สุขหรูระฟ้า ครู แชมเปญ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/484522

สุขหรูระฟ้า ครู แชมเปญ บาร์

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากลิฟต์แก้วเข้าสู่อาณาบริเวณของแชมเปญบาร์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เราสัมผัสได้ถึงความสุขซึ่งลอยกรุ่นผสมผสานอยู่ในบรรยากาศ ด้วยความงดงามของสถานที่ เครื่องดื่ม อาหาร ดนตรี และผู้คน

เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา “ครู แชมเปญ บาร์ แอท เรด สกาย” (Cru Champagne Bar at Red Sky) ตั้งอยู่บนรูฟท็อปของเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ แบงค็อก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยชื่อนี้ได้มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายความถึงไร่องุ่นที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและเป็นสถานที่ซึ่งคนรักการดื่มแชมเปญต้องแวะเวียนมา

ครู แชมเปญ บาร์ ล้อมไว้ด้วยทิวทัศน์มหานครแบบ 360 องศาที่ชวนตะลึง ไม่ว่าจะเป็นเส้นขอบฟ้า ดวงตะวัน ดวงจันทร์ หรือดวงดาว ทุกอย่างอยู่ใกล้ราวกับเอื้อมมือถึงได้ หลายคนประทับใจกับช่วงแสงสุดท้ายของวัน เมื่อแสงสีทองงดงามส่องทาบทา ก่อนที่แสงไฟแห่งราตรีจะปรากฏ การตกแต่งร้านเก๋ไก๋ในสไตล์คลาสสิกผสมร่วมสมัย โต๊ะเก้าอี้วางกระจายแบบสบายๆ พร้อมเว้นที่ว่างเป็นพื้นที่ส่วนตัวของทุกคน ใจกลางร้านเป็นบาร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่โดดเด่น

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้เหมาะมากสำหรับผู้หลงใหลในพรายฟองของแชมเปญ ที่มีเครื่องดื่มจากผู้ผลิตชั้นนำของโลกพร้อมเสิร์ฟ  รวมทั้งแชมเปญสีชมพูซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันรถสูตรหนึ่งและการเฉลิมฉลองชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มผสมหรือค็อกเทล อย่างเช่น “แบงค็อก เบลลินี” ที่ได้จากการผสมผสานวอดก้าส้มแมนดารินกับปูรีมะม่วง ไซรัปวานิลลา ขิงสด ท็อปด้วยแชมเปญ หรือจะเป็น “ลา วี ออง โรส” ซึ่งมีวอดก้าราสพ์เบอร์รี่ ปูรีสตรอเบอร์รี่และแชมเปญ เป็นประกอบกัน

เคียงคู่เครื่องดื่มควรมีสแน็กเคี้ยวเพลินอย่าง “ซอลต์ แอนด์ เปปเปอร์ ซีฟู้ด” ที่เป็นการรวมพลของทะเล เช่น ปลาหมึก กุ้ง และปลา คลุกเคล้ากับพริก กระเทียม หอม และสมุนไพร อีกหนึ่งเมนูเป็นบัน หรือแป้งซาลาเปาประกบหมูคุโรบุตะสามชั้นนึ่งเป็นไส้ที่เคียงมากับพริกเกาหลีและผัก หรือจะเป็นฟัวกราส์กับไก่ยากิโทริเสียบไม้ย่างควันฉุยสดอร่อยด้วยซอสสไปซี่มิโซะ เป็นต้น นอกจากบรรยากาศ อาหาร และเครื่องดื่มแล้วยังมีดนตรีจากฝีมือการเปิดของดีเจมาเสริมอรรถรส

หลังจากวันทำงานอันหนักหน่วงและเหน็ดเหนื่อย บาร์กลางแจ้งแห่งนี้มีความองค์ประกอบซึ่งช่วยทำให้ผ่อนคลายและรื่นรมย์ อีกทั้งยังเหมาะเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์กันในวันหยุดสุดสัปดาห์แสนพิเศษ และวันเวลาดีๆ ซึ่งควรเฉลิมฉลอง

ครู แชมเปญ บาร์ แอท เรด สกาย เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 17.00-01.00 น. ณ ชั้น 59 ของเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ แบงค็อก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โทร. 02-100-1234 และ champagnecru.com

ที่นี่ … ความสุขอันงดงามหรูหราระฟ้าและการชนแก้วฉลองเกิดขึ้นได้เสมอ

 

บอกลาแสงสุดท้าย @วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/482522

บอกลาแสงสุดท้าย @วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

จากจุดเริ่มต้นที่จะใช้เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ แต่แล้ววันหนึ่งผู้บริหารโรงแรมมีโอกาสได้ไปเยือนบนชั้นดาดฟ้าในช่วงจังหวะที่ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ทอแสงอ่อนเรืองรองไปทั่ว จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะให้สถานที่นี้เป็นที่นั่งชิลๆ รับลมห่มฟ้าสีทอง พร้อมทั้งชมกรุงเทพฯ ในมุม 360 องศาได้อย่างสบายตาเสียเลย

นั่นเป็นที่มาของ วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์ (Vanilla Sky Rooftop Bar) ที่ได้นามนี้มายามเมื่อเห็นท้องฟ้าเป็นสีทอง ดั่งสีของวานิลลานั่นเอง

 

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เน้นลวดลายและสีสันของธรรมชาติเข้ามาร่วมผสานกันอย่างลงตัวและสุดแสนโรแมนติก มีโต๊ะและเก้าอี้ทรงเท่ให้นั่งสนทนากันเป็นกลุ่ม ถ้าอยากชมแสงอาทิตย์เพียงลำพัง ขอแนะนำให้นั่งที่โต๊ะสตูลทรงยาว พร้อมเก้าอี้สูงให้คุณได้นั่งเพลินจนลืมเวลา

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่เอาต์ดอร์ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา แนะนำให้มาในช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้ดื่มด่ำกับแสงทไวไลต์สวยๆ พร้อมสนุกไปกับการถ่ายรูปเซลฟี่จนอิ่มเอม

บาร์แห่งนี้จะเน้นเสิร์ฟค็อกเทลคุณภาพเยี่ยม โดยบาร์เทนเดอร์มากฝีมือจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ ใครที่มาถึงและดื่มด่ำกับวิวสวยๆ กันแล้ว อย่าลืมสั่งคลาสสิกค็อกเทลซิกเนเจอร์ ที่มีให้เลือกลิ้มลองอย่างเต็มที่ เหมาะแก่การจิบไปพร้อมๆ กับชมวิวสวยๆ ของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า

ทางร้านยังมีบริการของว่างที่เสิร์ฟมาในปิ่นโต มีทั้ง ถั่ว ป๊อปคอร์น และนาโช่ ให้ได้กินเล่นแกล้มค็อกเทลกันเพลินๆ อีกด้วย เริ่มต้นบอกลาแสงสุดท้ายด้วย Taste of Asia ที่มีส่วนผสมของวอดก้า ลิ้นจี่สด บดกับพริกไทยดำ พร้อมน้ำลิ้นจี่ น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และไข่ขาว หอมกลิ่นพริกไทยและลิ้นจี่นำ

 

ต่อด้วย Mojojito ที่มีส่วนผสมของ รัม ใบสะระแหน่ ใบมินต์ มิกซ์กับเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ ท็อปด้วยโซดา ต่อด้วย Berry G & T จิน อินฟิวส์กับชาเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ โทนิค ตบด้วยแก้วสุดท้าย Chikas ตั้งชื่อตามคนที่คิดค้นสูตร มีส่วนผสมของ รัม ใบมินต์ น้ำตาลทรายขาว มะนาว แล้วท็อปด้วยเบียร์

หากใครมาเยือนในทุกค่ำคืนวันพุธ-เสาร์ ที่นี่ยังจัดดีเจมากฝีมือมาขับกล่อมอารมณ์ เพิ่มความสุนทรีย์ยาวไปเกือบตลอดทั้งคืน ช่างเป็นช่วงเวลาบอกลาแสงสุดท้ายที่น่าจดจำยิ่ง!!!

วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์ ชั้น 35 โรงแรมคอมพาส สกายวิว สุขุมวิท 24 เปิดบริการทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-011-1111

 

คืนพิเศษ สถานที่พิเศษ บางกอกไฮทส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/481378

คืนพิเศษ สถานที่พิเศษ บางกอกไฮทส์

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เครื่องดื่มค็อกเทล อาหารไทย และวิวกรุงเทพมหานครในมุมสูง ทุกๆ อย่างไปกันได้ดี ที่นี่ … “บางกอกไฮทส์”

ตั้งอยู่บนชั้นที่ 39 ของโรงแรมเดอะ คอนทิเนนท์ กรุงเทพฯ บนถนนสุขุมวิท ใกล้แยกอโศก บางกอกไฮทส์เป็นทั้งร้านอาหารและบาร์ขนาดกะทัดรัดหรูหราสไตล์บูทีค แน่นขนัดด้วยความรู้สึกสบาย ไม่เป็นทางการมากเกินไป (แต่ไม่กางเกงขาสั้นหรือรองเท้าแตะนะคะ)

 

บางกอกไฮทส์ให้บริการอาหารไทย เป็นเมนู “สตรีทฟู้ด” ซึ่งปรับเปลี่ยนมาเพื่อเสิร์ฟตามมาตรฐานโรงแรม ใช้วัตถุดิบชั้นดี ตกแต่งจานอย่างสวยงาม และเมื่อได้ลองลิ้มชิมดูก็พบว่ารสชาติอร่อยกลมกล่อมตามสูตรดั้งเดิมแบบที่ลิ้นไทยๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทยกุ้งอร่อยเส้นไม่นิ่มเกินไป น้ำซอสผัดไทยพอดีไม่ต้องปรุงเพิ่ม ยำเนื้อสันนอก รสแซ่บ เนื้ออย่างดีย่างไม่สุกเกินไป นุ่มลิ้น ยำวุ้นเส้น ถึงรสถึงเครื่อง (ทะเล)

ร้านนี้เขามีแม้กระทั่งอาหารเหนือ อย่างเช่น น้ำพริกหนุ่มที่มาพร้อมพรั่งเคียงข้างด้วยแคบหมูและนานาผัก หรือจะเป็น ล็อบสเตอร์ราดพริก ที่อาจทำให้ลืมกุ้งราดพริกซึ่งเคยกินไปเลย ในโรงแรมหลายดาวอย่างนี้ กะเพรา ก็มีให้สั่งนะ เป็นกะเพราปลาหิมะ ส่วน ปูนิ่มผัดพริกไทยดำ นั้นก็น่าลอง เป็นต้น ของหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง รวมทั้งบัวลอยไข่หวาน ลอดช่องน้ำกะทิ ฯลฯ

 

ด้วยสถานที่ บรรยากาศ ดนตรี และเครื่องดื่ม ที่นี่ยังเป็นบาร์ซึ่งควรจะแวะมาเช็กอินและแฮงเอาต์ ยิ่งโดยเฉพาะ ณ เวลาพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน วิวของบางกอกไฮทส์ก็งดงามไม่แพ้ใครเลย ตั้งแต่ 1 ทุ่มเป็นต้นไป ดีเจหนุ่มๆ (หน้าตาดี … ขอบอก) จะมาทำหน้าที่เลือกสรรดนตรีกล่อมเกลาอารมณ์ เริ่มจากชิลๆ สบายๆ เข้าสู่จังหวะเร่งเร้าคึกคักยิ่งขึ้นเมื่อดึกดื่น

สำหรับ “สายดื่ม” แล้ว ความสนใจนั้นพุ่งเป้าไปที่ค็อกเทลสไตล์ไทย ซึ่งเลือกส่วนผสมอันโดดเด่นของท้องถิ่นมาปรุงแต่งรสชาติ เครื่องดื่มที่ตกแต่งหน้าตาพิเศษๆ จนต้องร้อง “ว้าว” เมื่อได้เห็น อาทิ ค็อกเทลพรีเซนเทชั่นอลังการชื่อ ขันทอง แน่นอนว่า เสิร์ฟมาในขันเล็กๆ สีทอง พร้อมพวงมาลัยดอกไม้ เมนูนี้มีรัมเป็นส่วนผสมหลัก ตามด้วย น้ำเชื่อมมะลิ สตรอเบอร์รี่ น้ำมะนาว และไข่

 

ที่เสิร์ฟมาในขวดเป็นค็อกเทลชื่อว่า เจ้าพระยา ผสมจากวอดก้า น้ำเชื่อมวานิลลา ไลม์ เสาวรส  และ แตงโม ส่วนมวยไทยมูล (Mauy Thai Mule) ผสมจากจินหมักกับพริก จึงมีรสกลิ่นเผ็ดเล็กๆ เปรี้ยวด้วยน้ำมะนาว มีขิงตกแต่งแก้ว พร้อมนวมจิ๋วอีกหนึ่งข้างมาด้วย ใครสั่งแก้วนี้ก็เก็บนวมกลับบ้านไปเลยค่ะ และถ้าหากว่า คุณไม่โปรดค็อกเทล ที่นี่ยังมีไวน์ให้เลือกมากมาย

บางกอกไฮทส์ ตั้งอยู่บนชั้นที่ 39 โรงแรมเดอะ คอนทิเนนท์ กรุงเทพฯ ริมถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 21 และ 23 ไปมาสะดวก เพราะอยู่ใกล้ทั้งสถานีบีทีเอสและเอ็มอาร์ที เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-00.00 น. โทร. 02-686-7000 หรือ thecontinentdining.com/bangkok-heightz.php

 

สถานที่นี้เหมาะสำหรับนัดรับประทานอาหารหรือชนแก้วสังสรรค์ สำหรับปลดปล่อยความเคร่งเครียดหลังเวลางาน และเติมความสดใสให้ชีวิตกลับมามีชีวา เพื่อพร้อมจะสู้ต่อในวันถัดไป

หากใครยังไม่ได้ฉลองวาเลนไทน์ก็ไปฉลองย้อนหลังกับหวานใจที่นี่ได้นะ … ด้วยส่วนผสมซึ่งรวมกันกลายเป็นบางกอกไฮทส์ สามารถก่อและกลายเป็นประสบการณ์ของค่ำคืนอันสุดแสนพิเศษ

 

‘อีส ดีไลต์’ นั่งชิล ชมแมกไม้ สายน้ำตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/480269

‘อีส ดีไลต์’ นั่งชิล ชมแมกไม้ สายน้ำตก

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ร้านอาหารชื่อเท่ “อีส ดีไลต์” (Is Delight) คือสถานที่แฮงเอาต์แห่งใหม่ของผู้คนในย่านลาดพร้าว ที่เพิ่งเปิดบริการหมาดๆ ด้วยเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ที่นี่จึงมีบริเวณกว้างขวางและบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ โดยมีไฮไลต์เป็นน้ำตกจำลอง ซึ่งเจ้าของลงทุนสร้างให้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญประจำร้าน

เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับตัวร้านเป็นอาคารเรือนกระจกที่ทำจากโครงเหล็ก ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 3 หลัง สองหลังแรกเป็นห้องอาหารแบบติดแอร์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการ หรือโทรมาจองเพื่อจัดไพรเวทปาร์ตี้ได้ ส่วนอีกหนึ่งหลังจะเป็นร้านกาแฟสำหรับนั่งชิลๆ นอกจากนี้ยังมีโซนด้านนอกแบบเอาต์ดอร์ที่มีโต๊ะ-เก้าอี้มากมายให้เลือกนั่งสบายๆ ที่พิเศษคือบริเวณดาดฟ้าของเรือนกระจกยังมีทางเดินให้ลูกค้าขึ้นไปชมวิวและถ่ายรูปเล่นเพลินๆ ด้วย

 

ที่ อีส ดีไลต์ จะมีเมนูที่หลากหลาย ทั้งไทย อีสาน ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละเมนูจะเสิร์ฟมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่สุดแสนจะสร้างสรรค์ บนจานใหญ่ๆ ที่สามารถถ่ายรูปสวยๆ ลงโซเชียล เน็ตเวิร์ก อวดเพื่อนๆ ได้แบบเต็มตา

เมนูแรกที่อยากแนะนำ “แซลมอนแซ่บ” จานนี้เป็นเนื้อแซลมอนรมควันในซอสซีฟู้ดรสแซ่บ เสิร์ฟมาพร้อมผักสดในแก้วเล็กๆ ขนาดกะทัดรัดพอดีคำ มองดูสวยทั้งรูปลักษณ์ แถมรสชาติยังอร่อยอีกต่างหาก

ตามด้วย “สปาเกตตีซีฟู้ดเส้นหมึกดำ” เส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่ม ผัดกับกุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ และพริกแห้ง คลุกเคล้าด้วยซอสสูตรพิเศษ รสชาติไม่เผ็ดมากนัก รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

ต่อด้วย “หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบชีส” เมนูนี้เป็นหอยแมลงภู่นำเข้า อบกับชีสและซอสมะเขือเทศสูตรเฉพาะจนชีสละลายยืดดูน่ากิน เสิร์ฟพร้อมขนมปังอบกรอบ ได้รสชาติเข้ากั๊นเข้ากัน

มาที่ “ซีซาร์สลัด” เมนูสลัดผักยอดฮิตที่ราดด้วยน้ำสลัดเข้มข้น จานนี้ผู้หญิงกินได้ ผู้ชายกินดี เด็กๆ กินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย

 

ปิดท้ายด้วยเมนูญี่ปุ่น 2 เมนูอย่าง “แคลิฟอร์เนีย มากิ” ข้าวปั้นญี่ปุ่นที่โรยด้วยไข่กุ้งสีส้มแบบเต็มๆ คำ รสชาติอร่อยคุ้นเคย และ “ซาชิมิรวม” ที่ประกอบด้วยเนื้อปลาทูน่า แซลมอน ซาบะ ปลาหมึก และปูอัดที่สดใหม่ กินคู่กับโชยุและวาซาบิ โอ้โห! บอกได้เลยว่าฟินเวอร์ นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดๆ ให้เลือกอีกเพียบ ราคาอาหารเริ่มที่ 100-300 บาท+++

ครบถ้วนเรื่องอาหารไปแล้ว บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นย่ำ ท้องฟ้าโปร่ง ลมพัดเย็นๆ เหมาะกับการสั่งค็อกเทลมานั่งจิบไปพลางๆ เป็นที่สุด

 

“ทรอปิคอล อีส ดีไลต์” มีส่วนผสมของวอดก้ากลิ่นราสพ์เบอร์รี่ น้ำส้ม น้ำมะนาว โซดา ตกแต่งด้วยลูกสตรอเบอร์รี่สด ส้ม และเลมอนฝาน จนได้ค็อกเทลสีส้มสดใส

อีกแก้วคือ “สวีต บลู” ม็อกเทลสีน้ำเงินเข้ม ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เหมาะที่จะสั่งให้หวานใจ แก้วนี้มีส่วนผสมของบลู คูราเซา น้ำมะนาว ตกแต่งด้วยน้ำตาลที่ขอบแก้ว เชอร์รี่ดองและเลมอนฝาน

 

ทาร์เก็ตลูกค้าของที่นี่ มีทั้งที่มากันเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อนๆ ที่นัดกันมาสังสรรค์ รวมทั้งคู่รักหนุ่มสาว เรียกว่ารับประทานอาหารไป จิบเครื่องดื่มเบาๆ คลอเคล้าเสียงเพลงจากวงดนตรีไลฟ์แบนที่เล่นเพลงในแนวแจ๊ซ อะคูสติก ป๊อป และอีซี่ลิสซึนนิ่งไปด้วย แค่นี้ก็จบวันที่สุดแสนประทับใจในช่วงสุดสัปดาห์ได้อย่างแฮปปี้แล้วล่ะ

อีส ดีไลต์ อยู่ที่ซอยลาดพร้าว 71 (แยกถนนนาคนิวาส) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 17.00-24.00 น. โซนร้านกาแฟ เปิดตั้งแต่เวลา 15.00 น. โทร. 08-5833-8271, 08-1398-8850 หรือแฟนเพจ FB : Is Delight Restaurant Art

 

ข้าวซอย เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/488048

ข้าวซอย เชียงใหม่

โดย…สิทธิปูทะเลย์

 แวะเวียนไปเชียงใหม่หลายๆ ครั้ง ครั้งละหลายวัน ก็ต้องมีสักมื้อไปรับประทานอาหารเหนือ ร้านเฮือนเพ็ญ โดยเฉพาะข้าวซอย เพราะร้านนี้เขาลำแต้ๆ ก่า

ร้านเฮือนเพ็ญ ปัจจุบันมีสาขาหลายแห่ง หลายถนน แต่ผู้เขียนไม่ชำนาญทางเลยไม่ขอแนะนำเส้นทาง เอาเป็นว่าถามคนในเวียงหรือคนในเมืองรับรองไปถูกทางแน่นอน

เส้นบะหมี่ทอดหรือหมี่เหลืองทอด ที่เป็นเส้นข้าวซอย สีเหลืองกำลังดี ราดด้วยน้ำแกงข้าวซอยที่มีทั้งหมู เนื้อ ไก่ ตามแต่ชอบความ สีสวยน่ารับประทาน ควันฉุย เสิร์ฟร้อนๆ ลงจากเตา

 แต่ความที่พื้นเพเป็นอาหารเหนือ ทำให้รสชาติอาหารที่ออกมาจึงมัน จืด เผ็ดเล็กน้อย ตามรสดั้งเดิมของชาวเหนือ แต่ขอบอกว่ากลมกล่อมมาก อร่อย อิฉันชิมแล้วต้องยกนิ้วให้ แต่ขอเติมเผ็ดตามความชอบ ก่อนบีบมะนาวสด และเครื่องเคียงลงไปเคล้าเครื่องปรุงให้เข้ากัน จากนั้นก็ชามใคร ชามมันละท่าน

ลาบคั่วที่นี่ก็อร่อย รับประทานกับข้าวเหนียวหอมๆ นุ่มๆ ร้อน แกล้มด้วยไส้อั่ว ผักสด อร่อยทีเดียว มื้อเช้าก็อร่อยหรือมื้อเที่ยงก็เหมาะ

แต่สำหรับอิฉัน ไส้อั่วร้านนี้ จืดไปนิด เมื่อรับประทานกับน้ำพริกหนุ่ม ก็เลยยังรู้สึกว่าจืดไปอีกนั่นแหละ ไม่รู้เป็นเพราะพริกหรืออะไร จานไส้อั่วจึงไม่ค่อยถูกปากมากนัก แต่การทอดต้องชมว่าทอดได้แห้งดี ไม่อมน้ำมัน เวลารับประทานจึงไม่เลี่ยน แป๊บเดียวหลายคนหมดจาน

 อีกเมนูที่ชอบคือขนมจีนน้ำเงี้ยว ชอบจริงๆ อร่อยหอมน้ำซุป สั่งมารับประทานซดน้ำคล่องคอ แต่อย่างที่บอกอิฉันหนักเผ็ด พอลิ้มรสดั้งเดิมปุ๊บขอเติมพริกทันที

แต่ขอบอกว่าหากจะรับประทานอาหารเหนือ ร้านนี้ยังคงเป็นร้านแนะนำที่คนเมืองเชียงใหม่ แนะนำนักท่องเที่ยวให้ลองแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย

ร้านนี้อยู่ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ถามคนเมืองรู้จักกันดี ถนนราชมรรคา เวลาเปิด-ปิด : 08.30-16.00 น. และ 17.00-22.00 น. ทุกวัน เบอร์โทร. 053-814-548

 

 

จุฑารส สยาม สวรรค์คนรักลูกชิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487829

จุฑารส สยาม สวรรค์คนรักลูกชิ้น

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถือว่าเป็นร้านอาหารที่เป็นตำนานอยู่คู่กับสยามสแควร์มานานถึง 48 ปี ตั้งแต่ยุคคุณพ่อที่ทำลูกชิ้นเนื้อส่งทั่วกรุงเทพฯ เมื่อ 50 กว่าปีก่อน จนกระทั่งมาเปิดร้านจุฑารสที่สยามสแควร์เมื่อ 48 ปีที่แล้ว ก็เพิ่มลูกชิ้นหมูและทำร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นของตัวองยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ลูกชิ้นไม้ละ 5 บาท จนถึง 20 บาทในปัจจุบันนี้

พล จุฑาตั้งเจริญ ลูกชายที่มาดูแลกิจการซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ 2 และบริหารงานมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา บอกว่าในยุคของเขาก็พยายามปรับตัวให้มากขึ้น นอกจากเดิมที่ขายเพียงก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ เพิ่มเป็นลูกชิ้นหมู และเพิ่มเมนูอื่นๆ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ประเภทอาหารจานเดียว ประเภทข้าวผัด ข้าวหน้าห่าน พวกยำต่างๆ หอยทอด ออส่วน และอาหารที่เด็กวัยรุ่นชอบ เช่น พวกสปาเกตตี สลัด สเต๊กเพิ่มเข้ามาบ้าง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มอาหารชุด ข้าว+ขนม+น้ำ สำหรับเมนูมื้อกลางวันที่กินง่ายราคาประหยัดขึ้นมา คือชุด 2 อย่าง ในราคา 125 บาท และรับทำอาหารกล่องด้วย

โดยปัจจุบันนี้มีมากเกือบ 100 เมนู แต่เมนูที่ขายดีจริงๆ จะหมุนเวียนอยู่ประมาณ 30-40 เมนู แน่นอนว่าเมนูหลัก ก็คือ ลูกชิ้นปิ้ง โดยเฉพาะลูกชิ้นเอ็นเนื้อ ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นเอ็นหมู หมูเกาเหลาหม้อไฟ หอยนางรมทอด ข้าวหน้าห่าน ขนมพุดดิ้งมะพร้าวอ่อน ส่วนเมนูที่เพิ่มมาระยะหลังๆ และก็ขายดี เช่น เส้นหมี่ผักกระเฉด ข้าวผัดปลาสลิด ผัดไทย ทอดมันกุ้ง กุ้งผัดเกลือ  เห็ดเข็มทองชุบแป้งทอด

เราจะพยายามปรับเปลี่ยนเมนูทุก 2 ปี หมุนเวียนเมนูใหม่ๆ เข้ามา ที่ขายดีก็คงไว้ ที่นิ่งๆ ก็เอาออกไป เพราะลูกค้าที่ร้านจะเป็นกลุ่มคนทำงาน ผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กสยามและเติบโตมาพร้อมกับเรา”

แม่ครัวที่ร้านก็ยังเป็นคนไทยและพยายามคงฝีมือและรสชาติดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด

ร้านแบ่งเป็นชั้นล่างห้องปรับอากาศทั้งหมด จุคนได้ 60 ที่นั่ง 10 โต๊ะ ชั้นสองแบ่งเป็นห้องแอร์รับได้ 30-40 ที่นั่ง 8 โต๊ะ และมีบริเวณพื้นที่ด้านนอกรับได้อีก 15 ที่นั่ง 3 โต๊ะ

ร้านเปิดบริการ เวลา 09.30-21.00 น. โทร.02-251-6801 ทุกวันไม่มีวันหยุด

 

ไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา โฮมเมดรสเทพที่สวนผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487827

ไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา โฮมเมดรสเทพที่สวนผึ้ง

โดย…พาแลง

ใครจะนึกว่าในป่าเขาลำเนาไพรสุดชายแดนไทย-เมียนมา จะมีร้านไส้กรอกเยอรมันโฮมเมดรสชาติระดับเทพ และอร่อยเลิศไม่แพ้ร้านดังในเมืองซ่อนอยู่ แถมยังเป็น 1 ใน 10 ร้าน ที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องไปเยือนเมื่อคุณไปเที่ยวสวนผึ้ง

ในปี 2553 ไร่บรรทิพา เกิดร้านอาหารเล็กๆ เพื่อรองรับคนที่มาพักในไร่ แต่หลังจากคนมาเที่ยวมากขึ้น ที่นี่ก็ปรับปรุงร้าน ตัวร้านสร้างด้วยไม้ คล้ายระเบียงเปิดโล่ง โต๊ะรับลูกค้าเป็นโต๊ะไม้ทั้งหมด มีเพียงแค่ 6 โต๊ะ แต่การจัดวางโต๊ะ สามารถมองเห็นทิวเขา ทุ่งหญ้าสีเขียวสุดลูกหูลูกตา มองเห็นวิวของสวนผึ้งได้แบบ 360 องศา บรรยากาศเรียกว่าชนะเลิศ อากาศเย็นๆ ลมโกรก มองเห็นวิวภูเขาเคล้ากับเพลงฝรั่งยุคคลาสสิก เสิร์ฟพร้อมอาหารเยอรมัน เข้ากันดีแท้ๆ

วิธีการสั่งเมื่อได้โต๊ะแล้ว เขียนในใบสั่งอาหารหลังสมุดเมนู แล้วส่งให้พนักงานหรือยื่นที่เคาน์เตอร์ จากนั้นก็รอให้อาหารเสิร์ฟ นำมาโดยจานแรก สลัดผัก ผักสดมาก หวานกรอบ น้ำสลัดซีอิ๊วญี่ปุ่นรสชาติกำลังดี และมีทีเด็ดคือโรยเบคอนกรุบๆ เคี้ยวเพลินอร่อยจนจานที่ 2 ซุปฟักทองเข้มข้น ที่จานเดียวก็ทำเอาแทบอิ่ม เสิร์ฟพร้อมขนมปัง 2 ชิ้นเล็กๆ ปิ้งมาเล็กน้อย รสชาติซุปดีมาก มีรสหวานนำ เป็นหวานธรรมชาติของฟักทอง พริกไทยดำหอมๆ เพิ่มให้ซุปอร่อยยิ่งขึ้น

ถ้ามากันเป็นหมู่ โอกาสที่เราจะได้ชิมของดีอย่างเยอรมันโรลก็มีมากขึ้น เพราะจานนี้เป็นหมูสามชั้นรมควัน หรือเบคอนที่ทำจากหมูสามชั้น แล้วนำมาม้วนหมักและรมควันก่อนนำมาย่างพอให้ผิวเกรียมด้านนอก กินกับเครื่องเคียงกำลังดี อย่างมันฝรั่ง แครอต และผักพื้นบ้านอย่างผักกูด ที่เข้ากันและตัดเลี่ยนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ต่อมาเราลองไส้กรอกจานพิเศษ ที่รวมไส้กรอกทุกชนิด ทุกตัวเนื้อเด้งสู้ฟัน ใช้วัตถุดิบชั้นดี ย่างแบบผิวกรอบนิดๆ แค่เอามีดกดลงไปก็รู้สึกได้ถึงความอร่อยแล้ว

วิธีการทำไส้กรอก เจ้าของร้านจะต้มไส้กรอกก่อนจนเครื่องเทศหอม จากนั้นนำมาปิ้งบนเตาสไตล์เยอรมันที่ร้านทำขึ้นมาเฉพาะ รอจนมีลายกริล ไส้กรอกร้อนหอมได้ที่ จัดเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง คือ ซาวร์เคราต์ แครอต ผักกูดลวก และมันฝรั่งกริล

จานต่อมา คือ พระเอกที่วางลงบนโต๊ะเพียงไม่กี่นาทีก็หมด นั่นคือขาหมูเยอรมัน ที่แห้งกรอบ เจ้าของร้านแนะนำกินกับบะหมี่น้ำมันงาที่คลุกมาด้วยรสชาติพอดี แต่เมื่อกินคู่กัน เหมือนคู่สร้างคู่สมทีเดียว

ร้านไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา เป็นร้านเล็กๆ ที่มีไม่ถึง 10 โต๊ะ แต่มีคิวจองเต็ม ปกติจะเปิดสัปดาห์ละ 3 วันเท่านั้น วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการแค่ช่วงเที่ยงถึงหกโมงเย็น (12.00-18.00 น.) แต่ละวันจะรับลูกค้าไม่เยอะ ใครอยากไปเยือนแนะนำให้โทรจองก่อน เนื่องจากเป็นร้านที่เจ้าของทำเอง ขายเอง โทร.08-7995-1119

 

ร้อนแล้ว ไม่แคล้ว ‘หัวหิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487825

ร้อนแล้ว ไม่แคล้ว ‘หัวหิน’

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เรียกว่าเป็นสถานที่พักตากอากาศแห่งแรกๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว จนถึงวันนี้หัวหินยังได้รับความนิยมในการเป็นเมืองชายทะเลอันดับต้นๆ สำหรับคนไทยที่มาพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะหน้าร้อนช่วงวันปิดเทอม หรือวันหยุดสงกรานต์ที่จะเต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คน

ไปเที่ยวทั้งที เรื่องกินเรื่องใหญ่ แม้ว่าทุกวันนี้หัวหินจะมีที่กินที่เที่ยวมากมาย แต่ของกินที่เป็นเอกลักษณ์คู่เมืองหัวหินมานานยังเป็นสิ่งที่ต้องไปลองลิ้มชิมให้ครบ ถึงจะเรียกว่ามาถึงหัวหินจริงๆ

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin) ซึ่งหากนับตามประวัติศาสตร์ของอาคารสถานที่แล้ว นับว่าเป็นรีสอร์ทแห่งแรกๆ ของไทย ทั้งยังเป็นแห่งแรกของเมืองหัวหินอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดปาร์ตี้ยามเช้าพิเศษสำหรับสื่อมวลชน รวบรวมอาหารจานเด็ดจานดังของเมืองหัวหินมาให้ชิมกันในที่เดียว ไปดูกันซิว่า ไปหัวหินห้ามพลาดลองลิ้มชิมอะไรบ้าง

ข้าวผัดรถไฟ

ข้าวผัดรถไฟ

ย้อนไปเมื่อครั้งที่เริ่มมีการเดินทางทางรถไฟมายังเมืองหัวหินตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มมีบ้านพักตากอากาศของบรรดาเจ้าขุนมูลนาย บรรดาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย ล้วนเริ่มสร้างบ้านหลังที่ 2 นอกกรุงเทพฯ ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีรถไฟออกจากสถานีธนบุรี การเดินทางโดยรถไฟก็ยิ่งป๊อปปูลาร์ยิ่งขึ้น โดยสมัยก่อนใช้เวลาการเดินทาง 5 ชั่วโมง จึงจะไปถึงเมืองหัวหิน

ตู้เสบียงเป็นความหรูหราที่อยู่คู่กับรถไฟสมัยนั้นและเมนูซิกเนเจอร์ที่เด็ดสุดๆ ต้องเป็น “ข้าวผัดรถไฟ” (Railway Fried Rice) ที่ตีคู่สูสีมากับ “ยำเนื้อรถไฟ” (Thai Beef Salad) โดยข้าวผัดรถไฟนับเป็นเมนูที่ต้องห้าม…พลาด เนื่องจากในยุคนู้นส่วนผสมที่ประกอบขึ้นมาเป็นเมนูนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ต้อง “นำเข้า” มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเนย ไส้กรอก ซอสมะเขือเทศ รวมทั้งถั่วลันเตา

ในปี 2003 เมนู “ข้าวผัดรถไฟ” ได้รับการบรรจุเข้าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำห้องอาหารเรลเวย์ ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปีของโรงแรม ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันห้องอาหารดังกล่าวจะเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและตะวันตก ทว่า “ข้าวผัดรถไฟ” ยังคงเป็นจานยืนพื้นที่ไม่อาจลบเลือนไปจากเมนู

ข้าวมันไก่ลมหวน

ข้าวมันไก่ลมหวน

เปิดให้บริการสาขาแรกใน จ.เพชรบุรี มากว่า 30 ปี ก่อนจะมาเปิดสาขาที่เมืองหัวหินโดยเจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งยังคงเน้นการคัดสรรเนื้อไก่ชั้นดี รวมทั้งส่วนผสมอื่นๆ ที่ใส่ใจคุณภาพ

โดยปกติร้านข้าวมันไก่มักจะนำไก่ตอนตัวอ้วนๆ ดูเนื้อฉ่ำๆ มีแขวนหัวโชว์อยู่ที่ตู้หน้าร้าน หากร้านข้าวมันไก่ลมหวนจะเก็บไก่ให้นอนสบายๆ ในภาชนะอย่างดี เมื่อลูกค้าสั่งจึงนำออกมาหั่นใส่จาน ซึ่งทำให้คงความฉ่ำเอาไว้ได้ดี

ความอร่อยยังอยู่ที่การหุงข้าวที่ใช้ทั้งน้ำซุปไก่และมันไก่ในการหุง เพิ่มความหอมด้วยกระเทียมและขิง ที่หุงไปพร้อมกับข้าวด้วย ข้าวมันไก่ลมหวนเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 2 แบบรสเด็ด คือ น้ำจิ้มซอสถั่วเหลืองแบบเข้มข้นรสหวานและน้ำจิ้มแบบขวัญใจคนไทยที่แต่งหน้าด้วยพริกและขิงซอย

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีซุปร้อนๆ สำหรับรับประทานเคียงข้าวมันไก่ให้เลือกหลากหลายเมนู อย่างเช่น ซุปไก่มะนาวดอง ซุปฟักกระดูกหมู หรือซุปไก่ตุ๋นยาจีน ฯลฯ

ร้านข้าวมันไก่ลมหวน ตั้งอยู่ที่ถนนเดชานุชิตตัดกับถนนแนบเคหาสน์ (เข้าซอยหัวหิน 57) โทร. 032-513-366 เปิดทุกวันเวลา 07.00-14.00 น.

ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ

ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ

จะชอบหรือไม่ชอบเมนูนี้ แต่ทุกคนต้องรู้จัก “ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ” ที่ตอนนี้ขายมาจนถึงรุ่นลูกของป้าเจือแล้ว โดยร้านนี้ยังคงสภาพความ “ออริจิ(นัล)” ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นร้านเล็กๆ ข้างวังจุลจักรพงษ์ เมื่อราว 40 ปีก่อน จนกระทั่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นข้างโรงแรมฮิลตัน หัวหิน แล้วก็ตาม

ข้าวเหนียวมูลเคียงคู่มะม่วงน้ำดอกไม้นั้นไม่ธรรมดา เมื่อกาลก่อนได้ถวายเป็นเครื่องเสวยในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จมาประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล โดยขณะนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของหวานของห้องอาหารไทยสวนบัว โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เป็นที่เรียบร้อย ไม่ต้องไปตบตีกับนักท่องเที่ยวจีนแล้วจ้า

ลอดช่องลุงดำ

ลอดช่องลุงดำ

ร้านนี้เปิดมาเป็นเวลา 56 ปีแล้ว เป็นลอดช่องสไตล์ลอดช่องสิงคโปร์ รสชาติหนึบๆ ในน้ำกะทิแสนหอมหวาน และน้ำแข็งฝอยเย็นจับใจ ปิดท้ายความหอมด้วยชิ้นขนุนโปะหน้า อะไรจะเหมาะกับหน้าร้อนเท่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ลอดช่องสิงคโปร์ที่ไม่ได้มาจากสิงคโปร์ หารับประทานได้ไม่ง่ายเท่าลอดช่องน้ำกะทิแบบไทยๆ ความแตกต่างอยู่ตรงตัวลอดช่องที่ไม่ได้ใช้แป้งข้าวเจ้า ทว่าเป็นแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งมอบความหนึบเหนียวเคี้ยวเพลิน

ร้านลอดช่องลุงดำมีรถเข็นอยู่ในตลาดหัวหิน ส่วนใครชอบนั่งกินชิลๆ ให้ไปที่ร้านในซอยหัวหิน 55 ร้านเปิดทุกวันเวลา 10.00-16.00 น.

น้ำดอกอัญชัน

น้ำดอกอัญชัน

เวลคัมดริ้ง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน แสดงออกถึงความเป็นไทย ในสัญลักษณ์เก๋ไก๋ แก้วใสรูปช้างโชคดีของโรงแรม

น้ำดอกอัญชัน (Butterfly Pes Flower Juice) ดอกไม้ที่นับเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยโบราณ ที่ดีต่อสุขภาพนานัปการ ตั้งแต่การบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ นอกจากนี้ โดยตัวของน้ำดอกอัญชันเองจะมีสีน้ำเงินและไม่มีรสชาติใดๆ เมื่อน้ำมาเป็นเครื่องดื่ม จึงมักรับประทานคู่กับน้ำมะนาวที่นอกจากจะช่วยเติมรสชาติและกลิ่นหอมแล้ว ยังเปลี่ยนสีน้ำเงินเข้มๆ ให้เป็นสีม่วงอ่อนแสนสวยอีกด้วย

เครื่องดื่มนี้ทำแสนง่าย แค่นำดอกอัญชันออร์แกนิกไปตากให้แห้งนำมาใส่น้ำต้มสัก 10 นาที คนให้สีน้ำเงินออกมาในน้ำ เติมน้ำตาลตามชอบ ใส่น้ำแข็งหรือแช่เย็นก็ได้ ตอนจะเสิร์ฟบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย น้ำจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงอ่อน และได้รสชาติความเปรี้ยว

อาฟเตอร์นูน ที ที่ เดอะ มิวเซียม

อาฟเตอร์นูน ที ที่ เดอะ มิวเซียม

ยังกลับจากหัวหินไม่ได้ ถ้าไม่ได้ไปแวะจิบน้ำชายามบ่าย (Afternoon Tea) ในแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ ที่เดอะ มิวเซียม คอฟฟี แอนด์ ที คอร์เนอร์ (The Museum Coffee & Tea Corner) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เสียก่อน

มุมเก๋ๆ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารสไตล์โคโลเนียลแบบดั้งเดิม ท่ามกลางบรรยากาศสวนสวยแบบคลาสสิกที่นี่เสิร์ฟชาระดับพรีเมียมของทีดับเบิลยูจี (TWG) ที่มีให้เลือกหลากหลายตามใจชอบ อาทิ ชาเอิร์ลเกรย์ ชาวนิลลาเบอร์เบิ้น ชาดอกซากุระ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีขนมเค้กและเบเกอรี่ที่อบสดใหม่ หอมกรุ่นทุกวัน

เมนูแนะนำคือ สโคนแบบดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมกับเนยและแยมสตรอเบอร์รี่ เค้กโอเปร่า ที่มีส่วนผสมของอัลมอนด์ กาแฟ และช็อกโกแลต หรือบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก โดยทุกๆ วัน เสาร์-อาทิตย์ ยังมีบริการมื้อน้ำชาแบบบุฟเฟ่ต์ เคล้าเสียงพิณจากนักเล่นพิณชาวมิลาโน

เดอะ มิวเซียม คอฟฟี แอนด์ ที คอร์เนอร์ พร้อมเสิร์ฟทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. โทร. 032-512-021-38 อีเมล chbr@chr.co.th

 

สุขใจในสวนหลังบ้าน ฮิดเดน แบ็คยาร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487821

สุขใจในสวนหลังบ้าน ฮิดเดน แบ็คยาร์ด

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในเมื่อวันนี้ภาระหน้าที่การงานก็ทำไปหมดแล้ว พอแดดร่มก็ถึงเวลาออกไปแฮงเอาต์ (รอให้ตะวันตกดินก่อนไม่ไหวหรอก…) และวันนี้เราก็มีผู้นำพาไป เขาคือ หนุ่มเท่ บาส-ศรัณย์ ยิ่งเจริญ มือเบสแห่งวงโดส และร้านที่เขาพาไปชื่อว่า ฮิดเดน แบ็คยาร์ด คาเฟ่ แอนด์ แฮงค์ เอาต์  (Hidden Backyard Cafe and Hangout) ซึ่ง บาส เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนนั่นเอง

หลังจากเปิดให้บริการมาแล้วราว 1 ปี สวนหลังบ้านแห่งนี้ก็ปกปิกซุกซ่อนเป็นความลับไม่ได้อีกต่อไป เมื่อผู้คนมากมายได้ค้นพบและแวะเวียนมา เพื่อดื่มกิน พักผ่อน พูดคุย ถ่ายรูป เช็กอินโซเชียลมีเดีย ฯลฯ พื้นที่ร้านนี้แบ่งออกเป็นอินดอร์และเอาต์ดอร์ ในยามบ่ายคล้อยอากาศร้อนเริ่มคลี่คลายหลายคนต่างหมายตาที่นั่งกลางสวนหรือริมบึง เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงซึ่งเปิดไม่ดังเกินไป ใครอยากนัดเจอกันเพื่อพูดคุยอัพเดทชีวิตและการงานจึงทำได้สะดวกสบาย

ฮิดเดน แบ็คยาร์ด เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 11 โมง ให้บริการบรันช์ อาหารกลางวัน และอาหารค่ำ หรือบ่ายๆ จะแวะมาจิบชา กาแฟ ซอฟต์ดริงค์อื่นๆ และม็อกเทลคู่กับขนมอร่อย เพื่อเพิ่มพลังงานและความสดชื่น เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึง 5 โมงเย็น แท็บคราฟต์เบียร์-ดราฟต์เบียร์ก็พร้อมเปิด ทั้งเบียร์สัญชาติไทยหรือเทศ นอกจากนั้นยังมีค็อกเทลหลากหลาย อาทิ เตอกิลาร์ซันไรซ์ (เตอกิลา น้ำส้ม เกรนาดีน), จิมเล็ต (ยิน และ น้ำมะนาว) เป็นต้น

บาส แนะนำว่า อาหารร้านนี้มีความผสมผสานระหว่างไทย-อินเตอร์ จานแนะนำอย่างเช่น พาสต้าหมึกทอดซอสไข่เค็ม ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน มีเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ รสเค็มๆ มันๆ หรือจะเป็น
พ็อกช็อปชิ้นโตเนื้อนุ่มที่เคียงมาพร้อมสลัด หรืออยากได้รสแซ่บก็มีคอหมูย่าง เสือร้องไห้ ฯลฯ มีไว้ให้จัด บางคนที่ขาดข้าวไม่ได้ สั่งไปเลยข้าวผัดมันกุ้ง ข้าวไข่ข้นแฮมชีส หรือข้าวไข่ข้นกุ้ง ตบท้ายด้วยของหวานให้ทุกมื้อสมบูรณ์ ช่วงนี้มีเมนูพิเศษคือ มะม่วงชีสเค้ก ด้วยมีข้าวเหนียวประกอบมาด้วยจึงให้อารมณ์ข้าวเหนียวมะม่วงเล็กๆ

ร้านฮิดเดน แบ็คยาร์ด ตั้งอยู่ในซอยเลียบคลองประปา ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11.00-23.45 น. โทร. 09-9053-7323 หรือเฟซบุ๊ก Hidden Backyard

ทุกๆ วันในสวนหลังบ้านแห่งนี้มีความสุขใจให้ดื่มด่ำแบบไม่ต้องซ่อนเร้น

 

รักเนื้อต้องมาจัด… @ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 13:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487815

รักเนื้อต้องมาจัด... @ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์

โดย…คาเอรุ

เพิ่งเปิดตัวไปอย่างฮือฮา กับร้านขายเนื้อวัวระดับพรีเมียมของพระเอกหนุ่ม คริต-ชาคริต แย้มนาม ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งพ่อครัวและนักชิมตัวพ่อของเมืองไทย กับ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ (KRBB The Boutique Butcher) ที่นำเข้าเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น มาเอาใจคนรักเนื้อตัวจริงเสียงจริงกันแล้วที่ ฮาบิโตะ มอลล์ สุขุมวิท 77

แรกเห็นชื่อร้าน หากไม่ได้ฟัง/ไม่ได้อ่านข่าวต้องให้พิศวงงงงวย ว่า เอ…มันจะอ่านว่าอะไร บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านบอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ชื่อร้านก็ตั้งเอาไว้ให้ถามละครับว่าอ่านว่าอะไร?”

KRBB มาจากชื่อย่อของหุ้นส่วนร้าน 4 คน ได้แก่ K = คริต-ชาคริต แย้มนาม R = รณสิทธิ ภุมมา (เด่น) B = บุ๊ค-ปฏิรูป ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และ B = บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ ที่แต่ละคนล้วนเป็นนักชิมตัวยงทั้งสิ้น “พอนำชื่อมาเรียงกันเป็น KRBB แล้วลองให้คนอ่าน ทุกคนก็อ่านได้ว่า ครับบ์ เป็นอันว่าตกลงใช้ชื่อนี่ละครับ”

คอนเซ็ปต์ร้านครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ เป็นร้านขายเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น โดยจะเน้นการให้บริการแบบ Delivery จัดส่งถึงบ้าน (เว็บไซต์จะเสร็จพร้อมให้สั่งซื้อได้ในเร็วๆ นี้) รวมทั้งให้ Take Away หรือมาซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ขณะที่คนที่ต้องการรับประทานที่ร้านก็มีมุมเล็กๆ เอาไว้คอยบริการ

บิ๊ก อิทธิชัย หนึ่งในหุ้นส่วน เล่าถึงการผจญภัยในญี่ปุ่นอยู่หลายเดือน เพื่อที่จะไปคัดสรรสุดยอดเนื้อวางุที่ต้องผ่านมาตรฐานความอร่อย ตามรสนิยมความชอบของตัวเอง ก่อนจะไปได้สิทธิในการนำเข้าสุดยอดเนื้อจากฟาร์มโอซากิ (Ozaki Farm) จากเมืองมิยาซากิ ซึ่งถือเป็นฟาร์มที่ผลิตเนื้อวางุแห่งแรกที่เอกอุขนาดนำเอานามสกุลของเจ้าของ (มุเนฮารุ โอซากิ) มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ของตัวเอง แทนที่จะใช้ชื่อเมือง เลยทีเดียว

บิ๊ก เล่าว่า มุเนฮารุ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ศึกษาจบมาจากสหรัฐ เขามีวิธีการเลี้ยงวัวดำสายพันธุ์ญี่ปุ่น (คุโรเกะ) ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลกด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร “ต้องบอกว่าฟาร์มที่ผมตามหาจะต้องเป็นฟาร์มที่เลี้ยงวัวแบบแฮปปี้คาว วัวที่มีความสุขอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมมีสุขภาพดี และอร่อย ฟาร์มที่ผมคัดสรรมาตั้งแต่เนื้อตัวท็อปของเรา คือ เนื้อโอซากิ รวมทั้งเนื้อโอมิ กับฮอกไกโด เอฟ 1 ก็เลือกในมาตรฐานเดียวกันครับ”

สำหรับฟาร์มเนื้อโอซากิ เลี้ยงวัวเนื้อสายพันธุ์ที่ดีที่สุดด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ รวมถึงอาหารออร์แกนิก ก่อนจะปล่อยให้ค่อยๆ โตนานถึง 36 เดือน ซึ่งยาวนานกว่าวัวเนื้อวางุทั่วๆ (ไม่เกิน 28 เดือน) ทำให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี มีไขมันแทรกอยู่ในทุกส่วน ให้รสละมุน นุ่มลิ้น ละลายในปาก

“ฟาร์มนี้เขาจะไม่ให้กินธัญพืชมากเกินไป เนื่องจากต้องการให้วัวโตทีละช้าๆ ในอาหารของวัวยังมีการผสมถ่าน (Carbon) เข้าไปด้วย ซึ่งทำให้วัวเนื้อในฟาร์มโอซากิมีลำไส้ที่สะอาด กินง่าย ถ่ายคล่อง สุขภาพแข็งแร็ง และด้วยความที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีสาหร่ายคอมบุตามธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นอาหารของวัวไปด้วย”

อิทธิชัย เสริมว่า ด้วยความที่เป็นวัวที่ค่อยๆ โต ทำให้ผลผลิตเนื้อวางุของฟาร์มโอซากิมีไม่มาก สามารถจำหน่ายจากฟาร์มได้เพียงแค่วันละ 1 ตัวเท่านั้น แม้จะมีขายใน 20 กว่าประเทศทั่วโลก ทว่าแต่ละประเทศนั้นฟาร์มโอซากิจะให้สิทธิในการขายกับร้านเพียงร้านเดียวต่อหนึ่งประเทศ!! เพราะฉะนั้นในเมืองไทยมีขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้านครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ เท่านั้น ต้องลองชิมสักครั้งแล้วจะลืมเนื้ออื่นๆ ไปโดยพลัน

ยังไงก็แล้วแต่ ในฐานะที่เป็นร้านขายเนื้อวัวเกรดพรีเมียม ที่ต้องการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับคนรักเนื้อ ที่นี่จึงมีเนื้อเกรดรองๆ ลงมาให้เลือกช็อปกันด้วย ทั้งเนื้อโอมิ เนื้อวางุเกรดพรีเมียมจากญี่ปุ่นจากเมืองโอมิ รวมทั้งเนื้อฮอกไกโด เอฟ 1 หรือวัวที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์จากวัวเนื้อและวัวนม แล้วก็ยังมี Thai Wagyu จากวัวญี่ปุ่นที่นำมาเลี้ยงในไทยอีกด้วย

สำหรับคนที่ต้องการสั่งเนื้อรับประทานที่ร้านบรรยากาศสบายๆ ที่ตกแต่งเก๋ๆ ด้วยสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิส ที่นี่ก็จะคิดตามราคาเนื้อแบบเดียวกับที่ซื้อกลับบ้าน โดยจะบวกค่าองค์ประกอบของแต่ละเมนูที่ต้องการสั่ง เมนูละ 350 บาท+ (ราคายังไม่รวม VAT และไม่คิดค่าบริการ) ซึ่งเมนูที่ร้านมีให้เลือกสั่ง 4 เมนู คือ สุกี้/ชาบู, ยากินิคุ (ปิ้งย่าง), สเต๊ก, และข้าวหน้าเนื้อ (ราคาจานใหญ่ 990 บาท+) ที่ทางร้านจะคัดสรรเนื้อส่วนที่เหมาะกับการปรุงเป็นเมนูต่างๆ ให้เหมาะสมด้วย

ขณะที่เครื่องดื่มแกล้มอาหาร ทางร้านบอกว่าสามารถหิ้ว พกพาสิ่งที่ต้องการดื่มมาจากบ้านได้เลย ไม่มีการคิดเงินเพิ่มใดๆ ทั้งสิ้น ปิดท้าย ใครติดของหวาน ที่นี่มีไอศกรีมบีโลว์ อีเลฟเว่น ไว้คอยบริการล้างปากด้วยจ้า เท่าที่ส่องๆ ดู มีรสชาติเด็ดๆ อย่างเฮเซลนัทพราลีน, ฉลองเบย์รัม ฯลฯ

ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ ชั้น 3 ฮาบิโตะ มอลล์ ซอยอ่อนนุช 1/1 ถนนสุขุมวิท 77 โทร.09-3553-9361 ร้านเปิดบริการเวลา 11.00-22.00 น.