100 ปี ‘อินซูลิน’ : การเข้าถึงการดูแลโรคเบาหวาน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะต้องเมื่อไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667966

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.100 ปี 'อินซูลิน' : การเข้าถึงการดูแลโรคเบาหวาน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะต้องเมื่อไร?ฉลองครบรอบ 100 ปี “อินซูลิน” หลายภาคส่วนร่วมมือส่งเสริมสุขภาพ ในวันเบาหวานโลก 2564 หวังเพิ่มการเข้าถึงการรักษา – ชี้เหลื่อมล้ำรักษาและการตีตรายังเป็นปัญหาสำคัญ

เนื่องในวันเบาหวานโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF: International Diabetes Federation) ได้กำหนดให้มีการรณรงค์ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งในปีนี้มีการกำหนดหัวข้อรณรงค์เป็น Access to Diabetes Care. If not now, When?

ทางสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ จึงได้จัดงาน Together Fight Diabetes ควบคุมเบาหวานดี #ของมันต้องมี ภายใต้คอนเซ็ปต์ การเข้าถึงการดูแลโรคเบาหวาน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะต้องเมื่อไร ที่สำคัญปีนี้ยังเป็นวันครบรอบ 100 ปี “อินซูลิน” อีกด้วย ทางสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่าย อาทิ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รวมทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมมือกันดำเนินการและหารือถึงทิศทางด้านนโยบายเพื่อให้ผู้ที่เป็นเบาหวานให้ได้เข้าถึงการดูแลรักษา และดูแลตนเองได้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องการรักษาเบาหวานอย่างต่อเนื่อง การดูแลติดตามระดับน้ำตาลด้วยตนเอง สื่อการสอนเพื่อให้ความรู้ที่ใช้เพื่อการดูแลตนเอง พร้อมมุ่งผลักดันให้โรคเบาหวานซึ่งเป็นวาระด้านสุขภาพของโลกและประเทศไทยที่ต้องร่วมมือกันดูแลและป้องกัน ยกระดับการเข้าถึงการรักษาให้กับประชาชน ตลอดจนหาแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เผยว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ประมาณ 5 ล้านคน หรือเปรียบเทียบได้ว่า 1 ใน 10 คนไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป กำลังป่วยด้วยโรคเบาหวาน และมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งแสนคนต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 40% ที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ขณะที่ผู้ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษามีเพียง 54.1% หรือเพียง 2.6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 3 คน ที่สามารถบรรลุเป้าหมายในการรักษา ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในเมืองไทยมีมากถึง 200 รายต่อวัน สำหรับประเทศไทยมีอัตราความชุกของโรคเพิ่มขึ้นรวดเร็ว สาเหตุเกิดจากปัญหาโรคอ้วนและพฤติกรรมการใช้ชีวิตในเด็กวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เป็นคนวัยทำงานและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”

“ที่สำคัญในปีนี้ ยังครบรอบ 100 ปี ของการค้นพบอินซูลิน ซึ่งถือว่าเป็นตัวยารักษาโรคเบาหวานตัวแรกของโลกและเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยต่อชีวิตผู้คนได้มากมายและทำให้ผู้เป็นเบาหวานใช้ชีวิตได้อย่างมีความปกติสุข อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะค้นพบอินซูลินมา 100 ปี แต่ยังพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานอีกจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงยา อุปกรณ์ตรวจวัดน้ำตาล เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และการเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้อง หรือระบบสนับสนุนทางจิตใจหรือทางสังคม ทั้งที่ผู้เป็นเบาหวานต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังพบว่า ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่ได้ไปรักษาตามที่แพทย์นัด ไม่ได้รับการตรวจติดตามผลการรักษาตามปกติ ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี และเมื่อมีการติดเชื้อโควิด จะทำให้ระดับน้ำตาลควบคุมได้ยาก รวมทั้งอาจจำเป็นต้องได้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ทำให้ระดับน้ำตาลควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น การติดเชื้อรุนแรงขึ้นและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป  ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรง จำเป็นต้องให้การรักษาที่บ้าน อาจจะส่งให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันจากระดับน้ำตาลสูงได้ จึงได้มีการตั้งกลุ่มบุคลากรการแพทย์จิตอาสาดูแลผู้ป่วยผ่านสื่อออนไลน์ และถ้าเป็นเบาหวาน หรือมีปัญหาน้ำตาลสูง สามารถส่งปรึกษาทีมแพทย์พยาบาลเฉพาะทางเบาหวานเพื่อให้การดูแลต่อ โดยการดูแลปัญหาน้ำตาลสูงที่บ้าน สอนคนไข้และครอบครัวให้มีความรู้และทักษะจัดการภาวะฉุกเฉิน  นอกจากนี้จำเป็นต้องจัดส่งเครื่องเจาะเลือด แผ่นตรวจน้ำตาล และยาอินซูลิน ที่ได้จากเงินบริจาค ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากเป็นความรู้ที่จะใช้ป้องกันผู้ที่เป็นเบาหวานในการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เป็นการสอนการแก้ไขระดับน้ำตาลผิดปกติเพื่อกันการเกิดภาวะฉุกเฉินจากระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำได้เมื่อผู้ที่เป็นเบาหวานอยู่ที่บ้านดูแลตัวเองยามเจ็บป่วย”

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า “กรมการแพทย์ได้ทำทุกอย่างในเรื่องของวิชาการ เพื่อนำวิชาความรู้เข้าไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศ ส่วนเรื่องการจัดการการดูแลผู้ป่วยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญนั้น เป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำแต่ได้มาทำในช่วงโควิด และประสบความสำเร็จมาก ทุกคนสามารถทำ Home Isolation ทำ Telemedicine กันได้หมด โดยที่คนที่ให้คำปรึกษาก็ไม่ใช่แพทย์ทั้งหมด แต่เป็นประชาชนจิตอาสาหรือหน่วยงาน NGO แสดงให้เห็นว่า คนที่เป็นชาวบ้านก็สามารถให้ความรู้ สื่อสารและคุยกันผ่านช่องทางการสื่อสารที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งทุกวันนี้เรายอมรับในเรื่องของ Telehealth แล้ว แค่เติมส่วนที่เป็น Device คืออุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ต่อท้าย ส่วนเรื่องกองทุน ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงฯ ที่จะผลักดันให้คณะกรรมการของกองทุนต่างๆ ได้รับฟังและมองเห็นถึงจุดคุ้มทุน ปัจจุบันเรามี Home Isolation เรามี Home Chemotherapy ถ้าเราจะมีการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่บ้านเป็น Home DM หรือ Home NCD แทนที่ผู้ป่วยจะต้องมาที่โรงพยาบาล มีเครื่องมือต่างๆ สนับสนุน และมีแนวทางการดูแลรักษาและเบิกจ่ายแบบที่รักษาโควิด และสามารถสื่อสารสร้างความเข้าใจได้ ประชาชนเข้าถึงการดูแลได้มากขึ้น เป็นการดูแลรักษาที่ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน”

นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “ด้วยจุดกำเนิดของสปสช. หัวใจหลักคือ ต้องการให้คนได้มีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการ ได้สิทธิประโยชน์ หรือสิทธิ์ที่ประชาชนพึงจะได้รับในเรื่องของสุขภาพ โดยต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องของวิชาการ มีมาตรฐานและแนวทางการรักษาเป็นที่ยอมรับ มีประสิทธิภาพ เห็นผล มีความพร้อมของบุคลากรและระบบ ถ้าทุกอย่างมีพร้อม แล้วค่อยมาถึงเรื่องเงิน ว่าคุ้มค่าไหม ไม่อยากให้คิดว่ายาตัวนี้มีราคาแพง แต่ถ้ายาตัวไหนมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษา ก็สามารถผลักดันให้เข้าสู่ระบบได้ เพราะการรักษาค่อนข้างเป็นปลายทางแล้ว ที่เราพยายามทำให้เกิดคือสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมป้องกันโรคที่ยังมี gap อยู่ค่อนข้างเยอะ ถ้าในต่างประเทศ เรื่องการป้องกันแทบจะไม่อยู่ในระบบหลักประกันเลย เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของประชาชน แต่ไทยถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองประชาชน จึงอยากให้มองกว้างมากกว่าเรื่องยา เพราะประเทศไทยไม่สามารถผลิตยาได้เอง ยังต้องพึ่งพาคนอื่นมาก เรื่องเบาหวาน ความดัน อยู่ที่พฤติกรรมและปรับระบบการบริการ การดูแลสุขภาพแบบใหม่ให้คนไข้มีความรู้และทักษะที่จะสามารถดูแลตัวเองได้ หรือใช้ดิจิทัล เทคโนโลยี กับเรื่องของการทำการบริบาลทางไกล ซึ่งตอนนี้สปสช.กำลังเดินไปในทิศทางนี้ให้มากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพให้กับประชาชน”

ทั้งนี้ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ยังได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วนเป็นอย่างมาก ในฐานะองค์กรทางวิชาการ และมีกิจกรรมทั้งในด้านการป้องกันโรคเบาหวานในประชาชน และการเผยแพร่ความรู้ที่ทันสมัยแก่บุคคลทั่ไปและบุคคลากรทางการแพทย์  หวังลดอัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ผู้เกี่ยวข้องด้านกำหนดนโยบาย ทีมบริบาลเบาหวาน และประชาชนเข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการบริหารจัดการเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ผสานความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยมุ่งผลักดันให้โรคเบาหวานซึ่งเป็นวาระด้านสุขภาพของโลกและประเทศไทยที่ต้องร่วมมือกันดูแลและป้องกัน ยกระดับการเข้าถึงการรักษาให้กับประชาชน ตลอดจนหาแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

‘อดอาหาร’ vs ‘ลดอาหาร’ วิธีไหนดีกว่ากัน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667559

วันที่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 07:35 น.'อดอาหาร' vs 'ลดอาหาร' วิธีไหนดีกว่ากัน?บทสรุป การทำให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง ระหว่าง “ลดอาหารประเภทที่ให้พลังงาน” (Energy Reduction) หรือ “การอดอาหาร” (Fasting) เลือกวิธีไหนดีกว่า?

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่อง อดอาหารดีกว่าลดอาหาร ใน Dr.Winai Dahlan ดังนี้

รู้ๆ กันอยู่ว่าการบริโภคให้ร่างกายได้พลังงานน้อยลง ช่วยรักษาสุขภาพได้ดีกว่าการบริโภคอาหารมากเกินไป  เพราะการบริโภคทำให้ร่างกายสิ้นเปลืองพลังงานไปกับกลไกการย่อยอาหาร เพียงแต่ถกเถียงกันยังไม่จบเท่านั้น ว่าการทำให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลงนั้น วิธีไหนดีกว่ากันนั่นคือ “ลดอาหารประเภทที่ให้พลังงาน” (Energy Reduction) หรือ “การอดอาหาร” (Fasting) ซึ่งมีหลายวิธี แบบที่นิยมปฏิบัติมากกัน อย่างเช่น 

  • ไอเอฟ (Intermittent Fasting) โดยอดอาหารเป็นช่วง ใน 24 ชั่วโมง กำหนดช่วงอดอาหาร 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง
  • แบบห้าต่อสองไดเอ็ต (5:2 Diet) ในหนึ่งสัปดาห์ กินอาหารตามปกติ 5 วัน อดอาหาร 2 วัน
  • ปฏิบัติแบบมุสลิม ในเดือนรอมฎอน (Ramadan Fasting)

ถกเถียงการอย่างนั้น ดร.ไฮดิ ปัก (Heidi H. Pak) แห่งคณะแพทยศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา กับทีมงานจึงร่วมกันทำวิจัยในสัตว์ทดลอง ผลงานตีพิมพ์ในวารสาร  Nat Metab เดือนตุลาคม 2021 ใครสนใจลองไปหาอ่านใน https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34663973/

ผลการศึกษาสรุปได้ง่ายๆ ว่า การอดอาหารอย่างสิ้นเชิง เช่นที่มุสลิมถือศีลอด หรืออดแบบไอเอฟ หรืออดแบบห้าต่อสอง ให้ผลต่อสุขภาพดีกว่าการลดพลังงานจากอาหารลง เป็นต้นว่า การเลือกไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า หรือมื้อเที่ยง หรือมื้อเย็น นั้นให้ผลต่อสุขภาพสู้การอดอาหารอย่างสิ้นเชิงในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้ การอดอาหารแบบ fasting ช่วยยืดอายุขัยของหนูทดลองให้ยืนยาวกว่า ทั้งทำให้สุขภาพทั่วไปดีกว่า

การอดอาหารช่วยให้ระดับน้ำตาล รวมถึงระดับอินสุลินในเลือดดีขึ้น การทำงานของตับดีขึ้น ยืดอายุการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย กลไกการทำความสะอาดเซลล์ที่เรียกว่า ออโตฟากี (Autophagy) ดีขึ้น อันเป็นคำตอบว่า เหตุใดอายุขัยจึงยืนยาวขึ้น การอดอาหารควบคู่ไปกับการจำกัดพลังงานที่ร่างกายได้รับ ยิ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น นักวิจัยได้ข้อสรุปมาอย่างนั้น 

สิ่งที่นักวิจัยกำลังศึกษากันต่อคือโมเดลที่ใช้ศึกษาในหนูทดลอง สามารถนำมาประยุกต์ในมนุษย์ได้หรือไม่ และควรปฏิบัติกันในแนวทางไหน สุดท้าย สิ่งที่นักวิจัยได้ให้คำตอบส่วนหนึ่งคือ การบริโภคอาหารนั้น หัวใจไม่ได้อยู่ที่บริโภคเท่าไหร่ แต่อยู่ที่บริโภคอย่างไรและเมื่อไหร่ ความรู้ทางโภชนาการ นับวันจึงยิ่งน่าสนใจ ที่กล่าวกันว่า “ควรเรียนรู้วิธีกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร” จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

ลิ้นเป็นแผลเรื้อรัง ระวังโรคมะเร็งลิ้น!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667534

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.ลิ้นเป็นแผลเรื้อรัง ระวังโรคมะเร็งลิ้น!!“ลิ้น” เป็นอวัยวะสำคัญในการรับรสชาติ การรับประทานอาหารและการพูด และเป็นอวัยวะที่สามารถเกิดมะเร็งได้เหมือนกับอวัยวะอื่น ๆ หรือที่เรียกว่า “มะเร็งลิ้น” โดยโรคมะเร็งลิ้น จัดเป็นโรคมะเร็งในช่องปากที่พบบ่อยที่สุด หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา อนุสาขาด้านศัลยกรรมโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคมะเร็งลิ้น เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งช่องปากที่มีความรุนแรง และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยค่อนข้างมาก โดยสาเหตุหลักของการเกิดโรคมาจากพฤติกรรมสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาถึงพฤติกรรมการเคี้ยวหมาก และการมีแผลบริเวณลิ้นเรื้อรัง ซึ่งอาจจะมีส่วนทำให้เกิดโรคมะเร็งลิ้นได้

อาการแสดงที่ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคมะเร็งลิ้น ได้แก่ มีก้อน เจ็บ หรือมีแผลที่ลิ้นเรื้อรังนานประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ขึ้นไป หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากหากพบว่าเป็นโรคมะเร็งลิ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาหายมีมากกว่า

หลักการวินิจฉัยของโรคมะเร็งลิ้น เบื้องต้นแพทย์จะตรวจดูลักษณะและขนาดของก้อนหรือแผล และตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อให้ได้ผลตรวจยืนยันอย่างทางการ รวมถึงอาจมีการทำ CT Scan หรือ MRI ร่วมด้วย เพื่อดูขนาดของก้อนเพิ่มเติม

การรักษาโรคมะเร็งลิ้น จะขึ้นกับระยะของตัวโรคและสุขภาพของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก จากนั้นจะดูความรุนแรงของโรคจากผลชิ้นเนื้อหลังการผ่าตัดประกอบว่าผู้ป่วยควรได้รับรังสีรักษา และหรือให้ยาเคมีบำบัดต่อไปหรือไม่ ซึ่งหลักการของการผ่าตัดลิ้น ที่สำคัญคือเอาส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้หมด และจะพิจารณาต่อไปว่าสูญเสียเนื้อลิ้นไปเพียงใด และสามารถซ่อมแซมอย่างไรได้บ้าง หากสูญเสียไม่มาก อาจซ่อมแซมโดยการเย็บปิดแผลได้เลย แต่หากสูญเสียเนื้อลิ้นมาก อาจจำเป็นต้องนำเนื้อเยื่อบริเวณอื่นมาซ่อมแซม เพื่อให้ลิ้นมีรูปร่างและการทำงานใกล้เคียงภาวะปกติ เช่น ผิวหนังบางๆบริเวณต้นขา ผิวหนังและหรือร่วมกับกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังแบบหนาบริเวณแขนหรือต้นขายกลอยมาซ่อมแซมซึ่งกรณีนี้ต้องมีการเย็บต่อเส้นเลือด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสุขภาพผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ บางกรณีอาจต้องมีการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอร่วมด้วยเนื่องจากมะเร็งลิ้นมักจะมีการแพร่กระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองที่คอ ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์อาจพิจารณาให้รังสีรักษา และหรือให้ยาเคมีบำบัดต่อไป

อย่างไรก็ตาม การสูญเสียเนื้อลิ้น อาจมีผลต่อการพูด และการรับประทานอาหารไปบ้าง แต่เนื้อลิ้นส่วนที่ยังอยู่ จะสามารถรับรสชาติได้เท่าหรือใกล้เคียงของเดิม

“เวลา” เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ในเรื่องของมะเร็งลิ้นก็เช่นกัน หากปล่อยทิ้งไว้นาน แล้วไม่ได้รับการรักษาจนกระทั่งผ่าตัดไม่ได้ หรือมีการลุกลามหรือแพร่กระจายของมะเร็ง การรักษาจะยากลำบากมากกว่า ทำให้เสียโอกาสที่จะรักษาหายไป แต่หากตรวจพบเร็ว อาจจะผ่าตัดได้ในระยะเริ่มต้น การพยากรณ์โรคก็จะดีกว่า โอกาสหายก็จะมากกว่า นายแพทย์ดนุภัทร กล่าว

จะเห็นได้ว่าการเป็นมะเร็งลิ้นนั้นส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเหนือสิ่งอื่นใด การป้องกันการเกิดโรคจึงมีความสำคัญที่สุด โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคเช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลิ้นแล้ว ยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคอื่นๆ และทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์…อันตรายที่คุณแม่ต้องรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667147

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 09:50 น.โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์…อันตรายที่คุณแม่ต้องรู้สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ แนะความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ในการดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่มักพบในสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ จนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แม้ว่าโรคเบาหวานมักจะหายไปภายหลังการคลอด แต่หากระหว่างที่ตั้งครรภ์ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องอาจเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ได้ เช่น ครรภ์เป็นพิษ การแท้งบุตร ทารกตัวโต ทารกเสีย คลอดไม่ทราบสาเหตุ ปอดทารกไม่สมบูรณ์ หรือ Respiratory Distress Syndrome (RDS) การคลอดติดไหล่ เพิ่มโอกาสการผ่าตัดคลอด ทารกน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด

คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะเริ่มกังวลใจ นายแพทย์ธิติพันธุ์ น่วมศิริ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) โรงพยาบาลนวเวช จึงได้มาอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ในการดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

อาการเป็นอย่างไร

โรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ อาจตรวจพบว่าทารกในครรภ์ตัวโต (macrosomia) ครรภ์แฝดน้ำ (น้ำคร่ำมากผิดปกติ) และในบางรายอาจพบความพิการแต่กำเนิดของทารกได้ แพทย์จึงแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติของทารก รวมถึงตรวจหาความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์

สาเหตุของโรค

มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ ทำให้ระบบการเผาผลาญน้ำตาลเปลี่ยนแปลง หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และต้องการอินซูลินในการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสให้กลายเป็นพลังงานมากขึ้น ทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุครรภ์ แต่มักเกิดในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ หรือประมาณ 24-28 สัปดาห์

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์

· อายุมากกว่า 35 ปี

· ภาวะอ้วน หรือน้ำหนักขึ้นเร็วในระหว่างตั้งครรภ์

· มีญาติใกล้ชิดเป็นเบาหวาน

· เคยเป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์

· ประวัติการคลอดที่ผ่านมาผิดปกติ เช่น ทารกตัวโต (>4000 กรัม) ทารกตายคลอด พิการแต่กำเนิด ภาวะครรภ์แฝดน้ำ (น้ำคร่ำมากผิดปกติ)

· พบน้ำตาลในปัสสาวะ

แนวทางรักษา

วิธีการรักษาจะคล้ายคลึงกับการรักษาโรคเบาหวานทั่วไป โดยเน้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ในบางกรณี แพทย์อาจจะให้ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่บ้านเพื่อนำมาใช้ในการรักษาต่อไป แนวทางในการรักษาอาจแบ่งง่าย ๆ ออกเป็น 2 วิธี คือ

1. แบบไม่ใช้ยา (nonpharmacologic treatment) โดยให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดปริมาณอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต จำพวกแป้งและน้ำตาล และเพิ่มสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน ผัก ผลไม้ ธัญพืช รวมถึงออกกำลังกายเป็นประจำ

2. แบบใช้ยา (pharmacologic treatment) เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยตนเอง แพทย์จะรักษาด้วยอินซูลินหรือยากินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด และให้ผู้ป่วยเจาะเลือดตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับการรักษาได้อย่างเหมาะสม

การดูแล

แพทย์จะทำการตรวจคัดกรองตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน โดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย หากอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจะมีการตรวจทันทีตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ และตรวจซ้ำเมื่ออายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ แต่หากไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจะให้ตรวจเมื่ออายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ โดยการตรวจทำได้ 2 วิธี คือ

1. การตรวจคัดกรองแล้วจึงตรวจวินิจฉัยในรายที่ผลการตรวจคัดกรองผิดปกติ (Two-Step Approach)

· ตรวจคัดกรองด้วย 50 g Glucose Challenge Test (GCT) เป็นวิธีที่ไม่ต้องงดน้ำและอาหารมาก่อนตรวจ ให้หญิงตั้งครรภ์ดื่มน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม แล้วเจาะเลือดหลังดื่มน้ำตาล 1 ชั่วโมง

· ตรวจวินิจฉัยด้วย 100 g Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) เมื่อผลตรวจคัดกรอง 50 g GCT ผิดปกติ โดยต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง จากนั้นเจาะเลือดตรวจ Fasting Glucose แล้วให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม จากนั้นเจาะเลือดซ้ำทุก 1 ชั่วโมง จำนวน 3 ครั้ง

2. ตรวจเพื่อการวินิจฉัยโดยไม่ต้องตรวจคัดกรองก่อน (One-Step Approach)

· ตรวจวินิจฉัยด้วย 75 g Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) ทำเช่นเดียวกับ 100 g OGTT โดยต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เจาะเลือดตรวจ Fasting Glucose จากนั้นดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม แล้วเจาะเลือดซ้ำทุก 1 ชั่วโมง จำนวน 2 ครั้ง

ป้องกันอย่างไร

เบาหวานในขณะตั้งครรภ์อาจไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการดูแลตัวเองดังนี้

· รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง รับประทานอาหารให้หลากหลายให้เพียงพอต่อความต้องการสารอาหารในแต่ละวัน

· ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งก่อนตั้งครรภ์และหลังตั้งครรภ์

· ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อนตั้งครรภ์ และควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้นมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์

· ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์

· ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้รับการตรวจเพิ่มเติมอย่างเหมาะสมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะไม่สามารถป้องกันได้ แต่หากรับประทานอาหารอย่างสมดุล ออกกำลังกายเป็นประจำ รวมถึงการฝากครรภ์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การฝากครรภ์และการพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความรุนแรงของโรค

เคล็ดลับสุขภาพดีจากไฟเบอร์ กับเมนูไฟเบอร์สูงที่น่าลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667037

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 08:15 น.เคล็ดลับสุขภาพดีจากไฟเบอร์ กับเมนูไฟเบอร์สูงที่น่าลองชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพ เซเว่นอัพฟรี แนะเคล็ดลับสุขภาพดีจากไฟเบอร์ และเมนูไฟเบอร์สูงที่น่าลอง

เมื่อพูดถึงการรับประทานผัก หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่อร่อย ไม่อิ่ม ไม่อยู่ท้อง และหิวเร็วมากเมื่อเทียบกับเวลาที่เรารับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ จะช่วยให้อยู่ท้องนาน และยังมีแคลอรีต่ำเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เซเว่นอัพฟรี (7UP Free) เครื่องดื่มอัดลม ใส ซ่า สดชื่น ปราศจากน้ำตาลและกาเฟอีน ชวนมารู้จักเพื่อนสนิทใกล้ตัวอย่างไฟเบอร์ หรือใยอาหาร ให้เราทราบว่ามีประโยชน์มากขนาดไหน แล้วกินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอกับความต้องการใน 1 วัน และเราจะหาไฟเบอร์ได้จากเมนูไหนบ้าง? ถ้าอยากรู้ก็ตามมาเลย

ไฟเบอร์ หรือใยอาหาร เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายไม่สามารถย่อยมาเป็นพลังงานได้ พบได้มากในผัก ผลไม้ ธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว รวมถึงไคตินหรือไคโตซานที่พบได้ในเปลือกของสัตว์น้ำมีเปลือกแข็ง เช่น กุ้ง ปู โดยใยอาหารสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

ใยอาหารละลายน้ำ (Soluble dietary fiber) ซึ่งเมื่อละลายในน้ำจะทำการดูดซับน้ำเอาไว้ ไม่สามารถย่อยสลายได้เองต้องอาศัยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ในการย่อย ซึ่งเป็นการช่วยชะลอการดูดซึมสารอาหารจึงทำให้รู้สึกอิ่มนานกว่าปกติ เช่น ข้าวโอ๊ต เมล็ดแฟล็ค ถั่วลันเตาแบบกินฝัก และถั่วเลนทิล

ส่วนใยอาหารไม่ละลายน้ำ (Insoluble dietary fiber) เมื่อโดนน้ำจะพองตัวคล้ายฟองน้ำ แต่จะผ่านระบบย่อยอาหารไปโดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปทรง มีส่วนช่วยในการทำความสะอาดทางเดินอาหาร ช่วยลดปัญหาท้องผูก และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย โดยสามารถหาได้จากข้าวกล้อง แป้งสาลี ถั่ว ธัญพืช และผักผลไม้

นอกจากนี้ ไฟเบอร์ยังมีส่วนช่วยในการลดการดูดซึมน้ำตาล เพื่อไม่ให้ร่างกายดูดซึมเร็วเกินไป ซึ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุมอาการของโรคเบาหวาน และอาหารที่มีปริมาณใยอาหารสูงจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน ช่วยลดและควบคุมน้ำหนักได้ เนื่องจากใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาณอาหาร ทำให้ได้รับพลังงานจากอาหารน้อยลง และยังช่วยให้อิ่มนาน นอกจากนี้ยังมีรายงานถึงผลของใยอาหารต่อการสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน โดยการทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารชนิด prebiotics ของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่เรียกว่า probiotics อีกด้วย

โดยในแต่ละวันเราควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการของร่างกาย นั่นคือประมาณ 25 – 38 กรัม หรือนับง่ายๆ เป็นผักและผลไม้ 5 กำมือ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ามันเยอะหรือยากเกินไป แนะนำให้ลองปรับไลฟ์สไตล์การกินของตัวเองทีละนิด เช่น เปลี่ยนจากขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท ข้าวขาวขัดสีเป็นข้าวกล้อง หรือกินผลไม้ให้มากขึ้นก็ช่วยเพิ่มไฟเบอร์ให้ร่างกายได้เช่นกัน

ส่วนเมนูเด็ดที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่อยากแนะนำให้ลองชิม ได้แก่

ข้าวต้มข้าวกล้องและธัญพืช หนึ่งในเมนูอาหารเช้ามากคุณค่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยไฟเบอร์ที่สูงกว่าข้าวขาวถึง 9 เท่า ให้คุณประโยชน์ทั้งข้าวกล้องและธัญพืช อาทิ เผือก ถั่วแดง ลูกเดือย ข้าวโพด ฟักทอง และแครอท ที่นอกจากจะช่วยให้อยู่ท้อง รู้สึกอิ่มนานขึ้น มีแรงทำงานยามต้องเวิร์คฟรอมโฮม หรือเรียนออนไลน์แล้ว ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้ระบบสมดุลอีกด้วย

ต้มจับฉ่าย เรียกว่าเป็นเมนูแก้ท้องผูกของใครหลายคนก็ว่าได้ เพราะในต้มจับฉ่ายเต็มไปด้วยผักนานาชนิด แล้วแต่สูตรและความชอบของแต่ละคน เช่น หัวไชเท้า กวางตุ้ง มะระ แครอท กระหล่ำปลี เห็ดหอม และผักโขม มีข้อควรระวังคือไม่ต้มผักจนเปื่อยเกินไปเพราะจะทำให้ดูไม่น่าทาน แต่รับรองเลยว่าไฟเบอร์เต็มทุกคำแน่นอน

ผัดผักรวมมิตร อีกหนึ่งสุดยอดเมนูผักที่หลายๆ บ้านต้องมีบนโต๊ะอาหารแน่นอน เพราะเป็นเมนูที่ทำง่าย ไม่ยุ่งยากเพียงผัดทุกอย่างให้สุกและปรุงรสตามชอบเป็นอันเสร็จ โดยเมนูนี้สามารถดัดแปลงและใส่ผักได้หลากหลายตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคะน้า ข้าวโพดอ่อน กระหล่ำปลี ดอกกระหล่ำ แครอท บล็อกโครี หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วลันเตา และเห็ดหอม ซึ่งเป็นเมนูที่มีไฟเบอร์สูงและมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบลำไส้และทางเดินอาหารของคุณแข็งแรงอยู่เสมอ

ตำผลไม้ อาหารโปรดของหลายคนคงหนีไม่พ้นส้มตำรสแซ่บ แล้วรู้หรือไม่ว่าในตำผลไม้ที่มีส่วนประกอบทั้งฝรั่ง แอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง องุ่น สาลี่ มะเขือเทศราชินี แครอท ถั่วฝักยาว พริก และถั่วลิสงคั่ว ล้วนอุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงไม่แพ้ใครเหมือนกันนะ ดังนั้นสั่งส้มตำรอบหน้าอย่าลืมสั่งตำผลไม้ด้วยอีกหนึ่งครก จะได้ทั้งความอร่อยแซ่บและมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน

หรือถ้าใครอยากลองเมนูใหม่ด้วยการมองหาเมนูไฮไฟเบอร์ที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ของใยอาหารแถมยังอัพความสดชื่นได้ระหว่างวัน ต้องลองผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของซันโทรี่ เป๊ปซี่โคที่เปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก เซเว่นอัพฟรี พลัสไฟเบอร์ (7UP Free Plus Fiber) เครื่องดื่มอัดลมใส กลิ่นเลมอนไลม์ เปรี้ยว ซ่า ปราศจากน้ำตาลและกาเฟอีน ที่ช่วยรีเฟรชความสดชื่นอย่างลงตัว พร้อมพลัสสิ่งดีๆ ด้วยไฟเบอร์ถึง 5,600 มิลลิกรัมต่อหนึ่งขวด หรือเทียบเท่าปริมาณไฟเบอร์ในแอปเปิล 1 ผล ที่จะช่วยเพิ่มกากในระบบทางเดินอาหารและกระตุ้นการขับถ่ายให้สมดุล ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพเช่นคุณ

แพทย์ร่วมไขทุกข้อสงสัย เมื่อวัยเรียนลังเลกับวัคซีน mRNA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666870

วันที่ 31 ต.ค. 2564 เวลา 10:05 น.แพทย์ร่วมไขทุกข้อสงสัย เมื่อวัยเรียนลังเลกับวัคซีน mRNAทีมแพทย์ร่วมตอบทุกข้อสงสัย วัคซีน mRNA ในเด็กดีจริงไหม อันตรายหรือไม่ ตัดสินใจยังไงดี พร้อมตามติดประเด็นวัคซีน mRNA กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

เวลานี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้แต่ในหมู่ผู้ใหญ่การเลือกรับวัคซีนโควิด 19 ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาออกมาอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์นั้น นับเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างน่าหนักใจสำหรับหลายคน เนื่องจากต้องอาศัยข้อมูลหลายอย่าง ทั้งเรื่องประเภทวัคซีน โรคประจำตัว ประโยชน์ ความเสี่ยง และอื่น ๆ มาประกอบการตัดสินใจ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจนัก หากประชาชนจะเกิดข้อสงสัยในเรื่องความปลอดภัยของการรับวัคซีนโควิด19 ในกลุ่มเยาวชนวัย 12 – 18 ปี ที่กำลังทยอยได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ชนิด mRNA อยู่ในขณะนี้

เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้ปกครองและเยาวชนที่กำลังลังเลในการเข้ารับวัคซีน mRNA เราได้นำเสนอข้อมูลหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ในกลุ่มเยาวชนอายุ 12 – 18 ปี จากกิจกรรมเสวนาออนไลน์ One Health in the Virtual Park ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN) ที่จัดขึ้นมาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้เป็นการเสวนาวาระพิเศษร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อแบ่งปันข้อมูลในหัวข้อ “วัคซีน mRNA ในเด็ก ดีจริงไหม อันตรายหรือไม่ ตัดสินใจยังไงดี?”

ฉีดให้เด็ก ทำไมต้องวัคซีน mRNA ?

หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า ทำไมเยาวชนวัย 12 – 18 ปี จึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 ชนิด mRNA ของไฟเซอร์ แทนที่จะเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (inactivated vaccine) อย่างซิโนแวค หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (recombinant viral vector vaccine) อย่างแอสตร้าเซนเนก้า เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้สูงอายุ

ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ กุมารแพทย์จากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวขยายความประเด็นนี้ในการเสวนาออนไลน์ว่า “วัคซีน mRNA ได้มีการใช้ฉีดให้กลุ่มเด็กวัยรุ่นในทุกทวีปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา ละตินอเมริกา ยุโรป หรือในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์แล้ว ดังนั้นเราจะพบว่ามีข้อมูลมากเพียงพอต่อการตัดสินใจให้ใช้วัคซีน mRNA ในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ส่วนการฉีดวัคซีนชนิดอื่น ๆ ในเด็ก ยังต้องรอต้องมีผลวิจัยและมีข้อมูลที่ชัดเจนมารองรับเสียก่อน”

โดยขณะนี้ ในประเทศไทยมีเพียงวัคซีนชนิด mRNA เท่านั้น ที่ได้รับอนุมัติจาก อย. ให้สามารถใช้ในเด็กอายุ 12-17 ปีได้ และสาเหตุที่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด 19 ชนิดอื่น ๆ  นอกจากวัคซีนชนิด mRNA ให้ใช้กับเด็กอายุระหว่าง 12 – 17 ปี เป็นเพราะว่ายังไม่มีผลการวิจัย และหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนมากเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา พบว่าเด็กที่ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการของโรคโควิด 19 รุนแรง ล้วนเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าการรับวัคซีน mRNA ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 19 และการเกิดอาการป่วยรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ด้วย

วัคซีน mRNA กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ/เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

แม้จะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่าง ๆ ออกมายืนยันว่าวัคซีนป้องกันโควิด 19 ชนิด mRNA มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้มากกว่าวัคซีนชนิดอื่น ๆ แต่ก็มีข้อมูลหลายกระแสเกี่ยวกับอาการข้างเคียงรุนแรงของผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดนี้ โดยมีบางรายที่พบว่าเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย เกิดความลังเลที่จะพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีน mRNA ที่ถูกจัดสรรให้

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 เองก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออักเสบได้ โดยมีอัตราการเกิดอยู่ที่ 450 ใน 1,000,000 ราย ซึ่งนับเป็นอัตราที่มากกว่าการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่สูงกว่า ที่เกิดจากการฉีดวัคซีน mRNA ถึง 9 เท่า ซึ่งภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดจากวัคซีน mRNA สามารถสังเกตได้ โดยมักจะเกิดหลังจากที่รับวัคซีนโดสที่สองไปแล้ว 3 – 7 วัน และมักมีอาการในเพศชายมากกว่า

แม้จะมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นจริง แต่ อ.นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์และที่ปรึกษาด้านโรคหัวใจ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ว่า “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่หลังจากการรับวัคซีน mRNA นี้มีความรุนแรงน้อยกว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อโควิด 19 และมีอาการที่แตกต่างจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันในกลุ่มผู้ใหญ่ โดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกและคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ และ 95 % ของผู้ป่วยจะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ มีอาการแล้วไม่รุนแรง หรือสามารถหายได้เอง”

นอกจากนี้ ในช่วงการตอบคำถามจากทางบ้าน ศ.พญ.ธันยวีร์  และ อ.นพ.รังสฤษฎ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า วัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อและการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด 19 ซึ่งอาจมีส่วนป้องกันการเกิดอาการหลังจากติดเชื้อโควิด19 (Post-COVID condition) เช่น กลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children, MIS-C), ภาวะที่พบผลกระทบระยะยาวของการติดเชื้อโควิด 19 (Long COVID) รวมทั้งสามารถป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ต่าง ๆ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตาได้ดี

หากเทียบกันแล้ว ประโยชน์ของการรับวัคซีน mRNA ในกลุ่มเด็กอายุ 12 – 18 ปี ในเชิงการป้องกันการติดเชื้อ ลดอาการรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด 19 นั้น ถือว่ามีมากกว่าอัตราการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กที่กำลังจะเข้ารับวัคซีนควรพิจารณาให้รอบคอบ

หากตัดสินใจแล้วว่าจะรับวัคซีน mRNA ต้องฉีดอย่างไรให้ปลอดภัย?

สำหรับเยาวชนอายุ 12 – 18 ปีที่จะตัดสินใจรับวัคซีน mRNA ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย มีคำแนะนำว่า

เด็กชายและหญิงอายุ 16 – 18 ปี ทุกราย รวมถึงเด็กชายและเด็กหญิงอายุ 12-16 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคโควิด 19 รุนแรงอาจถึงเสียชีวิต ควรได้รับวัคซีนทั้ง 2 เข็ม

สำหรับเด็กหญิงอายุ 12 – 16 ปี ควรได้รับวัคซีนทั้ง 2 เข็ม

ส่วนเด็กชายอายุ 12 – 16 ปี ให้ฉีดเพียงเข็มเดียวก่อน แล้วให้พิจารณาตามอาการว่าจะฉีดเข็มที่ 2 หรือไม่ เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่พบความเสี่ยงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ/เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมากที่สุด ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค และผู้เชี่ยวชาญในคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ระบุว่า เด็กชายอายุ 12 – 16 ปี สามารถฉีดวัคซีน mRNA ทั้ง 2 เข็มได้

ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ ได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการฉีดวัคซีน mRNA ในเด็กไว้ว่า “ในประเทศไทย เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ควรฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เพราะจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ควรรับวัคซีน 2 เข็ม เนื่องจากหากเด็กกลุ่มนี้ หากติดเชื้อโควิด 19 จะมีโอกาสเข้าโรงพยาบาลและมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กปกติทั่วไป เราจึงแนะนำให้เด็กกลุ่มนี้วัคซีนเข็มที่ 2”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด 19 ใหม่ ๆ มีการเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กควรติดตามข้อมูลที่อัพเดตใหม่อย่างสม่ำเสมอ

โดยพิจารณาจากข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และมีงานวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน หวังว่าข้อมูลจากกิจกรรมเสวนาออนไลน์ “One Health in the Virtual Park” โดยเครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN) หัวข้อ “วัคซีน mRNA ในเด็ก ดีจริงไหม อันตรายหรือไม่ ตัดสินใจยังไงดี?” จะเป็นประโยชน์ให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และเด็ก ๆ วัยเรียนที่กำลังตัดสินใจเลือกรับวัคซีนอยู่ในขณะนี้  สนใจรับชมเสวนาออนไลน์แบบย้อนหลังเพื่อฟังสาระแบบเต็ม ๆ ได้ที่ วัคซีนmRNAในเด็กดีจริงไหม อันตรายหรือไม่ ตัดสินใจอย่างไงดี? ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Thailand One Health University Network และเพจ PERCEPTiA

อยากปกป้องสุขภาพ(หัว)ใจ ต้องไม่ลืมใส่ใจสุขภาพจิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666822

วันที่ 31 ต.ค. 2564 เวลา 06:30 น.อยากปกป้องสุขภาพ(หัว)ใจ ต้องไม่ลืมใส่ใจสุขภาพจิต“1 ใน 3 ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว มีภาวะซึมเศร้า และกว่า 50% มีภาวะซึมเศร้าชนิดรุนแรงถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย หรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการรักษา” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด เผยปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ น่ากังวลกว่าที่คิด พร้อมแนะเคล็ด (ไม่) ลับการเอาชนะปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วย

การใส่ใจดูแลสุขภาพจิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรงของสุขภาพกาย รวมถึง “หัวใจ” อวัยวะที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โครงการ Hug Your Heart โดยแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย เชิญนายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มาให้ความรู้และคำแนะนำด้านการป้องกันและรักษาปัญหาสุขภาพด้านหัวใจ ที่สามารถทำได้ด้วยการรู้จักดูแลสุขภาพจิตทั้งของผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างเข้าใจและสม่ำเสมอ

ปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ น่ากังวลกว่าที่คิด

ปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ประเภทแรกคือ โรคเครียดหรือโรควิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งเป็น Positive symptoms คือการมีความกังวลหรือความกลัวต่อโรคที่เป็นว่าจะมีอาการหนักเพียงใด จะเสียชีวิตเมื่อใด หรือจะรักษาได้จริงหรือไม่ เนื่องด้วยโรคหัวใจมักมีอาการที่ซับซ้อน ทำให้ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ผู้ป่วยจึงมักเกิดความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะชีวิตขาดความแน่นอนและมองไม่เห็นอนาคต ก่อตัวเป็นความเครียดจนเกิดอาการ อาทิ นอนไม่หลับ ปวดหัวเรื้อรัง หรือใจสั่น โดยบางอาการก็แยกจากโรคหัวใจได้ยาก เช่น หายใจไม่อิ่ม ใจไม่ดี ตกใจง่าย หรือไม่กล้าออกจากบ้านคนเดียว ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มี Negative symptoms หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ป่วยรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ และมองว่าตนเองไม่มีค่า

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

“มากถึง 1 ใน 3 ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว (Heart failure) มีภาวะซึมเศร้า และกว่า 50% มีภาวะซึมเศร้าชนิดรุนแรง (Major depressive disorder) ซึ่งมีอาการถึงขั้นคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการรักษาใดๆ ทั้งนี้สถานะทางสุขภาพจิตของผู้ป่วยมีความสำคัญมากต่อผลลัพธ์ของการรักษา หากแต่คนไข้จำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะซึมเศร้า เพราะหมอส่วนใหญ่จะวินิจฉัยทางกายเป็นหลัก ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาที่ทำให้ไม่สามารถพิจารณาได้ในทุกมิติ รวมถึงคนไข้เองก็อาจจะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน” นายแพทย์รังสฤษฎ์ กล่าว

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือคือผู้ดูแล ก็ต้องระวังปัญหาด้านสุขภาพจิต

ระบบประสาทของมนุษย์มี 2 ระบบ คือ ระบบ Sympathetic ซึ่งทำหน้าที่เป็น “คันเร่ง” คอยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และระบบ Para-sympathetic ระบบที่ทำหน้าที่เป็น “เบรก” คอยชะลอไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป โดยในยามที่เกิดความเครียดหรืออาการซึมเศร้า ระบบคันเร่งจะได้รับการกระตุ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดเกร็ง และความดันสูงขึ้น เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าออกโรงพยาบาลนับครั้งไม่ถ้วน ค่าใช้จ่ายที่อาจกระทบฐานะ และอาการของโรคที่หนักและเรื้อรัง  ทั้งผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวและคนในครอบครัวที่ต้องคอยดูแลก็ล้วนสามารถก้าวสู่ภาวะเครียดหรือซึมเศร้าได้

“โรคหัวใจทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ขณะเดียวกันความเครียดก็ส่งผลให้ความดันขึ้นและหัวใจเต้นเร็วตามการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องฮอร์โมนที่หลั่งออกมาส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดและหัวใจโดยตรงอีก ทำให้หัวใจโตมากขึ้นและบีบตัวแย่ลง กลไกเหล่านี้เร่งให้เกิดความเสื่อมทางสมรรถภาพการทำงานของหัวใจ ก็ทำให้คนไข้ยิ่งต้องมาโรงพยาบาลซ้ำ และนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น สิ่งที่เกิดนี้คือวงจรอุบาท จากหัวใจที่มีสภาพแย่อยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาจิตใจที่ไม่ได้รับการแก้ไข ก็ทำให้หัวใจมีสภาพแย่ลงไปอีก” นายแพทย์รังสฤษฎ์ กล่าว

การมีผู้ป่วยในบ้านส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว สิ่งสำคัญคือต้องมีเสาหลักของบ้าน ที่คอยเฝ้าระวังโดยใช้สติ คอยดูแลให้คนในบ้านมีระบบสนับสนุนกันและกันอยู่เสมอ ไม่มีการดุหรือต่อว่ากันในเชิงลบ หรือการใช้คำพูดที่ขาดจิตวิทยา ซึ่งมีผลซ้ำเติมให้คนไข้รู้สึกแย่หรือไม่มีค่า

“สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า เราต้องทำให้เขามีเหตุผลในการใช้ชีวิต เห็นว่าเขามีคุณค่าที่จะอยู่ต่อเพื่ออะไรบางอย่าง ต้องทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นที่รัก หากเป็นคนไข้ที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนถึงขั้นไม่กิน ไม่นอน หรือไม่ดูแลตนเอง กลุ่มนี้อาจมีปัญหาด้านสารเคมีในสมอง และอาจจะต้องใช้ยาเข้าไปช่วย โดยผู้ดูแลคนไข้ต้องคอยดูแล อย่าเป็นต้นเหตุ หรือบังคับขู่เข็ญเกินไป แม้เราจะทำเพราะความรักหรือความห่วงใย เราก็ต้องระวัง เพราะผลกระทบอาจรุนแรงมากกว่าที่คิด นอกจากนี้ ครอบครัวผู้ป่วยก็ต้องระวังอย่าพากันดำดึ่งลงเหวอารมณ์กันไปหมด” นายแพทย์รังสฤษฎ์ กล่าว

เคล็ด (ไม่) ลับการเอาชนะปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว

·      มีความเข้าใจต่อการรักษาโรคที่ถูกต้อง: โรคหัวใจล้มเหลวเป็นโรคที่รักษาได้ แม้ไม่หายขาด แต่การปฏิบัติตามแผนการรักษาจะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ดีและยืนยาวได้

·      มีทีมที่พร้อมใจพุ่งชนเป้าหมายเดียวกัน: ผู้ป่วย ครอบครัวหรือผู้ดูแล แพทย์ และพยาบาล ที่มุ่งมั่นและเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของกระบวนการรักษาต่างๆ

·    ดูแลอย่างเข้าถึงและเข้าใจ: การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเป็นการดูแลแบบบูรณาการหรือกระบวนการต่อเนื่องระยะยาว โดยมีแพทย์ให้การวินิจฉัยและมีพยาบาลให้คำแนะนำด้านการดูแลผู้ป่วย โดยสิ่งสำคัญคือการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ผู้ดูแล และทีมดูแลในโรงพยาบาล ทั้งการตรวจตามนัดและผ่านช่องทางต่างๆ เช่น LINE หรือโทรศัพท์ ที่ล้วนทำให้คนไข้และครอบครัวอุ่นใจอยู่เสมอ

·    รักษาด้วยยาและแผนการรักษาอย่างครบถ้วนและต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์: ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวต้องได้รับการส่งเสริมจากครอบครัวให้มั่นใจที่จะกินยาและปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างถูกต้องคือครบถ้วนและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ห้ามหยุดหรืองดกินยาเองโดยไม่มีคำแนะนำของแพทย์ โดยผู้ป่วยที่กินยาและปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ มีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ป่วยที่ไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ ถึง 10 เท่า

·      บำรุงสุขภาพจิตแก่กันและกันอยู่เสมอ: การเว้นระยะห่างจากกันในช่วงโควิด-19 อาจทำให้เกิดภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม นำไปสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวได้ ควรส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อให้คนไข้ได้มีสังคม รู้สึกมีความหมาย และปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง

Booster Dose วัคซีนเข็มกระตุ้น ฉีดเลยดีไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666669

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 10:40 น.Booster Dose วัคซีนเข็มกระตุ้น ฉีดเลยดีไหม?เคลียร์คำถามคาใจ Booster Dose วัคซีนเข็มกระตุ้น ฉีดเลยดีไหม? ควรรอ Variant-Specific Vaccines หรือไม่? : โดย ภก.ดร.นรภัทร ปีสิริกานต์ รักษาการผู้อำนวยการกองผลิตวัคซีนจากไวรัส ฝ่ายชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม

เมื่อโควิด-19 ยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน วัคซีนจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ และยิ่งไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนพุ่งเป้าความสนใจไปที่การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมากขึ้น วันนี้ เรามาทำความรู้จักกันว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นคืออะไร และจำเป็นแค่ไหน

วัคซีนเข็มกระตุ้น หรือ Booster Dose คือการฉีดวัคซีนกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนชุดแรกแล้ว เนื่องจากเมื่อระยะเวลาผ่านไป ระดับภูมิคุ้มจากวัคซีนชุดแรกจะค่อยๆ ลดลง ประกอบกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่น่ากังวล ซึ่งรุนแรงและติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ทำให้วัคซีนที่ได้รับมาก่อนหน้านี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันลดลง การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า เข็ม 3 จึงมีความสำคัญ

ภก.ดร.นรภัทร ปีสิริกานต์ รักษาการผู้อำนวยการกองผลิตวัคซีนจากไวรัส ฝ่ายชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม อธิบายว่า แม้องค์การอนามัยโลกได้ขอให้ชะลอการฉีดเข็มกระตุ้นออกไป เพื่อกระจายวัคซีนเข็มแรกให้ทั่วถึงครอบคลุมประชากรทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่ยากจนให้มากที่สุดก่อน แต่ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล สิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเอง ได้เริ่มฉีดเข็ม 3 แล้ว เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า และภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน 2 เข็ม “เอาไม่อยู่” แล้ว

ใครบ้างที่ควรฉีดเข็ม 3 ก่อน

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนโมเดอร์น่าเป็นเข็มกระตุ้นในผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่อายุ 18-64 ปีที่มีความเสี่ยงสูงในการติดโควิดจากการทำงาน ส่วนวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน สามารถให้เข็มที่สองเพื่อฉีดเป็นเข็มกระตุ้นได้ในผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปี หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 2 เดือน เพิ่มเติมจากการใช้วัคซีนไฟเซอร์ที่อนุมัติเป็นเข็มกระตุ้นโดยองค์การอาหารและยาตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยวัคซีนเข็มกระตุ้นทั้งสาม (หมายถึง วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, ไฟเซอร์ และโมเดอร์น่า) ยังสามารถใช้ต่างชนิดกับการได้รับวัคซีนชุดแรก ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้รับวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นเข็มแรกสามารถเลือกรับ mRNA ตัวใดตัวหนึ่งเป็นเข็มกระตุ้นก็ได้

สำหรับในประเทศไทย นอกจากบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าแล้ว กลุ่มผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี หรือมีโรคประจำตัว 8 โรค กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาการสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง กลุ่มนี้ควรเป็นกลุ่มแรกที่พิจารณารับวัคซีนเข็มกระตุ้น

ภก. ดร.นรภัทร แนะนำว่า ในขณะที่การแพร่ระบาดยังคงรุนแรงอยู่ในประเทศไทย และหากได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มนานกว่า 3-6 เดือนแล้ว โดยเฉพาะวัคซีนประเภทเชื้อตาย ควรรับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิด Viral Vector เช่น แอสตร้าเซเนก้า หรือชนิด mRNA เช่น ไฟเซอร์ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอยู่ และการได้รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันยังเป็นวิธีที่จะช่วยให้การควบคุมการแพร่ระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับคำแนะนำในผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าครบ 2 เข็มแล้ว แม้ภูมิคุ้มกันจะยังคงสูงต่อเนื่องไปอีกประมาณ 6 เดือน แต่หลังจากนั้นจึงควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเช่นกัน ดังนั้น คนที่จองโมเดอร์น่าไว้แล้ว ก็สามารถเก็บสิทธิไว้ได้ และฉีดเป็นเข็มกระตุ้นเมื่อครบกำหนดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นช่วงต้นปี 2565 เป็นต้นไป ถึงแม้วัคซีนที่จองไว้จะยังเป็นเจนเนอเรชั่นแรก แต่จากการศึกษาการใช้วัคซีนในประชากรจำนวนมากในต่างประเทศพบว่า วัคซีนชนิด mRNA ยังมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันสายพันธุ์เดลต้า โดยควบคุมการติดเชื้อที่สูงในระดับหนึ่ง แม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงบ้างก็ตาม

คำถามคาใจ ควรรอ Variant-Specific Vaccines หรือไม่

สำหรับกลุ่มที่เพิ่งได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ครบ 2 เข็มไปหยก ๆ ซึ่งยังไม่ได้มีความจำเป็นต้องรับวัคซีนเข็มกระตุ้นในตอนนี้ แต่ได้จองวัคซีนโมเดอร์น่าไว้ จึงอาจกำลังชั่งใจว่าจะทำอย่างไรดี ควรรอ Variant-Specific Vaccines และโอนสิทธิให้คนอื่นไหม

วัคซีนเจเนอเรชั่นแรกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น พัฒนาจากสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากมณฑลหวู่ฮั่น และอาจมีผลป้องกันลดลงได้ในอนาคต ส่วน Variant-Specific Vaccines นั้น ถูกพัฒนาให้ครอบคลุมไวรัสสายพันธุ์ใหม่แต่ละสายพันธุ์ได้อย่างเจาะจง ซึ่งผู้ผลิตวัคซีนส่วนมากกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน Variant-Specific Vaccines อยู่ แต่กว่าจะได้เห็น คงต้องกลางปี 2565 ไปแล้ว

จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยกรมควบคุมโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอาสาสมัครที่เป็นผู้ที่เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ จำนวน 32,867 คน จาก 9 รัฐ ระหว่างเดือน มิถุนายน – สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์เดลต้าระบาดอย่างหนัก พบว่า ประสิทธิผลในการป้องกันการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลของโมเดอร์น่าอยู่ที่ 95% ไฟเซอร์ 80% และในด้านการป้องกันอาการหนัก-ฉุกเฉิน โมเดอร์น่าป้องกันได้ 92% ขณะที่ไฟเซอร์ป้องกันได้ 77% ซึ่งโดยรวมแล้วชี้ให้เห็นว่า วัคซีนชนิด mRNA ทั้งคู่ต่างมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลต้าได้ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม หากระยะเวลาการฉีดวัคซีน 2 เข็มแรกไม่ได้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีแนวโน้มว่าจะสามารถได้รับวัคซีนเจเนอเรชั่นที่สองได้ ก็อาจจะพิจารณาเป็นกรณีๆไป

ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666502

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 17:50 น.ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อผู้ป่วยพาร์กินสันโรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่งมอบนวัตกรรมไทย “ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน” พร้อมเจาะลึกเรื่องการฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเดินติด

โรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นำเสนอนวัตกรรมและการรักษาเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสันในงานแถลงข่าว “ไม้เท้าเลเซอร์ นวัตกรรมไทยเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน” ณ ห้อง Forum ชั้น M โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดย ศ. ดร. นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค ผู้คิดค้นและพัฒนาไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน พร้อมด้วย พญ.อุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเมดพาร์ค มาร่วมเจาะลึกเรื่อง การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเดินติด พร้อมมอบและอบรมการใช้ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานให้กับผู้ป่วยที่เข้าร่วม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นายแพทย์พงพัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า โรงพยาบาลเมดพาร์ค เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน และมีความประสงค์ที่จะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ เพื่อผลักดันและสนับสนุนการกระจายนวัตกรรมไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน ที่ผ่านการคิดค้นและผลิตโดยคนไทย เพื่อตอบโจทย์ของผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้สูงอายุที่มีปัญหาการเดินติด ก้าวขาไม่ออกได้อย่างแท้จริง เพราะโรคนี้ต้องการการดูแลและการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด ทางโรงพยาบาลจึงได้มีการจัดงานแถลงข่าวและเชิญญาติและผู้ดูแลของผู้ป่วยแต่ละท่านเข้าร่วมด้วย

โรคพาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ สถิติผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 7 ถึง 10 ล้านคน และข้อมูลจากสภากาชาดไทยชี้ว่าในประเทศไทย สถิติของการเกิดโรคพาร์กินสันอยู่ที่ 435 คน ต่อประชากร 100,000 คน โดยที่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ ร้อยละ 1 ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน และมีปัญหาในการเดินติด (Freezing of Gait) โดยอาการแสดงคือ มีการเดินติดขัดหรือเดินซอยเท้าถี่ และเมื่อร่วมกับปัญหาการทรงตัวที่ไม่ดีในผู้สูงอายุก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

จึงได้มีการคิดค้น ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน ซึ่งประดิษฐ์และพัฒนาขึ้นโดย ศ. ดร. นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค และทีมผู้วิจัย เพื่อช่วยแก้ไขอาการเดินติดในผู้ป่วยพาร์กินสัน โดยอาศัยแสงเลเซอร์สีเขียวที่ปล่อยออกมาจากไม้เท้า เป็นสิ่งชี้นำกระตุ้นทางสายตา (Visual Cues) ให้ผู้ป่วยก้าวเดิน

ศ.ดร.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า เราได้มีการมอบไม้เท้าเลเซอร์แล้ว ประมาณ 2,000 ด้าม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผ่านหน่วยงานรัฐ องค์กรการกุศลและผู้ที่สนใจ และยังมีการแจกอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยผู้ป่วยลดปัญหาการเดินติดและเพิ่มความมั่นคงในการก้าวเดิน สำหรับการรักษาโรคพาร์กินสันนั้นหากพบเร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็สามารถชะลอการพัฒนาของโรคได้ ทั้งนี้การรักษาแบบองค์รวม (Multidisciplinary care) เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ร่วมกับทีมสหวิชาชีพมีความสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน รวมถึงการทำกายภาพบำบัด ฝึกเดิน การออกเสียง ฝึกกลืน การดูแลปัญหาการนอนหลับ การปรับที่อยู่อาศัย การดูแลด้านจิตใจและพุทธิปัญญา ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย

พญ.อุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวเสริมว่า สำหรับปัญหาการเคลื่อนไหวที่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยพาร์กินสัน การฟื้นฟูกายภาพบำบัดโดยการยืดคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดความแข็งเกร็ง ฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยใช้อุปกรณ์ช่วยกะระยะ เช่น การขีดเส้นไว้ที่พื้น ก้าวตามจังหวะเสียง หรือใช้ไม้เท้าที่ติดตั้งแสงเพื่อใช้ในการฝึกเดิน (Visual Cues) สามารถช่วยลดปัญหาการเดินติดขัด ช่วยให้ผู้ป่วยเดินด้วยตนเองได้ดีขึ้น และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ผู้ป่วยควรได้รับการสอนใช้อุปกรณ์ สอนการเตรียมยืดกล้ามเนื้อหากมีอาการแข็งเกร็ง และซ้อมเดินกับนักกายภาพบำบัดก่อนจนเกิดความมั่นใจ จากนั้นจึงจะสามารถฝึกต่อเองที่บ้านได้

ผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้สูงอายุ ที่มีความเดือดร้อน สามารถติดต่อศูนย์ประสาทวิทยาโรงพยาบาลเมดพาร์ค ที่ 02-090-3114 เพื่อขอรับเลเซอร์ไม้เท้าพระราชทานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ที่ขอรับต้องมีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มพาร์กินสันหรืออาการใกล้เคียง โรคทางสมองอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคโพรงน้ำในสมองโต โรคสมองเสื่อม ที่มีปัญหาการเดินติดขัด และยินดีให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล เพื่อพัฒนาต่อยอดในการรักษา

ผลสำรวจชี้ 6 ใน 10 มองว่าสุขภาพของตนต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666377

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 16:25 น.ผลสำรวจชี้ 6 ใน 10 มองว่าสุขภาพของตนต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติผลสำรวจด้านความเฉื่อยของสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก หัวข้อ Asia Pacific Health Inertia Survey ประจำปี 2564 เผย ผู้บริโภคจำนวน 6 ใน 10 ระบุสุขภาพจิตและสุขภาพกายในปัจจุบันต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ (อยู่ในระดับ ‘พอใช้’ หรือ ‘แย่’) มากกว่าผู้ที่รู้สึกว่ามีสุขภาพอยู่ในระดับ ‘ดี’ ‘ดีมาก’ หรือ ‘ยอดเยี่ยม’ ซึ่งลดลงจากปีก่อน

บริษัทด้านโภชนาการชั้นนำของโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เผยผลสำรวจด้านความเฉื่อยของสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก หัวข้อ Asia Pacific Health Inertia Survey ประจำปี 2564 โดยเผยว่าผู้บริโภคจำนวน 6 ใน 10 คนในภูมิภาคนี้ ระบุว่า สุขภาพจิตและสุขภาพกายในปัจจุบันของพวกเขาต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ (อยู่ในระดับ ‘พอใช้’ หรือ ‘แย่’) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ที่รู้สึกว่ามีสุขภาพอยู่ในระดับ ‘ดี’ ‘ดีมาก’ หรือ ‘ยอดเยี่ยม’ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะแบ่งสถานะทางสุขภาพเป็นดีขึ้นหรือแย่ลงเท่านั้น

สำหรับผู้ที่เห็นความเสื่อมถอยของร่างกายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริโภคจำนวน 7 ใน 10 คน (69%) ระบุว่าเป็นเพราะขาดการออกกำลังกาย รองลงมาคือการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น (36%) และไม่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเพื่อติดตามความมีระเบียบวินัยในออกกำลังกาย (26%) โดยสาเหตุหลักของสุขภาพจิตที่เสื่อมถอยประกอบด้วยความเครียดจากความไม่แน่นอนในหน้าที่การงาน (54%) การอยู่บ้านบ่อยขึ้นเนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง (53%) และการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (42%)

สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นว่าสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว ปัจจัยร่วมมาจากการออกกำลังกายมากขึ้น ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ การสนับสนุนจากชุมชน และเวลาและพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น

Stephen Conchie รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ได้บั่นทอนความกระตือรือร้นและความมีชีวิตชีวาของผู้คน อย่างไรก็ตาม การตระหนักรู้มากขึ้นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายเป็นประจำ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และการสนับสนุนของชุมชนจะมีส่วนทำให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรวม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับเราในการกระตุ้นผู้บริโภคให้กลับมามีสุขภาพที่ดี และก้าวไปข้างหน้าด้วยไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงและมีสุขภาพดีจากแรงสนับสนุนของโภชนาการที่ดี เรากำลังรวบรวมส่วนประกอบสำคัญของกิจกรรมการออกกำลังกาย การเลือกโภชนาการที่ดีขึ้น และชุมชนที่ยกระดับขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้คนเริ่มต้นเส้นทางชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีอีกครั้งไปพร้อมกับกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ Virtual Run และแคมเปญ Get Moving with Good Nutrition ที่กลับมาเป็นปีที่สองติดต่อกัน”

การสำรวจด้านความเฉื่อยของสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก หัวข้อ Asia Pacific Health Inertia Survey ประจำปี 2564 ของ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จัดทำในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2564 และได้ทำการสำรวจผู้บริโภคที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 5,496 คนที่ในตลาดเอเชียแปซิฟิก 11 แห่ง ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และ เวียดนาม ผลสำรวจเผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ตลอดจนทัศนคติและพฤติกรรมที่มีต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ผู้บริโภคหลายคนเริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น

แม้ว่าผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่จะมองว่าสุขภาพของตนเองในปัจจุบันนั้นน้อยกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ แต่หลายคนก็เริ่มหันไปรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นและออกกำลังกายมากขึ้นอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ผู้บริโภค 54% ในภูมิภาคกล่าวว่าพวกเขาเริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเวียดนาม (78%) อินโดนีเซีย (75%) และฟิลิปปินส์ (73%) ในบรรดาผู้ที่ระบุว่าพวกเขาเริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพน้อยลงเนื่องจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ปัจจัยอันดับหนึ่งคือความสามารถในการเข้าถึงขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างง่ายดาย

ผลสำรวจยังเผยว่าผู้บริโภค 42% เริ่มออกกำลังกายมากขึ้นเนื่องจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายน้อยลงในช่วงการแพร่ระบาดนั้น ส่วนใหญ่ระบุว่าออกกำลังกายน้อยกว่า 1 ถึง 3 วันต่อสัปดาห์ โดยอ้างว่าสาเหตุหลักคือขาดแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ที่บ้านไม่มีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย และไม่สามารถเข้ายิมและฟิตเนสเซ็นเตอร์ได้

เทคโนโลยีหลักในการกระตุ้นพฤติกรรมที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดี

ด้วยกระแสดิจิทัลที่แผ่ขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิก เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการช่วยสร้างระเบียบวินัยการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดี

ปัจจุบันผู้บริโภค 1 ใน 2 (56%) ใช้เครื่องมือเทคโนโลยี เช่น คลาสและวิดีโอฟิตเนสเสมือนจริงที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ (42%) อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (39%) แอปพลิเคชันสำหรับฟิตเนสและการออกกำลังกาย (34%) และแอปพลิเคชันโภชนาการ (31%) เพื่อช่วยส่งเสริมระเบียบวินัยการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นยังพบว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลเชิงบวก (33%) ต่อสุขภาพจิตมากกว่าอิทธิพลเชิงลบ (19%)

บรรดาผู้ที่ระบุว่าสื่อสังคมมีผลในเชิงบวกอ้างถึงปัจจัยต่อไปนี้

· การอ่านเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจ/แรงจูงใจ (60%)

· การรับชมเนื้อหาที่ตลกขบขัน/เบาสมอง (58%)

· แรงบันดาลใจ/แรงจูงใจจากโซเชียลมีเดียอินฟลูเอนเซอร์ (50%)

ความต้องการที่ชัดเจนในการเริ่มต้นไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดี

เมื่อถามถึงแผนการที่จะปรับใช้พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดีในอีก 12 เดือนข้างหน้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (88%) ระบุพวกเขาวางแผนที่จะรับประทานเพื่อสุขภาพมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภค 79% วางแผนที่จะออกกำลังกายมากขึ้น

ขั้นตอนที่ผู้บริโภคจะรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ได้แก่

· ดื่มน้ำเยอะขึ้น (70%)

· เพิ่มผักและผลไม้ในมื้ออาหารมากขึ้น (61%)

· ลดการบริโภคน้ำตาลและขนมหวาน (61%)

ข้อปฏิบัติหลัก ๆ ที่ผู้บริโภคจะทำเพื่อออกกำลังกายมากขึ้น ได้แก่

· ออกแบบกิจวัตรประจำที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (64%)

· ชักชวนสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ มาออกกำลังกายร่วมกันในแบบจริงหรือแบบเสมือนจริง (38%)

· ซื้อเครื่องออกกำลังกายสำหรับออกกำลังกายที่บ้าน (35%)

กิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ Herbalife Nutrition Virtual Run ปี 2564 กระตุ้นแนวโน้มการใช้ชีวิตแบบกระฉับกระเฉงและมีสุขภาพดี งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Get Moving with Good Nutrition ของบริษัท โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจุดประกายการดำเนินการในวงกว้างสำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยกิจกรรมวิ่งจะจัดขึ้นใน 11 ตลาด ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม

กิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ Herbalife Nutrition Virtual Run ประจำปี 2563 มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 14,000 คน ทำงานเกือบ 600,000 กิโลเมตรทั่วเอเชียแปซิฟิก ในปีนี้ Virtual Run ได้กำหนดเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมและเนื้อหาดิจิทัลที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกได้รับคำแนะนำและเครื่องมือในการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพ ตลอดจนช่วยส่งเสริมชุมชนที่สนับสนุนเส้นทางการวิ่งของพวกเขา