บะหมี่แสงเทียน ตำนานความอร่อยกว่า 70 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474320

บะหมี่แสงเทียน ตำนานความอร่อยกว่า 70 ปี

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

นานๆ จะมีโอกาสแวะเวียนไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลารสเลิศที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เรียกได้ว่าคนในตระกูล ขายก๋วยเตี๋ยวมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว และทุกวันนี้ลูกชายคนโตของตระกูลก็รับช่วงต่อเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว และยังคงสืบทอดกิจการมากว่า 70 ปี

“บะหมี่แสงเทียน” ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท 71 ฝั่งตรงข้ามซอยปรีดีพนมยงค์ 31 เขตพระโขนง เป็นตึกแถวคูหาเดียว สภาพเก่าตามสไตล์ร้านอาหารคนจีนที่เห็นได้ทั่วไป แต่รับรองว่าเมื่อเข้าไปชิมแล้วไม่มีคำว่าผิดหวัง เพราะทุกอย่างในร้านจะทำเองเกือบทั้งหมด

เริ่มจากเส้นบะหมี่ซึ่งต้องใช้เวลานวดแป้งไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง กว่าจะออกมาเป็นเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มหอมฉุยในชาม “ฮั่งเกี๊ยก แซ่เบ๊” ในวัย 77 ปี เจ้าของร้าน การันตีว่าส่วนผสมหลักมาจากแป้งสาลีและไข่ไก่ ไม่เจือสีหรือวัตถุกันเสียเหมือนบะหมี่ตามท้องตลาด และจะทำแบบวันต่อวันให้พอจำหน่ายเท่านั้น เพราะหากเก็บไว้นานเส้นจะแข็งเสียรสชาติ

 

และที่ขาดไม่ได้คือลูกชิ้นปลา เพราะถือเป็นไฮไลต์ของร้านนี้อร่อยและแทบไม่มีกลิ่นคาว เนื้อสัมผัสนุ่มละเอียดจากเนื้อปลาล้วน ไม่มีแป้งเจือปน หากวันไหนประจวบเหมาะไปเจอช่วงที่เจ้าของร้านกำลังทำลูกชิ้น เราจะเห็นการปั้นด้วยมือแบบสดๆ เป็นออริจินัลขนานแท้ และรสชาติที่อร่อย วัตถุดิบที่มีคุณภาพนี้เอง คือ จุดแข็งที่ทำให้ร้านนี้อยู่ยงคงกระพันมานานหลายสิบปี จนได้รับเกียรติบัตร “เชลล์ชวนชิม” จาก ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

“ลูกชิ้นจะอร่อยต้องใช้เนื้อปลาที่สดและคุณภาพสูง อย่างที่นี่เราใช้ปลาอินทรี ปลาหางเหลือง และปลาดาบลาว ซึ่งเป็นปลาทะเลคุณภาพ ไม่เหมือนลูกชิ้นที่ขายทั่วไปที่มักจะใช้เนื้อปลาราคาถูกทำให้มีกลิ่นคาวและไม่อร่อย โดยกว่าจะออกมาเป็นลูกชิ้นอย่างที่เห็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง” วิสัน แซ่เบ๊ ลูกชายคนโตที่รับช่วงกิจการเล่าถึงเคล็ดลับ

ของอร่อยในร้านไม่ใช่เพียงแค่บะหมี่และลูกชิ้นปลาเท่านั้น ยังมีฮื่อก๊วย ลูกชิ้นกุ้ง เกี๊ยวปลา เปาะเปี๊ยะทอด เผือกทอดและอีกสารพัด ซึ่งล้วนใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพเช่นกัน เมนูของร้านยังหลากหลายให้เลือกสั่ง ทั้งก๋วยเตี๋ยวน้ำ/แห้ง เย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เกี้ยมอี๋ และยังมีออปชั่นเสริมอย่างไข่ต้มยางมะตูมที่แสนจะเข้ากัน หากต้องการสั่งของทอด หรือลูกชิ้นลวกจิ้มแยกเป็นจาน ก็มีไว้คอยบริการ ราคาเริ่มต้นชามละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท ลูกค้าขาประจำไม่พลาดสั่งบะหมี่แห้งและบะหมี่ต้มยำ

ทุกครั้งที่แวะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ก็มักจะชวนอาแปะที่นั่งอยู่หลังร้านคุยถึงเรื่องอดีต แกมักเล่าถึงสมัยที่พ่อของแกนั่งเรือสำเภาจากเมืองจีนเข้ามาทำงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนอาชีพมาหาบก๋วยเตี๋ยวขายแถวห้าแยกพลับพลาไชย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่ต้องคอยวิ่งหนีไปหลบลูกระเบิดในศาลเจ้า ได้ฟังแล้วตื่นเต้นตาม มันทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย และยิ่งได้กินของอร่อยที่แกทำ ยิ่งรู้สึกเหมือนเราได้กินของอร่อยที่ญาติผู้ใหญ่มักชอบเก็บไว้ให้ลูกหลานเสมอ เมื่อคราวมีโอกาสได้แวะไปเยือน

 

 

ข้าวแกงพรรณี อร่อยจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474178

ข้าวแกงพรรณี อร่อยจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก

โดย…มัฆวาน วรรณกุล

ร้านข้าวแกงพรรณีบริหารงานโดย พชรมนฑ์ รักษาพวก หรือนิด ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งร้านข้าวแกงแห่งนี้นับว่าขึ้นชื่อแห่งเมืองชัยภูมิก็ว่าได้ เพราะยังคงรักษาความอร่อยและเน้นด้านสุขภาพกับสูตรข้าวคุณภาพถึง 3 ชนิด ตั้งอยู่บนบ้านเลขที่ 300/20 ถนนนนทนาคร อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

พชรมนฑ์ กล่าวว่า ร้านข้าวแกงพรรณีแห่งนี้ตั้งชื่อร้านตามชื่อของคุณแม่พรรณี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2507 หรือเปิดมาร่วม 52 ปีแล้ว ร้านเปิดบริการตั้งแต่เวลา 07.00-15.00 น. เป็นประจำทุกวัน ซึ่งสร้างความอิ่มอร่อยให้คนใน จ.ชัยภูมิ ในทุกๆ เช้าจะปรุงข้าวเมนูเด็ดผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนกันไปตามแต่ละวัน แต่ที่ลูกค้าจะโดนใจถามหามากเป็นพิเศษคือ เมนูพะแนงหมู พะแนงเนื้อ ซึ่งลูกค้าซื้อนำไปรับประทานตลอด

 

ในส่วนของราคาความอร่อยนั้นก็ไม่แพงเกินไปกับในเศรษฐกิจช่วงนี้ ข้าวเปล่าเพื่อสุขภาพราคาจานละ 10 บาท ข้าวราดหนึ่งอย่างราคา 30 บาท ราดแกงสองอย่างราคา 40 บาท ส่วนกับข้าวแยกราคาจานละ 40-50 บาท

ข้าวคือ สูตรลับความอร่อยที่ต้องคัดสรรมาเป็นอย่างดี ก็คือข้าว 3 อย่าง ที่ทางร้านพรรณีได้คัดสรรมา ได้แก่ 1.ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 2.ข้าวกล้องซ้อมมือ และ 3.ข้าวขาวหอมมะลิ เพิ่มความนุ่มให้กับการรับประทานทั้ง 3 สูตรนำมารวมกัน ผสมให้เข้ากันก่อนหุง ตักข้าวสวยร้อนๆ ขึ้นมาแล้วตักพะแนงเนื้อ หรือกับข้าวอื่นๆ ราดลงบนข้าวสวยจะเพิ่มความอร่อยและอรรถรสในการรับประทาน ลูกค้าจะได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์ต่อสุขภาพกลับไปจากร้านข้าวแกงร้านพรรณี

 

ให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษ @เจมีส์ อิตาเลียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474177

ให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษ @เจมีส์ อิตาเลียน

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สาวกแฟนคลับของ เจมี โอลิเวอร์ เซเลบริตี้เชฟชื่อดังได้ฟินกันอีกครั้ง เมื่อ เจมีส์ อิตาเลียน ร้านอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาเลียน เดินทางมาเสิร์ฟความอร่อยถึงเมืองไทย โดยสาขาน้องใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดียวกับสาขาอื่นๆ ทั่วโลกไว้อย่างไม่มีตกหล่น โดยเฉพาะเรื่องการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารทุกจาน

สไตล์การแต่งร้าน รับรองว่าฮิปถูกใจคนเมืองยุคใหม่ เพราะมาในสไตล์ผสมผสานอย่างมีรสนิยมแถมรักษ์โลก ด้วยการนำโต๊ะอาหารทำจากไม้ที่ไม่ใช้แล้วมาแปรรูปใหม่ จับคู่กับโต๊ะสังกะสีสไตล์อินดัสเตรียลชิก และเก้าอี้เลานจ์หุ้มเบาะสไตล์วินเทจ ให้ความรู้สึกอบอุ่น

 

ภายในร้านจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆ ให้เลือกนั่งชิล ทั้งโซนด้านหน้าครัวสำหรับชมลีลาการปรุงอาหารสดใหม่ทุกจาน โซนบาร์เครื่องดื่ม และโซนครัวเย็น ที่ใช้สำหรับเตรียมสารพัดเมนูเรียกน้ำย่อย

ซิกเนเจอร์เมนูที่มาแล้วต้องลอง คือ Meats Planks เซตอาหารเรียกน้ำย่อยยอดนิยม ที่จัดเสิร์ฟมาบนถาดไม้แผ่นใหญ่ มีให้เลือกขนาดสำหรับ 2 ท่าน หรือ 4 ท่าน นำทัพมาด้วยเนื้อหมูแผ่นบางพอดี โดยคัดเลือกจาก 3 สายพันธุ์ที่ให้รสชาติและรสสัมผัสต่างกัน พร้อมกับเนื้อวางุเสิร์ฟพร้อมชีสเนื้อนุ่ม เพิ่มรสชาติด้วยพริกและน้ำมันมะกอก นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอย่างขนมปังกรอบ ท็อปด้านบนด้วยชีสนมแพะและซอสพริก เวลากินแนะนำให้ล้างปากระหว่างลิ้มรสเนื้อแต่ละชนิดด้วยเครื่องเคียงอย่าง Rainbow Slaw ที่ประกอบด้วยแครอต บีตรูต และฟักบัตเตอร์นัต

จานถัดมาคือ สารพัดเมนูพาสต้าอันเป็นเอกลักษณ์ของเจมี ทีเด็ดอยู่ที่ความสดใหม่ของเส้นที่ทำสดใหม่ทุกวัน สำหรับเมนูแนะนำคือ Prawn Linguine อาหารจานคลาสสิกของร้านเจมีส์ อิตาเลียน ที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้ามาแล้วทั่วโลก ไฮไลต์อยู่ที่ตัวเส้นที่ออกแบบมาให้ตรงขอบหยักเล็กน้อย เพื่อให้น้ำซอสสามารถซึมซับเข้าไปในตัวเส้น เพิ่มกิมมิกด้วยรสชาติที่จัดจ้านนิดๆ กินหมดจานได้ไม่รู้ตัว

อีกหนึ่งเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ Chicken Al Mattone อาหารจากแคว้นทัสคานี โดดเด่นตั้งแต่กรรมวิธีการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า Al Mattone วิธีการคือ นำไก่ครึ่งตัวที่หมักด้วยเกลือและสมุนไพรไปย่างไว้ใต้ก้อนอิฐ โดยน้ำหนักของอิฐจะช่วยกดเนื้อไก่ให้ติดกับตะแกรงของเตาย่าง ทำให้ได้กลิ่นหอมกรุ่นของเตาบวกกับรสชาติของตัวไก่ที่ลงตัว ถึงหนังจะย่างจนกรอบ แต่เนื้อด้านในก็ไม่แห้งแข็ง ยิ่งพอราดด้วยน้ำซอสที่ปรุงจากเห็ดหลายชนิดจนได้รสชาติกลมกล่อมยิ่งเข้ากัน เมนูนี้เสิร์ฟพร้อมเห็ด พาร์เมซานชีส และร็อกเกตสลัด

 

จบโหมดของคาวได้เวลาของหวานออกโรง ฟินน้ำตาไหลต้องยกให้ Almalfi Lemon Meringue Cheesecake พระเอกของชีสเค้กตัวนี้ คือ การคัดสรรมะนาวจากแหล่งที่ดีที่สุดของโลกอย่างอัลมาลฟี่มาใช้เป็นส่วนผสมในชีสเค้ก ท็อปด้วยเมอแรงโฮมเมด ให้รสชาติหวานตัดเปรี้ยวกำลังดี

ถ้าเป็นสายเข้ม คอช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ แนะนำ Epic Chocolate Brownie ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติเข้มข้นของบราวนี่ผสานลงตัวกับรสชาติของไอศกรีมรสอะมาเรตโต ซึ่งเป็นเหล้าของอิตาลีที่ใช้สำหรับทำขนม ฟินไม่แพ้เมนูแรก ส่วนเมนูเครื่องดื่มที่นี่ก็มีหลากหลายเมนูมาสร้างความสดชื่น อาทิ Jamie Mojito และ Berry Blast

ใครที่กำลังมองหามื้อพิเศษ บรรยากาศดีๆ อาหารรสชาติดีไม่ผิดหวัง ลองแวะมาเจมีส์ อิตาเลียน เปิดให้บริการแล้วที่ชั้นจี สยามดิสคัฟเวอรี่ ตั้งแต่เวลา 11.00-22-00 น. โทร. 02-255-5222

 

จู้ฮุกกรู… เมนู ‘ไก่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474172

จู้ฮุกกรู... เมนู ‘ไก่’

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สวัสดีปีไก่ (แล้ว) ท่านผู้อ่านทุกท่าน พูดถึงไก่นั้น ในทุกๆ วัฒนธรรมต้องมีอาหารที่ปรุงจาก “ไก่” เป็นจานเด็ด โดยชาวโลกต่างก็บริโภคไก่กันทั้งนั้น มาเป็นเวลานับพันๆ ปีแล้ว

ย้อนไปตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีบันทึกว่า ชาวบาบีโลนกินไก่เป็นอาหาร เช่นเดียวกับที่ยุโรปและโลกตะวันออกในยุคกลาง (ศตวรรษที่ 14-15) ที่ไก่เป็นเนื้อสัตว์ประจำมื้อปกติธรรมดา เรียกว่ากินกันแทบทุกมื้อ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นไก่อบ ไก่ย่าง หรือจะเป็นสตูไก่ ก่อนที่ชาวยุโรปจะหันมานิยมรับประทานเนื้อวัวกันมากกว่า ก่อนที่เนื้อไก่ อาหารบ้านๆ แต่โบราณของท้องถิ่นจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง หลังเกิดการระบาดของโรควัวบ้าในปี 1996

มาถึงทศวรรษที่ 1800 ที่สหรัฐ เนื้อไก่กลายเป็นสิ่งหรูหรา แพงกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นใดทั้งหมด เฉพาะบ้านเศรษฐีเท่านั้นจึงจะมีเมนูไก่ที่ไม่ธรรมดากินได้ ทว่า ในที่สุด ไก่ก็กลายเป็นเนื้อสัตว์ชนิดที่แพร่หลายไปทั่วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องเพราะเนื้อหมูและเนื้อวัวขาดตลาด จากที่เคยรับประทานกันแต่เนื้อหน้าอก วัฒนธรรมไก่ทอดที่เริ่มต้นศักราชใหม่ของเมนูไก่ที่สหรัฐ ทำให้ทุกๆ ส่วนของไก่กินได้อย่างมีคุณค่า

ไก่สามารถกินได้ทุกส่วน นอกจากหน้าอกไก่ที่เป็นเนื้อสีขาว ส่วนอื่นๆ ที่เป็นเนื้อสีดำ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อส่วนขา ที่มีทั้งน่องไก่ (Drumstick) และเนื้อสะโพก (Thigh) ซึ่งเป็นที่นิยม ส่วนปีกที่ทำเป็นเมนูอร่อยเสิร์ฟในบาร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ที่ดังๆ ก็เห็นจะเป็นความแซ่บของบัฟฟาโลวิงส์ (Buffalo wings) ส่วนตีนไก่นิยมกันในหลายวัฒนธรรม ทั้งแถบแคริบเบียนและจีน

 

เครื่องในไก่ หัวไก่ คอไก่ ตูดไก่ กินได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะส่วน “ตับไก่” อันเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในตัวไก่ นั้นสามารถนำมาสร้างสรรค์ได้หลากหลายเมนูแสนอร่อย โดยเฉพาะตับไก่ปาเต (Chicken Liver Pate) เมนูฝั่งยุโรปที่ถูกอกถูกใจใครๆ หลายคน

ยังไม่หมด มนุษย์เรากินไปจนถึงเลือดไก่ หนังไก่ก็นำมาทำน้ำมันใช้ได้ในวัฒนธรรมที่ไม่รับประทานหมู ส่วนกระดูกไก่ก็ใช้ต้มซุปได้เอร็ดอร่อยนี่ยังไม่ได้พูดถึงไข่ไก่ ที่เป็นอาหารหลักของทุกๆ วัฒนธรรมเช่นเดียวกัน

ไก่ไม่สามารถกินดิบๆ ได้ เพราะมีเชื้อซัลโมเนลลา ต้องผ่านการปรุงให้สุกเสียก่อนจึงจะดี โดยสามารถปรุงได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะย่าง ทอด อบ แกง ต้ม ตุ๋น ในแต่ละวัฒนธรรมล้วนมีเมนูไก่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า ถ้าต้องการลองลิ้มชิมเมนูไก่ประจำชาติไหน เดินเข้าร้านอาหารชาตินั้น จะต้องสั่งเมนูไก่เหล่านี้มาชิมกัน

ไก่ย่างเอเชีย ต้องออกตัวเลยว่า สมัยเด็กๆ เป็นมือหมัก-ย่างไก่ประจำห้องเรียน (รับรองว่าเด็ดแน่) เป็นไก่ย่างหมักกะทิ-ขมิ้นแสนอร่อย หนึ่งในเมนูไก่ย่างของแถบเอเชียบ้านเรามีอยู่มากมาย ทั้งไก่ย่างแบบมุสลิมไก่ย่างหนังกรอบ ไก่ย่างตะไคร้ ไก่หมักนมย่าง ไก่ย่างสไปซี ฯลฯ แต่วันนี้ขอนำเสนอ “ไก่ย่างกระเทียมพริกไทย” ให้เข้ากับข้าวเหนียวร้อนๆ และวงฉลองปีใหม่สไตล์ส้มตำซั่วสุดแซ่บ ที่จะได้มีไก่ย่างหนังกรอบเนื้อนุ่มรสชาติเด็ดๆ เอาไว้คลายความเผ็ด

สูตรหมักไก่แบบนี้ อาศัยกระเทียมและพริกไทยมาผสมรวมกัน ใช้น่องไก่ติดสะโพกถึงจะอร่อยเด็ด เครื่องหมักก็มีซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว เกลือป่นหยาบ น้ำตาลทราย กระเทียมบุบหยาบ (ส่วนตัวชอบบุบทั้งเปลือก) และพริกไทยบุบหยาบ

ทำง่ายๆ แค่นำไก่มาล้างแล้วพักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นใส่เครื่องหมักทุกอย่าง คลุกเคล้าให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ค่อยได้เวลานำมาย่างบนเตา หรือนำเข้าเตาอบ (ที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์) จนไก่สุกเหลือง อร่อยแน่นอน

 

ถ้าพูดถึงเมนูไก่ แล้วไม่มีไก่ตุ๋นไวน์แดง (Coq au vin) เห็นทีจะไม่เข้าท่า เมนูตราไก่อวดอ้างผลิตภัณฑ์แสนอร่อยทั้งสองชนิดของฝรั่งเศส คือไก่เบรสและไวน์แดงที่มีชื่อเสียงของประเทศเขา

เมนูนี้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยจูเลียส ซีซาร์ แต่ว่าเพิ่งเริ่มมีการจดบันทึกสูตรการปรุงเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง สูตรที่ได้ความนิยมมากที่สุดเห็นจะเป็นของ จูเลีย ไชลด์ ที่ตีพิมพ์ในคุกบุ๊ก Mastering the Art of French Cooking ของเธอในปี 1961 แล้วก็เป็นเมนูที่เธอชอบปรุงออกทีวีบ่อยๆ ด้วย

ก๊อก โอ แว็ง สูตรจูเลีย ไชลด์ มีส่วนผสมคือ ไก่ (หั่นเป็นส่วนๆ) ไวน์แดง (นิยมไวน์จากแคว้นเบอร์กันดี) หมูสามชั้นหมักเกลือ (หรือเบคอน) เห็ด ใบเบย์ ใบไทม์ หัวหอม กระเทียม แป้งอเนกประสงค์ ซอสมะเขือเทศ และบรั่นดี (นิยมคอนยักหรืออัลมายัก)

ขึ้นชื่อว่าอาหารจานตุ๋น ต้องปรุงแบบสโลว์คุก เริ่มจากนำเอาหมูสามชั้นใส่ลงไปในหม้อที่จะปรุง ผัดจนน้ำมันออกมา แล้วนำเอาชิ้นหมูออกไปเหลือแต่น้ำมัน นำไก่ลงไปทอดพอเหลืองทั่วชิ้น แล้วค่อยๆ เทเหล้าคอนยักลงไปพอให้ท่วมครึ่งชิ้นของไก่ รอจนเดือด แล้วเขย่าส่วนผสมในหม้อให้เข้ากันดี รวมทั้งไล่แอลกอฮอล์ให้หมดไป ปิดฝาทิ้งไว้สักครู่ ก่อนเริ่มปรุงรสด้วยเกลือ-พริกไทย ใส่ใบเบย์ ใบไทม์ แล้วก็หัวหอมใหญ่ ปิดฝาทิ้งไว้อีกครั้ง ทิ้งไว้ราว 10 นาที

เปิดฝาหม้อมานำแป้งอเนกประสงค์มาโรยให้ทั่วไก่ พลิกไก่และหัวหอมเพื่อโรยแป้งให้ทั่วทุกด้าน ปิดฝาหม้อ รอ 3-4 นาที แล้วทำแบบเดิมนี้อีก 1-2 รอบ

ปิดเตาแล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน ตามด้วยการเทไวน์ลงไปจนท่วมไก่ เติมหมูสามชั้นที่นำออกมาพักไว้ลงไป พร้อมกระเทียมบุบ ซอสมะเขือเทศ ปิดฝาแล้วเปิดไฟอ่อนๆ ต่ออีกราว 25-30 นาที หรือจนแน่ใจว่าไก่และหัวหอมสุกดีแล้ว เติมเห็ดลงไป ดูให้แน่ใจว่าน้ำซอสข้นกำลังดี ถ้าน้ำยังใสไปให้เคี่ยวจนกว่าจะข้น

เวลาเสิร์ฟ เลือกเฉพาะชิ้นไก่ (นิยมส่วนสะโพกต่อน่อง) เสิร์ฟพร้อมหัวหอม และน้ำซอสขลุกขลิก

จานง่ายๆ สไตล์อินเดีย เป็นอีกเมนูที่มีเสิร์ฟทุกร้านอาหารภารต อย่างไก่ทันดูร์สีแดง (Chicken Tikka Tandoori)

สูตรเด็ดจากร้านมิสซิสบาลบีร์ (สุขุมวิท 11) นั้น ไก่ทันดูร์ ใช้ไก่ไม่มีกระดูก น้ำมะนาว เกลือ สีผสมอาหารสีแดง/เหลือง การัม มาซาลา ผงเมล็ดผักชี ผงเมล็ดยี่หร่า พริกอินเดียป่น ผงขมิ้น กระเทียม ขิงแก่ทุบ โยเกิร์ต เนยชนิดเค็ม

เริ่มลงมือทำโดยล้างไก่ให้สะอาด เช็ดให้แห้งด้วยกระดาษ เพื่อให้เนื้อไก่ดูดซับเครื่องเทศได้ดี เติมมะนาว เกลือ และสีผสมอาหารลงบนไก่ คลุกเคล้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 10 นาที มิสซิสบาลบีร์ บอกว่า การใส่สีเป็นการให้เกียรติแขกที่ทำเลี้ยง ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบหน้า ก็ให้เสิร์ฟไก่สีซีดๆ ไป (ฮา)

ต่อมาใส่เครื่องเทศต่างๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตามด้วยโยเกิร์ตและเนย ทิ้งไว้ให้เข้าเนื้อสัก 3 ชั่วโมง หรือถ้าจะให้ดีทิ้งไว้ข้ามคืน ปกติจะปรุงในเตาทันดูร์ แต่สามารถใช้เตาอบที่บ้านก็ได้ โดยใช้อุณหภูมิ 450 องศาฟาเรนไฮต์ อุ่นเตาก่อน 25 นาที ส่วนไก่ต้องม้วนให้สวยงาม นำเข้าไปอบ 20-30 นาที พร้อมเสิร์ฟ

สำหรับเครื่องเคียง มินต์ ชัทนีย์ ต้องมีใบสะระแหน่ ใบผักชีสด กระเทียม ขิงแก่ทุบ พริกเขียวอินเดียสด น้ำส้มสายชู โยเกิร์ต เกลือ น้ำตาล การัม มาซาลา ผงเมล็ดผักชี ผงเมล็ดยี่หร่า หัวหอมสับ จานนี้ทำง่ายมาก แค่ใส่ทุกอย่างเข้าไปในเครื่องปั่นราว 3-5 นาที ก็เสิร์ฟได้เลย

พอหอมปากหอมคอกับสาพัดเมนูไก่ ยิ่งใครปีชง รีบชิงกินเอาไว้ก่อนเลย ได้เปรียบ!

 

ห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชล โลแร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474169

ห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชล โลแร็ง

เชฟอเมริโก้ เซสทิ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชลโลแร็ง (J’Aime by Jean-Michel Lorain) คัดสรรผักและผลไม้ในท้องถิ่น อาทิ ดอกไม้กวาด ลูกพลับ เมล็ดแปะก๊วย เป็นต้น โดยใช้เทคนิคการปรุงสไตล์ฝรั่งเศส มาเป็นเมนู 5 คอร์ส เซตลันช์

ประกอบไปด้วย ซุป อาหารเรียกน้ำย่อย 2 จาน จานหลักให้เลือกระหว่างเนื้อหรือปลา และของหวาน ในราคาเพียง 1,100 บาทถ้วน/ท่าน

สำหรับเมนูสไตล์ฟาร์ม ทู เทเบิล มี ซุปเห็ด เสิร์ฟพร้อมราวิโอลี่สอดไส้ต้นหอม โรยหน้าด้วยดอกไม้กวาดหั่นฝอย และน้ำมันจากเห็ดพอร์ชินี (Creamy Mushroom Soup With White Chive Blossom And Porcini Oil Pebbles) กุ้งสีเทา (จากบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส) เสิร์ฟพร้อมกงซอมเม่เจลเล่และพริกดอง กะหล่ำเขียวและสาหร่าย (Mini Grey Shrimp And Consomme Gelee With Pickled Chilies, Green Cabbage And Seaweed Coulis)

 

ตามด้วย ขาเป็ดกงฟีต์ และสลัดเครื่องใน เสิร์ฟพร้อมเบบี้แครอต และหัวอาร์ติโช้กผัด แต่งรสด้วยไวน์แบล็กเคอร์แรนต์ (Warm Duck Leg Confit And Gizzard Salad With Caramelized Vegetables In A Blackcurrant-Port Dressing)

เมนคอร์สเป็น สโลว์คุกปลาคิงดอรี่ จากออสเตรเลีย เสิร์ฟพร้อมหอยปีกนก ต้นกระเทียม เลมอนพิวเร และสมุนไพร (Steamed King Dory Bites And Clam Ragout With Leeks, Lemon Puree And Fresh Herbs) หรือซี่โครงหมูม้วนโรล หมักด้วยกระเทียมและผักชี เสิร์ฟพร้อมลูกพลับนาบกระทะ และเมล็ดแปะก๊วยเคลือบน้ำตาล (Pork Rack Roll With Perfumes Of Parsley And Garlic, Persimmon And Glazed Ginkgo)

ปิดท้ายด้วยของหวาน แพร์แบลเอแลนลูกแพรสโลว์คุกกับน้ำเชื่อมวานิลลาและเลมอน ตกแต่งด้วยครัมเบิ้ล น้ำตาลกระจก และมูสแพร์ (Pear Belle Helene)

เมนูเซตลันช์ให้บริการทุกวัน ที่ห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชล โลแร็ง ระหว่างเวลา 12.00-14.30 น. (เว้นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน) รายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 02-119-4899 หรืออีเมล reserve@jaime-bangkok.com

 

เกาเหลาเนื้อตุ๋นท่าน้ำสาธุฯ รสเด็ดต้องชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474040

เกาเหลาเนื้อตุ๋นท่าน้ำสาธุฯ รสเด็ดต้องชิม

โดย…แมงโก้หวาน

เข้าสู่โหมดการทำงานกันแล้ว วันนี้แมงโก้หวานพาไปชิมอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว เกาเหลาเนื้ออร่อยๆ กันที่ร้าน “เนื้อตุ๋นท่าน้ำสาธุประดิษฐ์” เลยสี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ไปนิดประมาณ 80-100 เมตร ตัวร้านติดท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ ตรงข้ามบริษัท ไทยน้ำทิพย์ สาขาพระราม 3 ใกล้ๆ ร้านเป็นที่ตั้งของอู่รถเมล์สาย 62 ใครนั่งมาลงอู่เดินไปสั่งก๋วยเตี๋ยวกินสบาย

ร้านเปิดมาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่เป็นรถเข็นจนปัจจุบันเป็นตึกแถวสองห้อง เพิ่มขึ้นหลายโต๊ะแต่ก็ไม่พอรองรับลูกค้า โดยเฉพาะช่วงพีกเที่ยง-บ่ายโมงแน่นมาก แมงโก้หวานจึงเลือกไปชิมบ่าย 2 ไม่ต้องรอโต๊ะว่าง ถึงแล้วสั่งเลย เกาเหลาน้ำตกทุกอย่าง พร้อมข้าวสวย 1 ถ้วย มีลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นเอ็น เนื้อสด เนื้อตุ๋น เนื้อลาย ตับ หัวใจ ผ้าขี้ริ้ว เอ็น ไส้ เนื้อน่อง เป็นต้น และยังใส่ผักบุ้งไทยมาด้วย ส่วนใครจะไม่สั่งเครื่องในก็ตามชอบ แต่ที่สั่งทุกอย่างนี้ก็แค่อยากรู้อยากเห็นว่ามีอะไรบ้าง

 

ทีเด็ดต้องยกให้เนื้อตุ๋นที่ใช้สมุนไพรไทยๆ ในการตุ๋นเนื้อจนออกมาหอมกรุ่นชวนลิ้มลอง เนื้อเปื่อยนุ่มกำลังดีมีเอ็นติดนิดๆ เคี้ยวเพลิน ลูกชิ้นและผ้าขี้ริ้วเวลาเคี้ยวมีเสียงหนุบหนับๆ อร่อยดี ส่วนน้ำซุปรสกลมกล่อมดี แต่ถ้าเข้มข้นกว่านี้นิดหนึ่ง “ปัง” ขั้น 5 ดาวเลย

นอกจากความอร่อยที่แต่ละคนได้ลิ้มลองแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกคือรายการอาหารของร้านแปลกและแตกต่างจากร้านอื่นๆ ลูกค้าใหม่เข้าไปมีงงแน่นอน แต่พอรู้ก็คงชื่นชมในไอเดียของ “หน่อง พันคำภู” ลูกชายเจ้าของร้าน อาทิ เมนูในนา (ข้าวสวย) สุกรลอกคราบ (แคปหมู) เกล็ดมัจฉา (หนังปลาทอด) มาดเยอะ (น้ำเก๊กฮวย) เมนูอนุบาล (ก๋วยเตี๋ยวธรรมดา) ราคา 60 บาท ประถม (ก๋วยเตี๋ยวพิเศษ) 80 บาท ส่วนที่แมงโก้หวานสั่งวันนี้ คือ มัธยม (เกาเหลาธรรมดา) 100 บาท ถ้าพิเศษคือมหาลัย 120 บาท เป็นต้น นี่ก็ถือเป็นกิมมิกน่ารักๆ ของร้าน

ร้านเปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันเสาร์ เวลา 08.00-17.00 น. โทร. 02-682-0156

 

Cold Sandwich แซนด์วิชแฮมเฮิร์บออมเล็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 08:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474033

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ที่บางครั้งขี้เกียจแม้แต่จะออกจากบ้านไปไหน จะเป็นเพราะตื่นสายหลังจากปาร์ตี้สุดเหวี่ยง หรือด้วยเพราะบรรยากาศเหมาะกับการพักผ่อน ตื่นมาเปิดตู้เย็นต้องคาดหวังอาหารที่พร้อมรับประทานยามท้องหิวๆ เลยอยากรวบรวมเอาเมนูแซนด์วิชเย็นที่เหมาะสำหรับทำไว้ล่วงหน้า ห่อให้มิดชิด เก็บไว้เป็นเสบียงในตู้เย็นเก็บไว้ได้อย่างน้อยๆ 2-3 วัน

แซนด์วิชเย็นอร่อยๆ ต้องเลือกขนมปังที่แช่เย็นแล้วยังนุ่มได้อยู่ ขนมปังที่มีเนยสดหอมๆ อาจจะไม่เหมาะนักเพราะแช่เย็นแล้วจะกระด้างจากส่วนผสมเนยที่จะคงตัวเมื่ออยู่ในตู้เย็น แต่ร้านขนมปังหลายๆ ยี่ห้อในตอนนี้มีสูตรน้ำมันพืชที่ความเย็นในตู้เย็นไม่มีผลนัก อันนี้ต้องใส่ใจในการเลือกขนมปังจะได้อร่อยถูกใจ

เมื่อเลือกขนมปังได้ถูกใจแล้วต้องมาตัดสินใจอีกว่า อยากจะใช้เนยสดเพิ่มความหอมบนขนมปังด้วยหรือเปล่า เพราะการป้ายเนยสดบางๆ ลงบนผิวของขนมปังก่อนจะทาไส้ลงไป มีประโยชน์มากกว่าเพิ่มความหอมอร่อย เนยบางๆ จะช่วยเป็นฟิล์มบางๆ กันไม่ให้ขนมปังแฉะจากไส้ที่มีความฉ่ำอยู่ การเพิ่มเนยช่วยให้แซนด์วิชอร่อยได้นานขึ้นเพราะขนมปังจะทนไม่แฉะย้วยไปก่อนเวลาอันควร แต่ก็ต้องระวังเรื่องของการเพิ่มแคลอรีอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับที่บ้านผู้เขียนข้ามการใช้เนยไปเพราะอย่างมากที่สุดเราทำทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็รับประทานกันหมด

สำหรับไส้สลัดแฮมที่อร่อยกว่า “เวอร์ชั่น” ที่วางขายทั่วๆ ไป เราต้องมารู้จักวิธีเลือกสรรแฮมอร่อยๆ มาใช้กันเสียก่อน ถ้าไปเดินเลือกซื้อแฮมตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ แฮมจะมี 2 แบบใหญ่ๆ ตามลักษณะการปรุงเนื้อหมู คือ แฮมดิบ กับ แฮมสุก โดยมากแล้วแฮมดิบ พวกยุโรป เช่น อิตาลี เยอรมนี สเปน จะมีแฮมดังๆ อย่างพวก Parma Ham, Iberico Ham พวกนี้เราจะไม่ใช้ เราจะเลือกเป็นแฮมสุกซึ่งต้องมาเลือกให้อร่อยถูกปากอีกครั้ง

แฮมสุก ที่วางขายตามตู้แช่เย็น จะแบ่งอีกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบแรกถือเป็นแฮมราคาถูก ดูลักษณะแล้วคุ้นๆ เป็นก้อนทรงสี่เหลี่ยม หรือทรงกระบอก เกิดขึ้นจากการเอาเนื้อหมูก้อนมาแช่สารละลาย แล้วนำมาขึ้นรูปในพิมพ์ที่จะทำให้เกิดรูปทรง เนื้อหมูเมื่อสุกจะเกาะกันเป็นรูปร่าง แล้วสไลซ์ได้เป็นแผ่นๆ แบบนี้จะเป็นราคาถูกกว่า เพราะเนื้อหมูที่เหลือๆ จากการตัดแต่ง เอามาใช้ในสูตรนี้ได้เลย

สำหรับอีกแบบของแฮมสุก คือ ยังคงเห็นมัดกล้ามเนื้อของหมูที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นสะโพก ท่อนขา ยังเห็นชั้นไขมันและบางครั้งยังเห็นส่วนหนังและกระดูกอยู่ด้วย แบบนี้เขาเรียกรวมๆกันว่า City Ham, Fresh Ham แบบนี้จะถือเป็นแฮมชั้นดี เพราะเจาะจงเลือกเอาเนื้อหมูส่วนที่เหมาะมาผ่านกระบวนการ Curing ทำให้สุกจนกลายเป็นแฮมขึ้นมา แบบนี้จะอร่อย สไลซ์บางๆ เอามาทำแซนด์วิชร้อนแบบแฮมชีสเยิ้มๆ ก็อร่อย หรือจะหั่นหนาๆ หน่อย จี่ให้เหลืองหอม ราดเกรวี่เป็น Ham Steak ยิ่งช่วงหลังคริสต์มาส ปีใหม่แบบนี้ บ้านหลายๆ หลังที่ทำ Glazed Ham จะมีแฮมเหลือๆ แนะนำให้เอามาทำแซนด์วิชได้เลย เพราะแฮมแบบนี้จะอร่อย และได้สัมผัสของเนื้อหมูมากที่สุด

 

สำหรับแซนด์วิชแบบเย็น ขาดไม่ได้เลย ต้องมีมายองเนสแบบเข้มข้น เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมเอาส่วนผสมไส้ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน ป้ายลงขนมปังได้ง่าย ช่วยเพิ่มรสชาติและทำให้เกิดความรู้สึกฉ่ำ เมื่อรับประทานแซนด์วิชแบบเย็นนี้เข้าไป มายองเนสที่แนะนำให้เลือกใช้ อาจเลือกเป็นพวกที่เขียนว่า Real Mayonnaise แบบนี้จะข้นและเข้มข้นกว่าแบบอื่นๆ แต่ถ้ากลัวความอ้วน ก็อนุโลมให้เป็นมายองเนส Low fat หรือ Less Fat ได้

เครื่องปรุงสำหรับไส้แซนด์วิชสลัดแฮมสูตรนี้ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงง่ายๆ ใช้น้ำมะนาว เกลือ และเพิ่มพริกไทยดำบดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความหอม เหยาะซอสวูสเตอร์เพื่อสร้างเสน่ห์ ให้กลิ่นหอมๆ เข้ากับแฮม ด้วยเครื่องเทศที่ใช้หมักวูสเตอร์ซอสนี้ ถ้าสมุนไพรสดๆ ก็สับลงไปสักหน่อยก็จะให้กลิ่นหอมสไตล์โฮมเมดมากขึ้น ไม่มีก็ข้ามไปได้ไม่ต้องกังวลว่ารสชาติจะไม่ผ่าน

ที่บ้านเรานอกจากจะใส่สลัดแฮมอย่างเดียว เราทำแซนด์วิชเป็น Double Decker สอดไส้ออมเล็ตที่ทอดเป็นแผ่นแบน รอให้เย็นสนิท แล้วใช้เป็นอีกชั้นของแซนด์วิช ทำให้แซนด์วิชเย็นของเราน่ากินยิ่งขึ้น

ข้อดีของแซนด์วิชเย็นแบบทำเองสูตรนี้คือ ไส้เต็มๆ เน้นๆ ที่แตกต่างจากแซนด์วิชเย็นตามร้านสะดวกซื้อ แฮมก็เต็มคำ ปริมาณแคลอรีสมดุล เพราะได้โปรตีนเยอะกว่าคาร์บ ที่สำคัญสูตรแฮมเฮิร์บสลัดแซนด์วิชสูตรนี้ ป้ายเนยบางๆ ด้านนอก แล้วนาบลงบนกระทะเคลือบร้อนๆ หรือจะอุ่นในเตาติ๊ง ก็ได้แซนด์วิชอุ่นๆ มาอร่อยได้อีก เรียกว่า อร่อยได้ 2 แบบทั้งเย็นและร้อนเลย

แซนด์วิชแฮมเฮิร์บออมเล็ต (สำหรับแซนด์วิช 1-2 คู่)

ส่วนผสมสลัดแฮม

แฮมที่ชอบซอยเป็นเส้นบาง 1 ถ้วย

มายองเนส แบบ Real Mayo 1 ส่วน 2 ถ้วย

พริกไทยดำบดละเอียด 1 ส่วน 4 ถ้วย

เซเลอรี่ สับละเอียด 1 ช้อนชา

หอมใหญ่ สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

ซอสวูสเตอร์ 2-3 เหยาะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

เฮิร์บสด เช่น ใบไธม์ พาสลีย์สับ ออริกาโนสับ

ละเอียด รวมๆ 1/2 ช้อนชา

ส่วนผสมไข่ออมเล็ต

ไข่ไก่ 2 ฟอง

นมจืดหรือน้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

พริกไทยดำหรือขาว ป่น 1-2 เหยาะ

ส่วนผสมสำหรับแซนด์วิชขนมปังเนยสดที่นุ่มๆ

วิธีทำ

เตรียมไข่ออมเล็ต โดยตีไข่ไก่กับนมจืดให้เข้ากัน ตั้งกระทะเคลือบให้ร้อน จากนั้นหรี่ไฟลง ใช้เนยหรือน้ำมันพืชเล็กน้อยทาให้ทั่วกระทะ กรอกไข่ทั้งหมดลงไปในกระทะ (ของผู้เขียนใช้กระทะ ขนาด 7 นิ้ว) ใช้ตะเกียบไม้คนไข่ให้ค่อยสุกร่อนขึ้นมา เพื่อให้ไข่ออมเล็ตมีความหนาสักนิดนึง กลับเพื่อทอดอีกด้านหนึ่งให้สุกนุ่มรอให้เย็นสนิทเสียก่อนนำมาวางบน

ขนมปัง

ผสมมายองเนสกับพริกไทยดำเซเลอรี่หอมใหญ่ ซอส และเครื่องปรุงรสทั้งหมดให้เข้ากัน

เติมแฮมที่ซอยไว้ลงไปเคล้าให้เข้ากันชิมและปรับรสให้เข้มข้นเพื่อไม่ให้จืดเมื่อรับประทานกับขนมปัง

ป้ายเนยลงบนขนมปังให้บางๆ ทั้ง 3 แผ่น หรือจะไม่ทาเนยเลยก็ได้ จากนั้นวางไข่ออมเล็ตลงบนขนมปังแผ่นแรก ประกบด้วยขนมปังอีกแผ่น จากนั้นตักสลัดแฮมลงมาบนขนมปัง เกลี่ยให้เสมอกันจากนั้นวางขนมปังแผ่นสุดท้ายลงไป ตัดตามขนาดที่ต้องการ

ห่อฟิล์มสำหรับห่ออาหารไว้ให้แนบกับขนมปัง เน้นไม่ให้ขนมปังสัมผัสกับความเย็นโดยตรง แช่เย็นไว้จนกว่าจะรับประทานเป็นแซนด์วิชเย็น หรือจะใส่เข้าเตาติ๊งเพื่ออุ่นให้ร้อนเป็นแซนด์วิชร้อน

 

ซุ้มเฮียฮ๋งบะหมี่เกี๊ยว ขวัญใจวัยโจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/473210

ซุ้มเฮียฮ๋งบะหมี่เกี๊ยว ขวัญใจวัยโจ๋

โดย…ชีวิน ศรัทธา

หากใครเดินทางขึ้นเหนือมาสัมผัสลมหนาวที่ จ.เชียงใหม่ อยากรับประทานบะหมี่เกี๊ยวอยากแนะนำให้ไปรับประทานที่ร้านซุ้มเฮียฮ๋ง ตั้งอยู่เลขที่ 64/3 หมู่ 2 ซอยเจ็ดยอด ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ร้านแห่งนี้ถือว่าเป็นขวัญใจวัยโจ๋เมืองเหนือเลยก็ว่าได้ เพราะเสิร์ฟเมนูบะหมี่จานใหญ่เท่าโต๊ะจีน และยังมีเมนูชื่อแปลกๆ เช่น บะหมี่พ่อมึงตายจานเบ้อเริ่ม

ร้านแห่งนี้บริหารงานโดย คุณากร กุสาวดี หรือ เฮียฮ๋ง บอกว่า เป็นชาวกรุงเทพฯ แต่เป็นเขยเชียงใหม่ปักหลักปักฐานสร้างครอบครัวที่นี่มานานกว่า 20 ปี มีอาชีพค้าขายเปิดร้านอาหารมาตลอด 20 ปี ก่อนนั้นขายโจ๊กขายกวยจั๊บและร้านอาหารอื่นๆ ออกบูธตามงานมหกรรมอาหาร รวมทั้งทำอาชีพออร์แกไนซ์สลับกับค้าขาย ทำให้ร้านอาหารต้องปิดๆ เปิดๆ อยู่ตลอด แต่สุดท้ายกลับมาเปิดร้านบะหมี่เกี๊ยวอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจเปิดร้านบะหมี่เกี๊ยวให้ดีเพราะส่วนตัวชอบรับประทานบะหมี่เกี๊ยวเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว

“เพราะความชอบส่วนตัวที่ชอบกินบะหมี่เกี๊ยวมากหาร้านกินไปทั่ว และร้านบะหมี่หลายแห่งรวมทั้งที่ จ.เชียงใหม่ อร่อยหลายร้าน แต่บางร้านพบปัญหาคือขายในราคาแพงแต่ได้น้อย บางร้านได้บะหมี่น้อยบ้าง ได้หมูแดงน้อย โดยเฉพาะหมูแดงเฉือนเป็นแผ่นหมูบางจนเป่าหมูแทบปลิวหายไปกับลม จึงจำฝังใจไว้ว่าจะต้องเปิดร้านบะหมี่เกี๊ยวและจะต้องทำให้ลูกค้าได้รับประทานแบบเต็มอิ่ม และหมูแดงต้องทำให้ชิ้นใหญ่ๆ จึงหันมาเปิดร้านบะหมี่เกี๊ยวซุ้มเฮียฮ๋งเสียเลย” คุณากร กล่าว

 

คุณากร บอกต่อว่า อีกชื่อที่ลูกค้าเรียกคือบะหมี่ปากหมา บางคนบอกมาเฟียขายบะหมี่ก็มี เพราะพูดภาษาพ่อขุนเสียงดังฟังชัด จึงดูแปลกไปจากร้านอื่น เนื่องจากปกติคำพูดของตนเป็นแบบนี้ ทำร้านอาหารมาก็นานหลายสิบปีก็พูดแบบนี้มาตลอด ที่หันมาขายบะหมี่เกี๊ยวตลอดกว่า 1 ปี เน้นทำหมูแดงให้ชิ้นใหญ่หรืออาจจะใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ 1 ชิ้น ต้องกัดกินได้เกิน 2 ครั้ง บะหมี่แห้งมีน้ำซุปราดให้เส้นฉ่ำๆ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าชอบกินบะหมี่แห้ง

ส่วนไข่ลวกออนเซ็นที่อร่อยไม่แพ้ร้านอื่นอีกด้วยดังกล่าวลูกค้าจะติดใจ เริ่มเปิดร้านแรกๆ ก็ขายแบบธรรมดาทั่วไป แต่การที่นิสัยส่วนตัวเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ใช้ภาษาพ่อขุนมึง-กูกับเพื่อนๆ และน้องๆ ที่มาอุดหนุนในร้าน โดยตนมองว่าเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย หลายคนมองว่าเป็นร้านที่ใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ แต่จริงๆ ผมต้องการให้บรรยากาศในร้านสนุกสนานเฮฮาเป็นกันเอง และเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องฝืน เพื่อให้คนเราใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เข้าใจกันง่าย สัมผัสกันง่ายขึ้น ตรงนี้ลูกค้าจึงชอบและติดใจแนวคิดนี้ และที่สำคัญได้กินบะหมี่ที่ชามใหญ่และอิ่มกลับบ้าน

สำหรับที่มาของบะหมี่เกี๊ยวชามยักษ์ใหญ่ เริ่มต้นที่ลูกค้ามากิน 1 ชาม บะหมี่ 2 ก้อน และเกี๊ยวไม่อิ่ม ต้องสั่งเพิ่มอีกชาม ทำให้คิดว่าจะต้องล้างชาม 2 ใบ เลยคิดเมนูชามใหญ่ขึ้น เพิ่มบะหมี่จากชามหนึ่งบะหมี่ 2 ก้อน เป็น 4 ก้อน หรือมากกว่านั้นตามเมนู จนกระทั่งมากสุด เมนูพ่อมึงตาย บะหมี่ 60 ก้อน ราคา 600 บาท พร้อมเกี๊ยวด้วย กินได้ 10-15 คน เฉลี่ยกินคนละ 2 ก้อน ล้างชามใบเดียว ส่วนชุดประหยัดราคาลดลงมา คือ เมนูโคตรเฮียกินได้ 6 คนขึ้นไป เมนูโคตรโง่กินได้ 5-6 คน เมนูประหยัดชามเล็ก ราคาถูกสุดชามละ 25 บาท เมนูพ่อมึงตาย กินได้เพียง 10-15 คน

ร้านซุ้มเฮียฮ๋งเปิดให้บริการ 6 วัน ตั้งแต่เวลา 22.00-03.00 น.จะหยุด

 

ซูม่า ยกขบวนความอร่อย สู่ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 17:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/473132

ซูม่า ยกขบวนความอร่อย สู่ภูเก็ต

โดย…คาเอรุ

ซูม่า (Zuma) ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับรางวัลชื่อดัง ยกขบวนความอร่อยสู่อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท นำเสนอร้านในรูปแบบป๊อปอัพสุดเก๋แห่งแรกในทวีปเอเชีย เปิดให้บริการมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงกลางเดือน ก.พ.ปีหน้า โดยนำเสนออาหารยอดนิยมในเมนูของซูม่าทั้ง 10 สาขาทั่วโลก ท่ามกลางฉากหลังอันงดงามของทะเลอันดามันของประเทศไทย

ซิกเนเจอร์ดิชอันเป็นเอกลักษณ์ของซูม่าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทนเดอร์ลอยน์รสเผ็ดปรุงพร้อมเมล็ดงา พริกแดง และซอสถั่วเหลืองรสหวาน ปลาค็อดดำหมักซอสมิโสะม้วนในใบโฮบะ รวมทั้งปลาหางเหลืองปรุงด้วยพอนสึ พริก และกระเทียมดองยกขบวนมากันครบ

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูปิ้งย่างสไตล์โรบาตะ ที่นำเตาย่างชนิดพิเศษนี้มาติดตั้งเอาไว้บริเวณเฉลียงร้านเพื่อซูม่าป๊อปอัพโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับซูชิ ซาชิมิในสไตล์ซูม่า ที่เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ ไม่แตกต่างไปจากซูม่าในสาขากรุงเทพฯ

ไม่เพียงเฉพาะอาหารจานเด็ดเท่านั้น อีกหนึ่งจุดเด่นของซูม่าบาร์เขาก็มา โดย อาร์คาดิอุซ ไรแบ็คผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจบาร์ ซึ่งเคยคว้ารางวัลมากมาย หอบหิ้วทีมงานบินตรงมาจากซูม่า ฮ่องกงที่เลื่องลือ มาประจำการผสมค็อกเทลคลาสสิกสไตล์ซูม่า อย่างวิสกี้ซาวร์รมควัน มาร์ตินี่ ซูมานูก้า และอีกมากมาย

สำหรับ อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท ตั้งอยู่บนชายหาดอันเงียบสงบทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะภูเก็ต มีร้านอาหารและบาร์ให้เลือกลองความอร่อยมากมาย ตั้งแต่ห้องอาหารดีปลี ร้านอาหารไทยที่เสิร์ฟอาหารไทยแท้ๆ บนเนินเขาที่มีวิวสวยงาม มองไกลสุดลูกหูลูกตา

ขณะที่ซูม่าป๊อปอัพจะมาสร้างสีสันในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ เรื่อยเลยไปกระทั่งวาเลนไทน์นู่นเลยทีเดียว ณ อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท อยู่ที่หาดลายันซอย 4 ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต บริการมื้อกลางวันและมื้อค่ำ จนถึงกลางเดือน ก.พ. 2560 จองที่นั่งโทร. 076-317-200 หรืออีเมล phuketlayan@anantara.com

 

ข้าวแกงกระทะยักษ์ รสชาติอร่อยไทยแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/473131

ข้าวแกงกระทะยักษ์ รสชาติอร่อยไทยแท้

โดย…นพรัตน์ กิ่งแก้ว

หากผ่านมาที่ตลาดน้อยรื่นรมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นตลาดเย็นและค่ำของชาวสุรินทร์ จะพบแม่ค้าพ่อค้าจำหน่ายอาหารสดและอาหารปรุงสำเร็จรูปจำนวนมาก แต่ที่แปลกหูและแปลกตาจากร้านทั่วไปคือ ร้านขายข้าวแกงของแม่ค้ารายหนึ่งที่ผุดไอเดียที่แตกต่างจากร้านอื่น เพื่อดึงดูดความสนใจและน่ารับประทาน คือ แกงในกระทะขนาดใหญ่หลายใบ แถมมีหลากหลายเมนู กับแกงร้อนๆ สดๆ ตักใส่ถุงวางขายแบบเห็นๆ ดึงดูดลูกค้าได้ไม่น้อย ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่อยู่คู่กับคนสุรินทร์มาโดยตลอด ตั้งแต่มีการเปิดตลาดน้อยรื่นรมย์ให้ค้าขายขึ้นมา และร้านข้าวแกงแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกของความอร่อยของคนสุรินทร์มายาวนาน

ในแต่ละวันก็จะมีข้าวแกงประมาณ 20 ชนิดหมุนเวียนกันออกมาเรื่อยๆ นอกจากข้าวแกงที่นี่จะรสชาติดีแล้ว ราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด อาหารทุกเมนูตักขายเพียงถุงละ 30 บาทเท่านั้นเอง สำหรับเมนูเด็ดที่อร่อยขึ้นชื่อของร้านนี้ อย่างแรกก็คือผัดเผ็ดปลาดุก ผัดเผ็ดกบ แกงสายบัว แกงคั่วไก่บ้าน แกงส้มมะรุม แกงเห็ด แกงเลียง แกงฟักทอง แกงหน่อไม้ คั่วกลิ้งหมูผัดสะตอ และน้ำพริกปลาทูผักต้ม ฯลฯ

นางฤดี หล้าแหล่ง หรือเจ๊แต๋ว อยู่บ้านเลขที่ 322 หมู่ 14 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เจ้าของ “ร้านข้าวแกง” กล่าวว่า ที่เลือกใช้กระทะใบใหญ่มาทำข้าวแกงขาย เพราะล้างง่ายและเก็บง่าย ใช้กระทะเบอร์ 26 และเบอร์ 24 วันหนึ่งทำขาย 10 กระทะ ลูกค้าเรียกแกงกระทะ วันหนึ่งจะทำประมาณ 20 เมนู ตักละ 30 บาทขึ้นไป วันหนึ่งมีรายได้หมื่นกว่าบาท ใช้ลูกน้องทั้งหมด 5 คน จ่ายค่าแรงคนละ 300 บาท ก็พอเหลือกำไรวันละ 1 หมื่นบาท