ศิริชัยไก่ย่าง ต้นตำรับไก่หมุนที่คุ้นเคย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495579

ศิริชัยไก่ย่าง ต้นตำรับไก่หมุนที่คุ้นเคย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์   ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ศิริชัยไก่ย่าง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2469 อีกเพียง 9 ปีก็จะครบ 100 ปีเต็ม ไม่ง่ายเลยที่ร้านอาหารร้านหนึ่งจะมีอายุยืนยาวได้เพียงนี้ อะไรหนอคือเคล็ดลับความยั่งยืนของร้านอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งด้านความอร่อย โดยเฉพาะไก่หมุนที่ต้องให้เครดิตว่าคือเจ้าแรกและเจ้าเดียวของประเทศมานานก่อนจะมีไก่หมุนยุคหลังๆ เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

สาขาแรกคือมักกะสัน ต่อมาย้ายมาที่ปากทางลาดพร้าวและลาดพร้าว 42 ผู้บุกเบิกคนแรกคือ “เตี่ยพก” และลูกชาย มนู โดย มนู ผู้นี้เองที่คิดค้นสูตรไก่หมุน จนกลายเป็นไก่ย่างเลื่องชื่อ ต้นตำรับความอร่อยของไก่ตัวเล็กเนื้อนุ่มแต่หนังบางกรอบ

ไก่ย่างศิริชัยใช้ไก่อ่อน โดยคัดไก่ตัวเล็กอายุไม่เกิน 45 วัน น้ำหนักไม่เกิน 7 ขีด ไก่หมัก 15 นาทีเต็มด้วยซีอิ๊วหมักสูตรพิเศษของร้าน ที่มีส่วนผสมครบเครื่องทั้งเครื่องยาไทย เครื่องยาจีน น้ำผึ้งและบรั่นดีอีกนิดหน่อย ยัดไส้กระเทียมไทยบดทั้งสดและดอง

เคล็ดลับยังอยู่ที่กระบวนการย่าง คนย่างอาศัยต้องมีประสบการณ์และพิถีพิถันใส่ใจ ตามสูตรแล้วต้องหมุน 30 นาทีเต็ม หากยังไม่จะถึงสามสิบนาทีเลย กลิ่นก็หอมโชยไปถึงไหนๆ คนมากินศิริชัยฯ ตั้งใจมากินไก่ย่างรสเลิศ แถมด้วยน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของร้าน ที่รสชาติไม่เหมือนน้ำจิ้มตลาด ความอร่อยยกให้เป็นหนึ่ง

ซิกเนเจอร์ของร้านไม่ได้มีเฉพาะไก่ หากมีอาหารไทย จีน และอีสานอีกกว่า 100 รายการ มาแล้วต้องกิน นอกเหนือจากไก่ย่างแล้วคือ ขาหมูหมั่นโถว ที่นี่ตีแป้งหมักแป้งเอง กัดเข้าไปแค่คำแรกก็รู้ถึงความนุ่มเนียนแตกต่าง ส่วนขาหมูก็ได้รสได้ที่ จานถัดมาแกงเขียวหวานโรตี รสกลมกล่อมแบบคนแกงเป็น กะทิสดแตกมันเข้มข้น

อย่าลืมสั่งมากินด้วยกันกับไก่ คือส้มตำรสเด็ด เผ็ดหรือต้องการแบบไหนสั่งได้ มีหลายเมนูส้มตำให้เลือกชนิดว่าหลากหลาย แถมด้วยหมูร้องไห้ หมูสะเต๊ะนุ่มเหนียว และปลาดุกทอดกรอบผัดเผ็ด ทุกเมนูอร่อยและไม่แพงเลย ราคาตั้งแต่ 60-350 บาท ได้แก่พวกจานปลา ที่นี่มีกะพงตัวใหญ่ เนื้อนุ่มหวานสำหรับใครอยากกินนึ่งมะนาว นึ่งบ๊วยนึ่งซีอิ๊วทำได้หมด

ขาประจำส่วนใหญ่เป็นรุ่นเก๋าที่คุ้นเคยในรสชาติอาหาร วางใจในกันและกันมานาน หลายครอบครัวกินกันต่อมาเป็นรุ่นๆ ปัจจุบันยังเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่ตามมากิน หลายคนนิยมมากินที่ร้านอาหารขนานแท้และดั้งเดิม หรือจะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมรุ่นก็มีห้องจัดเลี้ยงรับรองให้เป็นส่วนตัวด้วย

อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ศิริชัยไก่ย่างก็ปรับตัวตามยุคสมัย โดยปัจจุบันมีทั้งเว็บไซต์ แอดไลน์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากลิ้มลองเมนู รวมทั้งแอพของอูเบอร์อีท ซึ่งได้รับความนิยมมาก ปีหน้าศิริชัยไก่ย่างเตรียมปรับปรุงร้านใหม่ ตกแต่งทันสมัยในแนวโมเดิร์น เน้นการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ บุฟเฟ่ต์

ศิริชัยไก่ย่าง เปิด 10.00-21.30 น.ของทุกวัน เบอร์โทร. 02-513-1431 ขอยกให้เป็นอีกหนึ่งของสุดยอดโต๊ะ Share ที่มีอายุเกือบ 100 ปีแล้ว!

 

รวมพลคนรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495578

รวมพลคนรัก

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

แคว็กๆ ก๊าบๆ ใครเลิฟ “เป็ด” ขยับมาทางนี้ Culinary Masterpiece Collection โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ แนะนำ Foie Gras & Duck Feast ทุกๆ วันอังคาร เวลา 18.00-23.00 น. ที่เชฟประจำห้อง
อาหารวูว์ รังสรรค์เมนูฟัวกราส์และนานาเมนูเป็ด อันเป็นที่ชื่นชอบ

คนเราเริ่มรับประทานเป็ดกับมาตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษ ว่ากันว่าเริ่มมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่ราชวงศ์ฉิน หรือสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้นู่นเลย ในเบื้องแรกอาจจะเป็นการล่าเป็ดป่าในธรรมชาติมาปรุงเป็นอาหารอันโอชะ ต่อมาอีกไม่นานคนจีนก็จับเป็ดมาเป็นสัตว์เลี้ยง เพื่อที่จะรับประทานเนื้อและไข่ของเป็ด เมื่อราวๆ 3,000 ปีก่อน

เชื่อว่า มาร์โคโปโล นักสำรวจชาวอิตาเลียน เป็นคนที่นำวัฒนธรรมการกินเป็ดมายังอิตาลี โดยจากการทำวิจัยของมหาวิทยาเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ พบบันทึกเรื่องการรับประทานเป็ดในอิตาลีในศตวรรษที่ 1 ซึ่งจากจุดนี้ทำให้วัฒนธรรมการรับประทานเป็ดแผ่ขยายไปทั่วโลก

จะว่าไปแล้ว เนื้อเป็ดเป็นเนื้อของสัตว์ปีกที่มนุษย์เราเริ่มรับประทานเป็นสิ่งแรก ก่อนเนื้อห่าน เนื้อนก และเนื้อไก่เสียอีก วัฒนธรรมกินเป็ดจากจีนแผ่ขยายมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอาหารจานเป็ด รวมทั้งศูนย์กลางของการผลิตเนื้อเป็ดป้อนสู่ตลาดโลกด้วย

ในจีน จานเด็ดหนีไม่พ้นเป็ดปักกิ่ง ที่มีวิธีการกินแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ขณะที่การบริโภคเป็ดในเมืองไทยมักจะเกิดขึ้นในโอกาสพิเศษ อาจด้วยเพราะราคาค่อนข้างสูงกว่าเนื้อสัตว์ปีกบ้านๆ อย่างไก่ ที่นิยมกันคือ เป็ดย่าง เป็ดพะโล้ หรือนำมาทำเป็นเมนูไทยแท้ๆ อย่างแกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงเขียวหวานเป็ด

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ล้วนมีจานเด็ดจากเป็ดกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม มาเลเชีย สิงคโปร์ อินโดนีเชีย หรือฟิลิปปินส์ (ที่นิยมกินไข่เป็ดที่มีตัวอ่อนอยู่ด้านในเสียด้วย)

เมนูเป็ดในเอเชียที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากจีน อาจจะไม่ได้แปลกแหวกแนวไปจากประเทศออริจิ (นัล) สักเท่าไร ต้องไปดูเมนูเป็ดของยุโรป ที่หลังจากเรียนรู้ว่าการบริโภคเป็ดนั้นมันแสนจะโอชะขนาดไหน พวกเขาก็คิดค้นสร้างสรรค์เป็นเมนูสุดเวอร์วังอลังการมากมาย

จากสมัยอริสโตเติล ที่รู้จักแต่ไก่และห่าน มาถึงยุคหลังมาร์โคโปโล ที่พาเป็ดจากจีนกลับบ้านในอิตาลี จากเป็ดป่ากลายมาเป็นเป็ดเลี้ยงในบ้าน ซึ่งเพิ่มการขุนไขมันเข้าไปในเนื้อหนังมังสา (ไม่ต้องบินอพยพย้ายถิ่นแล้วนี่นา) เมนูง่ายๆ อย่างเป็ดอบที่ยัดไส้ด้วยสมุนไพรประจำถิ่นแล้วนำไปอบทั้งตัว เป็นเมนูดั้งเดิม ที่ไม่ได้ใส่ไอเดียอะไรเข้าไปมาก หากอาศัยการบอกเล่า ครูพักลักจำที่มาร์โคโปโลบอกกล่าวประสบการณ์ของเขา มาบวกกับวัตถุดิบที่มี

เวลาผ่านไปกระทั่งศตวรรษที่ 15-16 หรือในช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ก็เริ่มมีการพัฒนาเมนูเป็ดในยุโรปและตะวันออกกลางขึ้นเป็นระยะๆ ตามรสนิยมการรับประทาน รวมทั้งวัตถุดิบที่มีในแต่ละท้องถิ่น อย่างในอังกฤษนิยมรับประทานเป็ดอบกับซอสเชอร์รี แกล้มถั่วลันเตาต้ม ส่วนในอิหร่านรับประทานเป็ดตุ๋นคู่กับวอลนัท และซอสทับทิม ด้านโปแลนด์กินเป็ดแกล้มกระหล่ำแดงดอง ขณะที่ฝรั่งเศสอกเป็ดอบแบบหนังกรอบเนื้อนุ่ม เสิร์ฟพร้อมซอสส้ม (Canard a l’Orange) กลายเป็นเมนูออริจินัลสไตล์เมืองน้ำหอม

ฝรั่งเศสยังสร้างสรรค์เมนูเป็ดขึ้นมาเป็นเมนูคลาสสิกอีกมากมาย อย่างเช่น เป็ดกงฟีต์ (Duck Confit) หรือเป็ดตุ๋นในน้ำมัน อันเป็นหนึ่งในการปรุงอาหารแบบช้าๆ (Slow Cook) ผลที่ได้คือ หนังเป็ดด้านนอกจะกรอบ ในขณะที่เนื้อจะนุ่มชุ่มฉ่ำ โดยปกติจะอาศัยส่วนน่องติดสะโพกในการปรุง

ข้ามมาที่ทวีปอเมริกา ดินแดนที่มีเป็ดมากมายหลายพันธุ์ที่สุดในโลก และจากงานวิจัยชิ้นเดิม ยังเชื่ออีกว่า คนในอเมริกาใต้นั้นน่าจะเริ่มวัฒนธรรมการับประทานเป็ดมาไม่น้อยกว่าชาวจีนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการย่างให้หนังข้างนอกกรอบ เนื้อข้างในเหนียวนุ่มนั้นเป็นสิ่งที่ทำกันมานานแล้วในเป็ดท้องถิ่นของที่นี่ โดยเมื่อชาวยุโรปเข้ามาถึง จึงเริ่มมีการอบ ต้ม และตุ๋น เพิ่มขึ้นตามมา

การบริโภคเป็ด ทำได้โดยนานาสารพัดรูปแบบ ทั้งปรุงรับประทานทั้งตัว อย่างเป็ดปักกิ่ง เป็ดย่าง เป็ดอบ ซึ่งจะต้องมีกลเม็ดในการปรุงไม่ให้เนื้อข้างในแห้งเกินไปจะไม่อร่อย กินเฉพาะขาและปีก เป็นส่วนที่ไม่ได้สุกง่ายๆ เหมาะสำหรับการนำไปต้มตุ๋น อย่างพะโล้ หรือสตู

เป็ดสามารถนำมาทำเป็นไส้กรอกได้ (ไส้เป็ดอร่อยอย่าบอกใคร) โดยไม่ต้องอาศัยไขมันอย่างอื่นเข้ามาเสริม เพราะเป็ดมีมันเยอะอยู่ในตัวแล้ว ผสมผสานกับสมุนไพร ปรุงรส ยัดไส้ อย่างสูตรของผู้ผลิตอาหารจากเป็ดชื่อดังในฝรั่งเศส ดาร์ตาญอง (D’Artagnan) มีการปรุงรสด้วยบรั่นดีฝรั่งเศส ผสมผสานกับเนื้อหมูให้เข้มข้นขึ้นด้วย

ไขมันเป็ดก็เป็นสิ่งที่คนบางส่วนนิยมนำมาปรุงอาหาร ไม่ว่าจะใช้ในการปรุงซุป สตู หรือนำมาทอดครัมบ์ (ขนมปังกรอบ) จะช่วยเพิ่มกลิ่นรสที่แตกต่าง นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการทำมาปรุงเป็ดกงฟีต์ ที่อาศัยไขมันของเป็ดเองในการตุ๋นน่องติดสะโพกให้ได้หนังกรอบ

ในส่วนของอกเป็ด เป็นเนื้อส่วนที่สุกง่าย นิยมอบแบบรวดเร็ว เสิร์ฟแบบหนังกรอบแต่เนื้อยังฉ่ำแดงแบบมีเดียมแรร์ เลือกเสิร์ฟกับซอสได้หลายอย่าง ทั้งซอสส้มแบบฝรั่งเศส ซอสเชอร์รี่แบบอังกฤษ หรือซอสทับทิมแบบตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ตับเป็ด ยังมีรสชาติอร่อยจนกลายเป็นเมนูหรู อย่าง ฟัวกราส์ (Foie Gras) ที่กลายเป็นประเด็นทางสังคมอยู่บ่อยๆ เมื่อมีการนำเสนอภาพการบังคับให้เป็ดกินอาหารเพื่อให้ได้ตับขนาดใหญ่ จนปัจจุบันมีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการ
กระทำดังกล่าวของฟาร์มเลี้ยงเป็ดเพื่อผลิตตับขาย ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงเป็ดเพื่อผลิตฟัวกราส์แบบยั่งยืน คือเลี้ยงตามธรรมชาติ (ไม่บังคับกินอาหาร) เอง ก็รวมตัวกับเพื่อสร้างตราการันตีด้วยเช่นกัน

สำหรับ Culinary Masterpiece Collection โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นำเสนอเมนูเรียกน้ำย่อย 9 รายการ เช่น ซุปใสเป็ดและฟัวกราส์, เป็ดทาร์ทาร์, เปาะเปี๊ยะเป็ดทอด, ตับเป็ดปาเต้กับพอร์ตไวน์เจลลี ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีเมนูหลัก ตั้งแต่เป็ดอบทั้วตัว เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งและผักอบ (สำหรับ 2 ที่) เป็ดกงฟีต์, อกเป็ดราดซอสเชอร์รี่ซินนามอน, เบอร์เกอร์เป็ดรอสสินี่ (เนื้อเป็ดสับแต่งหน้าด้วยฟัวกราส์ย่าง) ซอสเห็ดทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด

ปิดท้ายด้วยของหวาน เบลเยียมวาฟเฟิลสอดไส้ฟัวกราส์ไอศกรีม (ราคาท่านละ 1,750 บาท++) ไปชิมกันได้ทุกวันอังคาร โทร.02-207-7777 หรืออีเมล fb.bangkok@stregis.com

 

สุดท้ายเราก็อยู่ที่… โนแวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495570

สุดท้ายเราก็อยู่ที่... โนแวร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เวลานัดเพื่อนฝูง หรือก๊วนที่สนิท เคยมีอารมณ์แบบนี้กันบ้างไหมครับ ว่าค่ำนี้เราจะไปที่ไหนดี แต่สุดท้ายเราก็มานั่งจ่อมอยู่ร้านที่คุ้นเคยร้านเดิม ร้านที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตอง แต่บรรยากาศต้องดี ที่สำคัญเมนูต้องถูกปาก และค่ำคืนนี้พบก็เจอร้านที่ตอบอารมณ์เช่นนั้นจนได้

โนแวร์ (No-where) หรือว่า นาวเฮียร์ (Now-Here) รูฟท็อปบาร์แห่งใหม่ย่านเอกมัย ที่เพิ่งเปิดตัวต้อนรับผู้ที่ต้องการสังสรรค์กันแบบง่ายๆ ไม่ต้องพิถีพิถันกับการแต่งกายได้ไม่นาน ก็เริ่มมัดใจใครต่อใครได้อย่างไม่ต้องสงสัย ร้านนี้เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนหลากหลายสาขาอาชีพแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ อยากทำบาร์และร้านอาหารที่แหวกแนวไปจากกระแสเดิมๆ อยากให้ที่นี่เป็นรูฟท็อปแฮงเอาต์ที่มาได้ทุกวัน เสมือนมาเที่ยวที่บ้านเพื่อน

เมื่อเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศภายในร้าน ทุกคนคงจะสะดุดตากับบันไดที่ตั้งอยู่กลางร้าน ซึ่งเจ้าบันไดนี้เองเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันไม่สิ้นสุด แล้วยังกลายเป็นส่

วนหนึ่งขององค์ประกอบร้าน ที่เป็นทั้งเคาน์เตอร์บาร์ โต๊ะ ที่นั่ง ชั้นวาง ตลอดจนกลายเป็นของแต่งร้านชิ้นเท่ไปเลย การตกแต่งโดยรวมจะให้กลิ่นอายของห้องนั่งเล่น ที่เต็มไปด้วยความสดชื่นจากต้นไม้นานา ทั้งงานปูน งานไม้ งานเหล็ก จับมาเล่นกันอย่างมีชั้นเชิงและสนุกสนาน ยังเพิ่มเติมความเป็นส่วนตัวด้วยมุมเอาต์ดอร์ ที่แอบเก๋ด้วยกระถางที่ปลูกพืชสวนครัว รวมถึงที่นั่งปูนเปลือยอาบมันอันยาวที่ให้นั่งคิดเพลินไปถึงไหนต่อไหน

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่บรรยากาศ แต่ยังโชว์เด่นด้วยอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับอาหารของที่นี่ จะเสิร์ฟเมนูสไตล์ Eurasian Homemade ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างอาหารตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเมนูใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และน่าลิ้มลองที่สุด ที่สำคัญหลายเมนูยังออกแบบมาให้เข้ากับเครื่องดื่ม ซึ่งต่างช่วยขับรสชาติซึ่งกันและกัน

ค่ำนี้เราเริ่มกล่อมท้องด้วย Moo-Ping Pate หมูปิ้งบดกับอิงลิชมัฟฟิน หมูปิ้งบดในสไตล์ปาเต้ แบบครัวฝรั่งเศสโรยถั่วพิสทาชิโอ เสิร์ฟคู่กับอิงลิชมัฟฟิน และอาจาด

ต่อด้วย Salmon Beet แซลมอนทาร์ทาร์ในซอสบีทรูททับทิม ท็อปด้วยครีมซอส และเสิร์ฟคู่กับแป้งปาปาดัมจากอินเดีย ความอร่อยที่ลงตัว

ตบท้ายด้วยเมนูที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษกับสีสันและรสชาติ Harissa Pork Ribs ซี่โครงหมูบาร์บีคิวในซอสฮาริซา ซอสพริกสไตล์แอฟริกัน ด้วยการนำซี่โครงหมูไปหมักในซอสฮาริสา จนเข้าเนื้อนำมากริลล์จนหอม เสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียงอย่างข้าวโพดคลุกซอสกระเทียม อร่อยเนียนๆ ไป

สำหรับเครื่องดื่มก็มีให้เลือกสรรค์หลายดีกรี แต่อยากจะแนะนำค็อกเทลสีสวยซิกเนเจอร์ของร้าน อย่าง Julep of Nowhere ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Shrimp and Chorizo Pasta นำน้ำมันจากโชริโซ ผ่านกระบวนการ fat-washed กับเบอร์เบิน

อีกสักแก้ว Mediterranean Sangria ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากซางเกรีย ในประเทศสเปน โดยใช้ไวน์ขาวในการหมักกับผลไม้แทนไวน์แดง เครื่องดื่มชนิดนี้เหมาะกับอากาศร้อนๆ ในประเทศไทยเป็นยิ่งนัก

แก้วนี้ก็ไม่ควรพลาด Mexicano di Florence ที่มีพริกชี้ฟ้าเป็นส่วนผสมหลักในการทำ รสชาติเข้มผสมกันจนให้ความแปลกใหม่ที่ลงตัว

เสียงเพลงสไตล์เฮาส์ และอิเลกทริกไลท์ ขับกล่อมผสานยิ่งช่วยสร้างความสำราญให้กับค่ำคืนนี้ นัดคราวต่อไปผมว่าที่นี่ก็เหมาะที่สุดแล้วละครับ

ร้านโนแวร์ ชั้น 6 ทา ซิตี้ ลอฟต์ โฮเทล (Tha City Loft Hotel) ซอยเอกมัย 6 เปิดบริการทุกวัน (หยุดวันจันทร์) เวลา 17.00-24.00 น. โทร.09-4516-6663

 

แฟ็บแล็บ คาเฟ่ อร่อยสไตล์มัลติ-แบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495567

แฟ็บแล็บ คาเฟ่ อร่อยสไตล์มัลติ-แบรนด์

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน


เมื่อในวงการแฟชั่นมีร้านสไตล์ “มัลติ-แบรนด์” (Multi-Brand) ได้ ในแวดวงอาหาร อันเป็นเทรนด์ฮิตของหนุ่มสาวสมัยนี้ ทำไมจะทำแบบมัลติ-แบรนด์บ้างไม่ได้

สำหรับคนชอบความหลากหลาย ต้องไปนี่เลย แฟ็บแล็บ คาเฟ่ (Fablab Cafe) ร้านอาหารสไตล์มัลติ-แบรนด์อย่างที่ว่าต่อยอดมาจากร้านแฟชั่นสไตล์มัลติ-แบรนด์ชื่อเดียวกันที่มีอยู่หลายสาขาในกรุงเทพฯ ซึ่งรวบรวมหลากแบรนด์แฟชั่นดังจากไอจี หรืออินสตาแกรมมาไว้ให้ช็อปกันในที่เดียว เปิดเป็นแฟล็กชิปสโตร์คาเฟ่แห่งแรก ณ พาร์ค อเวนิว ใกล้เอกมัยซอย 14

คาเฟ่สุดเก๋ที่ต้องรีบไปเช็กอินด่วนที่สุดก่อนใคร ตกแต่งแบบเรียบหรูสไตล์มินิมอลลิสม์ มีมุมโถงสวยหลังบันไดขึ้นชั้น 2 ที่บ่งบอกความเป็น “แฟ็บแล็บ” อย่างสูง อยู่เบื้องหลังกำแพงต้นไม้ ประกอบด้วยโต๊ะลวดลายหินอ่อน เรียงรายไปตามเบาะติดผนังรูปตัวแอล มีสวนหินเพื่อตั้งโชว์เคสสินค้าแฟชั่นมัลติ-แบรนด์ ที่สามารถขึ้นบันไดไปเลือกช็อปกันได้ ปิดท้ายปังๆ ในมุมนี้ด้วยสีเขียวของต้นไม้ห้อยระย้าที่มาประดับประดาเติมเต็ม “มุมขาย” ของร้าน

ในส่วนโถงใหญ่ของร้านเองบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ ก็เรียงรายไปด้วยโต๊ะลวดลายหินอ่อนเช่นกัน กับเก้าอี้แนวโมเดิร์นตัวกว้าง นั่งได้วางของได้ครบในตัวเดียว รับประทานอาหารไป สายตาก็สามารถสอดส่ายหาของกินจานถัดไปที่หน้าเคาน์เตอร์ได้อีก

ยังมีมุมเก๋ริมหน้าต่างกระจก เป็นสตูลบาร์ นั่งกินดื่มไป ชมวิวการจราจร (ติดขัด) ในซอยเอกมัย หรือนั่งอวดโฉมตัวเองนั่งจิบเครื่องดื่มเก๋ๆ ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาอิจฉาก็ยังได้

แต่งร้านสุดเก๋ไปแล้ว มาดูเมนูก็ไม่ธรรมดา ดีไซน์ออกมาให้เป็นรูปแบบนิตยสารแฟชั่น ออกราย 3 เดือน 4 เดือน แล้วแต่เมนูที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นอกจากอาหารการกินที่นำมาจากเมนูอันโด่งดังในไอจี อย่าง คัพเค้กของ เอมี่ กลิ่นประทุม หรือไอศกรีมโฮมเมดพรีเมียม ยี่ห้อ กิลตี เพลเชอร์ (Guilty Pleasure) ขนมที่ทำจากมะม่วงของแบรนด์แมงโก้ ทริโอ (Mango Trio) ฯลฯ ที่โชว์โดดเด่นอยู่ในตู้เคาน์เตอร์ร้านแล้ว เมนูที่ทางแฟ็บแล็บ คาเฟ่ สร้างสรรค์เองก็มีไม่ใช่น้อย

เมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นชนิดที่อิ่มอร่อยง่ายๆ ในจานเดียว แต่สอดแทรกกิมมิกลูกเล่นเก๋ๆ สุดสร้างสรรค์เอาไว้ เริ่มจากเมนูเครื่องดื่มก็มีอะไรให้เล่นแล้ว เรียกว่าเป็นเมนูคิวบ์ แอนด์ ทิวบ์ (Cubes & Tubes) มีให้เลือกว่าจะสั่งเป็นกาแฟ ชา หรือนมชมพู

วันนี้ขอเลือกเป็นเมนูกาแฟ เพราะได้กลิ่นเชิญชวนมาตั้งแต่เข้าร้าน เมนูนี้มาในรูปแบบของหลอดทดลอง เข้ากับชื่อ “แล็บ” (Lab) ของร้าน ประกอบด้วย กาแฟ 2 หลอด นมสด 2 หลอด น้ำเชื่อม 1 หลอด นมข้นหวาน 1 หลอด พร้อมบีกเกอร์ใส่น้ำแข็งรสกาแฟ เวลาจะรับประทานก็ใส่ส่วนผสมต่างๆ ลงในบีกเกอร์บรรจุน่้ำแข็ง ปรุงตามแบบที่เราชอบดื่มได้เลย

ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ปีกไก่ทอด สั่งมากินกรอบๆ ระหว่างรอเมนูถัดไปกันหิว เสิร์ฟมาในกระทะเหล็กแบบเก๋ๆ กรอบนอกนุ่มในกินเพลิน แป๊บเดียวหมดจาน ต่อด้วยอาหารจานง่ายๆ ที่ไม่ยักกะมีร้านอื่นค่อยทำเสิร์ฟกัน แม็ก แอนด์ ชีส (Mac & Cheese) หรือมะกะโรนีอบชีส สูตรของร้านนี้มีใส่ปลาหมึกสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ มาด้วย นอกจากกรอบชีสที่บนด้านหน้า ยังได้รสสัมผัสที่หนึบๆ จากปลาหมึกอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกจานที่แม้จะเริ่มอิ่มแล้วแต่ก็หยุดกินไม่ได้

ใครยังไม่ฟิน แนะให้ต่อด้วย สปาเกตตีคาร์โบนารา (Spaghetti Carbonara) อีกสักจาน คาร์โบนาราของแฟ็บแล็บ คาเฟ่ เป็นสูตรผัดแห้งๆ กินอร่อยไม่มันเลี่ยน แต่งหน้ามาด้วยเส้นเบคอนบางเฉียบทอดกรอบไว้เคี้ยวแกล้ม

จานคาวยังมีหลากหลายให้เลือกอีกมากมาย ทั้งสลัด แซนด์วิช เบอร์เกอร์ แต่ตอนนี้มาถึงนาทีของของหวาน ต้องห้ามพลาด แฟ็บรามิสุ (Fabramisu) ขนมอันแสนคุ้นเคยในร้านอาหารอิตาเลียน ทิรามิสุ ในรูปแบบสร้างสรรค์แบบแฟ็บแล็บ คาเฟ่ คือเสิร์ฟมาพร้อมหลอดฉีดยาที่บรรจุเหล้าเบลีย์ส และข้าวโพดเคลือบคาราเมล ตัวขนมอร่อยนวลเนียนอยู่แล้ว จะกินโดยใส่ส่วนผสมที่ให้มาด้วย หรือไม่ต้องก็ได้ แล้วแต่รสนิยมชมชอบ

อีกเมนูของหวานที่ไม่ได้ชิมถือว่ายังมาไม่ถึง คัพ เอฟ (CUP F) คุกกี้รสช็อกโกแลตอบ เท็กซ์เจอร์กรอบนอก เหนียวนุ่มหนึบใน หน้าตาคล้ายๆ จะเป็นช็อกโกแลตลาวาแต่ไม่ใช่ ท็อปด้วยไอศกรีมวานิลลาเข้มข้นจาก กิลตี เพลเชอร์ เสิร์ฟพร้อมวิปครีม แม้จะติดหวานไปนิด เพราะต้องอาศัยน้ำตาลทำให้รสสัมผัสมีความหนึบหนับ แต่ความถึงเครื่องช็อกโกแลตชั้นดีก็ทำให้เมนูนี้ชนะเลิศ

แฟ็บแล็บ คาเฟ่ ชั้น 1 แฟ็บแล็บ คอมเพล็กซ์ ติดถนนเอกมัย (สุขุมวิท 63) ระหว่างซอย 12-14 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 09-4323-3555 รับประทานอาหารอิ่มแล้ว หรือระหว่างรอคอยจานเด็ด สามารถขึ้นไปเดินชมสินค้าแฟชั่นที่ชั้น 2 ได้ด้วย ราคาดี๊ย์ดีย์…

 

ขนมจีนจี้ลิ่ว บ๊ะจ่าง ภูเก็ต อร่อยเลิศรสตำรับพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495561

ขนมจีนจี้ลิ่ว บ๊ะจ่าง ภูเก็ต อร่อยเลิศรสตำรับพื้นบ้าน

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

ขนมจีน อาหารยอดนิยมใน จ.ภูเก็ต มีจำนวนหลายร้าน วันนี้ขอแนะนำ ร้านขนมจีนจี้ลิ่ว บ๊ะจ่างภูเก็ต ที่บริหารงานโดย ศุภวรรณ แซ่อึ๋ง (จี้ลิ่ว) และศิริกานต์ แซ่อึ๋ง โดยเปิดร้านสาขาแรกที่ อ.ถลาง เมื่อปี 2555 จากนั้น ขยายสาขาที่สะพานหิน เมื่อปี 2559

ศุภวรรณ กล่าวว่า เป็นคนชอบรับประทานขนมจีน และอยากให้ชาวภูเก็ตที่ชื่นชอบรับประทานขนมจีน ได้ลิ้มรสชาติอร่อยต้นตำรับโบราณ จึงเปิดร้านแห่งแรกที่ อ.ถลาง บนเนื้อที่ 3 ไร่ พร้อมปลูกผักสวนครัวพื้นบ้านเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของผักสดในการขายขนมจีน แต่เน้นใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงผัก เช่น ยอดมะม่วงหิมพานต์ ผักเป็ด ใบบัวบก กระถิน ผักชีฝรั่ง มันปู ผักติ้ว แป๊ะตำปึง ยอดหมุย มะตูมแขก ฯลฯ เป็นต้น

หลังจากนั้นเปิดสาขาที่สองที่สะพานหิน ตกแต่งร้านทั้งสองสาขาแบบโล่ง โปร่ง สบาย เสริมความเป็นโมเดิร์นร่วมสมัย ทั้งสองสาขารองรับลูกค้าได้จำนวน 80-100 คน ในอนาคตจะเปิดสาขาเพิ่มที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างมองหาทำเล

สำหรับขนมจีนที่ขายมีน้ำแกงหลากหลายเมนูเด็ดให้เลือกรับประทาน เช่น แกงปู แกงไก่ น้ำยา ไตปลา น้ำพริกหวาน น้ำชุบหยำ แกงป่า เป็นต้น ยังมี ห่อหมก ไก่ทอด หมูทอด เกี้ยนทอด บ๊ะจ่าง ทอดมันปลา

ที่สำคัญขนมจีนผลิตเองทั้งหมดเน้นเส้นสดใหม่ทุกวัน แต่ละวันใช้เส้นขนมจีนเฉลี่ย 30-50 กก. ซึ่งน้ำแกงที่ลูกค้านิยมสั่ง ประกอบด้วย แกงปู ไตปลา เป็นหลัก แกงอื่นๆ เป็นรอง เครื่องแกงทำเองจากวัตถุดิบเกรดเอชั้นดี ไม่ใส่สารกันบูด ราคาขายขนมจีน จานละ 30-45 บาท เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มมี ชาเย็น ชาดำเย็น โอเลี้ยง กระเจี๊ยบ มะขาม ราคาแก้วละ 20 บาท

ศิริกานต์ กล่าวว่า ทางร้านยังมีอาหารที่สั่งรับประทานได้ทันที รับประทานควบคู่กับขนมจีน อาทิ บ๊ะจ่าง ที่จี้ลิ่วทำมากว่า 30 ปี สูตรอาม่า มีข้าวเหนียว หมู ไข่เค็ม เอาหมูมาต้มหั่นเป็นชิ้นไปผัดกับเครื่องเทศ ส่วนข้าวเหนียวนำข้าวเหนียวผสมกับน้ำต้มหมูคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำทั้งหมดมาห่อกับใบไผ่ และนึ่งจนสุกจึงนำไปขายวันละนับพันลูก ลูกละ 10-20 บาท

ขณะที่ทอดมันปลา ใช้เครื่องแกงเดียวกับน้ำแกงขนมจีน ทอดมันจะไม่ใส่มะพร้าว ใช้ปลาแป้นทำล้วนๆ ไม่มีแป้งผสม ยังมีเกี้ยนทอดทำเองมีหมู กุ้ง ปู มันแกว เผือก หอมหัวใหญ่ ต้นหอม กระเทียม พริกไทย เอาทั้งหมดมานวดเข้าด้วยกันปรุงรส ปั้นเป็นก้อนและเอาไปนึ่งจากนั้นมาชุบแป้งทอด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเผ็ดปานกลาง ส่วนไก่ทอด หมูทอด หมักเอง หมูใช้สันคอหมูไม่ติดมัน ไก่จะใช้สะโพกหั่นเป็นชิ้นพอคำ ลงทอดจนสุก ส่วนห่อหมก ห่อละ 15 บาท ใช้ปลาทะเลทำห่อหมกสูตรโบราณ

ร้านสาขาถลางเปิดตั้งแต่เวลา 07.40-14.00 น. ส่วนสาขาสะพานหิน เปิดเวลา 12.00-20.00 น. หยุดทุกวันพุธ

 

แซ่บๆ แสบทรวง ยำดอกขจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495534

แซ่บๆ แสบทรวง ยำดอกขจร

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

บ้านที่มีจำนวนเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อย่างบ้านของผู้เขียน มักมีเรื่องปวดหัวคือการทำกับข้าวให้ถูกปากทุกคน เพราะโดยมากอาหารหลักของบ้านเรา คือ แกงจืดที่มีผักเป็นส่วนประกอบสักอย่าง รับประทานคู่กับปลาทอดและข้าวสวย

เด็กๆ ถูกปากเพราะคลุกข้าวกับปลา เหยาะน้ำปลานิดหน่อยคล้ายคลุกข้าวแมว ตักเข้าปากคู่กับแกงจืดผักใบเขียว แค่นี้ก็ครบหลักอาหาร 5 หมู่ ผู้เขียนกินแกงจืด ปลาทอด ข้าวสวยมาตั้งแต่เด็กๆ เช่นกัน ผักในแกงจืดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ที่ชอบที่สุด คือ แกงจืดดอกขจร ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบกินผักนักในตอนเด็ก แต่เมื่อคุณแม่บอกว่านี่คือดอกไม้นะจ้ะ ไม่ใช่ผักเสียทีเดียว มองแล้วลักษณะของดอกขจรดูสวยน่ารัก อยู่รวมกันเป็นพุ่มเล็กๆ ถูกเด็ดเป็นช่อเล็กช่อน้อย ต้มรวมมากับหมูสับซดแล้วน้ำแกงหวานๆ ตัวดอกขจรไม่ขมมากจึงทำให้อารมณ์ของการกินผักเปลี่ยนไป ที่บ้านจึงทำแกงจืดดอกขจรบ่อยๆ จึงเข้าใจว่าดอกขจรปรุงได้เฉพาะเป็นแกงจืดเท่านั้น

พอเริ่มโตเป็นสาวเพิ่งมาถึง “บางอ้อ” ว่าดอกขจรนั้นนำไปทำเป็นกับข้าวได้หลากหลาย ทั้งลวกจิ้มน้ำพริก หรือจะเอาดอกขจรผัดกับน้ำมันหอยใส่หมูสับหรือกุ้งสด ที่ตะลึงที่สุด คือ ดอกขจรผัดไข่ คล้ายกับผัดใบเหมียงของทางใต้แต่ใช้ดอกขจรแทน จนมาถึงดอกขจรจานโปรด ที่นำดอกขจรมาลวกพอสลดแล้วปรุงเป็นยำนี่แหละที่รับประทานแล้วติดใจ

ยิ่งพอถึงเวลาตัวเองเป็นแม่บ้านคอยดูแลกับข้าวให้คนในบ้านที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จะมีแค่แกงจืด ปลาทอด และข้าวสวย แต่สำหรับผู้ใหญ่นี่สิ ถึงแม้จะมีน้ำจิ้ม น้ำราดรสจัดจ้านเผื่อไว้แล้ว มันก็มีบ้างที่จะเริ่มอยากกินอะไรแปลกใหม่ เลยได้โอกาสว่าวันไหนที่ทำแกงจืดดอกขจรให้เด็กน้อยในบ้านต้องขอเพิ่มยำดอกขจรใส่หมูสับ รับประทานคู่กับไข่ต้มยางมะตูม เป็นอาหารจานเดียวง่ายๆ ที่เบาๆ ท้อง เครื่องเคราไม่ทำให้คุณแม่บ้านปวดหัว เพราะหยิบยืมมาจากส่วนผสมของแกงจืดดอกขจรใส่หมูสับได้เลย ส่วนผสมอื่นๆ ยิ่งง่ายเพราะมักจะมีติดบ้านเอาไว้อยู่แล้ว

กลเม็ดเด็ดพรายของยำดอกขจรนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการลวกดอกขจรให้สุกพอดีรับประทาน ใครชอบดอกขจรที่ยังกรอบๆหน่อย ต้องหากะละมังน้ำเย็นลอยน้ำแข็งมารอไว้สักหน่อย เพื่อให้สีดอกขจรเขียวสวย เติมเกลือป่นลงในน้ำเดือดก่อนลวกสักนิด แกว่งดอกขจรให้ปลิวในน้ำเดือดๆ สัก 3-4 ทีแล้วรีบเอามาแช่น้ำเย็นแบบนี้จะทำให้ดอกขจรยังหวานกรอบอยู่ ก่อนนำลงไปเคล้าน้ำยำ อย่าลืมสะบัดน้ำออกให้หมาดที่สุดจะช่วยให้น้ำยำไม่ถูกเจือจางรสไป เพราะนี่เป็นจุดอ่อนที่จะทำให้ยำดอกขจรเสียรสชาติไปได้

ยำดอกขจรถือเป็นอาหารโบร่ำโบราณ ที่ร้านอาหารหลายๆ ร้านนำกลับเข้ามาใส่ไว้ในเมนูอีกครั้ง จริงๆ แล้วดอกขจรจะงามในช่วงฤดูฝนต้นฤดูหนาว ถึงกระนั้นก็ตามผู้เขียนไปเดินตลาดสดคราใด มักเหลือบตาไปเห็นดอกขจรทุกครั้งไป ถือเป็นจานแซ่บๆ แสบทรวงอีกเมนูหนึ่งที่น่าเก็บสูตรไว้เพราะง่าย เบา และมีประโยชน์

ยำดอกขจร ไข่ต้ม หมูสับ

ส่วนผสม

– ดอกขจร เด็ดเป็นช่อ 2 ถ้วย

– หมูสับ 1 ขีด

– หอมแดงซอยบางๆ 2 ช้อนโต๊ะ

– พริกขี้หนูซอยบางๆ 2-3 เม็ด

– น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

– ไข่เป็ดต้มยางมะตูม 1-2 ฟอง

วิธีทำ

ตั้งน้ำสะอาดให้เดือด เติมเกลือลงไปเล็กน้อยลวกดอกขจรขึ้นมา ถ้ายังไม่ยำเลย หรืออยากรักษาสีสันและความกรอบหอม แนะนำให้แช่น้ำเย็นลอยน้ำแข็งไว้

ในหม้อใบเดิม พร้อมน้ำเล็กน้อยรวนหมูสับกับน้ำปลาเล็ก น้อยเพื่อความหอมปรุงรสด้วยน้ำปลาน้ำมะนาว และน้ำตาลทราย

เติมดอกขจรกลับลงไปพร้อมกับหอมแดงเคล้ากันแล้วตักใส่จาน

 

อร่อยเลิศครัว ‘จันทร์ เดอ คาเฟ่’ คลอง 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/494678

อร่อยเลิศครัว ‘จันทร์ เดอ คาเฟ่’ คลอง 10

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หากกำลังมองหาร้านอาหารอร่อยเลิศถูกปากท่ามกลางบรรยากาศดีๆแต่ต้องไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร อยากแนะนำให้ไปรับประทานได้ที่ร้านอาหาร “จันทร์ เดอ คาเฟ่” คลอง 10 หมู่ 4 ถนนรังสิต-นครนายก ต.บึงสนั่น อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ร้านแห่งนี้ตกแต่งสไตล์เรียบหรู มู้ด แอนด์ โทน ของร้านเป็นสีขาว ครีม ทั้งผนังกำแพง เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ และแม้แต่แสงไฟสีทองนวล พรั่งพร้อมด้วยต้นไม้ที่ถูกประดับตกแต่งอยู่ในมุมต่างๆ สวยเก๋ในสไตล์ฟิวชั่นคลาสสิก

พรพิมล ธรรมสาร เจ้าของร้าน “จันทร์ เดอ คาเฟ่” คลอง 10 บอกว่า ร้าน “จันทร์ เดอ คาเฟ่” สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดกินอาหารไทยในสวนฝรั่ง และกินอาหารฝรั่งในเมืองไทย อาหารทุกจานเป็นการผสมผสานของอาหารไม่มีกฎตายตัว บางจานมิกซ์แอนด์แมตช์ บางจานมิกซ์แต่ไม่แมตช์ โดยวัตถุดิบที่เชฟนำมาปรุงอาหารเน้นปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพของลูกค้าโดยเฉพาะ

เมนูแนะนำกันมีมากมายให้เลือกรับประทาน เช่น เมนูไทยๆ ส้มตำม้วนม่วน ตามมาด้วยปลาตัวตั้ง นำปลากะพงตัวโตมาทอดด้วยน้ำปลาชั้นยอดเสิร์ฟคู่กับยำมะเขือยาวพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด แกงรัญจวนกระดูกอ่อน แกงโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 เสิร์ฟมาพร้อมไข่พระอาทิตย์ เมนูพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมนูนี้ต้นตำรับ ต่อด้วยผัดไทยพม่า เป็นผัดไทยสูตรโบราณรสกลมกล่อม มาคู่กับกุ้งย่างตัวโตๆ ย่างกุ้งให้หอมมาพร้อมกับเส้นจันท์ ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด

ขาหมูเยอรมัน เสิร์ฟเต็มรูปแบบเนื้อๆ เน้นๆ หนักๆ อาหารจานนี้เป็นอาหารต้องห้าม!!!! คือห้ามพลาดเลยนะครับ ปู-ปลา-ปลี อีกเมนูแนะนำ นำกะหล่ำปลีฉ่าร้อนๆ ในน้ำปลาคลุกเคล้ากับปูนิ่มทอดกรอบราดด้วยกระเทียมเจียวเหลืองทองเพิ่มความหอมกรุ่น สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารฝรั่ง มีเมนูผัก ซีซาร์สลัด แซลมอนคิงส์ พิซซ่าหน้าจันทร์โฮมเมด หมูสะเต๊ะ ฯลฯ

เส้นทางไปร้าน “จันทร์ เดอ คาเฟ่” ใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก มุ่งหน้านครนายก ข้ามสะพานคลอง 10 ประมาณ 300 เมตรแล้วชิดซ้าย จะเห็นทางเข้า เลี้ยวเข้ามาในซอยร้านจะอยู่ขวามือ ที่อยู่ 888/8 คลอง 10 หมู่ 4 ถนนรังสิต-นครนายก หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์โทร. 06-1 419-5615 เปิดบริการ 11.00-22.00 น. ทุกวัน

 

 

เป๊ปปินา ขุมทรัพย์ของคนรักพิซซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493394

เป๊ปปินา ขุมทรัพย์ของคนรักพิซซ่า

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ถึงจะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของพิซซ่า หรืออาหารสไตล์อิตาเลียน แต่เชื่อเถอะว่าถ้าลองได้มาเยือน “เป๊ปปินา” (Peppina) ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์นาโปลีแท้ๆ แล้วคุณจะห้ามใจไม่ให้ตกหลุมที่นี่ไม่ไหว โดยเฉพาะถ้าแวะมาที่บ้านหลังใหม่ล่าสุดของเป๊ปปินา ซึ่งปักหมุดอยู่ที่โซนใหม่แกะกล่องของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี นอกจากจะได้ดื่มด่ำกับอาหารรสเลิศในบรรยากาศชิลๆ แล้ว ยังได้ชมวิวกรุงเทพฯ เป็นของแถมอีกด้วย

เป๊ปปินา ต้อนรับนักชิมทุกท่านด้วยบรรยากาศเปิดโล่งสบาย ด้วยบรรยากาศที่ให้กลิ่นอายของความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนนิดๆ เน้นใช้ความเท่ของปูนเปลือยผสมกับวัสดุอย่างไม้ หินอ่อน และหนังเพื่อให้ดูโมเดิร์น อบอุ่น

 

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่ถ้าลองได้มาเยือนเป๊ปปินาแล้ว พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง คือ เมนูพิซซ่า ที่โด่งดังเหลือเกิน เพราะเป็นพิซซ่าสไตล์นาโปลี ที่ความโดดเด่นของพิซซ่าเมืองนี้ ต่างจากพิซซ่าทั่วไปทีเรากินกันอย่างไร เฉลยตรงนี้เลยว่า รสสัมผัสแรกก็ต่างแล้ว เพราะพิซซ่าทั่วไปจะขอบบาง แต่ของที่นี่ ความกรอบบางพิซซ่ามาอยู่ตรงกลางแผ่น ส่วนขอบของพิซซ่าถูกอบจนหนา นุ่มละมุนลิ้นแทน เบื้องหลังความอร่อยอยู่ที่เตาอบแบบต้นตำรับที่ใช้เหมือนที่เมืองนาโปลีเลย พอบวกกับสูตรแป้งและส่วนผสมที่ลงตัว เลยทำให้ได้พิซซ่าที่ได้มาตรฐานตามแบบนาโปลีออริจินัล

สำหรับพิซซ่าที่ทางร้านแนะนำ คือ Pizza Napoletana Truffle หอมกรุ่นตั้งแต่ยกมาเสิร์ฟ ทีเด็ดอยู่ที่เนื้อแป้งที่รสสัมผัสไม่เหมือนใคร บวกกับมอซซาเรลลาชีสที่แสนเข้ากัน อร่อยแบบไม่แคร์แคลอรีกันเลยทีเดียว

 

สำหรับใครที่ยังไม่จุใจอยากขอเบิ้ล แนะนำ Star Pizza อีกเมนูแสนอร่อยและเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่มีเสิร์ฟเฉพาะที่สาขานี้เท่านั้น เพราะเชฟรังสรรค์พิซซ่าออกมาเป็นรูปดาว แถมยังได้อร่อยถึง 2 รสชาติแผ่นเดียว เพราะใช้ทั้งมอสซาเรลลาชีสและริคอตตาชีส

นอกจากพิซซ่าแล้ว ทางร้านยังมาพร้อมกองทัพอาหารอิตาเลียนอีกมากมาย ใครที่ชอบเมนูเส้น ขอแนะนำ  Linguine pasta with crab meat and piennulo tomato ลิงกวินีนำเข้าจากอิตาลี ผัดกับเนื้อปูก้อนที่คัดไซส์ชนิดพิเศษ นำเข้าจากสแกนดิเนเวีย มาผัดกับซอสมะเขือเทศชั้นดี แค่เข้าปากคำแรกก็แทบห้ามใจไว้ไม่อยู่

 

ตามติดมาด้วย Spicy baby chicken with smoke paprika เมนูไก่ออร์แกนิกย่าง ที่มีเบื้องหลังความอร่อยที่ไม่ธรรมดา เพราะทางร้านใช้ไก่ที่ไม่ได้หมักไว้ก่อน มาค่อยย่างๆ จนหนังกรอบ แต่ด้านในยังชุ่มฉ่ำ คงรสชาติของตัวไก่ไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะเพิ่มกิมมิกด้วยการทาและโรยเครื่องเทศที่ด้านนอกของไก่ บอกเลยว่า จานนี้ต้องยอม เพราะเนื้อไก่ยังคงความนุ่มละมุนลิ้น แถมยังให้รสชาติเผ็ดนิดๆ เมื่อแรกสัมผัส

จัดของคาวมาเต็มแล้ว ถึงคราวของหวานออกโรง ที่แนะนำคือ Tiramisu ซึ่งมาในรูปแบบซอฟต์ๆ ละมุนๆ ยกแก้วขึ้นมาตักเพลินๆ รับรองว่าหมดแก้วแบบไม่รู้ตัว

 

ทั้งหมดนี้คือ ความสุขในมื้ออาหารที่พร้อมรอให้ทุกคนมาสัมผัส ร้านเป๊ปปินา สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. ยกเว้นวันศุกร์และเสาร์ ที่ขยายเวลาความอร่อยถึงเที่ยงคืน โทร.02-160-5677

 

‘ตำอีหลี’ อีสานรสแซ่บ สะอาด ถูกเงิน เย็นฉ่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493558

‘ตำอีหลี’ อีสานรสแซ่บ สะอาด ถูกเงิน เย็นฉ่ำ

โดย…วารุณี อินวันนา

หน้าร้อนที่ร้อนตับแลบ แต่ยังคงอยากลิ้มรสอาหารแซ่บๆ เช่นเดิม ด้วยอากาศที่ร้อนจนไม่อยากย่างกรายออกไปสัมผัสอากาศธรรมชาติ ทำให้ต้องตัดร้านส้มตำข้างทางออกไปเลย

ช่วงนี้จึงสิงกายไปฝากท้องไว้กับฟู้ดเซ็นเตอร์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ดูเหมือนคนจะมีความคิดตรงกัน ช่วงกลางวันจึงแทบหาเก้าอี้ว่างไม่ได้ ต้องเดินไปตามร้านอาหารที่เปิดอยู่ตามห้าง

สายตามาสะดุดร้าน “ตำอีหลี” ที่ห้างฟอร์จูน ถนนพระราม 9 ชั้นใต้ดิน มีคนแน่นร้าน ด้วยร้านที่เปิดโล่ง จึงถือโอกาสเดินเลียบร้านเพื่อดูหน้าตาอาหาร และแอบดูหน้าตาของคนกินไปในตัว ซึ่งดูแล้วท่าทางถูกอกถูกใจ

พอมาดูราคาอาหารที่ติดบนป้ายโฆษณาหน้าร้าน เห็นว่าคุ้มค่าจ่ายได้ เมื่อเทียบกับการกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาข้างทางราคาชามละ 45 บาท ได้ลูกชิ้นมา 3 ลูก กับปลาเส้น 2 แผ่นบางๆ กับอากาศร้อนจนทำให้ไม่รู้รสอาหาร

หลังจากลิ้มลองเมนู เล้งแซ่บ ตำปูปลาร้า ตำข้าวโพดกุ้งไข่เค็ม ข้าวน้ำตกคอหมูย่างไข่นิ่ม ยำขนมจีน หมูแดดเดียว บอกเลย แซ่บทุกเมนู

สำหรับคนที่ชอบกินต้ม “เล้งแซ่บ” ต้มแซบกระดูกหมู ได้ซดน้ำซุปใสรสซี้ดซ้าด มีพริกขี้หนูสวนบุบโรยมาด้วย ทำให้ซุปมีรสหอม ซึ่งที่นี่ใช้กระดูกสันหลัง เนื้อเยอะ ต้มจนเปื่อย ไม่ต้องใช้แรงมาก เพียงใช้ซ่อมเขี่ย เนื้อก็หลุดออกมา เนื้อไม่แข็ง และมีความมันติดมาด้วย ทำให้เนื้อนุ่มและไม่เหนียว ในขณะที่ร้านอื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้กระดูกซี่โครง

ใครที่ชอบ “ตำปูปลาร้า” รสชาติอีสานแบบนัวๆ ซี้ดซ้าด ที่นี่ก็ทำได้ถูกลิ้น ปลาร้าไม่คาว และกลิ่นไม่แรง

ยังมีเมนูตำอื่นๆ หลากหลายให้เลือก อย่าง “ตำข้าวโพดกุ้งไข่เค็ม” ที่ข้าวโพดมาแบบเต็มๆ พร้อมแครอท กุ้งสด และไข่เค็มเต็มฟอง สุดคลีนเลย กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน หากเผ็ดมากๆ สั่ง “พิเศษปังเย็น” (รูปภาพ) น้ำแข็งไสใส่ขนมปัง หวานๆ เย็นๆ ชื่นใจสุดฟิน

ในขณะที่ เมนู “ข้าว” ก็แตกต่างไปจากร้านอาหารอีสานทั่วๆ ไป ที่นี่ไม่แพ้เมนูข้าวร้านอาหารญี่ปุ่น และเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นข้าวกุ้งทอดพริกขี้หนูซอสมะขามไข่ดาวกรอบ ข้าวเขียวหวานเนื้อเปื่อยไข่ดาวกรอบ

หากอยากอยู่ในบรรยากาศอีสาน อีสาน ก็รับข้าวน้ำตกคอหมูย่างไข่นุ่ม ถ้วยใหญ่ ไข่เจียวนุ่มๆ หอมๆ มาพร้อมกับน้ำตกคอหมูย่าง ที่รสชาติตัดกัน ทำให้ไม่เลี่ยนและไม่เผ็ดเกินไป อิ่มอร่อยไปทั้งวัน

มีโอกาสพบกับ สมปอง บุญเผย ผู้จัดการร้าน จึงถามว่า เมนูที่ลูกค้าสั่งมากที่สุดของร้านคืออะไร ได้ความว่า เป็นเมนู “เล้งแซ่บ” ตำไทยไข่เค็ม ตำปูปลาร้า แกงเห็ด โดยร้านจะเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม

สำหรับลูกค้าจะมีขาประจำเป็นส่วนใหญ่ เป็นพนักงานในห้างฟอร์จูน และพนักงานบริษัทบริเวณถนนพระราม 9 โดยเวลาที่คนแน่นต้องรอคิว คือช่วง 12.00-13.00 น. และอีกช่วงคือ 18.00-19.30 น. หลังจากช่วงเวลานี้ไม่ต้องรอคิว ซึ่งร้านนี้เปิดมา 1 ปี กับ 2 เดือนแล้ว มีแห่งเดียวที่ชั้นใต้ดิน ห้างฟอร์จูน ถนนพระราม 9

ร้าน “ตำอีหลี” จึงเป็นครัวนอกบ้านถูกปากอีกแห่งหนึ่ง ที่เมื่อไหร่อยากกินอาหารอีสานรสแซ่บๆ สะอาด ถูกเงิน อากาศเย็นฉ่ำ และเดินทางสะดวก

 

 

เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ความอร่อย 57 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493373

เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ความอร่อย 57 ปี

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ กิจจา อภิชนรจเลขยังคงความอร่อยต่อไปสำหรับภัตตาคารเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ของ เฮียปิง-ปรีชาศิวัต อัศวนันต์ธนา ที่รังสรรค์เมนูอาหารจีนมากมายหลายร้อยเมนู เลิศรสอร่อยน่ากิน มากว่า 57 ปี โดยเฉพาะสุกี้หม้อไฟสูตรโบราณและเนื้อกระทะปิ้งเจงกิสข่านที่ขายมาตั้งแต่แรก ใครได้ลิ้มลองต้องติดใจ ปัจจุบันมี 8 สาขา โดยเปิดบริการที่ปิ่นเกล้าเป็นสาขาแรก

กว่าจะมาเป็นเอี่ยวไถ่ในวันนี้ ปรีชาศิวัต ทายาทผู้สืบทอดกิจการเล่าความเป็นมาว่า พ่อของเขาขายสุกี้สูตรโบราณและเนื้อกระทะปิ้งเจงกิสข่านมาตั้งแต่ปี 2503 เริ่มจากกิจการเล็กๆ เช่าหน้าร้านกาแฟข้างกองปราบสามยอด ด้านหน้าโรงหนังเฉลิมนคร (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ขายชามละ 5 บาท ชุดละ 20-30 บาท กิจการดีก็ไปเปิดอีกที่ในซอยเมืองทอง เยาวราช

“ต่อมาคุณพ่อไม่ทำที่เยาวราชเนื่องจากไม่มีที่จอดรถแล้วไปเปิดใหม่ที่ปิ่นเกล้าในปี 2516 (สาขาแรก) พร้อมเลิกตรงโรงหนังเฉลิมนครด้วย พาครอบครัวก่อร่างสร้างตัวมาเรื่อยๆ จนกิจการเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ จนมีการขยายสาขาราชพฤกษ์และสาขาอื่นๆ ตามมา” ปรีชาศิวัตพร้อมภริยา เล่าความเป็นมา

เมนูขึ้นชื่อที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือสุกี้โบราณสูตรต้นตำรับ ไม่ว่าสุกี้เนื้อ สุกี้หมู สุกี้ไก่ สุกี้รวมมิตร รวมมิตรทะเล (ซีฟู้ด) สุกี้ Super ปลา อาทิ สุกี้แก้มปลาฮามาจิ สุกี้ปลาเก๋าแดง สุกี้ปลาหิมะ รวมถึงสุกี้ผัดแห้งกระทะร้อนทะเล กระทะร้อนเนื้อ ปลา หมู ไก่ ทั้งหมดรสชาติเด็ดขาด โดยเฉพาะน้ำจิ้มสุกี้รสชาติเอกลักษณ์ของร้าน น้ำซุปก็หอมกรุ่นเข้มข้น เนื้อบางได้ขนาดพอดีและนุ่ม หมักด้วยเครื่องเทศต่างๆ สูตรเฉพาะของร้าน

เนื้อกระทะปิ้งเจงกิสข่าน เป็นอีกเมนูที่ต้องบอกว่าสุดยอดความอร่อย มีทั้งเนื้อ หมู และซีฟู้ดเช่นเดียวกับสุกี้ แต่ความอร่อยนอกจากอยู่ที่ตัวเนื้อนุ่ม สดใหม่แล้วน้ำจิ้มรสเลิศครบเครื่องสูตรเฉพาะของร้าน นอกจากนี้ยังมีเมนูหมูหันฮ่องกงสูตรเลาะกระดูกออกแล้วเอาไปย่างจนแห้ง เนื้อติดหนังรับประทานได้ทั้งตัว

ก๋วยเตี๋ยวหลอดเนื้อปู ก็เป็นมนูเด็ดที่ลูกค้าชอบสั่ง ใช้เนื้อปูล้วนปรุงด้วยสูตรทางร้าน ห่อด้วยแผ่นก๋วยเตี๋ยวนึ่งร้อนๆ กินคู่กับพริกน้ำส้มซีอิ๊วหวานอร่อยถูกปากมาก ไปลิ้มลองความอร่อยได้กับเมนูมากมายทั้งคาวและหวาน ช่วงนี้โปรโมชั่น หมูหันธรรมดาพิเศษตัวละ 999 บาท เฉพาะสั่งกินที่สาขาปิ่นเกล้าเท่านั้น จากราคาปกติ 1,400 บาท และหมูหันฮ่องกง (ถอดกระดูก) พิเศษตัวละ 1,299 บาท จากราคาปกติ 1,400 บาท

ร้านติดแอร์เย็นสบาย พนักงานบริการประทับใจ เปิดทุกวัน สาขาปิ่นเกล้า เปิดบริการเวลา 11.00-23.00 น. ทางร้านมีบริการห้องจัดเลี้ยงระดับ VIP ด้วย ติดต่อได้ที่เฟซบุ๊กเพจ Earw-Thai-เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ไลน์ : @earwthai หรือโทร. 02-433-9290, 02-423-0430