เช็กและฟื้นฟูสมรรถภาพปอด หลังหายจากโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666351

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 11:15 น.เช็กและฟื้นฟูสมรรถภาพปอด หลังหายจากโควิด-19ปอดยังดีอยู่หรือเปล่า! หมอชวนเช็กสมรรถภาพปอดด้วย Spirometer และฟื้นฟูปอดด้วยโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะบุคคล หลังหายจากโควิด-19

แม้จะหายจากโควิด-19 แล้วก็อย่าเพิ่งวางใจ เพราะปอดอาจโดนทำลายจนประสิทธิภาพการทำงานถดถอยไม่รู้ตัว โดยนายแพทย์ฐชิภัทร เสรีอรุโณ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า เชื้อไวรัสโควิดจะทำให้ปอดอักเสบและมีโอกาสเกิดพังผืดในเนื้อปอด แม้จะรักษาการติดเชื้อโควิดจนหายขาดแล้วก็ยังสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ หรือที่เรียกว่า Long COVID-19 หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนนั้นคือประสิทธิภาพการทำงานของปอดที่ลดลง รวมถึงการถดถอยของสภาพร่างกายโดยรวม กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ตลอดจนระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้มีอาการเหนื่อยง่ายระหว่างทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือออกกำลังกายได้ไม่เท่ากับก่อนป่วย

“ผู้ป่วยบางรายขณะที่ติดเชื้อโควิด-19 อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการอะไรเลย แต่หากมีการอักเสบเกิดขึ้นในเนื้อปอดย่อมมีโอกาสเกิดการทำลายเนื้อปอดหรือพังผืดตามมาได้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง ซึ่งตอนที่เราอายุยังไม่มากอาจจะยังไม่แสดงอาการเหนื่อยง่ายให้เห็น เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของปอดยังดีเพียงพอต่อความต้องการใช้ออกซิเจนของร่างกาย แต่ตามธรรมชาติประสิทธิภาพการทำงานของปอดคนเราจะถดถอยลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้ผู้ที่มีประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลงในวันนี้แสดงอาการเหนื่อยง่ายได้ก่อนอายุที่ควรจะเป็น หรือมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่นในยามที่การทำงานของปอดลดลงจากปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต เพราะฉะนั้นการตรวจเช็คประสิทธิภาพการทำงานของปอด รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนการบริหารฟื้นฟูปอดและร่างกายโดยรวมให้กลับมาดีดังเดิมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในยามสูงอายุ และช่วยลดความรุนแรงในยามเจ็บป่วยด้วยโรคทางปอดอื่น ๆ” นายแพทย์ฐชิภัทร กล่าว

สำหรับ Spirometer เป็นเครื่องทดสอบสมรรถภาพปอดด้วยการหายใจเพื่อวัดปริมาตรอากาศเข้าและออกจากปอดด้วยความเร็วและแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมแสดงผลเป็นตัวเลขค่าร้อยละและกราฟ เพื่อให้แพทย์ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของปอด นอกจากนี้ยังสามารถทดสอบมรรถภาพการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วยโปรแกรม Six minute walk test หากพบว่าสมรรถภาพการทำงานของปอด หัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกล้ามเนื้อถดถอยหรือต่ำกว่าเกณฑ์ของคนปกติทั่วไป แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะออกแบบโปรแกรมในการฟื้นฟูปอดและร่างกายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ดังนั้น ผู้ป่วยที่หายขาดจากโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ ทั้งผู้ที่ไม่มีอาการและผู้ที่มีอาการแสดง เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น รู้สึกหวิว ๆ ในขณะที่ทำกิจวัตรระหว่างวันที่เคยทำได้ รู้สึกล้า เพลีย ยืนเดินได้ไม่ทน หรือออกกำลังกายได้ไม่หนักเท่ากับก่อนป่วย นายแพทย์ฐชิภัทรแนะนำว่าควรต้องได้รับการทดสอบสมรรถภาพปอด กล้ามเนื้อ ตลอดจนการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเข้ารับการฟื้นฟูหากพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายลดลง ทั้งนี้เพื่อให้ปอดและสุขภาพร่างกายโดยรวมกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รู้จัก Salt Meter เครื่องวัดเกลือ ตัวช่วยควบคุมเค็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665976

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 08:35 น.รู้จัก Salt Meter เครื่องวัดเกลือ ตัวช่วยควบคุมเค็มรู้หรือไม่ ประเทศไทยมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงรายใหม่มีเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับมีเพียง 30% เท่านั้นที่ควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ได้ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ชวนลดพฤติกรรมการกินเค็ม-ลดความดันโลหิต ด้วยอุปกรณ์วัดปริมาณเกลือในอาหาร หรือ Salt Meter

โรคความดันโลหิตสูง เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ แตก อย่างมีนัยสำคัญ และการที่เราสามารถลดความดันโลหิตลงได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว ในประเทศไทยแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงรายใหม่มีเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับมีเพียง 30% เท่านั้นที่ควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ได้ ปัจจัยสำคัญโดยเฉพาะในคนเอเชีย ที่ส่งผลต่อความดันโลหิตสูงคือการบริโภคเกลือ โดยเฉพาะเกลือโซเดียมที่มากเกินไปจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ , นพ.ศิริชัย วิริยะธนากร และรศ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ และคณะผู้วิจัย เครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยข้อมูลว่าจากรายงานผลการสำรวจล่าสุดในปีที่ผ่านมา โดยเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สสส. ร่วมกับคณะสาธารณสุข ของมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศ และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่า

..คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ยวันละ 9.1 กรัม ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 5 กรัมต่อวัน ไปถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของคนไทย นอกจากนี้ การบริโภคเค็มเป็นเวลานาน จะทำให้ติดรสเค็ม และมีความไวต่อการรับรู้รสเค็มที่ลดลง เรียกว่า เคยชินกับความเค็มไปด้วย

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติ The Journal of Clinical Hypertension เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานวิจัยในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ (ไม่ว่าจะรับประทานยาลดความดันโลหิตหรือยังไม่ได้เริ่มยาก็ตาม) โดยนำเอาอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณโซเดียมในอาหารหรือเครื่องวัดเกลือ (Salt meter) ที่ทำให้ทราบปริมาณความเค็มในอาหารที่จะบริโภคภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยจุ่มลงไปในน้ำแกงหรือซุป เครื่องจะวัดความเข้มข้นของเกลือจากระดับความเหนี่ยวนำไฟฟ้าของน้ำแกงและแสดงค่าระดับความเค็มเป็นเปอร์เซ็นต์เกลือและการแสดงออกของใบหน้าบนหน้าจอ โดยระดับความเค็มที่เหมาะสมจะแสดงผลเป็นหน้ายิ้ม ระดับความเค็มปานกลางเป็นหน้านิ่งเฉย และระดับเค็มมากเป็นหน้าเศร้า เครื่องวัดเกลือนี้ถูกพัฒนาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนำมาใช้ในสถานการณ์จริง โดยให้กับผู้ป่วยไปใช้ที่บ้านร่วมกับการให้ความรู้โดยนักโภชนาการเกี่ยวกับการลดบริโภคเค็ม เปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว โดยติดตามผลที่ 8 สัปดาห์ หรือประมาณ 2 เดือน

ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ใช้เครื่องวัดเกลือ (Salt meter) ร่วมด้วย จะมีการบริโภคเกลือที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (วัดจากปริมาณเกลือโซเดียมที่ขับออกในปัสสาวะ 24 ชั่วโมงซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน) โดยปริมาณลดลงไปถึง 31 มิลลิโมลต่อวัน เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อดูในด้านของความดันโลหิต ยังให้ผลที่น่าพึงพอใจ โดยในกลุ่มที่ใช้อุปกรณ์เครื่องวัดเกลือ (salt meter) มีความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic blood pressure) ลดลงไปถึง 14.4 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) ลดลงไป 5.5 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ทางคณะผู้วิจัยได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำการทดสอบความไวของการรับรู้รสเค็มของลิ้นซึ่งจะแย่ลงในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและในผู้ที่บริโภคเค็มเป็นเวลานาน พบว่า มีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงความไวในการรับรู้รสเค็มไปในทางที่ดีขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ใช้อุปกรณ์เครื่องวัดเกลือในอาหาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงความไวในการรับรู้รสเค็มของลิ้นจะเป็นตัวช่วยในการแยกแยะอาหารที่มีเกลือเป็นองค์ประกอบในปริมาณที่สูงได้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องวัดเกลืออีก

โดยสรุป จากงานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งเป็นการนำอุปกรณ์เครื่องวัดเกลือในอาหาร หรือ salt meter นี้ไปใช้จริงในทางปฏิบัติ พบว่ามีประโยชน์ในการช่วยปรับพฤติกรรมทำให้ลดการบริโภคเกลือ ปรับลิ้นให้มีความไวในการรับรู้รสเค็มได้ดีขึ้น และส่งผลให้มีความดันโลหิตที่ควบคุมได้ดีขึ้นมาก ซึ่งระยะยาวก็น่าจะส่งผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงจากการต้องกินยาลดความดันโลหิต และในระยะยาว หากอุปกรณ์นี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในครัวเรือน ร้านอาหารในชุมชน ในโรงเรียน ก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมทางสาธารณสุขทั่วประเทศอีกด้วย

คุยเรื่องเต้านม ไขข้อข้องใจให้กระจ่าง กับแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665870

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 08:10 น.คุยเรื่องเต้านม ไขข้อข้องใจให้กระจ่าง กับแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านมถาม-ตอบ ปัญหาหนักอกของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม โดย นพ.ปิยศักดิ์ ทหราวานิช แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านม ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลนวเวช

ถ้าพูดถึงมะเร็งเต้านม หลายคนนึกถึงภาพการสูญเสียเต้านม ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่จำเป็นจะต้องสูญเสียเต้านมเสมอไป เราสามารถรักษาโดยการเก็บเอกลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง และเต้านมที่สวยงามเอาไว้ได้

มะเร็งเต้านมถือว่าเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งในผู้หญิง โดยอัตราการเป็นในปัจจุบันพบว่าทุก ๆ ผู้หญิง 8 ถึง 10 คน จะพบผู้หญิง 1 คนเป็นมะเร็งเต้านม ในขณะเดียวกันผู้ชายก็มีโอกาสเป็นได้ แต่ว่าพบในอัตราที่น้อยกว่ามาก โดย 100 คน จะเป็นเพียง 1 คน

ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมอีกหลายเรื่องที่หลายคนไม่ทราบและสงสัย นพ.ปิยศักดิ์ ทหราวานิช แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านม ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลนวเวช ไขข้อข้องใจให้หายสงสัย ลองไปติดตามอ่านกัน

สาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมคืออะไร

ปัจจุบันเราพบว่าสาเหตุที่เกิดจากกรรมพันธุ์ หรือพันธุกรรม เพียงแค่ 20% ส่วนอีก 80% เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นมาทีหลัง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระหว่างการใช้ชีวิต 

อาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์

กลุ่มอาการที่ควรจะมาพบแพทย์โดยด่วน คือ

  • คลำเจอก้อนที่บริเวณเต้านม
  • มีแผล ผื่น ที่ไม่หาย บริเวณลานหัวนม หรือหัวนม
  • มีเลือดออกจากหัวนม หรือมีน้ำผิดปกติออกจากบริเวณหัวนม
  • เต้านมบวมขึ้น บิดเบี้ยว บวมแดง
  • มีอาการเจ็บ ลักษณะเจ็บผิดปกติ ไม่เคยเจ็บแบบนี้มาก่อน

ลักษณะพวกนี้จำเป็นจะต้องมาพบแพทย์โดยเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรอให้เกิดอาการ ควรมารับการตรวจคัดกรองตามโปรแกรมที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้เจอโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้ผลการรักษาดี มีประสิทธิภาพมากที่สุด

แนวทางการตรวจเต้านมเป็นอย่างไร

โดยทั่วไปการคัดกรองมะเร็งเต้านม ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองกับแพทย์ด้วยการตรวจร่างกาย และ/หรือการทำอัลตราซาวด์เต้านม (Breast ultrasound) ทุก ๆ 3 ปี หลังจากนั้นพออายุ 35-40 ปี แนะนำให้ตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม ซึ่งปัจจุบันมีถึง 3 มิติ (3D Mammogram and Breast ultrasound) อย่างน้อย 1 ครั้ง พออายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้ทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปี

การรักษามะเร็งเต้านมมีกี่วิธี?

การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันมีการพัฒนาไปค่อนข้างมาก ไม่จำเป็นจะต้องสูญเสียเต้านมเสมอไป แต่รูปแบบทั่ว ๆ ไปของการรักษามะเร็งเต้านม ประกอบไปด้วย

(1) การผ่าตัดแบบ Mastectomy คือการตัดเต้านมออกทั้งเต้า เป็นการผ่าตัดที่คนไข้ผู้หญิงทุกคนค่อนข้างกังวลกับรูปแบบการผ่าตัดแบบนี้

(2) ปัจจุบันนี้เราสามารถที่จะพัฒนา การผ่าตัดรักษาให้เทียบเท่ากันได้ โดยที่ไม่ต้องสูญเสียเต้านม เรียกการผ่าตัดนี้ว่า Nipple Sparing Mastectomy with immediate reconstruction โดยเก็บทั้งหัวนม ลานหัวนม และผิวหนังของเนื้อเต้านมเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คว้านเนื้อเต้านมที่อยู่ทางด้านในออกทั้งหมดแล้วทำการเสริมสร้างเต้านมขึ้นมาใหม่โดยทันที ทุกอย่างจะเสร็จภายในการผ่าตัดหนึ่งครั้ง จะได้เต้านมที่มีรูปร่างสวยงามเหมือนเดิม

(3) วิธีสุดท้ายคือ การผ่าตัดแบบสงวนเต้า หรือที่เรียกว่า Breast conserving surgery การผ่าตัดแบบนี้ก็คือ การคว้านก้อนมะเร็งเต้านมออกอย่างกว้างๆ โดยเก็บเนื้อเต้านมส่วนใหญ่ของคนไข้เอาไว้ หลักการก็คือ เนื้อเต้านมส่วนใหญ่ของคนไข้ที่เก็บเอาไว้จะต้องยังคงรูปให้ความสวยงามได้ในระดับหนึ่ง ถึงจะเลือกทำการผ่าตัดด้วยวิธีนี้

มะเร็งเต้านมสามารถให้นมบุตรได้หรือไม่?

สุภาพสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมสามารถให้นมบุตรได้ ไม่ต้องมีข้อกังวลใด ๆ แต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนก่อน

เสริมหน้าอกทำให้เป็นมะเร็งเต้านมจริงหรือ?

การเสริมเต้านมในปัจจุบัน ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดของตัวซิลิโคน (Silicone) หากใช้ซิลิโคนที่คุณภาพไม่ดี หรือคุณภาพต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อการรั่วซึมได้ค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อเกิดการรั่วซึมจะก่อให้เกิดมะเร็งในภายหลังได้ แม้ในปัจจุบันซิลิโคนมีการพัฒนาขึ้นแต่กลับพบว่า ถึงแม้ว่าไม่ได้รั่วหรือไม่ได้แตก แต่ยังกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมอีกชนิดหนึ่งได้ที่เรียกว่า Lymphoma ซึ่งจำเป็นที่จะต้องตรวจติดตามเป็นระยะ ๆ เพราะฉะนั้นคนไข้ที่เสริมเต้านมมาแล้ว จำเป็นจะต้องมีการตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมสำหรับผู้เสริมเต้านม คือ 3D Mammogram (Implantation) and Breast ultrasound กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นประจำสม่ำเสมอทุก ๆ ปี

รักษามะเร็งเต้านมจำเป็นต้องสูญเสียเต้านมหรือไม่?

ถึงแม้มะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตในผู้ป่วยหญิงมากที่สุด และทำให้บางครั้งจำเป็นจะต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้า ซึ่งการรักษาแบบนี้เป็นรูปแบบการรักษาที่ผู้หญิงทุกคนยังคงกังวลอยู่ แต่ความจริงแล้วสามารถหลีกเลี่ยงการรักษาในรูปแบบของการตัดเต้านมออกได้ โดยจะต้องตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการมาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตามระยะทุก ๆ 1 ปี ควรทำแมมโมแกรมร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ (3D Mammogram and Breast ultrasound) กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการรักษามะเร็งเต้านม ด้วยการตัดเต้านมออกทั้งเต้าไปได้

5 โรคผิวหนังเฝ้าระวังช่วงน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665869

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 07:25 น.5 โรคผิวหนังเฝ้าระวังช่วงน้ำท่วมนพ.โกวิท คัมภีรภาพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยสาเหตุการเกิดโรคผิวหนังที่มาพร้อมกับช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำท่วมขัง

ในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกชุก ปัญหาน้ำท่วมและน้ำท่วมขัง ในพื้นที่หลายๆ แห่งของประเทศไทย กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเรา น้ำท่วมในเขตเมือง ทำให้ผู้คนต้องยืน หรือเดินลุยน้ำ บางคนต้องสวมเสื้อผ้าที่เปียกอับชื้น ทำให้มีโอกาสเป็นโรคเชื้อราที่ผิวหนัง ส่วนในชนบท น้ำที่ท่วมขังในท้องนาอาจมีเชื้อโรคหลายชนิดอยู่ เช่น แบคทีเรีย ปรสิต คนที่ลงไปแช่น้ำในท้องนา ก็อาจเกิดโรคติดเชื้อจากเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำได้  นอกจากนี้ ภาวะน้ำท่วมอาจทำให้สัตว์เลื้อยคลานและแมลงคลาน อพยพหนีน้ำมาอยู่ในบ้านเรือนอาจทำร้ายกัดคน สาเหตุดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  จึงก่อให้เกิดโรคผิวหนังที่มาพร้อมกับช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำท่วมขัง ดังนี้

1. โรคน้ำกัดเท้า

หรือฮ่องกงฟุต ถือเป็นโรคที่มากับน้ำท่วมที่พบบ่อยที่สุด โรคนี้เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา โดยเป็นเชื้อราในกลุ่มเดียวกันกับโรคขี้กลาก (Tinea) ซึ่งได้แก่ เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes  เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนฝ่าเท้า ง่ามนิ้วเท้า ที่เปียกชื้นจากการลุยน้ำท่วมขัง  การสวมรองเท้าที่เปียกอับชื้นมีเชื้อรา เชื้อราจึงรุกรานเข้าสู่ผิวหนังและก่อโรคน้ำกัดเท้าได้ อาการพี่พบ มักจะคันตามง่ามเท้า เป็นผื่นเปื่อยยุ่ย บางครั้งอาจเป็นตุ่มน้ำ มีอาการคัน ที่ฝ่าเท้า และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ อาการที่เพิ่มขึ้นจะอักเสบบวมแดง ปวด หรือเป็นหนอง  การรักษาโรคน้ำกัดเท้า คือการใช้ยารักษาเชื้อรา อาจจะเป็นยาทาครีม imidazole  แต่ถ้าเป็นมาก มีผื่นที่เท้าทั้งสองข้าง อาจต้องรักษาด้วยยากินต้านเชื้อรา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสั่งจ่ายยา โดยทั่วไปโรคน้ำกัดเท้า เป็นโรคไม่รุนแรง รักษาได้หายขาดได้ภายใน 2-4 สัปดาห์  โรคน้ำกัดเท้าป้องกันได้โดยรักษาเท้าให้แห้งเสมอ หากจำเป็นต้องแช่ลุยน้ำ หลังขึ้นจากน้ำแล้ว รีบฟอกสบู่ทำความสะอาด ล้างน้ำแล้วเช็ดให้เท้าแห้ง  ผลข้างเคียงจากโรคน้ำกัดเท้า คือ การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่แผล ซึ่งอาจส่งผลให้แผลมีการอักเสบมากขึ้น และเกิดหนองได้ ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

2. โรคติดเชื้อราที่ขาหนีบ 

หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘สังคัง’ สาเหตุเกิดจากเชื้อรากลาก (dermatophyte) โรคนี้เป็นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เนื่องจากความเปียกชื้นจากการแช่น้ำท่วมขังสูงกว่าขาหนีบ การสวมเสื้อผ้าที่เปียกชื้น ทำให้บริเวณใต้ร่มผ้า โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบเกิดความอับชื้นได้ง่าย เชื้อราเจริญงอกงาม จนกลายเป็นผื่นแดง และมีอาการคันตามมา บางคนเกิดจากการเป็นเชื้อราที่เท้า แล้วเวลาสวมกางเกงในจะนำเชื้อราที่เท้าไปสัมผัสขาหนีบ  ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา เชื้อราก็อาจจะลามไปยังผิวหนังส่วนอื่น ๆ ก็เป็นได้ ซึ่งลักษณะอาการของหลาย ๆ คนที่เป็นมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเกาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งเกามาก ๆ ผิวหนังก็จะยิ่งถลอก กลายเป็นว่าปวดแสบปวดร้อนไปอีก นอกจากจะทรมานแล้วยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย สำหรับยาที่รักษาเชื้อราที่ขาหนีบ มักจะเป็นยาครีมในกลุ่ม imidazole โดยให้ทาบริเวณที่เป็นผื่นทุกเช้าเย็นหลังอาบน้ำ  ส่วนใหญ่ต้องทายาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จนหายขาด  แต่หากทายาแล้วไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการตรวจและรักษาทันที ทั้งนี้แพทย์อาจจะให้ยามารับประทานหรือให้ยาตัวใหม่มาทา ซึ่งก็ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ควรหลีกเลี่ยงการทาครีมที่ผสมสเตียรอยด์ เพราะนอกจากทำให้โรคไม่หายแล้ว ยังอาจเกิดผลข้างเคียงจากการทายาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังบาง ผิวแตกลายได้

3. โรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis)

โรคเมลิออยโดซิส เกิดจากแบคทีเรีย เบอร์คโฮลเดอเรีย ซูโดมาลเลอัย (Burkholderia pseudomallei) แบคทีเรียชนิดนี้ชอบอาศัยในน้ำจืดและดินชื้นในเขตร้อน  โรคเมลิออยโดซิสพบได้ทั่วไปในเขตร้อน แต่พบบ่อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  ผู้ป่วยโรคเมลิออยโดซิส ส่วนมากเกิดจากบาดแผลสัมผัสดินหรือน้ำปนเปื้อน  ในประเทศไทยพบมากที่สุดในชาวนา โดยเพศชายเป็นมากกว่าเพศหญิง 4 เท่า  โรคเมลิออยโดซิส มีลักษณะทางคลินิก คือ เป็นฝีหนองตามผิวหนัง ที่อาจแพร่กระจายไปที่ปอด, กระดูก, ข้อ, ตับ, และม้าม  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อที่ปอด ส่วนมากมีไข้เฉียบพลัน, หนาวสั่น, ไอ, หอบ, และเจ็บหน้าอก การรักษาโรคเมลิออยโดซิส ต้องทดสอบความไวต่อยาทุกครั้ง ระหว่างรอผลใช้ ceftazidime ร่วมกับ TMP-SMX ฉีดเข้าเส้นนาน 10-14 วัน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นยารับประทาน amoxicillin/clavulanate 2-6 เดือน  ฝีหนองที่ผิวหนังควรเจาะระบายหนองหลังจากเริ่มยาปฏิชีวนะแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด

นพ.โกวิท คัมภีรภาพ  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดซิส ผู้ป่วยเบาหวานหรือไตวายเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการลงไปในแหล่งน้ำจืดในถิ่นที่มีโรคชุกชุม โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล  ถ้าต้องลงน้ำหลังจากนั้นให้อาบน้ำฟอกสบู่ล้างตัวให้สะอาด 

4. โรคฉี่หนู ไข้ฉี่หนู หรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ สัตว์ฟันแทะโดยเฉพาะหนูเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญ นอกจากนี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 160 สปีชีส์ที่อาจเป็นแหล่งรังโรค รวมทั้งสัตว์ป่า, สัตว์เลี้ยง, และปศุสัตว์หลายชนิด  โรคฉี่หนู มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว (spirochete) ชื่อ เล็บโตสไปร่า อินเทอโรแกนส์ (Leptospira interrogans)  เชื้อนี้สามารถอาศัยอยู่ในหลอดไตในสัตว์ได้นานหลายปี

ทั้งนี้ โรคฉี่หนู พบได้ทั่วโลก ยกเว้นเขตขั้วโลก คือ ทุกๆ ที่ๆ ปัสสาวะสัตว์สามารถปนเปื้อนแหล่งน้ำจืดหรือน้ำท่วมขัง  สัตว์จะถ่ายปัสสาวะพร้อมกับเชื้อแบคทีเรียออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำ  เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานหลายเดือน  ในเขตร้อนจะมีการระบาดในฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในสลัมแออัดที่สุขาภิบาลไม่ดี และคนชอบเดินเท้าเปล่า  โรคนี้พบบ่อยในเด็กที่ชอบเล่นน้ำสกปรก และผู้ใหญ่ที่มีอาชีพเสี่ยง เช่น ชาวนาที่ทำงานในทุ่งนาที่มีน้ำท่วมขัง

โรคฉี่หนู ติดต่อจากคนสู่คนได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ติดต่อกันโดยการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีการติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ เช่น  การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ,การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะหรือของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป และเข้าผ่านเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา และปาก หรือผ่านเข้าทางผิวหนังตามรอยแผลและรอยขีดข่วน  อาการของโรคฉี่หนู  เริ่มตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยจนถึงมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต  โดยกว่า 90  เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย จะมีอาการเล็กน้อยและมักเป็นแบบไม่เหลือง ซึ่งหายได้เอง ส่วนชนิดที่มีอาการรุนแรงนั้น พบได้ 5-10% ของผู้ติดเชื้อ หลังระยะฟักตัว 5-14 วัน จะมีไข้เฉียบพลัน, หนาวสั่น, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้อง, และปวดกล้ามเนื้อ (โดยเฉพาะที่น่องและต้นขา) เป็นอยู่นาน 1 สัปดาห์  หลังจากนั้นเข้าสู่ระยะต่อไป จะมีไข้ต่ำ ๆ แต่ถ้ารุนแรงจะมีผื่น, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ตาอักเสบ, และตับไตวาย

ในสัปดาห์แรกที่ป่วย จะมีตาแดง  ผื่นพบน้อยกว่า 50% และมีลักษณะไม่จำเพาะ ส่วนมากเป็นตามลำตัว  ส่วนวิธีการรักษานั้นจะใช้ยาปฏิชีวนะ ควรให้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรเกิน 4 วันหลังจากมีอาการเป็นอย่างช้า ระยะเวลาที่ให้นานอย่างน้อย 7 วัน โดยชนิดของยาปฏิชีวนะจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของอาการ โดยการป้องกันโรคฉี่หนูในชุมชนได้ด้วยการระบายน้ำเสียไม่ให้ท่วมขัง และควบคุมประชากรหนู  ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค  คนที่คาดว่าจะต้องสัมผัสกับน้ำหรือดินปนเปื้อน ควรสวมเสื้อผ้ารองเท้าที่สามารถป้องกันน้ำและดิน

5. โรคพยาธิหอยคัน (Cercarial dermatitis)

โรคพยาธิหอยคัน เป็นโรคติดเชื้อพยาธิ เกิดจากการลงในน้ำจืดและน้ำทะเล แล้วสัมผัสกับตัวอ่อนของพยาธิใบในเลือดของสัตว์ (non-human schistosomal parasites) หลายสปีชีส์   โรคพยาธิหอยคัน พบได้ทั่วโลก  ในสหรัฐอเมริกา มักพบในคนที่เล่นน้ำทะเล และชาวประมงหาหอย  โรคพยาธิหอยคัน เป็นที่รู้จักกันดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักพบในเกษตรกรที่ลงไปในทุ่งนาที่มีน้ำท่วมขัง  ในประเทศไทยมีการระบาดบ่อยๆ ของโรคพยาธิหอยคัน ที่เกิดจากพยาธิหลายสายพันธุ์ ส่วนวงจรโรคพยาธิหอยคัน นั้น เริ่มจากนกน้ำหลายชนิด, หนู, หรือกวาง ถ่ายอุจจาระที่มีไข่พยาธิลงไปในน้ำ  ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 10-15 นาที ตัวอ่อนต้องรีบว่ายน้ำเข้าไปในหอยแล้วเจริญเติบโตแพร่ขยาย  ภายใต้ภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ตัวอ่อนถูกปล่อยออกจากหอย  ถ้ามีเหยื่อที่เหมาะสมลงน้ำ ตัวอ่อนจะไชผ่านเข้าผิวหนัง สลัดหางทิ้งแล้วเข้าเส้นเลือด แหวกว่ายผ่านหัวใจและปอดไปที่เส้นเลือดดำในตับ ที่ซึ่งมันจะเติบโตเต็มที่เป็นวัยผู้ใหญ่ จับคู่ แหวกว่ายผ่านเส้นเลือดดำของผนังลำไส้ ที่ซึ่งตัวเมียจะวางไข่  ไข่จะผ่านผนังลำไส้และออกมากับอุจจาระ ถือว่าจบวงจรชีวิต

ถ้าตัวอ่อนของพยาธิบังเอิญเจาะไชผิวหนังของมนุษย์  ตัวอ่อนจะไชผ่านหนังกำพร้า แต่ไม่สามารถเข้าเส้นเลือด  ตัวอ่อนจะตายอยู่ในชั้นบนของชั้นหนังแท้ และเกิดการเน่าสลายตัวภายใน 3-4 วัน  โปรตีนในซากพยาธิ สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ เกิดผื่นแดงคันมาก คล้ายลมพิษ  ซึ่งอาจกลายเป็นตุ่มน้ำและตุ่มหนอง อาจปวดและบวม ร่วมกับคันมาก ซึ่งเป็นเต็มที่ใน 48-72 ชม.  ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจมีอาการปวดศีรษะ, มีไข้ ทั้งนี้โรคพยาธิหอยคัน ให้รักษาตามอาการ  ถ้าเป็นน้อยให้ทาคาลาไมน์, และยากินต้านฮิสตามีน  การชำระล้างทำความสะอาดจะช่วยป้องกันติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน  ถ้าอาการรุนแรงอาจต้องไปพบแพทย์

สำหรับในช่วงฤดูฝน สิ่งที่ต้องระวังให้ดี คือ สัตว์จำพวกแมลงคลาน และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู  แมงป่อง ตะขาบ ที่อพยพหนีน้ำมาอยู่ในบ้านเรือน อาจทำร้ายกัดคน  การป้องกันต้องทำให้บ้านพักที่อยู่อาศัยปลอดโปร่ง ไม่รก ตรวจตราเสื้อผ้า รองเท้า ก่อนสวมใส่ ว่ามีสัตว์ร้ายมาแอบอยู่หรือไม่

หากต้องการค้นหาวิธี และศึกษาเรื่อง โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม  สอบถามข้อมูลได้ที่ช่องทางเพจ “ครบเครื่องเรื่องผิวหนัง” หรือเว็บไซต์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย WWW.DST.OR.TH

Long COVID ภัยเงียบที่กระทบคุณภาพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665760

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 07:57 น.Long COVID ภัยเงียบที่กระทบคุณภาพชีวิตหายจากโควิด ก็ใช่ว่าชีวิตจะปกติ เพราะอาจต้องเผชิญกับภาวะ Long COVID ภัยเงียบที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ยังหาสาเหตุการเกิดไม่ได้ แต่รักษาให้หายขาดได้ หากรีบพบแพทย์และดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม

แม้ผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อ COVID-19 ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นตัวจนดีขึ้น แต่ยังมีผู้ป่วยอีกประมาณร้อยละ 40 ที่ยังมีอาการไม่พึงประสงค์หลงเหลืออยู่ แม้จะหายป่วยจากการติดเชื้อไปมากกว่า 4 สัปดาห์แล้ว หรือที่เรียกว่าภาวะ Long COVID ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยโควิดที่มีอาการหนัก ปอดอักเสบรุนแรง มีโรคประจำตัวหลายโรค พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และพบในกลุ่มผู้ป่วยอายุเยอะมากกว่าอายุน้อย

นายแพทย์ธนกร ทรรศนียศิลป์ อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ภาวะ Long COVID จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ในบางรายอาจไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการหอบเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลีย อ่อนล้า ไอเรื้อรัง รู้สึกสมองไม่ปลอดโปร่ง ความรู้สึกนึกคิดช้าลง สมาธิจดจ่อสั้นลง ปวดศีรษะ ปวดท้อง ถ่ายเหลว มีผื่นตามตัว มีปัญหาด้านการนอนหลับ อารมณ์แปรปรวนง่าย ซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล ประจำเดือนมาไม่ปกติ การได้กลิ่นและรับรสชาติผิดปกติ รู้สึกมีไข้ ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการมากกว่าหนึ่งอย่างและมีระยะเวลาในการเกิดที่แตกต่างกัน

ภาวะ Long COVID เป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่หายป่วยจากโควิด ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะ Long COVID และยังไม่มีคำนิยาม รวมถึงระยะเวลาในการดำเนินโรคที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นผลจากการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจากการติดเชื้อ ร่วมกับภาวะจิตใจที่ผิดปกติหลังการติดเชื้อ ดังนั้น ผู้ป่วยโควิดแม้จะหายดีแล้วก็ยังจำเป็นต้องสังเกตุอาการผิดปกติของตัวเองอย่างต่อเนื่อง หากพบความผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที ซึ่งปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับตรวจวัดสมรรถภาพปอด กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดหลังหายจากโควิด หากพบว่ามีความผิดปกติแพทย์จะออกแบบโปรแกรมกายภาพบำบัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฟื้นฟูการทำงานของปอด กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับการป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ COVID-19 ด้วยการฉีดวัคซีนโควิด ปฏิบัติตัวตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงไปในที่ที่มีคนแอดอัด สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ และใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือทุกครั้งหลังหยิบจับสิ่งของ ส่วนผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิดแล้วควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียด รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม

การประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพในมุมมองใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665697

วันที่ 17 ต.ค. 2564 เวลา 08:10 น.การประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพในมุมมองใหม่ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพไทย แนะยกระดับผลลัพธ์การรักษามะเร็ง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันท่วงที

ปัจจุบันมะเร็งยังคงเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยที่เพิ่มภาระทางสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ โดยมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโรคหัวใจ โรคเมตาบอลิซึม และเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและความก้าวหน้าของประเทศ จากความตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง จึงเกิดการจัดงานประชุมใน “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Health Technology Assessment (HTA)” ภายใต้หัวข้อ การประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพในมุมมองใหม่ : บทบาทของการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในการรองรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายในการขยายโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมและยารักษามะเร็งในประเทศไทย โดยศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้จัดประชุมกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา รวมถึงคณะผู้กำหนดนโยบายนักวิชาการ และแพทย์ ภายในประเทศ ภูมิภาค และต่างประเทศเพื่อเจาะลึกถึงประเด็นต่าง ๆ ในสาขามะเร็งวิทยา อาทิ การนำเสนอแนวทางการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพที่สามารถรองรับนวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงกลไกต่างๆจากต่างประสบการณ์ในต่างประเทศที่ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมะเร็งมีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

ศ. นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “อย่างที่ทราบกันดีว่ามะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการกับมะเร็งอย่างครอบคลุม รวมถึงการป้องกัน การตรวจคัดกรองที่ไว และการรักษาอย่างทันท่วงที โดยการขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยถือเป็นมิติสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีผลการรักษาที่ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งหายขาดได้ในที่สุด ทั้งนี้มะเร็งยังคงส่งผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบที่หนักจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน การลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมะเร็งสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพของภาคแรงงานในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือความยั่งยืนในการจัดสรรงบประมาณสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย ในโอกาสนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ดำเนินโครงการตามพระราชดำริของ ศาสตราจารย์ ดร. เจ้าหญิงจุฬาภรณ์ กรมพระศรีสวรรค์วัฒนา และความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะดูแลผู้ป่วยทุกระดับในทุกพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยมาตรฐานระดับโลกที่ดีที่สุด และเท่าเทียมกัน ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงมีความจำเป็นอย่างมากต่อประเทศไทย”

ศ. ดร. พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข และรักษาการผอ. ศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “ความก้าวหน้าของสาขามะเร็งวิทยาในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพและงบประมาณสูงจำนวนมากต่อปี ทั้งนี้ 58% ของนวัตกรรมการรักษาใหม่ที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drugs Administration: FDA) นั้นมีไว้สำหรับโรคที่หายากรวมถึงการรักษาด้านมะเร็งวิทยาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากมาย แต่โอกาสการเข้าถึงการรักษายังคงเป็นอุปสรรคหลักในประเทศไทยที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ โดยมีผู้ป่วยในประเทศจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากขาดโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จากกลุ่มนี้มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งก่อให้เกิดภาระทางระบบสาธรณสุข สังคม และเศรษฐกิจอย่างล้นหลาม นับเป็น 0.4% ของการสูญเสียทาง GDP ด้านผลิตภาพและกำลังแรงงานของประเทศไทย”

หนึ่งในประเด็นหลักของโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HTA) ได้แก่ ความท้าทายในการประเมินยารักษามะเร็งและผลกระทบของการประเมินแบบเดิมต่อโอกาสการเข้าถึงยารักษาและผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วย แม้ว่าประเทศไทยจะบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้แผนประกัน 3 แผน แต่การประเมินยารักษาโรคมะเร็งนั้นยังเป็นความท้าทายหลักที่ประเทศของเราต้องจัดการ ความแตกต่างในการเข้าถึงยารักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพระหว่างแผนประกัน ส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่มีสิทธิและช่องทางการเข้าถึงที่น้อยกว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การประเมินโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ความคุ้มค่า (cost-effectiveness analysis: CEA) และการประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพ (HTA) แบบดั้งเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ป่วยไทยต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงนวัตกรรมและยารักษามะเร็งใหม่ ๆ และการรักษาโรคหายากที่จำกัดและล่าช้า โอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพกลายเป็นปัญหาไม่เพียงเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำและประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ประเทศที่มีกำลังในการจ่ายก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงวิชาการ จึงมีความล้ำหน้ากว่าแนวทาง HTA แบบเดิม เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึง รวมถึงวิธีการ HTA แบบใหม่ กลยุทธ์ทางการเงิน กลไกการระดมทุน และแนวทางการเพิ่มมูลค่าของการรักษา (Aspects of Value)

ผศ. ดร. ภญ.สุธีรา เตชะคุณวุฒิ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงภาพรวมของการมียาต้านมะเร็งและการเข้าถึงยาต้านมะเร็งในประเทศไทย เมื่อเทียบกับคำแนะนำของ WHO Model List of Essential Medicines (WHO-EML) และ National Comprehensive Cancer Network (NCCN) ว่า “แม้ว่าจะมียาต้านมะเร็งใหม่ๆ จำนวนมากได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย แต่พบว่าโอกาสการเข้าถึงยาของผู้ป่วยกลับต่ำถึง 19.2% สำหรับมะเร็งระยะเริ่มต้นบางชนิด และ 5.9% สำหรับมะเร็งระยะลุกลามบางชนิด เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจึงมีผู้ป่วยเพียง 0-20% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงการรักษามะเร็งในระยะลุกลามได้”

“ในแง่ของการเข้าถึงยานวัตกรรม ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทราบดีว่าประชาชนจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงยา เนื่องจากไม่มีประกันที่เหมาะสม ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตเพราะไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากในแง่ของการรักษาแล้ว ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยที่ทันท่วงที เรามีโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งในพื้นที่ชนบทโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยตลอดโครงการคัดกรองมะเร็งในชุมชนของเรา เราพบว่าในชุมชนที่มีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งที่สูงนั้น มักไม่มีมาตรการหรืออุปกรณ์การตรวจคัดกรองที่เหมาะสม เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างทั่วถึงด้วยงบประมาณจำกัด ดังนั้น เราควรมุ่งเน้นทั้งในแง่ของการเข้าถึงยานวัตกรรมและให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการตรวจคัดกรอง และการวินิจฉัยมะเร็งที่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน” ศ.ดร.พญ. จิรายุ เอื้อวรากุล กล่าวเสริม

ในแง่ของแนวทางที่ใช้ในระดับสากล ศ. ดร. ลู แกริสัน มหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า “ในต่างประเทศมีการใช้กลไกที่หลากหลายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาใหม่ๆได้ เช่น–แนวทางใหม่ในการจัดการให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาใหม่ ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ยา (Managed Entry Agreement: MEAs) โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ยาและทำข้อตกลงเพื่อกระจายความเสี่ยง (Risk sharing) ร่วมกับบริษัทผู้จำหน่าย กองทุนยามะเร็ง (Cancer Drug Fund: CDF) และการกำหนดเพดานความคุ้มค่าที่สูงขึ้นสำหรับโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอายุขัยน้อยกว่า 2 ปี (NICE’s End of Life (EoL) Criteria) ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการรักษาที่ดีอย่างทันท่วงที รวมถึงการกำหนดให้มีเพดานความคุ้มค่าที่แตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของโรค เช่นโรคที่มีความรุนแรงมากอย่างโรคมะเร็ง ควรให้มีค่าเพดานความคุ้มค่าที่สูงกว่าโรคทั่วไป”

ผศ. ดร. ราวฟาง (จัสมิน) ผวู คณะกรรมการ ISPOR มหาวิทยาลัยการแพทย์ไทเป ได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ในประเทศไต้หวัน โดยกล่าวว่า “ประเทศไต้หวันประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยานวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการพิจารณายามะเร็งไม่จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์วิเคราะห์ความคุ้มค่า แต่พิจารณาจากผลกระทบด้านงบประมาณเป็นหลัก และมีการใช้แนวทางใหม่ๆเช่นการทำข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ยาและการกระจายความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและบริษัทภาคเอกชน (Risk sharing agreement and Managed entry agreement)”

“ในขณะที่การวัดภาระโรคด้วยเกณฑ์ ปีสุขภาวะ (Quality-adjusted life year:QALY) นั้นยังมีอีกหลายแง่มุมที่อาจไม่ครอบคลุม เช่นด้านความเท่าเทียม ผลกระทบต่อผู้ดูแลผู้ป่วย ทั้งนี้นักวิจัยควรขยายแนวทางที่นอกเหนือจากการวัดปีสุขภาวะโดยเน้นการศึกษาที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น” รศ. ดร. สุรฉัตร ง้อสุรเชษฐ์ มหาวิทยาลัยออเบิร์น กล่าวถึงความสำคัญของผลลัพธ์ที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (patient-centric outcome)

การประชุมสัมมนาครั้งนี้ได้มีการหารือระหว่าง ผู้กำหนดนโยบาย แพทย์ นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และนักวิจัยของไทย เพื่อเจาะลึกถึงกลไกต่าง ๆ ที่เป็นที่ยอมรับใน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทั่วโลก ในการประเมินและกำหนดนโยบบายเบิกจ่ายสินทรัพย์ใหม่ของสาขามะเร็งวิทยา เพื่อร่วมกันเป็นพลังในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงและลดความล่าช้าของการรักษาของผู้ป่วย

‘ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน’ ภัยร้ายที่ควรรับมืออย่างเร่งด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665282

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.'ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน' ภัยร้ายที่ควรรับมืออย่างเร่งด่วนวันลิ่มเลือดอุดตันโลก : ประเทศไทยผนึกกำลังพันธมิตรทั่วโลก เดินหน้ารณรงค์กระตุ้นให้ประชาชนทั่วไป ผู้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย “ตื่นรู้และเท่าทันปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน” และหันมาให้ความสำคัญกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทั่วโลก

ข้อมูลโดย ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ ประเทศไทยผนึกกำลังพันธมิตรทั่วโลกเดินหน้ารณรงค์ในวันลิ่มเลือดอุดตันโลก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไป ผู้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย “ตื่นรู้และเท่าทันปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน” และหันมาให้ความสำคัญกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทั่วโลก

โครงการรณรงค์ขององค์การสากลเกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตันและกลไกการห้ามเลือด (International Society on Thrombosis and Haemostasis: ISTH) เนื่องในโอกาสวันลิ่มเลือดอุดตันโลกได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรกว่า 3,000 แห่งจากกว่า 120 ประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าลิ่มเลือด สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะทางการแพทย์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้มากมาย ซึ่งรวมไปถึงอาการหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และเส้นเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) โดยภาวะ VTE เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดอย่างน้อยหนึ่งก้อนที่ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดดำส่วนลึก ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นที่ขา (deep vein thrombosis หรือ DVT) และสามารถไหลไปทางกระแสเลือดและอุดตันอยู่ในปอด (ภาวะที่เรียกว่า pulmonary embolism หรือ PE)

ศาสตราจารย์เบเวอร์ลีย์ ฮันท์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ OBE แห่งจักรวรรดิอังกฤษ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนวันลิ่มเลือดอุดตันโลก กล่าวว่า “แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า 1 ใน 4 ของคนทั่วโลกกำลังจะเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แต่ภาวะดังกล่าวเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้ามและนับเป็นปัญหาเร่งด่วนด้านสาธารณสุข” ในปีนี้ ปัญหาด้านลิ่มเลือดมีการหยิบยกขึ้นมาบนเวทีโลก เนื่องจากมีการวิจัยที่พบว่าผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง รวมถึงโรคปอดอักเสบจากเชื้อโควิด มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน นอกจากนี้ ยังพบว่าภาวะลิ่มเลือดเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยากมากภายหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 บางชนิด ศาสตราจารย์เบเวอร์ลีย์ กล่าวเสริมว่า “ในปีแห่งความวุ่นวายที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เราได้พบว่าการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกี่ยวข้องกับโควิดในอัตราที่สูงขึ้น อันเกิดจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 สิ่งที่เกิดนี้ ความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดใน ผู้ป่วยโควิด-19 ร่วมกับสาเหตุอื่นของลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล สามารถลดลงได้หากใช้ยาละลายลิ่มเลือดอย่างยาthromboprophylaxis” อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยมีปัญหาลิ่มเลือด เช่น ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน (DVT) และหรือภาวะเส้นเลือดอุดตันที่ปอด (PE) ภาวะเหล่านี้จะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 นอกเหนือจากความเชื่อมโยงกับโรคโควิด-19แล้ว ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าในประเทศไทย ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหายใจลำบากกะทันหัน ส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 30% นอกจากนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก (GLOBOCAN) พบว่าสิ่งที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดในประเทศไทย คือภาวะ VTE ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดมานานกว่า 20 ปี และในปี 2563 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่รวม 190,636 ราย (เฉลี่ยวันละ 522 ราย) โดยมีอัตราการเสียชีวิต 124,866 ราย (เสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อชั่วโมง)

ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องตระหนักและทำความเข้าใจเรื่องภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น และต้องทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ โดยทุกคนสามารถดูแลตัวเองและทำการสอบถามแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงหรือสิ่งที่ควรปฏิบัติหากพบสัญญาณเตือนหรืออาการที่น่าเป็นห่วง”

สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และอยู่ระหว่างการรับการรักษา หากผู้ป่วยมีการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล สามารถขอให้แพทย์ทำการประเมินความเสี่ยงภาวะ VTE ได้

ในปีนี้แคมเปญวันลิ่มเลือดโลกมุ่งเป้าไปที่ประเด็นดังต่อไปนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันและการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล – ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดมากถึง 60% เนื่องจากการไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้หรือการเข้ารับการผ่าตัด กรณีของ VTE เกิดขึ้นในระหว่างหรือภายใน 90 วันของการรักษาในโรงพยาบาล เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในโรงพยาบาลที่สามารถป้องกันได้

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันและโรคโควิด-19 – การวิจัยแสดงให้เห็นว่าโควิด-19 ทำให้เลือด “ข้น” มากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการจับตัวเป็นลิ่ม

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันและโรคมะเร็ง – ผู้ป่วยมะเร็งมีแนวโน้มที่จะเกิดลิ่มเลือดที่มีความรุนแรงถึงสี่เท่าเมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น การผ่าตัด การรักษาในโรงพยาบาล การติดเชื้อ และความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดโดยปัจจัยเฉพาะของมะเร็ง เช่น ชนิดของมะเร็ง จุลกายวิภาค ระยะของมะเร็ง การรักษามะเร็ง และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพบางขนิด

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่สัมพันธ์กับเพศ – ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานที่ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน การบำบัดโดยการให้ฮอร์โมนทดแทน และการตั้งครรภ์ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดในเพศหญิง โดยเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเกิดลิ่มเลือดมากขึ้นถึงห้าเท่าในระหว่างตั้งครรภ์ สตรีทุกๆ 1 ใน 1,000 คนที่กำลังตั้งครรภ์จะเกิดลิ่มเลือด (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค พ.ศ. 2563 และคาร์ดินัล เฮลธ์ พ.ศ. 2562)

ภาวะ VTE เกิดขึ้นทุกปีกับผู้ป่วยกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก แต่ภาวะนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจและทำการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม การรณรงค์วันลิ่มเลือดอุดตันโลกเป็นการเรียกร้องให้บุคลากรทางการแพทย์จัดให้มีการประเมินความเสี่ยง VTE แก่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกราย นอกจากนี้ การรณรงค์ดังกล่าวยังส่งเสริมให้ประชาชน รวมทั้งผู้ป่วย สนับสนุนการประเมินความเสี่ยง VTE อีกด้วย

โครงการรณรงค์เนื่องในวันลิ่มเลือดอุดตันโลก ได้มีการแบ่งปันเคล็ดลับที่ช่วยป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ดังต่อไปนี้

· สังเกตอาการและสัญญาณลิ่มเลือดอุดตัน – อาการที่ควรสังเกตและระวัง คือ อาการปวดขาและกดเจ็บ แดงและบวม หายใจถี่ หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก และไอเป็นเลือด

· หากไม่มั่นใจขอตรวจประเมินความเสี่ยง VTE – บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ควรขอให้แพทย์ประเมินความเสี่ยง VTE ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์เพื่อแยกแยะปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของผู้ป่วยในการเกิดลิ่มเลือด

· หมั่นขยับร่างกายและดื่มน้ำอย่างเพียงพอ – หากคุณจำเป็นต้องอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานานๆ ตั้งสัญญาณเตือนทุกชั่วโมงให้ลุกขึ้น แล้วใช้เวลานั้นลุกขึ้น เดินไปรอบๆ และยืดเส้นยืดสายประมาณ 5 นาที เพราะการอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดได้ การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเพียงช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจทำให้เลือดข้นขึ้น ส่งผลให้เกิดลิ่มเลือด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลิ่มเลือด สามารถเข้าดูได้ที่ www.worldthrombosisday.org

เบต้าแคโรทีน สีสันในผักผลไม้ที่ร่างกายชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665261

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 08:48 น.เบต้าแคโรทีน สีสันในผักผลไม้ที่ร่างกายชอบประโยชน์ของ “เบต้าแคโรทีน” สีเหลืองอมส้มในผักผลไม้ กับความต้องการของแต่ละช่วงวัย

เบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) คือสารที่ทำให้เกิดสีแดง สีส้ม และสีเหลืองในผักและผลไม้ ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน เช่น ปกป้องผิว ปกป้องดวงตา บำรุงสมอง และช่วยเสริมสุขภาพโดยรวม

เบต้าแคโรทีนจัดเป็นโปรวิตามินเอ (Provitamin A) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกสารอาหารที่เมื่อได้รับ ร่างกายจะแปลงไปเป็นวิตามินเอ และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ที่อาจช่วยลดปัญหาสุขภาพบางอย่าง โดยบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน แหล่งอาหาร และข้อควรระวังจากสารอาหารชนิดนี้

คุณประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนต่อสุขภาพ

เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำอาจช่วยบำรุงสุขภาพในด้านต่อไปนี้ได้

1. ปกป้องผิวจากรังสียูวี

รังสียูวี (UV: Ultraviolet) เป็นรังสีที่มาพร้อมกับแสงแดด การได้รับแสงยูวีมากเกินไปอาจส่งผลให้เซลล์ผิวเสียหาย คล้ำเสีย อ่อนแอ และทำให้เกิดปัญหาผิว เช่น ผิวไหม้แดด ผิวหนังอักเสบ และอาจกระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดได้ นอกจากนี้ รังสียูวียังกระตุ้นการผลิตสารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ภายในร่างกาย เมื่อสารชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นจะส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุลและเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ชนิดหนึ่ง เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปจับกับสารอนุมูลอิสระส่งผลให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล จึงอาจช่วยปกป้องผิวและลดผลกระทบจากรังสียูวี นอกจากนี้เบต้าแคโรทีนยังเป็นการรักษาทางเลือกรูปแบบหนึ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะผิวหนังไวต่อแสง (EPP: Erythropoietic Protoporphyria) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากรังสียูวีมากกว่าคนกลุ่มอื่น

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของเบต้าแคโรทีนช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของแสงแดดในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เพื่อการปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรทาครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟสูงและสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด

2. ช่วยเพิ่มความจำและกระตุ้นการทำงานของสมอง

การศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับสรรพคุณของอาหารประเภทผักผลไม้ ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุ ผลการศึกษาส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าผักผลไม้ รวมถึงผักผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนมีส่วนช่วยเสริมเพิ่มประสิทธิภาพความจำ รักษาการทำงานของสมอง และลดความเสี่ยงของโรคสมอง อย่างโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์

งานทดลองหนึ่งได้ทดลองการใช้อาหารเสริมเบต้าแคโรทีนติดต่อกันเป็นเวลา 18 ปี พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองมีประสิทธิภาพด้านความจำและการทำงานของสมองที่สูงขึ้นจริง เมื่อเทียบกับคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้ใช้อาหารเสริมชนิดนี้ แม้ว่าผลลัพธ์จะดูน่าสนใจ แต่การทดลองนี้ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และผลลัพธ์ที่ได้ก็เพิ่มขึ้นในระดับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยระหว่างนั้นก็อาจมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องและส่งผลให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนได้ง่าย อีกทั้งการใช้อาหารเสริมติดต่อกันเป็นเวลานานอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นการเลือกรับประทานผักผลไม้เพื่อรับสารอาหารที่ครบถ้วนอาจปลอดภัยและได้ประโยชน์มากกว่า

3. ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม

โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ AMD (Age-related Macular Degeneration) เป็นโรคพบได้ทั่วไปในผู้สูงอายุ โรคนี้เกิดจากการเสื่อมของดวงตาจากอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออาการรุนแรงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นและส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้

เบต้าแคโรทีนและสารอาหารอื่น ๆ ในกลุ่มแคโรทีนอยด์เป็นสารอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงและปกป้องดวงตา มีรายงานว่าการรับประทานอาหารเสริมเบต้าแคโรทีน ร่วมกับวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสีอาจช่วยชะลอการเสื่อมของดวงตาและลดความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยโรค AMD ชนิดรุนแรงได้

ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งได้ศึกษาประสิทธิภาพในการป้องกันโรค AMD ของสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ อย่างลูทีน (Luteins) ซีแซนทีน (Zeaxanthin) รวมถึงเบต้าแคโรทีน และพบว่าการได้รับสารอาหารในกลุ่มนี้จากผักผลไม้อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรค AMD ได้

4. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงไทย สาเหตุของโรคนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งกรรมพันธุ์ โรคประจำตัว การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนชี้ว่าวิตามินเอ ซึ่งรวมถึงเบต้าแคโรทีนอาจมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมได้

การศึกษาขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งศึกษาประสิทธิภาพการต้านมะเร็งของผัก ผลไม้ วิตามินเอ และแคโรทีนอยด์ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน (Premenopuase) และหลังหมดประจำเดือน (Postmenopuase) ในภายหลังการศึกษาได้ชี้ว่าการรับประทานอาหารประเภทผักผลไม้ที่มีวิตามินเอและแคโรทีนอยด์สูงอาจลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงในช่วงก่อนหมดประจำเดือนได้ แต่อาจไม่ได้ผลในกลุ่มผู้หญิงที่หมดประจำเดือน โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่

นอกจากนี้ ข้อมูลบางส่วนยังพบว่าเบต้าแคโรทีนอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งชนิดอื่น อย่างมะเร็งปอดและโรคมะเร็งตับอ่อนด้วย

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนที่กล่าวถึงโดยส่วนใหญ่เป็นเพียงข้อมูลจากงานวิจัยที่คาดว่าเป็นไปได้เท่านั้น อีกทั้งการศึกษาบางชิ้นยังมีข้อจำกัดในการใช้ จึงจำเป็นต้องรอการศึกษาในแง่มุมอื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสรรพคุณและความปลอดภัยที่แน่ชัดของสารชนิดนี้

 

แหล่งอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง

เบต้าแคโรทีนเป็นสารสีที่อยู่ภายในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม และแดง แต่บางครั้งก็อาจพบได้ในผักสีอื่นได้เช่นกัน โดยผักและผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ ได้แก่

  • ผักผลไม้ เช่น ปวยเล้ง แครอท มะเขือเทศ ตำลึง บร็อคโคลี มันหวาน พริกหวานสีแดงและเหลือง แคนตาลูป แอพริคอต และผักเคล
  • สมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น ผักชี พริก ผักชีฝรั่ง พาร์สลี พริกปาปริก้า พริกคาเยน (Cayenne) และเสจ (Sage)

เคล็ดลับในการปรุงอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน คือการปรุงหรือรับประทานอาหารในกลุ่มนี้ร่วมกับอาหารที่มีไขมันดี อย่างน้ำมันมะกอก อะโวคาโด และถั่วเปลือกแข็ง เนื่องจากเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอรูปแบบหนึ่งจึงละลายในไขมันได้ดี ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้มากขึ้นด้วย

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการใช้เบต้าแคโรทีน

นอกจากประโยชน์แล้ว ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเบต้าแคโรทีน เช่น การรับประทานเบต้าแคโรทีนจากผักผลไม้ค่อนข้างปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย ส่วนการใช้อาหารเสริมเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียง แต่มักไม่รุนแรง เนื่องจากเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอละลายได้เฉพาะในไขมันเท่านั้น การได้รับในปริมาณมากอาจเสี่ยงต่อการสะสมในร่างกาย อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสมเสมอ

ปัจจุบันไม่มีการกำหนดแน่ชัดว่าควรได้รับเบต้าแคโรทีนในปริมาณเท่าไร แต่เนื่องจากเบต้าแคโรทีนจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินเอจึงสามารถอ้างอิงจากปริมาณวิตามินเอต่อวันได้ โดยแบ่งตามช่วงอายุและเพศ 

  • เด็กอายุ 1–3 ปี ควรได้รับวิตามินเอ 300 ไมโครกรัมของเรตินอล (mcg RAE) ต่อวัน 
  • เด็กอายุ 4–8 ปี ควรได้รับวิตามินเอ 350 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน 
  • วัยรุ่นอายุ 9–12 ปี ควรได้รับวิตามินเอ 550 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน 
  • วัยรุ่นอายุ 13–15 ปี ผู้ชายควรได้รับวิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน และผู้หญิงควรได้รับวิตามินเอ 700 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน 
  • วัยรุ่นอายุ 16–18 ปี ผู้ชายควรได้รับวิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน และผู้หญิงควรได้รับวิตามินเอ 600 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน
  • คนที่อายุ 19 ขึ้นไป ผู้ชายควรได้รับวิตามินเอ 700 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน และผู้หญิงควรได้รับวิตามินเอ 600 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน

ข้อสำคัญเกี่ยวกับเบต้าแคโรทีนอีกหนึ่งอย่าง คือผู้ที่สูบบุหรี่อาจไม่เหมาะกับการใช้อาหารเสริมเบต้าแคโรทีน เนื่องจากมีรายงานว่าการได้รับเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอดในสูบบุหรี่

แม้ว่าเบต้าแคโรทีนทั้งจากอาหารและจากอาหารเสริมจะปลอดภัยและไม่ค่อยอันตราย แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับอาหาร ควรเน้นการรับประทานให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ ส่วนการใช้อาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่สูบบุหรี่

ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนในข้างต้นเป็นข้อมูลจากการศึกษา ตัวสารอาหารเองก็มีสรรพคุณเสริมสุขภาพในภาพรวมเท่านั้น จึงไม่ควรรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาและป้องกันโรค หากเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม

ยิ่งลด ยิ่งอ้วน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665224

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 12:50 น.ยิ่งลด ยิ่งอ้วน?ไขข้อสงสัย ทำไมยิ่งลดน้ำหนักถึงยิ่งอ้วน โดย พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี

หลายท่านที่กำลังลดน้ำหนักอาจจะยังสงสัยว่าทำไมยิ่งลดน้ำหนักถึงยิ่งอ้วน วันนี้ พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี สูตินรีแพทย์ และ American Board of Anti-Aging Medicine จากคลินิกแอดไลฟ์ จะมาไขข้อสงสัยให้ค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกอุปสรรคที่ทำให้อ้วนคือ ความหิว และปัจจัยที่ทำให้เกิดความหิว คือ ฮอร์โมนควบคุมความหิว หรือที่เรียกว่า “Hunger Hormone” มีทั้งหมด 3 ตัวดังนี้ค่ะ

1. ฮอร์โมนเลปติน (Leptin hormone) เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่ม จะถูกสร้างจากเซลล์ไขมันและถูกกระตุ้นไปสมองทำให้อิ่ม ยิ่งมีไขมันเยอะก็จะมีเลปตินที่เยอะ ในทางตรงกันข้ามในภาวะที่มีเลปตินสูงก็จะทำให้เกิดภาวะดื้อเลปติน ทำให้เลปตินทำงานไม่ได้ เมื่อเลปตินสร้างสารไปกระตุ้นที่สมองจึงทำให้สมองไม่รู้สึกอิ่ม จะพบว่าในคนอ้วนจะมีเลปตินสูงกว่าคนผอมถึง 318 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ไม่รู้สึกอิ่ม และสามารถรับประทานอาหารได้เรื่อย ๆ คล้ายกับคนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีการดื้ออินซูลิน

2. ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin hormone) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานตรงกันข้ามกับเลปติน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิวสร้างมาจากกระเพาะอาหาร เมื่อกระเพาะว่างจะส่งสัญญาณไปที่สมองทำให้รู้สึกหิวและรับประทานอาหาร ในคนอ้วนพบว่าเกรลินจะต่ำลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์กว่าในคนผอม จึงทำให้รับประทานอาหารเข้าไปเยอะ อย่างไรก็ตามคนอ้วนก็ยังรับประทานอาหารเยอะ เนื่องจากการทำงานของเลปตินและเกรลินทำงานไม่สมดุลกัน เมื่อมีภาวะดื้อเลปตินจึงไม่รู้สึกอิ่มและทำให้ยิ่งรับประทานอาหารเข้าไป

3. ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol hormone) หลายท่านอาจจะเคยรู้สึกว่ายิ่งเครียด ยิ่งรับประทานอาหารเยอะ เนื่องมาจากการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นกลไกป้องกันตนเอง (Defense mechanism) ทำให้ร่างกายเราต้องการพลังงานเพื่อต่อสู้กับความเครียด เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปสมองก็จะรู้สึกผ่อนคลาย มีการหลั่งสารหลั่งออกมาเพื่อสู้กับความเครียดอีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเราเครียดก็จะยิ่งรับประทานอาหารเยอะ อีกทั้งยังพบว่าเมื่อคอร์ติซอลสูงยังทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงและเป็นสาเหตุของเส้นเลือดสมองและเส้นเลือดที่หัวใจตีบตันได้

ปัจจัยที่ทำให้ฮอร์โมนทั้ง 3 ตัวที่กล่าวมาไม่สมดุลทำให้เกิดความรู้สึกหิวและทำให้เราอ้วนมีดังนี้

1. การอดอาหารหรือการรับประทานอาหารน้อย จากงานวิจัยกล่าวว่า การรับประทานอาหารที่น้อยกว่า 800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน (Very low calories diet) พบว่าฮอร์โมนเลปตินลดลง 40 เปอร์เซ็นต์และทำให้ฮอร์โมนเกรลินสูงขึ้นด้วย ทำให้รู้สึกหิวและเกิดภาวะโยโย่ (Yoyo Effect) ตามมา ยิ่งไปกว่านั้นการอดอาหารหรือการรับประทานอาหารน้อยจะทำให้ร่างกายเสียสุขภาพ ได้แก่ หน้ามืด เป็นลม ภาวะโลหิตจาง กระดูกบาง มีสมาธิในการเรียนหรือในการทำงานลดลง เพราะฉะนั้นการลดน้ำหนักที่ถูกวิธี ไม่ใช่การอดอาหารแต่เป็นการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกวิธีและปริมาณที่เหมาะสม การลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือการลดไขมัน โดยไม่ทำให้กล้ามเนื้อสลายหรือกระดูกบางลง

จากงานวิจัยพบว่า ไม่ควรลดน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัมต่อเดือน เพราะจะทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกาย อีกทั้งร่างกายมนุษย์มีกลไกป้องกันตนเอง ยิ่งเราอดอาหารมากขึ้นเท่าไร ระบบการเผาผลาญเรายิ่งต่ำลง ทำให้เราอ้วนง่ายขึ้น

2. การอดนอน จากงานวิจับพบว่าถ้าเรานอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ระดับเลปตินจะลดลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์ ถ้านอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง ระดับเกรลินก็จะเพิ่มขึ้นถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอดนอน 1 วัน คอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดก็จะสูงขึ้นถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการอดนอนจึงเป็นการเพิ่มฮอร์โมนหิว ลดฮอร์โมนอิ่ม ทำให้ยิ่งรับประทานอาหารเยอะ อีกทั้งฮอร์โมนเครียดที่สูงขึ้นเยอะจะทำให้แก่อีกด้วย ดังนั้นจึงควรนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อเป็นการควบคุมให้ระดับฮอร์โมนมีความสมดุล

3. ความเครียด เมื่อมีความเครียดฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสูงขึ้นและทำให้เกิดภาวะดื้อเลปตินตามมา ทำให้เรายิ่งหิว หมอมีวิธีแนะนำที่จะช่วยลดการรับประทานเมื่อเกิดภาวะเครียด มีอยู่ทั้งหมด 4 วิธี

  • ทำจิตใจให้สงบ เช่น สวดมนต์ เล่นโยคะ ฝึกลมหายใจให้ผ่อนคลาย
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ห้ามทานขนมเมื่อรู้สึกเครียด อาจจะหาเป็นกาแฟดำหรือน้ำชา รับประทานแทน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อทำได้ทั้งหมด 4 ข้อ ก็จะทำให้ระดับความเครียดลดลง ทำให้ไม่หิว

หากท่านใดลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วน้ำหนักยังไม่ลง ให้นึกถึงปัจจัยของการมีระบบเผาผลาญที่ต่ำลงหรือฮอร์โมนไม่สมดุล ถ้ามีปัญหาเหล่านี้สามารถเข้ามาปรึกษาที่คลินิกแอดไลฟ์ได้นะคะ

ภาพ : Freepik.com

คนท้องกินเจอย่างไร ให้ดีต่อลูกน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664891

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 07:25 น.คนท้องกินเจอย่างไร ให้ดีต่อลูกน้อยเข้าสู่เทศกาลถือศีลกินเจ หมอแนะกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการกินเจมากขึ้น เพราะเมนูอาหารบางประเภทอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

นับเป็นอีกวาระเติมบุญสำหรับช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งหลายคนอาจจะเริ่มเตรียมวัตุดิบหรือจัดหาเมนูอาหารสำหรับการกินเจตลอด 9 วัน แต่ในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการกินเจมากขึ้น เพราะเมนูอาหารบางประเภท อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ 

นายแพทย์ภูมิพร อัจฉรารัตนโสภณ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วนและเพียงพอ เพื่อที่จะส่งต่อสารอาหารเหล่านั้นสู่ทารก ในการสร้างเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเซลล์ระบบประสาทและสมอง

แต่สำหรับเมนูอาหารที่วางขายกันในเทศกาลกินเจ ส่วนมากมักเป็นอาหารประเภททอด และน้ำมันเยอะ อาจทำให้ร่างกายได้รับไขมันมากเกินไป จนอาจส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดสูง ไม่ว่าจะเป็นระดับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้ง ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณแม่ตั้งครรภ์อีกด้วย เพราะฉะนั้น หากคุณแม่ตั้งครรภ์จะร่วมเทศกาล ก็ต้องคำนึงถึงอายุครรภ์เป็นหลักว่าควรระมัดระวังเมนูอาหารประเภทไหนเป็นพิเศษ

ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ทารกกำลังสร้างอวัยวะ แต่ในช่วงนี้คุณแม่จะกินได้น้อยลงเพราะมีอาการแพ้ท้อง ดังนั้นหากกินอาหารเจที่เป็นของทอดของมัน อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แพ้ท้องรุนแรงและทำให้ร่างกายไม่อยากอาหาร ก็จะยิ่งส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

ไตรมาสสองและสามของการตั้งครรภ์ จะเป็นช่วงที่คุณแม่มีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลผิดปกติได้ง่าย และอาจมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก เพราะคาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แต่อาหารเจส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยแป้ง เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ ขนมปัง

นอกจากนี้ ไตรมาสสองและสามของการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโต ต้องการสารอาหารไปเลี้ยงอย่างพอเพียง คุณแม่จึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนวันละ 1 – 1.1 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวันตลอดการตั้งครรภ์ แต่การกินเจทำให้ไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ที่ให้พลังงานเพียงพอได้ ดังนั้นคุณแม่ต้องเสริมโปรตีนจากถั่วและธัญพืชต่าง ๆ ในปริมาณมากกว่าปกติอีกเท่าตัว รวมถึงการดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวในปริมาณที่มากขึ้น เนื่องจากแคลเซียมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับจะมีปริมาณ 1000-1200 มิลลิกรัมต่อวัน

“ สำหรับเทศกาลกินเจ จะต้องเน้นผักมากขึ้น จึงอยากแนะนำคุณแม่ตั้งครรภ์ เน้นผักใบเขียวที่มีโฟลิค ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างเซลล์ทารก โดยเฉพาะเซลล์ระบบประสาทและสมอง เช่น บล็อคโคลี่ ผักบุ้ง คะน้า และไม่ควรรับประทานกะหล่ำปลีและกะหล่ำดอกในปริมาณมาก เพราะเป็นผักที่มีแก๊สสูง อาจทำให้ท้องอืดได้ง่าย ” นายแพทย์ภูมิพรกล่าว

การกินเจอาจจะไม่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์เท่าไหร่นัก หากอยากเลี่ยงเนื้อสัตว์แนะนำให้เป็นมังสวิรัติแทน เพราะยังสามารถกินนม เนย และไข่ได้ ซึ่งให้ปริมาณโปรตีนและพลังงานมากกว่า แต่หากอยากร่วมเทศกาลจริง ๆ ก็ควรระมัดระวัง หรือกินในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์มากที่สุด