วิธีการรักษาที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671311

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 18:22 น.วิธีการรักษาที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น เผยเรื่องที่ทุกคนต้องรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งอันดับต้น ๆ ที่คร่าชีวิตผู้หญิงนับล้านทั่วโลก ซึ่งอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมในไทย เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ในผู้หญิงไทย พบว่ามะเร็งเต้านมถือเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยจากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งในหญิงไทยทั้งหมดมีมากถึง 22.8% ที่ป่วยด้วยมะเร็งเต้านม และมากถึงหนึ่งในสี่ของผู้หญิงไทยทั้งหมดมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการหมั่นตรวจคัดกรองประจำปีและเข้ารับการรักษามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะต้น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิต เพราะปัจจุบันความก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์และนวัตกรรมการรักษาที่หลากหลาย จะช่วยมอบทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น กล่าวว่า “ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่ามะเร็งเต้านมไม่ได้น่ากลัวอย่างในอดีต โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นให้สามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียทรัพยากรในการรักษามากนัก ยาแพง ๆ ก็อาจจะไม่จำเป็น นั่นคือเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สำหรับรายที่มีความเสี่ยงสูง”

อีกสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญคือการวินิจฉัยระยะของมะเร็ง เพราะมะเร็งรักษาหายได้ในระยะแรก และถือเป็นโชคดีที่คนไข้ส่วนใหญ่มากกว่า 60 – 70% มาพบแพทย์เมื่ออยู่ในระยะเริ่มต้น โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในทางการแพทย์แนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อโรค ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองแบบแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะการตรวจในปีถัดไปอาจตรวจเจอเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้นที่กำลังพัฒนาขึ้นได้  และสำหรับสตรีที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และใช้ชีวิตตามปกติควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างน้อยสักครั้ง และหากไม่พบความผิดปกติใด ๆ อีก 2 – 3 ปี จึงค่อยรับการตรวจซ้ำ

ส่วนสาเหตุของมะเร็งเต้านม แม้ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า มะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่หากใครสัมผัสกับฮอร์โมนเพศหญิงเป็นเวลานาน ๆ เช่น ผู้ที่ประจำเดือนมาเร็ว ผู้ที่หมดประจำเดือนช้า แต่งงานแล้วไม่มีบุตร กลุ่มนี้เรียกว่าไม่มีช่วงพักให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือผู้ที่มีความผิดปรกติทางด้านพันธุกรรม (Genetic) คือมียีนที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แล้วก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม (Hereditary) นับเป็นอีกกลุ่มความเสี่ยงสูง อย่างกรณีของ แองเจลิน่า โจลี ที่ตัดเต้านมทั้งสองข้างออก (prophylactic mastectomy) เพราะตรวจแล้วรู้ว่าตนเองมียีนกลุ่มนี้อยู่ เพราะหากปล่อยไปจนอายุ 40 – 50 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึง 60 – 85% และมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ได้อีก 15 – 40% ดังนั้นการผ่าตัดเอาเต้านมทั้งสองข้างออกจึงเป็นวิธีการป้องกันที่แนะนำสำหรับกลุ่มนี้

ผศ.พญ.เอื้อมแข ยังกล่าวด้วยว่า “การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมนอกจากระยะของโรคและสาเหตุแล้ว การพยากรณ์โรคยังมีส่วนสำคัญต่อทางเลือกที่เหมาะสมในการรักษา เช่นหากมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสิบรายมายืนเรียงกันเพื่อรับการรักษา แม้จะมีก้อนมะเร็งขนาดเท่ากัน แต่ทั้งสิบรายนี้จะมีการพยากรณ์ของโรคที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากระยะของโรคและชนิดของมะเร็งที่ต่างกัน”    

ทั้งนี้ มะเร็งเต้านมสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มตามการวินิจฉัยและการพยากรณ์ของโรค สองกลุ่มแรกคือกลุ่ม Luminal A และกลุ่ม Luminal B สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เซลล์มะเร็งมีตัวรับ (receptor) ทางฮอร์โมน ได้แก่ ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen receptor) และ/หรือ ตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone receptor) จึงสามารถรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์ต่อตัวรับเหล่านี้ได้ ทำให้เป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่นๆ กลุ่มที่สามคือกลุ่ม HER2+ เป็นกลุ่มที่มียีนก่อมะเร็งชนิด HER2 และกลุ่มที่สี่คือกลุ่ม TNBC (Triple Negative Breast Cancer) เป็นกลุ่มที่ไม่มีทั้งตัวรับทางฮอร์โมนและยีนก่อมะเร็งชนิด HER2 จึงเป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงและเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น

ด้านการรักษามะเร็งเต้านมนั้น ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในระยะและชนิดมะเร็งที่แตกต่างกันได้  ไม่ว่าจะเป็นยาต้านฮอร์โมน ยาเคมีบำบัด หรือ “การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่เป็นการรักษามะเร็งที่กำหนดเป้าหมายการรักษาตรงไปที่เซลล์มะเร็ง เพื่อหยุดหรือชะลอการเจริญเติบโตเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่จะไม่ทำอันตรายกับเซลล์ปกติ ที่ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระหว่างรับการรักษาให้ดียิ่งขึ้นด้วย  อีกทั้งแนวโน้มในปัจจุบันที่พยายามเข้าสู่วิธีการรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Personalized treatment) ให้มากที่สุด เพื่อออกแบบการรักษารวมทั้งรับยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น ๆ มากที่สุดโดยไม่จำกัดว่าจะต้องใช้ยาชนิดเดียว  เช่น อาจใช้ทั้งยาต้านฮอร์โมนควบคู่กับยาแบบมุ่งเป้าที่สามารถเสริมประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น

อีกทั้งการตรวจติดตามหลังการรักษาระยะต้นอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง และ “สำหรับโรคมะเร็งเต้านมนั้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาได้ตรงชนิดของมะเร็ง และในเวลาที่เหมาะสม รวมถึงโอกาสที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาและการรักษาก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ ซึ่งสิ่งที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญเช่นกันคือการส่งเสริมความเท่าเทียมและความเสมอภาคในการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งให้กับประชาชนไทยทุกคน ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบาย “มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สิทธิบัตรทอง ซึ่งสิ่งที่ควรร่วมกันผลักดันต่อไปคือการให้ยารักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะยากลุ่มที่ใช้รักษามะเร็งในระยะลุกลามหรือระยะแพร่กระจายได้เข้าไปบรรจุในบัญชียาแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งต่าง ๆ รวมทั้งมะเร็งเต้านมที่ด้อยโอกาสมีสิทธิเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม” ผศ.พญ.เอื้อมแข กล่าวปิดท้าย

กินเพื่อโลก กินอย่างไร…ให้ปลอดภัยยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671259

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 12:20 น.กินเพื่อโลก กินอย่างไร...ให้ปลอดภัยยั่งยืนอนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย : กินอาหารหมดจานคงไม่พอ แต่ต้องกินเพื่อไปต่อกับโลกใบนี้

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ควรตระหนักและรู้ถึงที่มาของการผลิตและการบริโภคให้ปลอดภัยแบบยั่งยืน เพื่อเป็นทางออกในการกินของมนุษย์ในยุคที่กำลังถูกธรรมชาติเอาคืน Urban Creature และ Oxfam in Thailand จับมือกันชวนผู้คนแวดวงอาหาร มาเสวนาในงาน ‘The Last Meal : Our Last Chance to Eat Right’ ที่ร้าน Na Café at Bangkok 1899 ให้รู้ว่ากินอาหารหมดจานคงไม่พอ แต่ต้องกินเพื่อไปต่อกับโลกใบนี้ ในหัวข้อ “อนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย” ดำเนินรายการโดยคุณ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

การเสวนาภายในงาน นอกจากเป็นการทำความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ยังเป็นพื้นที่ให้คนตลอดสายพานอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ผู้ออกแบบนโยบาย ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภค ได้หาทางออกร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ผ่านประเด็นที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Food Safety (การตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร), Ocean Sustainability (การรณรงค์ไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนและในแหล่งเพาะพันธุ์), Air Pollution (ไก่ไร่ฝุ่น) และ Equality (ความเท่าเทียมทางการค้าและแรงงาน)

พัทธมน รุ่งชวาลนนท์ ตัวแทนจาก UNDP Accelerator Lab Thailand ให้ความสำคัญของการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร โดยยกเคสภาคใต้ การสร้าง Trust ให้ผู้บริโภคในภาคใต้, ระบบนิเวศด้านอาหารในท้องถิ่น (ยะลา), ให้คนในพื้นที่รู้ที่มาของแหล่งอาหาร และโมเดลสมาพันธ์เกษตรยั่งยืน

นิทัสมัย รัญเสวะ ตัวแทนจาก Thailand Policy Lab หลังจากแนะนำการทำงานของ Thailand Policy Lab ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ของ UNDP กล่าวถึงนวัตกรรมที่นำมาใช้ออกแบบนโยบาย เพื่อดึง Stakeholder มามีส่วนร่วม “เราจะดูก่อนว่าแต่ละนโยบายตั้งแต่ต้นจนจบ ในแต่ละจุดนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง สามารถนำนวัตกรรมอะไรมาใช้ได้บ้าง วิธีการไปสู่คำตอบที่เราต้องการ เราต้องรู้ว่าทำไมผู้บริโภคต้องการแบบนี้ เมื่อเข้าใจข้อมูลอย่างแท้จริง จึงไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหา”

การตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร ได้อ้างอิงถึง “ส้ม” พืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ อยู่คู่กับชีวิตคนไทยในทุกรูปแบบ แต่จากการตรวจสอบของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า ส้ม 1 ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิด ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) โดยสารเคมีตกค้างเป็นชนิดดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 28 ชนิด นอกจากนี้ธรรมชาติของส้มจะให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม ซึ่งถือเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดเพราะเป็นส้มในฤดูกาล แต่ตลาดทีต้องการส้มตลอดทั้งปี ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีมากกว่าปกติ เพื่อผลิตส้มได้ตามความต้องการ ต้องการของผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช ถึง 52 ครั้งต่อปี หรือทุกสัปดาห์ ผู้บริโภคจึงควรมีสิทธิ์ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับส้มที่ซื้อผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างถูกต้อง มีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อทราบแหล่งที่มาของส้ม กระบวนการผลิตส้มตลอดปีทั้งในและนอกฤดู

สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ ผู้บริหารร้าน Lemon Farm ให้มุมมองเรื่องอาหารปลอดภัยในประเทศไทยเอาไว้อย่างน่าคิด “ต้องถามตัวเองก่อนว่า ขอบข่ายของเราคือแค่ไหน ครอบครัวเรา ลูกของเรา อยากให้ปลอดภัยแค่ไหน เพราะจริงๆ มนุษย์เป็นธรรมชาติที่สะอาด แม้จะเป็นมนุษย์ที่มีการพัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่โครงสร้างก็ยังเป็นมนุษย์ถ้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเยอะ ฉะนั้นสารเคมีหรืออะไรที่แปลกปลอมเข้ามา ร่างกายจะไม่รู้จัก ไม่รู้จะทำยังไงมันก็เลยสะสมสารที่ก่อมะเร็งไปเรื่อยๆ เราควรจะเลือกทานอาหารที่ดีต่อร่างกายที่สุด เพราะอาหารเป็นจุดตั้งต้นของชีวิตที่ดีของสมอง สุขภาพ และความสุข ก่อนที่จะนำมันเข้าไปในร่างกายจะต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะร่างกายเรามีค่า อาหารเกษตรอินทรีย์หรือออแกนิค น่าจะเหมาะกับร่างกายเราที่สุด”

ขุนกลาง ขุขันธิน เชฟผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปไม่ใส่สารเคมี Trust me I’m CHEF ในฐานะผู้เลือกอาหารให้ผู้บริโภค ได้แบ่งความปลอดภัยในอาหารเอาไว้ 3 อย่าง “อันแรกก็คือปลอดภัยในขบวนการผลิต ขบวนการทำ ปลอดภัยแบบไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ ในขบวนการผลิต พื้นที่ผลิตสะอาด ปลอดภัยที่สอง คือมีสารปนเปื้อนได้ในค่าที่ไม่เกินกำหนด ซึ่งค่าที่ว่าแต่ละที่มาก็จะต่างกัน ปลอดภัยที่สาม คือปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม ในความปลอดภัยเหล่านี้มันก็จะวนกลับมาที่หนึ่งสองสาม ยังไงก็ตามสารหรือสิ่งแปลกปลอมก็จะสะสมไปเรื่อยๆ จากการบริโภค”

การเสวนากล่าวถึงการรณรงค์ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยวางขายผลิตภัณฑ์ ‘ไก่ไร่ฝุ่น’ เพื่อผลักดันเรื่องควันพิษ เพราะสาเหตุหลักๆ ของภาคเหนือที่เปลี่ยนไปมาจากการ ‘เผาไร่’ เพื่อปรับหน้าดิน โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดเชิงอุตสาหกรรมที่นิยมเพาะปลูกบริเวณที่สูง เพราะมีผู้ผลิตอาหารรายใหญ่พร้อมรับซื้อเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ เกษตรกรในหลายพื้นที่ภาคเหนือจึงนิยมปลูกข้าวโพด ซึ่งวิธีจัดการกับซังข้าวโพด หรือต้นข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวแล้วได้ง่ายและเร็วที่สุดก็คือ ‘การเผา’

“ไก่” หนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจ มีปริมาณการผลิตและบริโภคสูงกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไก่แปรรูปอันดับ 1 ของโลก และไก่เนื้อเป็นอันดับ 8 ของโลก ตั้งแต่ปี 2558 ความต้องการบริโภคไก่ไทยไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ และปี 2563 ความต้องการบริโภคไก่ก็ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 1.7 ล้านตัน และ ข้าวโพด คือพืชเศรษฐกิจของไทย และเป็นอาหารหลักของไก่ที่ถูกจัดการด้วยวิธีเผา จึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภค รวมถึงปัญหา PM2.5

ช่วงท้ายการเสวนาในหัวข้อ “อนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย” ยังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานซัก-ถาม แสดงความคิดเห็นผ่านมุมมองและประสบการณ์ของตัวเอง ก่อนจะไปอิ่มอร่อยกับอาหารจานเด่น จากเชฟ Na Café at Bangkok 1899 ที่สะท้อนประเด็นการพูดคุยอย่างออกรสและลงตัว

การบริโภคของเราจะช่วยโลกได้ หาก ‘การผลิต’ และ ‘การกิน’ ไม่ส่งผลกระทบต่อโลก และเปลี่ยนแปลงให้ ‘ปลอดภัยอย่างยั่งยืน’ ได้มากยิ่งขึ้น

ฟื้นฟูร่างกายให้ฟิตอย่างไร หลังหายป่วยจากโควิด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/670841

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 11:40 น.ฟื้นฟูร่างกายให้ฟิตอย่างไร หลังหายป่วยจากโควิด?โดย นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน

การติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 คือการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย โดยปอดได้รับความเสียหายโดยตรง ซึ่งแต่ละคนที่ได้รับการติดเชื้อโควิด – 19 นั้นความรุนแรงของโรคมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล อาทิ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันมากน้อยแค่ไหน การรักษาที่ทันท่วงทีหรือไม่ และภาวะโรคประจำตัวของแต่ละคนที่อาจก่อความรุนแรงของโรคได้เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว คือการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม และหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 อีกครั้ง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตให้สดชื่นและแข็งแรงกับหลักวิธีการดูแลตนเอง ดังนี้  

นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน

นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด โดยผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ร่างกายจะยังไม่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพราะนอนพักรักษาตัวเป็นเวลานาน รวมถึงปอดได้รับความเสียหายโดยตรงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ร่างกายและปอดอาจยังฟื้นฟูได้ไม่ดีพอ ควรมีการออกกำลังกายเบาๆสม่ำเสมอ การฝึกหายใจ โดยหายใจเข้าลึกๆให้อากาศเข้าสู่ปอด และค่อย ๆ หายใจออกยาวๆจนสุด ทำเซ็ตละ 5 – 6 ครั้ง วันละ 3 เซ็ต

การฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาจนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ร่างกายจึงไม่ได้เคลื่อนไหว ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง หรือฝ่อลีบได้ การบริหารร่างกายเบา ๆ ด้วยการบริหารกล้ามเนื้อแขน และขา หรือการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยนักกายภาพบำบัด จึงช่วยเพิ่มสมรรถภาพของกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเร็วขึ้น

การฟื้นฟูสภาพจิตใจ ที่อาจยังรู้สึกกังวล ตื่นตระหนก หรือเกิดภาวะเครียดกับสถานการณ์โควิด-19 อาจร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือหางานอดิเรกทำเพื่อให้ผ่อนคลายเพลิดเพลิน บางรายอาจเกิดภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง หรือที่เรียกว่า Post-Traumatic Stress Disorder – PTSD ที่สภาวะจิตใจเจอกับเหตุการณ์รุนแรงหวาดกลัวจากภาวะโควิด – 19 โดยหากมีอาการหวาดกลัว ตื่นตระหนก หลีกเลี่ยงการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ปลีกตัวออกจากสังคม นอนไม่หลับ นานเกิน 1 เดือนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สังเกตอาการลองโควิด (Long COVID)

หลังจากติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ร่างกายยังสามารถเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง หรือยังฟื้นฟูร่างกายได้ไม่เต็มที่ แม้จะหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้วก็ตาม อาจพบว่ายังมีอาการหายใจลำบาก รับออกซิเจนได้ไม่เต็มปอด รู้สึกอ่อนเพลีย หรืออาจเกิดภาวะเจ็บหน้าอก ใจสั่นหรืออื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดันสูง โรคไต ภาวะอ้วน หากยังมีอาการควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางวินิจฉัยรักษา

การดูแลใช้ชีวิตแบบ New Normal สวมหน้ากากก่อนออกจากบ้าน เว้นระยะห่าง และล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสคน สิ่งของ และอื่น ๆ รวมถึงลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 และลดการเกิดความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ ด้วยการฉีดวัคซีน

การดูแลเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย

·      ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีน พวกเนื้อแดง เพื่อช่วยในการสร้างเซลล์ต่าง ๆของร่างกาย

ที่เพิ่มภูมิคุ้มกัน และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

·      วิตามิน C ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และต้านการอักเสบ โดยพบได้ในผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง พริกยวก

·      วิตามิน D3 ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดได้ โดยสามารถรับได้จากแหล่งพลังงานหลักจากแสงแดด ที่ควรตากแดดเป็นประจำวันละ 15 – 30 นาทีต่อวัน

·      สังกะสี ช่วยลดการติดเชื้อในร่างกาย โดยพบได้จาก อาหารทะเล เต้าหู้ ข้าวกล้อง เห็ด ผักโขม งาดำ เนื้อสัตว์ ถั่ว

·      โพรไบโอติกแบคทีเรีย ที่เป็นแบคทีเรียตัวดีในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ได้ดีขึ้น ช่วยทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายและเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยพบได้จาก      โยเกิร์ต กิมจิ นัตโตะ ผักดองต่าง ๆ ที่ผ่านการดองที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ และพรีไบโอติก อาหารของแบคทีเรียตัวดี เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในลำไส้ พบได้จาก หอมหัวใหญ่ หอมแดง กากใยต่าง ๆ เป็นต้น

แต่เพื่อการฟื้นฟูร่างกายหลังจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว การรับประทานอาหารอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอที่ร่างกายต้องการทุกวัน การเลือกรับประทานวิตามินเสริมอาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

Doctor Quote: นอกจากการฟื้นฟู และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายหลังการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว สิ่งสำคัญคือกำลังใจของสมาชิกในครอบครัว และตัวเองเพื่อให้สามารถมีพลังและมีวินัยในการฟื้นฟูร่างกาย ให้กลับมาปกติอีกครั้ง

อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ ‘โอไมครอน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/669455

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 12:58 น.อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ 'โอไมครอน'ข้อมูล ณ ปัจจุบัน เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์โอไมครอน สายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวลล่าสุด ดูงานวิจัยที่มีอยู่ตอนนี้ ประสิทธิผลของวัคซีน พร้อมฟังข้อแนะนำเพื่อการดำเนินการในระดับประเทศ

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้สายพันธุ์ B.1.1.529 เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล และตั้งชื่อว่า โอไมครอน ตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษาด้านวิชาการของ องค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของไวรัส (Technical Advisory Group on Virus Evolution) การตัดสินใจนี้อิงตามข้อมูลและหลักฐานที่นำเสนอต่อคณะที่ปรึกษาฯ ว่า โอไมครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้ เช่น ความง่ายในการแพร่เชื้อ หรือความรุนแรงของโรคเป็นอย่างไร ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ทราบและมีอยู่ในปัจจุบัน

ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์โอไมครอน ณ ปัจจุบัน

นักวิจัยในประเทศแอฟริกาใต้และทั่วโลกกำลังศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในแง่มุมต่าง ๆ ของสายพันธุ์โอไมครอน และจะเผยแพร่ผลการศึกษาเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น

ความสามารถในการแพร่เชื้อ

ยังไม่ชัดเจนว่า สายพันธุ์โอไมครอนสามารถแพร่เชื้อได้ดีกว่าหรือไม่ (เช่น แพร่จากอีกคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายกว่า) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ๆ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสายพันธุ์นี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ กำลังมีการศึกษาทางระบาดวิทยาเพื่อทำความเข้าใจว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อนี้เป็นเพราะสายพันธุ์โอไมครอน หรือปัจจัยอื่น ๆ

ความรุนแรงของโรค

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนจะทำให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น เดลต้า ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า มีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้น แต่นี่อาจเป็นเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมที่เพิ่มขึ้น มากกว่าเกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนโดยตรง

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่า อาการที่เกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนนั้นแตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ มีรายงานการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนครั้งแรก ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มคนอายุน้อยที่มีแนวโน้มจะมีอาการเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์เพื่อทำความเข้าใจถึงความรุนแรงของสายพันธุ์โอไมครอน ไวรัสโควิด 19 ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตาที่แพร่หลายไปทั่วโลกในขณะนี้ สามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นกุญแจสำคัญเสมอ

ประสิทธิผลของการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ก่อนหน้านี้

หลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำโดยสายพันธุ์โอไมครอนมีมากขึ้น (กล่าวคือ ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด 19 อาจติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์โอไมครอนได้ง่ายขึ้น) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่น่ากังวลสายพันธุ์อื่น แต่ขณะนี้ข้อมูลมีค่อนข้างจำกัด ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นนี้จะนำมาเผยแพร่เพิ่มอีกในไม่ช้า

ประสิทธิผลของวัคซีน 

องค์การอนามัยโลกและองค์กรภาคีกำลังทำงานร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ต่อมาตรการการรับมือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงวัคซีน วัคซีนยังคงมีความสำคัญในการลดการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากสายพันธุ์ที่มีอยู่ตอนนี้ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์เดลตา วัคซีนที่มีอยู่ตอนนี้ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

ประสิทธิผลของการตรวจทางห้องปฏิบัติการในปัจจุบัน 

การตรวจโควิดแบบวิธีมาตรฐาน RT-PCR ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายยังคงตรวจหาการติดเชื้อได้ ทั้งการติดเชื้อจากสายพันธุ์โอไมครอนและสายพันธุ์อื่น ๆ กำลังมีการศึกษาว่าสายพันธุ์โอไมครอนมีผลอย่างไรต่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการประเภทอื่น ๆ เช่น ชุดตรวจโควิด 19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test)

ประสิทธิผลของการรักษาในปัจจุบัน 

Corticosteroids และ IL6 Receptor Blockers จะยังคงมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในส่วนต่าง ๆ ของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน การรักษาแบบอื่น ๆ จะได้รับการประเมินเพื่อดูว่ายังคงมีประสิทธิภาพเท่าเดิมหรือไม่

งานวิจัยที่มีอยู่ตอนนี้

ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกกำลังประสานงานกับนักวิจัยจำนวนมากทั่วโลกเพื่อทำความเข้าใจกับการติดเชื้อโควิด19 สายพันธุ์โอไมครอนให้ดีขึ้น มีการศึกษาที่เริ่มไปแล้ว และกำลังจะเริ่มเพื่อประเมินความสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค (รวมถึงอาการ) ประสิทธิผลของวัคซีน การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาการติดเชื้อ และประสิทธิผลของการรักษา

องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาลผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลทางคลินิกโรคโควิด 19 ขององค์การอนามัยโลกเพื่อจะได้ข้อสรุปข้อมูลทางคลินิกและผลลัพธ์ของการรักษาโดยเร็ว

ข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งคณะที่ปรึกษาฯ ขององค์การอนามัยโลก จะติดตามและประเมินข้อมูลเหล่านี้ เพื่อประเมินว่าสายพันธุ์โอไมครอน เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไวรัสอย่างไร

ข้อแนะนำเพื่อการดำเนินการในระดับประเทศ

เนื่องจาก สายพันธุ์โอไมครอน ถูกกำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลจึงมีการดำเนินการหลายอย่างที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังและการถอดรหัสพันธุกรรม และ  การแบ่งปันข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วย บนฐานข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น GISAID รายงานการติดเชื้อครั้งแรกในผู้ป่วยหรือแบบกลุ่มก้อนต่อองค์การอนามัยโลก การสอบสวนโรคภาคสนามและการประเมินผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้เข้าใจดีขึ้นว่า สายพันธุ์โอไมครอน มีลักษณะการแพร่เชื้อหรือลักษณะเฉพาะของโรคแตกต่างกันหรือไม่ หรือมีผลกระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีน การรักษา การตรวจวินิจฉัย หรือมาตรการด้านสาธารณสุขและสังคม รายละเอียดเพิ่มเติมในประกาศเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน

ประเทศต่าง ๆ ควรคงมาตรการด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพต่อไปเพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยรวม โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงและแนวทางทางวิทยาศาสตร์ ควรเพิ่มขีดความสามารถด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่งคือการตอบสนองต่อความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด19 เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเสี่ยงในทุกแห่ง ทุกที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้สูงอายุ ได้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 และ เข็มที่ 2 ควบคู่ไปกับการเข้าถึงการรักษาและการตรวจวินิจฉัยที่เท่าเทียมกัน

ข้อแนะนำระดับบุคคล 

สิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่บุคคลสามารถทำได้เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด 19 คือการรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรจากผู้อื่น สวมหน้ากากให้ถูกต้องและเหมาะสม เปิดหน้าต่างเพื่อให้เกิดการระบายอากาศ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดีหรือมีผู้คนพลุกพล่าน ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ไอหรือจามใส่ข้อข้อพับแขนด้านในหรือกระดาษทิชชู และรับการฉีดวัคซีนเมื่อถึงคิวของตนเอง

องค์การอนามัยโลก จะปรับปรุงข้อมูลเมื่อมีข้อมูลใหม่ ตลอดจนการประชุมของคณะที่ปรึกษาฯ ครั้งถัดไป และเผยแพร่ข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมขององค์การอนามัยโลกต่อไป

อ้างอิง : https://www.who.int/…/detail/29-11-2021-Update-on-Omicron

4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668863

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 08:08 น.4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว“ทำงานให้สุด แล้วหยุดที่ ICU” วลีคุ้นหูที่ฟังดูติดตลก แต่ถ้าคิดตามแบบในชีวิตจริงคงเป็นสิ่งที่ตามหลอนคนทำงานอย่างเราๆ และเพื่อไม่ให้รู้ตัวเมื่อสาย เราได้รวบรวม 4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัวมาให้เพื่อเช็กอาการเบื้องต้นกันไว้เลย

  • ถ้าใช้ข้อม้อมือหนัก ๆ จนเกิดอาการชา หรือปวดที่นิ้วมือและฝ่ามือ ลามไปจนถึงไหล่ บางครั้งกำมือได้ไม่แน่น อาจจะหมายความว่าคุณเริ่มมีอาการ โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
  • ถ้าจ้องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีจอต่าง ๆ นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน จนมีอาการตาล้า ตาแห้ง สู้แสงไม่ได้จนเกิดอาการปวดหัว อาจเป็นอาการของ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม
  • โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาจจะเกิดขึ้นกับคนทำงานที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ จนเกิดอาการปวดคอ แล้วเริ่มลุกลามไปที่บ่า หลัง จนถึงแขน
  • โรคสำหรับคนทำงานอาจไม่ได้แสดงออกทางร่างกายอย่างเดียว โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน จะทำให้มีความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง  

รู้หรือไม่? โดยปกติคนทำงานทั่วไปใช้เวลาวันละ 8 -10 ชั่วโมงอยู่ในออฟฟิศ

ใน 1 เดือน เท่ากับใช้เวลาในที่ทำงานประมาณ 200 ชั่วโมง

ใน 1 ปี เท่ากับเราใช้เวลาหมดไปกับการทำงานมากถึง 2,400 ชั่วโมง

นี่ยังไม่นับว่าบางคนหิ้วงานกลับไปทำที่บ้านด้วยอีก เรียกได้ว่าเรานั้นใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดกับการไปทำงาน ซึ่งพฤติกรรมการทำงานแบบหักโหมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ  ทั้งโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย หรือแม้แต่โรคทางจิตใจด้วย และด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง อีกทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การรับประทานอาหาร และการนอนพักผ่อนไม่เป็นเวลาเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายต้องแบกรับภาวะความตึงเครียดเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว จึงมีโรคที่มักเกิดกับคนทำงานมาฝาก และอยากให้ลองสังเกตอาการต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นกับตัวเองหรือยัง

โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome – CTS): สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ที่ต้องใช้มือในการทำงาน มักจะมีโรคที่เกิดจากการใช้มือสัมผัสในการทำงาน 

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือคนที่ใช้ข้อมือหนัก

จุดสังเกต: มักจะมีอาการชา หรือปวดที่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ลามไปถึงหัวไหล่ โดยอาการมักจะเกิดตอนที่ใช้ข้อมือหนัก ๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ไม่สามารถกำมือได้แน่น

สาเหตุ: การใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ มีการใช้ข้อมือหนัก ๆ เช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือตอนควบคุมเมาส์โดยข้อมือมีการเสียดสีกับพื้นโต๊ะตลอดเวลา

การป้องกันและการรักษา: หากอาการยังไม่รุนแรง เบื้องต้นให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือ ลองหาอุปกรณ์มารองรับ หรือทำการประคบร้อน กดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท การยืดเส้นประสาท แต่หากเริ่มมีอาการหนักขึ้นอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome – CVS): มักเกิดกับคนทำงานผ่านหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งการทำงานที่ต้องใช้ตามองสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานาน มักจะทำให้เกิดปัญหาตามมา

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง

จุดสังเกต: ดวงตาล้า ดวงตาแห้ง รู้สึกแสบตา และดวงตาไม่สามารถสู้แสงได้ รวมถึงดวงตาไม่สามารถโฟกัสได้ ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว ปวดคอ และบ่ารวมด้วย

สาเหตุ: การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแสงสว่างบนหน้าจอมากเกินไป การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ชิดและเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีการพักสายตา รวมถึงการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสมกับระดับสายตา

การป้องกันและการรักษา: ควรจะพักสายตาบ่อย ๆ และหมั่นกระพริบสายตา อีกทั้งปรับความสว่างของแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และระดับหน้าจอให้เหมาะสมกับระดับสายตา คือศูนย์กลางหน้าจอควรต่ำกว่าระดับสายตา 4-5 นิ้ว หรือ 15 – 20 องศา และควรวางห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว  ทั้งนี้หากยังมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม: การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานของเหล่าคนทำงาน มักจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับคอและหลัง โดยโรคนี้คนทำงานออฟฟิศมักจะเป็นกัน

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือคนที่มีพฤติกรรมชอบบิดคอ หมุนคอ

จุดสังเกต: ปวดบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมกันจนทำให้อาการหนักขึ้นคือลามไปกดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดลามไปถึงแขน เริ่มมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหากไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดกระบอกตา และรู้สึกบ้านหมุน

สาเหตุ: มีพฤติกรรมการใช้คอและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ผิดลักษณะ เช่น การบิดคอ การนั่งก้มหน้าทำงานเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

การป้องกันและการรักษา: หากต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหมั่นยืดกล้ามเนื้อบ่อย ๆ ไม่ควรโน้มศีรษะอ่านหนังสือเป็นเวลานานเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตา ในกลุ่มคนที่อาการยังไม่รุนแรงสามารถรักษาด้วยการรับประทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Nucleoplasty) 

โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน (Attention Deficit Trait – ADT): การทำงานที่ต้องใช้สมองในการคิดงานอยู่เกือบตลอดเวลา อาจทำเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจและสมอง 

กลุ่มที่ต้องระวัง: ทุกคน

จุดสังเกต: ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้นาน ความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง รวมถึงมีอาการเครียด กังวล และคิดถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แสดงออก

สาเหตุ: สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้น วุ่นวาย ต้องรับผิดชอบงาน ภาวะกดดัน เครียด ประกอบกับชีวิตที่เร่งรีบต้องทำทุกอย่างเพื่อแข่งกับเวลา

การป้องกันและการรักษา: พักผ่อน หรือหาวิธีผ่อนคลาย อาจเปลี่ยนอิริยาบถหากรู้สึกว่าทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงพยายามจัดลำดับความสำคัญ แบ่งเวลาให้กับการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากรู้สึกไม่ดีขึ้นให้ไปลองพูดคุยและปรึกษาจิตแพทย์

การขยันทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่การดูแลรักษาสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน อย่าทำงานบนความเคยชิน และละเลยต่ออาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะหากเรามองเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่อาจตามมาคือความเสื่อมถอยของร่างกายและจิตใจ นำไปสู่โรคต่าง ๆ ที่อาจจะต้องเสียเงิน และเสียเวลาในการรักษา ดังนั้นลองให้เวลาตัวเองสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่าร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณเตือนอะไรมาให้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

ขอบคุณ jobthai.com / freepik.com

แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668859

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย อธิบายภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19

จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นได้ว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะกระตุ้นทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางรายเกิดอาการของโรคผมร่วงเป็นหย่อม ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ผู้ป่วยมีอาการผมร่วง เป็นหย่อม ๆที่ศีรษะ โดยอาจจะมีขนร่วงที่บริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น คิ้ว หนวด จอนหรือขนตามร่างกาย ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการผมร่วงทั่วศีรษะหรือขนตามร่างกายร่วงจนหมด

โดยทั่วไปโรคผมร่วงเป็นหย่อมนี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการศึกษาเชื่อว่าเกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านตนเอง ร่วมกับมีการเสียการควบคุมของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจมีปัจจัยทางกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง โดยร่างกายอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยบางอย่าง เช่น ความเครียดทั้งจากภาวะการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารสื่อประสาทที่บริเวณต่อมผม จึงทำให้การสร้างผมผิดปกติและวงจรชีวิตของผมเปลี่ยนจากระยะเจริญเติบโตเป็นระยะหลุดร่วงเร็วขึ้น

พญ.ชินมนัส เลขวัต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องรอผลการศึกษามากกว่านี้ ในเรื่องอุบัติการณ์การเกิด หลังจากการฉีดวัคซีนเนื่องจากวัคซีน ใช้กระบวนการที่เลียนแบบการสร้างภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโควิด-19 ดังนั้นอาจมีการกระตุ้นการเกิดภูมิคุ้มกันต้านตนเองและเกิดปฏิกิริยาอักเสบที่บริเวณต่อมผม ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมได้ ซึ่งในปัจจุบันพบรายงานการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม ที่กลับมาเป็นซ้ำหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นไปได้ที่โรคผมร่วงเป็นหย่อมจะเกิดขึ้นใหม่หรือในผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นมากอยู่แล้วจะเกิดมีอาการมากขึ้นหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หลังจากมีการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวมากพอที่จะสรุปผลได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นน้อยไม่พบว่ามีอาการมากขึ้น ภายหลังการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังพบว่าโรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจเกิดภายหลังการฉีดวัคซีนอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น วัคซีนงูสวัด, วัคซีนไวรัส ตับอักเสบบีและวัคซีนโรคไข้สมองอักเสบเจอี โดยจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคผมร่วงเป็นหย่อมร่วมด้วย เช่น ปัจจัยทางกรรมพันธุ์, ความเครียด, การเจ็บป่วย, โรคภูมิแพ้, โรคไทรอยด์, โรคลูปัส, ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก, ภาวะการขาดวิตามินดี

ซึ่งการดูแลและรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนหรือหลังการติดเชื้อโควิด-19 ควรจะรักษาตามมาตรฐานของการรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม โดยการรักษาขึ้นกับขนาดพื้นที่ของผมร่วงที่ศีรษะ ในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย มีผมร่วงเป็นหย่อมเพียงเล็กน้อย อาการผมร่วงอาจหายได้เองหรือไปรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง ด้วยการทายาสเตียรอยด์หรือฉีดยาสเตียรอยด์ที่ศีรษะร่วมกับการทายาไมน็อกซิดิล (Topical minoxidil) 2-5% วันละ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นผมให้ขึ้นใหม่ สำหรับในผู้ป่วยที่มีอาการมาก มีผมร่วงทั่วศีรษะหรือมีขนตามร่างกายร่วงด้วย ควรจะพบแพทย์เพื่อพิจารณาหาวิธีการรักษา เช่น การรักษาด้วยยาทาไดฟีนิลไซโคล, โพรพีโนนหรือ ยาทาดีพีซีพี หรือยาชนิดอื่น ๆ ตามที่แพทย์เฉพาะทางพิจารณา นอกจากนี้การรับประทานเหล็กและวิตามิน เช่น สังกะสี (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) ยังไม่มีหลักฐานทางการศึกษาชัดเจนว่าจะมีส่วนช่วยรักษาในผู้ป่วยที่ไม่ได้มีภาวะขาดเหล็กหรือวิตามิน

ด้าน รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบมากมายให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตที่ย่ำแย่จากการวิตกกังวลและความเครียดที่มีมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียตามมากับการใช้ชีวิตประจำวันของคนในสังคม โรคผมร่วงเป็นหย่อมเป็นอีกโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด การพักผ่อนน้อย การไม่สบายอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น ภาวะโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองอื่น ๆ อาทิ โรคเอสแอลอี (SLE), โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวของคนไข้มาทำลายรากผม ทำให้ผมหลุดร่วงเป็นหย่อม อาจจะเริ่มจากหย่อมเดียว ( Alopecia areata) กระจายหลาย ๆ หย่อม (Multiple alopecia areata) ผมร่วงทั้งศีรษะ(Alopecia totalis) หรือมีขนตามร่างกายร่วงทั้งหมด (Alopecia Universalis) สาเหตุของการเกิดโรคเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งเดิมมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ กลับมาทำลายเซลรากผมของคนไข้เอง

โรคผมร่วงเป็นหย่อม สามารถเกิดได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โอกาสพบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ของจำนวนประชากร ซึ่งการวินิจฉัย ตามปกติโรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากอาการแสดงทางคลินิก คือ มีผมร่วงเป็นหย่อม ลักษณะของผมร่วงเป็นผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (Non-scarring alopecia) อาจมีหย่อมเดียว หลายหย่อม ทั่วทั้งศีรษะหรือมีขนคิ้ว ขนตา ขนรักแร้ ขนตามตัวต่าง ๆ ร่วงด้วยก็ได้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วย โดยการดำเนินโรคส่วนหนึ่งสามารถหายขาดได้ ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื้อรังและอีกส่วนหนึ่งจะไม่หายถึงแม้ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว

ผลวิจัยชี้ชัด ‘ออกกำลังกาย’ มีดีกว่าแค่ ‘ลดน้ำหนัก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668810

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 13:05 น.ผลวิจัยชี้ชัด 'ออกกำลังกาย' มีดีกว่าแค่ 'ลดน้ำหนัก'รู้หรือไม่? “ออกกำลังกาย” มีดีกว่าแค่การ “ลดน้ำหนัก” ช่วยเพิ่มความฟิตพร้อมพิชิตโรค ผลวิจัยชี้ชัดลดความเสี่ยงให้คนอ้วน ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีมีชีวิตยืนยาว

รู้ว่าดี..แต่ลุกขึ้นมาทำกี่ทีก็แพ้ งานนี้คนที่อยากหันมาโฟกัสเรื่องสุขภาพให้มากขึ้นต้องรู้ เมื่อการออกกำลังกายมีคุณประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง บางคนเป้าหมายของการออกกำลังกายคือต้องการมี “น้ำหนักที่ลดลง” แต่ในความจริงแล้ว น้ำหนักที่ลดลงและหุ่นที่สวยงามถือว่าเป็นของแถม เพราะสิ่งที่จะได้เต็มๆ นั้นคือสุขภาพที่ดีรอบด้าน ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย ระบุถ้าเป้าหมายคือ “ผอมลง” หรือ “น้ำหนักลง” ในตอนเริ่มต้นของการออกกำลังกายอาจท้อ เพราะน้ำหนักมักลดลงไม่มาก เหตุผลมาจากเมื่อออกกำลังกาย ปริมาณไขมันซึ่งมีน้ำหนักเบาจะลดลง แต่สิ่งที่ได้มาคือกล้ามเนื้อซึ่งมีน้ำหนักที่มากกว่าไขมัน ซึ่งในความเป็นจริงนั่นคือเรื่องที่ดี เพราะกล้ามเนื้อนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้อช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยให้ร่างกายตอบสนองไวต่ออินซูลิน ช่วยเรื่องความแข็งแรงต่อร่างกายที่ถึงแม้ว่าตัวเลขน้ำหนักบนเครื่องชั่งจะลดลงไม่มาก แต่หากเทียบกับมวลกล้ามเนื้อที่ได้มา ได้ระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น คลอเคสเตอรอลที่ลดลง นับว่าเป็นเรื่องที่ดียิ่งกว่า และหากต้องการมีอายุยืนยาว มีสุขภาพที่ดีใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสนุกกับไลฟ์สไตล์ตามที่ต้องการ “การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง” มีความสำคัญมากกว่า “การลดน้ำหนัก” ซึ่งทุกคนสามารถสร้างสุขภาพที่ดีได้ทุกเมื่อ หากมีความกระตือรือร้นเพียงพอ

ผลวิจัยชี้ชัดคนอ้วนลดความเสี่ยงจากโรคได้ด้วย “การออกกำลังกาย”  

แต่ถ้ามีเป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดี ไม่อยากมีโรครุมเร้า ผลวิจัยนี้สนับสนุนชัดว่า การออกกำลังกายมีผลดีแน่นอน โดย Dr. Glenn Gaesser ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนาในฟีนิกซ์ เชี่ยวชาญเรื่องความไม่เพียงพอของการออกกำลังกาย ได้ศึกษาผลกระทบของการออกกำลังกายเพื่อผลต่อการดูแลองค์ประกอบร่างกายและการเผาผลาญอาหารมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเน้นเฉพาะผู้ที่เป็นโรคอ้วน ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่เน้นย้ำถึงความไร้ประโยชน์ของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก พบว่าสภาวะปัญหาสุขภาพที่สำคัญ รวมทั้งความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี หรือการดื้อต่ออินซูลิน ดีขึ้นอย่างมากหลังจากเริ่มออกกำลังกาย ไม่ว่าพวกเขาจะลดน้ำหนักหรือไม่ก็ตาม

Dr. Gaesser จึงเริ่มสงสัยว่า ความฟิตอาจทำให้ผู้ที่มีน้ำหนักเกินสามารถมีสุขภาพการเผาผลาญที่ดี ไม่ว่าตัวเลขมวลกายจะเป็นอย่างไร

ผลศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ใน iScience ของเดือนล่าสุด โดย Dr. Gaesser และเพื่อนร่วมทีม Siddhartha Angadi ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาและการเคลื่อนไหวร่างกาย มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียในชาร์ลอตส์วิลล์ ได้เริ่มสำรวจฐานข้อมูลการวิจัยสำหรับการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการอดอาหาร การออกกำลังกาย ฟิตเนส, เผาผลาญสุขภาพและอายุยืน มีความเกี่ยวข้องกับผู้ชายและผู้หญิงจำนวนหลายหมื่นคนที่ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วน พบว่าการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถนะของร่างกาย มีประโยชน์ต่อร่างกายในระดับสูงกว่าการลดน้ำหนัก  

ช่วยลดเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรให้คนอ้วนได้มากถึง 30%

ผลศึกษาแสดงให้เห็นว่า คนอ้วนที่เริ่มออกกำลังกายและปรับปรุงสมรรถภาพของตนเอง สามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 30% หรือมากกว่านั้น แม้ว่าน้ำหนักจะไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ แต่ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่คนอ้วนลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหาร (ไม่ใช่จากการป่วย)  ความเสี่ยงเสียชีวิตในวัยหนุ่มสาวในทางสถิติจะลดลงประมาณ 16% โดยงานวิจัยบางชิ้นพบว่า “การลดน้ำหนักในกลุ่มคนอ้วน ไม่ได้ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเลย”

นอกจากนี้ คนที่หวังลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร จะทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ซึ่งก็คือระบบการเผาผลาญแย่ลง ส่งผลให้น้ำหนักดีดกลับขึ้นมาสูงกว่าเดิมหากกลับไปทานอาหารตามปกติ และจะมีผลเสียต่าง ๆ ที่ตามมา เช่น โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และมีชีวิตที่สั้นลง แต่ในทางกลับกัน การออกกำลังกายจะทำให้ไขมันในอวัยวะภายในบางส่วนลดลงแม้น้ำหนักโดยรวมจะลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบการทำงานภายในดีขึ้นด้วย

หลักการทบทวนใหม่ของงานวิจัย จึงสรุปได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี แต่สุขภาพจะดีขึ้นและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจะลดลงได้ ด้วยการเพิ่มกิจกรรมทางกายและความฟิต  

และจากการสำรวจข้อมูลในประเทศไทย พบว่า “โรคอ้วน” เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน โดยช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวนมาก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยประมาณ 19.3 ล้านคน คิดเป็น 34.1% ที่มีภาวะ “อ้วน” และมีคนไทยที่รอบเอวเกิน อ้วนลงพุงกว่า 20.8 ล้านคน คิดเป็น 37.5% ขณะที่ทั่วโลกมีคนเป็นโรคอ้วน จำนวนกว่า 800 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย ดังนั้น การเพิ่มกิจกรรมทางกายจึงเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่พลาดไม่ได้ เพื่อเพิ่มความฟิต ช่วยพิชิตโรค ทำให้มีอายุยืนยาว 

แพทย์แนะวิธีคัดกรองมะเร็งปอด เพิ่มโอกาสรอด ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668530

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 12:03 น.แพทย์แนะวิธีคัดกรองมะเร็งปอด เพิ่มโอกาสรอด ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำตรวจก่อน พบไว รู้ทันภัยมะเร็งปอด : เดือนมะเร็งปอดโลกแพทย์แนะวิธีคัดกรองมะเร็งปอด หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะต้น ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี นับเป็นเดือนมะเร็งปอดโลก ที่ทั่วโลกร่วมตระหนักถึงภัยของมะเร็งปอด โรคร้ายที่จัดเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขอันดับต้น ๆ ของโลกและประเทศไทย เนื่องจากมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการในระยะต้น จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ตรวจพบในระยะแพร่กระจายหรือลุกลามไปตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายแล้ว สถิติเผยว่า ผู้ป่วยในระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้ายมีไม่ถึง 5% เท่านั้นที่มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการเข้ารับการรักษามะเร็งปอดอย่างทันท่วงที คณะทำงานมะเร็งปอดเพื่อคนไทย (TLCG) ภายใต้มะเร็งวิทยาสมาคม ร่วมกับ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้จัดงาน “ตรวจก่อน พบไว รู้ทันภัยมะเร็งปอด” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเปิดงาน และยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่านที่มาร่วมกันเสวนา แบ่งปันมุมมอง และประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการป้องกัน การวินิจฉัย และการรักษามะเร็งปอดให้แก่ประชาชาชนทั่วไป เนื่องจากการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมกับระยะของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะต้น มีส่วนช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดีและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ นอกจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งปอดยังได้เรียนรู้แนวทางการดูแลตัวเอง ในช่วงโควิด-19 อีกด้วย

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ข้อมูลจาก Global cancer Observatory ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2563 โรคมะเร็งปอดมีอุบัติการณ์และอัตราการตายสูงสุดเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ในประเทศไทย โดบพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่สูงถึง 23,717 ราย หรือคิดเป็น 65 รายต่อวันโดยเฉลี่ย อีกทั้ง ประชาชนไทยอีกกว่า 20,395 ราย หรือคิดเป็น 56 รายต่อวันโดยเฉลี่ยเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด ซึ่งสถานการณ์ความรุนแรงของโรคนี้ยังมีเเนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ริเริ่มนโยบาย ‘มะเร็งรักษาได้ทุกที่’ หรือ Cancer Anywhere ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เพื่อคลายความกังวลด้านระยะเวลาการรอคอยและอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยมะเร็ง แต่ความท้าทายหลักของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด คือ สัดส่วนการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะต้นยังคงน้อยอยู่ ดังนั้น ความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด ได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่ระยะต้นมากยิ่งขึ้น

พ.ท.ผศ. นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ระยะของมะเร็งปอดที่เข้ารับการรักษามีผลโดยตรงต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย โดย พ.ท.ผศ. นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวถึงการคัดกรองมะเร็งปอดและการสังเกตอาการเบื้องต้นว่า “หากเจอมะเร็งปอดในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 5% เท่านั้น ระยะที่ 3 หรือระยะลุกลามเฉพาะที่ ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 30% แต่ถ้าเราเจอมะเร็งปอดระยะ 1 หรือ 2 ก็คือระยะต้น ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 5 ปี สูงเกือบ 60% อย่างไรก็ตามประเทศไทยตรวจพบมะเร็งปอดระยะต้นเพียงแค่ 30% เท่านั้น ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป พบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นสูงถึง 52-54% เนื่องจากในสหรัฐอเมริกามีแนวปฏิบัติของ National Comprehensive Cancer Network (NCCN) และในยุโรปเองมีแนวปฏิบัติของ European Society of Medical Oncology (ESMO) ซึ่งแต่ละมาตรการล้วนแนะนำไปในทางเดียวกัน ว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (Low dose CT scan) ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง มีโอกาสที่จะตรวจพบมะเร็งปอดระยะต้นได้มากขึ้น”

ผู้ที่มีสุขภาพดีแต่มีแนวโน้มว่าอาจเกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 – 80 ปี ผู้ที่สูบบุหรี่จัดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น สูบบุหรี่มากกว่า 30 ซองต่อปี หรือเคยสูบบุหรี่นานกว่า 15 ปี ผู้ที่ประกอบอาชีพในสภาพแวดล้อมที่มีสารพิษ เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมรถยนต์ โรงงานผลิตฉนวนกันความร้อน มีโอกาสที่จะสูดดมแร่ใยหินหรือสารแอสเบสตอส (asbestos) นิเกิล โครเมียม เข้าไปเป็นเวลานาน วินมอเตอร์ไซด์ พนักงานกวาดถนน พนักงานในศาลเจ้าซึ่งสูดดมควันธูปเป็นประจำ เป็นต้น ผู้ที่มีประวัติโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือมะเร็งปอด ซึ่งอาจมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ที่ผิดปกติภายในร่างกายของแต่ละคนก็ส่งผลให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน ดังนั้น การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ลดปริมาณการสูบบุหรี่หรือเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่สูบหรี่ การสวมใส่หน้ากากชนิดที่กันฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น ก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปอดลงได้

พญ.ธนิศา ทองใบ สาขารังสิวินิจฉัยระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พญ.ธนิศา ทองใบ สาขารังสิวินิจฉัยระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปรียบเทียบวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบต่างๆ ว่ามีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันไป  “การเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Chest x-ray ซึ่งมักรวมอยู่ในรายการตรวจสุขภาพประจำปี ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะคัดกรองเซลล์มะเร็งปอดในระยะต้นที่มีขนาดเล็ก ส่วน CT scan  ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่ามาก เป็นวิธีที่ต้องรอคิวนาน บุคลากรด้านรังสีแพทย์ยังมีอยู่จำกัด และผู้เข้าตรวจได้รับรังสีในปริมาณสูง ดังนั้น วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในปัจจุบันที่มีมาตรฐานและมีความแม่นยำกว่าการเอกซเรย์ทรวงอกถึง 6 เท่า คือการตรวจเอกเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (low dose CT scan) ซึ่งช่วยให้พบมะเร็งปอดได้รวดเร็วตั้งแต่ระยะต้น จึงทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดลงได้ 20%”

ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามการแสดงอาการ ได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีอาการเลย ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเจอว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกาย ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีอาการเล็กน้อย เช่น ไอต่อเนื่องเป็นเวลานาน รับประทานยาแก้ไอแล้วแต่ไม่หาย ดังนั้น พยาธิแพทย์จึงจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อปอดเพื่อนำไปวิเคราะห์แปลผลว่าเป็นมะเร็งปอดหรือไม่ เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งปอด เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาวิชาจะร่วมกันวางแผนแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับระยะของโรค ขนาดและตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง และความพร้อมทางร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดก่อนหรือหลังการผ่าตัด และรังสีรักษา

นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ด้านการรักษามะเร็งปอดด้วยวิธีการผ่าตัด นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “หากแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นผ่าตัดได้ เทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัดใหญ่แบบเปิดช่องอก โดยแพทย์จะผ่าก้อนเนื้อออกไป ผ่าตัดปอดบางกลีบ หรือผ่าปอดออกทั้งข้าง วิธีนี้มีข้อจำกัดก็คือ แผลค่อนข้างใหญ่และผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นนาน ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งแผลมีขนาดเล็กและใช้เวลาพักฟื้นสั้น ทั้งนี้ การรักษามะเร็งปอดระยะต้นด้วยวิธีการผ่าตัดทั้งสองเทคนิคช่วยเพิ่มโอกาสหายขาดให้กับผู้ป่วยได้มาก”

ในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นบางราย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย โดย พ.ท. ผศ. นพ.ไนยรัฐ กล่าวเสริมว่า “การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นมีทั้งให้ก่อนและหลังการผ่าตัด ดังนี้ การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนขนาดค่อนข้างใหญ่ ยาเคมีบำบัดจะทำหน้าที่ช่วยลดขนาดก้อนก่อน เพื่อให้การผ่าตัดทำได้ง่ายขึ้น ส่วนการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด กลไกการทำงานของยาจะเข้าไปกำจัดเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่อาจหลุดเข้าสู่กระแสเลือด และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ช่วยให้ผู้ป่วยคงระยะปลอดโรคไว้ได้นานที่สุด ระยะเวลาในการให้ยาเคมีบำบัดอยู่ที่ 4-6 ครั้ง ทุก 3 สัปดาห์”

ผศ.พญ.ดนิตา กานต์นฤนิมิต รังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ รังสีรักษายังเป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษามะเร็งปอดระยะต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยผ่าตัดไม่ได้ ผศ.พญ.ดนิตา กานต์นฤนิมิต รังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลว่า “แพทย์จะใช้เครื่องฉายแสงส่งผ่านรังสีออกมา รังสีเป็นคลื่นพลังงานสูง แต่ไม่มีคลื่นความร้อน ดังนั้น ผู้ป่วยจึงไม่ต้องกังวล รังสีสามารถทะลุทะลวงเข้าไปในก้อนหรือเซลล์มะเร็งและตรงเข้าทำลายสารพันธุกรรม (DNA) ส่งผลให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวต่อได้และตายในที่สุด ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือรังสีจะพุ่งเป้าไปที่รอยโรคได้อย่างแม่นยำ เกิดผลข้างเคียงน้อย และใช้เวลารักษาไม่นาน โดยทั่วไปใช้แพทย์จะฉายรังสีประมาณ 3-10 ครั้ง ใน 1-2 สัปดาห์ ให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีมาก พบว่าในช่วง 5 ปี ผู้ป่วยกว่า 90% ไม่พบการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ”

มะเร็งปอดถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกว่าเป็นมะเร็งปอดนั้น กว่าร้อยละ 70 มักจะตรวจพบในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจายแล้ว ดังนั้น การสร้างตระหนักและป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มการเกิดมะเร็งปอดควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพราะการเข้าถึงการรักษาตั้งแต่ระยะต้นมีโอกาสสูงที่ผลลัพธ์การรักษาจะเป็นไปในทางที่น่าพึงพอใจ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดได้ที่ช่องทางต่างๆ ดังนี้ LungAndMe: เฟซบุ๊ก LungAndMe, ยูทูป LungAndMe, LINE Official @LungAndMe, เว็บไซต์ www.LungAndMe.com และคลับเฮาส์ @LungAndMe กลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งปอดและผู้ดูแล: พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องมะเร็งปอดได้ในเฟซบุ๊กกลุ่ม ห้องนั่งเล่นพูดคุยเรื่องมะเร็งปอด (สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลเท่านั้น) มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง: เฟซบุ๊ก Thai Cancer Society, เว็ปไซต์ www.thaicancersocitey.com และมะเร็งสมาคมวิทยา: เว็บไซต์ http://www.thethaicancer.com/index.html

ภาวะข้อไหล่ติด ทำชีวิตต้องติดขัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668299

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 19:33 น.ภาวะข้อไหล่ติด ทำชีวิตต้องติดขัด“ข้อไหล่ติด ทำชีวิตติดขัด” ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เผย 3 ระยะอาการภาวะข้อไหล่ติด หนึ่งในสาเหตุทำชีวิต “ติดขัด” สามารถรักษาให้หายได้ พร้อมแนะวิธีสังเกต รู้เร็วหายเร็ว!!

ข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) เป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่เกิดได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบบ่อยในวัยสูงอายุ โดยเป็นภาวะที่ทำให้มีอาการปวดไหล่ ไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ปกติดังเดิม มีอาการติดขัด หากปล่อยไว้นานอาจไม่สามารถขยับข้อไหล่ได้ และอาจพัฒนากลายเป็นหัวไหล่ติดแข็ง และขยับไม่ได้ถาวร

นพ.ประกาศิต ชนะสิทธิ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การกีฬา อธิบาย สาเหตุเกิดจากการอักเสบและการหนาตัวของเยื่อหุ้มข้อ เกิดเป็นพังผืด อาจเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น อุบัติเหตุ การบาดเจ็บจากการหันหรือเอื้อมหยิบของเร็วๆ แบบผิดท่า การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย การใช้งานข้อไหล่ซ้ำ ๆ ระยะเวลานาน อาทิการนั่งพิมพ์งาน หรือท่าทางต่างๆ การบาดเจ็บต่างๆ หรืออาจเคยเกิดอุบัติเหตุที่ข้อไหล่เส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาด ที่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อและเอ็นข้อไหล่ หรือแม้แต่ผู้มีโรคประจำตัว อาทิ เบาหวาน ไทรอยด์

อาการภาวะข้อไหล่ติด เป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะปวด อาการจะเริ่มปวด และค่อย ๆ ปวดเพิ่มขึ้น จนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวข้อไหล่ลดลง แม้เวลากลางคืนเมื่อขยับไปโดนหัวไหล่ข้างที่ปวดก็จะเกิดอาการปวดมากจนรบกวนเวลานอน ส่งผลให้การเคลื่อนไหวในร่างกายไม่เป็นปกติ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
  2. ระยะข้อติด เคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ติดขัดมากขึ้น แม้ขยับเพียงเล็กน้อย หรือแม้แต่การรับประทานอาหาร และการติดกระดุมเสื้อผ้า หรือการสวมเสื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก
  3. ระยะฟื้นตัว อาการข้อไหล่ติดจะสามารถฟื้นตัวได้เอง อาการจะค่อยๆดีขึ้น ในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี  พบว่าจะยังมีอาการข้อติดหลงเหลือ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ส่งผลให้การใช้งานไม่เหมือนปกติแต่เดิม

สังเกตอาการที่ควรรีบมาพบแพทย์

  • ปวดไหล่
  • ขยับแขนไม่ได้
  • ยกแขนไม่ขึ้น
  • นอนก็ปวด เมื่อทับแขนด้านที่ปวด
  • เอื้อมแขนหยิบของด้านหลัง ไขว้แขนไม่ได้ เอื้อมหยิบของที่สูงไม่ได้
  • ยกแขนขึ้นสวมเสื้อลำบาก
  • ปวดร้าวลงแขน
  • หิ้วของหนักลำบาก

การรักษาภาวะข้อไหล่ติดแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี

1. การให้ยาเพื่อลดปวด โดยมีทั้งรูปแบบการทานยา และการฉีดยาลดปวด

2. การทำกายภาพบำบัด ด้วยทีมกายภาพบำบัดผู้ชำนาญการ โดยต้องเข้ารับการกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ

3. การผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีส่องกล้อง Minimally Invasive Surgery โดยหากมีอาการปวดมากไม่สามารถใช้แขนดำเนินชีวิตได้ปกติ และใช้การรักษาวิธีข้างต้นไม่ได้ผล การผ่าตัดแบบแผลเล็กช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อีกครั้ง โดยผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้แขน และเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ปกติ โดยแพทย์จะใช้การส่องกล้องข้อไหล่ โดยเจาะรูที่ข้อไหล่ 3-4 รู ขนาดของรูละ 0.5 – 1 ซม. เพื่อใส่เครื่องมือการส่องกล้องเข้าไปโดยกล้องจะถ่ายภาพภายในข้อไหล่โชว์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และทำการผ่าตัด ซ่อมแซม ตกแต่งเยื่อหุ้มข้อด้วยเทคนิคแบบแผลเล็กเจ็บน้อย ช่วยลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อ และเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวเร็วได้กว่าการผ่าตัดแบบเปิด

ภาวะข้อไหล่ติดสามารถรักษาได้หากรีบเข้ามาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยยิ่งเกิดกับผู้สูงอายุด้วยแล้ว ลูกหลานอาจควรช่วยสังเกตอาการและรีบพามาพบแพทย์ เพราะส่วนใหญ่จะปล่อยให้เรื้อรัง โดยเมื่อเป็นมากแล้วถึงยอมมาพบแพทย์ หากมาพบแพทย์เร็วก็จะยิ่งส่งผลให้ลดการเจ็บปวด การบอบช้ำของกล้ามเนื้อโดยรอบที่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะข้อไหล่ติด และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น โดยชีวิตไม่ติดขัดจากข้อไหล่ติดอีกต่อไป

5 เคล็ดลับ ‘ดับหิว’ ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668290

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.5 เคล็ดลับ 'ดับหิว' ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง!!คนอยากผอมต้องรู้!! How to ควบคุมความหิว ด้วย 5 เคล็ดลับที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้อยู่หมัด

การควบคุมความหิวอาจเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเมื่อคุณกำลังลดน้ำหนัก คนส่วนใหญ่บ่นเรื่องการควบคุมความหิวมากกว่าเรื่องอื่น บางคนอาจจะบ่นเกี่ยวกับการนับแคลอรี หรือการจดบันทึกสิ่งที่รับประทานในแต่ละวัน บางคนอาจจะบ่นเรื่องการหาเวลาออกกำลังกาย แต่ไม่มีวันใดเลยที่ไม่มีใครบอกว่า พวกเขาไม่สามารถหยุดความอยากอาหารได้ และยังคง “หิวตลอดเวลา!”

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มีเคล็ดลับมากมายที่จะช่วยให้คนอยากสุขภาพดีควบคุมอาหารได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ขั้นแรกคือ ต้องรู้ตัวก่อนว่า คุณกำลังหิวจริงๆ หรือไม่?

 

จะรู้ได้อย่างไรว่า คุณกำลังหิวจริงๆ

ความรู้สึกหิวไม่ได้เหมือนกับ “การอยากกินอะไรซักอย่าง” มีสัญญาณที่ชัดเจนบางอย่างซึ่งช่วยให้คุณแยกแยะความหิวที่เกิดจากความเครียดหรืออารมณ์ออกจากความหิวที่แท้จริงของร่างกายได้ ก่อนอื่นให้ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้: ท้องของคุณร้องหรือไม่ ระดับพลังงานของคุณกำลังลดลงหรือไม่ และคุณมีอาการ “สมองล้า” หรือรู้สึก “ฉุนเฉียว” บ้างหรือไม่

ถ้าคุณรู้สึกว่ามีอาการใดๆ เหล่านี้ คุณอาจจำเป็นต้องเติมพลังงาน อาการเหล่านี้คืออาการทั่วไปของความหิวที่แท้จริง เมื่อคุณรู้สึกแบบนี้ ร่างกายของคุณจะตอบสนองเมื่อคุณรับประทานอะไรเข้าไปแล้ว คุณจะรู้สึกดีขึ้น ถ้าคุณกำลังกินด้วยเหตุผลอื่นนอกจากความหิว ไม่ว่าจะด้วยความเบื่อหน่าย ความโกรธ หรือความเศร้า อาหารจะไม่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น หรือหากช่วยได้ คุณก็จะรู้สึกดีได้เพียงไม่นาน ถ้าคุณกำลังประสบกับอารมณ์หรือความเครียด หรืออยากกินอาหารบางอย่างเพียงเพราะดูน่ากินหรือกลิ่นหอม คุณอาจจะไม่ได้หิวจริงๆ ในกรณีนั้น คุณต้องหาวิธีอื่นในการจัดการกับความอยากกิน

5 วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมความหิว

ซูซาน โบเวอร์แมน เน้นย้ำว่าการควบคุมความหิวมีเป้าหมายอยู่ที่การระงับความหิวที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องร้อง พลังงานต่ำ หรือความหงุดหงิดฉุนเฉียวที่มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน และเนื่องจากความหิวที่แท้จริงทำให้คุณอยากอาหาร คุณจึงต้องเรียนรู้เคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดีและหยุดความหิวนั้นลง หากเป้าหมายของคุณคือการลดน้ำหนักด้วยการจำกัดแคลอรี และนี่คือ 5 เคล็ดลับที่ดีที่สุดในการควบคุมความหิวและระงับความอยากอาหารของคุณ

· ใช้โปรตีนเป็นตัวทำลายความหิว

โปรตีนขจัดความหิวได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน ดังนั้น เราควรเพิ่มโปรตีนที่ไม่มีไขมันในอาหารแต่ละมื้อหรือในอาหารว่าง ทั้งนี้ ในความจริงแล้ว โปรตีนไม่เพียงมีผลดีในด้านระบบย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกพึงพอใจและจิตใจปลอดโปร่งอีกด้วย

· ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง

น้ำและไฟเบอร์ไม่มีแคลอรี แต่น้ำและอาหารไฟเบอร์สูงที่มีมีปริมาณเยอะจะช่วยเติมพื้นที่ในกระเพาะของคุณ ทำให้คุณอิ่มท้อง พืชผักส่วนใหญ่ (ยกเว้นพวกแป้ง อย่างมันฝรั่ง ข้าวโพด และถั่ว) มีแคลอรีน้อยมากเพราะมีน้ำและไฟเบอร์สูง ผลไม้ที่มีน้ำมากอย่างแตงโมและสับประรด และผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงอย่างเบอร์รี่ สามารถช่วยให้อิ่มท้องได้ ทั้งยังมีแคลอรีค่อนข้างต่ำ

· การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมความหิว

การออกกำลังกายสามารถระงับฮอร์โมนความหิว ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหารของคุณได้ แต่เพื่อให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ร่างกายของคุณจำเป็นต้องได้รับพลังงานอย่างเหมาะสม ในบางครั้ง ระหว่างการลดน้ำหนัก หลายคนอาจจะลดแคลอรีลงมากเกินไปจนไม่มีพลังงานในการออกกำลังกาย ดังนั้น การออกกำลังกายเพื่อระงับความหิวจึงไม่ได้ผล ผู้คนมักบอกว่า พวกเขารู้สึกว่าการออกกำลังกายทำให้หิวและทำให้กินมากขึ้น แต่บ่อยครั้ง สาเหตุเป็นเพราะพวกเขาเติมพลังงานอย่างไม่ถูกต้องในช่วงก่อนและหลังการออกกำลังกาย

· ดื่มน้ำเพื่อช่วยให้รู้สึกหิวน้อยลง

การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องมากขึ้น บางคนสับสนระหว่างความกระหายน้ำกับความหิว ดังนั้นแม้ร่างกายจะกระหายน้ำ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ลงเอยด้วยการกินแทน หากคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอ คุณก็จะรับประทานอาหารน้อยลง

· การรับประทานอาหารมื้อเล็กและบ่อย ช่วยลดความอยากอาหารของคุณ

เมื่อคุณกินอาหารมื้อเล็กๆ ทุกสองถึงสามชั่วโมง จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลของคุณคงที่ตลอดทั้งวัน นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะระดับน้ำตาลที่ลดลงจะทำให้หิวมากยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่าคุณจะคิดว่าปริมาณอาหารที่น้อยลงจะไม่เพียงพอสำหรับคุณ แต่การที่รู้ว่าจะได้รับประทานอาหารอีกครั้งในอีกสองถึงสามชั่วโมงข้างหน้ามักจะทำให้คุณจัดการกับความหิวได้ง่ายขึ้น