ฟรีเบิร์ด พร้อมจะโบยบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 19:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471906

ฟรีเบิร์ด พร้อมจะโบยบิน

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ลมหนาวเวียนมาทายทักแล้ว ถึงเวลาที่หัวใจอันอับเฉาก็พร้อมจะโบยบิน ก่อนหาแหล่งท่องเที่ยวในวันหยุดยาวปลายปี เรามาจุดไฟให้ลุกโชนกันก่อนดีไหม

ฟรีเบิร์ด (Freebird) ร้านอาหารและบาร์สไตล์โมเดิร์นออสเตรเลีย เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนหลายสาขาอาชีพชั้นนำในสิงคโปร์และออสเตรเลียร่วมกันเปิดร้านนี้ โดยเกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ พร้อมต้อนรับทุกคนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์อาหารสไตล์ใหม่ๆ

ตัวร้านตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นคันทรี่ โดยยังโครงสร้างของอาคารเก่าเอาไว้ ภายในแบ่งเป็นหลายโซน สัมผัสแรกที่เข้าไปจะพบกับบริเวณครัวเปิดโล่ง ให้เห็นลีลาเชฟได้ลงมือปรุงอาหาร พร้อมกลิ่นอาหารที่แสนล่อตาล่อใจ

ยังมีโซนเอาต์ดอร์น่านั่ง ด้วยโต๊ะยาวและสีสันเริงร่าเหมาะสำหรับผู้ที่มาเป็นกลุ่มใหญ่และต้องการดื่มด่ำกับอากาศธรรมชาติและลมเย็นๆ บริเวณอันใกล้ยังมีการปลูกต้นไม้โดยรอบ และมีสวนพืชครัวและสมุนไพรเล็กๆ ที่นำมาเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านอีกด้วย

ร้านแบ่งเป็น 2 ชั้น ด้านล่างเป็นโซน Dining และบาร์ ด้านบนเป็นห้องเก็บไวน์ และห้องพิเศษสำหรับจัดปาร์ตี้หรือกิจกรรมต่างๆ ให้สนุกสนานกันได้อย่างเต็มที่

บรรยากาศร้านยังเพิ่มความสนุกสนานและเพิ่มสีสันให้กับร้านด้วยภาพวาดฝีมือของศิลปินจากออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ทั้งของใหม่และของเก่า โดยเน้นวัสดุท้องถิ่นภายในประเทศเป็นหลัก ที่แอบชอบใจคือยังมีเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนให้นั่งชมฝีไม้ลายมือจากบาร์เทนเดอร์อย่างถนัดตา

สำหรับเมนูของที่อย่างที่บอกกันไว้ว่า จะเสิร์ฟเมนูในสไตล์โมเดิร์นออสเตรเลีย ผสมผสานความหลากหลายของวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จึงทำให้เมนูของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทั้งแถบยุโรปและเอเชีย โดยได้เชฟชาวออสซี่ที่ได้ผ่านประสบการณ์จากการเปิดร้านอาหารในออสเตรเลียและสิงคโปร์มาเป็นผู้ครีเอทและดูแลเมนูทั้งหมดให้ นอกจากนี้ยังได้ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์คอยแนะนำการจับคู่อาหารกับไวน์ได้อย่างลงตัว

มาเริ่มต้นรับลมหนาวกันด้วย Organic Sea Urchin With Flax Seed Cracker Parmesan and Sea Grapes เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่น คือไข่หอยเม่นทะเลเสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์เมล็ดแฟลกซ์ เป็นการนำความนุ่มหยุ่นของเนื้อหอยเม่นมารับประทานร่วมกับความกรอบของแครกเกอร์ สอดแทรกด้วยความเข้มของชีสและความเย็นของสาหร่ายพวงองุ่น ให้ทุกคำที่เคี้ยวปนความซุกซนและน่าค้นหา

ต่อด้วย Shaved Squid With Oyster Cream Cucumber and Seaweed Butter ปลาหมึกเสิร์ฟในออสเตอร์ครีม เนยสาหร่าย และแตงกวา เมนูเด็ดที่ผสมผสานรสชาติความหวานตามธรรมชาติของปลาหมึกเข้ากับรสชาติเค็มของเนยสาหร่ายอย่างลงตัว เพิ่มความหอมกลมกล่อมด้วยความสดกรอบของแตงกวา

ใครที่มองหาเมนูปลาของแนะนำ Ocean Trout 600g with wakame butter, mussel escabeche and Avruga caviar เนื้อปลาโอเชียนเทราต์ย่างเนยวากาเมะหอมๆ ท็อปด้วยคาเวียร์ และผักใบบัวบกของไทย

เรียกความสดชื่นกันอีกสักหน่อยกับ Fresh ricotta cavatelli with roasted and raw beetroot, marjoram and whey พาสต้าโฮมเมดที่ทางร้านทำเอง เป็นพาสต้าที่ยัดไส้ด้วยชีสรีคอตต้าคาวาเตลลี่รสชาติเข้มข้น นำหมูสันหลังไปทอด แล้วคลุกกับน้ำซุปที่ต้มพาสต้า เสิร์ฟพร้อมกับใบมินต์ ถั่วลันเตา และตัดด้วยความเปรี้ยวของบีทรูทเรียกความสดชื่นดีขึ้นไม่น้อย

 

เมนูเริ่มกล่อมท้องพอได้ที่ถึงทีเรียกหาเครื่องดื่มมาย้อมอารมณ์ ซึ่งทางร้านก็มีหลากดีกรีให้เรียกหา ใครที่อยากกล่อมเบาๆ ขอแนะนำค็อกเทลสีลวงตา ถ้าชอบอย่าลืมเรียกหา Rain Hill เวอร์มุท แตงกวา เกรฟฟรุตบิทเทอร์ โทนิค หรือจะเป็น Cherry Bomb วิสกี้เบอร์เบิ้น ไซรัป เวอร์มุท เชอร์รี่พอร์ต อะโนว่า

เพียงเท่านี้ก็จุดไฟเราให้ลุกโชนและพร้อมจะโบยบินไปไหนต่อไหนกันแล้วล่ะครับ

ร้านฟรีเบิร์ด สุขุมวิท 47 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.30-24.00 น. โทร. 02-662-4936 เว็บไซต์ www.freebirdbkk.com

 

มูเทกิ อร่อยไร้เทียมทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 18:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471902

มูเทกิ อร่อยไร้เทียมทาน

โดย…ซิตี้กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

มูเทกิ (Muteki) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ไร้เทียมทาน เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแนวฟิวชั่น เป็นอีกหนึ่งผลงานของทีมงานมูเกนได (Mugendai) ที่เอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์น

ภายในร้านตกแต่งด้วยบรรยากาศร้านญี่ปุ่นโมเดิร์น เพิ่มชีวิตชีวาด้วยการใช้โครงเหล็กสีดำตัดกับไม้สีอ่อนที่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นอยู่ในที เมนูอาหารของที่นี่มีให้เลือกทั้งอาหารญี่ปุ่นคลาสสิก และแบบฟิวชั่นที่เข้าขากันดีกับวัตถุดิบสดใหม่ในบ้านเรา ซึ่งมีเมนูให้เลือกลิ้มลองกันกว่า 100 เมนู

 

เริ่มต้นด้วย Norwegian Roll โรลไส้แตงกวาญี่ปุ่นและครีมชีส ห่อด้วยปลาแซลมอน และไข่กุ้ง อร่อยแบบลงตัว หรือจะเป็น Engawa Lavadon ข้าวซูชิหน้าครีมปลาตาเดียวลนไฟ พร้อมน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล และมายองเนส

อย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานชวนติดใจอย่าง Fluffy Souffle Pancake แพนเค้กเนื้อนุ่มเสิร์ฟพร้อมเนยทรัฟเฟิล และน้ำซอสวานิลลา เป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนพิเศษ

มูเทกิ ชั้น 3 วิลล่า อารี เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร.02-619-0755 และ 08-9207-2888

 

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมฟักทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471760

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมฟักทอง

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ขนมพื้นบ้านของไทยๆ มักเริ่มต้นจากส่วนผสมที่มีอยู่รอบๆ บ้าน หากเหลือจากกิน เหลือจากแกง เรียกว่าถ้าชิมแล้วอร่อยจะเป็นถั่ว พืชผักใด ก็เอามาทำขนม มาขยำแป้งเคล้าน้ำตาล เติมกะทิ ห่อใบตอง นึ่งหรือต้มจนกลายเป็นขนมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ได้หมดทุกอย่าง ตั้งแต่กล้วย หัวมันนานาชนิด ฟักทอง ตาลสุก

ขนมไทยแท้ดั้งเดิมในสมัยก่อน คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ท่านๆ กินเข้าไป อาจรู้สึกไม่อร่อย เพราะขนมไทยเริ่มแบบทื่อๆ ปลูกข้าวเหนียวก็เอาข้าวเหนียวมาแช่ ปลูกข้าวเจ้าก็เอาข้าวมาโม่ ทับจนแห้ง นี่จุดเริ่มต้นของแป้งทำขนมของไทยๆ เรา ขนมที่ออกมาเลยอาจจะมีเนื้อแน่นๆ ร่วนนิดๆ ตามคุณลักษณะของแป้ง

ภายหลังกระบวนทำขนมไทยเริ่มมีอิทธิพลจากแป้งชนิดอื่นๆ ทั้งแป้งมัน แป้งท้าวยายม่อม ไปจนถึงแป้งถั่วเขียว ที่อาจจะถือเป็นเสมือนเป็นเคล็ดลับในการทำขนมเพิ่มขึ้น แป้งเหล่านี้จะช่วยทำให้ขนมมีเนื้อสัมผัสที่อร่อยถูกปากมากขึ้น

อย่างขนมฟักทองของเราในฉบับนี้ มีสูตรใกล้เคียงกับขนมกล้วยในฉบับที่แล้วมากๆ ต่างกันเล็กน้อยที่ปริมาณของแป้งและกะทิที่เติมลงไป เพราะในฟักทองมีแป้งและเส้นใยอยู่แล้วเลยสามารถลดแป้งต่างๆ ได้ เพื่อให้เกิดความนุ่มละมุน ไม่แน่นจนเกินไป ยิ่งฟักทองมีน้ำอยู่เยอะและมีความมันในตัวเอง ทำให้เราสามารถใช้กะทิได้น้อยลง

 

 

ขนมฟักทองแบบฉบับของ Cookool ใช้แป้ง 3 ชนิด เพื่อให้ได้ขนมที่นุ่ม หนึบ เหนียวนิดๆ กำลังเคี้ยวมันๆ ต้องการให้แป้งแค่ช่วยให้ฟักทองเกาะกันเท่านั้น เนื้อขนมส่วนใหญ่เต็มไปด้วยเนื้อฟักทองเน้นๆ ในปริมาณมากกว่าแป้งเยอะแยะ เราเลือกใช้เป็นฟักทองไทยลูกหนักๆ จะได้เนื้อฟักทองที่เหลืองและหอม หรืออาจใช้เป็นฟักทองญี่ปุ่นจะได้ขนมฟักทองที่สีเหลืองอ่อนกว่า อร่อยทั้งสองแบบ

แทนที่จะใช้เพียงแค่ฟักทองอย่างเดียว ขอเพิ่มมะพร้าวอ่อน หาไม่ยากเพราะมองหาร้านที่ขายน้ำมะพร้าวเป็นถุงๆ ขอซื้อเนื้อมะพร้าวอ่อนมาแล้วซอยเป็นเส้นๆ เท่านี้ก็พร้อมใช้

บ้านไหนมีใบตอง แนะนำให้ทดลองหาวิธีห่อขนมด้วยใบตองง่ายๆ ขนมฟักทองที่ห่อด้วยใบตองจะหอมเป็นพิเศษ ถึงจะไม่มีใบตองก็อร่อยได้เหมือนกัน เพียงแค่หาถ้วยกระเบื้องเนื้อเรียบๆ ทาน้ำมันบางๆ หยอดขนมลงไปแล้วนึ่งจนสุกนุ่ม สังเกตง่ายๆ เอาไม้จิ้มฟันทดสอบดูไม่มีเศษขนมติดมาแบบเยิ้มๆ เป็นอันใช้ได้

รอให้ขนมฟักทองเย็นสนิทก่อนแล้วแคะออกจากพิมพ์จะช่วยให้ขนมคงรูปร่างสวยไว้ได้ เสิร์ฟกับมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นๆ หรือจะรับประทานเปล่าๆ เลยก็อร่อย เพราะเต็มไปด้วยเนื้อฟักทองเน้นๆ เนื้อขนมหนึบๆ แทรกด้วยความหอมของมะพร้าวอ่อน

หากรับประทานไม่หมด เก็บขนมไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท แช่ตู้เย็นไว้ แล้วนำมาอุ่นโดยการนึ่งให้ร้อนจะช่วยให้เนื้อขนมกลับมานุ่มได้คล้ายเดิม แต่จะอร่อยที่สุดทันทีที่ทำเสร็จ

 

ขนมฟักทอง (25 ถ้วยตะไล)

ส่วนผสม

เนื้อฟักทองนึ่ง บี้ๆ 600 กรัม

แป้งข้าวเจ้า 80 กรัม

แป้งมัน 60 กรัม

แป้งท้าวยายม่อม 60 กรัม

หัวกะทิ 300 กรัม

น้ำตาลปีบ 90 กรัม

น้ำตาลทราย 100 กรัม

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

เนื้อมะพร้าวอ่อน 200 กรัม

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิด เข้าด้วยกัน เติมหัวกะทิลงไปทีละน้อยจนแป้งพอนวดได้ จากนั้นนวดแป้งต่อไปประมาณ 5-8 นาที

เติมน้ำตาลปีบลงไปนวดให้นุ่มและละลายไม่เป็นเม็ด

ผสมน้ำตาลทราย เกลือ กับกะทิส่วนที่เหลือ

ค่อยๆ เทส่วนผสมน้ำตาลและน้ำกะทิลงไป บี้กับแป้งจนละลายกลายเป็นน้ำแป้งข้นๆ

บี้เนื้อฟักทองลงไป พักแป้งไว้ประมาณ 20 นาที

เติมเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไป

ตั้งน้ำให้เดือด ทาน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันพืชบางๆ ในถ้วย

นึ่งขนมประมาณ 15-17 นาที หรือจนสุก

 

สเต็ปส์ วิท ธีรา มื้อนี้สำหรับคนที่แป้งสาลี นม เนย ไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471016

สเต็ปส์ วิท ธีรา มื้อนี้สำหรับคนที่แป้งสาลี นม เนย ไข่

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ในวันที่อากาศเย็นเริ่มมาทายทัก ได้มีโอกาสมาสัมผัสกับร้านอาหารเอาใจใส่สุขภาพ เหมาะสำหรับคนที่แพ้แป้งสาลี นม เนย ไข่ และยังเป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพสำหรับเยาวชนที่มีภาวะออทิสซึมให้มีความรู้ พร้อมสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้ติดตัวไปในอนาคต ในนาม สเต็ปส์ วิท ธีรา (Steps with Theera)

หลายคนคงคุ้นกันดีที่ได้มีโอกาสไปอุดหนุนที่ร้าน Theera กันมาบ้าง มาวันนี้สาวเอื้องเจ้าของร้านคนเก่ง ได้เปิดคาเฟ่รูปแบบใหม่ในย่านเอกมัยคือร้านนี้ โดยที่นี่จะเป็นทั้งร้านกาแฟ อาหาร และศูนย์ฝึกวิชาชีพให้กับเด็กออทิสซึมเหมือนเดิม

ตัวร้านตกแต่งในแบบเรียบง่าย เน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนให้ดูสว่าง เน้นการระบายสีเขียวอ่อนที่ให้ความรู้สึกสบายตาและสบายใจ ส่วนด้านหลังเป็นครัวสำหรับฝึกงานของเยาวชนที่มีภาวะออทิสซึม พร้อมยังมีบอร์ดเกี่ยวกับการเรียนการสอนในแต่ละวัน

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ร้านนี้เกิดจากความตั้งใจช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานให้กับเด็กพิเศษ มีจุดประสงค์ต้องการให้เด็กพิเศษที่มีภาวะออทิสซึม มีเพื่อน ฝึกสมาธิ และได้เรียนรู้การทำงานแบบวิชาชีพ และสามารถอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข

เมนูอาหารของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเมนูที่คิดขึ้นใหม่ และถึงแม้ว่าจะมีเมนูจากร้านเดิมมาบ้าง แต่จะเน้นไปในส่วนของขนมมากกว่า โดยแต่ละเมนูจะแสดงรายละเอียดส่วนผสมเอาไว้เพื่อให้คนที่แพ้ตัดสินใจก่อนจะสั่ง

เมนูแรก เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยแถมยังดีต่อสุขภาพ อย่าง Roasted Pumpkin and Honey Glazed Tofu with Honey Balsamic Dressing สลัดรวมผักต่างๆ อาทิ ผักกรีนโอ๊ก มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ ฟักทองนึ่ง และเต้าหู้เคลือบน้ำผึ้ง เสิร์ฟมากับน้ำสลัด Honey Balsamic โรยเมล็ดฟักทอง มีรสชาติออกหวานนวลลิ้น

 

ต่อด้วย ข้าวสตูไก่ เมนูขายดีของร้านน่องไก่อวบอ้วนหมักซอสแล้วนำไปจี่ ปรุงรสด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้านที่มี หอมหัวใหญ่ แครอต และมันฝรั่ง

เมนูนี้ก็น่าสน เบอร์เกอร์ฟักทอง ขนมปังโฮลวีตยัดไส้ด้วยฟักทองบดปรุงรสมันหวาน ถั่วพีแคน เมล็ดฟักทองคั่ว เพื่อเพิ่มความกรุบกรอบ เสริมทัพด้วยมะเขือเทศหั่นแว่นและเมล็ดฟักทองโรยอีกที เสิร์ฟคู่กับสวีตโปเตโต้อบ ช่วยทำให้รู้สึกชุ่มชื่นและเต็มอิ่ม

ตบท้ายด้วยขนมหวานอย่าง Sticky Date Pudding with Macadamia Ice Cream เค้กอินทผาลัมเนื้อนุ่มเบา ทาด้านบนด้วยนูเทลล่า ท็อปด้วยไอศกรีมที่มีเบสเป็นนมถั่วเหลืองผสมถั่วพีแคนให้เคี้ยว
กรุบกรอบ

สเต็ปส์ วิท ธีรา ซอยเอกมัย 10 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. โทร. 02-381-6590

 

หอม อร่อย ขนมนางเล็ดสมุนไพร เมืองขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471014

หอม อร่อย ขนมนางเล็ดสมุนไพร เมืองขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

ชุมชนนาคะประเวศน์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชุมชนเมืองที่ได้นำข้าวมาแปรรูปเป็นขนมนางเล็ดสมุนไพร หรือขนมข้าวแต๋น อิ่มอร่อย ทานง่าย ราคาไม่แพง แต่โดนใจผู้ที่ชื่นชอบขนมพื้นฐานและผู้รักสุขภาพ

กัญญณัฐ นครแก้ว ประธานกลุ่มแปรรูปอาหารชุมชนนาคะประเวศน์ กล่าวว่า ขนมข้าวแต๋นเป็นการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อและคุณแม่ มาต่อยอดเพิ่มมูลค่าแต่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร เพราะในอดีตชุมชนแห่งนี้เกิดมาจะเห็นคุณพ่อและคุณแม่ทอดข้าวแต๋นให้ลูกได้รับประทานเป็นขนมทานเล่น แต่ละครอบครัวสามารถทำได้เองและรับประทานง่าย จนกระทั่งเทศบาลนครขอนแก่นมีการสนับสนุนเงินทุนให้กับชุมชนในชื่อกองทุนตั้งตัว จึงรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนโดยนำผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นให้กลายเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชน ด้วยการเริ่มทำขนมข้าวแต๋นกันอย่างจริงๆ จังๆ

ทางเทศบาลให้เงินสนับสนุนตั้งตัวก้อนแรก 2 หมื่นบาท สำหรับเป็นทุนซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทำขนมข้าวแต๋นขาย โดยขั้นตอนการผลิตจะแบ่งหน้าที่กันทำให้ชัดเจน คือ เริ่มตั้งแต่การซื้อข้าวเหนียว กข.6 สูตรเด็ดผลิตขนมข้าวแต๋น ต้องเป็นข้าวเหนียวปลาซิวเท่านั้น จากนั้นนำมาแช่น้ำ 3 ชั่วโมง และนึ่งด้วยเตาถ่านด้วยฮวดนึ่งข้าวเหนียว สัดส่วน 1 ฮวดต่อ 1 กิโลกรัม คอยสะบัดข้าวทุก 10 นาที เพื่อให้ข้าวเหนียวสุกโดยทั่วจากนั้นนำมาพึ่งลมเพื่อคลายไอร้อนออก

ขั้นตอนต่อไป คือ ทำน้ำปรุง ที่มีการผสมในสัดส่วนที่พอเหมาะ ประกอบด้วย น้ำใบเตย น้ำแตงโม น้ำสมุนไพรกระพังโหม งาดำ เกลือป่น กะทิและน้ำตาล มาผสมกันให้ได้ที่ก่อนนำมาคลุกกับข้าวเหนียวที่เริ่มจะเย็นลงจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากันจนได้ที่ และนำมาสู่ขั้นตอนของการปั้นเป็นแผ่นกลมๆ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้มืออย่างเดียว ตักข้าวเหนียวปรุงลงในแม่พิมพ์ขนาดวงกลมโดยใช้น้ำแตงโมเป็นส่วนผสมขณะขึ้นพิมพ์ เมื่อได้ขนาดตามที่ต้องการแล้วนำมาวางผึ่งลมอีกครั้ง ก่อนนำไปตากแดดที่ร้อนจัด ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพราะต้องให้ข้าวแต๋นแต่ละแผ่นนั้นแห้งสนิท

 

“พอข้าวแต๋นแห้งสนิทแล้ว ก็มาถึงกระบวนการทอดกรอบกับน้ำมันร้อนจัดผสมกับใบเตยทำให้น้ำมันหอมขึ้น โดยขั้นตอนทอดต้องทอดให้สุกจนมีสีเหลืองทอง ที่สำคัญ คือ ห้ามแตกเพราะเสน่ห์ของขนมข้าวแต๋นต้องรับประทานเต็มแผ่นเท่านั้น เมื่อทอดสุกแล้วก็นำมาสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนของการโรยหน้า เป็นเสร็จขนวนการ ซึ่งกลุ่มผลิตขนมขายข้าวแต๋น 2 ประเภท
คือ แบบไม่หวาน และแบบไม่หวานมาก” กัญญณัฐ กล่าว

สำหรับสูตรไม่หวานมาก คือ โรยน้ำตาลปีบผสมกับน้ำอ้อยบด ทำให้ขนมมีความหอม กรอบ อร่อย ทานง่าย แต่สูตรเด็ด คือ ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเป็นส่วนผสมหลัก เช่น แตงโม ทำให้มีรสหวาน มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกายและหัวใจ เครือกระพังโหม หรือเครือตดหมา ใช้แทนผงฟูซึ่งเป็นสูตรปราชญ์ชาวบ้านนำมาใช้ในการผลิตขนมและอาหารที่ทุกวันนี้แทบไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว แต่กลุ่มยังคงปลูกไว้เป็นสมุนไพรประจำหมู่บ้าน

 

ปัจจุบันทางชุมชนได้ผลิตทำขนมนางเล็ดสูตรสมุนไพร ในราคาถุงละ 20 บาท มีจำนวน 8 ชิ้น ซึ่งทุกท่านสามารถแวะอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ได้ที่กลุ่มแปรรูปอาหารชุมชนนาคะประเวศน์ เทศบาลนครขอนแก่น หรือสั่งจองได้ที่โทร.08-6850-9191

 

ร้านอาหาร ‘ริมน้ำ’ อร่อยเด็ดริมแม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470698

ร้านอาหาร ‘ริมน้ำ’ อร่อยเด็ดริมแม่กลอง

โดย…พาแลง

หากพูดถึงสมุทรสงคราม เมืองแห่งแม่น้ำ ที่เที่ยวและของอร่อย โดยเฉพาะปลาทู ที่ว่ากันว่า อยากกินปลาทูอร่อยต้องที่แม่กลอง สมุทรสงคราม เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารเลื่องชื่ออีกมากมายทั้งหอยหลอด กุ้งแชบ๊วย ฯลฯ ในงานวิ่งปลาทูมาราธอน งานวิ่งที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หลังรับเหรียญกินข้าวกันอิ่มหนำในช่วงเช้า เราก็วางแผนสำหรับมื้อกลางวันระหว่างกลับกรุงเทพฯ ทันที วนรถไปร้านที่เขาว่าเด็ดหลายร้าน แต่คิวก็ยาวจนไม่มีที่จอดรถ ดังนั้นจึงขับมาเรื่อยๆ จนมาเจอร้าน “ริมน้ำ” ที่ยกให้เป็นร้านอร่อยเด็ดริมแม่กลองอีกหนึ่งร้านที่ห้ามพลาดหากมาเยือนสมุทรสงคราม

บรรยากาศร้านเป็นกันเอง ใช้บ้านไม้ริมน้ำซึ่งเป็นที่พักอาศัยด้วย มีห้องครัวปรุงอาหารไม่ใหญ่มากนัก ตกแต่งง่ายๆ แต่สะอาดสะอ้าน และโล่ง มีทางเดินยื่นลงไปเป็นท่าน้ำเล็กๆ สำหรับรับเรือที่มาส่งวัตถุดิบการปรุงอาหาร ส่วนผู้มาเยือนก็ได้อานิสงส์ด้วยการรับวิวแม่น้ำแม่กลองและมองเห็นสะพานปลาอีกฝั่งได้ด้วย

 

อาหารร้านนี้เป็นรสมือบ้านๆ ถึงเครื่อง ชื่อเสียงไม่ได้โดดเด้งเหมือนร้านอื่นในสมุทรสงคราม แต่ความอร่อยรับประกัน การันตีด้วยรางวัลพระราชทานการประกวดอาหาร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเมนูปลาหมึกผัดกะปิ ซึ่งเหมาะมากที่จะสั่งมาเรียกน้ำย่อยเป็นจานแรก กลิ่นหอมฟุ้งทันทีที่ผัด วางที่โต๊ะปุ๊บหายวับไปกับตาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนต้องสั่งจานที่สองมากินกับข้าวสวยร้อนๆ กลมกล่อมด้วยกะปิทำเอง รสไม่เค็มจนเกินไป บวกกับความสดของปลาหมึกชิ้นใหญ่หนึบหนับสนุกปากมากทีเดียว

จานต่อมา เป็นเมนูปลาทู มาแม่กลองทั้งทีก็อย่าพลาดปลาทูแดดเดียว ที่ทอดมาจนกรอบ และกินได้ทั้งตัว รสชาติหวานๆ เค็มๆ กินกับข้าวสวยก็เข้าที กินรองท้องเปล่าๆ หรือกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ ก็ยังได้ หรือหากซื้อกลับบ้านรสชาติก็ไม่เปลี่ยน และอีกหนึ่งเมนูปลาทูที่พลาดไม่ได้ เพราะหาทานยากมาก ทั้งยังเป็นสูตรที่ตกทอดกันมานานกว่า 30 ปีแล้วนั่นก็คือ ปลาทูเผาสูตรโบราณ เสิร์ฟมาพร้อมกับสะเดาและน้ำปลาหวาน จุดเด่นของจานนี้ไม่มีกลิ่นคาวเลย เนื้อปลาทูก็แน่น

 

วิธีกินเมนูนี้เริ่มด้วยแกะเนื้อปลาทูหอมมัน ที่นำปลาทูสดมาย่างบนเตาที่เผาด้วยกาบมะพร้าว จากนั้นใช้ใบตองปิด ทำให้ปลาทูทั้งหอมและมัน เมื่อกินแกล้มกับสะเดารสขม และน้ำปลาหวาน รับรองว่าฟิน! ให้ความรู้สึกถึงการกินอาหารไทยสมัยโบราณที่ละเมียดละไม ช่างคิด และนำรสเด่นของวัตถุดิบแต่ละอย่างมากินด้วยกัน สร้างรสสัมผัสใหม่ เมนูต่อมาเป็น หอยหลอดผัดฉ่า หอยหลอดตัวโตๆ เข้ากับรสชาติผัดฉ่าถึงเครื่อง กินกับข้าวสวยอร่อยมาก แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย

การมาเป็นกลุ่มใหญ่ ทำให้เราได้ชิมอีกหลายเมนูทั้งแกงส้มชะอมไข่ ที่ใส่ทะเลมาเต็มทั้งกุ้ง หอย ปลา หมึก ซดน้ำร้อนๆ ก็สดชื่น  นอกจากนี้ยังมี ผัดฉ่าปลาดุก และฉู่ฉี่ปลาทู ซึ่งปลาทูยังสด เนื้อแน่น รสหวานของเนื้อปลาทู เข้ากันที่สุดกับแกงฉู่ฉี่ที่ราดมา แอบกระซิบนิดหนึ่งว่าทุกเมนูจะให้รสชาติที่อาศัยความหวานธรรมชาติของวัตถุดิบหลักอย่างปลาและหมึก จึงทำให้รสชาติโดยรวมของอาหารไม่หวานโดดเหมือนร้านอื่นๆ คำเดียวสั้นๆ ว่าอร่อยสุดๆ

เชื่อว่าต่อไปนี้ ร้าน “ริมน้ำ” จะเป็นร้านประจำของแก๊งเรา ถ้าหากมีธุระแถบหัวหิน คงต้องแวะก่อนถึงกรุงเทพฯ  เพราะราคาเป็นมิตรมาก เฉลี่ยไม่แพงเลยอยู่ที่คนละ 200-300 บาท แถมถ้ากินไม่หมดก็หิ้วกลับบ้าน และยังซื้อกะปิกลับบ้านได้ด้วย ร้านอาหาร “ริมน้ำ” อยู่ที่ 53 ถนนไชยพร ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ถ้าหาทางไม่เจอก็โทรไปสอบถามทางได้ที่ 08-6796-3352 และ 08-1007-0590 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

 

คาเวียร์มื้อพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองแสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 17:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470608

คาเวียร์มื้อพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองแสนอร่อย

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

คาเวียร์ไม่ได้แพงอย่างที่คิด คาเวียร์สามารถเป็นมื้อพิเศษของเราได้… ประโยคแรกที่ อเล็กซีย์ ทูทิน หนุ่มรัสเซียประเทศเจ้าตำรับคาเวียร์ และเป็นหุ้นส่วนบริษัท คาเวียร์ เฮาส์ (Caviar House) เริ่มพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับไข่ปลาสเตอร์เจิน โดยเขาบอกว่าในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองใดๆ ก็ตาม ให้คาเวียร์เป็นของขวัญแก่ผู้อื่นหรือตัวเอง นับเป็นหนึ่งในของขวัญแสนอร่อย มากคุณค่า คนให้ก็เก๋คนรับก็ปลื้ม (ประโยคหลังดิฉันกล่าวเอง)

“ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ เวลาถึงวันครบรอบวันเกิด หรือวันคริสต์มาส ที่บ้านเราก็จะมีคาเวียร์กินกันบนโต๊ะอาหาร เพราะฉะนั้นคาเวียร์เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สิ่งที่เกินเอื้อมหรือจับต้องไม่ได้แต่อย่างใด” อเล็กซีย์ ย้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาเปิดตัวบริษัท คาเวียร์ เฮาส์ ของเขาร่วมกับหุ้นส่วนคนไทย เพื่อนำเข้าและจัดจำหน่ายคาเวียร์ 4 ชนิด จากฟาร์มในรัสเซียและจีน นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมบริษัท ไทยสเตอร์เจิน ฟาร์ม ที่ก่อตั้งโดยนักลงทุนไทยและรัสเซีย ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นฟาร์มที่ทั้งขายเนื้อปลาสำหรับการบริโภค และผลิตคาเวียร์สีดำจำหน่ายด้วย โดยเพิ่งปล่อยปลาสู่บ่อเลี้ยงในเดือน พ.ค. 2559 อีกไม่นานคงจะมีผลผลิตคาเวียร์สีดำออกมาให้ได้รับประทานกัน เช่นเดียวกับที่โครงการหลวงทำได้

การรับประทานคาเวียร์สีดำบ่งบอกถึงความสมบูรณ์พูนสุขและเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆ กันมานานนับศตวรรษในหมู่ชนชั้นสูงของยุโรป โดยเฉพาะในพระราชสำนักของรัสเซีย โดยเรียกปลาสเตอร์เลต ซึ่งเป็นสเตอร์เจิน
ขนาดเล็กว่า “ปลาของพระเจ้าซาร์” ที่เสิร์ฟเนื้อให้คนในราชวงศ์รัสเซีย ทั้งเมนูปลาอบ ต้ม หรือเมนูพาย และซุป นอกเหนือจากไข่ปลา ซึ่งกลายเป็นคาเวียร์

นอกจากมูลค่าที่สูงแล้ว คาเวียร์สีดำยังเปี่ยมไปด้วยประโยชน์ทางโภชนาการ โดยประกอบไปด้วยวิตามิน เอ บี ซี ดี รวมทั้งสารอาหารมากมายอย่างไอโอดีน สังกะสี โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีสารเลซิทินและกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 รวมทั้งอะเซทิล คลอรีนอีกด้วย

 

คาเวียร์สีดำผลิตจากจากปลาสกุลสเตอร์เจินเท่านั้น เดิมทีมีถิ่นอาศัยในทะเลแคสเปียน แม่น้ำวอลการ์ และแม่น้ำอาร์มูร์ ทว่าด้วยความที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก จึงได้มีการพัฒนาเทคนิคต่างๆ ในการทำฟาร์มปลาสเตอร์เจิน ปลาสเตอร์เลต และปลาเบลูกา รวมถึงการผลสมพันธุ์ข้ามสายในสกุลเดียวกัน ทำให้ได้คาเวียร์ที่มีรสชาติและคุณสมบัติใหม่ๆ ขึ้นมา

สำหรับคาเวียร์สีดำ 4 ชนิด (ราคาระหว่าง 2,000-3.5 หมื่นบาท) จากฟาร์มในรัสเซียและจีน ที่บริษัท คาเวียร์ เฮาส์ นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วย คาเวียร์แบบคลาสสิก (Classic Stur
geon Caviar) ซึ่งผลิตจากปลาสเตอร์เจินวัย 5-7 ปี ลักษณะมีสีดำเป็นเม็ดเล็กๆ ราว 2.4-2.5 มม. รสชาตินุ่มนวล สำหรับคนที่ชอบรสชาติอ่อนๆ

คาเวียร์แบบพรีเมียม (Premium Sturgeon Caviar) ผลิตจากปลาสเตอร์เจินจากรัสเซียวัย 12 ปีขึ้นไป ลักษณะมีสีดำแกมน้ำตาลเข้ม เป็นเม็ดเล็กๆ ราว 2.8-3.0 มม. รสชาติเข้มข้นจัดจ้านกว่าคาเวียร์แบบคลาสสิก ขณะที่ รอยัล คาเวียร์ (Royal Oscietra Caviar) เป็นคาเวียร์จากปลาพันธุ์ผสมระหว่างเบลูกากับสเตอร์เจินจากไซบีเรีย ซึ่งให้ไข่ปลาขนาดใหญ่เกือบเท่าคาเวียร์จากปลาเบลูกาแท้ๆ คือ 3.0-3.2 มม. สีสันน้ำตาลเข้ม อ่อนกว่า 2 ชนิดแรก รสชาติเข้มข้น สดชื่น ครีมมี่ และทิ้งรสชาติอยู่ในปากนานกว่า 2 ชนิดแรกอีกด้วย

 

ปิดท้ายด้วยคาเวียร์ที่อร่อยและแพงที่สุด อย่างเบลูกา คาเวียร์ (Beluga Caviar) ผลิตจากปลาเบลูกาซึ่งปกติอาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียน ให้ไข่ปลาที่มีขนาดใหญ่ถึง 3.5-3.6 มม. สีสันออกโทนน้ำตาลทอง เมื่อชิมแล้วรสชาติอิ่มเต็ม เข้มข้น และครีมมี่มากๆ

คาเวียร์ เฮาส์ แนะนำว่าสามารถเสิร์ฟคาเวียร์คู่กับเนยหั่นบาง หรือครีมชีส และผักชีลาว นอกจากนี้ยังไปได้ดีกับแครกเกอร์ ขนมปังปิ้ง หรือแพนเค้ก รวมทั้งไข่ มันฝรั่ง หอยนางรม เนื้อกุ้ง ปู และหอยเชลล์ และอาจเสริมรสชาติด้วยแชมเปญ ดรายจิน หรือวอดก้า

ปาร์ตี้ปีใหม่นี้ ใครยังนึกอะไรไม่ออก ลองลงขันกันจัดคาเวียร์เทสติงดู หรือใครอยากโชว์ฝีมือทำอาหาร จัดหอยนางรมอบแต่งหน้าด้วยคาเวียร์ หรือคาปาโชกุ้งแดง ทาร์ทาร์หอยเชลล์ โรยคาเวียร์ รวมทั้ง
พาสต้าเย็น แต่งหน้าด้วยไข่กวนและคาเวียร์ ไม่ก็มันฝรั่งอบ โปะครีมชีสและคาเวียร์ ก็ Good Idea นะคะ

 

โตไก บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น สด-ร้อน ราคาเบา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470605

โตไก บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น สด-ร้อน ราคาเบา

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

โตไก (Tohkai Japanese Restaurant) ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดมานานถึง 12 ปี มี 16 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งที่ จ.นครราชสีมา เจ้าของร้านเป็นชาวญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่นต่างๆ เพื่อจัดส่งห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหารอยู่แล้ว จึงเสมือนแบรนด์ไทยควบคุมการผลิตโดยชาวญี่ปุ่นแท้ๆ ที่การันตีเรื่องรสชาติและความสดของวัตถุดิบ เช่น ปลาแซลมอน ปลาหิมะ เนื้อคุณภาพจากสหรัฐ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ได้มาตรฐานระดับภัตตาคารญี่ปุ่น โดยโตไกนำมาเสิร์ฟแบบอะลาคาร์ต (A La Carte) ในราคาบุฟเฟ่ต์เบาๆ 489 บาท++ ในเวลา 2 ชั่วโมง หรือจะสั่งแบบอะลาคาร์ตก็ได้ แต่ขึ้นชื่อว่ามาโตไกแล้วใครๆ ก็เลือกรับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ เพราะคุ้มสุดคุ้ม

 

จุดเด่นคือ เสิร์ฟร้อน ทำสดใหม่จานต่อจาน ไม่ทำอาหารไว้ให้ลูกค้าตักเอง ปริมาณอาหารก็กะให้ตามจำนวนลูกค้า เพื่อที่ลูกค้าจะได้มีโอกาสเลือกรับประทานอาหารได้หลายเมนู อาหารเสิร์ฟเร็ว มีเมนูจำพวกปิ้งย่างจะใช้เวลานิดหน่อย

เมนูมีหลากหลายถึง 120 เมนู เช่น ปลาดิบ ซูชิ สลัด ข้าวหน้าซาชิมิ พวกต้มนึ่ง สเต๊ก ของทอด อูด้ง ราเมน ที่นิยมสั่งกันมากคือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดเนย สเต๊กปลาแซลมอน แคลิฟอร์เนียโรล เทมปุระกุ้ง หัวปลาซาบะนึ่งซีอิ๊ว

 

 

ร้านอาหารโตไกมีบริการ 2 แบบ คือ อาหารญี่ปุ่น (Restaurant) และปิ้งย่าง (Yakiniku) แต่สาขาที่ยังเป็นน้องใหม่ ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ชั้น 4 ให้บริการแบบอาหารญี่ปุ่น เปิดทุกวัน เวลา 10.30-21.30 น. สำรองที่นั่งโทร. 02-734-1454 และ 02-734-1455

 

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมกล้วยน้ำว้าของน้ำวุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470521

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมกล้วยน้ำว้าของน้ำวุ้น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ขนมกล้วย เป็นขนมไทยอย่างแรกที่ผู้เขียนได้ทดลองหัดทำ ถือว่าเป็นขนมไทยที่ง่ายที่สุด และน่าจะเป็นขนมไทยประจำครัวคนไทยมานานแสนนานพอๆ กับ “กล้วย” ที่เป็นพืชคู่บ้านของคนไทย ด้วยประโยชน์ของกล้วยใช้ได้ทุกส่วน ใช้ได้ทั้งงานบ้านและงานครัว ขนมไทยหลายๆ ชนิดจึงเกี่ยวพันกับกล้วย อาจจะไม่ได้มีส่วนผสมของผลกล้วยในสูตร แต่รับรองว่าอาจได้ใช้ใบตองมาห่อเป็นภาชนะสวย ย่อยสลายได้

กล้วยในสวนครัวไทย ที่เห็นเด่นที่สุด คือ กล้วยน้ำว้า เพราะปลูกไว้แล้ว กินได้ตั้งแต่หัวปลี เอามาแกง เอามาจิ้มน้ำพริกหรือเป็นเครื่องเคียง ผลดิบๆ ของกล้วยน้ำว้ายังใช้เป็นยาช่วยในเรื่องของกระเพาะลำไส้ ผลห่ามนำมาทำขนมได้สารพัด ทั้งกล้วยเชื่อม กล้วยน้ำว้าปิ้งทั้งเปลือก กล้วยแขก กล้วยต้มโรยน้ำตาลกินกับมะพร้าวขูด ยังไปผสมผสานกับข้าวเหนียวเกิดเป็นข้าวต้มมัด

สำหรับกล้วยสุกๆ วางไว้ไม่นานก็อาจจะหมดได้ เพราะรองท้องตอนหิวๆ แต่หากเครือใหญ่ๆ อาจจะมีกล้วยสุกงอมหลงเหลืออยู่ ถ้าในบ้านมีเด็กอ่อน ก็หวานหมู ขูดให้เละป้อนให้เด็กน้อย ถือเป็นของว่างเพิ่มน้ำหนักที่มีประโยชน์สำหรับเด็กๆ ถ้าสุกงอมเกินจะรับประทานอร่อย แน่นอนว่าครัวไทยไม่ทิ้งของอะไรง่ายๆ กล้วยงอมๆ รสชาติทั้งหวานและหอม แปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยอบน้ำผึ้ง หรือจะใช้ความร้อนเปลี่ยนเป็นกล้วยกวน และขนมกล้วยของเราในฉบับนี้

 

ผู้เขียนมีสูตรขนมกล้วยประจำบ้านที่ไม่ยากจนเกินไป เห็นกล้วยน้ำว้าที่บ้านสุกงอมไร้คนเหลียวแล จึงส่งสูตรให้ลูกสาวคนโต ปรากฏว่าลูกสาวทำสูตรเดิมหายไปเสีย เราเลยมาช่วยกันรื้อฟื้นสูตรที่เคยทำเป็นประจำ เรียกว่ามั่วขึ้นมา เดาผสมมาจากสูตรเดิม เน้นใส่กล้วยเยอะๆ ผสมแป้งท้าวยายม่อมและแป้งมันเพื่อให้ได้ขนมที่นุ่มๆ หยุ่นๆ ถูกปากคนรุ่นใหม่ ต่างจากขนมกล้วยแบบเก่าที่เน้นแป้งข้าวเจ้าอย่างเดียว ทำให้ขนมกล้วยแบบดั้งเดิมค่อนข้างแน่น ขนมกล้วยสูตรนี้ของเราจึงออกมาอร่อยกว่าสูตรเดิมเสียอีก เนื้อขนมกล้วยไม่แน่น มีแป้งพอประมาณให้พอจับตัวกันได้ เลยต้องเก็บไว้เป็นสูตรของลูกสาวเอง เรียกว่า ขนมกล้วยน้ำวุ้น

ขนมกล้วยสมัยใหม่สูตรนี้ เน้นความง่าย จะใช้กะทิกล่องหรือกะทิสดก็อร่อยได้ทั้งนั้น เคยทดลองทำแล้วอร่อยได้ทั้งสองแบบ แน่นอนว่าถ้าคั้นกะทิเองจะหอมอร่อยและได้ความเป็นธรรมชาติมากกว่า หรือแม้ว่าจะไม่มีมะพร้าวอ่อน ขนมกล้วยก็ยังอร่อยได้อยู่ แต่ถ้ามีมะพร้าวอ่อนจะได้เนื้อสัมผัสที่ช่วยให้อร่อยเพิ่มขึ้น หรือจะใช้มะพร้าวเผาก็ได้ ได้เนื้อที่หนากว่า แล้วเอามาซอยเป็นเส้นบางๆ

สำคัญที่กล้วย ต้องเน้นกล้วยที่งอมๆ ยิ่งงอมจะยิ่งอร่อย และค่อยปอกเปลือกก่อนที่จะขยำเข้ากับแป้งที่เตรียมไว้ จะช่วยให้ขนมกล้วยไม่คล้ำและยังคงสีเหลืองอ่อนๆ สวยน่ากิน

เคล็ดลับในการทำขนมไทยที่มีแป้งเป็นส่วนผสม อย่าลืมนวดแป้งกับของเหลว ไม่ว่าจะเป็นกะทิหรือน้ำเปล่าเสียก่อน จะช่วยให้ขนมคงความนุ่มเอาไว้ได้ และถ้าใครไม่บอก ผู้เขียนจะแอบกระซิบอีกเคล็ดลับไว้ตรงนี้ หากส่วนผสมมีน้ำตาลทรายอยู่ แนะนำให้ละลายในน้ำกะทิเสียก่อนที่จะลงไปผสมกับแป้ง เพื่อให้น้ำตาลทรายไม่จับตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ ในแป้ง ถือเป็นข้อมูลง่ายๆ ที่อาจถูกเก็บไว้ก้นครัว

ขนมกล้วยน้ำว้าของน้ำวุ้น

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 70 กรัม

แป้งมัน 50 กรัม

แป้งท้าวยายม่อม 50 กรัม

กะทิคั้นข้นๆ 400 กรัม (สามารถใช้กะทิกล่องได้เลย)

น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม

น้ำตาลทราย 50 กรัม

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

กล้วยน้ำว้า สุกงอม 500 กรัม

มะพร้าวอ่อน 100-200 กรัม

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน

แบ่งกะทิออกมาสักครึ่งหนึ่ง ค่อยๆ เทลงในแป้งขยำบีบนวดให้แป้งค่อยๆ จับตัวกันจนพอนวดได้ นวดแป้งไปเรื่อยๆ ประมาณ 5-8 นาที เติมน้ำตาลปี๊บลงไปบี้ผสมกับแป้งจนไม่เป็นเม็ดๆ

สำหรับกะทิส่วนที่เหลือละลายน้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ค่อยๆ เติมลงในแป้งที่นวดไว้ทีละน้อยขยำให้เข้ากันจนแป้งละลายหมด เนียนเป็นเนื้อเดียวกันแนะนำให้พักแป้งไว้ประมาณ 20-30 นาที

สำหรับกล้วยน้ำว้าขยำกล้วยกับเกลือป่นให้เข้ากัน เกลือช่วยให้ขนมกล้วยคงสีสวยไว้ไม่คล้ำ

ตั้งน้ำในลังถึงให้เดือดพล่าน เตรียมพิมพ์ขนมกล้วยไว้ ทาน้ำมันพืชบางๆ เพื่อให้ขนมร่อนออกจากพิมพ์ได้ง่าย หรือถ้าใช้ใบตองไม่จำเป็นต้องทาน้ำมันเลย

หยอดขนมกล้วยลงพิมพ์ นึ่งขนมที่ไฟแรงประมาณ15-18 นาที หรือขึ้นอยู่กับขนาดของพิมพ์ยกลงรอให้เย็นสนิทแล้วแคะออกจากพิมพ์ เสิร์ฟกับมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น

 

เมรุโตะ ซูชิ ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469603

เมรุโตะ ซูชิ ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากพูดถึงร้านซูชิแบบโอมากาเสะ ในย่านสาทร ต้องซูฮกให้ เมรุโตะ ซูชิ (Meruto Sushi) ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะรสชาติสุดล้ำลึก และรสสัมผัสที่ทุกคำละลายในปาก แต่เดิมร้านนี้ตั้งอยู่ที่นวลจันทร์ 28 หลังจากได้กระแสตอบรับที่ดี ก็ย้ายมาที่อาคารสาธร การ์เด้นส์ เพื่อให้คนย่านนี้ได้พบกับความพรีเมียมของโอมากาเสะอย่างแท้จริง

 

ร้านบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง การตกแต่งเรียบง่ายในกลิ่นอายญี่ปุ่น ผนังด้านข้างเป็นกระจก ด้านในเป็นเคาน์เตอร์บาร์ที่นั่งประมาณ 10 ที่ ให้ความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็สามารถเห็นการทำซูชิของเชฟทุกขั้นตอน

 

ที่สุดของความตื่นเต้นแบบโอมากาเสะ คือเราจะไม่รู้ว่าวันนี้จะได้กินเมนูอะไรบ้าง คอร์สที่เรามาชิมคือ 3,500 บาท ประกอบไปด้วยซูชิ 10 คำ โดยเชฟจะเสิร์ฟทีละคำตามลำดับ จากรสชาติที่อ่อนที่สุดไปเข้มสุด เพื่อให้ได้รสชาติโดยรวมพอเหมาะลงตัวที่สุด เริ่มด้วยขั้นตอนการตีข้าวที่ใช้น้ำส้มสีแดงให้รสเปรี้ยวเค็มตามแบบฉบับญี่ปุ่นโบราณ เมื่อตีเสร็จแล้วจะเก็บไว้ในโถรักษาอุณหภูมิ

 

เรียกน้ำย่อยและเปิดต่อมรับรสด้วยมะเขือเทศโอนิซาวาโรยด้วยเกลือหิมาลัย แล้วก็มาถึงคำแรกเป็นปลาเนื้อขาวตามฤดูกาลที่บ่มไว้แล้ว 3 วัน ข้าวที่ออกรสเค็มเล็กน้อยขับให้รสหวานของปลาโดดเด่นขึ้น ต่อมาเป็นชิมะอาจิ สุดยอดปลาเนื้อขาวที่เนื้อเด้งแน่น มันและหวานเต็มปากเต็มคำ ถัดมาเป็นซากุระโฮตาเตะ หอยเชลล์ฮอกไกโดห่อด้วยใบซากุระ รสชาตินุ่ม หวาน กลิ่นหอมฟุ้งในปาก

 

คั่นรายการด้วย Hand Roll สาหร่ายพันหัวไช้เท้าหั่นฝอย ราดด้วยซอสอุเมะบ๊วยและมะนาว แล้วก็ถึงเวลาซูชิปลาเนื้อแดง อย่างซูชิปลาฮอนมากุโระ ถัดมาเป็นซูชิปลาโอโทโรที่แทรกไปด้วยไขมัน รสชาติหวาน สด นุ่ม ต่อด้วย หอยนางรมสดจากฮิโรชิมา รสชาติหวาน หมักในซอสพอนสึ โรยเกลือ บีบมะนาว ขิง และหอมสับ จากนั้นเป็นปลาคัตสึโอะที่บ่มมาแล้ว 3 วัน แช่ในซอสกระเทียมก่อนจะเสิร์ฟ และเมรูโตะด้ง ประกอบด้วยมากุโรสับกับต้นหอม อิคุระเกรดพรีเมียม อูนิ (ไข่หอยเม่น) และเห็ดทรัฟเฟิล ตกแต่งด้วยทองคำเปลว

 

ปิดท้ายด้วยคัสสึเทราไข่หวานสูตรพิเศษ รสชาติหวานละมุน ซดซุปกระดูกปลาเคียง ปิดท้ายด้วยของหวาน น้ำแข็งใสจากน้ำส้มยูสุ 100%

เมรุโตะ ซูชิ ชั้นจี อาคารสาธร การ์เด้นส์ ร้านเปิดบริการ 4 ช่วงเวลา คือ 12.00-13.00 น., 14.00-15.00 น., 18.00-19.00 น. และ 20.00-21.00 น. ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น โทร. 09-2369-7924 หรือเฟซบุ๊ก/ไลน์ merutosushi