอเรเตอร์ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขการประมูลที่ให้ผู้ชนะการประมูลเป็นผู้จัดทำแนวป้องกันคลื่นความถี่รบกวนการเดินรถของรถไฟ เพราะสำนักงาน กสทช. ได้จัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับกระทรวงคมนาคมจำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อใช้ในการเดินรถของรถไฟไทย-จีนไปด้วย สุดท้ายเมื่อสำนักงาน กสทช. ตัดสินใจเอาเงื่อนไขดังกล่าวออกไป ทำให้ดีแทคเข้าร่วมประมูล และคว้าใบอนุญาต ด้วยราคา 38,064 ล้านบาท ขนาดใบอนุญาตจำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์

เห็นได้ว่าการประมูลในปี 2561 ไม่คึกคักเท่าการประมูล 2558-2559 ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด และจากปัจจัยราคาการประมูลที่สูงลิ่วในปี 2558-2559 ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนจนถึงทุกวันนี้ ทั้งต้องคิดหนักเมื่อจะเข้าร่วมการประมูลในครั้งต่อๆ ไป

แม้ว่าการเชิญชวนเอกชนให้เข้าร่วมการประมูลจะยากเพียงใด สำนักงาน กสทช.ยังคงเดินหน้าจัดการประมูลต่อเนื่องในปี 2562 ซึ่งเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่รองรับเทคโนโลยี 5จี ที่คาดการณ์ว่าจะทยอยเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2563 โดยคลื่นความถี่ที่สำนักงาน กสทช.จะนำมาประมูลในปีหน้า ประกอบด้วยคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 7 ใบอนุญาต ที่เหลือจากการประมูลครั้งก่อน ทั้งคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งสำนักงาน กสทช.ได้จัดตั้งคณะทำงานเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ และ 2600 เมกะเฮิรตซ์แล้ว เพื่อสามารถจัดการประมูลได้ทันในปี 2562

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช.มีมติแต่งตั้งคณะทำงานเตรียมการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อเตรียมการสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้า โดยขั้นตอนการประเมินมูลค่าคลื่น ได้กำหนดให้นักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจาก กสทช. เป็นผู้ดำเนินการ และนำผลจากการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ดังกล่าว เสนอต่อที่ประชุมของคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อเสนอต่อที่ประชุม กสทช. และนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หลังจากนั้นจะนำกลับเข้าที่ประชุม กสทช. อีกครั้ง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวหากไม่มีเหตุขัดข้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือน ก.พ.- ต้นเดือน มี.ค. 2562

ขณะที่เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2561 กสทช.มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะทำงานเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น” โดยมี พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งในเบื้องต้นได้ดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ก่อน

ฐากร กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน ครอบคลุม การจัดทำรายงานวิเคราะห์เรียกคืนคลื่นความถี่ตามประกาศ กสทช. จากผู้ที่ได้รับอนุญาต เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ การจัดทำแผนดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ การสนับสนุนการดำเนินงานศึกษาประเมินมูลค่าการเรียกคืนคลื่นความถี่และการทดแทน ชดใช้หรือจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ นอกจากนี้คณะทำงานยังเป็นผู้ประสานงานกับคณะอนุกรรมการที่สำนักงาน กสทช.แต่งตั้ง เพื่อให้การดำเนินเรียกคืนคลื่นความถี่เป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยในเบื้องต้นได้ดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ก่อน หลังจากนั้นจะมีการเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่านใดต้องรอพิจารณาอีกครั้ง

ขณะเดียวกันที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ประกาศจุดยืนว่าการใช้งานเทคโนโลยี 5จี ของประเทศไทย ต้องไม่ล่าช้ากว่าประเทศใดในโลก เนื่องจากได้รับบทเรียนช่วงเปลี่ยนผ่าน 3จี และ 4จี ที่ไม่ค่อยรวดเร็วนัก แต่ทั้งนี้เอกชนบางรายไม่ได้เห็นด้วยกับ กสทช.ทั้งหมด เนื่องจากการใช้งานเทคโนโลยี 5จี ไม่ได้เข้ามาทดแทนการใช้งาน 3จี หรือ 4จี แต่เทคโนโลยี 5จี จะใช้กับอุตสาหกรรม และการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์กับอุปกรณ์ ดังนั้นหากลงทุนเรื่อง 5จี โดยที่ยังไม่มีความต้องการของตลาดในประเทศ การจูงใจให้เอกชนลงทุนด้านนี้ย่อมมีน้อย

ด้วยเหตุผลนี้ การประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไป กสทช.มีแนวโน้มเปิดประมูลแบบพ่วง (จับคู่คลื่นความถี่ต่ำ และคลื่นความถี่สูง) เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ จูงใจให้เข้าร่วมประมูล อีกทั้งภาครัฐยังเดินหน้านำร่องทดลองระบบ 5จี เพื่อกระตุ้นการรับรู้ในประเทศ แต่ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น ดังนั้นทิศทางการประมูลในปี 2562 ส่อแวว กสทช.ย่อมต้องเหนื่อยไม่ต่างจากการประมูลในปีที่ผ่านมา หรืออาจมากกว่าเดิมก็เป็นได้

สมรภูมิมาร์เก็ตเพลส’62 งัดเทคโนโลยีดึงนักช็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575689

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

สมรภูมิมาร์เก็ตเพลส’62 งัดเทคโนโลยีดึงนักช็อป

มาร์เก็ตเพลส จัดว่าเป็นแพลตฟอร์มที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด จากการมีสามยักษ์ใหญ่ ลาซาด้า ช้อปปี้ เจดีเซ็นทรัล ในการเปิดสงครามฟาดฟันกลยุทธ์ราคา เพื่อมัดใจลูกค้ากลับมาซื้อสินค้า สำหรับปี 2562 จากกลยุทธ์ราคายังคงเป็นกลยุทธ์หลัก แต่ทั้งสามค่ายจะเริ่มแข่งสร้างด้านบริการ ส่งเร็ว และต้องจับตาเทคโนโลยีเฟซ เร็คค็อกนิชั่น เพื่อกระตุ้นนักช็อป

ศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช้อปปี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท ในระยะ 5 ปีข้างหน้ายังคงมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และอัตราการครอบครองโทรศัพท์มือถือก็เอื้อต่อการซื้อสินค้าผ่านโมบาย การแข่งขันของโลจิสติกส์ รวมถึงระบบการชำระเงิน สำหรับปี 2562 คาดว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มีอัตราการเติบโตมากกว่า 10%

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2562 บริษัทมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์กับกลุ่มลูกค้าในเชิงรุก โดยเฉพาะด้านบริการการจัดส่งสินค้ารวดเร็วถึงมือจากปกติใช้ระยะเวลา 4 วัน จะเหลือเพียง 1-2 วันเท่านั้น ได้สินค้าที่ถูกต้องและมีคุณภาพ เพื่อสร้างความแตกต่างมากกว่าจะดำเนินกลยุทธ์ราคา หรือทำโปรโมชั่นลด แลก แจก ซึ่งการแข่งขันยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่องจากการทำตลาดของทั้งสามค่ายใหญ่

ทั้งนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายช้อปปี้ มอลล์ ศูนย์รวมออฟฟิเชียลแบรนด์ เพื่อเลือกช็อปสินค้าจากหลากหลายแบรนด์ดัง ถือว่าเป็นช่องทางที่ยกระดับร้านค้าที่เป็นแบรนด์ สินค้าทุกชิ้นเป็นของแท้ และมีคุณภาพดี และร้านค้ายังมีใบรับรองจากหน่วยงานรัฐ ถ้าไม่แท้ช้อปปี้งการันตีคืนเงิน ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ในช้อปปี้ มอลล์ 900 แบรนด์ และปัจจุบันเพิ่มเป็น 1,000 แบรนด์ มีสินค้าด้วยกัน 5 กลุ่ม อาทิ เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อขยายฐานลูกค้าที่มองหาสินค้าที่มีแบรนด์

โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท กล่าวว่า มาร์เก็ตเพลสในปี 2562 การแข่งขันจะเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งมากขึ้น มีโอกาสที่ลาซาด้าและเจดีเซ็นทรัล นำเทคโนโลยีเฟซ เร็คค็อกนิชั่น หรือการตรวจจับรูปภาพ ใบหน้า (Face Recognition) ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในมาร์เก็ตเพลส เพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้ง เมื่อลูกค้าสามารถถ่ายรูปนาฬิกาที่ต้องการซื้อ จากนั้นโรบอตจะค้นหาว่ามีนาฬิกาเรือนนั้นหรือไม่ และมีรายการสินค้าที่ใกล้เคียงกันไหม

นอกจากนี้ ยังบอกอีกว่าจะต้องแต่งตัวแบบไหนถึงจะแมตชิ่งกับนาฬิกา พร้อมข้อเสนอต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะนี้ลาซาด้ากำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจากับพัฒนาระบบอยู่ ส่วนกลุ่มเซ็นทรัล เจดี ฟินเทค ล่าสุดได้นำเทคโนโลยีเฟซ เร็คค็อกนิชั่น จะนำมาใช้ในการจ่ายสินค้าผ่านการสแกนใบหน้า การวิเคราะห์ใบหน้าแล้ว ยังถูกนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลของลูกค้า การตรวจสอบและยืนยันตัวตนบุคคลบนโลกออนไลน์ เป็นต้น

มาร์เก็ตเพลสในปี 2562 ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ปัจจุบันสัดส่วนการซื้อขายบนอี-คอมเมิร์ซ มาจากอีมาร์เก็ตเพลส 35% แบรนด์ดอทคอม 25% โซเชียลคอมเมิร์ซ 40% หากรวม 3 รายใหญ่ลาซาด้า ช้อปปี้ และเจดีเซ็นทรัลมีสินค้ากว่า 75 ล้านรายการ ซึ่งไม่เพียงทั้งสามค่ายจะเพิ่มสินค้า 100 ล้านรายการ ในปี 2562 เท่านั้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างประสบการณ์นักช็อปจะเป็นสมรภูมิรบใหม่ที่ดุเดือดแน่นอน

3ค่ายมือถือเผยยอดใช้ดาต้าช่วงปีใหม่คึกคัก พบคนใช้แอพฯเฟซบุ๊กมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575643

  • วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 14:37 น.

3ค่ายมือถือเผยยอดใช้ดาต้าช่วงปีใหม่คึกคัก พบคนใช้แอพฯเฟซบุ๊กมากสุด

3ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของไทยเผยยอดใช้งานดาต้าช่วงคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สุดคึกคัก แอพฯเฟซบุ๊กมีผู้ใช้งานสูงสุด

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2562 พบว่ามีสถิติการใช้งานดาต้าสูงสุด (Peak hour period) ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. โดยภาพรวมในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มียอดการใช้งานเพิ่มขึ้น 1.52 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2562 เวลา 07.30 น.)

สำหรับจังหวัดที่ครองแชมป์การใช้งานสูงสุด 5 อันดับคือ 1. กรุงเทพฯ 2. สมุทรปราการ 3. ชลบุรี 4. ปทุมธานี 5. สมุทรสาคร สำหรับแอพพลิเคชันที่นิยมใช้งานสูงสุดคือ 1. Facebook/Facebook Messenger 2. LINE 3. YouTube 4. Instagram และ 5. Twitter

ทั้งนี้ ในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ 2562 นี้ดีแทคได้นำเทคโนโลยีรับส่งสัญญาณด้วย Massive MIMO 64×64 ทันสมัยล่าสุดระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดรองรับ 4G TDD บนคลื่น 2300 MHz มาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนมือถือในจุดที่มีการจัดงานเทศกาลปีใหม่ เช่น ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์, เมกาบางนา (Mega Bangna) และแหลมบาลีฮายพัทยา เป็นต้น โดย Massive MIMO 64×64 ถือว่าเป็นนวัตกรรมเริ่มต้นที่จะนำสู่การสื่อสารยุค 5G ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การรับส่งสัญญาณกับอุปกรณ์การสื่อสารแต่ละจุดที่มีปริมาณมาก และเพิ่มขีดความสามารถ(Capacity) การรับส่งข้อมูลดีขึ้นจากเดิม รวมถึงลดปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ที่จำกัดแต่มีปริมาณคนใช้งานหนาแน่นได้เป็นอย่างดี

ดีแทคได้สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าสำหรับการใช้งานในช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ 2562 ทั้งการจัดรถโมบายล์ และอุปกรณ์เสริมสัญญาณในพื้นที่ต่างๆ ที่จัดงานเฉลิมฉลองปีใหม่ยอดนิยมทั่วประเทศ พร้อมจัดทีมงานพิเศษดูแลติดตามโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนายสกลพร หาญชาญเลิศ ผู้อำนวยการ ธุรกิจโมบายล์ พรีเพย์และนอน-วอยซ์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดเผยว่า ด้วยความพร้อมของทรูมูฟ เอช เครือข่าย 4G ยอดเยี่ยมในเอเชียแปซิฟิก ที่ได้ขยายสัญญาณเต็มศักยภาพ อำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารทั้งโทรและเน็ตในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ส่งผลให้ยอดการใช้ดาต้าทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค 4 อันดับแรก คือ Facebook ตามด้วย YouTube, LINE และ Instagram โดยเฉพาะในฟังก์ชั่น Facebook LIVE และ Instagram Story เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 200% ในช่วงเวลา 23.45 – 00.15 น.ที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือสูงสุด เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

สวนทางกับการใช้ SMS และ MMS ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องกว่า 50% เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยแอพพลิเคชั่นทรูไอดีที่กลุ่มทรู สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเติมเต็มความสุขทุกไลฟ์สไตล์ ได้ดึงดูดให้ลูกค้า ใช้เป็นแพลตฟอร์มชมอีเว้นท์ช่วงปีใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัด จนติดอันดับแอพพลิเคชั่นฮิตของไทย

ขณะที่นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ยอดการใช้งานบนเครือข่ายของลูกค้าเอไอเอสในช่วงเทศกาลส่งความสุข ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2561 – 1 มกราคม 2562 พบว่ามีการใช้งานดาต้าเพิ่มมากถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งการเตรียมความพร้อมเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ ถือว่าสามารถรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้ตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ สถานที่จัดงาน “AIS Bangkok Countdown 2019” ซึ่งมีผู้มาร่วมงานอย่างล้นหลาม มากกว่า 200,000 คน

สำหรับรูปแบบการใช้งานดาต้าของลูกค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ Facebook, Youtube, LINE โดยช่วงเวลาที่มีการใช้งานผ่านเครือข่ายสูงสุด คือวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ในเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของการทำงานก่อนวันหยุดยาว จึงมีคนเล่นโซเชียลและเชื่อมต่อออนไลน์มากเป็นพิเศษ ก่อนเตรียมตัวเดินทางหรือพักผ่อนในเทศกาลปีใหม่ และคาดว่าตลอดทั้งวันที่ 1 มกราคม 2562 จะยังมีการส่งความสุขผ่านช่องทางโซเชียลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยในปีนี้พบว่า การส่ง SMS หรือ MMS ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปใช้เพื่อสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการต่าง ๆ ไปยังลูกค้าหรือ กลุ่มสมาชิก แทนการใช้เพื่ออวยพรระหว่างกันของบุคคลทั่วไปอย่างชัดเจน

ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่การใช้งานดิจิทัลเติบโตอย่างยิ่ง รวมถึงเป็นปีที่เอไอเอสได้พัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ให้บริการคนไทยมากที่สุดคือ 120 MHz (60 MHz x 2) ดังนั้น ในช่วงเทศกาลส่งความสุขต้อนรับปีใหม่ 2562 จึงเตรียมการให้พร้อมรองรับการใช้งานของคนไทยผ่านเครือข่าย 3G, 4G, 4G ROAMING, AIS SUPER WiFi และ AIS NEXT G รวมถึง AIS Fibre อย่างเต็มที่ ทั้งในประเทศและอีก 135 ประเทศทั่วโลก

ส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ป่วน แนะดันไทยฐานผลิตเอสเอสดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575629

  • วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 12:47 น.

ส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ป่วน แนะดันไทยฐานผลิตเอสเอสดี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ในปี 2561 ของไทยยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีอัตราการขยายตัวที่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าปริมาณการส่งออก 252-262 ล้านชิ้น โต 3.6 -7.8% จากปี 2561 หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออก 12,576-13,089 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โต 0.9-5% จากปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ แรงหนุนหลักของการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทยปี 2562 มาจากการส่งออกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งครองส่วนแบ่งการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทยสูง 55% โดยมีปัจจัยความต้องการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 6 ปี ในปี 2562 จากการประกาศยกเลิกการสนับสนุนระบบปฏิบัติการวินโดว์ 7 อย่างเป็นทางการ (มีผลวันที่ 14 ม.ค. 2563) คาดว่าจะเกิดกระแสการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะกลุ่มตลาดองค์กรและธุรกิจการค้า เพื่อรองรับการใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดว์ 10 จนถึงราวกลางปี 2563

นอกจากนี้ การประกาศปิดฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในมาเลเซีย ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกภายในปี 2562 แล้วย้ายฐานการผลิตมารวมอยู่ที่ไทย รวมไปถึงผลกระทบของสงครามการค้าซึ่งน่าจะผลักดันให้ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในจีนหันมาผลิตและส่งออกจากไทยมากขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยในตลาดโลกน่าจะพุ่งแตะ 87.9% ในปี 2562 และแตะจุดสูงสุดที่ราว 90% ในปี 2563

อย่างไรก็ดี การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทยยังได้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสู่เทคโนโลยีเอสเอสดี โดยเฉพาะเอสเอสดีสำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Computer SSD)

สำหรับการส่งออกเอนเตอร์ไพรส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทยในปี 2562 คาดว่ายังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอลง สืบเนื่องจากผลของฐานที่สูงจากการลงทุนในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับเทคโนโลยีเอสเอสดีได้เริ่มเข้ามาแทนที่การจัดเก็บข้อมูลในองค์กรสำหรับส่วนที่ต้องใช้งานอยู่เสมอ

ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุว่า เทคโนโลยีฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ยังคงมีความได้เปรียบเหนือเทคโนโลยีเอสเอสดี และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทางผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ได้เริ่มปรับเปลี่ยนสายการผลิตเอนเตอร์ไพรส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สู่เทคโนโลยีขั้นสูงยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่มความจุข้อมูลและทำให้ราคาต่อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลลดลงกว่า 18% ต่อปี ส่งผลให้เอนเตอร์ไพรส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ยังคงสามารถรักษาส่วนต่างราคาต่อพื้นที่จัดเก็บได้มากถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับการจัดเก็บข้อมูลแบบเอสเอสดีไปได้จนถึงปี 2571

ขณะที่การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทยสำหรับตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำรอง ที่ผ่านมามีแนวโน้มการส่งออกเติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แต่ในอนาคตการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงจากอิทธิพลของการแทนที่ด้วยเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ ซึ่งสามารถเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลไว้บนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้การจัดเก็บและสำรองข้อมูลผ่านคลาวด์เป็นอีกทางเลือกใหม่และอาจเข้ามาแทนที่การจัดเก็บข้อมูลบนอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ทั้งสองดังกล่าว

ในอนาคตการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทยมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านราคาที่ปรับลดลงสวนทางกับการพัฒนาเทคโนโลยี หรือแม้แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีเอสเอสดีในตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นดังนั้นการขยายตัวของการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไทย จึงขึ้นอยู่กับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตและการลดต้นทุนต่อหน่วย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้การดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตเอสเอสดี ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่จะต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลของไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

เลอโนโววิเคราะห์ 4 เทรนด์ เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575511

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 12:04 น.

เลอโนโววิเคราะห์ 4 เทรนด์ เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์

เทคโนโลยีส่วนใหญ่ถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น ปี 2562 การเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัด การใช้งานระบบออโตเมชั่น และเทคโนโลยีโลกเสมือน จะถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้น เลอโนโววิเคราะห์ 4 แนวโน้มหรือเทรนด์เพื่อรับมือกับยุคดิจิทัล

ธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว เปิดเผยว่า เทรนด์ที่ 1. เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ : ไอโอที เอไอ และเออาร์/วีอาร์ ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดน ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของออโตเมชั่นแบบเต็มรูปแบบ ช่วยให้การใช้งานผ่านมุมมองโลกเสมือนได้เหมือนจริงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2562 ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวจะถูกพัฒนายิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมการผลิตไปจนถึงสำหรับสถาบันการศึกษา ร้านค้าปลีกและอีกมากมาย หากอ้างอิงจากผลวิจัยของ Accenture พบว่ากว่า 72% ของผู้บริหารธุรกิจสุขภาพ เชื่อว่าโลกเสมือนจริงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานทุกอุตสาหกรรม 5 ปีข้างหน้า

“ตัวอย่างอุตสาหกรรม สุขภาพ เทคโนโลยีไอโอที และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ถูกพัฒนาด้วยเอไอ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ เช่น ลดเวลาในการรอห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล การควบคุมและดูแลบริการด้านสุขภาพจากทางไกล ผลการวิจัยโดยมาร์เก็ตรีเสิร์ซ ภายในปี 2563 ด้านสุขภาพจะถูกใช้กันแพร่หลาย โดยคิดเป็นตัวเงินมากถึง 1.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 38% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2558”

ส่วนเทรนด์ที่ 2 : สมาร์ทสเปซ เมื่อทุกอย่างรอบตัวเราฉลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทซิตี้ ดิจิทัล เวิร์กสเปซ หรือสมาร์ทโฮม จากการศึกษาล่าสุดความพึงพอใจของลูกค้า พบว่าเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และตอบโจทย์คือสิ่งที่ผู้ใช้งานมองหา หากเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาไม่ตอบสนองต่อความต้องการ แนวโน้มคนเลิกใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดขึ้นรวดเร็ว

ธเนศ กล่าวต่อถึงเทรนด์ที่ 3 : เออาร์ไม่เพียงสนุกแต่ต้องเกิดประโยชน์ ตลาดเทคโนโลยีเสมือนจริงในโลกยุคปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในปี 2561 คาดการณ์ว่าตลาดอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีโลกเสมือน (AR) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) จะมีเงินสะพัดมากถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ และจากผลการวิจัยของ IDC ได้เปิดเผยว่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามียอดเงินสะพัดสูงขึ้นมากถึง 92%

“เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) ได้กลายเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากท่ามกลางแวดวงอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ วงการเกม ภาพยนตร์ การศึกษาสามารถสร้างการเรียนรู้ผ่านการจำลองภาพดิจิทัลอีกด้วย และเมื่อเทคโนโลยี 5จี เข้ามาจะส่งผลต่อนวัตกรรมเออาร์มากขึ้น อาทิ การสร้างภาพจินตนาการในชีวิตจริง ระบบความช่วยเหลือระยะไกล”

สำหรับเทรนด์ที่ 4 : ทิศทางของความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์แห่งอนาคต มนุษย์ที่มักถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว หลายองค์กรยังต้องรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี อาทิ นโยบายการให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ทำงาน การเข้าถึงระบบจากการทำงานระยะไกล และการจ้างงานแบบชั่วคราว ซึ่งล้วนส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลในองค์กรมีประสิทธิภาพลดลง

ธเนศ กล่าวว่า เอไอจะได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันข้อมูลที่ดีที่สุด แต่ก็เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีอื่นๆเอไอเป็นดาบสองคมที่อาชญากรไซเบอร์ทั้งหลายต่างหมายตาไว้ จึงคาดการณ์ว่าในปี 2562 การศึกษาและนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้เพื่อหาข้อบกพร่องในด้านความปลอดภัยของระบบ หรือเป็นโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยแบบครบวงจร ช่วยให้หาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยง่ายขึ้น 4 หัวข้อด้านความปลอดภัยที่องค์กรต้องป้องกันคือ ข้อมูล ตัวตน ระบบออนไลน์ และอุปกรณ์

5จีหนุนศก.ไทยฟื้นตัว งานคอมมาร์ตปี’62เน้นโชว์ไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575480

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 08:45 น.

5จีหนุนศก.ไทยฟื้นตัว งานคอมมาร์ตปี'62เน้นโชว์ไอโอที

ผู้จัดคอมมาร์ต ระบุความชัดเจนเรื่องคลื่นความถี่ ทำให้สินค้า ไอโอทีขยายตัว เผยการจัดงานปีหน้าผนึกพันธมิตรชูเทคโนโลยี 5จี กระตุ้น คาดเลือกตั้งสะพัด3.5พันล.

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอทีและดิจิทัล บริษัท เออาร์ ไอพี ผู้จัดงานคอมมาร์ต เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมประกาศความชัดเจนเรื่องการกำกับดูแลเกี่ยวกับคลื่นความถี่และการใช้งาน จะ ส่งผลดีต่อตลาดค้าปลีก สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะสินค้าดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือไอโอที ที่จะมีการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ทั้งนี้ เนื่องด้วยเทคโนโลยี 5จี ที่จะมีความเร็วสูงกว่าปัจจุบันถึง 30 เท่า และการเชื่อมต่อที่รวดเร็วกว่าระบบเดิมถึง 100 เท่า จะเข้ามาสนับสนุนให้ประชาชนเกิดความต้องการใช้งานมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ตลาดยังไม่เติบโตมากนักและอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพียงแค่สมาร์ทโฮมกลุ่มเล็ก หรือกล้องวงจรปิด เพราะระบบอินเทอร์เน็ต ที่ยังไม่สามารถรับรองการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ด้วยเทคโนโลยี 5จี ที่จะเข้ามาในตลาดจะช่วยให้ในปี 2562 นี้เริ่มเห็นความต้องการใช้ของผู้บริโภคผ่านการใช้งานที่หลากหลายและกว้างขึ้น เช่น ยานพาหนะไร้คนขับในสถานที่ปิด หรือโรงงาน เป็นต้น

สำหรับการจัดงานคอมมาร์ต คอนเนก 2019 ที่จะจัดขึ้นที่ ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 28-31 มี.ค. 2562 จะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี 5จี และเทคโนโลยีของไอโอที ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยการจับมือกับพันธมิตรผู้แสดงสินค้าต่างๆ เพื่อให้เทคโนโลยี 5จี เล่าเรื่องและเป็นตัวเชื่อมโยงผ่านพฤติกรรมของผู้ใช้ในยุคปัจจุบัน พร้อมเตรียมจัดพื้นที่กิจกรรม สร้างเวทีกลางเพื่อส่งเสริมคอนเทนต์ต่างๆ เช่น 5จี กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ รวมถึงโซลูชั่นของการทำงาน เพื่อตอบโจทย์ยุคดิจิทัลไลฟ์สไตล์ในแต่ละช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงอายุ เนื่องจากพฤติกรรมของ ผู้บริโภคจะก้าวเข้าสู่ความเป็นปัจเจกบุคคล หรือมีสไตล์เป็นของตัวเองมากขึ้น

“ปัจจัยบวกหลังการเลือกตั้งที่จะ เกิดขึ้นในปี 2562 น่าจะช่วยให้กำลังซื้อและเม็ดเงินในตลาดไอทีฟื้นตัวยิ่งขึ้น ซึ่ง แนวโน้มที่ดีดังกล่าวทำให้คาดว่าการจัดงานคอมมาร์ต คอนเนก ในช่วงต้นปี 2562 อาจเห็นตัวเลขยอดขายในงานมีเงินสะพัดกว่า 3,500 ล้านบาท และเป็นปีที่จะทำให้เห็นแนวโน้มของสินค้าไอโอทีหนุนเศรษฐกิจเติบโต” นายพรชัย กล่าว

เอไอป่วนตกงานพุ่ง ไมโครซอฟท์คาด3ปีกระทบถึง95%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575391

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 07:40 น.

เอไอป่วนตกงานพุ่ง ไมโครซอฟท์คาด3ปีกระทบถึง95%

ไอดีซี ระบุปีหน้าไทยก้าวสู่สังคมออโตเมชั่น เอไอกระทบภาคแรงงาน คาด 3 ปีโดน 95% แนะพลิกโอกาสพัฒนาตัวเองสู่อาชีพดิจิทัล

นายวีรเดช พาณิชย์วิสัย ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยอาวุโส ไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การก้าวสู่สังคมออโตเมชั่น ของประเทศไทยในปีหน้า ทางภาคธุรกิจจะนำปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เช่น แชตบอต หุ่นยนต์ ไอโอที แมชชีน เลิร์นนิ่ง มาใช้ในองค์กรเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากงานบริการลูกค้าในธุรกิจโอเปอเรเตอร์ ธนาคารพาณิชย์ จะกระทบภาคแรงงาน ซึ่งอาชีพที่ตกงาน คือ คอลเซ็นเตอร์ที่คอยตอบ ข้อซักถามทางโทรศัพท์ จะเห็นว่าปีนี้ดีแทคได้ประกาศปรับโครงสร้างลดพนักงานลง

ทั้งนี้ ในอนาคตอาชีพที่จะตกงานเพิ่มเติม เช่น พนักงานวิเคราะห์สินเชื่อเบื้องต้น จากการมีเทคโนโลยีเฟซ เร็คค็อกนิชั่น (Face Recognition) ตรวจจับใบหน้าจากรูปภาพทางโซเชียลมีเดีย เพื่อวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้ขอสินเชื่อ มีวินัยในการใช้เงินหรือไม่ ส่วนการนำ ซีซีทีวีหรือหุ่นยนต์มาใช้ภายในบ้านหรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น ยังไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อแรงงาน รักษาความปลอดภัย แม่บ้านทำความสะอาด เนื่องจากค่าแรงในกลุ่มดังกล่าวยังค่อนข้างถูก

น.ส.พิจิกา วัชราภิชาต นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ในประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ผลวิจัยไมโครซอฟท์และไอดีซีเผยว่า กว่า 95% ของตำแหน่งงานในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงจากเชิงเทคโนโลยีในช่วง 3 ปี อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีดิจิทัลก็ทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ในตลาดแรงงาน โดยที่ 35% จะยังคงรักษาตำแหน่งงานในรูปแบบเดิมเอาไว้ได้

ด้านองค์การทางเศรษฐกิจโลก เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) คาดการณ์ว่า ตำแหน่งงานเพิ่มในไทยจะน้อยกว่าตำแหน่งงานที่หายไป จึงต้องเตรียมความพร้อมความรู้และทักษะด้านพื้นฐานสเต็ม (STEM) คือมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (S) เทคโนโลยี (T) วิศวกรรมศาสตร์ (E) คณิตศาสตร์ (M) รวมทั้งพื้นฐานทางด้านเอไอ หากแรงงานไม่เรียนรู้จะตกงานและไม่มีงานทำแน่ สิ่งนี้จะยิ่งทำให้ไทยเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น

นายแบรนดอน แทน หัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ฟอร์ซพอยต์ กล่าวว่า ในส่วนของภัยไซเบอร์จะเกิดช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ดังนั้นองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้อง ความเป็นส่วนตัว โดยนำเสนอเอดจ์ คอมพิวติ้ง ช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากขึ้น ด้วยการเก็บข้อมูลไว้ในสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป ซึ่งโซลูชั่นปัจจุบันต้องทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลบนคลาวด์

10 เทรนด์เทคโนโลยีปี’62 คลื่นลูกใหญ่เปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575324

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 08:42 น.

10 เทรนด์เทคโนโลยีปี’62 คลื่นลูกใหญ่เปลี่ยนโลก

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและไอทีระดับโลก คาดการณ์แนวโน้ม 10 เทคโนโลยีที่มาแรงในปี 2562 ทั้งในระดับโลก เอเชียแปซิฟิกและในไทย ซึ่งจะเป็นคลื่นลูกยักษ์ที่มีอิทธิพลต่อองค์กร การทำธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

วีรเดช พาณิชย์วิสัย ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยอาวุโส ไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มหรือเทรนด์ที่ 1 การก้าวสู่เทคโนโลยี 5จี ซึ่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลก กำลังเริ่มต้นเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน สำหรับไทยวางโรดแมปจะเกิดการใช้งานปี 2563 นั่นคือโอกาสทางธุรกิจมหาศาลสำหรับค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ราย ในปี 2562 ทั้ง เอไอเอส ทรู และดีแทค จะเริ่มทดสอบความพร้อมของโครงข่าย เพื่อแสดงศักยภาพ

ทั้งนี้ เทคโนโลยี 5จี ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของไทยและทั่วโลก โดยบริษัท อีริคสัน คาดการณ์ว่า ปี 2565 ทั่วทั้งโลกจะมีจำนวนอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และคุยกันเองได้มากถึง 1.8 หมื่นล้านชิ้น และ 70% ของจำนวนดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการทำงาน

สำหรับเทรนด์ที่ 2 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เมื่อโลกยุคใหม่หมุนรอบเอไอ การ์ทเนอร์ ระบุว่า ตลาดเอไอทั่วโลกมูลค่าทางธุรกิจจะเติบโตจาก 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปีนี้ ไปแตะหลัก 3.9 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2565 เพราะเอไอยังคงครองตำแหน่งเป็นเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ต่อเนื่องไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี จากพลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บิ๊กดาต้าที่ขยายตัวไม่หยุด

ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2562 พบว่า 60% ของสมาร์ทโฟนจะนำเทคโนโลยีเอไอมาอยู่บนมือถือ ทำให้ตัวเครื่องมีความฉลาด เรียนรู้จดจำ จึงเป็นยุคที่สมาร์ทโฟนก้าวข้ามความเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา ไปสู่การเป็นอุปกรณ์ที่ชาญฉลาดหรืออัจฉริยะ และ 2-3 ปีข้างหน้า บทบาทสำคัญของเอไอจะเกี่ยวกับการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ช่วยลดต้นทุนผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพ และหลังปี 2564 เอไอจะเปลี่ยนมาสู่การเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ใหม่

ในส่วนเทรนด์ที่ 3 การขับเคลื่อนของฟินเทค ก้าวสู่โมบายวันสต็อปเซอร์วิส จากกลุ่มธนาคารในไทยเริ่มขยายสู่โอเพ่นแบงก์กิ้ง แอพพลิเคชั่นของธนาคารจะเป็นมากกว่าแค่การทำธุรกรรมช่องทางฝาก-ถอน ชำระค่าสาธารณูปโภค แต่จะเริ่มจับมือร่วมกับพันธมิตรทั้งกลุ่มค้าปลีก หรือแบรนด์ต่างๆ เพื่อขยายการบริการให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การจับจ่าย

การ์ทเนอร์ ยังได้เผยเทคโนโลยีที่ 4 อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งทำงานร่วมกัน แนวโน้มที่เริ่มเป็นจริงแล้วจากความสามารถและความแพร่หลายของเทคโนโลยีเอไอ ช่วยให้อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ที่เป็นไอโอที สามารถเชื่อมโยงถึงกันและทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายในวงกว้างได้ นอกจากนี้เอไอยังเพิ่มมันสมองให้กับสิ่งของอัจฉริยะต่างๆ อย่างเช่น หุ่นยนต์ รถยนต์ไร้คนขับ ให้สามารถสื่อสารมีปฏิกริยาโต้ตอบกับคนได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

รายงานของการ์ทเนอร์ เผยเทรนด์ที่ 5 เอดจ์คอมพิวติ้งจะเก่งขึ้น ระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า เอดจ์คอมพิวติ้ง ซึ่งช่วยให้การประมวลผลข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล และการส่งคอนเทนต์ เข้าไปใกล้จุดต้นทาง หรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้นได้มากยิ่งขึ้น ในอีก 5 ปี เอดจ์คอมพิวติ้ง จะถูกขับเคลื่อนการทำงานด้วยไอโอที และมีความสามารถล้ำหน้ายิ่งขึ้น ชิปเอไอรับการออกแบบเฉพาะอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นใหม่และการประมวลผลด้วยเทคโนโลยี 5จี

เทรนด์ที่ 6 บล็อกเชน ได้รับความเชื่อมั่น ด้วยจุดแข็งเรื่องความน่าเชื่อถือของการรวมศูนย์ ทำให้เกิดความโปร่งใส ผู้บริหารระดับสูงด้านข้อมูลสารสนเทศหลายคน เริ่มมองบล็อกเชนและประเมินถึงศักยภาพ และเทรนด์ที่ 7 ประสบการณ์จากโลกดิจิทัล เทคโนโลยีแพลตฟอร์มการสนทนา อย่างแชตบอตจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์โต้ตอบกับโลกดิจิทัลไปสู่รูปแบบใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีวีอาร์และเออาร์ จะทำให้เกิดการสื่อสารรูปแบบใหม่ระหว่างผู้ใช้งาน

เควิน โอ แลรีย์ หัวหน้าด้านความปลอดภัยประจำสำนักงานเอเชียแปซิฟิก บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ก กล่าวว่า เทรนด์ที่ 8 ในเอเชียแปซิฟิกจะมีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น จากการมีความร่วมมือระหว่างกันต่อเนื่อง ดังนั้นการวางกฎระเบียบข้อบังคับการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล จึงเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ในปีหน้าแต่ละประเทศจะมีกรอบแนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับประเทศ เพื่อปกป้องข้อมูลประชากร

แบรนดอน แทน หัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ฟอร์ซพอยต์ กล่าวว่า ความปลอดภัยบนไซเบอร์ในปีหน้าในระดับโลกเป็นเทรนด์ที่ 9 สงครามเย็นบนไซเบอร์ ระหว่างขั้วอำนาจอเมริกากับจีนเกิดการกีดกั้นทางการค้า เป็นการจุดชนวนให้ประเทศชาติต่างๆ ต้องหาเทคโนโลยีใหม่มาใช้อยู่เสมอ หรือไม่ก็หาซื้อมาอย่างผิดกฎหมาย องค์กรต้องเก็บรักษาทรัพย์สินค้าทางปัญญาให้พ้นมือของแฮ็กเกอร์ที่ฉวยโอกาส

ธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว กล่าวว่า เทรนด์ที่ 10 ยุคสมาร์ท สเปซ หรือพื้นที่อัจฉริยะอยู่รอบตัวเรา จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การเกิดสมาร์ทซิตี้ ห้องทำงานดิจิทัล สมาร์ทโฮม และโรงงานอัจฉริยะ อุปกรณ์และระบบทำงานเชื่อมต่อกันและทำงานฉลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฮม มีโซลูชั่นที่เชื่อมต่อกันแบบครบวงจร อาทิ คอมพิวเตอร์ในบ้านจะมีฟังก์ชั่นอัจฉริยะ จดจำเสียง เป็นต้น

นั่นคือ 10 เทรนด์ไอซีทีที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงและไล่ล่าให้ทันกับเทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ ภายในชั่วพริบตา

สิ้นยุคบริการ2จีหลังต.ค.2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575246

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 09:39 น.

สิ้นยุคบริการ2จีหลังต.ค.2562

กสทช.ระบุ 3 ค่ายมือถือทำหนังสือขอยุติการให้บริการ 2จี วันที่ 31 ต.ค. 2562 เตรียมทำแผนประชาสัมพันธ์คุ้มครองผู้ใช้บริการ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายใหญ่ของไทย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AIS) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น (TRUE) และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต (DTAC) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2561 ขอให้สำนักงานนำเสนอบอร์ด กสทช.ให้มีการยุติการให้บริการ 2จี ใน วันที่ 31 ต.ค. 2562

ทั้งนี้ โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย พร้อมที่จะทำการประชาสัมพันธ์แผนการยุติการให้บริการ 2จี ที่จะมีการคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ 2จี ให้ได้ใช้บริการได้อย่าง ต่อเนื่องในระบบ 3จี ซึ่งสำนักงาน กสทช.จะรีบนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม กสทช.เพื่อที่จะรีบทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบการยุติการให้บริการ 2จี ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการเปิดให้บริการ 5จี ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญ 2 เรื่องที่ประชาชนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ 2จี คือ 1.อัตราค่าบริการ ที่ประชาชนเข้าใจว่าค่าโทรในระบบ 2จี ถูกกว่าค่าโทรด้วยเสียงในระบบ 3จี และ 4จี เรื่องจริงค่าโทรด้วยเสียงในระบบ 3จี และ 4จี เฉลี่ยอยู่ที่ 60 สตางค์/นาที ถูกกว่าค่าโทรในระบบ 2จี ซึ่งมีค่าโทรเฉลี่ยอยู่ที่ 97 สตางค์/นาที 2.เรื่องระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเข้าใจผิดว่าถ้าโทรศัพท์หากันด้วยเสียงในระบบ 2จี คนจะดักฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงคือตามกฎหมายไม่ว่าประชาชนจะโทรศัพท์หากันด้วยระบบไหนก็ตาม ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถดักฟังโทรศัพท์ได้

“กรณีดักฟัง ยกเว้น การค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน เป็นต้น ซึ่งจะต้องขออนุมัติต่อศาลที่จะออกหมายดังกล่าว เพื่อทางสำนักงาน กสทช.จะได้แจ้งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย” นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช.ขอแจ้งผู้ประกอบการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ให้รับทราบว่าจะมีการยุติการให้บริการ 2จี ในวันที่ 31 ต.ค. 2562 โดยผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตสามารถนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ในระบบ 2จี ได้ แต่อาจได้รับผลกระทบ ด้านการตลาดเมื่อมีการยุติการให้บริการในระบบ 2จี คือนำเข้ามาแล้วอาจจะขายไม่ได้ ซึ่งสถิติการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2จี พบว่า ปี 2557 นำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2จี จำนวน 1.17 แสนเครื่อง ปี 2558 จำนวน 1.13 หมื่นเครื่อง จนถึงปี 2561 จำนวนเหลือ 1.40 หมื่นเครื่อง

เผยทัศนคติดิจิทัล’62 องค์กรพลิกโอกาสคิดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575134

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

เผยทัศนคติดิจิทัล’62 องค์กรพลิกโอกาสคิดใหม่

กระแสดิจิทัลที่ถาโถมอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว คนและองค์กรจึงหันกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่ต้องการจริงๆ ในชีวิต รวมถึงคุณค่าที่ยึดมั่น พื้นฐานเหล่านี้ได้หล่อหลอมเป็นแนวการออกแบบใหม่ๆ ทำให้คุณค่าของมนุษย์กลายเป็นหัวใจแห่งการขับเคลื่อนนวัตกรรม

นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานบริการทางการเงิน บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า รายงานจากฟยอร์ดเทรนด์ 2562 ของเอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอคทีฟ ได้สะท้อนออกมาจากการมองภาพรวมของธุรกิจ เทคโนโลยี และการออกแบบในอนาคตว่า การที่องค์กรต่างๆ มุ่งลงทุนด้านนวัตกรรมกันมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับทำให้ลูกค้ารู้สึกว่านวัตกรรมนั้นท่วมท้นเกินรับไหว อีกทั้งยังเบียดบังเวลาและความเอาใจใส่ที่องค์กรควรให้กับลูกค้า

ทั้งนี้ ในอดีตเราเคยโหยหาความแปลกใหม่ ความน่าตื่นเต้น และความสุขเฉพาะหน้า แต่ปัจจุบันกลับมองหาความสงบและสาระท่ามกลางโลกที่แสนวุ่นวาย ผู้คนและองค์กรต่างๆ จึงกลับมาย้อนสำรวจจิตใจและความรู้สึกเพื่อค้นหาคุณค่าที่แท้จริงในชีวิต หันหลังให้กับผลิตภัณฑ์ และการบริการทั้งหลายที่ไม่ตอบสนองความต้องการ ความผูกพันที่มีให้กับเทคโนโลยี และแบรนด์ทั้งหลายจึงเปลี่ยนแปรไป

ขณะที่แวดวงดิจิทัลกำลังเผชิญกับภาวะการเก็บกวาดครั้งใหญ่ ถึงเวลาต้องตัดสินใจว่าอะไรที่ ยังคงมีคุณค่าและมีความสำคัญสำหรับเรา เนื่องจากทุกวันนี้ดิจิทัลได้แพร่หลายดาษดื่นมากจนไม่มีความแปลกใหม่ คนจึงจัดระเบียบเลือกสรรผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาจริงๆ อาจตัดบางอย่างออกไป อาจเลิกรับข่าวสารความเคลื่อนไหวถ้าเห็นว่าไม่คุ้มกับคุณค่าที่ได้รับการออกแบบหรือดีไซน์จึงมีบทบาทมาก และสำคัญยิ่งกว่าทุกยุคที่เคยเป็นมา

“กรอบความคิดที่เปลี่ยนไปส่งผลสำคัญในหลายด้าน ขณะเดียวกันก็ได้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่อีกมหาศาล สำหรับทั้งตัวองค์กรและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ จึงถึงเวลาแห่งการทบทวนทุกสิ่ง และคิดใหม่ทำใหม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ของลูกค้าว่าสิ่งที่คนต้องการและให้ค่าจริงๆ คือสิ่งใด” นนทวัฒน์ กล่าว

สำหรับผู้ชนะในปี 2562 จะเป็นองค์กรที่ทำให้คนรู้สึกได้ถึงคุณค่าและความสำคัญไม่เพียงต่อชีวิตของเขาแต่กับโลกใบนี้ด้วย ซึ่งการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เติบโตมากขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องดีกว่าเดิมด้วย นับว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองของการออกแบบด้วยความใส่ใจและให้ความหมายลึกซึ้ง ซึ่งสามารถนำมาพลิกโฉมสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าในอดีต

นนทวัฒน์ กล่าวว่า สินค้าและบริการได้มาถึงช่วงการปฏิวัติเชิงสร้างสรรค์ที่องค์กรควรพลิกให้เป็นโอกาสการคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของตนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกของเราและมวลมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับรายงานฟยอร์ดเทรนด์ 2562 เป็นผลจากการระดมสมองของนักออกแบบและนักพัฒนากว่า 1,000 คน จากสตูดิโอ 28 แห่งของฟยอร์ดทั่วโลก รายงานนี้จัดทำเป็นรายปี โดยประมวลจากประสบการณ์ตรงงานวิจัยที่มีหลักฐาน รวมทั้งผลงานของลูกค้าต่างๆ ทั่วโลก

นั่นคือบทสรุปของรายงาน ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นในปีหน้าที่องค์กรต้องปรับตัวและรับมือ