รู้จัก “Long Covid” อาการที่ยังหลงเหลือแม้หายป่วยโควิดแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664753

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 12:20 น.รู้จัก "Long Covid" อาการที่ยังหลงเหลือแม้หายป่วยโควิดแล้วทำความรู้จักกับอาการ “Long Covid” ที่เป็นอาการหลงเหลืออยู่ของเชื้อโควิด-19 แม้หายป่วยจากการติดเชื้อแล้ว ซึ่งจะพบหลังจากหายป่วยในช่วง 1-3 เดือนแรก และวิธีดูแลตัวเองเพื่อให้หายจากอาการ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ละคน มีการแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับเมื่อหายจากการติดเชื้อ ก็จะมีการฟื้นฟูร่างกายที่ต่างกัน บางคนหายจากการติดเชื้อแล้วกลับมาเป็นปกติเลย หรือมีอาการดีขึ้นในระยะเวลา 6 สัปดาห์

แต่ในผู้ป่วยบางรายเมื่อหายจากการป่วยโควิด-19 แล้ว ยังมีอาการคล้ายเป็นโควิด-19 ต่อเนื่องมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เรียกว่า Long Covid โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ปวดเมื่อยตามข้อหรือมีภาวะไอเรื้อรังได้ ภาวะเหล่านี้มักพบมากในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักตัวมาก เนื่องจากลักษณะของอวัยวะต่างๆของร่ายการที่เสื่อมถอยร่วมกับมีการอักเสบจากการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการต่อเนื่องได้นานมากกว่าคนปกติ

เพราะฉะนั้นการดูแลรักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรง เช่น การออกกำลังกายต่อเนื่อง การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงความวิตกกังวล จะสามารถช่วยให้กลุ่มอาการของ Long Covid ค่อยๆดีขึ้น

ด้าน นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มอาการ Long Covid คืออาการที่หลงเหลืออยู่ของเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะพบหลังจากหายป่วยในช่วง 1-3 เดือนแรก ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่เชื้อลงปอด และพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักตัวมาก ผู้สูงอายุ สามารถพบได้ถึง 60 – 70% ขึ้นไป

นอกจากนี้กลุ่มผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรง อายุน้อย ไม่มีภาวะอ้วนและหายจากโควิด-19 ก็อาจจะมีกลุ่มอาการ Long Covid ได้เช่นกัน แต่ไม่มากเพียง 5-10% ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงอาการ Long Covid จึงขึ้นอยู่กับโรคประจำตัว และอายุของผู้ป่วย

อาการในผู้ป่วยที่มีภาวะ Long Covid ที่พบบ่อย คือ

-รู้สึกเหมือนมีไข้ตลอดเวลา เหนื่อยง่าย อ่อนแรง อ่อนเพลียเรื้อรัง

-ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกแน่นๆหน้าอก

-ไอและปวดศีรษะ

-ท้องร่วง

-มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ

-ปวดตามข้อตามรู้สึกจี๊ดๆ ตามเนื้อตัวหรือปลายมือปลายเท้า

-มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล

-จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีอาการ Long Covid จะไม่ส่งผลในระยะยาวต่อร่างกายหากดูแลรักษาร่างกายตนเองให้กลับมาแข็งแรง โดยสามารถกลับมาเป็นปกติได้เกือบ 100%

สำหรับวิธีการดูแลและแนวทางการปฏิบัติตนเองเมื่อมีอาการ Long Covid สามารถทำได้ดังนี้

1. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ หายใจลำบาก ติดขัด หรือจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและทำการรักษา

2. ผู้ป่วยที่เพิ่งหายป่วยควรออกกำลังกายเบาๆไม่หนักเกินไป และควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆฟื้นตัวกลับสู่สภาวะที่แข็งแรง และเน้นท่าที่บริหารปอดเพื่อฟื้นฟู ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจมีความแข็งแรงและถุงลมในส่วนต่างๆของปอด ถูกนำมาใช้แลกเปลี่ยนก๊าซได้เต็มที่

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดหรือวิตกกังวล ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

4. ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาแม้อยู่บ้าน หลีกเลี่ยงมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะควันบุหรี่ธรรมดาหรือแม้แต่บุหรี่ไฟฟ้า ฝุ่น PM2.5

5. ควรรักษาสุขอนามัยของตนเองโดยการล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทุกครั้งที่สัมผัส และควรเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 1-2 เมตร

ดังนั้นหากผู้ป่วยหมั่นดูแลสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่วิตกกังวลจนเกินไป ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และมีความเชื่อมั่นว่าร่างกายจะค่อยๆฟื้นฟูกลับมาดีขึ้น และช่วยให้กลุ่มอาการ Long Covid ที่เป็นอยู่หายไป

ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย สัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664727

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 08:20 น.ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย สัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์รู้หรือไม่! ผู้สูงอายุไทยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) และประมาณ 15% ของผู้ป่วยภาวะ MCI อาจกลายเป็นผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรสูงอายุภายในประเทศ ซึ่งมาพร้อมกับปัญหาสุขภาพต่างๆ หนึ่งในนั้น คือภาวะสมองเสื่อม ซึ่งโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด และพบได้ทั่วโลกเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่า หากเรารู้จักสังเกต “สัญญาณเตือน” ก่อนเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมทั้งของตนเอง หรือบุคคลในครอบครัว ได้ตั้งแต่มีอาการระยะเริ่มแรก ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็วที่สุดอาจช่วยแก้ไขสาเหตุหรือชะลอการดำเนินโรคของภาวะสมองเสื่อมได้

ภาวะ Mild Cognitive Impairment (MCI) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย เป็นสัญญาณเตือนหรือสัญญาณเริ่มต้น ที่อยู่ระหว่างภาวะความสามารถของสมองถดถอยปกติตามวัย (normal aging) กับ ภาวะสมองเสื่อม (dementia) ในภาวะ MCI นั้นพบว่าการทำงานของสมองจะบกพร่องลงอย่างน้อย 1 ด้าน จาก 6 ด้าน ดังนี้

  1. 1สาธิจดจ่อน้อยลง ส่งผลให้เผลอลืมกิจกรรมที่ต้องการจะทำ หรือกำลังทำอยู่ เช่น ต้มน้ำเอาไว้บนเตาแล้วลืม วางกุญแจไว้แล้วหาไม่พบ เป็นต้น
  2. ความไวในการใช้ความคิดลดลง การตัดสินใจช้าลง รวมถึงการคิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนต่างๆ ทำได้ยากขึ้น เป็นต้น
  3. ความจำเลวลง โดยเฉพาะความจำระยะสั้น เช่น เมื่อมีญาติมาเยี่ยมที่บ้าน วันต่อมาจำไม่ได้ว่ามีคนมาเยี่ยม หรือมีการพูดคุยกับใคร หรือพูดคุยเรื่องอะไรกัน เป็นต้น
  4. ปัญหาเรื่องการใช้ภาษา เช่น เลือกใช้คำไม่ถูก พูดไม่รู้เรื่อง หรือฟังไม่เข้าใจ เป็นต้น
  5. สูญเสียการจดจำทิศทาง ทำให้หลงทาง หรือสูญเสียทักษะในการทำงาน เช่น ไม่สามารถใช้เครื่องมือต่างๆที่เคยใช้ได้ เป็นต้น
  6. ความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น แสดงอาการที่ไม่เหมาะสมออกมาในสังคม มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นน้อยลง ไม่สนใจที่จะเข้าสังคมกับเพื่อนฝูง หรือมีความวิตกกังวล ซึมเศร้า และมีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย เป็นต้น 

โดยสัญญาณเตือนของภาวะ MCI เหล่านี้ ในช่วงแรก อาจดูไม่แตกต่างจากอาการที่พบในผู้สูงอายุปกติทั่วไป แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป จะสังเกตได้ว่าผู้สูงอายุปกติ อาการเหล่านี้จะยังค่อนข้างคงที่ ส่วนผู้ที่มีภาวะ MCI อาการเหล่านี้อาจเลวลง แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีภาวะ MCI ยังคงมีสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันต่างๆได้ ในขณะที่ผู้ที่เข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมแล้ว อาการต่างๆจะรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน จนผู้ป่วยอาจไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งการวินิจฉัยภาวะ MCI และภาวะสมองเสื่อมนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจทางการแพทย์และจะต้องใช้การทดสอบทางจิตวิทยาคลินิกโดยผู้เชี่ยวชาญ

ได้มีการศึกษาวิจัยความชุกของภาวะ MCI ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่วิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุ พบประมาณ 5-36.7 % ทั้งนี้ความชุกของภาวะ MCI ในประเทศต่างๆขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับวิธีการวิจัย เช่น สถานที่ทำการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ประเมิน ช่วงอายุที่ทำการวิจัย ระดับการศึกษาและอาชีพของประชากรที่ทำการวิจัย ในประเทศไทย ภาคกลางมีรายงานความชุกของภาวะ MCI อยู่ระหว่าง 16.7-43.5% ในขณะที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงถึง 71.4% และ 64.3% ตามลำดับ โดยตัวเลขที่แตกต่างกันนี้อาจเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงการศึกษาซึ่งประชากรในภาคกลางอาจจะเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่าประชากรในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนอกจากนี้จากผลการวิจัยพบว่าภายใน 1 ปี ผู้ที่มีภาวะ MCI ประมาณ 10 – 15% จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงขึ้น จนเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ MCI มีได้หลายอย่างแต่พบสรุปได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆคือ 1.สาเหตุที่เกิดจากโรคทางกายต่างๆซึ่งอาจรักษาหรือป้องกันได้ 2.สาเหตุที่เกิดจากโรคเสื่อมของเซลล์สมอง ซึ่งโรคในกลุ่มนี้ยังไม่อาจรักษาได้แต่ก็อาจจะมีวิธีการชะลอการเกิดหรือลดความรุนแรงของโรคได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้น หากพบคนในครอบครัวมีอาการต้องสงสัยที่จะมีภาวะ MCI ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัย และหาสาเหตุของการเกิดภาวะ MCI เพราะภาวะ MCI ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากสาเหตุที่สามารถรักษาได้ดังได้กล่าวข้างต้น เช่น

โรคไทรอยด์ โรคขาดสารอาหาร หรือผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ เป็นต้น ส่วนภาวะ MCI ที่เกิดจากโรคเสื่อมของเซลล์สมอง ซึ่งยังไม่อาจรักษาได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ แต่ก็มีวิธีการที่อาจชะลอการเกิดหรือลดความรุนแรงของอาการที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง โดยการรักษาป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์สมอง เช่นการควบคุมความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง งดการดื่มสุรา สิ่งเสพติดต่างๆ หรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น นอกจากนี้โรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง โดยเฉพาะ โรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันได้มีการค้นคว้าวิจัยซึ่งจะนำไปสู่การรักษาโรคนี้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งการรักษาดังกล่าวจำเป็นจะต้องทำการรักษาโรคนี้ในระยะเริ่มต้นหรือในระยะที่ยังอยู่ในภาวะ MCI ดังนั้นจะเห็นว่าการวินิจฉัยและการหาสาเหตุของภาวะ MCI จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์กัมมันต์ พันธุมจินดา นายกสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย และ ศาสตราจารย์กิตติคุณประจำสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การดูแลในเรื่องภาวะ MCI นั้นสำคัญมาก ซึ่งคนไทยควรให้ความสนใจ ตระหนักรู้ และเข้าใจถึงภาวะ MCI ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถทำการรักษาตามสาเหตุและตามอาการที่รักษาได้ หรืออาจชะลอการเกิดโรคได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือผู้ป่วย รวมถึงผู้ดูแล ในการเตรียมตัวเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ในกรณีที่สาเหตุของโรคไม่สามารถทำให้หายขาดได้ สำหรับการดูแลทั่วไปในผู้ที่มีภาวะ MCI ได้แก่ การลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดการเสื่อมของเซลล์สมอง ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการฝึกสมอง การดูแลด้านโภชนาการให้ได้สารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ตลอดจนการพักผ่อนหย่อนใจอย่างเพียงพอและการเข้าสังคมที่เหมาะสมกับวัย”

ทั้งนี้ สมอง เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของร่างกาย ดังนั้น เราจึงควรดูแลและให้ความสำคัญ เพื่อคงประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้อยู่ได้นานที่สุด โดยวิธีการในการป้องกัน หรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะ MCI ที่อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมมีหลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การฝึกสมอง ด้วยวิธีการต่างๆ การเข้าสังคมในผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมอง ในด้านโภชนาการเนื่องจากผู้สูงอายุ อาจมีอาการเบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง จึงทำให้เกิดการขาดสารอาหารซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เกิดภาวะ MCI ดังนั้น การได้รับโภชนาการที่เหมาะสมและเพียงพอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันการเกิดภาวะ MCI นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยที่พบว่า การบริโภคอาหารประเภทเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีน้ำมันมะกอก พืชวงศ์ถั่ว ผัก ผลไม้ และปลา เป็นส่วนประกอบ เป็นต้น อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ MCI ได้ ในปัจจุบันได้มีการวิจัยคิดค้นอาหารทางการแพทย์ที่มีกลุ่มสารอาหารซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของจุดเชื่อมต่อประสาท และการวิจัยเกี่ยวกับยาต่างๆ ที่อาจนำมาใช้ในการรักษาอาการในภาวะ MCI ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาวะ MCI

ถาม-ตอบ โรคสะเก็ดเงิน กับ โควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664725

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 07:20 น.ถาม-ตอบ โรคสะเก็ดเงิน กับ โควิด-19รศ.พญ.พลอยทราย รัตนเขมากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ตอบ 7 ข้อสงสัยของโรคสะเก็ดเงินกับโควิด-19

ปัจจุบันในสถานการณ์ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด19 ทำให้มีคำถามจากผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหลากหลายประเด็น จึงขอเลือกโอกาสของเดือนตุลาคม ซึ่งในเดือนนี้ในวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี ถือให้เป็นวันสะเก็ดเงินโลก (World Psoriasis Day) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีความกล้าที่จะบอกเล่าเกี่ยวกับอาการ นอกเหนือจากบริเวณผิวหนังของโรคที่ต้องเผชิญร่วมกันกับแพทย์ผู้รักษา ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเองในการรักษาให้ตรงจุดและครอบคลุมในการลดอุบัติการณ์ของโรคร่วม และให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ถาม : การเป็นโรคสะเก็ดเงินนั้นสามารถติดต่อและเป็นโควิด-19 ได้ง่ายกว่าคนปกติหรือไม่

ตอบ : ไม่แตกต่างจากคนปกติโดยทั่วไป แต่ประเด็นที่สำคัญและควรรู้ คือการที่เป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง พบว่ามักจะมีโรคร่วมที่พบได้บ่อยขึ้นกว่าคนปกติ เช่น ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ยังพบว่ามีอัตราการสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเพิ่มขึ้น ปัจจัยร่วมดังกล่าวทำให้ในกรณีที่โรคโควิด-19 อาจส่งผลกระทบ คือมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง

ถาม : ยาทา ยากิน ยาฉีดหรือการรักษาสะเก็ดเงินด้วยการใช้แสงอาทิตย์เทียมมีผลอย่างไรต่อโรคโควิด-19

ตอบ : การทายา การได้รับยาชนิดรับประทานประเภท Acitretin  การฉายแสงอาทิตย์เทียม รวมไปถึงฉีดยา ฉีดชีวภาพและยาปรับภูมิในระดับต่ำไม่ได้ทำให้มีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นจากข้อมูลในปัจจุบัน แต่หากผู้ป่วยได้รับยาปรับภูมิในขนาดสูง มีข้อสันนิษฐานว่าอาจทำให้การขจัดเชื้อโควิด-19 ออกจากร่างกายยากมากขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลจากทั่วโลกที่มีการรวบรวมไว้ถึงปัจจุบันไม่พบว่าการรักษาสะเก็ดเงินด้วยวิธีการต่าง ๆ จะส่งผลกระทบหากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะมีการรวบรวบรวมข้อมูลจากหลายประเทศ พบว่าผู้ป่วยสะเก็ดเงินที่ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 90 % หายเป็นปกติและมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ

ถาม : ควรปรับการรักษาโรคสะเก็ดเงินอย่างไร ในสถานการณ์ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 

ตอบ :  มีแนะนำจากกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่รักษาโรคสะเก็ดเงินและข้ออักเสบจากสะเก็ดเงินแนะนำให้คงการรักษาโรคสะเก็ดเงินและข้ออักเสบสะเก็ดเงินตามปกติ

ถาม : ปกติรับการรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียมที่โรงพยาบาล แต่ไม่อยากมาโรงพยาบาลบ่อย ๆ สามารถอาบแดดหรือตากแดดที่บ้านเพื่อทดแทนได้หรือไม่

ตอบ : มีกรณีศึกษารายงานว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งประสบความสำเร็จ คือผื่นสะเก็ดเงินทุเลาลงจากการตากแดดเองที่บ้าน ดังนั้นหากผู้ป่วยท่านใดต้องการตากแดดที่บ้านเพื่อทดแทนการฉายแสงยูวีบีโดยตรงและสัมผัสกับผิวหนัง หากเป็นสะเก็ดเงินเฉพาะส่วน  เช่น บริเวณขาสามารถยื่นขาออกไปนอกบ้านและให้แสงอาทิตย์สัมผัสกับบริเวณผิวหนังโดยตรง อาจเลือกใช้เสื่อหรือเตียงนอนนึ่ง ในขณะการตากแดดเป็นเวลา 10 ถึง 15 นาทีทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยช่วงเวลา 10 ถึง 15 นาที และพลิกคว่ำอีก10 -15 นาที ควรหลีกเลี่ยงการตากแดดที่บริเวณใบหน้า เนื่องจากอาจทำให้เกิดฝ้า กระหรือริ้วรอยก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับแสงอาทิตย์สะสมเป็นปริมาณต่อเนื่องและขณะที่ทำการรักษาด้วยการตากแดดนั้น ควรระมัดระวังการเป็นลมแดดจากความร้อนสะสมในร่างกายสูงเกินไป หากช่วงเวลาดังกล่าวมีอากาศร้อนมาก ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและอาบน้ำเปล่า หลังจากการตากแดดเพื่อลดระดับความร้อนในร่างกาย

ถาม : การฉีดวัคซีน โควิด-19ในผู้ป่วยสะเก็ดเงิน

ตอบ : ผู้ป่วยสะเก็ดเงินสามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ทุกชนิดที่มีในปัจจุบัน โดยมีข้อพิจารณาดังนี้  ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการทายา  การใช้แสงอาทิตย์เทียม การกินยา Acitretin ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการรักษาใด ๆ หลังฉีดวัคซีน แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะโรคที่สงบและควบคุมได้และได้รับการรักษาด้วยยาปรับภูมิ เช่น Methrotrexate แนะนำให้หยุดยาหนึ่งสัปดาห์หลังรับการฉีดวัคซีนโควิด-19

ถาม : คำแนะนำโดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยสะเก็ดเงินในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19

ตอบ : ควรดูแลรักษาผิวหนังด้วยการทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอ เลือกใช้สบู่อ่อน ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะผิวแห้ง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความคัน  นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง อาหารหมักดองเนื่องจากการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากอาหารไขมันสูง อาจทำให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบได้ เช่นเดียวกันกับอาหารหมักดอง ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินคงทราบดีว่าภาวะเครียดในจิตใจหรือการนอนหลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ   หลับไม่สนิทหรือนอนดึกต่อเนื่อง ทำให้โรคสะเก็ดเงินเห่อได้  ดังนั้นในสภาวะที่มีการระบาดของโควิด-19 และคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน จึงมีวินัยในตนเอง หลีกเลี่ยงการนอนดึก ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและหาหนทางคลายเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น การฟังเพลง การนั่งสมาธิสวดมนต์ การดูหนังหรือละคร เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียด นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหาวิธีออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันเนื่องจากสามารถผ่อนคลายความเครียดและยังส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้สามารถคุมน้ำหนักได้ดีไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน หากผู้ป่วยมีความตั้งใจที่จะเลิกดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ ควรใช้อากาสนี้ในการเลิกดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อสุขภาพโดยรวมของตนเองเพราะการเลิกดื่มสุราและเลิกสูบบุหรี่ได้จะทำให้ตับและปอดดีขึ้นได้

ถาม : ในกรณีที่การเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการติดโควิด-19

ตอบ : ควรสอบถามโรงพยาบาลว่ามีการรักษาด้วยระบบทางไกลและส่งยาทางไปรษณีย์หรือไม่ ปัจจุบันมีหลายโรงพยาบาลที่รับการตรวจรักษาด้วยระบบทางไกลผ่านการโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลกับแพทย์ผู้รักษาและส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์  

‘น้ำท่วมขัง’ กับ ‘ปัญหาผิวหนัง’ ของคู่กันที่ป้องกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/66464

วันที่ 03 ต.ค. 2564 เวลา 09:45 น.'น้ำท่วมขัง' กับ 'ปัญหาผิวหนัง' ของคู่กันที่ป้องกันได้ลุยน้ำ เปียก อับชื้น ตัวการก่อ “โรคผิวหนัง” อันดับ 1 ของโรคที่มากับน้ำท่วม ส่อง 4 โรคผิวหนังควรระวังช่วงน้ำท่วม รู้ก่อนป้องกันได้!!

ในแต่ละปีเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ประเทศไทยมักจะประสบกับปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม นอกจากปัญหาด้านทรัพย์สินที่เสียหายแล้วยังมีปัญหาใกล้ตัวที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ปัญหาของโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม โดย 4 โรคผิวหนังควรระวังช่วงน้ำท่วม ได้แก่

1.โรคน้ำกัดเท้า

ถือเป็นอันดับ 1 ของโรคที่มากับน้ำท่วม เรียกเดิม ๆ ว่า ฮ่องกงฟุต น้ำกัดเท้า คือ การติดเชื้อรา  ในกลุ่มเดียวกันกับโรคขี้กลาก (Tinea) ซึ่งได้แก่ เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ย่อย เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนพื้นที่เปียกชื้น จากการลุยน้ำท่วมขังรองเท้า พื้นห้องอาบน้ำหรือใส่รองเท้าที่มีเชื้อราอยู่  เชื้อราจึงเข้าสู่ผิวหนังและก่อให้เกิดโรคน้ำกัดเท้าได้

อาการในระยะแรก ๆ เชื้อราจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อผิวหนังเกิดการระคายเคือง ซึ่งสังเกตง่าย ๆ ผิวหนังจะแห้ง ๆ ย่น ๆ  เริ่มมีอาการคัน มีสีแดง บางครั้งเริ่มมีตุ่มน้ำบริเวณตรงซอกนิ้วเท้า หรือตรงซอกเท้า เป็นสีขาว ๆ และเริ่มเป็นแผล  ผิวหนังจะแห้ง ตกสะเก็ด แตกเป็นร่อง แผลสด บวม เจ็บและคัน บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ อาการที่เพิ่มขึ้นจะอักเสบบวมแดง ร้อน หรือเป็นหนอง ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้นตามลำดับ

การรักษาโรคน้ำกัดเท้า จะต้องหมั่นทำความสะอาดเท้า ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและใช้แป้งโรยที่เท้าได้  เพื่อไม่ให้อับชื้น หรือถ้าต้องย่ำน้ำควรทาโลชั่น วาสลีน ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคือง และล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งทุกครั้ง แต่เมื่อเป็นโรคน้ำกัดเท้าแล้ว จะต้องรักษาด้วยยารักษาเชื้อราเฉพาะที่ อาจจะเป็นยาทา ประเภทครีม เจล  ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ซึ่งโรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคไม่รุนแรง รักษาให้หายขาดหรืออาจจะต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อราร่วมด้วย แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่หากไม่รักษาอาการอาจเกิดอาการเรื้อรังเป็นเดือนหรือหลายเดือนได้  ที่สำคัญอย่าทายาแก้แพ้ ที่มีสเตอรอยด์เพราะ จะทำให้ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ

2.โรคติดเชื้อราที่ขาหนีบ

หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสังคัง มักเกิดจากการเป็นเชื้อราที่เท้า แล้วเวลาสวมกางเกงในจะนำเชื้อราที่เท้าไปสัมผัสขาหนีบ มักมีอาการคันมาก โรคนี้เป็นได้ทั้งเพศชายและหญิงอากาศร้อนชื้น จึงทำให้บริเวณใต้ร่มผ้าอย่างบริเวณขาหนีบเกิดความอับชื้นได้ง่าย จนกลายเป็นผดผื่นแดง และมีอาการคันตามมา ทั้งนี้ หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา เชื้อราก็อาจจะลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ก็เป็นได้

ลักษณะอาการของหลายๆ คนที่เป็นมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเกาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งเกามาก ๆ ผิวหนังก็จะยิ่งถลอก กลายเป็นว่าปวดแสบปวดร้อนไปซะอีก นอกจากจะทรมานแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย สำหรับยาที่รักษาเชื้อราที่ขาหนีบ มักจะเป็นยาประเภท Ketoconazole หรือ Clotrimazole โดยให้ทาบริเวณที่เป็นผื่นทุกเช้าเย็นหลังอาบน้ำ  ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็จะค่อยๆ หายไปเอง  แต่หากทายาแล้วไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการตรวจและรักษาทันที ทั้งนี้แพทย์อาจจะให้ยามารับประทานหรือให้ยาตัวใหม่มาทา ซึ่งก็ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเมื่ออาการค่อย ๆ ทุเลาลงแล้ว แนะนำให้ทานยาหรือทายาต่ออีกสักระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อรากลับมาเป็นซ้ำอีก อย่างไรก็ตามโรคผิวหนังบางอย่าง อาจเกิดจากเชื้อยีสต์ บางคนเกิดอาการแพ้บริเวณใต้ราวนม มีอาการผื่นแดง  คัน ที่เกิดจากการอับชื้นในร่มผ้า

3. โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) 

จะมีลักษณะผิวหนังเป็นรู ๆ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะพบบ่อยในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ชอบใส่ถุงเท้าอับนาน ๆ มีเหงื่อออกมาก มักจะเป็นโรคนี้ บางครั้งมักจะเกิดขึ้นกับคนที่ชอบเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำ เมื่อเท้าเปียกจนชื้นจากเหงื่อหรือน้ำที่เจิ่งนอง จะทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรีย แล้วก็โชยกลิ่นเหม็นออกมา  ลักษณะของอาการที่พบบ่อยเกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรียแกรมบวก เห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ ที่เท้า บางครั้งเห็นเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ ที่ฝ่าเท้า มีน้ำเหลืองซึม และเท้ามีกลิ่นเหม็นมาก เวลาถอดถุงเท้า นอกจากได้กลิ่นเหม็นแล้ว ยังรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้าแบคทีเรียบางตัว เช่น Aeromonas hydrophila อาจทำให้เกิดการอักเสบลุกลามทั้งเท้าและขาจนถึงขั้นเสียชีวิต

4.โรคฉี่หนู 

ไข้ฉี่หนูหรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)  เป็นอีกโรคหนึ่งที่น่ากลัว เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต เชื้อชนิดนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และเป็นโรครับจากสัตว์ชนิดหนึ่ง สามารถติดโรคได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น สุนัข หนู โค กระบือ สุกร แพะ แกะ สัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นต้น แต่พบมากในหนู ซึ่งเป็นแหล่งรังโรค ส่วนมากสัตว์ที่ไวต่อการรับเชื้อมักจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุน้อย หรือลูกสัตว์ที่ไม่เคยได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่มาก่อน มักจะพบการระบาดในช่วงฤดูฝนต่อจนถึงในฤดูหนาว และในพื้นที่ ๆ มีน้ำท่วมขัง  เชื้อแบคทีเรียจะผ่านเข้าไปทางแผลหรือคนที่มีบาดแผล แล้วไปเดินลุยน้ำ  อาการจะมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัวค่อนข้างมาก  ซึ่งเมื่อเกิดอาการดังกล่าวให้รีบไปหาแพทย์โดยทันที  ส่วนวิธีการป้องกันโรคฉี่หนู ง่าย ๆ คือการใส่รองเท้าบูธ หรือหุ้มเท้าด้วยถุงพลาสติก

โรคฉี่หนู ติดต่อจากคนสู่คนได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ติดต่อกันโดยการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือดหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีการติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ  เช่น  การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป  การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะหรือของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป และเข้าผ่านเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา ปาก หรือไชเข้าทางผิวหนังตามรอยแผลและรอยขีดข่วน บางครั้งเชื้อชนิดนี้สามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือน หลังจากถูกขับออกทางปัสสาวะจากสัตว์ที่มีเชื้อโดยจะไม่แสดงอาการ แต่สามารถปล่อยเชื้อได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจจะตลอดชีวิตสัตว์

อาการของโรคเล็ปโตสไปโรซิสนั้น  เริ่มตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยจนถึงมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต  โดยกว่า 90  เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย จะมีอาการเล็กน้อยและมักเป็นแบบไม่เหลือง ส่วนเล็ปโตสไปโรซิสที่มีอาการรุนแรงนั้น พบได้ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อ โรคฉี่หนูจะแพร่กระจายและเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงปลายฤดูฝน พบบ่อยในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน เพราะช่วงนี้พื้นดินแฉะ มีน้ำขัง เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและสะสมของเชื้อในธรรมชาติ พบโรคนี้ได้มากตามจังหวัดที่ทำการปลูกข้าว บริเวณที่ต้องย่ำน้ำ หรือแหล่งน้ำขังที่มีพาหะนำโรคชุกชุม อาจรวมถึงบ่อน้ำขนาดใหญ่ด้วย

ส่วนวิธีการรักษานั้นจะใช้ยาปฏิชีวนะ ควรให้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรเกิน 4 วันหลังจากมีอาการเป็นอย่างช้า ระยะเวลาที่ให้นานอย่างน้อย 7 วัน โดยชนิดของยาปฏิชีวนะจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของอาการ 

เตือนประชาชนระวัง “โรคอุจจาระร่วง” โรคที่มากับน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664642

วันที่ 03 ต.ค. 2564 เวลา 08:58 น.เตือนประชาชนระวัง “โรคอุจจาระร่วง” โรคที่มากับน้ำท่วมกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยสุขภาพประชาชน เตือนให้ระวังโรคที่มากับน้ำท่วม โดยเฉพาะ “โรคอุจจาระร่วง” ขอให้ยึดหลักรับประทานอาหาร “สุก ร้อน สะอาด” พร้อมแนะผู้ที่บริจาคอาหาร เช่น ข้าวกล่อง ควรปรุงไม่เกิน 4 ชั่วโมง

ข้อมูลโดย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ บางแห่งตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง หรือเกิดน้ำป่าไหลหลาก ขอให้ประชาชนระมัดระวังโรคที่มากับน้ำท่วม คือ โรคอุจจาระร่วง โรคติดต่อที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน

อาการของโรคอุจจาระร่วง

ถ่ายอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้งขึ้นไป หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือดหรือมูกปนเลือด อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่หากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมาก ๆ ผู้ป่วยจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เกิดภาวะขาดน้ำเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องระวังอาจจะมีอาการรุนแรงได้

“ช่วงที่น้ำท่วม ขอให้ประชาชนยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” เพิ่มความระมัดระวังด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใหม่ ร้อน ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวด หากเป็นอาหารข้ามมื้อ ให้อุ่นร้อนอย่างทั่วถึง ส่วนเมนูที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อจากความร้อน สำหรับการดูแลช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยดื่มสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือผงโออาร์เอส (ORS) ผสมน้ำสะอาดตามสัดส่วนที่ระบุข้างซอง ดื่มแทนน้ำบ่อย ๆ หรือเตรียมได้เองโดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 ขวดกลม หรือประมาณ 750 ซีซี ควรดื่มให้หมดภายใน 1 วัน และต้องคอยระวังภาวะขาดน้ำ ด้วยการให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือกินอาหารเหลว ทั้งนี้ ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เนื่องจากจะทำให้เชื้อโรคคั่งค้างอยู่ในร่างกาย เป็นอันตราย แต่หากยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปสถานพยาบาลใกล้บ้าน” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

สำหรับการป้องกันโรคอุจจาระร่วง ขอให้ประชาชนล้างมือด้วยด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และภายหลังขับถ่ายหรือสัมผัสสิ่งสกปรก กำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยให้มิดชิด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน ถ่ายอุจจาระลงส้วม ไม่ถ่ายอุจจาระและไม่ทิ้งขยะลงน้ำ เพื่อลดความสกปรกในน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ การบริจาคอาหาร ในกรณีที่เป็นอาหารบริจาคอย่างข้าวกล่อง ควรปรุงไม่เกิน 4 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงเมนูที่บูดเสียง่าย อาทิ อ าหารที่ปรุงจากกะทิ ควรเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้ 1-2 วัน เช่น ข้าวเหนียวนึ่ง หมูทอด เนื้อทอด ปลาทอด ส่วนผู้ประสบภัยควรบริโภคอาหารบริจาคภายใน 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรเก็บไว้นาน หรือเก็บข้ามคืน สอบถามหรือขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

แพทย์ย้ำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664407

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 06:45 น.แพทย์ย้ำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19แพทย์ย้ำวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญโดยเฉพาะยุคโควิด-19 เผยผลการศึกษาวิจัยชี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่อาจช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ พร้อมเหตุผลที่ 7 กลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ระหว่างรอวัคซีนโควิด-19

สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ส่งผลกระทบในวงกว้าง พบอัตราการติดเชื้อใหม่ และอัตราการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย ยิ่งสร้างความกังวลให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มักพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่แพร่กระจายสู่คนทั่วไปได้เช่นเดียวกับโควิด-19 และหากติดเชื้อร่วมกัน (Co-infection) จากทั้งเชื้อไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็จะทำให้มีอาการรุนแรง และยิ่งเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตมากขึ้นอีกด้วย 

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงได้จัดเสวนา “ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่…ในยุคโควิด-19” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ที่ถูกต้อง ความสำคัญของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่สนับสนุนคุณค่าของวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความรุนแรงของโควิด-19 รวมถึงลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ท่ามกลางความวิตกกังวลของประชาชนในยุคโควิด-19 เช่นทุกวันนี้

รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) มีรายงานว่าในทุก ๆ ปี จะมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 500 – 1,000 ล้านคนต่อปี และมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงเกิดขึ้นทั่วโลก ประมาณ 3 – 5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 290,000 – 650,000 คนต่อปี ซึ่งการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคไม่รุนแรง จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะใน 7 กลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง นอกจากนี้ ยังพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถลดการป่วย ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดอัตราการตายจากไข้หวัดใหญ่ลง รวมไปถึงลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและการเข้ารับการรักษาตัวในห้องฉุกเฉินได้

ขณะที่ช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามฉีดปูพรมวัคซีนไข้หวัดใหญ่มากยิ่งขึ้น เพื่อตัดศัตรูออกไปด้านหนึ่ง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ช่วยป้องกันโควิด-19 แต่เชื่อว่าน่าจะมีการกระตุ้นทางอ้อมของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ได้ช่วยรักษาบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นทรัพยากรสำคัญในภาวะวิกฤต อย่างน้อยก็ช่วยลดภาระจากการป่วยไข้หวัดใหญ่ลง เพื่อจะได้รับมือกับโควิด-19 อย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน ตัวผู้ป่วยเองก็ลดความสับสนและความวิตกกังวลจากอาการที่ใกล้เคียงกัน รวมถึงยังลดการเกิดโรคร่วมกัน (Co-infection) จากทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาวิจัยในช่วงปี ค.ศ. 2020 – 2021 ของการระบาดโควิด-19 ที่สนับสนุนคุณค่าของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไว้อย่างน่าสนใจมากมาย ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกามีผลวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 10 มิถุนายน 2020 (อ้างอิงจากข้อมูลเผยแพร่โดย US National Library of Medicine – National Institutes of Health) พบว่าเมื่อมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุมมากขึ้นทุก ๆ 10% จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 28%1 

ในขณะที่ประเทศบราซิลมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ อัตราความรุนแรงของโควิด-19 และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศบราซิล (อ้างอิงจากบทความ BMJ Evidence-Based Medicine ฉบับเดือนสิงหาคม 2021) เป็นการเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 50,000 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 23 มิถุนายน 2021 โดยศึกษาเปรียบเทียบใน 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในระยะ 1-3 เดือนที่ผ่านมา และ 2. กลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ผลปรากฏว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยโควิด-19 จะช่วยลดอัตราการนอนในแผนกผู้ป่วยหนักได้ 7% ช่วยลดอัตราของผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจได้ถึง 17% และลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 16%2  ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

ศ.นพ. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีอัตราการเกิดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ลดลงทั่วโลก อาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัย การกักตัวอยู่บ้าน และการสร้างระยะห่างทางสังคม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักมีคำถามว่ายังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อีกหรือไม่ คำตอบคือ มีความจำเป็นอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาต่าง ๆ มากมายที่บ่งชี้ว่า ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19’ และหากกรณีที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และมีอาการก็จะต้องไปตรวจรักษาเหมือนผู้ป่วยโควิด-19 เพราะอาการที่แสดงเบื้องต้นจะไม่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้น ทั้งการติดเชื้อโควิดและเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถติดเชื้อร่วมกันได้ ซึ่งจะทำให้มีการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น นอนโรงพยาบาลนานมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัว เป็นต้น

ด้วยสถานการณ์การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ของไทยในปัจจุบันพบได้ทุกอายุ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในเด็กช่วงอายุ 0-4 ปี รองลงมาคือเด็กอายุ 5-14 ปี ขณะที่ในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จึงแนะนำให้ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อร่วมกันทั้งจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะจะยิ่งทวีความรุนแรงของโรคได้ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไตวาย โรคตับ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สูงกว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ขณะเดียวกันก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ได้แนะนำระยะเวลาของการฉีดวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนอื่น ๆ ในวันเวลาเดียวกันได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19  ควรห่างจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนชนิดอื่น ๆ เป็นเวลา 14 วัน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของวัคซีนทั้งสองที่อาจจะซ้อนกัน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ขยายระยะเวลาการเปิดให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิด 3 สายพันธุ์ สำหรับ 7 กลุ่มเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มเติมบุคลากรหรือผู้ปฏิบัติงานที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 และกลุ่มที่อยู่ในชุมชนแออัดและโรงเรียนในทุกช่วงอายุโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งนับเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่ดี ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ที่มีการระบาดภายในประเทศไทย โดยมีแนวทางปฎิบัติในการเข้ารับวัคซีน 3 แบบ คือฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก่อน ฉีดวัคซีนโควิด-19, ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ระหว่าง ฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หลัง ฉีดวัคซีนโควิด-19 

อย่างไรก็ตาม แพทย์ขอแนะนำให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ โดยวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้ทั้ง 2 สายพันธุ์  กล่าวคือครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ทั้ง H1N1 และ H3N2 และสายพันธุ์ B ทั้งตระกูล Victoria และ Yamagata จึงเพิ่มความสามารถในการครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ดีขึ้น ที่สำคัญจากการศึกษาวิจัยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังช่วยลดความรุนแรงของโควิด-19 และอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้อีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง

1. Influenza Vaccination and COVID-19 Mortality in the USA; https://doi.org/10.1101/2020.06.24.20129817

2. Inactivated trivalent influenza vaccination is associated with lower mortality among patients with COVID-19 in Brazil; http://dx.doi.org/10.1136/bmjebm-2020-111549

เฝ้าระวัง แต่ไม่ระแวง ‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’ เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยแม้ร่างกายแข็งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664385

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 17:10 น.เฝ้าระวัง แต่ไม่ระแวง ‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’ เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยแม้ร่างกายแข็งแรงสัมภาษณ์พิเศษ แพทย์หญิงธนิตา บุณยพิพัฒน์ กรรมการและเลขานุการร่วม คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการ (Service Plan) สาขาโรคหัวใจ (อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลลำปาง) เฝ้าระวัง “ภาวะหัวใจล้มเหลว” พร้อมเผยภาระของโรคที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งตัวผู้ป่วย ผู้ดูแล ตลอดจนการสาธารณสุขของไทย

รู้จัก “ภาวะหัวใจล้มเหลว” อุบัติการณ์ของโรคในประเทศไทย ตลอดจนลักษณะอาการของโรค

ภาวะหัวใจล้มเหลว คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามที่ต้องการ ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดการขาดออกซิเจน หรือเกิดจากโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ จนทำให้ขาดประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจ และกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอในที่สุด ซึ่งภาวะนี้ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบใกล้ตัวที่คร่าชีวิตคนสูงอายุเป็นอย่างมาก

โดยอุบัติการณ์ในประเทศไทย แม้ว่าข้อมูลเรื่องความชุกของภาวะหัวใจล้มเหลวในประเทศจะยังไม่ชัดเจน แต่ข้อมูลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สูงถึงร้อยละ 5 – 7 ซึ่งอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้อยู่ที่ร้อยละ 10 ต่อปี และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 5 ปีภายหลังการวินิจฉัย  และจากการศึกษาของ Thai ADHERE ได้ชี้ให้เห็นว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยไทยอยู่ที่ 64 ปี และหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยมีอายุเกิน 75 ปี และพบผู้ป่วยได้ทั้งเพศหญิงและชายในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน

แพทย์หญิงธนิตา บุณยพิพัฒน์ กรรมการและเลขานุการร่วม คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการ (Service Plan) สาขาโรคหัวใจ (อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลลำปาง)

อาการเบื้องต้น และจุดสังเกตของความผิดปกติที่อาจนำไปสู่ “ภาวะหัวใจล้มเหลว”

แม้ข้อมูลจะพบผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่แต่แท้จริงแล้วยังสามารถเกิดได้ในช่วงวัยอื่น ๆ ด้วยเช่นกันโดยอาการเบื้องต้นที่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเองว่าเข้าข่ายการเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวได้คือ

  • เหนื่อยง่ายหายใจลำบากเมื่อออกแรงทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ
  • ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องใช้หมอนหนุนหลายใบเพื่อให้ศีรษะยกตัวสูง
  • อ่อนเพลีย อ่อนแรง น้ำหนักลดลงและเบื่ออาหาร
  • ขาหรือข้อเท้าบวม
  • หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
  • เกิดน้ำคั่งในในอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น น้ำคั่งในถุงลมของปอด หรือปอดบวมน้ำ ทำให้เกิดอาการเหนื่อย

แม้กลุ่มผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวมักจะเป็นผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงภาวะนี้เกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัยโดยปัจจัยเสี่ยงและโรคร่วมมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ดังนั้น ควรปฏิบัติและพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่  การดื่มสุรา การรับประทานอาหารเค็มหรือมันจัดจนเกินไป และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถช่วยให้ห่างไกลจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้

วิธีการรักษาและเป้าหมายของภาครัฐในการรักษา “ภาวะหัวใจล้มเหลว” ในประเทศไทย

ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นอาการที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาแบบปรับให้ร่างกายคืนสู่สมดุล ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยในการรักษาโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำรงชีวิต เช่น การดูแลเรื่องอาหาร และการใช้ยารักษาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยนั้นดีขึ้น อีกทั้งยังต้องมีการติดตามการรักษาจากระบบการแพทย์ที่เหมาะสม

ส่วนเป้าหมายของภาครัฐในการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น มีเป้าหมายหลักคือการลดอัตราการนอนโรงพยาบาลซ้ำและการตาย รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดระบบการดูแลผู้ป่วยในลักษณะของสหสาขาวิชาชีพ และการถ่ายทอดความรู้ในการดูแลและรักษาผู้ป่วยเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบการดูแลรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมได้อย่างทั่วถึง อันจะช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข  และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยผู้ดูแลได้ในระยะยาว

ภาระของโรคที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งแก่ตัวผู้ป่วย ผู้ดูแล ตลอดจนการสาธารณสุขของไทย อาทิ

  • การเข้ารับการรักษาด่วน

การเข้ารับการรักษาด่วนมักเกิดในผู้ป่วยรายที่ประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เบื้องต้นเมื่อถึงมือแพทย์ หากผู้ป่วยมีภาวะการหายใจล้มเหลวอาจต้องให้ใส่เครื่องช่วยหายใจ ทั้งนี้โดยมากเราจะไม่สามารถคาดการณ์การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้  ดังนั้นผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องหมั่นดูแลสุขภาพของตนเองและเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอาการได้

  • การกลับเข้ารับการตัวซ้ำในโรงพยาบาล

ในอดีต ก่อนจะมีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยในรูปแบบองค์รวมเช่นปัจจุบัน ผู้ป่วยหนึ่งในห้าคนจะกลับเข้ารับการรักษาซ้ำภายใน  30  วัน ปัจจุบันจากการเก็บรวมรวมข้อมูล พบว่ามีผู้ป่วยร้อยละ 11.04 ของผู้ป่วย หรือ 1 ใน 9 คน ต้องกลับมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลซ้ำจากภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะเวลา 30 วัน

  • งบประมาณของภาครัฐและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาของผู้ป่วย

จากข้อมูลล่าสุดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ 2562 ของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีถึง 245,035 คน และจำนวนการนอนโรงพยาบาลทั้งสิ้น 301,648 ครั้ง (คิดเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 150,824 ครั้ง) คำนวณเป็นค่าใช้จ่ายที่ประเทศใช้ประมาณ 21,000 บาทต่อผู้ป่วยหนึ่งรายโดยเฉลี่ย หรือมากกว่า 3 พันล้านบาทต่อปี ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวคือการที่ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้เหมาะสม ภายใต้การทำงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพ  ดังนั้นการดำเนินการของโครงการจึงเริ่มต้นจากการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อให้มีความรู้ความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยโดยใช้งบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี  2560  ถึง  2561  ใช้งบประมาณทั้งสิ้น  3,250,000  บาท ส่วนการดำเนินงานในคลินิกนั้นสามารถใช้บุคลากร วัสดุและครุภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมได้ 

ผลการดำเนินงานและการประเมินผลการจัดตั้งคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลว

ปัจจุบัน มีคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวในโรงพยาบาล ในเครือกระทรวงสาธารณสุขทีเปิดทำการแล้ว 75 แห่งทั่วประเทศ จากเป้าหมายที่วางไว้ 76 แห่ง ทั้งในโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป เพื่อรองรับการให้บริการแก่ผู้ป่วยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย โดยปรากฏผลในเรื่องอัตราการกลับเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำจากภาวะหัวใจล้มเหลวของผู้ป่วยที่ร้อยละ 3.51 ต่อปี และอัตราการเสียชีวิตลดลงเหลือร้อยละ 2.3 ต่อปี  ซึ่งในปีต่อไป ได้วางแผนที่จะเก็บตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกระบวนการดูแลผู้ป่วยได้แก่ จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือพิเศษ  ร้อยละการได้รับยาตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น

การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการแพทย์ทางไกลมาช่วยเสริมการบริการสำหรับคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาเรามุ่งหวังที่จะกระจายการเข้าถึงการรักษาหรือบริการของคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เราจึงได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาเสริมประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยในแบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ผ่านโทรศัพท์ และแอปพลิเคชัน LINE รวมไปถึงการจัดตั้งคลินิกในเขตพื้นที่ห่างไกลในโรงพยาบาลกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ 

นอกจากนี้ เพื่อให้คลินิกเครือข่าย และบุคลากรที่ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องเพื่อเป็นแนวทางและมาตรฐานเดียวกันในการให้บริการและดูแลรักษาผู้ป่วย โครงการการพัฒนาคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวนี้จึงได้พัฒนาสื่อความรู้ อย่างเช่น การผลิตสื่อโปสเตอร์สรุปแนวทางการวินิจฉัยโรค และแนวทางในการดูแลผู้ป่วยทั้งแบบเรื้อรังหรือภาวะกำเริบ รวมทั้งข้อมูลสรุปการใช้ยาและปรับยาให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก มอบให้กับโรงพยาบาลในเครือข่าย เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

แผนงานในอนาคตสำหรับคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวในประเทศไทย

แผนงานในอนาคต เรายังคงเดินหน้าพัฒนาและขยายการเข้าถึงการรักษาด้วยการจัดตั้งคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งการผนวกเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสื่อสารที่ทันสมัยมาช่วยให้การรักษาให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับจำนวนของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น  และยังช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลซ้ำหรือเสียชีวิตของคนไข้ได้อีกทางหนึ่งด้วย  โดยมีการวางเป้าหมายที่จะจัดตั้งคลินิกภาวะหัวใจล้มเหลวให้ได้ครบใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลซ้ำร้อยละ 25 จาก baseline (โดยอ้างอิงข้อมูลจากผลลัพธ์ลด HF readmission ได้ประมาณ 1 ใน 4 จากการดูแลผู้ป่วยด้วย disease management program

3 Solutions ใหม่ เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664332

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 09:40 น.3 Solutions ใหม่ เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโควิด-19ตอบโจทย์ทุกมิติด้านสุขภาพยุคโควิด-19 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดคลินิกฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโควิด-19 ‘Bumrungrad COVID-19 Recovery Clinic’ ชู Bumrungrad COVID Solutions ผ่า 3 Solutions การบริการที่ครอบคลุมในยุค Now Normal

จากรายงานสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ายังมีประชาชนที่ติดเชื้อรายวัน รวมถึงผู้ที่เคยป่วยและหายป่วยแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนในกลุ่มนี้ ยังต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับ COVID-19 ในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากปอดได้รับความเสียหาย รวมถึงยังมีอาการอื่นๆ ซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของผู้ที่เคยป่วยเป็นโควิด-19 ถึงแม้ผลการตรวจเชื้อจะเป็นลบแต่ยังคงมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อน ตั้งแต่ระยะเวลา 1 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับระบบร่างกายของผู้ป่วย หรือที่เรียกว่า Long COVID ขณะที่ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่มีศูนย์การให้บริการด้าน COVID-19 เฉพาะด้านอย่างครบวงจร

ภญ. อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า “ด้วยความพร้อมทางการแพทย์ในทุกมิติของบำรุงราษฎร์ จึงมีแนวคิดในการเปิด ‘Bumrungrad COVID-19 Recovery Clinic’ หรือที่เรียกว่า ‘คลินิกฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์’ ด้วยการบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการเกี่ยวกับ COVID-19 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Bumrungrad COVID Solutions’ ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนให้ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 และเพื่อให้ผู้ป่วยในกลุ่มผู้ติดเชื้อ และกลุ่ม Long COVID สามารถกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้นโดยเร็ว”

เนื่องด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมา บำรุงราษฎร์มีความพร้อมด้านทรัพยากรในทุกๆ ด้าน ทั้งองค์ความรู้ ทีมแพทย์ที่ชำนาญการเฉพาะทางในหลากหลายสาขา ทำงานประสานกันเป็นทีมร่วมกับสหวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตร (partnership network) ที่มีอยู่ทั่วประเทศและกระจายอยู่ทั่วโลก ตลอดจนมีประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการและดูแลผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงโรค COVID-19 ด้วย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ระลอกแรก บำรุงราษฎร์ได้มีจัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์โควิด-19, ศูนย์ข้อมูลวัคซีนโควิด-19 รวมถึงมีการเผยแพร่ความรู้ด้านวัคซีนที่ถูกต้องแก่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอจนถึงทุกวันนี้

นพ. สุธร ชุตินิยมการ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ข้อมูลว่า Bumrungrad COVID-19 Recovery Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นับเป็นศูนย์บูรณาการทางการแพทย์ด้าน COVID-19 ที่ครอบคลุมการให้บริการอย่างครอบคลุมในทุกมิติเป็นแห่งแรกในประเทศไทย และในเอเชียแปซิฟิก โดยให้บริการครบทุกปัญหาที่เกี่ยวกับ COVID-19 แบ่งออกเป็น 3 Solutions คือ

1) Now Normal COVID Solution ประกอบด้วยการบริการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวในการอยู่ร่วมกับโควิด-19 ทั้งการดูแลสุขภาพทั่วไป การตรวจโปรแกรม Fit to Fly การฉีดวัคซีนโควิด-19 และการขอวัคซีนพาสปอร์ต เป็นต้น

2) Fighting COVID Solution ประกอบด้วยการบริการด้านการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก Hospitel และผู้ป่วย Home Isolation ด้วยการรักษาด้วยยาตัวใหม่ และใน ICU เป็นต้น

3) Recover COVID Solution ประกอบด้วยการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ Long COVID เพื่อดูแลฟื้นฟูให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีเหมือนเดิม

Now Normal COVID Solution แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มบริการที่สำคัญ ได้แก่

1.1    Travel Clinic – บริการให้คำปรึกษากรณีที่ต้องการไปศึกษาต่อ ไปทำงาน หรือเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งครอบคลุมข้อแนะนำก่อนและหลังการเดินทาง ให้บริการทางการแพทย์เพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง อาทิ โควิด-19 ไข้มาลาเรีย อุจจาระร่วง บริการวัคซีนป้องกัน พร้อมออกหนังสือรับรอง ตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาความเจ็บป่วยต่างๆ อันเนื่องมาจากการเดินทาง ทั้งนี้เพื่อให้ตรงกับเงื่อนไขหลักเกณฑ์ รวมถึงข้อควรปฏิบัติของประเทศปลายทาง (Fit to Fly) ซึ่งรวมถึงการจัดยา เวชภัณฑ์ ที่จำเป็นเพื่อป้องกันและรักษาโรคในระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ รวมถึงการปรึกษาทางไกลกับแพทย์ในกรณีที่มีปัญหาด้านสุขภาพ (Telemedicine/Teleconsultation) ในรูปแบบ Health Partnership เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีผู้ดูแลให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาที่อยู่ต่างประเทศ

1.2    Vaccine Passport – บริการนี้จะออกให้สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว ซึ่งต้องมีเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของประเทศไทยจากสถานพยาบาลที่ให้บริการเรียบร้อยแล้ว และหากมีความประสงค์ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ก็สามารถขอรับหนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (วัคซีนพาสปอร์ต) กรณีวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เพื่อใช้สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศได้

1.3    Health Screening – บริการในผู้ที่มีความประสงค์ที่จะตรวจสุขภาพหรือดูแลสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย อาทิ การตรวจหาเชื้อโควิด-19 จากห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลเองที่ได้รับการรับรองระดับมาตรฐาน การตรวจหาภูมิ การฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือวัคซีนอื่น ๆ เป็นเป็นภุมิคุ้มกัน หรือการตรวจสุขภาพในโปรแกรมต่าง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลได้ออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพเพื่อให้เข้ากับการตรวจทั้งกลุ่มผู้ที่หายจากโรคโควิด หรือผู้ที่ต้องการตรวจเพื่อปรับสภาวะของร่างกายให้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่ 

Fighting COVID Solution แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

2.1  การสนับสนุนภาครัฐ – โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนภาครัฐในการต่อสู้กับโควิด-19 ด้วยคุณภาพมาตรฐานระดับสากลของโรงพยาบาลฯ ซึ่งที่ผ่านมา โรงพยาบาลฯ ได้สนับสนุนในการเป็นหน่วยบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชนตามเกณฑ์ของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง

2.2    การให้บริการผู้ป่วยโควิด-19 ในระดับต่างๆ – บำรุงราษฎร์เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยทั่วไปที่ต้องการเข้าถึงการรักษาโควิด-19 ตามมาตรฐานของโรงพยาบาลฯ ซึ่งมีการให้บริการแบ่งตามระดับกลุ่มอาการ ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่

· Home Isolation – เป็นแนวทางหนึ่งตามเกณฑ์ของสาธารณสุขที่ต้องการให้ผู้ป่วยโควิด-19 ได้เข้ารับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาตัวที่บ้านสำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย หรือผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลมาแล้วอย่างน้อย 7-10 วัน ที่มีอาการดีขึ้น แพทย์ยินยอมให้กักตัวที่บ้านได้ โดยโรงพยาบาลฯ มีทีมแพทย์และพยาบาลวีชาชีพ ให้คำแนะนำผ่านระบบ telemedicine เป็นประจำทุกวัน และมีการจ่ายยาตามอาการ

· Hospitel – โรงพยาบาลฯ ได้ร่วมกับโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการกับบำรุงราษฎร์ เพื่อเปิดให้บริการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง (ผู้ป่วยสีเขียว) ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อการรับรองผู้ป่วย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลฯ และการให้บริการตามมาตรฐานของบำรุงราษฎร์

· การรักษาในโรงพยาบาล – โรงพยาบาลฯ พร้อมในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้มาตรฐานระดับสากล โดยมีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการโรคติดเชื้อ ทีมแพทย์แผนกผู้ป่วยวิกฤต ตลอดจนสหวิชาชีพที่มีความชำนาญการด้านผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะ และมีห้องความดันลบ ห้อง ICU ห้องพักผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีการจัดการด้านปลอดเชื้อที่ได้มาตรฐาน มีห้องแลบที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล รวมถึงมียาที่มีคุณภาพสูงที่ใช้รักษาผู้ป่วยตามระดับอาการ เช่น Antibody Cocktails เป็นต้น

Recover COVID Solution

จากการศึกษาข้อมูลในต่างประเทศพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่หายจากโควิด-19 จำนวนมากยังคงมีอาการบางอย่างที่เหลืออยู่ในระบบร่างกาย อาทิ ร้อยละ 30 มีอาการที่สืบเนื่องจากการที่ปอดได้รับความเสียหายจากโควิด-19 เช่น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกแน่น ๆ หน้าอก นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยตามตัว ไม่ค่อยมีสมาธิ ความจำสั้นลง หรือยังมีความวิตกกังวลอยู่ ซึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจ โดยอาการเหล่านี้ล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิตและควรได้รับการฟื้นฟูอย่างถูกต้อง ซึ่งจะมีบริการใน 2 กลุ่มย่อย คือ 1. กลุ่ม Post COVID-19 คือ ผู้ที่หายจากการติดเชื้อในระยะเวลา 2-12 สัปดาห์ และ 2. กลุ่ม Long COVID-19 คือ กลุ่มผู้ที่หายป่วยแล้ว และยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่เกิน 12 สัปดาห์ขึ้นไป

โรงพยาบาลฯ พร้อมให้บริการดูแลรักษาและฟื้นฟูเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare) โดยครอบคลุมตั้งแต่การตรวจประเมิน การวินิจฉัยและการวางแผนแนวทางการรักษา ทางทั้งแพทย์ผู้ชำนาญในสาขาต่าง ๆ ทีมพยาบาลวิชาชีพ ทีมเภสัชกรเฉพาะทาง และสหวิชาชีพ เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูมีประสิทธิภาพสูงสุด และผู้ป่วยกลับมามีสุขภาพเป็นปกติโดยเร็ว รวมถึงมีโปรแกรมที่ออกแบบเพื่อให้สอดรับกับอาการของแต่ละบุคคล (Personalized Treatment Program) เช่น การฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจและปอด การรักษาด้วยยา เวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัด การบำบัดรักษาภาวะซึมเศร้า การฝึกการรับกลิ่น หรือการรักษาอาการร่วมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ โรคหัวใจ โรคทางเดินอาหาร การติดเชื้อ ระบบประสาท จากแพทย์ผู้ชำนาญการในแต่ละสาขา 

ทางด้าน นพ. เดช จงนรังสิน แพทย์ผู้ชำนาญด้านเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ป่วยที่หายจากโควิด-19 แล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ยังมีอาการของ Long COVID อยู่ในระบบร่างกาย จึงควรได้รับการดูแลฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดยจะอยู่ในบริการของ Recover COVID Solution ทั้งนี้ ผู้ป่วยร้อยละ 30 จะยังคงมีอาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการติดเชื้อที่ปอด เช่น มีการหายใจลำบาก เอาออกซิเจนเข้าปอดไม่เพียงพอ หรือหายใจไม่อิ่ม รู้สึกเพลียง่าย หรือบางรายอาจมีระบบความจำมีปัญหา ไม่สามารถจดจ่อในสิ่งที่ทำได้เหมือนเดิม สมาธิสั้นลง ลืมง่ายขึ้น รองลงมา คือสภาพจิตใจยังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ ยังมีความเครียด ความวิตกกังวลแฝงอยู่ หรือแม้แต่อาการเกี่ยวกับหัวใจหรือระบบหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งจะเป็นอันดับต้นๆ ของอาการ Long COVID นอกจากนี้ บางรายยังมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อต่างๆ ที่สำคัญในรายที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน อาจส่งผลให้มีอาการ Long COVID นานกว่าคนที่มีร่างกายปกติ เป็นต้น โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เรามีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความชำนาญการเฉพาะทาง รวมถึงสหวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพ อาทิ แพทย์ชำนาญการด้านโรคติดเชื้อ แพทย์ชำนาญการด้านโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ชำนาญการด้านโรคไต แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อ แพทย์ชำนาญการด้านโรคข้อ จิตแพทย์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคหัวใจ แพทย์ชำนาญการด้านระบบประสาท แพทย์ชำนาญการด้านโรคตับ รวมถึงทีมพยาบาล เภสัชกร และนักโภชนาการบำบัด เป็นต้น ซึ่งสามารถดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กลับมามีสุขภาพที่ดีดังเดิมได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ”

สำหรับบริการ Fighting COVID Solution จะเป็นการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 หลังจากที่ทราบว่าเป็น PCR positive โดยจะเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนในการรักษาตามปกติของโรงพยาบาล ขึ้นอยู่กับบริบทของผู้ป่วยแต่ละรายโดยปัจจุบัน โรงพยาบาลฯ มีการให้บริการตามระดับอาการของผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งในส่วนของ Home Isolation, Hospitel และการรักษาในโรงพยาบาลฯ โดยบำรุงราษฎร์มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้มาตรฐานระดับสากล เรามีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการโรคติดเชื้อ ทีมแพทย์แผนกผู้ป่วยวิกฤต ตลอดจนสหสาขาวิชาชีพที่มีความชำนาญการด้านผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีห้องความดันลบ ห้อง ICU ห้องพักผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีการจัดการด้านปลอดเชื้อที่ได้มาตรฐาน มีห้องแลบที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล รวมถึงมียาที่มีคุณภาพสูง ที่ใช้รักษาผู้ป่วยตามระดับของอาการ เช่น Antibody Cocktails เป็นต้น

นพ. วิวัฒน์ วงศ์สิริศักดิ์ อายุรแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “นอกจากบริการในด้านการดูแลฟื้นฟูสุขภาพแล้ว ในส่วนของบริการ Now Normal COVID Solution ยังครอบคลุมถึง Travel Medicine สำหรับกลุ่มที่ไม่เคยป่วยเป็นโควิด-19 หรือกลุ่มที่หายป่วยจากโควิด-19 แล้ว โดยจะให้บริการตั้งแต่ให้คำปรึกษาแนะนำกรณีที่ต้องการไปศึกษาต่อ ไปทำงาน หรือท่องเที่ยว เพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง บริการวัคซีน พร้อมออกหนังสือรับรอง ตรวจวินิจฉัยและรักษาการเจ็บป่วยต่างๆ อันเนื่องจากการเดินทาง บริการจัดเตรียมยาหรือเวชภัณฑ์ที่จำเป็น รวมถึงปรึกษาแพทย์ทางไกล (Teleconsultation) ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ หรือบริการ ‘วัคซีนพาสปอร์ต’ หนังสือรับรองการฉีดวัคซีนสำหรับเดินทางในต่างประเทศตามเงื่อนไขของประเทศปลายทาง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบริการฉีดวัคซีน บริการ Health Screening สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพ หรือสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย โดยบริการจะครอบคลุมการตรวจหาเชื้อโควิด-19 จากห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การตรวจหาภูมิ การฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือวัคซีนอื่น ๆ เป็นเป็นภุมิคุ้มกัน หรือตรวจสุขภาพในโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้อีกด้วย”

นพ. สุธร ชุตินิยมการ กล่าวปิดท้ายว่า “การเปิด Bumrungrad COVID-19 Recovery Clinic ครั้งนี้ ได้แสดงถึงความพร้อมในด้าน Medical Tourism ที่จะสนับสนุนนโยบายประเทศอีกครั้ง และจะเป็นที่พึ่งพิงให้กับผู้ป่วยที่เคยเป็นโควิด-19 ที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเองอย่างไร รวมถึงในกลุ่มที่มีความกังวลในสุขภาพของตนเองในระยะยาว ซึ่งนอกจากจะให้บริการผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยแล้ว ยังเปิดบริการให้กับชาวต่างชาติที่มีแผนจะเดินทางเข้ามาทำธุรกิจหรือท่องเที่ยว หลังจากที่เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการและเปิดประเทศมากขึ้นอีกด้วย”

งานวิจัยเผย ‘โพรพอลิส’ จากรังผึ้งมีฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด 19 ไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664328

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 09:01 น.งานวิจัยเผย 'โพรพอลิส' จากรังผึ้งมีฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด 19 ไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกายรู้หรือไม่ บราซิล ใช้ “โพรพอลิส” ร่วมกับยาปกติในวอร์ดรักษาผู้ป่วยโควิด-19 มารู้จักกับ “สารฟลาโวนอยด์” ใน “โพรพอลิส” สารปฏิชีวนะที่ดีที่สุดตามธรรมชาติ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค – ต้านการอักเสบ

ทำความรู้จักกับ “โพรพอลิส” สารธรรมชาติอันทรงคุณค่าจากรังผึ้ง

โพรพอลิส (Propolis) สารธรรมชาติอันทรงคุณค่าจากรังผึ้งรู้จักมานานหลายศตวรรษ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งธรรมชาติบำบัดสำหรับอารยธรรมโบราณในการรักษาโรคต่างๆ มาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ อียิปต์โบราณ และจักรวรรดิโรมัน โดยถูกนำมาใช้สำหรับทำมัมมี่เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเน่าเปื่อย และมักใช้โพรพอลิส เป็นยาดอง ยาระงับประสาทและยารักษาบาดแผลของทหาร ต่อมาผู้หญิงโรมันค้นพบการใช้โพรพอลิสในเครื่องสำอางและบำรุงผิวกาย

และเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการวิจัยพบว่า โพรพอลิสมีสารประกอบที่แตกต่างกัน 180 ชนิด และมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อรา กล่าวกันว่า “ฮิปโปเครติส บิดาแห่งการแพทย์” ใช้โพรพอลิสรักษาบาดแผลภายในและภายนอก และการศึกษาในยุคกลางยังพบว่าโพรพอลิสดีต่อฟังผุ จนมาถึงยุคต้นสมัยใหม่ ยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาได้ค้นพบว่า โพรพอลิส มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ แผลในปาก และอาการเจ็บป่วยที่คล้ายคลึงกัน และปัจจุบัน โพรโพรลิสถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของ สบู่ เมาท์สเปรย์ และอาหารเสริม ยาสีฟัน ครีมบำรุงผิว และส่วนผสมของยาที่ช่วยลดอาการอักเสบ ระคายเคือง และผื่นคัน

“สารฟลาโวนอยด์” ใน “โพรพอลิส” เป็นสารปฏิชีวนะที่ดีที่สุดตามธรรมชาติ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค – ต้านการอักเสบ

ดร.กรกนก ตั้งจิตมั่น อาจารย์สาขาชีววิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และที่ปรึกษาด้านวิชาการ บริษัท เวลเนส เอเซีย จำกัด เผยว่า โพรพอลิส (Propolis) คือ สารธรรมชาติที่ได้จากผิวของรังผึ้ง มีลักษณะเป็นยางเหนียวข้น สีน้ำตาลเข้ม โดยเกิดจากการที่ผึ้งเก็บรวบรวมมาจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น เรซินจากเปลือกไม้ กลีบอ่อนใบไม้ ผสมเข้ากับเอนไซม์ในน้ำลายผึ้ง โดยผึ้งใช้สารโพรพอลิสในการเคลือบผิวรังไม่ให้แตกร้าว อุดรอยรั่วของรัง ฆ่าเชื้อและป้องกันการระบาดของเชื้อโรคภายในรัง

ดร.กรกนก ระบุต่อว่า จากการค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับ โพรพอลิส พบว่า โพรพอลิสมีคุณประโยชน์มากมายอุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ และที่สำคัญในโพรพอลิสยังมีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะที่ดีที่สุดตามธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็นสารฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านการติดเชื้อ มีส่วนช่วยบรรเทาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยลดสิวอักเสบ และอาการผื่นคันตามตัว มีส่วนช่วยลดปัญหาของแผลกดทับจากโรคเบาหวาน มีส่วนช่วยบรรเทาอาการแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยสมานแผน มีส่วนช่วยลดการติดเชื้อในช่องปาก ลำใส้ กระเพราะอาหาร กระเพราะปัสสาวะ โดยทางการแพทย์ได้นำโพรพอลิสมาเป็นส่วนประกอบในยารักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ใช้เป็นส่วนผสมในยารักษาโรคทางหู คอ จมูก รักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น

บราซิล ใช้ “โพรพอลิส” ร่วมกับยาปกติในวอร์ดรักษาผู้ป่วยโควิด-19

โดย ดร.กรกนก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับ โพรพอลิส พบว่ามีรายงานการวิจัย Biomedicine & Pharmacotherapy ฉบับเดือน มิถุนายน ค.ศ. 2021 เปิดเผยว่ามีการทดลองใช้ “โพรพอลิส” ร่วมกับยาปกติในวอร์ดรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่โรงพยาบาล SAO RAFAEL SA ประเทศบราซิล โดยใช้โพรพอลิสแบบกินร่วมกับการรักษาตามปกติกับผู้ป่วยโควิด-19 จํานวน 124 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กินโพรพอลิส 400 มิลลิกรัมต่อวัน กลุ่มที่ 2 กินโพรพอลิส 800 มิลลิกรัมต่อวัน แล้วก็กลุ่มที่ 3 รักษาตามปกติ โดยผู้ป่วยที่กินโพรพอลิสทั้ง 2 กลุ่มจะมีจํานวนวันที่รักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่า คือ เพียง 6-7 วัน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินใช้เวลารักษา 12 วัน โดยผู้ป่วยโควิดที่เข้ารับการรักษาพบว่าผู้ป่วยโควิดรักษาหายเร็วขึ้นกว่าเท่าตัว และลดการเกิดไตวายเฉียบพลันได้ ถึง 80%

“โพรพอลิส” (Propolis) ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด 19 ไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกายได้อย่างไร

ดร.กรกนก ระบุว่า ไวรัส SARS-CoV-2 หรือ ไวรัสโควิด 19 (Covid19) เป็นไวรัสที่มีปุ่ม (Spike) ยื่นออกมาและจะใช้ปุ่มนี้เป็นตัวกับจับโปรตีนที่เป็นตัวรับบนเยื้อหุ้มเซลล์ของมนุษย์ โดยเรียกโปรตีนตัวรับนี้ว่า ACE2 และเมื่อไวรัสจับกับ ACE2 แล้ว เปรียบเสมือนไวรัสสามารถไขประตูเข้าสู่เซลล์ได้ แต่การที่ไวรัสจะเข้ามาในเซลล์ของมนุษย์ได้นั้น ต้องใช้โปรตีนอีกชนิดหนึ่งเรียกกว่า โปรตีน TMPRSS2 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้น เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้จะทำให้ติดโรคโควิด19

มีรายงานการวิจัยจากวารสาร Biomedicine & Pharmacotherapy เปิดเผยว่า สารบางชนิดที่อยู่ในโพรพอลิส มีศักยภาพที่ไปขัดขวางการจับของไวรัสกับ ACE2 บนเยื้อหุ้มเซลล์ นอกจากนี้สารในโพรพอลิสยังสามารถที่จะไปยับยั้งให้โปรตีน TMPRSS2 นำสิ่งแปลกปลอมหรือไวรัส เข้าสู่ภายในเซลล์ของเราได้

เมื่อไวรัสโควิด 19 สามารถเข้าไปในเซลล์ของร่างกายได้ ไวรัสจะเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น และเมื่อไวรัสตัวใหม่สามารถเพิ่มจำนวนไวรัสจำนวนมากภายในเซลล์แล้ว ไวรัสจะทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อให้เสียหายและตายไปในที่สุด และเคลื่อนย้ายออกจากเซลล์ที่ติดเชื้อ และเซลล์ที่ติดเชื้อแล้วตายนั้นจะส่งสัญญาณไปบอกกับเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อเตือนเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทราบว่าตอนนี้มีเชื้อโรคเข้ามาจู่โจมและทำให้เซลล์ตาย และเม็ดเลือดขาวจะปล่อยสารชนิดหนึ่งออกมาที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (Cytokine) ซึ่งเป็นสารที่สามารถกระตุ้น ให้เกิดการอักเสบในบริเวณที่ติดเชื้อ และหากเม็ดเลือดขาวปล่อยไซโตไคน์มากเกินไป ไซโตไคน์เหล่านั้นจะถูกลำเลียงไปที่หลอดเลือด และแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และส่งสัญญาณกระตุ้นให้มีการอักเสบในอวัยวะต่างๆ โดยการอักเสบนี้ก็อาจทำให้แสดงอาการป่วยที่รุนแรง เช่น การเกิดพังผืดที่ปอด การเกิดเส้นเลือดอุดตันในเส้นเลือด และอวัยวะทำงานล้มเหลวจนนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนี้ งานวิจัยยังมีรายงานว่าสารบางชนิดในโพรพอลิสสามารถยับยั้งไม่ให้เม็ดเลือดขาวปล่อยไซโตไคน์ ออกมามากเกินไป ดังนั้นเมื่อไซโตไคน์น้อยลง ผู้ป่วยโควิด 19 ก็มีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงลดลง ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

เมื่อไวรัสโควิด19 เข้าภายในเซลล์ร่างกาย สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ไวรัสจะไปกระตุ้นให้เอนไซม์ PAK1 อยู่ในสภาวะที่ตื่นตัว ซึ่งไปจะไปลดการทำงานของภูมิคุ้มกันทำให้ภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำลายไวรัสหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งเหตุนี้จะทำให้ไวรัสสามารถเพิ่มจำนวน แพร่กระจายทำลายเซลล์มายิ่งขึ้น ทำให้ผู้ติดเชื้อโควิด19 อาจมีอาการป่วยที่รุนแรงมากขึ้น

แต่ในงานวิจัยฉบับดังกล่าวมีรายงานว่าสารในโพรพอลิสสามารถช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ PAK1 ได้ และเมื่อเอนไซม์ PAK1 ไม่สามารถทำงานได้ จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานได้ตามปกติ

จากงานวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่า ไวรัสโควิด 19 (Covid19) จะเข้าสู่เซลล์ได้โดยการจับกับ AEC2 และมี TMPRSS2 เป็นตัวช่วย และยังพบว่า “โพรพอลิส” สามารถไปขัดขวางไม่ให้ไวรัสจับกับ ACE2 อีกทั้งโพรพอลิสยังไปจัดการให้ TMPRSS2 หมดฤทธิ์ที่จะช่วยไวรัสเข้าสู่เซลล์ และยับยั้งกระบวนการอักเสบ ส่วนประโยชน์ของ “โพรพอลิส” ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังมีโอกาสติดโควิด 19 น้อยลง หรือหากติดเชื้อร่างกายก็ยังสามารถต่อสู้กับเชื้อโควิด19 และช่วยบรรเทาอาการป่วยโควิด19 ให้ลดลง ดร.กรกนก กล่าวสรุป

เวลเนส เอเซีย ต่อยอดงานวิจัย “โพรพอลิส” และช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด19 ภาคสนาม

ด้าน นายอรุณพร อนุกูลไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลเนส เอเซีย จำกัด ผู้นำด้านโภชนบำบัด เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนมานานกว่า 20 ปี เผยว่า ได้จัดทำโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมภูมิคุ้มกันจากสารสกัดโพรพอลิส และสารสกัดกระชายขาวและสมุนไพรอื่นๆ โดยได้รับความร่วมมือกับทีมวิจัยห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และพัฒนานวัตกรรมด้วยเซลล์ หรือ Laboratory of Cell-Based Assays and Innovations (CBAI) ภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการทดสอบประสิทธิภาพของตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในการลดโอกาสและความเสี่ยงในการเข้าสู่เซลล์ร่างกายมนุษย์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 และความสามารถในการต้านการอักเสบของตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในเซลล์เยื่อบุปอดมนุษย์ ในห้องปฏิบัติการ จากผลการทดสอบในห้องทดลองพบว่าตัวอย่างผลิตภัณฑ์มีความสามารถในการลดการแสดงออกของยีน ACE2 และปริมาณโปรตีน ACE2 ซึ่งอาจมีความสามารถในการช่วยลดความเสี่ยงหรือโอกาสของ เชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าสู่เซลล์ร่างกายมนุษย์ได้ อย่างมีนัยสำคัญ

นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯได้ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการผสมผสานของสมุนไพรและสารธรรมชาติที่มีงานวิจัยรองรับอย่างโพรพอลิส สารสกัดกระชายขาว และสมุนไพรอื่นๆ ในรูปแบบของซอฟเจล และเม้าท์ สเปรย์ มาเสริมทัพ สร้างภูมิคุ้มกันรับมือกับโควิด 19 และได้จัดทำโครงการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ และกลุ่มเสี่ยงโดยนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ไปช่วยเหลือผู้ป่วยภาคสนาม ที่โรงงานไพฑูรย์กล่องกระดาษ จ.สมุทรสาคร นายอรุณพร กล่าวทิ้งท้าย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามวีดีโอคลิปรายการงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโพรพอลิสและการติดตามผลการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด19 ภาคสนาม ตามลิงค์ที่แนบมานี้ https://youtu.be/31rQMEOtUqA

แอสตร้าเซนเนก้า ชวนรู้จักแหล่งข้อมูล ‘โรคมะเร็งปอด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664327

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 08:15 น.แอสตร้าเซนเนก้า ชวนรู้จักแหล่งข้อมูล 'โรคมะเร็งปอด'เมื่อทุก 18 วินาที จะมีคนตายด้วยโรคมะเร็งปอด แอสตร้าเซนเนก้า ชวนรู้จัก malengpod.com แหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด “มะเร็งปอด อย่ารอ รู้เร็ว รักษาได้”

ทราบหรือไม่ว่าทุก 18 วินาที จะมีคนตายด้วยโรคมะเร็งปอด จากสถิติมีคนไข้โรคมะเร็งปอด น้อยกว่า 20% ที่จะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัย ข้อมูลล่าสุดในปี 2018 ประมาณการณ์ว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งปอดใหม่ 2.1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตถึง 1.7 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยมีผู้ป่วยใหม่ประมาณปีละ 24,000 คน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โรคมะเร็งกลายเป็นโรคมะเร็งอันดับหนึ่งแทนมะเร็งตับและท่อน้ำดี โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะทราบและเข้ารับการรักษาในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายแล้ว จึงมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงเป็นอันดับสอง รองจากมะเร็งตับเพียงนิดเดียว

คุณรู้จัดมะเร็งปอดดีแค่ไหน?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด

– บุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบ

– สารพิษและมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม

– อายุที่มากขึ้น โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี

– พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด

สัญญาณอันตราย หากมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ทันที

– ไอเรื้อรัง และไอเป็นเลือด

– เจ็บหน้าอกโดยไม่มีสาเหตุ

– มีอาการปวดหัวหรือหลัง

– น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ

– เสียงแหบ

– เหนื่อยง่าย

“มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด” มารู้จักโรคนี้ให้มากขึ้นเพื่อดูแลชีวิตของคุณและคนที่คุณรัก ติดตามข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเร็งปอดได้ที่ https://www.malengpod.com/

#NewNormalSameCancer #เพราะการรักษารอไม่ได้