จับคู่ชีสกับอาหาร ความอร่อยที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493375

จับคู่ชีสกับอาหาร ความอร่อยที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

เมื่อวัฒนธรรมทางอาหารเปิดกว้างขึ้น คนไทยเราก็เข้าใจหรือรู้จัก “ชีส” มากขึ้น ทั้งในฐานะอาหารแสนอร่อย ซึ่งมาพร้อมเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคมของยุโรปรวมอยู่ในนั้น

และเพื่อให้ชีสใกล้ชิดสนิทสนมกับคนไทยมากยิ่งขึ้นไปอีก องค์กรส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากนมประจำประเทศฝรั่งเศส ด้วยการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ได้จัดเวิร์กช็อป “Open Your Taste with European Cheese” ขึ้น โดยจัดมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว เพื่อให้ชาวไทยได้ลองลิ้มชิมชีส รวมทั้งเรียนรู้เรื่องการจับคู่ชีสกับอาหาร ขนม ผลไม้ หรือเครื่องดื่ม งานนี้นอกจากจะได้รับประทานอาหารอร่อยแล้วยังทำให้ทุกคนกลายเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงเก๋ไก๋ได้ไม่ยาก

ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โลร็อง พูส ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ อาหาร เครื่องดื่ม และชีส ของเดอะมอลล์กรุ๊ปมาทำเวิร์กช็อปโดยนำชีสจากยุโรปนานาชนิด พร้อมด้วยอาหาร ผลไม้สด ผลไม้แห้ง เครื่องเทศ ถั่ว ฯลฯ ซึ่งสามารถรับประทานคู่กับชีสแต่ละชนิดมาด้วย โลร็อง พูส ยังได้สาธิตการทำเมนูอาหารง่ายๆ รสชาติดีที่มีชีสเป็นส่วนประกอบคือ เมนู Croq with a Twist ซึ่งมีชีสคองเตเป็นส่วนประกอบ และเมนู Baked Farm Camembert ที่ใช้ชีสกามองแบร์เป็นส่วนประกอบ

โลร็อง พูส กล่าวว่า อาหารคือ รูปแบบหนึ่งของการแบ่งปัน “มีสิ่งหนึ่งที่คนไทยและคนยุโรปมีเหมือนกัน นั่นคือความรักที่มีต่ออาหารและการแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นให้กันและกัน”

ถึงแม้ว่าชีสจะผลิตได้ในหลายภูมิภาคของโลก แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดต้องยกให้กับยุโรป ซึ่งในแต่ละปีนั้นผลิตชีสออกมาเกือบ 1 หมื่นตัน ชีสจากทวีปยุโรปมีมากกว่า 1,200 ชนิด เกิดจากการนำนมมาผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กวน ทำให้ข้นแข็ง ทำเป็นก้อน นวดปั้น หยด ทำให้เค็ม กลั่นสกัด ฯลฯ ชนิดของชีสแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ Fresh and Spun Cheese (ชีสทำสดใหม่ ไม่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่ง เช่น มอสซาเรลลา ฯลฯ), Soft Cheeses with Bloomy Rind, Washed Rind, Natural Rind (ชีสนิ่มที่ผ่านการบ่ม ชีสซึ่งนำสารต่างๆ มาล้างผิวนอก ชีสที่ปล่อยผิวด้านนอกให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างเช่น กามองแบร์ บรี ทาเลจิโอ ฯลฯ) Veined Cheese (ชีสที่มีลายเส้นแทรก ชีสที่มีการใส่สปอร์ของเชื้อราสีเขียวสีน้ำเงินชนิดกินได้ลงไป อย่างเช่น เบลอ โดแวร์ญ, โร้กฟอร์, กอร์กอนโซลา เป็นต้น) Pressed Cheese Cooked and Uncooked (ชีสแบบกดอัด แบบปรุงและไม่ปรุงแต่ง อย่างเช่น คองเต เอมมองตัล โบฟอร์ พาเมซาน ฯลฯ) Processed Cheese (ชีสที่ผ่านกรรมวิธี) เป็นต้น

เพราะว่า ชีสมีมากมายหลากหลายทำให้การเลือกชีสเป็นโจทย์ที่ยากมาก หนึ่งในวิธีการเลือกก็คงต้องลองชิมดูก่อน โลร็อง พูส จึงแนะนำ 4 ขั้นตอนในการชิมชีส คือ ดู สัมผัส ดมกลิ่น และชิมรส “เหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องเพลิดเพลินไปกับการช่วงเวลาแห่งการรับประทานชีส” ง่ายๆ เพียงแค่ชีสหนึ่งชิ้น ขนมปังหนึ่งแผ่น ตามด้วยไวน์หนึ่งแก้ว

ในการเสิร์ฟชีสให้แขกนั้นเจ้าภาพต้องเสิร์ฟชีสเป็นเลขคี่เสมอ การตัดชีสนั้นเป้าหมายเดียวคือ ตัดอย่างเป็นธรรม! สามารถตัดเป็นรูป 3 เหลี่ยมออกมาจากใจกลางของชีส ตัดชีสออกตามแนวรอยล้อ ตัดชีสตามลายแทรก เป็นต้น การตัดชีสไม่ควรใช้มีดฟันปลาหนาหรือมีดที่ใช้ในห้องอาหารปกติ เพราะชิ้นชีสจะฉีกขาด เกิดรอยไม่สวยงาม สำหรับชีสเนื้อนุ่มนิ่ม ควรเลือกใช้มีดพิเศษซึ่งมีปลายงอนขึ้น มีฟันคมมากพิเศษทำให้ชีสไม่ติดใบมีด ส่วนมีดสำหรับฮาร์ดชีสนั้นจะมีด้ามจับทั้งสองด้าน ใช้ตัดแบบกดลง มีดอีกหนึ่งชนิดสำหรับชีสเนื้อแข็งคือ มีดขูดเนื้อชีสออกจากก้อนเป็นชิ้นๆ ส่วนมีดสำหรับบลูชีสนั้นจะให้อุปกรณ์เรียกว่า ไลรา (Lyra) เหมือนที่ใช้กับฟัวกราส์มาตัด

อาหารที่เลือกมารับประทานคู่กับชีสสำคัญ เพราะช่วยทำให้ลักษณะเฉพาะตามธรรมชาติของชีสแต่ละชนิดโดดเด่นออกมามากขึ้น เช่นเดียวกับไวน์ เพราะไม่ใช่ว่าไวน์ทุกชนิดที่จะเข้าคู่กันดีกับชีส “ชีสรสชาติอ่อนจะเข้ากันได้ดีกับไวน์ที่มีรสชาติอ่อน ชีสที่มีกลิ่นและรสชาติแรงจะกลมกล่อมมากขึ้นหากดื่มคู่กับไวน์ที่มีรสเข้ม” โลร็อง พูส บอก ไม่แค่ไวน์ เครื่องดื่มอื่นๆ เช่น เบียร์ ไซเดอร์ วิสกี้ ฯลฯ ก็สามารถเลือกจับคู่กับชีสที่ชอบได้

การจับคู่กับไวน์นั้น ไวน์ขาวที่ทำจากองุ่นชาร์ดอนเนย์ โซวินญอง หรือไวน์โซแตร์นเหมาะกับเอมมองตัล ชีสนมแพะ คองเต โร้กฟอร์ และบลูชีส ส่วนแชมเปญแพร์ริ่งกับบรี ไวน์หวานกับบลูชีส ไวน์แดงกับคัมโบโซลา ไวน์แดงจากองุ่นกาเมย์กับ Rondele ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น ปอร์โต ไซเดอร์ คอนญัก ก็ไปกันได้กับ บรี กามองแบร์ คอร์สิกา มิโมแลนท์ เป็นต้น

ด้วยความหลากหลายของชนิดอาหารที่เพิ่มมากขึ้นในไทย ทำให้การบริโภคชีสสูงขึ้น ร้านอาหารและบุฟเฟ่ต์ในโรงแรมต่างก็มีการนำชีสมาเสิร์ฟทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการรับประทานชีสมากขึ้น

ชีสเลิฟเวอร์หรือคนที่อยากรู้จักชีสมากขึ้น ระหว่างวันที่ 15-20 พ.ค.นี้ ที่ห้องอาหารสการ์เล็ต บนชั้น 37 ของโรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) ผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตชีสชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส เจอราร์ด พูลลาร์ด จะนำคอลเลกชั่น Fromages de France 2017 ซึ่งประกอบด้วยฟาร์มชีสชั้นดีกว่า 80 ชนิด ส่งตรงจากฝรั่งเศสมานำเสนอ ไฮไลต์ของชีสปีนี้คือ Brie aux Truffes, Beaufort ete AOP, Saint-Nectaire Fermier, Pelardon Fer Mounier AOC, Camembert Jort ฯลฯ ห้องอาหารสการ์เล็ตเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 09-6860-7990 อีเมล scarlettbkk@randblab.com หรือเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/Scarlettwinebarbangkok

อีกหนึ่งชีสมาสเตอร์จากฝรั่งเศส แพทริซ มาร์กชองด์ จากประเทศฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีส ซึ่งดูแลกิจการผลิตชีสของครอบครัวมายาวนาน จะนำเสนอชีสคุณภาพเยี่ยมรับประทานคู่ไวน์ ในคืนวันศุกร์ที่ 5 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 19.00-21.00 น. ที่ มิกโซ บาร์ ชั้น 9 โรงแรมโซ โซฟิเทล แบงค็อก สอบถามโทร. 02-624-0000 หรืออีเมล์ h6835-fb3@sofitel.com

และตลอดเดือน พ.ค.-มิ.ย. ที่ เซสท์ บาร์ แอนด์ เทอเรส ชั้น 7 โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ก็เอาใจคนรักชีสด้วยชุดน้ำชายามบ่าย “ชีส เลิฟเวอร์ ไฮที” ดื่มชาคุณภาพดีกับขนมปังบรียอชกับชีสนมแพะ ชีสบอลสอดไส้วอลนัตและซอสส้มเขียวหวาน ฯลฯ ให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-18.00 น. และทุกค่ำคืนวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 18.30-20.30 น. พบกับบุฟเฟ่ต์ไวน์แอนด์ชีส สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร. 02-207-8000 หรืออีเมล  zest.bangkok@westin.com

ชีสอาจจะยังไม่ได้กลายมาเป็นอาหารหลักประจำวันของชาวไทยในเร็ววันนี้ แต่เพราะความอร่อยที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ มาทำความรู้จักกับชีสให้สนิทสนมขึ้นดีกว่า … เซย์ชีส

 

อิ่มอร่อยข้าวเหนียวมะม่วง ร้านป้าเหนียง เมืองสุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493367

อิ่มอร่อยข้าวเหนียวมะม่วง ร้านป้าเหนียง เมืองสุรินทร์

โดย…นพรัตน์ กิ่งแก้ว

อานิสงส์อากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับหวานเย็นคลายร้อนยอดขายพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะไอศกรีม ทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ดังระดับโลก มียอดขายดีเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับ ร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงของปัญญา นับวันดี หรือร้านป้าเหนียง ตั้งอยู่เยื้องศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ถนนหลักเมือง ต.ในเมือง จ.สุรินทร์ มียอดขายพุ่งทะลุวันละกว่า 1 หมื่นบาทเลยทีเดียว

ป้าเหนียง บอกว่า ร้านแห่งนี้เปิดขายมานานกว่า 30 ปี ในช่วงฤดูร้อนทุกปี ยอดขายข้าวเหนียวมะม่วงจะขายดีเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเมนูยอดฮิตของชาวสุรินทร์ โดยปัจจุบันข้าวเหนียวมะม่วง ปรุงขายหลากหลายเมนู เช่น ข้าวเหนียวมูนหน้าสังขยา และข้าวเหนียวมูนหน้าปลาช่อน เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ลูกค้าที่ชื่นชอบ

“นอกจากข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว ยังมีการจำหน่ายลอดช่องสิงคโปร์ นวดแป้งด้วยมือเอง ไม่ได้ซื้อสำเร็จเหมือนเจ้าอื่นๆ ขายในราคาแสนถูก รสชาติโดนใจ ส่วนมะม่วงสุก สด สะอาด ข้าวเหนียวมูน
ใบเตย หวานมัน คัดอย่างดี กะทิสดคั้นเอง เริ่มต้นเพียง 20 บาทเท่านั้น”

ป้าเหนียง บอกต่อว่า เริ่มเรียนรู้วิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วงจากแม่ย่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทำข้าวเหนียวมะม่วงต้องคัดเลือกกะทิสดอย่างดี วันหนึ่งใช้กะทิประมาณ 14 กิโลกรัม ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จาก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ และอกร่อง จากตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มาขายแยกเป็นชุดละ 50 บาท ขายมะม่วงเป็นกิโลกรัมๆ ละ 180 บาท ข้าวเหนียวมูนครึ่งกิโลกรัม ขายในราคา 90 บาท ถ้าซื้อข้าวเหนียวมูนเป็นกิโลกรัม ก็ขายในราคา 180 บาท

หากมาเที่ยวเมืองสุรินทร์ อยากรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงคลายร้อน ลองแวะเวียนไปรับประทานได้ ร้านตั้งอยู่ถนนหลักเมือง ต.ในเมือง จ.สุรินทร์ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น

 

แซ่บๆแสบทรวง ยำชะอมกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493364

แซ่บๆแสบทรวง ยำชะอมกรอบ

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ผู้เขียนติดนิสัยชอบท่องเที่ยวไปเสียแล้ว อยู่ติดบ้านไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวๆ ต้องหาเรื่องไป จุดประสงค์ของการท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องอะไรนอกเสียจากเรื่องกิน ออกนอกพื้นที่เดิมเป็นไม่ได้สำรวจหาร้านอร่อยไว้เป็นแถวยาวแล้วตามล่าร้านท้องถิ่น ลอกการบ้านคนอื่นบ้าง ทดลองเดินดุ่มๆ เข้าไปบ้าง

ล่าสุดไปเชียงใหม่ มีโอกาสไปพักที่ “วิลล่ามหาภิรมย์” โรงแรมขนาดเล็กแต่อัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจเรื่องของสไตล์การตกแต่ง ได้ชมและพักบ้านเรือนไทยสวยๆ อายุเป็นร้อยปีที่ท่านเจ้าของโรงแรมไปเก็บสะสมไว้ จนในที่สุดนำมาปรับประยุกต์เป็นโรงแรมเก๋ที่สงบ สวยงาม มีเสน่ห์เปี่ยมล้น

นอกจากห้องพักสวยเก๋แล้ว อาหารยังอร่อยมาก หลายๆ จานเป็นอาหารที่ไม่เคยรับประทานที่ไหนมาก่อนอย่างข้าวเหนียวผัดมหาภิรมย์ ข้าวเหนียวผัดมากับสมุนไพรกรอบหลายชนิด ติดรสเผ็ดพริกขี้หนูที่เข้ากันดีกับรสชาติเค็มๆ หวานๆ กินอีก 3 ครั้งก็น่าจะยังแกะสูตรไม่ออกเพราะเครื่องเคราเยอะเหลือเกิน

อีกเมนูที่ทุกคนที่ร่วมโต๊ะต่างติดใจคือ ยำชะอมทอด ยอดชะอมที่เด็ดมาเป็นช่อคลุกแป้งน้อยๆทอดจนกรอบเบา ราดด้วยน้ำยำที่รสชาติคล้ายกับน้ำราดข้าวตังหน้าตั้งที่มีหมูสับรวน เพียงแต่เพิ่มเค็ม เปรี้ยว หวาน ให้เข้มข้นแบบน้ำยำ ติดใจจนผู้เขียนต้องกลับมาทดลองแกะสูตรเองที่บ้าน เพราะน้ำราดที่รสชาติเข้ากับกับชะอมกรอบๆ

อาหารจานนี้อาจจะหลุดจากหลักการกินอาหารหน้าร้อน เพราะมีทั้งอาหารทอดคือชะอมชุบแป้งทอด แต่ต้องยอมเพราะกรอบและเบา ทอดในน้ำมันร้อนๆ ไฟกลางๆ น้ำมันท่วมๆ จะไม่อมน้ำมันนัก ประกอบกับน้ำราดที่มีส่วนผสมของกะทิ อาจจะผิดหลักของการงดของมัน แต่ด้วยการปรุงที่จัดจ้าน มีความหอมของน้ำตาลโตนดดีๆ ตัดรสความเลี่ยนด้วยน้ำมะขามเปียกเปรี้ยวๆ และขาดไม่ได้น้ำปลาดีๆ ที่จะช่วยชูรสให้น้ำยำสูตรกะทิสดนี้จัดจ้านจนหยุดตักชะอมกรอบเข้าปากตาม เข้ากับอาหารหน้าร้อนเพราะรสชาติช่วยให้เจริญอาหารเป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หมูสับเท่านั้น ยังปรับเปลี่ยนไปได้โดยผสมกุ้งสดสับละเอียด หรือจะเลือกเป็นกุ้งเพียงอย่างเดียว ถ้าบอกลาเนื้อสัตว์สองชนิดนี้ยังปรับเปลี่ยนเป็นปลาสดสับละเอียด หรือแม้กระทั่งเนื้อไก่บดก็ใช้ได้

ยำชะอมกรอบ

ส่วนผสม ชะอมชุบแป้งทอด

ชะอม เด็ดเอาแต่ยอด 2 ถ้วย

แป้งชุบทอด 1 ถ้วย

น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสม น้ำยำ

พริกไทยขาว 1 ส่วน 4 ช้อนชา

รากผักชี 1 ราก

กระเทียมกลีบใหญ่ 2-3 กลีบ

น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

หอมแดง สับหยาบ 2 ลูก

หมูสับ 2 ขีด

หอมแดง ซอยบาง 2 ลูก

กะทิกล่อง 150 มล.

น้ำสะอาด 100 มล.

น้ำมะขามเปียกคั้น 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บ 2-3 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลิสง คั่วและโขลกหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนู 4-6 เม็ด

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา

วิธีทำ

เริ่มจากทำน้ำยำ : โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด ตั้งกระทะเติมน้ำมันพืชลงไป ผัดเครื่องให้หอม เติมหอมแดงสับหยาบลงไปผัดที่ไฟอ่อนให้ใส

เติมหมูสับลงไปผัดให้สุก เติมกะทิลงไปพร้อมกับหอมแดงซอยบางๆ ตามด้วยถั่วลิสง

ปรุงรสด้วยน้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ยกลงจากเตา

เติมน้ำพริกเผา น้ำมะนาวและพริกขี้หนูลงไป โรยหน้าด้วยหอมเจียว

สำหรับชะอม : ตั้งกระทะให้ร้อน เคล้าแป้งกับชะอมตบแป้งออกให้ติดบางๆ จากนั้นทอดชะอมทีละน้อย ตักขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงสะเด็ดน้ำมัน พักให้คลายความร้อนชะอมจะกรอบขึ้น

ใส่ชะอมลงในจาน แยกน้ำยำใส่ถ้วย เวลาจะกินให้ตักชะอมแล้วราดด้วยน้ำยำเป็นคำๆ ไปจะอร่อยที่สุด

 

‘Thamna-ทำนา’ อาหารมังฯ อร่อยเท่ ไม่บาป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/492478

‘Thamna-ทำนา’ อาหารมังฯ อร่อยเท่ ไม่บาป

โดย…สิทธิปูทะเลย์

มีร้านมังสวิรัติเก๋ๆ อร่อยๆ มาฝาก ต้องขอบอกว่าให้ลืมภาพอาหารมังสวิรัติที่ภาพลักษณ์มีแต่ผักเขียวๆออกไปก่อน จากนั้นสองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวตามข้าพเจ้ามา เพราะหลังจากนี้เราจะอิ่มเอมกับสารพัดเมนูที่แสนงาม

ร้านนี้เรียกว่าเป็นม้านอกสายตาของกลุ่มก๊วนอิฉันมากๆ เนื่องจากนิยมมาทำบุญที่วัดเอี่ยมวรนุช แยกแบงก์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยมานาน กลุ่มก๊วนมักจะทานแต่ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ละแวกเทเวศร์บ้าง ตลาดบางลำพู ไม่เคยจะรู้ว่ามีร้านเก๋ๆ นี้ซ่อนอยู่ริมถนน จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ใจดีชวนไปทาน

พวกเราเริ่มจานเรียกน้ำย่อยด้วยส้มตำ จากกลุ่มนิยมปลาร้า วันนี้งด เป็นส้มตำไทยใส่ถั่ว รสชาติออกเปรี้ยวหวาน แต่กรุบกรอบด้วยถั่ว อืม… ไม่เข้าทางเพราะไม่เผ็ดตามความคุ้นเคย แต่หลายคนบอกอร่อย จานนี้ถือเป็นตามใจชอบ แต่ไม่ผ่านสำหรับอิฉันเพราะชืดเกินไป

แต่จานนี้สิเด็ด สลัดผักย่าง สารพัดผัดสีสวยย่างมาหอมกลิ่นจรุงใจมาเลย ทั้งซูกินี มะเขือม่วง แครอต รากบัว มะเขือเทศ ฟักทอง หอมใหญ่ เสริมโปรตีนด้วยเห็ดฟางเห็ดหอมสด เห็ดออรินจิย่าง จานจัดสวยงามราดด้วยน้ำสลัดงาสูตรของร้าน อร่อยและหอมกลิ่นผักย่างตั้งแต่เริ่มถือจานมาเสิร์ฟ นุ่มละมุนลิ้นจริงๆ อร่อยจริง คนชอบผักรับรองถูกใจจานนี้

อีกจานแสนปลื้ม เพราะนอกจากจัดจานสวย สีอาหารงาม ด้วยโทนขาว-เขียว เพราะก้อนเต้าหู้ญี่ปุ่นสีขาวนวลที่วางมาบนผักสลัดเขียวอ่อนแล้ว ราดด้วยน้ำสลัดครีมสูตรของร้าน สำทับด้วยสาหร่ายสีเขียว โรยด้วยงาขาว-ดำคั่วหอม หอมๆ แค่เสพด้วยตาก็อิ่มไปถึงใจ แต่จะอิ่มเอมยิ่งขึ้นหากลองทาน เต้าหู้เย็นนุ่มลิ้น หวานนิดมันหน่อยด้วยน้ำสลัดครีมอร่อยจริง จานนี้สั่งมา 2 จาน เพราะอร่อยจริงอร่อยจัง

อาหารฝรั่งแบบมังฯ ก็มี ลาซานญาผักโขม หอมมันอร่อยสไตล์ลาซานญา เป็นเมนูธรรมดา แต่ชีสอร่อยใช้ได้ อีกจานแนะนำคือเห็ดชุบแป้งทอด ที่ทอดสไตล์ญี่ปุ่น ตามด้วยขนมปังฝรั่งเศสหั่นชิ้นหนาแต่งหน้าด้วยเห็ดและชีส ทานเล่นๆ เพลินๆไม่ต้องคิดมาก

ใครไม่อิ่มให้สั่งจานนี้ ข้าวกล้องหอมนิลทานกับแกงขี้เหล็กรสกลมกล่อม เผ็ดเล็กน้อยให้พอสมชื่อแกง แกล้มด้วยเห็ดสวรรค์ที่ทำจากเห็ดนางฟ้ารสหวานเค็ม แก้เผ็ด เป็นจานอร่อยที่สำหรับทานคนเดียวก็อร่อยอิ่มตื้อกันทีเดียว

สำหรับร้านนี้หาไม่ยากค่ะ อยู่ริมถนนสามเสนระหว่างซอยสามเสน 3 และ 5 ติดกับวัดสามพระยา ตรงข้ามวัดเอี่ยมวรนุชร้านนี้คนมาทานเยอะเกือบทุกวัน ปิดทุกวันอาทิตย์ เปิด 11.00-21.00 น. โทร.02-282-4979 แต่สำหรับวันพระคนจะเยอะลองแวะทานดูละกันค่ะ งดเนื้อสัตว์สัก 1 มื้อเผื่อติดใจจะได้มีโอกาสลด ละ เลิก เนื้อกันในที่สุด

 

แซ่บๆ แสบทรวง หอยนางรมชะอมทอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2560 เวลา 18:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/492350

แซ่บๆ แสบทรวง หอยนางรมชะอมทอด

อากาศช่วงนี้ต้องบอกว่าเปลี่ยนไป ก้อนเมฆหนาแน่นจนครึ้มฟ้าครึ้มฝนในช่วงเดือน เม.ย. เดี๋ยวจะร้อน เดี๋ยวจะฝน เดาใจได้ยากจนทำให้ความอยากอาหารเปลี่ยนไป

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หน้าร้อนปีก่อน ความร้อนสม่ำเสมอจนต้องทำเป็นซีรี่่ส์อาหารต้านร้อน นำเอาความรู้ของคนโบราณช่างสังเกต ที่พออากาศร้อนอบอ้าวส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง อาหารในช่วงฤดูร้อนที่คนโบราณท่านเฟ้นหามาจะช่วยให้เจริญอาหาร เสริมเกลือแร่ สร้างสมดุลให้กับร่างกาย หรืออาจมีส่วนผสมที่ช่วยให้ร่างกายเย็นขึ้น เช่น ข้าวแช่ที่รับประทานแล้วชื่นใจ ช่วยคลายร้อน หรือจะเป็นปลาแห้งแตงโม ที่เต็มไปด้วยโพแทสเซียมและความชุ่มฉ่ำน้ำของเนื้อแตงโม

อีกกลุ่มอาหารต้านร้อน คือ อาหารจานยำ ยำง่ายๆ ที่ช่วยให้เปรี้ยวปากอยากอาหารมากขึ้น ความเปรี้ยวที่มีวิตามิน เกลือแร่ในผักผลไม้ ช่วยให้สดชื่น แถมด้วยอาหารยำๆ ตำๆ ยังเบาๆ ย่อยง่ายไม่เหลือให้อืดเฟ้อจนร่างกายหนักๆ ยามที่อากาศร้อน

ผู้เขียนนึกไปถึงอาหารจานหนึ่งในช่วงปลายฤดูร้อนปีก่อนที่ได้ไปกินมาจากแถวหาดปราณบุรี ร้านนี้อยู่ในโซนป่าพรุของเขาสามร้อยยอด ขับเข้าไปลึก แต่คุ้มค่าเพราะบรรยากาศบริสุทธิ์ติดกับลำธารน้ำกร่อยที่หล่อเลี้ยงป่าชายเลน จานอร่อยของร้านนี้ คือ ยำหอยนางรมทรงเครื่องที่ขนาดพอดีคำ

 

แม้ว่าในช่วงหน้าร้อนจะไม่ควรรับประทานอาหารทะเลดิบๆ แต่ด้วยความที่เชื่อใจในคุณภาพอาหารทะเลของชาวปราณฯ ที่คัดหอยนางรมตัวเล็กๆ แต่สดหวาน วางลงบนยอดกระถิน รองด้วยคะน้าใบโต มีหอมเจียวและน้ำพริกเผาน้อยๆ อยู่ด้วย เวลาจะรับประทานแค่ตักน้ำจิ้มซีฟู้ดพริกตำหยอดลงไป รวบใบคะน้าแล้วเอาเข้าปาก กลับมาแล้วยังคิดถึงความอร่อยของหอยนางรมสดๆ ทรงเครื่องสไตล์ปราณบุรีอยู่ จนได้มาเดินตลาดเห็นหอยนางรมสดๆ ในกระปุกเลยได้ไอเดียมาทดลองทำเองที่บ้าน

หอยนางรมซื้อมาจากตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ แล้วนำมาล้างในน้ำสะอาดใส่เกลือป่นและน้ำแข็ง ช่วยลดกลิ่นและทำให้สะอาดขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากอาหารเป็นพิษไปได้บ้าง

อยู่ในเมืองกรุงจะหากระถินยากเย็น เลยทดลองทำตามแบบที่ตัวเองชอบ โดยเอาชะอมเด็ดใบแล้วชุบแป้งทอดจนกรอบ รองด้วยใบคะน้าอ่อนๆ แทนที่จะเป็นใบใหญ่ เพราะอยากได้เคี้ยวมันๆ แต่ไม่ขม ตามด้วยหอยนางรมสดๆ หอมเจียว น้ำพริกเผาแบบต้นตำรับเป๊ะๆ โขลกหรือปั่นน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเด็ดของตัวเอง ทดลองชิมแล้วอร่อยจนเปิดเผยสูตรได้ กลายเป็นอาหารกินเล่นช่วงนี้ที่ทำได้ไม่ยาก แถมยังง่ายที่จะติดใจ สำหรับใครไม่รับประทานหอยดิบ แนะนำเป็นกุ้งลวกหรือปลาหมึกก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน

 

หอยนางรมชะอมทอด

ส่วนผสมชะอมชุบแป้งทอด

ชะอม เด็ดเอาแต่ยอด 2 ถ้วย

แป้งชุบทอด 1 ถ้วย

น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสมน้ำยำ

หอมแดง 4 ลูก

กระเทียมกลีบใหญ่ 3 กลีบ

รากผักชี 1 ราก

ก้านผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนู 4-6 เม็ด

น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 7 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บ 3.5 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมในยำ

น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ

หอยนางรมสด 16-20 ตัว

ใบคะน้าล้างให้สะอาด

หอมเจียวกรอบๆ

วิธีทำ

เริ่มจากทำน้ำยำ : ละลายน้ำตาลปี๊บด้วยความร้อน จากนั้นผสมน้ำปลา น้ำมะนาว พักไว้ จากนั้นโขลกหรือปั่นส่วนผสมน้ำยำทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ตั้งกระทะให้ร้อน เคล้าชะอมที่เด็ดไว้กับแป้งชุบแป้งทอดแบบแห้ง จากนั้นแป้งที่เหลือผสมกับน้ำเย็นให้ไม่ข้นมาก จากนั้นทอดชะอมทีละน้อย คนให้กระจายตัว ตักขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงสะเด็ดน้ำมันพักให้คลายความร้อนชะอมจะกรอบขึ้น

ตักชะอมใส่จาน วางใบคะน้า เรียงหอยนางรม แล้วราดน้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำพริกเผา โรยด้วยหอมเจียวเสิร์ฟเป็นคำๆ

 

ตะลิงปลิงเปรี้ยวจี๊ด ปรุงอาหารได้จี๊ดจ๊าด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/491180

ตะลิงปลิงเปรี้ยวจี๊ด ปรุงอาหารได้จี๊ดจ๊าด

โดย…เมธี เมืองแก้ว

ชาวชุมชนบ่อสีเสียด ต.นาท่ามเหนือ อ.เมืองตรัง ร่วมใจกันอนุรักษ์ “ต้นตะลิงปลิง” ไม้ผลชื่อดังของภาคใต้ พร้อมทั้งยังคงนำมารับประทาน และปรุงเป็นอาหารหลากหลายชนิด เพื่อมิให้สูญหายไป

ชาวชุมชนหมู่ 6 บ้านบ่อสีเสียด ต.นาท่ามเหนือ อ.เมืองตรัง ยังคงร่วมใจกันอนุรักษ์ต้นตะลิงปลิง หรือที่มีชื่อท้องถิ่นเรียกกันอีกมากมาย อาทิ มูงมัง ที่เกาะสมุย, ลิงปลิง ที่ จ.ระนอง, บลีมิง ที่ จ.นราธิวาส รวมทั้งเรียกว่า หลิงปลิง หรือมะเฟืองตรน ในหลายจังหวัดของภาคใต้ โดยเป็นไม้ผลประจำถิ่น ซึ่งในอดีตเคยมีการปลูกกันทั่วไปแทบทุกบ้าน แต่ในช่วงระยะหลังกลับมีจำนวนน้อยลงไปมาก อันเนื่องมาจากความนิยมที่ลดลงในการนำผลตะลิงปลิงไปบริโภค หรือนำส่วนต่างๆ ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น

ตะลิงปลิง ถือเป็นพืชร่วมวงศ์กับมะเฟือง แต่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนตรงขนาดของผล โดยผลมะเฟือง จะมีขนาดใหญ่กว่าผลตะลิงปลิง ขณะที่เนื้อข้างในผลจะเหลว มีรสเปรี้ยว และมีเมล็ดเล็กๆ สีขาว ซึ่งสามารถรับประทานได้ โดยชาวใต้จะรู้จักตะลิงปลิง ในแง่ของสรรพคุณทางสมุนไพรที่มีมากมายนับ 20 ชนิด เช่น ช่วยลดไข้ ขับเหงื่อ ละลายเสมหะ แต่ที่น่าสนใจและเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านอาหารที่กำลังจะสูญหายไปก็คือ การนำผลมารับประทานแบบสดๆ และปรุงเป็นอาหารได้อย่างหลากหลายชนิด

เมนูยอดฮิตของตะลิงปลิง ได้แก่ ตะลิงปลิงจิ้มพริกเกลือ ซึ่งจะให้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน แบบกินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเบื่อ หรือยำตะลิงปลิงปลาทูสมุนไพร โดยมีส่วนผสมคล้ายยำทั่วไป คือ หอมแดง มะกรูด พริกชี้ฟ้า ตะไคร้ และกุ้งแห้ง เพียงแค่จะไม่ใส่ขิง หรือมะนาว เช่นเดียวกับน้ำพริกตะลิงปลิงกุ้งสด ก็เป็นอีกเมนูที่น่าลิ้มลอง โดยมีส่วนผสมเหมือนน้ำพริกทั่วไป คือ พริกแดง หอมแดง และกะปิ แต่ทั้งสองเมนูจะมี
จุดเด่นตรงที่มีการใส่ตะลิงปลิง ลงไปเพื่อให้ความเปรี้ยว นอกจากนั้นก็ยังมีแกงส้มตะลิงปลิง อีกหนึ่งในเมนูชื่อดังด้วย

ห่วง สมาธิ อายุ 68 ปี ชาวชุมชนหมู่ 6 บ้านบ่อสีเสียด กล่าวว่า ตะลิงปลิง ที่เหมาะต่อการนำมารับประทานแบบสดๆ และปรุงเป็นอาหารนั้น จะเป็นผลที่แก่จัด แต่ถ้าเป็นผลสุกจะให้รสชาติที่เฝื่อนๆ ออกไป โดยมักจะออกผลดกในช่วงหน้าร้อน และสามารถเก็บไปขายในตลาดท้องถิ่นได้ โดยปีนี้มีราคาพุ่งขึ้นจากกิโลกรัมละ 25 บาท เป็น 30 บาท เนื่องจากปีก่อนได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจัด

อย่างไรก็ตาม ตะลิงปลิงนับเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย เพียงแค่ 3 ปีก็ให้ผลผลิตแล้ว และเก็บผลขายได้ต่อเนื่องไปยาวนาน

 

ญี่ปุ่นสไตล์อินเตอร์ โคซี่ เจแปนนิส เรสเทอรองต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/491178

ญี่ปุ่นสไตล์อินเตอร์ โคซี่ เจแปนนิส เรสเทอรองต์

โดย…คาเอรุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เพิ่งเปิดให้บริการเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นใหม่แกะกล่อง สำหรับ โคซี่ เจแปนนิส เรสเทอรองต์ (Kozy Japanese Restaurant) ในคอมมูนิตี้มอลล์สไตล์อังกฤษ พิคคาเดลี่ แบงค็อก (ระหว่างซอยอ่อนนุช 37 และ 39) เปิดให้บริการอาหารญี่ปุ่นสไตล์อินเตอร์ ด้วยความที่เชฟใหญ่และหนึ่งในหุ้นส่วนร้าน อย่างเชฟสมเกียรติ พิรุณสุนทร มีประสบการณ์มากมายสั่งสมจากร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศ

เชฟสมเกียรติ เล่าว่า สมัยก่อนไปเปิดประสบการณ์ตัวเองที่ต่างประเทศ ก็ทำงานเป็นเชฟในร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ “ตอนนู้นแถวสุขุมวิทยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ถึงสิบร้านเลยครับ พอมีโอกาสไปต่างประเทศผมก็รับไว้ เท่าที่ทำมาก็ย้ายมาหลายประเทศครับ”

ผลงานล่าสุดของเชฟก่อนจะมาร่วมกับหุ้นส่วนเชฟชาวอาทิตย์อุทัย เปิดร้านโคซี่ เจแปนนิส เรสเทอรองต์ นี้ ก็ได้แก่ร้านอาหารญี่ปุ่นสุดฮิป อย่างซูม่า ดูไบ ที่เขาบอกว่าได้ปรุงอาหารญี่ปุ่นถวายกษัตริย์ของดูไบที่ทรงเป็นลูกค้าประจำอยู่บ่อยครั้ง

โคซี่ เจแปนนิส เรสเทอรองต์ ตกแต่งในสไตล์มินิมัลลิสม์ญี่ปุ่นแบบเรียบง่าย ด้วยการเน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้ดูแล้วนวลตาน่าสบายสมชื่อโคซี่ ในส่วนของเก้าอี้บุนวมนั่งสบาย ก็คุมโทนในสีสันเอิร์ทโทนไม่ให้หลุดธีม

ร้านแบ่งเป็นส่วนของเก้าอี้นั่งทั่วไปในส่วนรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นที่นั่งส่วนใหญ่ มีห้องส่วนตัวที่กั้นพื้นที่ไว้กับโต๊ะตัวใหญ่สีขาวนั่งได้ราว 10-12 คน ขณะที่มีส่วนที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ของซูชิบาร์เอาไว้นั่งชมการปั้นซูชิ มากิ และแล่ซาชิมิของเชฟกันอย่างใกล้ชิด โดยมีให้บริการแบบโอมากาเสะ (กรุณาจองล่วงหน้า) ที่บริเวณนี้ด้วย

อาหารของโคซี่ เจแปนนิส เรสเทอรองต์ เป็นแนวที่เชฟสมเกียรติ บอกว่า เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ เป็นสไตล์อินเตอร์ ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นสไตล์ดั้งเดิม คือนอกจากเน้นวัตถุดิบต่างๆ ที่สดใหม่แล้ว ยังเน้นเมนูอาหารแนวสร้างสรรค์หลากหลายสไตล์ โดยมีตั้งแต่ซาชิมิ ซูชิ มากิ โรลล์ ราเม็ง ยากิโซบะ เซตอาหารกลางวัน ข้าวหน้าต่างๆ ไปจนถึงสเต๊ก ของหวาน นอกจากนี้ยังเน้นของเครื่องดื่มผสมแบบเก๋ๆ อย่างค็อกเทลอีกด้วย

วันนี้มาเริ่มต้นเบาๆ ด้วยโคซี่สลัด (Kozy Salad) สลัดผักสดๆ ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับปลาดิบ 3 อย่าง ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาฮามาจิ และปลาทูน่า (ส่วนอากามิ) ราดด้วยน้ำสลัดงาสไตล์ญี่ปุ่น จานแสนสดชื่นที่ได้ความหวานและมันจากเนื้อปลาสดๆ เพิ่มขึ้นมา

ตามด้วยอีกจานหวานมัน แซลมอนทาร์ทาร์ (Salmon Tartare) แซลมอนดิบหั่นเต๋า คลุกเคล้ากับซอสทาร์ทาร์และไข่กุ้ง เสิร์ฟบนแผ่นแป้งที่ทำเป็นรูปทรงเหมือนใบไม้ ด้านแซลมอน โวลเคโน (Salmon Volcano) เป็นมากิ หรือข้าวปั้นแบบม้วนสอดไส้ปูสดๆ ที่ปรุงในสไตล์เครปเค้กแบบอเมริกัน แต่งหน้าด้วยแซลมอนสับคลุกซอสทาร์ทาร์แล้วพ่นไฟให้สุก จานนี้ต่อให้อิ่มแล้วก็ยังอดไม่ได้ที่คีบชิ้นที่ 2 ที่ 3 เข้าปากอย่างต่อเนื่อง

แซลมอนเทริยากิ (Salmon Teriyaki) ก็เป็นจานเด็ดของร้านที่คนรักแซลมอนอย่าได้พลาด ซอสไม่ข้นหวานเกินไป ปลาย่างแบบสุกพอดีๆ ไม่แห้งแข็ง

ก่อนไปถึงของหวาน มาลองชุดอาหารกลางวันดูสักหน่อย มีให้เลือกทั้งชุดแซลมอนย่างเตาถ่าน (Grilled Salmon Plate) ที่มีให้เลือกว่าจะย่างเกลือหรือราดซอสเทริยากิ ชุดสเต๊กเนื้อย่างเตาถ่าน (Grilled Beef Rib Eye Plate) ที่ใช้เนื้อริบอายจากออสเตรเลียมาย่างเสิร์ฟ ชุดสเต๊กหมูสันนอกย่างเตาถ่าน (Grilled Pork Loin Plate) และชุดปลาดิบสองชนิดราดซอสทรัฟเฟิล พอนซึ (Salmon and Yellowtail Carpaccio with Truffle Ponzu) แต่ละชุดมาพร้อมข้าวญี่ปุ่น สลัดผัก ซุป ผัดผัก+ไข่หวาน แล้วก็กิมจิ (ไข่หวานกับกิมจิแบบโฮมเมดอร่อยมาก ขอบอก)

ของหวานที่นี่ไม่ใช่เอะอะก็ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดงแบบไก่กา ทว่าเขาสร้างสรรค์เป็น มัทฉะ อัฟโฟกาโต (Matcha Affogato) ชาเขียวมัทฉะสุดเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลาและถั่วแดงกวน นอกจากนี้ยังมีขนมหวานเก๋ๆ อย่างพานาคอตตา (Panna Cotta with Cream) แล้วก็ช็อกโกแลตลาวา (Fondant de Chocolat) แสนอร่อยอีกด้วย

ในส่วนของค็อกเทลก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมาร์ตินี่องุ่นที่เสิร์ฟมาพร้อมเจลโลองุ่น (แทนมะกอก) หรือเบอร์รี่ เจลลี่ สาเก เครื่องดื่มสาเกแนวซ่าๆ มีผลเบอร์รี่สดๆ และเจลลี่ให้เคี้ยวเพลินๆ ในขณะที่สายไวน์ก็มีไลน์ลิสต์จากทั่วโลก ทั้งฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐให้เลือกตามรสนิยม

โคซี่ เจแปนนิส เรสเทอรองต์ อยู่ในคอมมูนิตี้มอลล์สไตล์อังกฤษ พิคคาเดลี่ แบงค็อก (ระหว่างซอยอ่อนนุช 37 และ 39) เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 12.00-24.00 น. โทร. 02-073-5737 เว็บไซต์ http://www.kozyrestaurant.com หรือ Facebook.com/kozybkk

พิเศษ! ช่วงเปิดร้านใหม่ นำหน้าหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ไปโชว์ (ฉบับ E-Paper ก็ได้นะ) หรือบอกว่าอ่านจาก “กินดื่ม” โพสต์ทูเดย์ เชฟสมเกียรติลดให้เลย 30% (เฉพาะค่าอาหารนะจ๊ะ)

 

ล็อบสเตอร์ แอนด์ ออยสเตอร์ ปิ้งย่างสไตล์นอก เสิร์ฟได้ถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/491390

ล็อบสเตอร์ แอนด์ ออยสเตอร์ ปิ้งย่างสไตล์นอก เสิร์ฟได้ถึงบ้าน

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

 ใครที่เคยรู้จักหรือได้เคยไปลิ้มลองซีฟู้ดสไตล์ปิ้งย่างที่ร้านล็อบสเตอร์ แอนด์ ออยสเตอร์ ที่เคยตั้งอยู่ในโครงการเฟสติวัล วอล์ก ถนนประเสริฐมนูกิจ อาจจะสงสัยว่าร้านหายไปไหน หลังจากได้ปิดให้บริการในรูปแบบร้านถาวร เนื่องจากสัญญาเช่าพื้นที่เดิมนั้นหมดลง

เวลานี้ยังไม่มีแผนเตรียมเปิดสาขาประจำที่ไหน แต่หันมาเปิดให้บริการใหม่ในรูปแบบป๊อปอัพ เรสเตอรองต์ (Pop-up Restaurant) หรือเปิดเป็นช่วงระยะเวลานาน 1-2 เดือน รวมไปถึงการให้บริการในรูปแบบเชฟเทเบิ้ล (Chef Table) หรือให้บริการปรุงอาหารถึงสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ

โดยเชฟชื่อดัง มาริอาน บาราเน็ค ที่เป็นต้นตำรับของร้านอาหารปิ้งย่างซีฟู้ดรสเลิศแบบโฮมเมดสไตล์อังกฤษ จนได้ฉายา ‘King of Grill Thailand’ จากรายการเชฟกระทะเหล็ก

 ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารนั้นรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแนวล็อบสเตอร์ที่นับวันจะหาทานกันได้ค่อนข้างง่าย แต่ก็ใช่ว่ารสชาตินั้นจะอร่อยเหมือนกัน

อย่างการได้เข้าไปเปิดร้านรูปแบบป๊อปอัพเรสเตอรองต์ในพื้นที่เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ สไตลิช ลีฟวิ่ง สเปซ กลางเมือง ที่นำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายทั้งกลุ่มที่เป็นลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และบุคคลทั่วไป ด้วยการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดผ่านอาหาร ศิลปะ และดนตรี มาให้กับผู้บริโภค ที่ลานสยามดิสคัฟเวอรี่ พลาซ่า เพื่อมอบเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เดือน ธ.ค.-ม.ค.ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นได้ไปเปิดให้บริการในรูปแบบดังกล่าวในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ชิดลม ให้คนรักซีฟู้ดได้ลิ้มลอง ที่ฟู้ดลอฟท์ ชั้น 7 ระยะเวลา 1 เดือน ถึง 31 มี.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นในช่วงปลายเดือน เม.ย. ทางร้านได้เตรียมแผนจะเปิดให้บริการรูปแบบป๊อปอัพ

 ขณะเดียวกันก็มีเมนูอาหารใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรับกับช่วงหน้าร้อน อาทิ เมนูซัมเมอร์ออยสเตอร์ มีสูตรเด็ดอยู่ที่ซอสที่ทานกับออยสเตอร์สด สลัดเย็น ส่วนเมนูซิกเนเจอร์นั้น ได้แก่ ล็อบสเตอร์ย่างหรือรมควัน เสิร์ฟพร้อมซอสเนยกระเทียมพริกกับมันบดและสลัด ล็อบสเตอร์โรลแบบสไปซี่ และออยสเตอร์พันธุ์พรีเมียมเสิร์ฟแบบสด หรือเสิร์ฟกับแชมเปญเบลอบลองท์ซอส ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ซอส

นอกจากนี้ ยังมีเมนูปูฮอกไกโด ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะรับประทานเป็นแบบย่างหรือนึ่ง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่น้ำจิ้มที่ปรับให้เข้ากับรสชาติที่ถูกปากคนไทย และยังมีเมนูให้ลูกค้าเลือกกว่า 50 รายการ

อาหารทุกเมนู เชฟมาริอานเน้นรสชาติวัตถุดิบเป็นหลักจนทำให้เป็นที่รู้จักโดยลูกค้าบอกต่อๆ กันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม lobster & Oyster หรือจะโทรจองล่วงหน้าก็ได้ที่เบอร์โทร. 09-3545-1469

 

 

ฮงเส็งโภชนา 60 ปีแห่งความภาคภูมิใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/491171

ฮงเส็งโภชนา 60 ปีแห่งความภาคภูมิใจ

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ร้านฮงเส็ง / กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ฮงเส็งโภชนา (ริมน้ำ) ท่าน้ำปากเกร็ด คือ ร้านอาหารเก่าแก่ยาวนานกว่า 60 ปี เป็นที่รู้จักดีของแฟนคลับที่นิยมรับประทานของอร่อย ปัจจุบันทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาดูแลธุรกิจต่อแล้วนั่นคือ หมวย-สีนวล สิริกรวงศ์ ที่ช่วยงานของเตี่ยมาตั้งแต่อายุเพียง 10 กว่าขวบเท่านั้น ดังนั้นฝีมือการถ่ายทอดรสมือการทำอาหารเธอจึงเรียนรู้เอาไว้ทั้งหมด โดยลูกค้าที่แวะเวียนมาที่ฮงเส็งมีทุกระดับ เรียกว่าบางครอบครัวกินตั้งแต่ตนเองเป็นเด็ก ปัจจุบันเติบโตเป็นเจ้าคนนายคนแล้วก็ยังพาลูกหลานมารับประทานเมนูเด็ดที่ร้าน แต่ละเมนูสีนวลบอกว่าเน้นบริหารร้านแบบครอบครัว ที่อาหารมีรสชาติอร่อยเพราะเน้นคุณภาพ โดยมีสีนวลยึดตำแหน่งแม่ครัวใหญ่ ดูแลความเรียบร้อยทั้งร้าน มีลูกๆ หลานๆ มาช่วยกันเสิร์ฟ

สำหรับเมนูเด็ดสีนวลแนะนำว่า ใครมาก็ต้องสั่งรับประทาน ได้แก่ เมนู “กุ้งแม่น้ำเผา” ที่เน้นคุณภาพกุ้งทุกตัวต้องสด โดยเธอซื้อแบบกุ้งคัดไม่ได้ซื้อแบบเหมารวม มีกุ้งมาขายให้ถึงที่ร้านเลย เมื่อกุ้งสดแล้วได้กินกับน้ำจิ้มรสเด็ดที่มีส่วนผสมของมะนาวที่ต้องสดใหม่เด็ดมาจากต้น รสชาติจึงเด็ดแซบซ่า เมนู “ลูกชิ้นปลากรายผัดขี้เมา” ที่เมนูนี้รสชาติดีเพราะเธอเน้นปลาต้องสด เมื่อได้ปลากรายสดๆ มาแล้วทำการนวดจนเนื้อมีลักษณะเหนียวนุ่ม โดยเน้นเนื้อปลาแท้ๆ ไม่ผสม กินแล้วจึงให้ความรู้สึกหนึบๆ อร่อยมีรสชาติเผ็ดถูกใจ อีก 1 เมนูแนะนำให้ชิม คือ “เนื้อปูผัดผงกะหรี่” ที่ร้านนี้สีนวลย้ำว่าเธอผัดไม่เหมือนคนอื่น ร้านอื่นอาจผัดโดยมีน้ำมันเยิ้มๆ แฉะๆ เคล็ดลับเพราะใส่น้ำมันไม่ต้องเยอะ

เมนู “ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียมพริกไทย” หรือ “ปลาเนื้ออ่อนราดพริกสามรส” หากมาก็ห้ามพลาด เคล็ดลับอยู่ตรงการทอดปลาให้กรอบ ราดด้วยกระเทียมพริกไทย หากเป็นเมนูราดพริกสามรส ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้านที่ปรุงขึ้นวันต่อวัน โดยไม่มีการใช้น้ำจิ้มไก่มาราดเด็ดขาด จึงได้รสชาติเปรี้ยวหวานเค็มนิดๆ เมนู “มะระผัดปลาอินทรีเค็ม” เคล็ดลับอยู่ตรงเอามะระไปลวกน้ำเกลือจึงทำให้มะระมีรสชาติไม่ขม

สำหรับพิกัดและบรรยากาศของฮงเส็งโภชนา (ริมน้ำ) ตัวร้านเป็นอาคารไม้เก่าแก่แบบจีนโบราณตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำปากเกร็ด เมื่อเดินเข้าไปนั่งในร้านจะเห็นวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาสุดสายตา ลมพัดผ่านแบบสบายๆ ทั้งยังเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านในละแวกนั้น อาหารเน้นรสชาติแบบไทยๆ รสชาติจัดจ้าน ใครไปไม่ถูกเมื่อขับรถมาถึง 5 แยกปากเกร็ดให้ขับตรงมุ่งหน้าเข้าไปหัวถนนตลาดปากเกร็ดซึ่งเป็นย่านชุมชนรถจอแจ ให้สังเกตด้านขวามือจะมีป้ายบอกชื่อร้าน เดินเข้าไปประมาณ 10 เมตร จะพบร้านฮงเส็งซ่อนตัวอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสามารถจอดรถได้ในบริเวณใต้สะพานพระรามสี่ หากไปไม่ถูกโทรสอบถามได้ที่ 02-583-8631, 02-583-7654

สีนวลแนะว่าหากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ควรโทรจองก่อนล่วงหน้าสักนิด เพราะร้านจุคนได้ประมาณ 70 คนเท่านั้นเอง แนะอีกนิดร้านฮงเส็งเปิดทุกวันโดยวันจันทร์เปิดเวลา 10.30-14.00 น. วันอังคาร-ศุกร์เปิดเวลา 10.30-14.30 น. ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์เปิด 10.30-16.00 น.เท่านั้น  ใครแวะมาเที่ยวเกาะเกร็ด หรือ จ.นนทบุรีห้ามพลาดของดีเมืองนนท์ร้านนี้เชียว

 

เซ็นเตอร์พอยท์ เสิร์ฟหลากรสอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/491172

เซ็นเตอร์พอยท์ เสิร์ฟหลากรสอร่อย

โดย…คีตะ

พวกเธอๆ วันนี้เราจะพาไปตะลุยชิมใน “เมืองหลวงของวัยรุ่น” ซึ่งนั่นก็คือสยามสแควร์! โดยวันนี้เราจะเจาะไปเฉพาะจุดที่ศูนย์การค้า “เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์” เมื่อมาถึงแล้วก็ต้อง “โอ้ …ว๊าว” จะกินอะไรกันดีล่ะ เพราะว่ามีอาหารคาวหวานมากมาย โชคดีที่มีเจ้าถิ่นให้คำปรึกษาแนะนำมาแล้วว่า มาแล้วต้องชิมร้านนี้!

เริ่มต้นกันที่หน้าศูนย์การค้าฝั่งสยามสแควร์ เราจะเห็นคนเข้าแถวยาวๆ เพื่อรอซื้อขนม นั่นหมายความว่าเรามาถึงร้าน “เซย์ชีส” (Say Chiizu) แล้ว

ร้านนี้ต้องมา เพราะในเฟซบุ๊กมีเพื่อนๆ หลายคนโพสต์รูปขนมปังไส้ชีสยาวยืดบนเฟซบุ๊กแล้วก็อยากลองดูบ้าง ด้วยชื่อร้านที่ออกเสียงชีสแบบชาวญี่ปุ่นขนาดนี้ก็แน่นอนอยู่แล้วว่า ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเจแปน

ร้านนี้เขามีทีเด็ดคือ ขนมปังฮอกไกโดชีสโทส (Hokkaido Cheese Toast) โดยนำวัตถุดิบเข้ามาจากเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนมเนยชั้นเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลก ขนมปังไส้ชีสของร้านนี้มี 3 รสชาติ คือ รสออริจินัลชีส ช็อกโกแลตชีส และชาร์โคลชีส ช่วงนี้มีเมนูใหม่แนะนำคือ มัชชะอัลมอนด์ชีส นูเทลลาอัลมอนด์ชีส และไวท์ช็อกโกแลตอัลมอนด์ชีส

ร้านนี้คนรักชีสต้องมาโดนให้ได้สักครั้งหนึ่ง แนะนำให้ซื้อแล้วก็กินตอนร้อนๆ ขณะที่ชีสยืดยาววว จะได้อร่อยเต็มสูตร เคี้ยวเพลิน แพ็กเกจจิ้งใส่ขนมปังเป็นรูปหมีน่ารักเข้าไปอีก อย่างนี้ต้องถ่ายรูป อ้าว …เซย์ชีส! ถ่ายแล้วก็อย่าเก็บไว้ดูคนเดียวส่งเข้าไปประกวดที่เฟซบุ๊ก @saychiizutoast กันนะมีรางวัลรออยู่

คนชอบของหวานก็ไปกันต่อที่ร้าน “ซูการ์!” (Xugar!) ร้านนี้เขามีขนมประจำชาติสเปนนั่นก็คือ ชูโรส (Churros) หรืออาจจะเรียกกันให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ปาท่องโก๋สเปน” ก็ได้

ซูการ์! เรียกตัวเองว่าเป็น “แฮนด์คราฟต์ ชูโรส” ซึ่งรับประกันว่าได้รสชาติสเปนแท้ๆ แน่นอน เพราะว่าเชฟมาจากแดนกระทิงดุ ไม่เพียงมีชูโรสแบบออริจินัลให้ได้ชิม ยังมีเมนูสร้างสรรค์ขึ้นใหม่มากมาย อย่างที่อาจจะไม่เคยรับประทานที่ไหนมาก่อน ด้วยการนำไอศกรีม ช็อกโกแลต ชาเขียว นูเทลลา ฯลฯ ทั้งยังมีนานาท็อปปิ้ง เช่น ผลไม้มาเพิ่มเติมให้กับชูโรสของเราได้ตามใจอย่างเช่น เมนูที่เรียกว่า เบอร์รีมูน ก็จะมีชูโรสมาพร้อมกับไอศกรีมโยเกิร์ต ราดบลูเบอร์รี่ซอส และ บลูเบอร์รี่สด เป็นต้น

หน้าตาของชูโรสร้านนี้ก็อลังการชวนตื่นตะลึงเรียกได้ว่า น่ารักจนไม่อยากกิน แต่ต้องกินนะ เพราะมันอร่อยจนต้องเลียนิ้วกินให้เกลี้ยงอย่าให้เหลือเลย

จากญี่ปุ่นมาสเปนตอนนี้ก็ลัดเลาะออกไปเกาหลีบ้าง “บงกูซ” (Bon Gousse) เป็นร้านบับเบอร์เกอร์! ครั้งแรกก็งงๆ ว่า มันคืออะไร เมื่อได้ลองก็จะพบว่าเป็นเบอร์เกอร์ข้าวสไตล์เกาหลีนั่นเอง

ในหมู่คนเกาหลีแล้ว บับเบอร์เกอร์เป็นอาหารจานด่วนสุดป๊อป เบอร์เกอร์แดนโสมนี้ก็มีไส้ต่างๆ ให้เลือกรับประทานกันตามใจชอบ ใครชอบข้าวมากหรือน้อยก็สั่งปริมาณได้อีก ที่ทางร้านภูมิใจเสนอคือ ทูน่ากิมจิ แฮม และชีส ใครชอบไก่ให้สั่ง ทัลคาลบี้ หรือสายเนื้อเลือกบลูโกกิ ส่วนหมูคือ เจยุก เลือกได้ว่าจะกินกับกิมจิ ชิลลี หรืออื่นๆ นอกจากเบอร์เกอร์แล้วยังมีสแน็กอย่างเช่น ไก่คาราเกะ ต็อกบกกี ฯลฯ ไว้เสิร์ฟอีก

เบอร์เกอร์ข้าวร้านนี้จะเสิร์ฟในถ้วย ข้าวกับเครื่องจะมาด้วยกัน เวลากินก็ให้คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วใช้ช้อนตักกินแล้วฟินแบบที่เห็นคนเกาหลีกินข้าวในซีรี่ส์เลย

ใครมา เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ แล้วอยากได้อะไรดีๆ ติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้านก็ควรแวะ “เนเชอรัล ริช” (Natural Rich) ร้านสำหรับคนรักสุขภาพ ซึ่งได้เลือกสรรอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่ม จากผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับวิธีการผลิต วัตถุดิบ ซึ่งดีและมีประโยชน์ เช่น เลือกแป้งโฮลวีตแทนแป้งขาว หรือใช้วัตถุดิบแบบออร์แกนิก ไม่ใส่วัตถุกันเสีย เป็นต้น

ชิมกันไปประมาณหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่อิ่มกันใช่ไหม จึงต้องส่งท้ายแบบชุดใหญ่ไฟกะพริบที่ “ต้มตุ๋นชาบู” ร้านชาบูแบบไทยๆ ที่มีดีตรงน้ำซุป เขามีให้เลือก 3 แบบ คือ ซุปปรองดอง ซึ่งเป็นซุปใส ทำจากข้าวโพดและหัวหอม อีกหนึ่งเรียกว่า ซุปสุกี้อ่อนโยน เป็นซุปปลาผสมกับสาหร่าย และซุปขาวเนียน ทำจากนมผสมกับกระดูกหมู เลือกรับประทานกับหมู เนื้อ ปลาหมึก หรือแม้แต่กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ก็มีให้เลือก จะรับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ได้ไม่อั้น หรือจะสั่งแบบอะลาคาร์ตเน้นๆ เฉพาะเมนูที่ชอบก็ได้ ร้านนี้บรรยากาศเหมาะสำหรับการนัดเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่มาพบปะสังสรรค์และรับประทานกันให้เต็มอิ่ม

เอาเป็นว่า ครั้งหน้าเวลาหิว ไม่ว่าจะคาวหรือหวานก็แวะมา เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ ที่นี่มีอาหารอร่อยครบรสชาติไทย ญี่ปุ่น เกาหลี สเปน ฯลฯ รอคอยให้มาชิม