ตำลึงทอง รสเด็ดย่านสนามหลวง 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/491170

ตำลึงทอง รสเด็ดย่านสนามหลวง 2

โดย…พาแลง

หลายคนบอกว่าถ้ามาเที่ยวสนามหลวง 2 ต้องแวะกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำและผัดไทยร้าน “ตำลึงทอง” ให้ได้ เพราะเป็นร้านดังในย่านนี้ และในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็มีโอกาสแวะไปแถวสนามหลวง 2 พอดี จึงได้แวะลองชิม พิสูจน์กันหน่อยว่าจะอร่อยล้ำสมคำร่ำลือแค่ไหน

ร้านตำลึงทอง เปิดมาหลายปีแล้ว เป็นที่คุ้นเคยของคนย่านนี้เป็นอย่างดี ตั้งอยู่บนถนนบางแวก ช่วงระหว่างถนนทวีวัฒนากับถนนพุทธมณฑลสาย 3 ใกล้ตลาดธนบุรี หรือสนามหลวง 2 ป้ายหน้าร้านสีเหลืองสดใสสังเกตง่าย ร้านมีที่จอดรถด้านหลังร้าน แต่ถ้าเต็มสามารถจอดริมถนนได้อีกต้องดูตามช่วงเวลา บรรยากาศบ้านไม้ ใช้ไม้เก่า หน้าต่าง ประตู โต๊ะ เก้าอี้ ใช้ไม้แท้ ให้บรรยากาศเหมือนนั่งกินข้าวแบบเป็นกันเอง มีหลายโต๊ะและแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โซนพัดลม และมีโซนติดเครื่องปรับอากาศ

ร้านตำลึงทองขายอาหารหลายอย่าง มีเมนูหลากหลายตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย สเต๊ก อาหารไทยจานเดียว แต่เมนูที่ยกให้เป็นจานขึ้นชื่อของที่นี่ที่ใครมาก็ต้องสั่งก็คือ เต้าหู้ทอด จานธรรมดาๆ แต่ไม่เหมือนที่ไหน เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่เรียกว่าห้ามพลาด ร้านนี้ทำให้เมนูหน้าตาธรรมดาๆ ให้รสสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน เนื้อเต้าหู้เนียนละมุนลิ้น ต้องกินขณะที่เต้าหู้อุ่นๆ จะอร่อยเป็นพิเศษ มาพร้อมน้ำจิ้มรสออกหวานนิดๆ มองไปโต๊ะไหนก็มีมากกว่าหนึ่งจาน ส่วนจานเด็ดต่อมาคือผัดไทยกุ้งสด ซึ่งพาแลงไม่ได้สั่ง แต่ลองสั่งเมนูเส้นอย่างอื่นมาแทนคือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และผัดขี้เมาเส้นใหญ่ ส่วนเมนูข้าวก็จัดข้าวผัดคะน้าปลาเค็ม

ในวันที่คนเยอะ เมนูที่ได้กินเร็วที่สุดคือ ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเมนูขึ้นชื่อคือก๋วยเตี๋ยวต้มยำ รสชาติดี น้ำซุปกลมกล่อม รสออกหวาน เค็มนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ ไม่จัดจ้านเท่าไหร่ ชามเล็กตามราคาแต่ไม่เล็กมาก สำหรับคนที่สั่งมากกว่าหนึ่งอย่าง ลองชามเดียวก็เอาอยู่ จานถัดมาคือผัดขี้เมาเส้นใหญ่ รสชาติจัดจ้านกลางๆ ขณะที่ข้าวผัดคะน้าปลาเค็มที่เห็นหน้าตาจืดๆ แต่รสชาติจัดจ้านจัดเต็มมาก เรียกว่าแค่บีบมะนาวก็ชูรสจานนี้ได้อยู่หมัดแบบไม่ต้องพึ่งพริกน้ำปลา

และถึงเวลาของหวานของมื้อนี้ เราดับร้อนของรสชาติอาหารด้วยความสดชื่นจากเฉาก๊วยและลูกตาลลอยแก้ว หวานกำลังดีเย็นชื่นใจ ส่วนใครชอบไอศกรีมกะทิที่นี่ก็มี และยังมีเมนูขายดีหน้าร้อนอย่างเต้าฮวยน้ำมะพร้าวด้วย หากแวะมาแถวพุทธมณฑลลองชิมอาหารร้านอาหารแนะนำร้านนี้ ตำลึงทอง สนามหลวง 2 เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-20.00 น. สอบถามโทร.08-1899-4210

 

เเซ่บๆ เเสบทรวง ส้มตำผักหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/491185

เเซ่บๆ เเสบทรวง ส้มตำผักหวาน

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ยามที่เบื่ออาหารไม่นึกอยากรับประทานอาหารจานไหน อาจมีบางครั้งที่ใจอาจนึกถึงส้มตำ จะเป็นส้มตำชนิดไหนก็เเล้วเเต่ลิ้นคุ้นเคย อร่อยหมดไม่ว่าจะเป็นตำไทย ตำปู ใส่ปลาร้า หรือจะเผ็ดมากน้อยเเค่ไหน ส่วนผสมเเละรสชาติของส้มตำช่วยให้เจริญอาหารขึ้น เพียงเเค่คิดถึงกลิ่นหอมๆ ของน้ำมะนาว น้ำปลาดี เเละน้ำตาลปี๊บที่เคล้าเข้ากันกับกระเทียมไทยเเละพริกขี้หนูเล่นเอาน้ำลายสอ

จริงอยู่ที่ส่วนผสมของน้ำปรุงส้มตำคล้ายกับยำอีกหลายเมนู ทั้งน้ำปลา น้ำมะนาว เเละน้ำตาลปี๊บ เพิ่มกระเทียม พริก เเต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยให้เกิดความลงตัวเเตกต่างจากเมนูยำเเละตำทั่วไป เเถมยังเเตกเเขนงออกไปอีกเยอะเเยะ เพียงเเค่เเต่งเติมส่วนผสมลงไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลาร้า ปูเค็ม บ้างก็กะปิ เเบบที่เข้าถึงง่ายๆ เข้าถึงหัวใจคนได้ทุกเชื้อชาติ ไม่กินยากจนเกินไป อย่างส้มตำไทยที่มีถั่วฝักยาว มะเขือเทศสีดา โขลกถั่วลิสงเเละกุ้งเเห้งลงไปเพื่อให้เคี้ยวมันกลมกล่อมยิ่งขึ้น เรียกว่าถ้ามีส่วนผสมตามนี้ สามารถชิมเเล้วบอกว่าเป็นส้มตำไทยได้ในระดับหนึ่งเเน่

เทรนด์การกินส้มตำเป็นที่นิยมอย่างปฏิเสธไม่ได้ เราจึงเห็นส้มตำข้างถนนราคาตั้งเเต่ถุงละ 20-30 บาทไปจนถึงส้มตำจานละ 200-300 บาท ส่วนผสมหลักอาจไม่ได้ต่างจากกันมากอาจจะมีเพิ่มส่วนผสมอื่นๆ อย่างส้มตำปลาเเซลมอนสดใส่ไข่ปลาเเซลมอน เเปลกเเต่ก็อร่อยเข้ากันดี หรือจะเป็นส้มตำหมูกรอบ ส้มตำคอหมูย่างไปถึงส้มตำล็อบสเตอร์ที่ “กริลล์” มาสุกเเบบพอดี

นอกจากส้มตำจะอร่อยได้ด้วยมะละกอในส้มตำเเล้ว เชื่อหรือไม่ว่าน้ำปรุงส้มตำยังเข้ากับผักได้อีกหลายชนิด ทั้งผักดิบอย่างถั่วฝักยาว ผักสลัด ไปจนถึงผักลวกสุกอย่างข้าวโพดหวาน พอสุกอย่างที่ผู้เขียนอยากนำเสนอในฉบับนี้เป็นส้มตำผักหวานที่อร่อยเเละสดชื่น เหมาะสำหรับฤดูร้อนที่อาหารย่อยยาก เน้นรับประทานอาหารเบาๆ

บางครั้งจะทำส้มตำสักจานที่บ้าน ถ้าจะไปหามะละกอดิบเพื่อตำส้มตำสักจานก็เริ่มขี้เกียจ ไหนจะต้องไปหามะละกอดิบ ไหนจะต้องมาสับหรือขูดเป็นเส้น ใจอยากกินส้มตำเลยเริ่มมองหาผักในบ้านพบว่ามีผักหวานสำหรับเอาไว้ทำเเกงจืดหรือไข่เจียวที่ซื้อติดตู้เย็นเอาไว้

ทดลองเอามาลวกในน้ำเกลือเดือดๆ เเช่น้ำเย็นทันทีเพื่อให้ผักหวานยังคงความกรอบหวานเเละสีเขียวสดน่ากิน บีบน้ำออกให้หมาดๆ จะได้ไม่ทำให้น้ำปรุงส้มตำจืดชืด ตำพริกเเละกระเทียม ถ้าชอบหอมๆ เเนะนำกระเทียมไทยทั้งเปลือกบางๆ ลงในครกเลย เเต่ถ้ากลัวปากเหม็นเเต่ยังได้กลิ่นหอมของกระเทียมใช้เป็นกระเทียมกลีบใหญ่ก็ได้เหมือนกัน ใส่พริกขี้หนูทั้งก้านนี่เเหละที่เขาว่าจะทำให้หอมขึ้น เคล็ดลับจากเเม่ค้าส้มตำ ที่นี้ก็ถึงเวลากุ้งเเห้งที่เลือกใช้ได้ตามชอบทั้งเเบบกุ้งเนื้อหรือกุ้งเปลือก

ลีลาของเเม่ค้าส้มตำที่เราแอบมองดู ขุดเอามาใช้ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นการเฉือนมะเขือเทศสีดาลงครก โขลกไปพร้อมกับถั่วฝักยาว ส้มตำจะอร่อยต้องเฟ้นหาน้ำตาลปี๊บหอมๆ จะใช้น้ำตาลทรายก็ได้ เเต่ความหอมจะผิดกันลิบลับ ใช้น้ำปลายี่ห้อที่ชอบเเละน้ำมะนาวคั้นใหม่ๆ ใช้ช้อนหรือสากบี้ๆจนได้น้ำปรุงส้มตำที่ปรับรสได้ตามชอบ

อ้อถ้าคุณผู้อ่านไม่มีครกใบเล็ก อย่างครกดินใบจ้อยหรือครกหินอ่างศิลาขนาดเล็กๆ อย่างของผู้เขียน จะใช้เป็นชามคล้ายกับฝรั่งเขาเคล้าสลัดก็ยังไหว เพียงเเค่ปรุงน้ำส้มตำด้วยวิธีบี้ในชาม เเค่นี้ตักราดลงบนผักหวาน อาจลวกกุ้งสดพอสุก หรือจะผ่าไข่เค็มสักฟองลงไปให้ส้มตำผักหวานของเราเข้มข้นขึ้น ได้เป็นส้มตำผักหวานจานอร่อย ที่กินบ่อยๆ ได้ไม่ยุ่งยากเกินไป

ส้มตำผักหวาน

สำหรับผักหวาน

ผักหวาน เด็ดเป็นยอดไว้ 3 ถ้วย

เกลือป่น สำหรับลวกผัก

น้ำสะอาดสำหรับลวก เเละน้ำเเข็งสำหรับช็อกผัก

น้ำปรุงส้มตำ

กระเทียมไทย 3-4 กลีบ

พริกขี้หนูสวน 2-6 เม็ด

ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อน 4-6 ท่อน

กุ้งเเห้ง 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลิสง 3-4 ช้อนโต๊ะ

ไข่เค็ม ผ่าครึ่งเสิร์ฟ

วิธีทำ

ตั้งน้ำให้เดือด เติมเกลือป่นลงไป เตรียมกะละมังน้ำเเข็งเเละน้ำสะอาดไว้ลวกผักในน้ำเกลือเเล้วช็อกในน้ำเย็นลอยน้ำเเข็ง

สะเด็ดน้ำออกจากผักหวานใส่จานไว้

ในครกโขลกกระเทียม พริกให้เเหลก เติมถั่วฝักยาวเเละกุ้งเเห้งลงไปโขลกเบาๆ

ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา เเละน้ำมะนาว ปรับรสตามชอบ

ใส่ผักหวานที่สะเด็ดน้ำไว้ลงไปเคล้าในครกเบาๆ หรือตักน้ำส้มตำราด

ลงบนผักหวานที่ลวกโรยถั่วลิสงเเล้วเสิร์ฟพร้อมกับไข่เค็ม หรืออาจเพิ่มกุ้งสดลวกสุกเพื่อเป็นอาหารเบาๆ

 

‘พัฟฟิน’ ร้านอาหารญี่ปุ่น เกรดพรีเมียม ราคามิตรภาพ ที่ต้องลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490243

‘พัฟฟิน’ ร้านอาหารญี่ปุ่น เกรดพรีเมียม ราคามิตรภาพ ที่ต้องลอง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

อาหารญี่ปุ่น ในเมืองไทยวันนี้ไม่ได้หารับประทานยากเหมือนเมื่อสัก 10 ปีก่อน เพราะมีร้านให้เลือกชิมเกือบทุกถนนในกรุงเทพฯ หรือแม้แต่ตลาดนัดกลางคืนก็มีมากมาย  แต่ทว่าร้านไหนจะรสชาติอร่อยถูกปาก คงเป็นเรื่องที่ต้องลองกันเอาเอง แต่ถ้าไปเจอร้านที่ใช้วัตถุดิบไม่สด คุณภาพไม่ดีมาทำ แบบว่าเนื้อปลามีกลิ่นหรือเปื่อยยุ่ย ก็อาจทำให้บรรดาเหล่านักชิมหมดอารมณ์เสียความรู้สึกกันไปทีเดียว

แต่อาหารญี่ปุ่นที่ร้าน Puffin Beer & japanese Bistro ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 71 ใกล้กับโรงเรียนสตรีวิทยา 2  กฤตชัย แหละเหล่าปราชญ์ ผู้จัดการและเป็นหนึ่งในเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นพัฟฟิน กล้ารับประกันว่าวัตถุดิบทุกอย่างที่เลือกนำมาใช้ในร้านมีมาตรฐานระดับคุณภาพพรีเมียมทั้งรสชาติและหน้าตาอาหาร ที่สำคัญราคาไม่สูงมากจนเกินไป เพราะอยากให้ลูกค้าได้ลองรับประทานเมนูอาหารญี่ปุ่นที่มีเกือบ 200 ชนิดอย่างทั่วถึง ตามสโลแกนร้านที่ว่า อาหารต้องกินได้ด้วยตาและอร่อยได้ด้วยปาก

สำหรับเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อของร้าน จะเป็นเมนูปลาแซลมอนเพราะปลาที่นำมาทำ ซาซิมิ ซูชิ หรือเมนูเย็นเกือบทุกรายการจะมีความสดมาก นอกจากนั้นภายในร้านยังมีเมนู ซูชิโรล แก้มปลาบุรีที่หายาก เมนูสลัดที่หลากหลาย หัวปลาต้มซีอิ๊วที่เลือกใช้หัวปลาขนาดใหญ่ และมีเมนูเนื้อแองกาวะ หรือครีบปลาตาเดียว กุ้งล็อบสเตอร์ หอยนางรม หรือถ้าหากลูกค้าอยากรับประทานเมนูอะไรพิเศษ สามารถสั่งจองได้เพราะทางร้านทำได้ทุกเมนูในคุณภาพรสชาติที่อร่อย

กฤตชัย มั่นใจว่า จุดเด่นอาหารญี่ปุ่นของทางร้านคือการตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารสดจริงๆ โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเชฟจะเป็นผู้ไปเลือกวัตถุดิบตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน ถ้าหากบริษัทผู้นำเข้ารายใดขายของไม่สดทางร้านจะไม่เลือกใช้ เพราะคิดว่าต้องรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน

อย่างเช่น เนื้อปลาแซลมอน ที่ร้านจะนำมาใช้ในเมนูเย็นเพียง 2-3 วัน หลังจากนั้นจะนำปลาขึ้นเข้าครัวร้อนทันที เพราะหากนำมาใช้นานเกินกว่านี้ อาจทำให้วัตถุดิบไม่คงความสด และหากนำของไม่สดมาขาย ก็จะทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกซึ่งเป็นเรื่องที่ทางร้านใส่ใจมาก

“ผมคิดว่าเสน่ห์ของร้านนอกจากขึ้นชื่อว่าเลือกใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ พร้อมใส่ใจในเรื่องหน้าตาของอาหาร จนทำให้ลูกค้าติดใจ ที่สำคัญทางร้านจะขายในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป และมักจัดกิจกรรมโปรโมชั่นทุกๆ เดือน เพราะอยากให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารที่หลากหลาย รวมถึงอยากจำหน่ายออกให้เร็วๆ ไม่อยากเก็บไว้นาน จึงยอมขายในราคาที่ไม่แพงเหมาะสม โดยผ่านการปรุงจากเชฟที่มีประสบการณ์จากร้านอาหารญี่ปุ่น 7-10 ปี” กฤตชัย กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจอยากลองชิมอาหารญี่ปุ่นสดๆ และได้คุณภาพพรีเมียมในราคาไม่สูงจนเกินไป สามารถแวะเวียนไปชิมได้ ร้านตั้งอยู่ภายในซอยลาดพร้าว 71 ใกล้กับโรงเรียนสตรีวิทยา 2  เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 15.30-24.00 น. แต่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะเปิด 11.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-932-9229 หรือผ่านเฟซบุ๊กร้าน ทั้งนี้เจ้าของร้านฝากมาว่า ถ้าหากลูกค้าแจ้งกับพนักงานว่า อ่านมาจากบทความนี้ของโพสต์ทูเดย์เจ้าของร้านยินดีลดราคาให้ 10% ทุกเมนูทันที ยกเว้นเฉพาะสินค้าโปรโมชั่น

 

What’s for Pudding Bael Fruit Sticky Toffee Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490118

What’s for Pudding Bael Fruit Sticky Toffee Pudding

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ต้นตำรับพุดดิ้งร้อน ต้องยกให้อังกฤษ เขามีพุดดิ้งหลากหลาย หลายสูตรไม่อร่อยจนเราไม่รู้จัก เพราะสูตรสูญหายไปเสียสิ้น มีอยู่ไม่กี่สูตรที่ยังคงความอร่อยมาถึงปัจจุบัน อย่าง Sticky Toffee Pudding สูตรนี้มีทุกร้าน เรียกว่าไปอังกฤษถ้าไม่ได้ชิมสักครั้ง ถือว่ายังไปไม่ถึงถิ่น

Sticky Toffee Pudding จัดว่าอร่อยและถูกปากมากที่สุด อธิบายกันแบบบ้านๆ ง่ายๆ ใครบ้างเล่าจะไม่ชอบเค้กเนื้อนุ่มๆ ก้อนเล็กๆ อุ่นมาร้อนกรุ่น ราดด้วยซอสแบบ Butterscotch เสียจนชุ่มฉ่ำรับประทานคู่กับไอศกรีมวานิลลาเย็นแสนจะเข้ากัน เหตุนี้เองหลายๆ ร้านจึงไม่สามารถหยิบเมนูนี้ออกไปได้เสียที เพราะไม่รู้จะสั่งอะไร ก็ต้องวกกลับเข้าพุดดิ้งร้อนสูตรนี้เลย

จุดหนึ่งที่เป็นที่น่าสังเกตของทอฟฟี่พุดดิ้ง คือ ความลงตัวของ Batter ที่มีเนยเป็นส่วนผสมมากกว่าพุดดิ้งปกติ เหตุนี้เองที่ผู้เขียนคิดว่าสูตรยังคงอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะความหอมเนยและคล้ายกับเค้กชิ้นจิ๋วๆ ที่ฉ่ำๆ แตกต่างจากส่วนผสมพุดดิ้งส่วนใหญ่จะเน้นไข่ แป้งและนม พอนึ่งหรืออบแล้วไม่ได้ความลงตัวที่มนุษย์สายเบเกอรี่ชื่นชอบ เพราะมีแต่กลิ่นไข่และแป้ง จนถึงกับต้อง “ส่ายหน้า เซย์โน”

อีกองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในขนมพุดดิ้งทอฟฟี่ร้อนสูตรต้นตำรับ คือ ผลอินทผลัมแห้ง ที่ถือเป็นของล้ำค่าหาได้มายากในช่วงที่การเดินทางไม่ได้สะดวกสบายอย่างเช่นปัจจุบัน เพราะผลเดตหรืออินทผลัมแห้งนั้นต้องเดินทางมาจากตะวันออกกลางถึงจะอร่อยถูกปาก แต่ก็ยังดีเพราะความหวานของผลเดตมาช่วยเพิ่มความหวานละมุนให้กับ Toffee Pudding ในยามที่น้ำตาลขาดแคลน เพราะทอฟฟี่พุดดิ้งเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกยามที่น้ำตาลหายาก

ทอฟฟี่พุดดิ้งเป็นหนึ่งในของหวานที่ผู้เขียนนิยมชมชอบ เพราะกลิ่นหอมล้ำของเนื้อเค้กชิ้นจ้อยๆ ที่รับประทานแล้วถูกใจส่วนผสมลงตัวของน้ำตาลทรายแดง น้ำเชื่อม Golden Triacle หรือที่คนอังกฤษเรียกว่า Golden Syrup ที่มีกลิ่นน้ำตาลอ้อยเป็นเอกลักษณ์ หาอะไรมาแทนได้ยาก แต่ถ้าไม่มีลองเคี่ยวน้ำตาลอ้อยกับแบะแซก็พอจะกล้อมแกล้มไปได้บ้าง แต่ก็ไม่หอมเท่าการเคี่ยวทางอุตสาหกรรมผลิตน้ำเชื่อมสีทองกระปุกละหลายร้อยนี้ ปัจจุบัน Golden Syrup มีขายในแบบขวดบีบตามซุูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ แถวๆ ส่วนขายแยม น้ำเชื่อมต่างๆ

สำหรับผู้เขียนรู้สึกว่าผลอินทผลัมไม่ได้มีส่วนช่วยให้รสชาติของพุดดิ้งอร่อยล้ำแบบมีเอกลักษณ์ขึ้นมากมายนัก รับประทานแล้วพานนึกถึงผลมะตูมเชื่อมและเค้กมะตูมของบ้านเรา เพราะมะตูมเชื่อมนั้นมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทดแทนกันไม่ได้ เลยอยากลองเอามะตูมเชื่อมมาลองผสมแทนอินทผลัมดูจากสูตรมาตรฐานของทอฟฟี่พุดดิ้ง ปรับความหวานจนได้ที่ออกมาเป็นสูตรนี้

เคล็ดไม่ลับที่อยากแชร์ให้คุณผู้อ่านก่อนทดลองทำ คือ ต้องเฟ้นหามะตูมที่เนื้อกำลังนุ่ม อย่าเละจนเกินไป เพราะความเละจะมีผลกับความหวานและเนื้อของเค้ก อาจทำให้เค้กนุ่มจนตั้งไม่อยู่ ที่สำคัญ หั่นมะตูมเป็นชิ้นต้องสังเกตเลือกเอาเปลือกและเม็ดออกด้วย หากต้มแล้วปั่นไปพร้อมกันจะส่งผลให้มีรสชาติเฝื่อนๆ ปร่าๆ ในเค้กจากปริมาณ Tannin ที่มีอยู่มากในเปลือกและเมล็ด

แนะนำว่าช่วงเดือน ก.ค. ลองแวะเวียนไปที่ตรอกมะตูมฝั่งธน เพื่อกักตุนมะตูมเชื่อมใหม่ๆ มาแช่ช่องแช่แข็งเก็บไว้เป็นวัตถุดิบตลอดทั้งปี เพราะหมดหน้าเมื่อไหร่ หายากจริงๆ มะตูมเชื่อมคุณภาพดีๆ

สำหรับสูตรนี้ทำได้หลายถ้วยขนาดพอดีกิน เก็บในภาชนะปิดสนิทไว้แล้วนำมาอุ่นในไมโครเวฟ ถ้าชอบกรอบนอกนุ่มใน อุ่นใน “เตาติ๊ง” ราดด้วยซอสบัตเตอร์สกอตช์ที่ผู้เขียน “มโน” สูตรขึ้นมาเอง ยิ่งซอสร้อนๆ ยิ่งอร่อย เหยาะเหล้ารัมนิดๆ แถมด้วยวิปครีมตีให้นุ่มๆ ไม่ต้องเติมน้ำตาล ตัดรสกันฉึบฉับรับรองหมดภายในเวลาสั้นๆ

Sticky Toffee Bael Fruit 

(สำหรับ 10-12 ถ้วย ขนาด 100 กรัม)

ส่วนผสม

– มะตูมเชื่อม หั่นเต๋า ส่วนที่ 1 150 กรัม

– มะตูมเชื่อม หั่นเต๋า ส่วนที่ 2 80 กรัม

– น้ำสะอาด 1 + 1 ส่วน 4 ถ้วย

– เนยจืด 125 กรัม

– น้ำตาลทรายแดง 120 กรัม

– ไข่ไก่ 2 ฟอง

– วานิลลา 1 ช้อนชา

– น้ำเชื่อม Golden Syrup 40 กรัม

– น้ำเชื่อม Dark Corn Syrup 20 กรัม

(หรือใช้ Golden Syrup ทั้งหมด)

– แป้งอเนกประสงค์ 185 กรัม

– ผงฟู 6 กรัม

– เบกกิ้งโซดา 5 กรัม

– เกลือป่น 4 กรัม

ส่วนผสม น้ำเชื่อมสำหรับราด

– วิปปิ้งครีม 250 กรัม

– เนยจืด 85 กรัม

– น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม

– น้ำเชื่อม Golden Syrup 30 กรัม

– น้ำเชื่อม Dark Corn Syrup 30 กรัม

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

– มะตูมเชื่อม หั่นชิ้นเล็กๆ 40 กรัม

 วิธีทำ

• ต้มมะตูมส่วนที่ 1 กับน้ำสะอาด 1.25 ถ้วยจนนุ่ม ปั่นให้ละเอียด เติมเบกกิ้งโซดาลงไป

• ร่อนแป้ง ผงฟู และเกลือให้เข้ากัน

• เตรียมพิมพ์ โดยทาเนยให้ทั่ว ร่อนแป้งแล้วเคาะออก อุ่นเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 200°C

• ตีเนยและน้ำตาลทรายแดงด้วยตะกร้อให้ขึ้นฟูเป็นครีม สีอ่อนลง ประมาณ 5-8 นาที

• เติมไข่ไก่ทีละน้อยจนหมด ปาดขอบโถไปเรื่อยๆ

• เทน้ำเชื่อมทั้งสองชนิดและวานิลลาลงไปผสมกับมะตูมที่ปั่นไว้

• แบ่งแป้งเป็น 3 ส่วน เติมลงในส่วนผสมเนยสลับกับมะตูมปั่นที่แบ่งไว้เป็นสองส่วน เริ่มต้นด้วยแป้งและจบด้วยแป้ง

• ตักส่วนผสมใส่พิมพ์ ให้สูงแค่ 2/3 ของพิมพ์อบประมาณ 15 นาที แล้วปรับเป็นอุณหภูมิ 180°Cอบต่อไปอีก 10 นาที หรือจนส่วนผสมสุก

• ระหว่างรอพุดดิ้งอบอยู่ เริ่มทำน้ำเชื่อมสำหรับราดโดยผสมส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันในหม้อตั้งไฟให้เดือดเบาๆ เคี่ยวประมาณ 3 นาที ยกลงจากเตา พักไว้

• เมื่อพุดดิ้ง อุ่นดีแล้ว คว่ำลงในจานเสิร์ฟ เพื่อนำออกจากพิมพ์ ราดน้ำเชื่อมร้อนๆ ลงไป เสิร์ฟพร้อมกับวิปครีม

 

อิ่มไม่อั้น ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ 100 อย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490115

อิ่มไม่อั้น ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ 100 อย่าง

โดย…ชูเดช สีหะวงษ์

ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำการค้าขายแข่งขันกันรุนแรง ใครที่มีไอเดียทางการตลาดดีกว่าก็ย่อมจะได้เปรียบ ครองใจลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ซึ่งเช่นเดียวกันกับร้านขนมจีนที่ จ.ชัยนาท มีไอเดียสุดเก๋ในการเอาใจลูกค้า โดยจัดบุฟเฟ่ต์ผักแนมขนมจีนอย่างจุใจถึง 100 อย่างแถมเติมได้ไม่อั้นอีกด้วย

ร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผักร้อยอย่าง เจ้าของไอเดียเติมไม่อั้นแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในตลาดนัดวันเสาร์ บนถนนพรหมประเสริฐ ของ จ.ชัยนาท มี นัชชนา โรจน์วรดิลก ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่เปิดขายขนมจีนน้ำยา ให้ลูกค้าเลือก 2 อย่าง คือ น้ำยาป่า และน้ำยากะทิ ที่ได้รับการสืบทอดสูตรจากคุณย่า โดยลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่ารสแซ่บถึงใจ แต่จุดดึงดูดลูกค้าของทางร้านไม่ได้มีเพียงความอร่อยของน้ำยาสูตรพิเศษเท่านั้น

นัชชนา บอกว่า ทางร้านได้จัดบุฟเฟ่ต์ผักแกล้มขนมจีนไว้บริการลูกค้าถึง 100 อย่าง ที่รวมผักนานาชนิดที่มีให้เห็นทั่วไปอย่างกะหล่ำปลี แตงกวา ถั่วฝักยาว ถั่วงอก และยังมีผักแปลกๆ ที่หายากหรือมีราคา เช่น มะเขือเทศราชินี ผักสลัดต่างๆ ยอดทานตะวันอ่อน ยอดมะพร้าวอ่อน และผักเพื่อสุขภาพมีสรรพคุณช่วยเลิกบุหรี่ อย่าง “ผักโปร่งฟ้า” ก็มีให้ลูกค้าเลือกรับประทานด้วย ที่สำคัญ ยังเติมได้ไม่อั้นอีกด้วย

“เคล็ดลับที่ช่วยให้การทำการค้าประสบความสำเร็จ จะต้องเริ่มต้นจากความรักความชอบก่อน เพราะเมื่อทำสิ่งที่รักที่ชอบเราก็จะมีความสุข ส่งผลให้ผลงานออกมาดีมีคุณภาพ การขายขนมจีนก็เช่นกัน เราต้องเริ่มเพราะรักและชอบรับประทานขนมจีน และหมั่นหาข้อมูลและเทคนิคการขาย หรือเลือกสรรผักแกล้มขนมจีน ที่สด แปลกใหม่ สลับเมนูให้ถูกปากลูกค้าอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งต้องสังเกตว่าลูกค้าชอบอะไรแบบไหน และอยากให้มีอะไรเพิ่มเวลารับประทานขนมจีน แล้วหาผักต่างๆ ที่ลูกค้าถามถึงมาเสริม โดยเลือกทั้งแบบที่รสชาติอร่อย และแบบที่รับประทานเพื่อสุขภาพ ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกเพศทุกวัย เมื่อเรามีทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ ยอดขายก็จะเติบโตไปเองตามธรรมชาติ”

นัชชนา บอกอีกว่า แม้ว่าจะจัดโปรโมชั่นแบบเต็มๆ เพื่อไว้บริการลูกค้า แต่ขายราคามิตรภาพแค่ 30 บาท รับรองอิ่มแปร้ทุกคน ใครที่สนใจจะมาลิ้มลองความอร่อยขนมจีนผัก 100 อย่าง ก็แวะมาได้ทุกวันเสาร์ที่ตลาดนัดบนถนนพรหมประเสริฐในตัวเมืองชัยนาท ร้านของนัชชนาจะตั้งอยู่หน้าสำนักงานการประปาส่วนภูมิภาค จ.ชัยนาท และเปิดขายตั้งแต่เวลา 06.00-13.00 น.

 

 

‘โค้ด’ คาเฟ่แสนอบอุ่นของคนรักขนมหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490112

‘โค้ด’ คาเฟ่แสนอบอุ่นของคนรักขนมหวาน

โดย…ยู่ยู้ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เพียงแค่ก้าวผ่านประตูกระจกเข้ามาร้านโค้ด (CODE) ก็ต้องยอมแพ้ให้กับใจที่ออกคำสั่งให้นั่งลง เพื่อลิ้มลองหลากหลายเมนูขนมหวานที่นี่ เพราะมองผิวเผินอาจจะเหมือนคาเฟ่อื่นๆ แต่พอลงลึกไปถึงคอนเซ็ปต์ของแต่ละเมนูแล้ว ชวนว้าวท้าให้ลองทุกเมนู

ก่อนจะพุ่งตรงไปหน้าเคาน์เตอร์เพื่อเลือกสรรเมนูซิกเนเจอร์มาลิ้มลอง อย่าพลาดดื่มด่ำกับบรรยากาศร้านแสนน่ารัก เพราะมีเรื่องราวและคอนเซ็ปต์ตั้งแต่ที่มาของชื่อร้าน โค้ด (CODE) ไม่ได้เป็นรหัสอะไร แต่ย่อมาจาก Cafe of Dessert Enthusiasts หรือคาเฟ่สำหรับคนคลั่งไคล้ในขนมหวานนั่นเอง ภายในร้านถูกออกแบบให้สะอาดตา ในสไตล์มินิมัล ชวนนั่งด้วยโทนสีขาว เลือกใช้หินอ่อนผสมกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนนั่งกินขนมกับเพื่อนอยู่ที่บ้าน

สำหรับซิกเนเจอร์เมนูที่ท้าให้ลอง ขอเริ่มจากฝั่งของคาว ซึ่งทางร้านเลือกหยิบเมนูกินง่ายๆ มานำเสนอ เพราะอยากเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น เริ่มจากโรตีพิซซ่า เมนูขายดี เสิร์ฟมาในขนาดที่น่ารัก ชวนกันมาเป็นคู่ก็เอาอยู่ ทีเด็ดอยู่ที่ตัวแป้งโรตีที่บางกรอบ ไปได้ดีกับไส้กรอกชิ้นโตที่ท็อปอยู่ด้านบน ให้รสเข้มข้นของชีสและซอสพิซซ่าสูตรพิเศษของทางร้าน

ถัดมาคือเมนูไข่อบชีส อีกหนึ่งเมนูกินเล่นชวนฟินๆ ไฮไลต์อยู่ที่ตัวไข่อบชีสที่อบจนได้ที่ให้รสชาติของ ชีส และไข่นุ่มๆ เต็มๆ คำ เสิร์ฟคู่กับแผ่นโรตีพิซซ่าบางกรอบที่เพิ่มกิมมิกให้หน้าตาดูคล้ายวาฟเฟิล

ตามติดด้วยเมนูที่รับประกันว่าหาไม่ได้ที่ไหน นั่นคือ ครัวซองต์ลาวาไส้ไข่เค็ม สำหรับใครที่เคยติดใจ ยอมเทใจให้กับซาลาเปาไส้ไหล ขอให้ลอง เพราะรสชาติ ของลาวาไข่เค็มที่คุ้นเคย มาปรากฏตัวพร้อมเนื้อแป้งบางกรอบของครัวซองต์แล้วเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเพิ่มเทกซ์เจอร์ด้วยครัมเบิ้ล และไอศกรีมวานิลลา ยิ่งลงตัว กลายเป็นเมนูที่เป็นจุดกึ่งกลางของเมนูคาว-หวานที่น่าสนใจสุดๆ

ปล่อยให้กระเพาะทำงานหนักกับของคาวแล้ว มาถึงคิวของหวาน นำทัพมาด้วยไฮไลต์ของร้านที่หาไม่ได้ที่ไหนเช่นกัน นั่นคือ โทสต์ชาไทย หน้าตาดีจนอดใจไม่เก็บภาพไม่ไหว ทีเด็ดอยู่ที่โทสต์ชิ้นโต มีให้เลือกทั้งแป้งแบบธรรมดา แป้งชาร์โคลและทูโทนที่มาพร้อมกับไส้ลาวาล้นทะลักหลากรสชาติ สำหรับวันนี้เลือกชาไทย ซึ่งเชฟเจ้าของเมนูบอกว่ากว่าจะได้ชาที่ให้ทั้งกลิ่นและรสสัมผัสที่ลงตัว ต้องเบลนด์ชาถึง 3 ชนิดเข้าด้วยกันทีเดียว

ผ่านเมนูที่เป็นพระเอกของร้านไปแล้ว มาถึงอีกหนึ่งเมนูที่เข้ากับซัมเมอร์นี้สุดๆ อย่าง Mango Lava Toast โทสต์ชาร์โคลไส้กะทิลาวาเยิ้มๆ เข้มข้นหอมมัน เสิร์ฟคู่กับข้าวเหนียวมูนร้อนๆ ที่มีความนุ่มละมุน ผสมกับครัมเบิ้ลใบเตย ที่ให้ความกรุบกรอบและเนื้อมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ให้ความหอมหวาน เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมมะม่วง ที่ตัดเลี่ยนหวานอมเปรี้ยวนิดๆ เข้ากันอย่าบอกใคร

ปิดท้ายด้วยเมนู Bingsu ลอดช่อง เอาใจสาวกขนมไทยให้ได้ฟินกับลอดช่องที่คุ้นเคย แต่มาในรูปแบบใหม่ เปลี่ยนจากน้ำแข็งธรรมดาเป็นน้ำแข็งไสใส่นมสไตล์
บิงซู เสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้งหลายอย่าง นำทัพมาโดยขนุน ลอดช่อง วุ้นมะพร้าว ลูกชิด พร้อมน้ำเชื่อมให้เลือกเติมตามระดับความหวานที่ต้องการ ถ้ายังไม่จุใจ ทางร้านยังมีเมนูเครื่องดื่มไว้ให้บริการอีกถึง 30 กว่าเมนู แต่ละเมนูบอกเลยเห็นแล้วต้องยอมให้น้ำหนักขึ้น

สำหรับคนรักของหวาน โดยเฉพาะสายมุ้งมิ้งที่ชอบถ่ายรูป ห้ามพลาด มาแล้วรับรองไม่ผิดหวังได้ทั้งภาพสวยๆ และอิ่มท้อง

โค้ดเปิดให้บริการแล้วที่เดอะแจ๊ส เออร์บัน ศรีนครินทร์ เปิดให้บริการทุกวัน 11.00-22.00 น. โทร. 02-386-7348

 

กินไหนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490110

กินไหนดี

โดย…แบมบี bambi5789@gmail.com

– สนามหญ้า โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ (โทร. 02-020-2888 อีเมล : diningpbk@peninsula.com) วันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย.นี้ เวลา 12.00-15.00 น. ฉลองเทศกาลอีสเตอร์ริมฝั่งเจ้าพระยา ด้วยบาร์บีคิวบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันในสไตล์ปิกนิกแบบบุฟเฟ่ต์ อาทิ สเต๊กเนื้อวางุส่วนสะโพก เนื้อแกะออสเตรเลีย กุ้งลายเสือ ปลากะพง ปลาแซลมอน หอยนางรม และเมนูพิเศษสำหรับคุณหนูๆ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ มากมาย ราคาท่านละ 1,400 บาท++ เด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี ครึ่งราคา และอายุต่ำกว่า 6 ปี รับประทานฟรี ***

– ห้องอาหารเดอะ ไดนิ่ง รูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ (โทร. 02-254-6250 อีเมล : restaurats.bangh@hyatt.com) อีสเตอร์ซันเดย์บรันช์สุดพิเศษ กับเมนูอาหารทะเลที่หลากหลาย เช่น ปูทะเล ล็อบสเตอร์ หรือจะเลือกรับประทานมุมเนื้อย่าง อาหารไทย มุมของหวานแสนอร่อย น้ำผลไม้สด ชาและกาแฟ ฯลฯ วันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย.นี้ เวลา 12.00-15.00 น. ผู้ใหญ่ราคา 2,400 บาท++ เด็กราคา 1,200 บาท++ พร้อมน้ำดื่ม ชา กาแฟ และน้ำผลไม้ ***

– อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ (โทร. 02-653-9000 ต่อ 355 หรือ 356 อีเมล : amaya.watergate@amari.com) อีสเตอร์ ซันเดย์ บรันช์ วันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย. เวลา 12.00-15.30 น. คัดสรรเมนูเด็ดชั้นเลิศ จากหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น มุมอาหารทะเลนำเข้า หอยนางรมฝรั่งเศส ปูยักษ์อลาสกา ตับห่านเลิศหรู เนื้อสเต๊กนำเข้าจากออสเตรเลีย มุมอาหารญี่ปุ่น อิตาเลียน อินเดีย และไทย ราคาเริ่มต้น 1,800 บาท++ ต่อท่าน (เฉพาะอาหาร) พร้อมกิจกรรมตามล่าและเพนต์ไข่อีสเตอร์ ***

– ห้องอาหารเดอะ ดิสทริคท์ กริลล์ รูม แอนด์ บาร์ โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท (โทร. 02-797-0400) ฉลองเทศกาลอีสเตอร์บรันช์ เวลา 11.30-15.00 น. วันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย.นี้ กับหลากหลายเมนูนานาชาติบนไลน์บุฟเฟ่ต์บรันช์สุดอลังการ อย่างอาหารทะเลสดๆ อาทิ หอยนางรมพันธุ์ฟิน เดอ แคลร์ ปูยักษ์อลาสกา ปูม้า หอยเชลล์นำเข้าจากฮอกไกโด สเต๊กพรีเมียมจากออสเตรเลีย ซี่โครงแกะจากนิวซีแลนด์ ฟัวกราส์ย่าง และอื่นๆ อีกมากมาย ตบท้ายด้วยขนมหวาน อาทิ สายไหม อีสเตอร์คัพเค้ก ช็อกโกแลตรูปไข่ ช็อกโกแลตบันนี่ ราคาเริ่มต้นที่ 2,800 บาทถ้วน ต่อท่าน ***

– 3 ห้องอาหาร โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท (โทร. 02-649-8353 อีเมล : dining.sgs@luxurycollection.com) อีสเตอร์ ซันเดย์ ที่ซันเดย์ แจ๊สซี่ บรันช์ นำเสนอหลากหลายเมนู อาทิ เมนูเรียกน้ำย่อย แอนตี้พาสติ สลัด พาสต้า เมนูอาหารเอเชี่ยน อาหารทะเลหลากหลายชนิด และสเตชั่นเนื้อย่างต่างๆ อีกทั้งยังมีอาหารจานพิเศษสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ และสำหรับเด็กๆ พร้อมเพลิดเพลินไปกับการแสดงสดจากวงแจ๊สไอแอม วันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย. เวลา 12.00-15.00 น. เริ่มต้นท่านละ 2,800 บาท++ ***

– ห้องอาหารเดอะ เรนทรี คาเฟ่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน (โทร. 02-650-8800 อีเมล : fb.bangkok@lemeridien.com) วันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย. อีสเตอร์ บรันช์ บุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อสาย พร้อมกิจกรรมสำหรับหนูๆ อีกมากมาย พบกับพาเหรดอาหาร อาทิ เนื้อแกะนิวซีแลนด์อบโรสแมรี่ อีสเตอร์แฮม ฟัวกราส์ ล็อบสเตอร์ย่าง หอยนางรมหลากหลายสายพันธุ์ ซีฟู้ดออนไอซ์ และบุฟเฟ่ต์ของหวาน อย่าง Grand Cru Chocolate Easter Egg, Easter Bunnies และอีกมากมาย ราคาเริ่มต้น 2,400 บาท++ ต่อท่าน ***

– ซิงก์ เบเกอรี่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ (โทร. 02-100-1234 ต่อ 6485) ช็อกโกแลตและขนมหวานโฮมเมดหลากหลายเมนู อาทิ ช็อกโกแลตอีสเตอร์รูปไข่หลากสีหลายขนาด ช็อกโกแลตอีสเตอร์รูปกระต่ายน้อยน่ารัก เค้กเนื้อนุ่มหอมหวานหลากหลายรสชาติ มาการอง ทาร์ต ครัวซองต์, เอแคลร์ มิลล์เฟย คุกกี้ เป็นต้น เปิดให้บริการ เวลา 07.00-21.00 น. ***

– เดอะ ล็อบบี้ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ (โทร. 02-126-8866 อีเมล : dining.asia@anantara.com) วันอาทิตย์ที่ 16 เม.ย. เพลิดเพลินกับบุฟเฟ่ต์ชายามบ่าย ของว่างคาวและหวาน สัญลักษณ์เทศกาลอีสเตอร์ จิบคู่กับชาสัญชาติฝรั่งเศส มาคริยาจ แฟรส์ รสชาติเอกลักษณ์ อย่าง เอเลฟองต์ บลอง (ช้างเผือก) ลูนรูจ (พระจันทร์สีแดง) และตอมป์ล เดอ โลบ (วัดอรุณ) เคล้าคลอด้วยเสียงเปียโน เวลา 14.00-18.00 น. ในราคาท่านละ 950 บาท++

 

อาหารไทย อร่อยคลายร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490108

อาหารไทย อร่อยคลายร้อน

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หน้าร้อนมาเต็มรูปแบบแล้ว ช่วงนี้เปิดดูตามโซเชียลมีเดีย ก็เจอการเปรียบเปรยความร้อนในตอนนี้เอาไว้หลายๆ อย่าง ยิ่งอ่านยิ่งขำ แต่บ้างก็ว่า ยิ่งอ่านยิ่งร้อน ถึงร้อนแล้วก็อย่าเพิ่งเครียด ไปหาอะไรกินคลายร้อนตามแบบฉบับกินดื่มกันดีกว่า… (ไม่รู้จะทำอะไร ต้องอาศัย Eating Therapy นี่ล่ะจ้า)

หน้าร้อนควรกินอะไรดี ว่ากันว่า ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่ก่อให้เกิดความร้อนในร่างกาย และไม่ทำให้เลือดลมเสียสมดุล อาหารที่จำเป็นก็คือผักและผลไม้สด รวมทั้งการกินโปรตีนจากสัตว์ปีก และควรเน้นอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากๆ ให้พลังงานน้อยๆ และต้องมีไขมันต่ำๆ จะได้ไม่ต้องอาศัยพลังงานในการเผาผลาญมาก ซึ่งจะทำให้รู้สึกร้อนยิ่งขึ้น

โปรตีนที่ย่อยยากไม่เหมาะกับการรับประทานในหน้าร้อน ควรเน้นผักและผลไม้ที่คลายร้อนได้ดี โดยเฉพาะชนิดที่มีน้ำเป็นส่วนผสมเยอะๆ เพื่อที่จะไปชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปจากเหงื่อ เช่น มะเขือเทศ แตงกวา เต้าหู้ ข้าวโพด ผักโขม กีวี หรือแตงโม

อย่างไรก็ตาม ตำราแพทย์จีนบอกว่า ถึงจะเป็นหน้าร้อน แต่จะรับประทานแต่ของเย็นๆ อยู่แต่ในที่เย็นๆ ก็จะทำให้ร่างกายขาดสมดุล ถึงจะควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ความร้อนแก่ร่างกาย เช่น ขิง กระเทียม เนื้อวัว ส้ม มะพร้าว ลิ้นจี่ ต้นหอม หรือหัวหอมใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะกินอะไรร้อนๆ ไม่ได้เลย อย่างคนจีนจะชอบดื่มชาร้อนในหน้าร้อน เพื่อให้เหงื่อออก แล้วยังช่วยแก้กระหายได้อีกด้วย

เมนูร้อนๆ เช่น มะระทรงเครื่อง น่าแปลกที่เป็นยาดับร้อน สามารถช่วยถอนพิษไข้ ยังช่วยแก้กระหายได้อีกด้วย เช่นเดียวกับพืชผักสมุนไพร และเมนูแก้ร้อนในต่างๆ ก็นำมากินคลายร้อนได้ดี ตั้งแต่ น้ำใบบัวบก ใบสะระแหน่ แตงโม ใบเตย ตะไคร้ กระเจี๊ยบ ฯลฯ ที่ช่วยดับกระหายและคลายความร้อนในร่างกาย

ใครยังนึกไม่ออกว่าจะหาทาง (กิน) คลายร้อนได้ที่ไหน ลองไปเช็กอินความอร่อย ที่อีทไทย ชั้น LG เซ็นทรัลเอ็มบาสซี ที่ช่วงนี้เขามีเทศกาลคลายร้อน “เย็นฉ่ำชื่นใจ อาหารไทยคาว-หวาน” ที่ได้รวบรวมสุดยอดอาหารไทยหารับประทานยาก พร้อมด้วยกิจกรรมสุดพิเศษเฉพาะช่วงเดือน เม.ย.นี้เท่านั้น

โดยเฉพาะวันนี้-16 เม.ย. พบกับหลากหลายเมนูคาวหวานคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นเมนูไอศกรีมหลากรส ทำสดใหม่ทุกวัน ปราศจากสารกันบูดและน้ำตาล อาทิ ไอศกรีมมะม่วง ที่ใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและมะม่วงอกร่องให้รสหวาน อมเปรี้ยวกินแล้วชื่นใจ, ไอศกรีมลิ้นจี่ ใช้ลิ้นจี่สดจากสมุทรสงคราม ได้รสชาติลิ้นจี่กันเต็มๆ, ไอศกรีมทุเรียน ใช้เนื้อทุเรียนหมอนทองมาตี ทำให้ได้รสชาติของทุเรียน ทั้งกลิ่นและรส ใครชอบกินทุเรียนรับรองฟินสุดๆ ไอศกรีมมะพร้าว ก็ใช้มะพร้าวสดๆ หวานกลมกล่อมชื่นใจ ใครชอบชาไทยสุดเข้มข้น ก็มีเสิร์ฟในรูปแบบไอศกรีมด้วยเช่นกัน

งานนี้ ยังมีทองม้วนสอดไส้จากแบรนด์ เอ้ก เอเลแฟนต์ คิง (EK Elephant King) สุดพรีเมียม ที่ผ่านการปรับสูตรและคิดค้นไส้ต่างๆ จนอร่อยถูกปากบรรดาคนรักขนมไทยถึง 10 รสชาติ  มีให้เลือกอร่อยทั้งแบบโรลสอดไส้และแบบแผ่นสอดไส้ ใครอยากมาชิมแบบปิ้งร้อนๆ จากเตา ก็มาชิมได้ที่อีทไทยด้วย

สำหรับ โซนมุมอร่อย ที่จัดอาหารจากร้านเด็ดๆ ผลัดเปลี่ยนกันทุกๆ 2 สัปดาห์ ซึ่งครั้งนี้ยกเจ้าเด็ด เจ้าดังอย่างร้าน “กระบอกแก้ว ปลาเผาในกระบอกไม้ไผ่” เจ้าแรกดั้งเดิม จากตลาดคลองลัดมะยม ซึ่งเมนูสุขภาพของร้านที่แนะนำว่าต้องลองคือ “ปลาช่อนกระบอก” ซึ่งทางร้านเลือกกระบอกไม้ไผ่สีสุก ให้กลิ่นหอม พร้อมด้วยปลาช่อนคัดขนาด หมักกับสมุนไพรปรุงรสสูตรเฉพาะของทางร้าน เผาด้วยไฟอ่อนให้ค่อยๆ ระอุ สุกอย่างช้าๆ ทำให้เนื้อปลามีความนุ่มและไม่สูญเสียรสชาติและสารอาหารในเนื้อปลา เสิร์ฟพร้อมผักสดๆ จานใหญ่ และน้ำจิ้มรสเด็ด

นอกจากนี้ ร้านดังยังนำเมนู “ไก่กะเต๊ด” (ของอร่อยจากเมืองโคราช) หรือไก่เขย่าในภาษาไทยภาคกลาง ที่ใช้ไก่บ้านแท้อ่อน เนื้อนุ่ม นำมาปรุงรสตามสูตรของทางร้าน รับประทานคู่กับน้ำจิ้มรสจัดจ้าน, เมี่ยงปลาดุกย่างไร้ก้างและข้าวหน้าปลาดุกไร้ก้าง หมักสูตรน้ำซอสของทางร้านและนำมาย่างจนสุก ที่พร้อมเสิร์ฟมาให้ลิ้มลองกัน

สำหรับคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว พลาดไม่ได้กับร้าน “โจโฉ ก๋วยเตี๋ยวหมูตำลึง (สูตรโบราณ)” อร่อยแบบไม่ต้องปรุง กับเมนูเด็ดพร้อมเสิร์ฟมากมาย อาทิ ก๋วยเตี๋ยวโจโฉซีฟู้ด กุ้งสด ปลาหมึกสด หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ เสิร์ฟพร้อมไข่ต้มยางมะตูม ราดด้วยซอสต้มยำน้ำข้นโจโฉ รับรองว่าอร่อยจนต้องสั่งเพิ่ม!

ต่อด้วยความอร่อยแบบสวยๆ สไตล์ชาววัง ที่มีเสิร์ฟไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. นู่นเลย กับเมนูข้าวแช่ ต้นตำรับดั้งเดิม สูตรเฉพาะของอีทไทย ที่ครบครันด้วยเครื่องเคียง ทั้งลูกกะปิทอด, พริกหยวกห่มสไบสอดไส้หมูและกุ้ง, หัวไชโป๊วหวาน, หัวหอมสอดไส้ปลาแห้ง, ปลาช่อนผัดหวาน, หมูสับ-ปลากุเลาแห้งเค็มและพิเศษด้วยปลายี่สนผัดหวาน และถ้าจะให้รับประทานแบบถูกวิธีแนะนำให้ตักเครื่องเคียง แล้วตามด้วยข้าวและน้ำลอยดอกไม้ รับประทานคู่กับเครื่องเคียง บอกเลยทั้งหอมอร่อยและกลมกล่อมคลายร้อนแบบสุดๆ

เชฟบอล-ไพบูลย์ เชิญกลิ่นพุฒิ ผู้ช่วยเชฟแห่งอีทไทย บอกว่า มีเสิร์ฟแบบ เอ็กซ์คลูซีฟวันละ 80 ชุดเท่านั้น โดยข้าวแช่ที่นี่เป็นสูตรจากวังหญิง ที่อาศัยกรรมวิธีแบบโบราณในการทำโดยมีการลอยดอกกระดังงา, มะลิ และกุหลาบมอญ ก่อนอบควันเทียน โดยหุงข้าวแบบกำลังดี เพื่อให้เมล็ดออกมาเรียงสวย

“แต่ละส่วนผสมเราใส่ใจมาก อย่างพริกหยวกสอดไส้ เราคัดไซส์ 15 ชิ้นต่อ 1 กิโล คว้านเม็ดออกแล้วสอดไส้กุ้งกุลากับหมูสับ ที่ตีแบบทอดมันจนเหนียว ปรุงรสด้วยเกลือทะเล น้ำตาลทราย พริกไทย รากผักชี กระเทียม หรุ่มข้างนอกก็ใช้ไข่ไก่ผสมกับไข่เป็ด ใส่น้ำลอยดอกมะลิ น้ำส้มสายชู ใส้ตะแกรงตาถี่ ทอดในไฟอ่อนๆ เพื่อให้ออกมาสวยงาม

ส่วนหอมแดงสอดไส้ เราใช้ปลากุเลาผสมกับเนื้อหมูเคล้ากับเครื่องเทศ คว้านไส้หอมออกยัดเนื้อสัตว์เข้าไปแทนแล้วทอด หอมที่เราคว้านออกมาก็นำมาซอย โรยหน้าปลากุเลากับหมูหวานได้สวยๆ อีกด้วย ส่วนปลากุเลานี่เราใช้ความเค็มจากปลาโดยไม่ต้องใส่เกลือเพิ่มเลย ปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนดชนิดเนื้อแข็ง ที่เหมาะกับการทำอาหารคาวครับ”

เมนูข้าวแช่อีทไทย หากใครต้องการกินคลายร้อน แต่ขี้เกียจเดินทางมายังเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ยังสามารถสั่งผ่านเว็บ/แอพ ฟู้ดแพนด้า (Food Panda) และไลน์แมน (Line Man) ได้ด้วย รอแค่ 35 นาทีเท่านั้นก็ได้กิน โดยทางอีทไทยไม่ชาร์จราคาเพิ่ม

นอกจากข้าวแช่แล้ว ยังมีเมนูแตงโมปลาแห้ง ซึ่งเชฟบอลบอกว่าใช้สูตรของ ม.ล.เนื่อง (นิลรัตน์) ที่นำเอาเนื้อปลาช่อนนา มานึ่ง ยี แล้วก็ทอด ปรุงรสด้วยหอมเจียว น้ำตาลทราย และเกลือ กินคู่กับแตงโมจินตหราจาก จ.นครปฐม ทำเสิร์ฟแค่ 10 ที่ต่อวันเท่านั้น ส่วนอีกเมนูที่อยากนำเสนอคือ กล้วยทอดอีทไทย สูตรนางเลิ้ง ที่เชฟบอลการันตีความกรอบนาน 5 ชั่วโมง ด้วยสูตรพิเศษที่ปรับปรุงมาจากกล้วยแขกนางเลิ้ง มีเสิร์ฟเฉพาะที่อีทไทยเท่านั้น อ้อ… แล้วยังมี ลูกลานลอยแก้ว ที่ร่ำลือว่า 50 ปีจึงจะออกลูกสักครั้ง รสชาติเหมือนลูกชิดผสมกับลูกตาล ใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็ง เย็นอร่อยชื่นใจแน่ๆ

จัดให้ จัดเต็มขนาดนี้ อย่าลืมแวะมาเช็กอินความอร่อยกับเมนูดับร้อน “เย็นฉ่ำชื่นใจ อาหารไทยคาว-หวาน” ที่ อีทไทย ชั้น LG เซ็นทรัล เอ็มบาสซี  โทร. 02-160-5995

 

บัวลอยเกตุแก้ว กินแล้วติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490107

บัวลอยเกตุแก้ว กินแล้วติดใจ

โดย…แมงโก้หวาน

วันนี้พาไปชิมขนมไทยโบราณที่คนไทยคุ้นเคยดีก็คือบัวลอย คราวนี้เป็น “บัวลอยเกตุแก้ว” ของ พรรณี ทรัพย์ไตรธรณี ที่เปิดขายมาประมาณ 8 ปี แต่ชื่อเสียงและความอร่อยเหมือนดังมาแล้วสัก 80 ปีเลยครับ

“เริ่มจากชอบกินบัวลอยมาก เห็นขายที่ไหนต้องซื้อกลับบ้าน ต่อมาจึงลองทำขาย พลิกแพลงสูตรไปมาเรื่อยๆ จนได้บัวลอยที่ใช่ โดยจุดเด่นของเราอยู่ที่กะทิซึ่งจะหอมมาก รสเค็มนำหวานตามแต่ไม่หวานแหลม กลมกล่อม กินลื่นคอ ไม่เลี่ยน” เจ้าของร้านเล่าคร่าวๆ

ใครกินเป็นต้องกลับมาซ้ำอีก เราจึงพิสูจน์ก็รู้ว่าร้านใช้เครื่องเคียง 4 ชนิด ได้แก่ เผือกที่นำไปนึ่งจนได้ที่ ฟักทองนำไปเชื่อมแต่ไม่หวานมาก ข้าวโพดต้มที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการกิน มะพร้าวอ่อนที่ช่วยเติมความหอมให้กับบัวลอย โดยมะพร้าวจะเวฟนิดหนึ่งเพื่อเพิ่มความหอม

สำหรับไข่ ทางร้านใช้ไข่หวานและไข่เค็ม ไข่หวานนำไปลวกก่อนในน้ำเชื่อมด้วยเวลาที่พอเหมาะ ทำให้ออกมาเป็นยางมะตูมกำลังดี ไม่เละและไม่แข็งจนเกินไปจึงน่ากิน ส่วนไข่เค็มเลือกเฉพาะไข่แดง มันแต่ไม่เค็มมาก รสชาติพอดีและไม่คาว

สูตรน้ำกะทิ เลือกใช้เฉพาะหัวกะทิก่อนนำไปเคี่ยว ผสมเกลือเพิ่มความกลมกล่อม ผสมกับน้ำหวานที่ใช้น้ำตาลทรายสูตรของร้านจึงออกหวานพอดี มีความมัน เข้มข้น อร่อยและมีกลิ่นหอม โดยจะมีกลิ่นใบเตยเจืออยู่ด้วย ขณะที่แป้งเลือกใช้แป้งข้าวเหนียว มีด้วยกันทั้งหมด 5 สี คือ อัญชัน ใบเตย แครอต ฟักทอง บีตรูต จึงทำให้แป้งเต็มไปด้วยสีสันต่างๆ น่ารับประทาน และแป้งก็มีความเหนียวนุ่มกำลังดี เคี้ยวง่าย ไม่ติดฟัน ราคาธรรมดา 20 บาท ไข่หวาน 30 ไข่เค็ม 30 บาท

ถ้ามาละแวกนี้จะกลับไปซ้ำอีกครับ ร้านอยู่บนถนนตะนาว ฝั่งเดียวกับศาลเจ้าพ่อเสือ ถึงก่อนศาลฯ (ทางวันเวย์) อยู่ตรงข้ามปากซอยตรอกนารา เปิดขายเวลา 12.00-21.00 น. หยุดวันจันทร์ โทร. 09-7110-5549

 

 

โคคา เรสเทอรองต์ ความอร่อยไม่ได้มีแค่เรื่องสุกี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/490106

โคคา เรสเทอรองต์ ความอร่อยไม่ได้มีแค่เรื่องสุกี้

โดย…ภาดนุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

จุดกำเนิดของโคคาเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 ก่อตั้งโดย ศรีชัย-ปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ ชาวไทยเชื้อสายจีนกวางตุ้ง ซึ่งอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

ด้วยความที่มีฝีมือการทำอาหารที่พิถีพิถันและละเมียดละไม ทำให้ทั้งคู่เริ่มหาช่องทางการสร้างธุรกิจโดยเริ่มจากเปิดร้านเพิงสังกะสีเล็กๆ ขนาด 10 ที่นั่ง เมื่อกิจการไปได้ดีจึงขยายเป็นร้านอาหารจีนกวางตุ้ง 20 ที่นั่ง ต่อมาจึงย้ายไปเปิดร้านใหม่ซึ่งมีพื้นที่กว้างขึ้นถึง 40 ที่นั่ง จนกลายมาเป็นภัตตาคารโคคาแห่งแรกในเมืองไทย บนถนนสุรวงศ์อย่างในปัจจุบันนี้

ในเวลาต่อมา ศรีชัยได้นำเมนูสุกี้กวางตุ้งเข้ามาให้บริการเป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดยดัดแปลงจากวิธีดั้งเดิมที่เสิร์ฟทุกอย่างรวมกันมาในจานใหญ่ ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และผัก โดยเปลี่ยนมาแยกเสิร์ฟเป็นจานเล็กๆ แทน แล้วที่นี่ยังเป็นเจ้าแรกที่นำเตาแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเตาอินดักชั่น มาใช้ปรุงสุกี้อีกด้วย

โคคาในยุคแรก เริ่มต้นขึ้นในปี 2527 เมื่อ พิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 เข้ามาบริหาร ด้วยวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ ทำให้ภัตตาคารโคคาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากสาขาแรกจึงขยายไปตามย่านสำคัญต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่แค่นั้นโคคายังได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศด้วย ปัจจุบันจึงมีสาขาอยู่ทั่วทุกแบรนด์ อาทิ แมงโก้ ทรี ไชน่าไวท์ ฯลฯ ซึ่งเปิดที่ญี่ปุ่นถึง 19 สาขา

สำหรับ โคคา เรสเทอรองต์ สาขาแรกย่านสุรวงศ์ ที่นี่ได้รับการตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น ไชนีส มีฝาไม้ฉลุลาย กำแพงหินอ่อน และแชนเดอเลียร์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ตัวร้านมีด้วยกัน 3 ชั้น บรรยากาศโปร่งสบายน่านั่ง

นอกจากเมนูสุกี้ที่มีน้ำซุปให้เลือกถึง 5 ชนิดแล้ว ยังมีเมนูหมูหันฮ่องกง+หมั่นโถว เป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดง และที่นี่ยังโดดเด่นเรื่องเมนูอะลาคาร์ตต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย แถมยังโดดเด่นด้วยเมนูติ่มซำสไตล์ฮ่องกงที่มีรสชาติและหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ให้เลือกเกือบ 20 เมนู อาทิ ขนมผักกาดเจี๋ยนซอสเอ็กซ์โอ ก๋วยเตี๋ยวหลอดหมูแดง เปาะเปี๊ยะอโวคาโด ปาท่องโก๋ทอด ขนมจีบกุ้ง ซาลาเปาหมูแดงอบ ซาลาเปาลาวาไส้คัสตาร์ด เกี๊ยวซ่าเจี๋ยน ฮะเก๋ากุ้ง (ติ่มซำมีบริการที่สาขาสุรวงศ์, สยามสแควร์ซอย 7 และสุขุมวิท 39)

ด้วยวัฒนธรรมของชาวจีนที่สืบต่อกันมา เมื่อกินติ่มซำทีไรก็ต้องจับคู่กับน้ำชาทุกครั้ง ทางร้านจึงได้นำเข้าชาชั้นดีจากจีน เช่น จินชวน เซ่าเหมย ผู่เอ๋อร์ และชามะลิเก๊กฮวย ซึ่งชาแต่ละชนิดล้วนดีต่อสุขภาพทั้งสิ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโคคาบรรจงเลือกสรรแต่สิ่งดีๆ เพื่อลูกค้าให้สมกับชื่อเสียงที่สั่งสมมากว่า 60 ปีแน่นอน (ราคาอาหาร 88-2,000++บาท)

โคคา เรสเทอรองต์ สาขาสุรวงศ์ อยู่ที่ซอยทานตะวัน เปิดบริการทุกวัน 11.00-24.00 น. วันจันทร์-ศุกร์ (พักเบรก 14.00-17.00 น.) โทร. 02-236-0107 FB : Coca Restaurant Thailand และ IG : Cocarestaurant