เต็มพุง อร่อยจัดจ้าน ใจกลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 17:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/473130

เต็มพุง อร่อยจัดจ้าน ใจกลางกรุง

โดย…พาแลง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ด้วยความชื่นชอบอาหารไทยเป็นชีวิตจิตใจ นอกจากจะตระเวนตามหาร้านอาหารดังตามจังหวัดต่างๆ แล้ว เจ้าของร้านเต็มพุง ร้านอาหารไทยเพิ่งเปิดใหม่ได้ประมาณ 3 เดือน อยู่ในโซนร้านขายของและอาหารชั้น 1 ของตึกเบลล์ ยังชอบทำอาหารไทยเป็นชีวิตจิตใจ และมีแรงบันดาลใจอยากให้คนกรุงเทพฯ ได้กินอาหารไทยรสดั้งเดิม จึงเกิดร้านเต็มพุงขึ้นบริเวณชั้น 1 ของอาคารที่อยู่อาศัย กว้างขวางมากพอจะสร้างบรรยากาศนั่งสบายๆ ในสไตล์การตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย ใช้เก้าอี้ไม้ ใช้เครื่องมือหาปลาพื้นบ้านประดับผนังสื่อถึงที่มาของวัตถุดิบหลักของร้าน ขณะเดียวกันก็มีภาพสีน้ำมันที่บ่งบอกวิถีหาปลาของคนลุ่มน้ำแขวนอยู่ในทุกมุม แสดงความโมเดิร์นและเรียบหรู การจัดวางโต๊ะเก้าอี้มีการเว้นระยะและให้ความเป็นส่วนตัว ร้านจึงโปร่ง กว้างขวาง สะอาด นอกจากนี้ยังกั้นห้องสำหรับกลุ่มที่ต้องการเป็นส่วนตัวไว้ถึง 2 ห้อง

ในบรรดากว่า 50 เมนูที่คัดสรรมาให้คนกินได้ประหลาดใจ พระเอกของร้านจะเน้นเป็นอาหารไทย โดยมีจานเด็ดเป็นกุ้งแม่น้ำ คนชอบกุ้งแม่น้ำไซส์ใหญ่ สด เนื้อแน่น ถ้าไม่มาชิมที่ร้านนี้ถือว่าพลาดอย่างแรง เพราะต่อให้ไปถึงอยุธยาก็ยังหารับประทานกุ้งขนาดนี้ยาก เริ่มต้นที่กุ้งทอดเกลือ ที่เลือกกุ้งก้ามกรามขนาดสองตัวหนึ่งกิโล เนื้อแน่นและสด ได้รสเค็มจากเกลือนิดๆ เมนูกุ้งทอดเกลือใช้เทคนิคเริ่มด้วยผ่ากุ้งเป็นครึ่งซีก นำลงน้ำมันให้ด้านที่มีมันกุ้งหันขึ้นด้านบนเพื่อไม่ให้มันกุ้งหายไปในน้ำมัน จากนั้นค่อยๆ ตักน้ำมันราดเนื้อกุ้งให้ทั่วจนสุกเด้ง แล้วค่อยนำขึ้นมาพัก เสิร์ฟมาพร้อมมันกุ้งเสวย ราดซ้ำลงไปเพื่อความเข้มข้นเป็นไฮไลต์

 

หากพูดถึงกุ้งก้ามกรามแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้กินก้ามกุ้งซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่รสชาติและรสสัมผัสโดดเด่น และเมนูบวบผัดก้ามกุ้ง บวบหั่นชิ้นหนาพอดีคำเมื่อผ่านกระทะไฟแรงเข้ากันได้ดีกับก้ามและมันกุ้ง กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยนักแล และเมื่อมาถึงร้านอาหารไทยทั้งที เมนูที่ขาดไม่ได้ก็คือแกง ซึ่งเมนูแกงของที่นี่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และกลิ่นหอมฟุ้งเป็นจุดเด่น เพราะเครื่องแกงทุกชนิดเป็นสูตรเฉพาะที่โขลกสดทุกวัน ส่งให้รสชาติเข้มข้นนัวของแกงสับนกปลากรายหน่อไม้ดอง แกงโบราณที่หารับประทานยาก รสชาติจัดจ้าน เข้มข้นแบบไทยสุดๆ

 

นอกจากนี้ ยังมีฉู่ฉี่ปลาแซลมอน เอาใจคนชอบความแปลกใหม่ ที่ปรุงให้แซลมอนสุกพอประมาณ หากยังไม่อิ่มเต็มพุงเท่าไหร่ ให้ลองสั่งปลาคังลวกจิ้ม เป็นจานที่คนชอบปลาต้องติดใจ เพราะเนื้อปลาคังส่วนหลังนำมาสไลซ์ขนาดพอดีคำ ลวกสุกกำลังดี เนื้อแน่นหนังเด้งกรุบๆ เพิ่มรสด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือไข่ตุ๋นกุ้งแซ่บ ที่นอกจากจะฟินกับก้ามกุ้งที่มาในไข่ตุ๋นแล้ว เนื้อเนียนนุ่มของไข่ยังทำให้เพื่อนร่วมโต๊ะต้องแย่งกิน ส่วนความแซ่บต้องยกให้น้ำจิ้มซีฟู้ดที่ราดมา ปิดท้ายด้วยขนมหวานของข้าวฟ่าง ขนมโบราณที่หารับประทานยาก แต่รสของที่นี่ไม่หวานโดด และมีรสเค็มเล็กๆ ของน้ำกะทิราดมา สมบูรณ์แบบสำหรับมื้อใหญ่

ร้านเต็มพุง ร้านอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม ยกกุ้งแม่น้ำ ปลาแม่น้ำ รสอาหารไทยพื้นบ้านคุณภาพสูงมาไว้กลางกรุง นอกจากอาหารไทยๆ แล้ว ที่ร้านนี้ยังมีเมนูก๋วยเตี๋ยวด้วย แยกโซนครัวออกจากครัวอาหารไทย และใช้ชื่อร้านว่า Hoho by เต็มพุง ซึ่งน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวจะเป็นสไตล์ฮ่องกงแท้ๆ วัตถุดิบส่วนใหญ่ก็นำมาจากฮ่องกง ใครชอบอาหารไทยสไตล์ถึงเครื่อง กลิ่นแกงหอม รสชาติเข้มข้น จัดจ้าน แนะนำให้มาลอง เหมาะกับเทศกาลเฉลิมฉลองในวันที่ครอบครัวพร้อมหน้ามาก

ในช่วงเปิดร้านใหม่ เต็มพุงยินดีมอบส่วนลด 50% เฉพาะค่าอาหาร ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2559 สำรองที่นั่งโทร. 02-168-1142 ที่อาคาร Belle@The Shoppes Grand Rama9 ด้านหลังเซ็นทรัลแกรนด์ พระราม 9 เฟซบุ๊ก : เต็มพุง อินสตาแกรม : Tempoong ไลน์ : bytempoong ร้านเปิดให้บริการทุกวัน วันละ 2 รอบ คือ เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น.

 

เมนูปีใหม่สุดพิเศษ วัตถุดิบจากโครงการหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/473126

เมนูปีใหม่สุดพิเศษ วัตถุดิบจากโครงการหลวง

โดย…คาเอรุ

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรปวงชนชาวไทย ผ่านมูลนิธิโครงการหลวง เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มภัตตาคารบลูเอเลเฟ่นท์ จึงรังสรรค์อาหารหลากหลายเมนูขึ้นจากผลิตผลและวัตถุดิบของโครงการหลวง ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ณ ร้านอาหารบลูเอเลเฟ่นท์ สาขากรุงเทพฯ และสาขาภูเก็ต ภายใต้ชื่อ 2017 New Year’s Eve Gala Dinner Menu

“การสร้างสรรค์เมนูอาหารโดยการใช้ผลิตผลและวัตถุดิบจากโครงการหลวงในโอกาสพิเศษต่างๆ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของร้านอาหารบลูเอเลเฟ่นท์ของเราอยู่แล้ว และในปีนี้นับว่ามีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง ตามที่เราทราบกัน” เชฟนูรอ กล่าว

 

เมนูวันขึ้นปีใหม่ 2560 เริ่มต้นที่ออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อยด้วยเมนูทรงโปรด ไข่พระอาทิตย์ ผัดพริกขิงปลาเทราต์ฟู หรือตำแตงกับไก่เบรส ใส่แมคคาเดเมีย

ตามด้วยสตาร์ทเตอร์ที่คัดสรรจากโครงการหลวงอย่าง อกเป็ดรมควันโรสแมรี่ กับตับห่านซอสสตรอเบอร์รี่ และปลาสเตอร์เจียนซอสตะไคร้พริกไทยดำ เสิร์ฟกับผัดใบชาและฟักทองโครงการหลวง

 

อาหารในเมนูวันขึ้นปีใหม่ รวม 5 รายการ ในราคา 4,532 บาท/ท่าน สำหรับสาขากรุงเทพฯ และ 3,766 บาท/ท่าน สำหรับสาขาภูเก็ต นอกจากได้อิ่มอร่อยกันแล้ว ยังได้รับโอกาสพิเศษ ลุ้นจับรางวัลตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต หรือภูเก็ต-กรุงเทพฯ อาหารมื้อค่ำฟรีสำหรับ 2 ท่าน คอร์สเรียนการทำอาหารครึ่งวันสำหรับ 2 ท่าน (มูลค่า 11,770 บาท) กระเช้าของขวัญ และแชมเปญบลูเอเลเฟ่นท์ พร้อมดื่มด่ำกับการแสดงสดของวงดนตรีในค่ำคืนสุดพิเศษ

สัมผัสรสชาติอาหารแสนอร่อยในค่ำคืนอันน่าจดจำ ด้วยเมนูมื้อค่ำสุดพิเศษจากผลิตผลโครงการหลวง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งได้ที่ร้านอาหารบลูเอเลเฟ่นท์ สาขากรุงเทพฯ โทร. 02-673-9253-4 หรืออีเมล bangkok.restaurant@blueelephant.com สาขาภูเก็ต โทร. 076-354-355-7 หรืออีเมล phuket@blueelephant.com

 

เกม มีท รสสัมผัสแห่งป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/473135

เกม มีท รสสัมผัสแห่งป่า

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ก่อนมีการพัฒนาการเกษตรเมื่อประมาณ 1 หมื่นปีที่แล้ว มนุษย์เก็บรวบรวมอาหารด้วยวิธีการล่าสัตว์และเก็บของป่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีทั้งแหล่งอาหารอยู่กับที่ กับการล่าสัตว์ป่า อันจะต้องถูกล่าเพื่อนำมาบริโภค นอกจากจะนำมาเป็นอาหารแล้วการล่าสัตว์จึงเป็นเสมือนเกมกีฬาท้าทายความเป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของบรรดาสัตว์ป่าที่ต้องดำรงชีพอย่างอิสระ ผสานกับอาหารที่หากินที่ได้ตามธรรมชาติจึงทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ผลพวงที่ได้คือเนื้อของสัตว์ป่านั้นถ้าใครได้ลิ้มลองเป็นต้องหลงใหล  เพราะทั้งแน่น ทั้งนุ่ม และหวานอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงวันนี้มนุษย์เราหัวใสจับสัตว์ป่ามาเพาะเลี้ยง และเจริญเป็นฟาร์มส่งบรรดาเนื้อสัตว์ป่าเหล่านั้นออกขายให้ผู้คนยุคใหม่ได้ลิ้มลองกันบ้าง ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย

 

คำว่า Game Meat ในร้านอาหาร ไม่ได้หมายถึงการละเล่นอะไร แต่เป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกเนื้อสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อเป็ด หรือเนื้อไก่ ที่เราคุ้นเคย ซึ่งที่เรียกแบบนี้เพราะติดมาจากเกมการล่าสัตว์ที่เป็นที่นิยมในสมัยก่อน ทั้งเพื่อเป็นกิจกรรมหรือนำมาทำอาหาร ซึ่งภายหลังโลกหันมาอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้น เกมการล่าสัตว์ป่าจึงถูกแบน และเกิดเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ประเภทเหล่านี้เพื่อเป็นอาหาร ซึ่งจะไม่ไปรบกวนป่าหรือระบบนิเวศแต่อย่างใด หรือทำให้ประชากรสัตว์ดังกล่าวลดลงหรือสูญพันธุ์เท่ากับการล่าตามธรรมชาติ คำว่า Game โดยทั่วๆ ไปจึงมีความหมายถึง เนื้อกวาง กระต่าย หรือนกกระทา และจระเข้ เท่านั้น

เชฟโม-ชัชพล ถาวรวณิชย์ เชฟใหญ่แห่งร้าน ไวลด์ แอนด์ โก. (Wild & Co.) ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูแบบ Game Meat  คือผู้อยู่เบื้องหลังเมนูอาหารทั้งหมดของร้านนี้ เขามีความตั้งใจว่าจะออกแบบอาหารในแนว Smoke House & Game หรือเน้นเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว กระต่าย กวาง รวมถึงสัตว์อื่นๆ พร้อมกับสร้างบรรยากาศร้านให้เหมือนกับเวลาออกล่าสัตว์ในป่า ที่สำคัญเชฟโมตั้งใจเลือกผลิตภัณฑ์ในประเทศเพื่อให้ชาวต่างชาติ หรือแม้กระทั่งคนไทยได้รู้สึกเซอร์ไพรส์ถึงวัตถุดิบในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น วัววากิว จาก จ.สกลนคร กวางจากฟาร์มที่เขาใหญ่ ว่าเมื่อได้ลิ้มลองแล้วจะต้องหลงใหลในรสชาติไม่แพ้ชาติใด
บนโลก

“คืออาหารป่าของไทยส่วนใหญ่จะรสจัด เวลาเอามากินก็จะเป็นลักษณะสับ แล้วนำมาผัดนั่นผัดนี่ แต่เทคนิคของยุโรปเขามีการเราะ มีการรมควัน สัตว์เนื้อแดงเขาก็จะเอามาทำสเต๊ก ผ่านเครื่องซูวีมาสโลว์คลุก เนื้อวัวไทยเหนียว เนื้อกวางเหนียว แต่ถ้าเราทำให้ถูกวิธีมันก็ชนะเลิศ ผมมีหน้าที่ทำให้ของไทยมีคุณค่ามากขึ้น อย่างสลัดนกกระทาเราจะใส่ผักแพว ยอดมะม่วง ใบมะกอก ผักพวกนี้จะมีคาแรกเตอร์ที่เฉพาะตัว ทำให้อาหารของเราโดดเด่น ทำให้อาหารมีรสชาติเตะตา เตะจมูก เตะลิ้น ผมว่าของไทยเราก็มีค่ามากอยู่แล้ว มันอยู่ที่จะนำมาปรุงและขั้นตอนการทำต้องพิถีพิถัน”

ความตั้งใจของเชฟโมที่ต้องการให้ผู้ลิ้มลองรสชาติของวัตถุดิบของไทยหลงใหลไปกับรสชาติของมัน เขายังนำพืชผักต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันจากร้านอาหารพื้นบ้าน อย่าง ผักแพว ยอดมะกอก ยอดมะม่วง และใบบัวบก มาประกอบทั้งจานผัก จานสลัด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะน่าสนใจแล้วยังอร่อยเข้ากันดีอีกด้วย

 

“ผมอยากบอกว่าเนื้อวัวขุนจาก จ.สกลนคร รสชาติดี มันแทรกดีมากของไทยเราเก๋าไม่แพ้วัตถุดิบใดในโลก ผมแฮปปี้และภาคภูมิใจกว่า วิธีคิดอย่างง่ายๆ เวลาทำอาหารก็อย่างสัตว์เนื้อแดงก็จะเข้ากันดีกับรสเปรี้ยว ไวน์แดงและพริกไทยอ่อน เพิ่มรสชาติด้วยซอสแบบยุโรป ปะติดปะต่อแล้วก็ลงตัว จนเข้าที่เข้าทาง ผมว่ามันเป็นความอร่อยที่ท้าทายดีครับ”

เชฟยังแนะนำเทคนิคในการปรุงอาหารกับวัตถุดิบในบ้านเราให้ฟังอีกว่า “จากการสับและผัดให้เผ็ดแบบที่เราคุ้นเคยจะทำให้เราไม่เห็นเทกซ์เจอร์ของสัตว์แต่ละชนิด ผมจึงเลือกการรมควันที่เป็นเทคนิคมาจากอเมริกาอยู่แล้ว ผมคิดว่าอายุวัวของอเมริกาจะน้อยกว่าอายุวัวบ้านเรา ดังนั้นเราต้องสโมกเนื้อวัวเราอย่างต่ำ 9 ชั่วโมง เนื้อส่วนที่เหนียวจะค่อยๆ นุ่มและมีเสน่ห์ของมัน พร้อมกับสเปรย์ด้วยน้ำแอปเปิ้ลก็จะยิ่งทำให้เนื้อฉ่ำและได้ความหอม”

มาเริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วยเมนู สแกลล็อป ทาร์ทาร์ แอพพิไทเซอร์ยอดนิยมของร้าน ด้วยการนำหอยเชลล์มาคลุกกับซอสซีฟู้ดจัดจ้านตามประสาบ้านเรา ไม่ใส่ผงชูรส คลุกกับข้าวคั่ว หอมแดง ผักชีใบเลื่อย พริกขี้หนูนิดหน่อย กินคู่กับข้าวเกรียบทอด เข้ากันได้อย่างลงตัวทีเดียว

 

เมนูที่อร่อยได้ใจไม่แพ้กัน แร็บบิท โรลล์ จานที่หากคุณไม่เคยลองกินเนื้อกระต่ายป่าจากฝรั่งเศส ถ้าได้ลิ้มลองแล้วจะติดใจ ด้วยการนำเนื้อสันในกระต่ายป่าโดยข้างในยัดด้วยตับและไตของกระต่าย พันด้วยเบคอนอีกหนึ่งชั้น นำไปย่างและอบ สิ่งที่ช่วยเพิ่มรสชาติเมื่อกินกับแก่นตะวันหรืออาร์ติโชกของไทย ถั่วลันเตา แล้วก็แครอตย่าง เสิร์ฟคู่กับซอสกระต่ายที่ทำมาจากกระดูกของกระต่าย มาเคี่ยวจนได้กลิ่นหอมเฉพาะของกระต่ายที่ละม้ายกับเนื้อไก่ ทำให้คาแรกเตอร์กระต่ายชัดเจน จานนี้ยังแกล้มกับผักสลัดอร่อยสุดๆ ไปเลย

ใครที่ชอบรับประทานเนื้อ ลองสั่งเมนูซิกเนเจอร์ สโมก บีฟ ริบส์ ซี่โครงเนื้อสกลนคร รมควันไม้ฮิกคอรีนานกว่า 9 ชั่วโมง จนได้กลิ่นหอม รสสัมผัสนุ่มลิ้น กินคู่กับแป้งตอติญ่า พร้อมเพิ่มรสชาติด้วยผักดองที่ทางร้านทำเอง อย่าง แตงกวาดอง หอมแดง พริกเม็กซิกัน ผักดอง และโคลสลอว์

ตบท้ายด้วย นกกระทายัดไส้ นกกระทาไทยยัดไส้ด้วยตับเป็ด นำไปย่างและอบ เสิร์ฟคู่กับกะหล่ำดาว เห็ดแชมปียอง และแก่นตะวัน ซึ่งเมนูนี้เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยการใช้พืชผักจากโครงการหลวง โดยเฉพาะกะหล่ำดาว ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่พระองค์ทรงสอนให้ชาวเขาปลูกแทนการปลูกฝิ่น กินคู่กับบัทเทอร์ สกอต ตูเลย์ ลักษณะคล้ายฟักทองแต่จะให้รสชาติที่หวานกว่า เป็นผักของโครงการหลวงเหมือนกัน เสิร์ฟคู่กับซอสเรดไวน์ เปปเปอร์คอร์นซอส

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการลิ้มลองที่ ร้านไวลด์ แอนด์ โก. ซอยฟาร์มวัฒนา ถนนพระรามที่ 4  เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.30-01.00 น. โทร. 08-7999-9948 หรือ wildnco.com, facebook.com/wildncobkk

 

ชิมชิคชิล ณ โมริโมโตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/473134

ชิมชิคชิล ณ โมริโมโตะ

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อพูดถึง เชฟมาซาฮารุ โมริโมโตะ ชื่อนี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูของชาวไทยมากนักแต่ที่สหรัฐแล้วเขาเป็นเชฟระดับโลก จากรายการเชฟกระทะเหล็กสหรัฐ ผู้รังสรรค์อาหารญี่ปุ่นแนวฟิวชั่น ผสมผสานการประกอบอาหารระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออกที่ดีต่อสุขภาพมากว่า 44 ปี และในช่วงปีที่ผ่านมาเขาได้เปิดร้านโมริโมโตะ แบงค็อก ที่ชั้น 4 อาคารมหานคร คิวบ์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ติดกับสถานีบีทีเอสช่องนนทรี ให้นักชิมชาวไทยสัมผัสประสบการณ์ในการรับประทานอาหารญี่ปุ่นและเมนูอื่นๆ ในรสชาติและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป หรืออาจจะบอกว่าเป็นอาหารสไตล์โมริโมโตะที่ไม่เหมือนใครก็คงไม่ผิดนัก

 

เริ่มต้นด้วยทูน่า พิซซ่า ที่พิซซ่าแป้งบางกรอบ โรยหน้าด้วยเนื้อปลามากุโร่บางๆ และส่วนผสมอื่นๆ รับประทานไปแล้วต่อให้เป็นคนที่ไม่ชอบปลาดิบก็ต้องติดใจ วางุ บีฟ คาร์ปาชิโอ เนื้อวางุ เกรดเอ 5 วางเรียงบนจานอย่างสวยงามราดด้วยน้ำมันงาผสมกับน้ำมันมะกอกร้อนๆ เทลงไปบนเนื้ออย่างรวดเร็ว จนได้เนื้อวางุกึ่งสุกกึ่งดิบ โรยด้วยขิง โชยุ กระเทียม พริก ผักชีญี่ปุ่น รับประทานพร้อมกันจะได้รสชาติเปรี้ยวนำเค็ม เผ็ดตามนิดๆ อร่อยไปอีกแบบ ถ้าให้ดีรับประทานพร้อมๆ กับข้าวญี่ปุ่น ซึ่งทางร้านมีเครื่องสีข้าวเป็นของตัวเอง และตัวข้าวก็ต้องนำจากพื้นที่เพาะปลูกพิเศษที่ให้ข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดส่งให้กับร้านโมริโมโตะโดยเฉพาะเช่นกัน เรียกได้ว่าขนาดข้าวยังคัดสรรกันถึงแหล่งเพาะเมล็ดกันเลยทีเดียว

ต่อด้วยเมนูสุดฟินอย่าง Braised Black Cod ปลาแบล็ก ค็อด ส่งตรงจากอลาสกาย่างจนสุกหอม ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของโมริโมโตะให้รสชาติหวานหอม เคียงข้างกับถั่วคุโรมาเมะ ซึ่งว่ากันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานถั่วนี้ทุกวันที่ 1 ของปีเพื่อความโชคดีตลอดปี ยิ่งไม่ควรพลาดเมนูนี้ในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะถึง

ปิดท้ายด้วยของหวานอย่างโทฟู ชีสเค้ก จากน้ำเต้าหู้ กลายเป็นชีสเค้กหวานหอมตักแล้วละลายในปากในทันที เป็นอีกรสชาติและประสบการณ์ที่ไม่เคยได้ลิ้มลองจากที่ไหนนอกจากที่ร้านโมริโมโตะ และที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้รสชาติอาหาร ก็คือ บรรยากาศร้านที่ใช้ไม้ตกแต่งได้อย่างสวยงาม ภายนอกคือวิวของอาคารมหานคร คิวบ์ ภายในร้านมีทั้งโซนห้องอาหารส่วนตัว มีมุมเอาต์ดอร์แต่งแบบสวนเซน และเคาน์เตอร์บาร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มหลากหลายให้ลูกค้าทุกระดับ โมริโมโตะจึงเหมาะกับการสังสรรค์กับเพื่อน หรือคนในครอบครัว ไปจนถึงดินเนอร์กับหวานใจได้ภายในร้านเดียว ร้านโมริโมโตะ เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. มื้อเย็น วันอาทิตย์-พุธ เวลา 18.00-23.00 น. วันพฤหัสบดี-เสาร์ เวลา 18.00-01.00 น. โทร. 02-060-9099

 

เนื้อฉ่ำ ไก่หมุนอบน้ำผึ้งจิระภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/472993

เนื้อฉ่ำ ไก่หมุนอบน้ำผึ้งจิระภา

โดย…พี่เวส

นอกจากนานาก๋วยเตี๋ยวที่เป็นของโปรดแล้ว ก็เห็นจะมีไก่ย่างนี่ล่ะที่ชอบมากที่สุด สามารถกินได้เป็นตัวๆ ยิ่งถ้าเป็นไก่ย่างเนื้อฉ่ำๆ นี่ยิ่งชอบมาก วันนี้มีโอกาสได้เจอร้านไก่หมุนอบน้ำผึ้งจิระภา ที่เปิดขายอยู่ทุกวันกลางซอย ลาดพร้าว 101 บอกตรงๆ ว่าใช่อย่างที่ปรารถนาเลยล่ะครับ

เนื้อไก่ถูกหมักด้วยน้ำผึ้งจะเข้าเนื้อ จากนั้นก็นำมาเสียบไม้หมุนและย่างบนเตาถ่าน ซึ่งป้าเจ้าของร้านบอกว่าไก่ย่างที่อร่อย คือ เนื้อต้องนุ่มและฉ่ำ ไม่แห้งเหนียว และข้อดีของการใช้ไฟจากถ่านคือความร้อนจะค่อยๆ กล่อมเนื้อให้สุกอย่างทั่วถึงทั้งตัว และที่พิเศษก็คือวิธีการหมุนจะยิ่งทำให้ไก่สุกพร้อมกันทั้งตัว

 

เนื้อไก่ของร้านนี้นอกจากเนื้อจะฉ่ำแล้วยังแอบบหวานจากน้ำผึ้ง และยังมีสีสันล่อตาล่อใจเหลืองๆ ส้มๆ แต่ไม่ไหม้ กินได้ยันหนังที่กรอบนุ่มกำลังดี นอกจากไก่จะอร่อยน้ำจิ้มเขาก็แซบไม่เบา มีให้เลือก 2 อย่าง คือ น้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ กับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ทางร้านปรุงเอง ราคาขายตัวหนึ่งก็ 170 บาท

ทางร้านยังเพิ่มความอร่อยด้วยส้มตำรสแซ่บกับข้าวเหนียวร้อนๆ มันช่างเข้ากั๊นเข้ากัน ร้านจะตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 101 ตรงข้ามกับแยก 39 (ทางที่จะออกซอยลาดพร้าว 87) เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 น. ไปจนถึงไก่จะหมดก็ประมาณเวลา 15.00 น.

 

ขนมไทยสไตล์ Minimal บัวลอยเผือกไข่เค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/472992

ขนมไทยสไตล์ Minimal บัวลอยเผือกไข่เค็ม

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เมื่อต้นเดือน ธ.ค. อากาศเย็นๆ เริ่มแผ่กำลังมาในช่วงที่ผู้เขียนไปกับกลุ่มวิศวกรเพื่อเป็นพยานในการส่งมอบกังหันน้ำปั่นไฟให้ชาวบ้านบนดอย ขากลับแวะเชียงใหม่เพื่อพักผ่อนร่างแหลกๆ จากเส้นทางอันหฤโหดที่โรงแรมดาราเทวี ได้ลองไปชิมอาหารไทยและอาหารเหนือที่ Le Grand Lanna ติดใจกับขนมหวานล้างปากหลังอาหารไทย บัวลอยไข่เค็ม

กะทิที่เข้มข้นหวานมัน คั้นใหม่ๆ จะได้กลิ่นของกะทิสดๆ ขนมไทยน้ำกะทิจะอร่อยต้องมีรสเค็มปะแล่มเพื่อตัดหวาน บัวลอยไข่เค็มของเลอ กรอง ล้านนา มีครบทุกข้อ หวานมันหอมกะทิตามแบบฉบับของขนมไทยทุกประการ ต่างตรงที่ความเค็มปะแล่มมาจากไข่เเดงของไข่เค็มที่ปั้นมาเป็นก้อนๆ ช่วยเพิ่มความหวานมันได้เป็นอย่างดี เรียกว่าประทับใจกับบัวลอยไข่เค็มถ้วยแรกในชีวิต

กลับมาถึงกรุงเทพฯ ยังฝันหวานกับความหวานมันอร่อยของบัวลอยไข่หวาน คิดถึงวิธีที่จะทำบัวลอยของเราให้อร่อยกว่าของเขา เริ่มจากแป้งบัวลอยแทนที่จะเติมสีสันจากธรรมชาติอย่างดอกอัญชันและฟักทองเท่านั้น ขอเพิ่มรสชาติด้วยเผือกหอมๆ ที่บี้ผสมไปกับแป้งข้าวเหนียวและแป้งมันเล็กน้อยเพื่อให้นุ่มหนึบๆ อีกสีขอใช้เป็นแป้งข้าวเหนียวดำที่ช่วยให้สีของเม็ดบัวลอยดู “Rustic” น่ากินอิงธรรมชาติ กลิ่นของแป้งข้าวเหนียวดำมีความหอมเฉพาะตัว ช่วยสร้างเสน่ห์ของขนมไทยพื้นบ้านให้บัวลอยถ้วยนี้ไม่เป็นชาววังจนเกินไป

วิธีนวดแป้งบัวลอย หากอธิบายมากมายไปอาจจะกลายเป็นฟังดูยุ่งยาก จริงๆ แล้วแป้งบัวลอยนั้นแสนจะง่าย หลักง่ายๆ คือ นวดแป้งกับน้ำร้อนๆ ให้พอนวดได้ แล้วนวดให้มากที่สุดตามกำลังจะมี พักแป้งไว้ก็สำคัญ เพื่อให้แป้งได้อิ่มน้ำ เพิ่มความเหนียว นุ่มหนึบไม่เละง่ายให้กับแป้งบัวลอย ควรพักแป้งไว้สัก 2 ชั่วโมง จะทำให้ปั้นได้ง่าย ต้มได้อร่อย ไม่เละ อีกเคล็ดลับหนึ่ง คือ การต้มแป้งบัวลอยในน้ำเชื่อม แทนที่จะเป็นน้ำเดือดธรรมชาติ เพราะน้ำตาลที่อยู่ในน้ำเชื่อมเดือด จะช่วยให้แป้งเกาะตัวกันเเน่นขึ้น ผลที่ได้คือ ขนมจะไม่เละง่าย ช่วยให้การทำบัวลอย Foolproof อร่อยได้ง่ายขึ้น

 

สุดท้ายคือ วิธีทำน้ำกะทิ ส่วนที่สำคัญที่สุดของบัวลอย หากคุณยังไม่เคยลองคั้นกะทิจากมะพร้าวขูด นี่คือสูตรเด็ดที่แนะนำให้ทดลองฝึกฝีมือคั้นกะทิ ขั้นตอนง่ายๆ คือ เตรียมตะเเกรงตาถี่ๆ หรือผ้าขาวบางให้พร้อม มีกะละมังเล็กๆ หรือชามใหญ่ๆ สัก 2 ใบ สำหรับใส่กะทิที่คั้นออกมาได้ และกากมะพร้าวที่เหลือจากการคั้นกะทิ

เตรียมน้ำอุ่นให้พร้อม ค่อยๆ เทลงในมะพร้าวทีละน้อย เเล้วใช้มือบีบคั้น เค้นเอากะทิออกมา ส่วนที่ได้ถือเป็นหัวกะทิ แต่ถ้าเติมน้ำไปมากๆ จะได้ส่วนหางที่เข้มข้นน้อยลงออกมา หากวิธีการคั้นกะทิดูยุ่งยากจนเกินไป เลือกกะทิกล่องยี่ห้อที่ชอบเตรียมเอาไว้เลย

เครื่องปรุงรสสำหรับน้ำกะทิไทยมีเเค่ 2 อย่าง น้ำตาลและเกลือ สำหรับน้ำตาล ขนมบัวลอยอาจต้องใช้น้ำตาลถึง 2 ชนิด คือ น้ำตาลโตนดเพื่อความหอม แต่ใช้อย่างเดียวอาจทำให้สีของน้ำกะทิออกจะคล้ำๆ เลยต้องแบ่งความหวานให้น้ำตาลทรายได้รับผิดชอบด้วย สำหรับเกลือ เขาว่าเกลือทะเลจะช่วยให้น้ำกะทิอร่อยกว่าเกลือไอโอดีนเม็ดเป็นไหนๆ มีติดบ้านไว้สักถุงก็แจ่ม เพราะถุงละ 3-5 บาท เเค่นั้นเอง

กะทิหากตั้งไฟไปพรวดพราด รับรองว่ามีแต่เจ๊งกะเจ๊ง เพราะความร้อนจะทำให้กะทิแตกตัวเป็นลูกๆ อย่างที่คนโบราณเขาเรียก ขี้โล้ อย่าไปกลัว วิธีเเก้ง่ายๆ คือ ใช้แป้งข้าวเจ้าเป็นตัวช่วยในการผสานไขมันของกะทิและส่วนน้ำเข้าไว้ด้วยกันไม่ให้แยกเมื่อโดนความร้อน อย่าใส่มากจนเกินไปเพราะจะทำให้น้ำกะทิข้นขึ้นไม่คล่องคอ

สุดท้าย ไข่เค็มใช้ช้อนควักเอาส่วนของไข่แดงออกมา บี้ให้เนียนนุ่มเป็นเนื้อเดียวกันเเล้วจะปั้นเป็นก้อนๆ หรือจะบี้ผ่านตะแกรง ได้รสชาติต่างกันออกไป หากปั้นเป็นก้อนกลมๆ จะเข้มข้นเมื่อกัดโดน แต่ถ้าบี้ฝนผ่านตะแกรง จะช่วยให้น้ำกะทิเข้มข้นขึ้นเมื่อซดน้ำเข้าไปพร้อมกับเม็ดบัวลอยในเเต่ละคำ เพราะน้ำกะทิอุ่นๆ จะช่วยให้ไขมันในไข่แดงของไข่เค็มละมุนมากขึ้น ใครชอบแบบไหนทดลองดูก่อน

การทำบัวลอยจะอร่อยที่สุดต้องทำน้ำกะทิพักไว้ จะกินเมื่อไหร่ลวกแป้งให้สุกในน้ำเชื่อมเเล้วใส่ลงน้ำกะทิอุ่นๆ ถ้าต้มแป้งบัวลอยไว้ล่วงหน้า ต้องแช่ในน้ำเชื่อมเย็นๆ ไว้ รออุ่นน้ำกะทิที่ไฟอ่อนๆ อย่าให้เดือด แล้วเติมแป้งลงไป ก่อนจะกินจึงค่อยฝนไข่แดงของไข่เค็มลงไปถึงจะอร่อยล้ำ

 

บัวลอยเผือกและข้าวเหนียวดำ

สำหรับเเป้งชนิดเเรก

แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม

แป้งมัน 20 กรัม

เผือกนึ่งร้อนๆ 400 กรัม

น้ำร้อน 150 กรัม

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

สำหรับเเป้งชนิดที่ 2

แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม

แป้งข้าวเหนียวดำ 75 กรัม

แป้งมัน 20 กรัม

เผือกนึ่งร้อน 200 กรัม

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

น้ำร้อน 230 กรัม

สำหรับน้ำเชื่อมต้มแป้ง

น้ำสะอาด 4 ถ้วย

น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย

สำหรับน้ำกะทิ

กะทิ 6 ถ้วย

น้ำตาลทราย 40 กรัม

น้ำตาลโตนด 80 กรัม

ใบเตย

แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 3/4 ช้อนชา

สำหรับแป้ง

ผสมเเป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันบี้เผือกที่นึ่งมาร้อนๆ กับน้ำตาลและเกลือจากนั้นบี้ผสมกับแป้งตอนที่ยังร้อนๆ ค่อยๆ นวดไปเรื่อยๆ ประมาณ 10-12 นาทีพักแป้งไว้ 30 นาที ก่อนปั้นเป็นรูปร่างที่ต้องการปั้นแป้งเป็นก้อนกลมๆ ใช้แป้งมันน้อยๆ เป็นแป้งนวลสำหรับน้ำเชื่อมต้มผสมน้ำตาลทรายและน้ำสะอาดพอน้ำเชื่อมเดือด เติมใบเตยลงไป ใช้สำหรับต้มแป้งให้สุกสำหรับน้ำกะทิผสมน้ำกะทิกับน้ำกะทิ น้ำตาลทราย แป้งข้าวเจ้า ใส่ใบเตยตั้งไฟพอเดือดเบาๆ ยกลงจากเตาแล้วเติมแป้งที่ต้มสุกเเล้วลงไป

 

พระรามเก้าไก่ย่าง อร่อยเด็ดทุกจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471980

พระรามเก้าไก่ย่าง อร่อยเด็ดทุกจาน

โดย…ชายโย

พระรามเก้าไก่ย่าง ร้านอาหารอีสานที่มีชื่อเสียงริมถนนพระรามเก้ามานานมากกว่า 15 ปี ชนิดที่ใครได้ผ่านก็ต้องสะดุดตากับความใหญ่โตของร้าน ที่มีลูกค้าเนืองแน่นทุกเย็น เพราะรสชาติสุดแซ่บสะเด็ด เริ่มด้วยไก่บ้านย่าง เมนูแนะนำที่ควรสั่ง เพราะหมักไก่ตามสูตรสำเร็จของทางร้าน ย่างจนได้หนังกรอบนอก เนื้อในแห้งกำลังดี รับประทานกับน้ำจิ้มแจ่วรสชาติเข้ากันสุดๆ

ตามด้วยคอหมูย่าง ที่ผ่านการหมักจนน้ำเข้าเนื้อ ผึ่งย่างบนเตาไร้ควันจนสุกส่งกลิ่นหอม หั่นชิ้นเนื้อพอดีคำ รับประทานกับน้ำจิ้มแจ่วชนิดเดียวกับที่เสิร์ฟกับไก่ย่าง หมดปากแค่คำแรกถึงกับวางส้อม กวักมือเรียกพนักงานมาคุยโดยด่วนว่า โต๊ะนี้ขอเบิ้ลคอหมูย่างอีกจาน

 

เติมความแซบที่น้ำตกหมู เนื้อหมูแทรกชั้นมันคลุกเคล้าข้าวคั่ว หอมซอย ปรุงรสชาติหวานอมเปรี้ยวแฝงเผ็ดนิดๆ รสชาติอร่อยจนอยากรับประทานคนเดียวไม่แบ่งใคร

อยากลองความอร่อยแบบนี้ ต้องไปที่ถนนพระรามเก้า ปากซอย 39 เดินทางไม่ถูกหรืออยากจองโต๊ะ โทร.02-719-8039 ร้านเปิดวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00 น.

 

ปากหม้อเมืองตรัง ‘เจ๊ยิ้ง’ หรอยไม่แพงแถมอิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471998

ปากหม้อเมืองตรัง ‘เจ๊ยิ้ง’ หรอยไม่แพงแถมอิ่ม

โดย…ลีลี่ โจว

หากเอ่ยชื่อขนมปากหม้อขึ้นมา คนส่วนมากก็จะร้องอ๋อ นึกภาพออก แต่ถ้าไปสั่งขนมปากหม้อที่เมืองตรังอาจอ้าปากร้องว้าว อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เพราะขนมปากหม้อของที่นี่แปลก แตกต่างกว่าปากหม้อในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย นอกจากไส้จะไม่เหมือนปากหม้อทั่วไปที่ใครเคยรับประทานกันแล้ว ยังเป็นปากหม้อในแบบฉบับที่ต้องราดน้ำซอสก่อนรับประทานอีกด้วย

ใน จ.ตรัง นั้นมีร้านขายขนมปากหม้ออยู่มากมาย หนึ่งในร้านที่อยากจะแนะนำวันนี้คือ ร้านเจ๊ยิ้งตั้งอยู่ข้างโรงเรียนวัฒนาศึกษา บนถนนวิเศษกุล ใน อ.เมือง

ทันทีที่สั่งขนมปากหม้อ 1 ชุด เจ๊ยิ้งก็จะบรรเลงฝีไม้ลายมือการทำทันที มีอุปกรณ์สำคัญคือ หม้อที่มีผ้าขาวบางขึงอยู่ที่ปากภายในมีน้ำเดือดอยู่ โดยขั้นตอนการทำจะมีการนำแป้งข้าวเจ้าผสมแป้งมันราดไปบนผ้าขาวบางที่มีไอน้ำเดือดพุ่งพล่าน จากนั้นก็ละเลงแป้งจนทั่วไปทั้งปากหม้อ ต่อด้วยการปิดฝารอให้ไอน้ำด้านในหม้อทำให้แป้งสุก แล้วจึงเปิดฝาหม้อแบ่งแป้งบนหม้อออกเป็น 3 ส่วน

 

เมื่อแบ่งแป้งเรียบร้อยแล้ว จึงตักไส้ใส่ลงไป โดยไส้ปากหม้อแบบฉบับเมืองตรังนั้นจะประกอบด้วย หมู มันแกว หอม กระเทียม ที่ผสมกันสับละเอียดแล้ว มีรสเค็มหวาน พร้อมด้วยถั่วงอกลวก ซึ่งนี่คือจุดแรกที่ต่างไปจากปากหม้อปกติที่ไม่ได้มีการใส่ถั่วงอก หลังจากใส่ไส้ทั้งหมดลงไปเรียบร้อยแล้วก็จะใช้ไม้พายมาพับแป้งห่อเป็นชิ้นได้ทั้งหมด 3 ชิ้นตามที่แบ่งส่วนบนหม้อเอาไว้แต่แรก

เพียงเท่านี้ดูเผินๆ เหมือนกับรับประทานได้แล้ว ซึ่งก็ใช่ แต่ยังไม่ครบรส เพราะหมัดเด็ดปากหม้อเมืองตรังอยู่ที่การราดน้ำซอสหลังจากตักปากหม้อขึ้นมาแล้วนั่นเอง โดยตักปากหม้อทั้ง 3 ชิ้นมาจัดใส่ภาชนะที่เตรียมไว้แล้ว มีอีก 2 สิ่งที่ต้องใส่คือ การโรยแตงกวาหั่นฝอยและราดน้ำซอสที่ทำจากน้ำค้อมเจือง

น้ำซอสที่ชื่อว่าน้ำค้อมเจืองจะมีรสชาติเปรี้ยวหวานและเผ็ดเล็กน้อย จะเรียกว่าเป็นซอสพริกแบบฉบับเมืองตรังก็ว่าได้ มีต้นตำรับมาจากชาวไทยเชื้อสายจีน สีของน้ำซอสจะเป็นสีแดงชมพู ทำจากมันเทศ ถั่วลิสงต้มจนสุกเปื่อยแล้วน้ำไปโม่จนกระทั่งละเอียด ต่อจากนั้นก็นำมาปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำส้ม เกลือ แล้วต้มจนเดือด ระหว่างนั้นก็เคี่ยวจนได้ที่ และรอจนน้ำซอสเย็นสนิทแล้วจึงนำมาใช้ โดยนอกจากน้ำค้อมเจืองจะเป็นส่วนประกอบสำคัญใช้ราดปากหม้อเมืองตรัง ยังถูกใช้เป็นน้ำจิ้มอาหารขึ้นชื่ออื่นของเมืองตรังด้วย เช่น ขนมจีบ หมูย่าง เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ถ้าอยากรับประทานปากหม้อเมืองตรังให้ถึงอกถึงใจ หลังจากที่เทปากหม้อใส่ภาชนะโรยด้วยแตงกวาและราดด้วยน้ำค้อมเจืองเรียบร้อยแล้ว ต้องคลุกเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วตักรับประทาน รับรองว่าจะสัมผัสได้ถึงความเข้มข้น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ดนิดๆ ครบรสยิ่งขึ้น

สำหรับร้านปากหม้อเจ๊๊ยิ้ง ขายปากหม้อแบบให้คนซื้อกลับบ้านไปรับประทาน โดยจะแยกปากหม้อ น้ำซอส และแตงกวาซอยไว้ให้ผู้ซื้อนำไปใส่ผสมเองที่บ้าน 1 ถุง ราคา 15 บาท จะมีปากหม้อรวม 3 ชิ้น ราคานี้ถือว่าย่อมเยามากเมื่อเทียบกับปริมาณขนมที่ได้กลับมา เรียกว่าอิ่มง่ายๆ แบบเบากระเป๋า

ร้านนี้จะเปิดช่วงหลัง 12.00 น. ไปจนถึงประมาณ 16.00-17.00 น. ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นขายหมดเร็วแค่ไหน

เอาเป็นว่าใครมีโอกาสแวะไปเที่ยว จ.ตรัง อย่าลืมหาปากหม้อแบบฉบับเมืองตรังมารับประทานกัน รับรองจะได้ลิ้มรสขนมปากหม้อที่อร่อยแปลกไม่เหมือนใคร

 

 

 

เตรียมเคาต์ดาวน์แบบมีสไตล์ NYE 2016 Red Sky Extravaganza

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471979

เตรียมเคาต์ดาวน์แบบมีสไตล์ NYE 2016 Red Sky Extravaganza

โดย…คาเอรุ kaeru.the.frog63@gmail.com ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ห้องอาหาร เรดสกาย (Red Sky) ภูมิใจนำเสนอบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก สำหรับผู้ที่โปรดปรานการรับประทานอาหารสไตล์ตะวันตกชั้นเลิศ และไวน์รสเลิศ เคล้าคลอไปกับทัศนียภาพที่สวยงามบนยอดตึก พรั่งพร้อมด้วยการบริการอันแสนประทับใจ บนทำเลที่ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ บนชั้น 55 ชั้นบนสุดของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ท่ามกลางสไตล์การตกแต่งแบบความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความทันสมัย ด้วยที่นั่งภายในกว่า 80 ที่นั่ง และที่นั่งภายนอกท่ามกลางตึกระฟ้าด้วยมุมมอง 360 องศา รอบกรุงเทพฯ อีกกว่า 150 ที่นั่ง

สำหรับค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันที่ 31 ธ.ค.นี้ อย่าพลาดสัมผัสบรรยากาศตื่นตา และดินเนอร์สุดพิเศษ รังสรรค์โดยเชฟอลัน เวสลีย์ ควน เชฟ 3 สัญชาติ ชาวอเมริกัน จีน ญี่ปุ่น รองหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ แห่งห้องอาหารเรดสกาย ด้วยดินเนอร์ NYE 2016 Red Sky Extravaganza 7 คอร์สสุดพิเศษ

เริ่มจากจานคานาเป้ ประกอบด้วย แซลมอนรูลาด (Smoked Salmon Roulade), ทาร์ทาร์เนื้อกับทรัฟเฟิลดำ เสิร์ฟมาบนขนมปังบริยอช (Beef tartare with black truffles on brioche), หอยนางรมสด (Raw oyster with finger limes) และคาเวียร์ออสเซทรา 30 กรัม เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงมาตรฐาน (30g Oscetra caviar Traditional accompaniments)

ตามด้วยคอร์สที่ 2 สลัดปูอลาสกา และทรัฟเฟิลดำ (Salad of King Crab and Black truffles, Peas, truffle aioli, baby lettuce) ส่วนคอร์สที่ 3 เป็น ล็อบสเตอร์ซอสเบอร์บลอง (Poached Brittany Lobster, Potato puree, bluefoot mushrooms, beurre blanc) ต่อด้วยฟัวกราส์ กินเคียงกับโพชด์แพร์ในไวน์แดง ราดซอสพอร์ต (Sauteed Foie Gras, Red wine poached pear, almond cake, port sauce)

ล้างปากด้วยซอร์เบต์มะนาว-แชมเปญ ก่อนจะเข้าสู่จานหลัก ที่มีให้เลือกระหว่าง สเต๊กเนื้อโอมิระดับ เอ 5 ราดซอสไวน์แดง (Ohmi Wagyu A5 Striploin, Mushroom cannelloni, asparagus, red wine reduction) หรือปลาดอรีฝรั่งเศส (ปลาแซงต์ ปิแอร์) และหอยเชลล์ฮอกไกโด ราดซอสครีม (Filet of St Pierre, Hokkaido scallop, leek and potato fondue, chowder emulsion)

 

ปิดท้ายค่ำคืนที่ไม่รู้ลืม ด้วยมูสช็อกโกแลตวัลโรห์นา (Valrhona Sweet Delight New Year)

สำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติ สามารถมาฉลองค่ำคืนพิเศษนี้ได้เช่นกัน เริ่มจากคานาเป้ มีครอกเก็ตชีสบรี (Brie cheese croquette) เค้กข้าวโพดกับคาเวียร์เทียม (Corn flan with faux caviar) อรันชินีหน่อไม้ฝรั่งกับมะเขือเทศ (Asparagusarancini with tomato) และหัวบีทอบกินคู่โยเกิร์ตฮอร์เซอราดิช (Roasted beets with horseradish yogurt)

จานสลัดเป็นผักอบปรุงรสด้วยเครื่องเทศ (Salad of Roasted Vegetables, Sumac, smoked paprika, cumin) ตามด้วยทาร์ตหัวหอมและมะเขือเทศ (Warm Caramelized Onion and Tomato Tart) และยังมี คันเนลโลนีสอดไส้เห็นป่าและชีสโรบิโลาราดซอสไวต์ทรัฟเฟิลเบชาเมล (Wild Mushroom and Robiola Cannelloni, White truffle béchamel) ย็อกกิฟักทองอบ (Crispy Pumpkin Gnocchi, Sweet potato, fried sage, chestnuts) และริซอตโตแบล็กทรัฟเฟิลขูดสดๆ (Black truffle Risotto Parmigiano, Freshly shaven Perigord truffles) ฯลฯ

รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร.02-100-6255 หรืออีเมล diningcgcw@chr.co.th

 

วัดทรงเสวยทำก๋วยเตี๋ยวบาทเดียว ให้บริการญาติโยมทำบุญอิ่มท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 19:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471910

วัดทรงเสวยทำก๋วยเตี๋ยวบาทเดียว ให้บริการญาติโยมทำบุญอิ่มท้อง

โดย…ชูเดช สีหะวงษ์

กิจกรรมดีๆ ที่น่าจะถูกใจสายบุญที่ จ.ชัยนาท เพราะที่วัดทรงเสวย ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เปิดโรงทานให้รับประทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาท ให้ผู้มาทำบุญและประชาชนได้รับประทาน ได้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มบุญ

พระครูปลัดศิริ สุวณฺณรํสี รักษาการเจ้าอาวาสวัดทรงเสวย กล่าวว่า โครงการทำบุญไหว้พระขอพร “อิ่มบุญ อิ่มท้อง ก๋วยเตี๋ยว ชามละ 1 บาท” เป็นโครงการที่ตนจัดทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาไหว้พระและเที่ยวชมวัดได้มีอาหารมื้อเที่ยงรับประทานกัน มาเที่ยววัด ไหว้พระอิ่มบุญแล้ว จะได้อิ่มท้องกลับไปด้วย เพราะหลายๆ วัดมีแต่ไหว้พระอย่างเดียว ไม่มีอาหารให้รับประทาน

 

ทั้งนี้ เพื่อให้คล้องต่อชื่อวัดทรงเสวย ที่หมายถึงการรับประทาน และเป็นชื่อพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อวัดให้ เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ มาประทับแรม และเสวยพระกระยาหาร ณ วัดแห่งนี้ จึงอยากให้คนที่มาเที่ยววัดแห่งนี้ได้มีอาหารรับประทานกัน

โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาได้ 2 เดือนแล้ว เปิดให้บริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 12.00-14.45 น. ทางวัดจะนำก๋วยเตี๋ยวหมู 200 ชาม มาให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้รับประทานกัน โดยคิดค่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาทเท่านั้น ให้ประชาชนนำเงินค่าก๋วยเตี๋ยวใส่ในตู้บริจาค แต่ส่วนใหญ่ก็จะใส่กันมากกว่า 1 บาท บางคนใส่ 10 บาท 20 บาท หรือบางคนใส่ 100 บาทเลย ถือเป็นการทำบุญให้แก่ทางวัด แถมรสชาติก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยแบบไม่ต้องปรุง ทำให้ประชาชนต่างติดใจ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา มาวัดนี้ต้องแวะกินก๋วยเตี๋ยวก่อนกลับบ้าน

 

ส่วนต้นทุนในการทำก๋วยเตี๋ยวแต่ละวันจะมีผู้ใจบุญรับเป็นเจ้าภาพบริจาคเงินจำนวน 3,000 บาท ให้แก่ทางวัด ซึ่งจะมีแม่ครัวที่เป็นคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำ ซึ่งท่านพระครู บอกว่า ตอนนี้มีผู้ใจบุญมาจองคิวรับเป็นเจ้าภาพค่าก๋วยเตี๋ยววันละ 3,000 บาท โครงการ ”อิ่มท้องอิ่มบุญ” จะเปิดโรงทานทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-14.00 น. หรือวันละประมาณ 400 ชาม