ก๋วยเตี๋ยวสมุนไพรสูตรเด็ดภูซาง อร่อยเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 12:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487812

ก๋วยเตี๋ยวสมุนไพรสูตรเด็ดภูซาง อร่อยเพื่อสุขภาพ

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นอาหารมื้อพิเศษที่หารับประทานได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ รสเด็ดอร่อยถูกปาก เป็นจุดเด่นเรียกผู้บริโภคมาอุดหนุนเนืองแน่น อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ดภูซาง อ.ภูซาง จ.พะเยา นับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น เนื้อตุ๋น สร้างชื่อเสียงด้านความอร่อยจนเป็นที่ประทับใจลูกค้าที่มารับประทานครั้งแรกแล้วต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะติดใจความอร่อย

อนันตชัย กันทะเนตร เจ้าของร้าน ซึ่งบริหารงานร่วมกับภรรยาคู่ชีวิต ณัฐฐานิตกันทะเนตร บอกว่า ร้านเปิดมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว ก่อนหน้าเปิดที่บ้านฮวก ต.ภูซาง อ.ภูซาง ทางขึ้นไปจุดผ่านแดนถาวรข้ามไป สปป.ลาว แต่เนื่องจากลูกค้ามีไม่มากจึงเลิกขายหาทำเลที่เหมาะสม จนกระทั่งมาพบทำเลพื้นที่บริเวณอาคารพาณิชย์สร้างใหม่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอภูซาง

 

ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดภูซาง สูตรเด็ดอยู่ที่เนื้อหมูและเนื้อตุ๋นด้วยสมุนไพรยาจีน ซึ่งเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายที่ใช้เวลาตุ๋นนานกว่า 1 วัน จนได้ที่ เนื้อหมูและเนื้ออ่อนนุ่ม กระดูกอ่อนที่แข็งๆ ก็สามารถกินได้แม้แต่ผู้สูงอายุ ไส้ เครื่องใน ทำความสะอาดจนไม่มีกลิ่นคาว ต้มและตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยแต่ไม่เสียรูปทรง หอมสมุนไพร

สำหรับเนื้อหมูสั่งตรงจากฟาร์มด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สดและสะอาด นำมาหมักด้วยส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อวัว เป็นเนื้อจากโคขุนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งคัดแต่คุณภาพล้วนๆ ขณะที่ผักสดจะหาซื้อในตลาดท้องถิ่น เป็นผักสดพื้นบ้าน เพราะต้องการกระจายเงินให้แก่คนในท้องถิ่น โดยยึดคติพจน์ ร้านอยู่ได้ ผู้คนท้องถิ่นต้องอยู่ได้ แบบเอื้อเฟื้อต่อกัน

 

“ทุกรายการอาหารเน้นความสด สะอาด และมีส่วนผสมของสมุนไพร ผักสดที่รับประทานกับก๋วยเตี๋ยวปลอดสารพิษ เพราะชาวบ้านผลิตและปลูกกันเองในพื้นที่ ลูกค้ารับประทานแล้วมั่นใจว่าปลอดภัย 100%” อนันตชัย กล่าว

ร้านก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดภูซาง เปิดบริการตั้งแต่ 08.00-16.00 น. หรือจนกว่าจะขายหมด เพื่อไม่ให้มีของเหลือค้างคืน วัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ลูกค้าได้รับประทานแต่สิ่งดีๆ สด สะอาด ถูกหลักอนามัย

 

What’s for Pudding? Fromage Blanc Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

1 มีนาคม 2560 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487803

What’s for Pudding? Fromage Blanc Pudding

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ปัจจุบันนี้คำว่าพุดดิ้ง ถูกนำไปใช้หลากหลาย ที่บ่อยที่สุดน่าจะเป็นขนมในกลุ่มที่ใช้เจลาตินเป็นส่วนผสมที่ทำให้คงตัว ปกติของหวานที่ใช้เจลาตินทำให้คงตัวนั้น มักเรียกว่าเจลลี่ ครั้นจะใช้คำว่าเจลลี่นั่น เจลลี่นี่กับขนมประเภทที่มีส่วนผสมของนม ไข่ ครีม ก็อาจจะไม่เหมาะ ไม่สื่อถึงรสชาติ และช่วยในการสร้างความน่ารับประทานเมื่อได้ยินชื่อ เช่น เจลลี่นม เจลลี่คัสตาร์ด อาจฟังดูตลก

นี่เองจึงเป็นที่มาของการใช้คำว่า พุดดิ้งกับขนมที่มีส่วนผสมของเจลาตินที่ทำให้คงตัว และมีส่วนผสมนม ครีม ไข่ ยกตัวอย่างเช่น Panna Cotta จริงๆ แล้วก็เป็นเจลลี่นั่นเอง แต่มีส่วนผสมของครีม เติมน้ำตาลทรายอุ่นให้ร้อนแล้วเติมเจลาตินลงไปช่วยให้คงตัว พอเรียกว่า Panna Cotta ตามต้นตำรับอาหารอิตาเลียนฟังแล้วดูมีราคาน่ารับประทาน

จริงๆ แล้ว “ปันนาค็อตต้า” เป็นขนมที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย ตรงๆ ง่ายๆ แค่เติมน้ำตาลลงในครีม แล้วละลายเจลาตินลงไปผสม ใส่พิมพ์รอให้แข็งตัวแล้วถอดออกจากพิมพ์เสิร์ฟกับซอสเบอร์รี่ต่างๆ

นานวันเข้า คาดว่าคนคงจะเบื่อกัน หรือแม้แต่เชฟก็ยังเบื่อ จึงมีการปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการทำขนม Panna Cotta นี้ออกมาหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการเพิ่ม Volume หรือปริมาตรให้กับขนมโดยใช้วิปครีมที่ตีจนขึ้นฟู หรือไข่ขาวที่ตีจนเป็นเมอแรงก์นุ่ม เบาและฟู พอผสมเข้ากับครีมและน้ำตาล ใส่เจลาตินแล้วใส่ลงพิมพ์ ทันทีที่ขนมคงตัวเป็นรูปร่างจากความเย็น จะได้ปันนาค็อตต้าที่ฟู นุ่ม ละลายในปาก

นอกจากปันนาค็อตต้าเป็นครีมธรรมดา อาจดัดแปลงเป็น Yogurt Panna Cotta สมัยเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้วถือเป็นขนมยอดฮิตตามร้านอาหารอิตาเลียน เรียกว่า ยุคนั้นทันสมัยที่สุดถ้ามีเจลลี่ครีมรสโยเกิร์ตนี้อยู่ในเมนู

สำหรับสูตรของผู้เขียนในฉบับนี้ ยอมรับแต่โดยดีว่าไปรับประทานมาจากร้าน Chikalicious ร้านขนม fine dining มาจากนิวยอร์กมาเปิดสาขาอยู่ที่ Central Embassy เขามีขนมที่เรียกว่า Fromage Blanc พูดกันง่ายๆ อธิบายกันตามภาษาคนครัวแล้ว ฟรอมมาจบลองค์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากทางยุโรปประมาณเบลเยียม ฝรั่งเศส นิยมรับประทานกันเป็นของหวานตามชนบทเพราะทำสดๆ ใหม่ๆ ในโรงนม มักจะอยู่ใน Cheesecloth หรือผ้าขาวบางช่วยกรองน้ำบางส่วนหลังจากที่นมตกตะกอนจาก Lactic Acid จากการบ่มหมัก ได้เป็นลักษณะคล้ายโยเกิร์ตเข้มข้นที่หอมสดชื่น จะว่าคล้ายกรีกโยเกิร์ตก็ไม่เชิง เพราะเบาๆ กว่า ไขมันต่ำกว่า

ผู้เขียนเคยเห็นเวอร์ชั่นของ Fromage Blanc ที่น่ารักคือ อยู่ในผ้าขาวบางและอยู่ในหม้อรูปหัวใจ ยกขึ้นมาใส่จานทั้งอันได้เป็นฟรอมมาจรูปหัวใจ ดูน่ารับประทาน เสิร์ฟคู่กับพวกผลไม้เชื่อมง่ายๆ คล้ายซอส หรือแยมใสๆ อร่อยแบบโรงนาแท้ๆ

แน่นอนว่าไอเดียของทางร้านน่าจะนำเอาเอกลักษณ์ของการรับประทาน Fromage Blanc ที่มีลักษณะคล้ายโดมสีขาว ราดด้วยครีมหวานน้อยๆ ความเจ๋งคงจะอยู่ที่เนื้อสัมผัสที่เบานุ่ม เดาว่ามาจากเครื่องอัดแก๊ส หรือเครื่องทำวิปครีม ผู้เขียนจึงอยากนำเอามาเป็นแรงบันดาลใจแต่ทำให้เป็นแบบบ้านๆ ขึ้นจากอุปกรณ์ที่มีในบ้านที่ทำขนมอยู่แล้ว

สูตรนี้ต้องอาศัยทักษะในการทำเล็กน้อยเพราะต้องอาศัย 2 ขั้นตอนในการเพิ่มปริมาตรให้กับขนมโดยเริ่มจากการปรุงโยเกิร์ตให้หอมหวานด้วยน้ำตาลทรายและวานิลลา จากนั้นเพิ่มปริมาตร 2 ขั้นตอนด้วยวิปครีมที่ตีจนขึ้นฟูและอีกครั้งด้วยไข่ขาว

เพื่อให้เก๋ไก๋เหมือนที่ร้านเสิร์ฟมา เลือกใช้พิมพ์ Silicone รูปครึ่งวงกลม ปูด้วยพลาสติกฟิล์มห่ออาหารหรือผ้าขาวบาง หรือแม้กระทั่งผ้าก๊อชชุบน้ำหมาดๆ ปูรองเสียก่อน วิธีนี้จะช่วยให้เอาออกจากพิมพ์ได้ง่ายขึ้น

สำหรับสูตรนี้ผู้เขียนเน้นให้รสชาติใกล้เคียงกับ Fromage Blanc ต้นตำรับที่คล้ายโยเกิร์ต เมื่อคุณผู้อ่านชำนาญแล้ว ลองปรับเปลี่ยนโยเกิร์ตเป็นรสชาติที่ชอบได้เลย

Cookool Fromage Blanc

สูตรนี้มีไข่ขาวดิบ ดังนั้นจึงควรเลือกไข่ไก่ที่สดสะอาดเป็นสำคัญ

ส่วนผสม

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ/รสหวาน 450 กรัม (ประมาณ 2 กระปุก)

น้ำตาลทราย 2-3 ช้อนโต๊ะ (ขึ้นกับความหวานที่ชอบ)

เจลาติน (แผ่นสั้น) 8 แผ่น

วานิลลาเพส หรือกลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

วิปปิ้งครีม (ส่วนที่ 1) 1 ถ้วยตวง

วิปปิ้งครีม (ส่วนที่ 2) 1/4 ถ้วยตวง

ไข่ขาว 2 ฟอง

น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง

สำหรับซอสโยเกิร์ต

วิปปิ้งครีม 300 มล.

นมข้นหวาน 50 กรัม

โยเกิร์ต 1 กระปุก

กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

สำหรับซอสโยเกิร์ต : ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน คนจนเนียนแล้วนำเข้า

ตู้เย็นจนกว่าจะใช้

สำหรับ Yogurt Dome : เริ่มด้วยการแช่เจลาตินจนนุ่มในน้ำเย็น

นำวิปปิ้งครีมส่วนที่ 2 อุ่นให้ร้อน แต่ไม่ให้เดือด จากนั้นเติมน้ำตาลทราย วานิลลาลงไปตามด้วยเจลาตินที่แช่น้ำไว้จนนุ่มแล้ว คนให้ละลาย รอให้เย็นตัวลงเท่าอุณหภูมิห้องแล้วจึงเติมโยเกิร์ตลงไป

ในชามใบแรก ตีวิปปิ้งครีมส่วนที่ 1 จนเป็นริ้ว ตักขึ้นมาตะล่อมเข้ากับส่วนผสมของโยเกิร์ต

ในชามที่สะอาดอีกใบ ตีไข่ขาวให้ขึ้นเป็นฟอง เติมน้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยจนหมด ตีไข่ขาวต่อจนตั้งยอด จากนั้นตักขึ้นมาตะล่อมกับส่วนผสมโยเกิร์ตที่ผสมกับวิปครีมไว้แล้ว

ตักหยอดลงในภาชนะที่ต้องการ แนะนำให้ใช้พิมพ์ซิลิโคนที่รองไว้ด้วยผ้าขาวบางหรือฟิล์มพลาสติกห่ออาหาร แช่เย็นประมาณ 4-6 ชั่วโมงหรือจนกว่าจะคงตัว

เวลารับประทาน ถอดขนมออกจากพิมพ์ ใส่จานแล้วราดด้วยซอสโยเกิร์ต

 

หมูสะเต๊ะนายตง ศาสตร์และศิลป์คู่ความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486889

หมูสะเต๊ะนายตง ศาสตร์และศิลป์คู่ความอร่อย

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

“จะทำหมูสะเต๊ะให้อร่อย ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์” สมศักดิ์ แซ่แต้ ต้นตำรับ “หมูสะเต๊ะ นายตง” ขายมานานนับยี่สิบปีเล่ายิ้มอย่างภูมิใจ เพราะศิลปะการทำหมูสะเต๊ะ ไม่ใช่เรื่องหมูๆ แต่มีเคล็ดลับความอร่อยที่ซ่อนอยู่ในทุกขั้นตอน

“เช้ามา ตีห้าเริ่มหั่นหมูแล้ว หั่นเองด้วยมือทุกขั้นตอน วันหนึ่งไม่ต่ำกว่าพันไม้ หมูเราไม่เหมือนที่อื่นนะ ไม่ใช่หมูที่ขายกันทั่วไปตามตลาด แต่ใช้หมูพันธุ์พิเศษจากฟาร์มที่รู้จักกัน”

นี่แค่เคล็ดลับหนึ่งที่เฮียตง แย้มพรายถึงความนุ่มอร่อยแบบเนื้อหมูธรรมชาติ ซึ่งการันตีได้ว่า ต่อให้ถึงจะเย็นชืดแล้ว แต่รับรองว่าหมูสะเต๊ะร้านเราไม่แห้งแข็ง ที่สำคัญ คือ รสชาติไม่เหมือนหมูสะเต๊ะเจ้าอื่นๆ ที่เดี๋ยวนี้นิยมใช้ผงนุ่มกันทั้งนั้น ถึงจะกินแล้วนุ่มจริง แต่สังเกตมั้ย เนื้อจะออกลื่นๆ ไม่เป็นธรรมชาติ คนกินต้องระวัง

“การทำหมูสะเต๊ะเนี่ย มันมีศาสตร์เล็กๆ ในทุกขั้นตอนเลยนะ เรื่องบางอย่างหลายคนมองข้าม เอาแค่หั่นหมูนี่ก็ตัดลายหมูออกให้หมดนะ ไม่งั้นกินแล้วจะเหนียว หมูเราใช้เนื้อสันนอกสั่งตรงจากฟาร์ม น้ำจิ้มทำวันต่อวัน คั่วถั่วเอง ถั่วที่ใช้ก็ต้องเม็ดเล็กด้วยนะ วัตถุดิบทุกอย่างต้องใช้ของดีหมด เพราะถ้าคุณภาพลดเมื่อไหร่ รสชาติความอร่อยจะลดลงทันที”

กินหมูสะเต๊ะให้อร่อยมันต้องติดมันหน่อยๆ หมูแต่ละไม้ เฮียตงจะใส่มันหมูเล็กๆ แทรกอยู่ แต่ถ้าใครชอบแบบไม่ติดมันบอกได้  และที่ขาดไม่ได้ ถ้าไม่อร่อยถือว่าสอบตกวิชาการทำหมูสะเต๊ะ คือน้ำจิ้มถั่วเข้มข้นที่ต้องครบรส หวาน เค็ม มัน และเผ็ดเล็กน้อย กินคู่กับอาจาด 3 รสที่ใช้น้ำส้มอย่างดี  แตงกวาที่ต้องไม่หั่นชิ้นหนาเกินไป

เฮียตงยึดอาชีพขายหมูสะเต๊ะมา 20 ปีได้แล้ว ชีวิตพลิกผันจากเถ้าแก่เจ้าของโรงหล่ออะลูมิเนียมเพราะโดนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งจนเจ๊งปิดกิจการ ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดท้ายรถเร่ขายหมูสะเต๊ะ ด้วยสูตรความอร่อยที่ตกทอดมาจากรุ่นแม่  เร่ขายหมูสะเต๊ะตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกยังเล็ก จนส่งลูกเรียนจบ 4 คน เริ่มตั้งแต่ยุคที่หมูสะเต๊ะยังขายกันที่ราคาไม้ละบาท หมูกิโลละ 35 บาท จนถึงยุคนี้ที่หมูสะเต๊ะขายกันราคาไม้ละ 6 บาท ราคาหมูปรับขึ้นมาเป็นกิโลละ 140 บาท

ปัจจุบันเฮียตงขับรถเปิดท้ายขายหมูสะเต๊ะ ตระเวนไป 3 แห่ง ย่านหลักสอง และสายสอง เขตบางแค ตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสองทุ่ม วันจันทร์ขายที่หมู่บ้านหลักสองนิเวศ (ข้างธนาคารกรุงเทพ)

วันพุธขายที่หมู่บ้านเพชรเกษม 3 (ก่อนเลี้ยวเข้าถนนสาย 2) วันพฤหัสบดีขายที่หน้าหมู่บ้านแสงทองวิลล่า ใกล้กับบิ๊กซี เพชรเกษม

สนใจตามรอยไปอร่อย หรือโทรออร์เดอร์ล่วงหน้าได้ที่เบอร์ 08-7111-6294, 09-9248-6995  หรือเฟซบุ๊ก : หมูสะเต๊ะ นายตง

 

สแลนเท็ด ทาโก้ เม็กซิกันสุดเก๋กลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486714

สแลนเท็ด ทาโก้ เม็กซิกันสุดเก๋กลางกรุง

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

นานๆ จะมีโอกาสไปเยือนร้านอาหารเม็กซิกันสักที หลังจากหาข้อมูลสักพักเราก็ตัดสินใจปักหมุดไปที่ร้านเม็กซิกันที่เพิ่งเปิดตัวหมาดๆ ชื่อว่า “สแลนเท็ด ทาโก้” (Slanted Taco) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านสุขุมวิท

ด้วยแรงบันดาลใจจากบรรยากาศอันมีสีสันของเซาท์บีช ในเมืองไมอามี สหรัฐ สแลนเท็ด ทาโก้ จึงได้รับการตกแต่งในสไตล์เม็กซิกัน-อินดี้ จนออกมาเป็นร้านอาหารและบาร์ ที่เน้นสีสันสดใสแนว
สตรีทอาร์ต โดยมีจุดเด่นคือกราฟฟิตีรูปราชาแห่งอาณาจักรมายันในเม็กซิโกกำลังถือทาโก้อยู่ในมือ ซึ่งทาโก้ที่มีไส้ล้นปรี่ชิ้นนี้ทำมุมเอียงจากมือของราชาพอดี นี่จึงเป็นที่มาของชื่อร้านว่า “สแลนเท็ด ทาโก้” ซึ่งแปลว่า ทาโก้เอียงๆ นั่นเอง

คอนเซ็ปต์ของเมนูที่ร้านจะเป็นอาหารเม็กซิกันสูตรต้นตำรับแสนอร่อยที่มาจากกรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของเม็กซิโก โดยทุกเมนูในร้านล้วนทำสดใหม่ทั้งสิ้น อย่างแป้งตอติญ่าชนิดนุ่ม ฮอเฮย์ เบอร์นาล เชฟประจำร้านผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอาหารมากว่า 15 ปี ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องอาหารเม็กซิกัน ก็ลงมือทำเองแบบโฮมเมดโดยใช้แป้งข้าวโพดอย่างดี ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ นอกจากเครื่องเทศของเม็กซิกันที่ต้องนำเข้ามาแล้ว ทางร้านยังคัดสรรวัตถุดิบชั้นดีจากเมืองไทยมาปรุงเป็นเมนูต่างๆ

วัตถุดิบหลักในอาหารเม็กซิโก มีทั้งพริก หอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม มะนาว มะเขือเทศ ออริกาโน อะโวคาโด มะละกอ และผักชีเม็กซิกัน สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างของอาหารเม็กซิกันก็คือ “ซอส” ซึ่งที่ร้านจะมีรสชาติความเผ็ดถึง 3 ระดับให้ลูกค้าได้เลือกนั่นคือ ซัลซาซอส ไมลด์ซอส และฮอตซอส ซึ่งสามารถจับคู่กับทุกเมนูได้อย่างลงตัว

เริ่มจากเมนูแรก “Tortilla Soup” เป็นซุปมะเขือเทศสีส้มเนื้อเนียน ตัวซุปมีส่วนผสมของตอติญ่าหั่นเป็นเส้นแล้วทอดกรอบ เนื้อไก่ ชีสมอซซาเรลลา ชีสเชดดาร์ ท็อปปิ้งด้วยซาวด์ครีมและอโวคาโดรสชาติกลมกล่อม

ต่อด้วย “Chimichanga” เมนูนี้เป็นไก่อบที่นำมาฉีกและผัดด้วยซอส ปรุงรสด้วยพริกเม็กซิกัน แล้วห่อด้วยแป้งตอติญ่า ก่อนนำไปทอดให้เหลืองกรอบ ราดด้วยครีมและซัลซาซอสได้ความอร่อยลงตัว

ตามด้วย “Various Taco” หรือทาโก้รวม ซึ่งประกอบด้วย ทาโก้เห็ด ทาโก้เนื้อ และทาโก้ไก่ ก่อนรับประทานแนะนำให้บีบมะนาวและตักซัลซาซอส ไมลด์ซอส และฮอตซอส ราดลงไปทั้ง 3 ชนิดเลย จากนั้นให้ใช้มือหยิบเข้าปาก บอกเลยว่าอร่อยฟินเวอร์

ปิดท้ายด้วย “Beef Fajitas” เนื้อวัวผัดกับพริกหยวก 3 สีและหอมหัวใหญ่ เสิร์ฟมาในกระทะร้อน พร้อมด้วยตอติญ่าสดชนิดแป้งนิ่ม เวลากินต้องนำเนื้อมาห่อด้วยแป้ง แล้วตามด้วยซอสที่เสิร์ฟมาด้วย เป็นอีกเมนูอร่อยที่ต้องไม่พลาด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูให้เลือกเพียบ แถมยังมีขนมอร่อยๆ ซึ่งเป็นเมนูพิเศษที่เชฟคิดค้นขึ้นเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะอีกด้วย

อาหารครบถ้วนแล้วมาต่อกันที่ค็อกเทลบ้าง เริ่มจากซิกเนเจอร์อย่าง “Devil’s Margarita” แก้วสีเหลืองนวล มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง น้ำมะนาว น้ำเชื่อม เตกีลา และทริปเปิ้ลเซค หยดด้วยซอสทาบาสโก้เล็กน้อย ตกแต่งขอบแก้วด้วยน้ำผึ้ง พริกป่น เกลือ และพริกชี้ฟ้าแดง ดีกรีแรงพอสมควร

อีกแก้วคือ “Honey Margarita” มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม น้ำมะนาว เตกีลา และทริปเปิ้ลเซค นำไปปั่นกับน้ำแข็งจนเนื้อเนียนคล้ายสมูทตี้และตกแต่งด้วยเลมอนฝานให้ดูสวยงาม…บรรยากาศดีๆ แบบนี้แค่นั่งดื่มด่ำกับเสียงเพลง พร้อมจิบค็อกเทลไปด้วย ก็สร้างความสุนทรีย์ได้อย่างดีเชียวล่ะ

“สแลนเท็ด ทาโก้” อยู่ที่ซอยสุขุมวิท 23 (300 เมตรจากปากซอย) หากมาด้วยรถไฟฟ้าให้ลงที่สถานีอโศก ร้านเปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ 16.00-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ 14.00-24.00 น. โทร.02-258-0546 หรือแฟนเพจ FB : Slanted Taco

 

บัวลอยสมหวัง อร่อยไม่ผิดหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486651

บัวลอยสมหวัง อร่อยไม่ผิดหวัง

โดย…แมงโก้หวาน

ใกล้แยกสำราญราษฎร์ มีร้านบัวลอยร้านหนึ่งชื่อร้าน “บัวลอยสมหวังทรงเครื่อง” อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดเทพธิดาราม และอยู่ติดร้านผัดไทย เป็นร้านที่คนนิยมไปกินมาก เปิดมาร่วม 14 ปี เจ้าของร้านคือ สมหวัง มีแก้ว

เจ้าของร้าน เล่าที่มาให้ฟังว่า แยกสำราญราษฎร์จะมีร้านผัดไทยทรงเครื่องร้านหนึ่งขายดีมาก ลูกค้าต้องต่อแถวเข้าคิว เขามองทำเลนี้ยังไม่มีใครขายของหวานจึงมาเปิดร้านบัวลอย และเป็นบัวลอยทรงเครื่องเพราะเห็นว่าผัดไทยทรงเครื่องได้บัวลอยก็ทรงเครื่องได้เหมือนกัน

จุดเด่นของบัวลอยสมหวังจะเน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่เน้นแป้งมาก แต่แป้งจะนุ่มละมุนไม่เหนียว มีความแตกต่างจากบัวลอยทั่วไป กลิ่นหอม รสชาติอร่อยไม่มีผิดหวัง มีเผือก ข้าวโพด แห้ว มะพร้าวโรยหน้า เวลากินกรุบกริบ กลมกล่อม เข้ากับบัวลอยได้ดี

ส่วนประกอบของไข่ใช้ไข่สองชนิดคือ ไข่เค็ม ที่ถูกหุ้มด้วยแป้งหวานสีม่วงที่ทำมาจากมันต่อเผือก แปลกไม่เหมือนใคร ส่วนไข่หวานทำจากไข่ไก่สดลวกด้วยน้ำเชื่อม ต้มด้วยเวลาที่พอเหมาะ ทำให้ได้ไข่แดงที่เป็นยางมะตูม เมื่อกินคู่กันบอกเลยว่าอร่อย

น้ำกะทิ ทำจากหัวกะทิแก่และสด แล้วนำไปอบเทียนให้มีกลิ่นหอมกรุ่นชวนรับประทานตามสูตรโบราณ นอกจากนี้ยังเพิ่มน้ำมะพร้าวสดแทนน้ำตาลเสริมความกลมกล่อมให้น้ำกะทิด้วย เมื่อทุกอย่างมาผสมกันจะได้น้ำกะทิที่มีความหวานหอมในสไตล์โบราณ

ขณะแป้งมีสี่สีทำมาจากแป้งข้าวเหนียว ผสมกับวัตถุดิบธรรมชาติ สีเขียวจากใบเตย สีม่วงจากมันต่อเผือก สีส้มจากแครอต สีเหลืองจากฟักทอง ขั้นตอนการทำนำแป้งไปผสมกับวัตถุดิบแต่ละชนิด แป้งลูกเล็กกำลังดี แต่จะมีลูกใหญ่ให้ด้วย

ราคาบัวลอยทรงเครื่องทุกอย่าง 25 บาท ใส่ไข่หวาน 30 ใส่ไข่ขาว 30 และไส้ไข่เค็ม 35 บาท ขาย 5 โมงเย็น หยุดจันทร์เว้นจันทร์ ลองไปชิมดู สอบถามก่อนได้ที่เบอร์ 08-9226-4382

 

เอส แอนด์ พี คงความอร่อยคู่คนไทยมาช้านาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486650

เอส แอนด์ พี คงความอร่อยคู่คนไทยมาช้านาน

โดย…วรธาร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร คงความอร่อยและครองใจนักชิมมาร่วม 40 กว่าปี สำหรับร้านเอส แอนด์ พี (S&P) ภายใต้บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ร้านอาหารที่ให้บริการเต็มรูปแบบด้วยอาหารไทย และนานาชาติหลากหลาย เครื่องดื่มและของหวานที่มีให้เลือกมากมาย อาทิ เครื่องดื่มบลูคัพ ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ไอศกรีม รวมถึงสินค้าพร้อมรับประทานมากมาย รวมทั้งยังใส่ใจในทุกรายละเอียด คุณภาพ ความสดใหม่ ความสะอาด ความปลอดภัย ตลอดจนการเลือกคัดสรรวัตถุดิบอย่างมีคุณภาพ สร้างสรรค์เมนูจากเชฟมืออาชีพ

ให้บริการลูกค้าหลากหลายตั้งแต่วัยรุ่น คนทำงาน และครอบครัว มีบริการหลากหลายให้เลือก ทั้งการรับประทานที่ร้าน หรือการซื้อกลับบ้าน รวมถึงบริการจัดส่ง นอกจากนี้ยังเป็นร้านอาหารที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง คุกกี้ที่หลากหลาย และขนมไทย ซึ่งถือเป็นทางเลือกง่ายๆ สำหรับทุกๆ คน

มณีสุดา ศิลาอ่อน ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ย้อนประวัติของร้านให้ฟังว่า เอส แอนด์ พี ประกอบธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมาตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2516 เริ่มต้นจากร้านขายไอศกรีมและของว่างในซอยประสานมิตร (สุขุมวิท 23) ปรากฏว่า ได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าดีมาก ต่อมาได้ขยายธุรกิจเพิ่มด้วยการทำธุรกิจร้านเบเกอรี่ในซอยสุขุมวิท 62

“ธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ ได้การตอบรับจากลูกค้าดีมาก ส่งผลให้มีการขยายสาขาในแหล่งทำเลที่สำคัญ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น ทองหล่อ สยามสแควร์ พร้อมเป็นผู้นำเทรนด์ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ต่อมาได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว นับเป็นเชนร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงและเติบโตต่ออย่างเนื่อง ปัจจุบันมี 138 สาขา รวมสาขาสุขุมวิท 26 นี้ด้วย และมีเบเกอรี่ช็อปอีก 350 จุดทั่วประเทศ”

มณีสุดา ศิลาอ่อน

เมนูระดับตำนานของเอส แอนด์ พี ที่อยู่คู่คนไทยมานาน เป็นป๊อปปูลาร์และขายดีมากคือ เมนูข้าวไก่อบเอส แอนด์ พี ถือเป็นเมนูติดบ้านที่ผู้ใหญ่ก็รับประทานได้เด็กก็ยิ่งชอบ ไก่รสชาติดีหอมนุ่มอร่อย เมนูเส้นจันท์ผัดไทยกุ้งสดก็ใช่ย่อยรสชาติถูกใจคนไทย ขณะที่เมนูข้าวกุ้งผัดพริกขี้หนูไข่นุ่ม ต้องบอกว่ากุ้งสดมากรสชาติอร่อยได้ที่เป็นอีกเมนูระดับตำนาน

ช่วงหน้าร้อนสงกรานต์ เมนูที่เป็นพระเอกของร้าน ก็คือข้าวแช่หอมมะลิใบเตย ที่เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงหลายอย่าง ประกอบด้วยกะปิทอด พริกหยวกสอดไส้ปูจ๋า หมูฝอยหวาน ไชโป้วหวาน และผักสดแกะสลักสวยงามชวนรับประทาน อร่อย กินแล้วสดชื่น เหมาะกับหน้าร้อนซึ่งมาพร้อมกับเมนูของหวานข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้หอมหวานอร่อยชื่นใจ

ร้านเอส แอนด์ พี สาขาสุขุมวิท 26 เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00 น.เป็นต้นไป โทร. 02-261-0338-9

 

ปลาคิงกิ ของฝากจากน้ำลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486648

ปลาคิงกิ ของฝากจากน้ำลึก

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชนชาติที่ขึ้นชื่อและสันทัดเรื่องการแล่ปลาและกินปลาเป็นอย่างดี ผมว่าคงไม่มีใครปฏิเสธชาวญี่ปุ่นกันไปได้หรอกครับ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะโอบล้อมด้วยทะเล ชาวญี่ปุ่นจึงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการประมง และนิยมรับประทานของฝากจากทะเลกันเป็นบ้าเป็นหลัง และนำมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด และเหนืออื่นใดปลาหลายๆ ชนิดถูกนำมาแล่อย่างเชี่ยวชาญและรับประทานกันสดๆ เนื้อไม่ช้ำ ไม่คาว แถมยังได้ลิ้มลองความนุ่มหวานจนเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนนิยมกินปลาดิบกันทั่วโลก

ทว่า หากพูดถึง “ปลาคิงกิ” (Kinki) หลายคนคงสงสัยว่ามันเป็นปลาชนิดใดกัน ทั้งที่จริงแล้วเป็นปลาที่ชาวญี่ปุ่นนั้นนิยมรับประทานกันมากที่สุดขนิดหนึ่ง เหตุที่เป็นปลาที่ค่อนข้างราคาสูงลิบนั้นอาจเพราะเป็นปลาน้ำลึก แถมยังจับได้เพียงบางฤดูกาลเท่านั้นเอง จึงมีน้อยคนนักที่จะได้สัมผัสในรสชาติ

ปลาคิงกิ ปลาทะเลน้ำลึกจากญี่ปุ่น ไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ จะมีเนื้อเป็นสีขาวแน่น รสนุ่มละมุนลิ้น ออกหวานมัน ที่สำคัญ ราคาก็แสนแพง และเป็นปลาที่หากินได้แค่เฉพาะช่วงฤดูหนาว ระยะเวลาตั้งแต่ปลายปีไปจนถึงไม่เกินเดือน เม.ย.เท่านั้น แต่หากจะหารับประทานในช่วงนอกฤดูกาล ก็สามารถหาได้ แต่จะมีขนาดตัวเล็กลง แถมเนื้อยังมีรสชาติไม่หวานนุ่มเท่ากับตอนที่อยู่ในช่วงฤดูกาล

ปลาคิงกิยังมีคุณสมบัติพิเศษ ด้วยความที่เป็นปลาที่อยู่ในน้ำลึก รวมทั้งอยู่ในอากาศเย็นจัด ทำให้มีเนื้อมีความมันอร่อยกว่าปลาที่อยู่น้ำอุณหภูมิทั่วๆ ไป เนื้อจะหวาน นุ่ม อร่อย โดยจะพบปลาชนิดนี้ได้ในน่านน้ำฮอกไกโด หรือแม่น้ำที่อากาศเย็นในญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งในญี่ปุ่นจะมีกฎหมายรองรับให้สามารถหาจับได้ในปริมาณที่พอดี เพื่อไม่ให้ปลาสูญพันธุ์นั่นเอง

เชฟสงกรานต์ บริบุญมังสา แห่งห้องอาหารญี่ปุ่นทาคูมิ โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด กรุงเทพฯ จัดเทศกาลปลาคิงกิ ที่ห้องอาหารทาคูมิ เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มลองรสชาติแปลกใหม่ของปลาคิงกิ ที่ได้คัดสรรมาจากญี่ปุ่นก่อนที่ฤดูกาลจะผ่านไป

“ถ้าเรากินแบบดิบ จะได้รสชาติปลาสดและหวาน การปรุงปลาคิงกิต้องมีกลวิธีในการประกอบอาหารที่พิถีพิถัน ต้องมีความรู้เฉพาะทางเท่านั้น เนื่องจากเนื้อปลาจะคาวหากทำผิดวิธี ถ้าเราจะนำมาต้มซีอิ๊ว จะได้รสชาติการต้มซีอิ๊วแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่น้ำซอสจะเข้าไปในเนื้อปลาแบบเต็มๆ ประกอบกับเนื้อปลาที่มีรสชาติหวานนุ่มอยู่แล้วจึงยิ่งช่วยเสริมรสชาติกัน หากนำมาย่างเกลือ และพรมด้วยเหล้าสาเกใส่ให้หอม และนำกลับไปย่างอีกครั้งจนสุกแล้วนำมาบีบมะนาวเพื่อเพิ่มความหอมและดับกลิ่นคาวปลาก็ยิ่งอร่อย”

เชฟสงกรานต์เล่าให้ฟังอย่างออกรส แถมยังบอกต่ออีกว่า เจ้าปลาคิงกินั้นยังนำมาทำสลัดสไตส์ญี่ปุ่นกินคู่กับน้ำพอนสึก็ยิ่งได้ควาสดหวาน แต่ต้องต้องพิถีพิถัน ในการแล่ต้องใช้มีดคมๆ และใช้มีดเฉพาะในการทำซาชิมิเท่านั้น ส่วนวิธีการหั่นก็ต้องหั่นบางๆ เนื่องจากตอนกินต้องนำไปจุ่มกับซอส ซึ่งซอสจะซึมเข้าไปในเนื้อปลาทันที หากหั่นหนาเกินไปจะได้รสชาติซอสน้อย อาจจะได้กลิ่นคาวปลาไปแทน

เริ่มต้นเมนูแรกด้วย Kinki Sashimi ปลาคิงกิซาชิมิ นำปลาคิงกิที่สดๆ มาขอดเกล็ด และดึงเครื่องในปลาออกให้หมด ล้างด้วยน้ำเย็นๆ ที่สะอาดๆ เพื่อให้เลือดและกลิ่นคาวปลาออกไป แล่ด้วยมีดที่คมเพื่อให้ได้เนื้อปลาที่สวยงามไม่เละและแตก จัดใส่จานกินคู่กับหัวไชเท้าสไลซ์หั่นฝอย วาซาบิสด และซีอิ๊วที่ให้รสชาติฉุนๆ ขึ้นจมูก

ต่อด้วย Kinki Nitsuke ปลาคิงกิต้มซีอิ๊ว นำน้ำสต๊อกปลาแห้ง ต้มให้เดือดแล้วใส่เครื่องปรุง แล้วนำปลาคิงกิที่เตรียมไว้ใส่ลงไป ต้มเคี่ยวประมาณ 20 นาที ให้น้ำซุปเข็มข้นพอประมาณแล้วค่อยใส่สาเกลงไป เคี่ยวต่ออีกประมาณ 5-10 นาที จนได้ความหอมและรสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น

เมนูไฮไลต์นี้ก็ห้ามพลาด Kinki Shio Yaki ปลาคิงกิย่างเกลือ นำปลาคิงกิมาล้างให้สะอาดแล้วโรยด้วยเกลือทะเล และเอาเกลือโอบส่วนครีบและหางไว้เยอะๆ เพื่อที่ไฟจะได้ไม่ไหม้ จากนั้นนำปลาที่โรยเกลือเสร็จเรียบร้อยไปย่างด้วยไฟแรงปานกลาง ย่างไปกะว่าใกล้สุกนำสาเกพรมให้ทั่วตัวปลาแล้วนำไปย่างต่ออีกสัก 2-3 นาที เพื่อดับกลิ่นคาว และเพิ่มความหอมและรสชาติที่อร่อยมากขึ้น แล้วเสิร์ฟพร้อมกับหัวไชเท้าฝนละเอียดและมะนาวผ่าสักสองซีก เวลารับประทานควรบีบมะนาวใส่ตอนปลาที่กำลังร้อนๆ จะได้กลิ่นหอมฟุ้งทีเดียว

ตบท้ายด้วย Kinki Usuzukuri สลัดปลาคิงกิ นำปลาคิงกิมาล้างให้สะอาด แล้วใช้มีดแล่ปลาคมๆ เพื่อที่เนื้อปลาจะได้ไม่เละและแตกยุ่ย ดึงก้างปลาออกให้หมด แล้วนำไปแล่บางๆ หรือภาษาที่ญี่ปุ่นเรียกว่าแล่แบบ Usuzukuri จัดใส่จาน เพิ่มรสชาตด้วยน้ำจิ้มพอนสึที่ให้รสเปรี้ยวหวานเค็ม เหมาะสำหรับกินคู่กับเนื้อปลาที่แล่บางๆ อย่างยิ่ง

สัมผัสรสหวานจากเนื้อปลาคิงกิได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มี.ค. ณ ห้องอาหารญี่ปุ่นทาคูมิ ชั้น 1 โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. โทร. 02-694-2222 ต่อ 1560

 

ฉันท์-ยุพา ทีรูม ร่มรื่นโรแมนติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486646

ฉันท์-ยุพา ทีรูม ร่มรื่นโรแมนติก

โดย…พาแลง ภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

หากกำลังมองหาร้านนั่งเย็นสบาย ร่มรื่น เพื่อให้ได้บรรยากาศเพื่อการดื่มชา บ้านเก่าสไตล์โคโลเนียลสร้างประมาณปี 2497 ตกแต่งใหม่ให้โรแมนติก แวดล้อมด้วยสวนสวยสไตล์อังกฤษ ในสุขุมวิท 10 ที่ร้านฉันท์ แอนด์ ยุพา ทีรูม (Chan & Yupa Tearoom) ซึ่งตั้งชื่อร้านตามชื่อเจ้าของบ้านเดิม บ้านประดับและก่อด้วยหินแกรนิต ส่วนพื้นบ้านใช้ไม้สักที่ใช้คัดสรรมาอย่างดี

 

หลังจากคุณตาฉันท์และคุณยายยุพาเสียชีวิต บ้านหลังนี้จึงไม่มีใครอยู่อาศัยเป็นเวลานาน เวลาต่อมาจึงมีการซ่อมแซมและเปิดบ้านให้เป็นร้านน้ำชา โดยช่วงแรกยังขายเฉพาะชุดจิบชายามบ่าย คือ เวลา 12.00-18.00 น. สไตล์การตกแต่งจึงเป็นแบบย้อนยุค ให้ความโรแมนติกด้วยม่านสีขาว ผ้าปูโต๊ะลูกไม้ เก้าอี้หวายเบาะและหมอนสีหวาน ของประดับตกแต่งเป็นเครื่องใช้เก่า มีกรอบรูปของคุณตาฉันท์และคุณยายยุพาแขวนไว้ด้วย ให้กลิ่นอายเหมือนนั่งจิบชาอยู่ที่บ้าน และให้บ้านยังคงมีชีวิตชีวาเช่นเดียวกันกับสมัยที่คุณตาคุณยายยังมีชีวิตอยู่

 

หลังจากเปิดมาระยะหนึ่งได้ผลตอบรับที่ดี จึงเริ่มเพิ่มเมนูอาหารเข้ามา โดยส่วนมากเป็นอาหารนานาชาติ แต่มีการปรับเพิ่มเมนูมากขึ้น มีทั้งฟิวชั่น เซตอาหารเช้า ซึ่งเพิ่มความแปลกใหม่ด้วยการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล

ประเดิมด้วยชุดน้ำชาที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน เซตแรกเป็นชาเอิร์ลเกรย์วานิลลา เซตน้ำชาที่เหมาะกับคุณผู้ชาย จะได้กลิ่นหอมของชาและรสชาที่ชุ่มคอ เพิ่มความสดชื่นให้ยามบ่าย ส่วนเซตสำหรับคุณผู้หญิงเป็นชาชุด Love Tea ที่ร้านได้เบลนด์ชาหลายชนิดเข้าด้วยกัน จนเกิดเอกลักษณ์เฉพาะ มีลูกเล่นด้วยการเสิร์ฟพร้อมนาฬิกาทราย สามารถกำหนดความเข้มของชาได้ด้วยตัวคุณเอง พร้อมขนมนานาชนิด มีทั้งพาย พัฟ สลัดโรล สโคน มาการง ชีสเค้ก ฯลฯ หรือถ้าหากคุณไม่ดื่มชา ที่นี่ยังมีกาแฟร้อนให้เลือกดื่มด้วย

 

สำหรับเมนูหน้าร้อนนี้ ร้านฉันท์-ยุพา เตรียมเมนูผัดไทยมาดัดแปลงให้รสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ของร้าน ด้วยชื่อผัดไทยซอยสิบ โดดเด่นด้วยเส้นพาสต้าเฟตตูชินี่ (Fettuccine) เส้นพาสต้าของอิตาลีที่มีลักษณะแบน เหนียวนุ่ม ชุ่มฉ่ำเวลานำมาผัดและเคล้ากับเครื่องผัดไทย ให้ความรู้สึกคล้ายกับเส้นจันท์ แต่เหนียวนุ่มกว่า บวกกับเครื่องเคียงผักสดนานาชนิด รสเข้มข้น เปรี้ยวอมหวานออกเผ็ดหน่อยๆ คลุกเคล้าเครื่องเคียงมากถึง 10 ชนิด อย่างกุ้งแห้งตัวโต เต้าหู้เหลืองทอด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผักกุยช่ายฝอย หอมเจียว ยอดต้นทานตะวัน พริกชี้ฟ้า ไข่เจียวฝอย มะม่วงมันซอย และเด็ดสุดตรงกุ้งแชบ๊วยตัวโตทอดวางตรงกลาง เรียกได้ว่าเป็นผัดไทยฟิวชั่นแต่ยังคงรสชาติความเป็นผัดไทยไว้

 

จานถัดมา เป็นเมนูที่ทำขึ้นเพื่อเอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่น คือ ข้าวผัดปลาทูน่าอโวคาโด (Maguro With Avocado Fried Rice) ใช้ข้าวญี่ปุ่นนำไปผัดกับซอสเทริยากิ แล้วใส่ถั่วเอดามาเมะ (ถั่วแระญี่ปุ่น) ตกแต่งด้วยทูน่าสด อโวคาโดหั่นเต๋า ไข่แซลมอน ราดด้วยซอสวาซาบิ โรยด้วยงา และตกแต่งด้วยต้นไควาเระ ได้รสชาติญี่ปุ่นแบบฟิวชั่น มีความเผ็ดแต่ไม่ฉุนจากวาซาบิ ได้รสเค็มนิดๆ จากไข่ปลาแซลมอน และความนุ่มฉ่ำจากอโวคาโด ที่สำคัญได้สุขภาพแบบเน้นๆ

 

สำหรับความสดชื่นจากเครื่องดื่มเย็นๆ หลังอาหาร เริ่มจาก Triple Zest Soda เครื่องดื่มที่เติมความสดชื่น ใช้เสาวรสสดเป็นพระเอก และนำมาผสมกับมะนาวได้ความเปรี้ยว และเพิ่มความหวานด้วยองุ่น และรสเผ็ดซ่าของขิงและโซดาเข้าไป บอกเลยว่าจี๊ดจ๊าดสดชื่นผิดกับอากาศภายนอกแน่นอน หรือเครื่องดื่มดับร้อนอีกหนึ่งตัวนำมะม่วงและมะยงชิด พระเอกของหน้าร้อน Apricot Vanilla Tea /Fresh Mango & Fresh Marian plum ชาแอพริคอตเย็นๆ ใส่เนื้อมะม่วงและมะยงชิดสดๆ ให้รสสัมผัสที่หอมกลิ่นชาขึ้นจมูก รสหวานอมเปรี้ยว ได้เคี้ยวเนื้อมะม่วงและมะยงชิดไปพร้อมๆ กัน

 

ร้านฉันท์-ยุพา ทีรูม มีเซตน้ำชาให้เลือกหลากหลายชนิด ด้วยบรรยากาศและรสชาติอาหารให้ความเป็นกันเองและเชื่อว่าต้องกลับมาอีก ร้านตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 10 เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 07.00-18.00 น. โทร.02-252-6601 แฟนเพจ facebook : ChanYupa.Tearoom

 

ก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัวเมืองชัยนาท ตำนาน 60 ปีแห่งความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486643

ก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัวเมืองชัยนาท ตำนาน 60 ปีแห่งความอร่อย

โดย…ชูเดช สีหะวงษ์

จุดหมายสำคัญของชาวพุทธ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องเดินทางไปวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เพื่อกราบรูปหล่อหลวงปู่ศุข เกจิอาจารย์ชื่อดังของไทย แต่ที่พลาดไม่ได้เมื่อเดินทางมาที่นี่ต้องรับประทานก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัวหน้าวัด ที่ได้ชื่อว่าเจ้าตำนานความอร่อย 60 ปี เพราะชาวบ้านที่นี่การันตีรสชาติอร่อยเด็ดมาก ทำให้ในแต่ละวันลูกค้าแน่นร้าน

ร้านก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัวรสเด็ดแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณที่หน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ นี่เอง บริหารงานโดย ผกามาศ เมฆพัฒน์ บอกว่า เปิดขายก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัวมาตั้งแต่สมัยคุณแม่ นานกว่า 60 ปี จะเรียกว่าเป็นร้านที่อยู่คู่กับวัดปากคลองมะขามเฒ่ามายาวนานเลยก็ว่าได้

สำหรับเมนูหลักที่สร้างชื่อเสียงให้กับทางร้าน คือ ก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัว ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น และแซ่บแห้งเนื้อรวม ที่ทุกคนมาที่ร้านจะต้องสั่งรับประทาน ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยของที่นี่ คือ จะให้ความสำคัญกับความสดใหม่ของวัตถุดิบ ตั้งแต่เลือกซื้อเนื้อคุณภาพดี ใหม่สดทุกวัน ผัก เครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น พริก จะคั่วป่นแบบวันต่อวัน รวมทั้งพริกดองน้ำส้มสายชูที่จะไม่นำของค้างคืนมาใช้ซ้ำเด็ดขาด ทำให้รสชาติที่ออกมาในแต่ละวันเป็นที่ถูกปากของลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ร้านเปิดมาได้ยาวนานถึง 60 ปี

“หลังคุณแม่เสียชีวิตก็สืบทอดกิจการมาเป็นรุ่นที่ 2 ซึ่งรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยวทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวมีฐานะดีขึ้น แม้ไม่ร่ำรวยแต่ภูมิใจได้ทำก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ ให้ประชาชนได้รับประทาน ราคาไม่แพง”

แม้ว่าปัจจุบันราคาวัตถุดิบประเภทเนื้อวัวจะแพงขึ้น แต่ผกามาศยังคงขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัว ชามละ 35 บาท พิเศษ 40 บาท ส่วนลวกจิ้มและแซ่บแห้งเนื้อขายเพียงจานละ 50 บาท ผู้ที่ผ่านมาไหว้พระทำบุญที่วัดปากคลองมะขามเฒ่ามีเวลาว่างลองแวะมาพิสูจน์ความอร่อยของ ”ก๋วยเตี๋ยวลิ้นวัววัดปากคลอง” กันได้ ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น.

 

What’s for pudding? พุดดิ้งเต้าหู้สด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486639

What’s for pudding? พุดดิ้งเต้าหู้สด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ต้องยอมรับว่านอกจากร้านอาหารไทยแล้ว ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ เต็มไปด้วยร้านอาหารญี่ปุ่นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปแถวๆ ย่านสุขุมวิทเกือบทุกซอยต้องมีร้านอาหารญี่ปุ่นสักร้านหนึ่งให้ได้ลองแวะเวียนไปชิม

วันก่อนผู้เขียนเดินหลงเข้าไปในตึก Nihonmura ตรงซอยทองหล่อ 13 กะว่าจะหาร้านอาหารญี่ปุ่นใหม่ๆ กินเป็นอาหารเที่ยงสักหน่อย เดินวนไปจนถึงชั้น 3 หลายๆ ร้านดูเงียบคนไม่พลุกพล่าน แต่เมื่อไปถึงชั้นบนสุดกลับพบร้านหนึ่งที่มีลูกค้าเดินเข้าออกตลอดเวลาเลยทดลองเดินเข้าไปดู ทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออกพบชาวญี่ปุ่นและพนักงานคนไทยออกมาต้อนรับเสียงใส สุดจะสดชื่นเป็นภาษาญี่ปุ่น รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังเดินทะลุประตูไปที่ไหนก็ได้ของโดเรมอน มาถึงประเทศญี่ปุ่นพอดี

ร้านที่ว่านี้ชื่อ Umenohana แปลตรงตัวว่า ดอกบ๊วยแสนงาม ร้านนี้เขามาจากเกาะคิวชิวทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น เด่นที่สุดต้องยกให้อาหารจานปู แต่ที่ต้องยอมรับว่าอยากรับประทานมากๆ คือ เต้าหู้นานาชนิดที่ทางร้านอิมพอร์ตถั่วเหลืองเข้ามาเองจากญี่ปุ่น เชื่อว่าปราศจากสารอันตรายและ GMO ที่กลัวกันนักหนาเมื่อจะรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองจากประเทศที่เจริญแล้ว น้องพนักงานแนะนำอาหารจานเด็ดเป็น Fuku Fuku Tofu เต้าหู้ตุ๋นด้วยไอน้ำประมาณ 20 นาทีจะได้เต้าหู้ตุ๋นนุ่มๆ รับประทานคู่กับซอส ในระหว่างที่รออยู่นั้นเลยสั่ง Hikiake Yuba ซึ่งเป็นน้ำเต้าหู้หอมกรุ่นมาในถาด Double boil ค่อยๆ ให้ความร้อนจากน้ำเดือดส่งผ่านไปยังน้ำเต้าหู้ รอสักแป๊บแผ่นฟองเต้าหู้จะค่อยๆ ขึ้นเป็นฟิล์มหนาขึ้น จึงใช้ตะเกียบค่อยๆ คีบฟองเต้าหู้สดขึ้นมา ต้องบอกว่าอร่อยจนรอคอยฟองเต้าหู้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาเกือบไม่ไหว

ผู้เขียนเป็นสาวกเต้าหู้เลยขอตบท้ายมื้อเต้าหู้ของเราด้วยเต้าหู้อีกเช่นกัน ขอลองชิม Tofu Pudding ที่อยู่ในชามแก้วขนาดกำลังพอดี เนื้อเต้าหู้พุดดิ้งดูนุ่มนิ่ม นวลเนียน มีผงคินาโกะหรือถั่วเหลืองคั่วที่โม่มาเป็นผงละเอียด หอมฟุ้งชวนให้อยากจะเริ่มละเลียดสักคำ ตักเข้าปากแล้วลิ้นจะพึงพอใจกว่านี้ถ้าพุดดิ้งจืดกว่านี้อีกนิด เพราะน้ำเชื่อม Kuromitsu น้ำเชื่อมสีดำจากน้ำตาลอ้อยเพิ่มความหวานมาอีกมากโขอยู่ แต่ก็เป็นการจบมื้อเต้าหู้ที่แสนจะมีความสุขในการกิน สอบถามความอร่อยจากน้องพนักงาน เขาบอกว่าถั่วเหลืองเป็นพันธุ์พิเศษนำเข้ามายังไม่พอ ทางร้านทำน้ำนมถั่วเหลืองเองสดใหม่ทุกวันเพราะมีโรงงานอยู่แถวๆ นนทบุรีนี่เอง

ระหว่างทางกลับบ้าน ยังคิดถึงความอร่อยของพุดดิ้งเต้าหู้ถ้วยน้อยอยู่ ในใจคิดว่าทบทวนรสชาติแล้วพบว่ามันเป็นพุดดิ้งชนิดที่เป็น Gelatin Pudding แช่เย็น ไม่น่าจะยากอะไรกลับมารีบแกะสูตรทันที ทดลองซื้อน้ำเต้าหู้ยี่ห้อดังๆ มาทดลองสูตรหลายขวด พบว่าถ้าเราดื่มน้ำเต้าหู้ยี่ห้อไหนเข้มข้นและอร่อยที่สุดในใจเราให้เลือกยี่ห้อนั้นมาใช้

รอบแรกในการแกะสูตรใช้เพียงแค่น้ำเต้าหู้เปล่าๆ เนื้อพุดดิ้งเต้าหู้ที่ได้ค่อนข้างเบาไม่ค่อยได้รสเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองนัก ผู้เขียนจึงทดลองเพิ่มความหอมของเต้าหู้อีกครั้งโดยทดลองซื้อเต้าหู้ญี่ปุ่นแบบนิ่มหรือที่เรียกว่า Kinugoshi Tofu หรือเต้าหู้ญี่ปุ่นแบบนิ่ม นำมาปั่นผสมกับน้ำเต้าหู้ อุ่นให้พอร้อนๆ อย่าให้เดือดพล่านเพราะจะทำให้กลิ่นรสของน้ำเต้าหู้เปลี่ยนไปจากการแปรสภาพของโปรตีนในถั่วเหลืองที่ไม่ถูกกับความร้อนจัดๆ เลือกให้ความหวานด้วยน้ำตาลทรายสักเล็กน้อยพอให้หวานปะแล่ม กินเปล่าก็อร่อยหรือจะเพิ่มน้ำเชื่อมน้ำตาลอ้อยอีกนิดหน่อยให้พอหอมก็ทำได้ไม่ต้องกลัวหวานไป

น้ำเชื่อมน้ำตาลอ้อยหรือ Kuromitsu นั้นทำมาจากอ้อย เป็นน้ำเชื่อมข้นๆ หวานๆ จากกากน้ำตาลจึงมีกลิ่นหอมและความข้นที่เฉพาะตัว หาซื้อยากสักหน่อยในบ้านเราจึงอยากแนะนำวิธีทำง่ายๆ คือ ใช้น้ำตาลอ้อยบ้านเรานี่แหละเคี่ยวไฟอ่อนๆ กับน้ำสะอาดโดยไม่คนเด็ดขาดจนเหนียวข้นขึ้น วิธีง่ายที่พอจะทดแทนกันได้

เต้าหู้พุดดิ้งอาจเพิ่มรสชาติให้หลากหลายขึ้นมาอีกนิดโดยโรยผงถั่วเหลืองคั่วโม่ละเอียดหรือที่เรียกว่า Kinako หาซื้อได้ยากอีกเช่นกัน น้องฟู้ดสไตลิสต์ที่ Cookool Studio ทดลองเอานมถั่วเหลืองผง 100% ของโครงการหลวงมาคั่วไฟอ่อนในกระทะไปเรื่อยๆ ออกมาคล้ายๆ อยู่แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว

ผู้เขียนทดลองเอาผงมัทฉะมาโรยหน้า ปรากฏว่าอร่อยล้ำไม่เบา คุณผู้อ่านอย่ายอมแพ้ ทดลองหา Topping ให้เต้าหู้พุดดิ้งที่ชื่นชอบเองเลยดีกว่า

Tofu Pudding

ส่วนผสม

น้ำเต้าหู้รสจืด 750 ถ้วย

เต้าหู้แบบนิ่ม 350 กรัม

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

เจลาตินแผ่นสั้น 9 แผ่น

(หรือแผ่นยาว 4.5 แผ่น)

วิธีทำ

แช่เจลาตินในน้ำเย็นจนนุ่ม

นำน้ำเต้าหู้และเต้าหู้นิ่มผสมกันในหม้อ ตั้งไฟให้เดือดเบาๆ เติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลายยกลงจากเตา ปั่นให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

สะเด็ดน้ำออกจากแผ่นเจลาติน เติมลงในน้ำเต้าหู้อุ่นๆ คนให้แผ่นเจลาตินละลาย

ตักใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ แช่เย็นประมาณ 3-4 ชั่วโมงจนกว่าพุดดิ้งจะคงตัว

รับประทานพร้อมกับ : ผงคินาโกะ ผงชาเขียวมัทฉะ และน้ำเชื่อม

(น้ำเชื่อมจากน้ำตาลอ้อย อัตราส่วนน้ำเชื่อม น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะน้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟให้เดือดยกลง)