โรคหายาก : อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661897

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 08:40 น.โรคหายาก : อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยความก้าวหน้าด้านการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคหายากที่หน่วยงานรัฐและเอกชนให้ความสำคัญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ ยิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาไว ผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะยิ่งดีขึ้น

เดือนสิงหาคมของทุกปี เป็นเดือนที่ทั่วโลกร่วมรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักต่อ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) ซึ่งเป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย หากบิดาหรือมารดาเป็นพาหะทั้งคู่ ย่อมมีโอกาสสูงถึง 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ที่บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ อุบัติการณ์โดยประมาณของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงพบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และอัตราของคนที่เป็นพาหะอยู่ที่ 1:40–1:60 คน

แม้โรคนี้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่มีผลกระทบต่อคนหมู่มาก ประกอบกับจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีอยู่อย่างจำกัด แต่การสร้างความตระหนักต่อโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและขยายโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐสถานะของผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม

ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยสามารถแสดงอาการได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแขนขาอ่อนแรง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยขยับได้น้อย เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก บางคนอาจมีกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรง มีปัญหาทางระบบปอด จนอาจถึงขั้นหายใจล้มเหลวได้ ทำให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น รถเข็น เครื่องช่วยหายใจ ท่อเจาะคอ เป็นต้น ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงและอาการจะแตกต่างตามช่วงอายุที่เกิดโรค โดยสามารถแบ่งโรคออกเป็นห้าระดับ จาก 0-4 ดังนี้ 

  • SMA Type 0 มีความรุนแรงสูงสุด พบได้ตั้งแต่ในครรภ์แม่ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนทางเดินหายใจถูกปิดกั้น โดยผู้ป่วยมักมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน
  • SMA Type 1 มีความรุนแรงสูงพบได้ในเด็กอายุ 0-6 เดือน มักเกิดระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ โดยผู้ป่วยมักมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี
  • SMA Type 2 มีความรุนแรงสูงถึงปานกลาง พบได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน แม้ผู้ป่วยจะนั่งได้ แต่ไม่สามารถยืนหรือเดินได้ด้วยตนเอง จึงต้องอาศัยรถเข็นเพื่อช่วยการเคลื่อนไหว และอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย
  • SMA Type 3 มีความรุนแรงปานกลาง พบได้ในเด็กอายุ 18 เดือนขึ้นไป โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แม้จะนั่ง ยืน และเดินได้ แต่ผู้ป่วยต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงสำหรับประคองร่างกาย
  • SMA Type 4 มีความรุนแรงต่ำที่สุดพบได้ในผู้ป่วยอายุห้าปีขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ผู้ป่วยสามารถนั่งยืนและเดินได้เหมือนบุคคลทั่วไปแต่พบอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและมีการพัฒนาของกล้ามเนื้อช้ากว่าปกติส่งผลต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันและมักต้องอาศัยรถเข็นเพื่อช่วยการเคลื่อนไหวเมื่อมีอายุมากขึ้น

สำหรับอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ คงคติธรรม อาจารย์หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเป็นทางการ ทว่า จากการคาดคะเนตัวเลขผู้ป่วยโดยอ้างอิงจากอัตราพาหะของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยอยู่ที่ 1:50 ของจำนวนประชากร จึงประมาณการณ์ว่าในไทยมีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่ระหว่าง 10,000–20,000 คน ผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในวัยทารกและเด็กเล็ก และมีโอกาสเสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยเด็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที”  

ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาเกือบสองปี จนอาจก่อให้เกิดความกังวลต่อการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวเสริมว่า “จากข้อมูลที่ทราบเบื้องต้น ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ป่วยหนักหรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและต้องขอชมเชยผู้ดูแลซึ่งมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งมีภาวะปอดขยายตัวได้ไม่ดีอยู่แล้ว สัมผัสกับติดเชื้อโควิด-19 และเชื้อลงปอด อาจส่งผลให้ผู้ป่วยไอได้ไม่เต็มที่ เกิดการคั่งค้างของเสมหะ และมีแนวโน้มที่จะพบภาวะปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรงได้”

ในอดีตโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องอาศัยการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยลดความทรมานจากความเจ็บป่วย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีทางการแพทย์และการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพันธุศาสตร์และโรคทางพันธุกรรมพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก จึงทำให้โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงกลายมาเป็นโรคที่รักษาได้ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงการรักษา เนื่องจากต้องอาศัยงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา คัดกรอง วินิจฉัยและรักษา

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ยังได้กล่าวถึงการดูแลและแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วยว่า “ทุกวันนี้ การรักษาผู้ป่วย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยมักเกิดขึ้นในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง เช่น แพทย์ระบบประสาทวิทยา เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์เฉพาะทางด้านปอด นักโภชนาการ รวมถึงอุปกรณ์ทำกายภาพและเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งล้วนแต่มีส่วนสำคัญในการดูแลและฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง”

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านแนวทางการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงรุดหน้าขึ้นโดยลำดับ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ได้ขยายความไว้ดังนี้ “วิธีการแรกคือการให้ยาโดยฉีดเข้าช่องไขสันหลัง ออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier ช่วยให้ร่างกายผลิตโปรตีน SMN (Survivor Motor Neuron) ที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ วิธีถัดมาคือการให้ยาโดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เป็นการรักษาด้วยวิธีการทดแทนยีน (gene replacement or gene therapy) ซึ่งใช้อะดิโนไวรัสชนิดที่ 9 (AAV-9) เป็นตัวนำชิ้นส่วนของยีนเข้าสู่เซลล์ประสาท ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่มเดียวกับที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถสร้างโปรตีน SMN ได้ และวิธีล่าสุดคือการให้ยาแบบรับประทานซึ่งออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier เพิ่มการสร้างโปรตีน SMN ที่ทำหน้าที่ได้ (full-length SMN protein) ทั้งนี้แนวทางการรักษาที่กล่าวมายังคงเป็นการทดลองใช้ในกลุ่มผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงยาในระบบการดูแลสุขภาพของประเทศไทย กระบวนการใช้ยาดังกล่าวที่สมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยและแพทย์อย่างมาก”  

มร.ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว กล่าวว่า “โรชตระหนักถึงความท้าทายของโรคหายากที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญ เราจึงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษาด้านประสาทวิทยาและด้านพันธุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้การสนับสนุนการทำวิจัยทางคลินิกในกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ซึ่งรวมถึงโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในหลายประเทศและในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะต้องไม่มีผู้ป่วยโรคหายากคนใดถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนไม่มาก โรชพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำงานร่วมกับผู้ป่วย ผู้ดูแล ชมรมผู้ป่วย และแพทย์ที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นและผลักดันการเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น”

นอกจากนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้เร็วที่สุด เมื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติทางร่างกายในเด็กแรกเกิดก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจเช่นกัน “ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่มีขั้นตอนการตรวจคัดกรองเด็กแรกเกิด อย่างในประเทศไต้หวันและสหรัฐอเมริกา ที่เมื่อพบเด็กแรกเกิดป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แพทย์จะให้ยาตั้งแต่ผู้ป่วยอายุยังน้อยเนื่องจากช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดี การพบเคสผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น เป็นผลมาจากการที่พ่อแม่สังเกตเห็นพัฒนาการที่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป เช่น หากเด็กอายุ 2-3 เดือน แต่ยังไม่สามารถชันคอได้ หรือเด็กอายุ 4-6 เดือนแต่ยังไม่สามารถพลิกคว่ำหงายได้เอง แพทย์จึงต้องตรวจอย่างละเอียดและวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในที่สุด ส่วนผู้ป่วยทารกหรือเด็กเล็กที่อาการของโรครุนแรงมากอาจเสียชีวิตไปก่อนที่พ่อแม่จะมีโอกาสพามาพบแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจและปอดอักเสบ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยใหม่สามารถทำได้หากคู่สมรสวางแผนการมีบุตร และตรวจยีนก่อนตั้งครรภ์” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวเสริม

ในประเทศไทยมีมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease: FEND) และ มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก (Thai Rare Disease Foundation: TRDF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและผู้ดูแล โดยทำหน้าที่เป็นช่องทางแบ่งปันข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรค ให้คำแนะนำด้านการดูแลรักษาแบบองค์รวมทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงจัดกิจกรรมต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความต้องการทางการแพทย์ที่จำเป็น แต่ผู้ป่วยยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ผู้ป่วยอายุยังน้อยส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษา ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และสามารถดำรงชีวิตอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข

“สุดท้ายนี้ การจัดสรรด้านทรัพยากรและงบประมาณเพื่อการตรวจยีนในคู่สมรสหรือเด็กแรกเกิดอาจจะมีประโยชน์ และต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าหากดำเนินการในประเทศไทยต่อไป ส่วนแนวทางการจัดการโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเน้นไปที่การวินิจฉัยให้เร็วที่สุด เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งมีแนวโน้มจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ในประเทศไทยการตระหนักถึงความสำคัญของการวินิจฉัย การรักษาและความร่วมมือกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาวิชา หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวปิดท้าย

ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า กุมารแพทย์ชวนสังเกตพัฒนาการลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661812

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 08:05 น.ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า กุมารแพทย์ชวนสังเกตพัฒนาการลูกน้อยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตกัน…ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า?

เมื่อลูกน้อยเกิดมา สิ่งแรกที่ทำคือการสื่อสารโดยการร้องไห้ เขารู้ว่าถ้าร้องจะได้รับการตอบสนองทันที แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น เขาก็จะรู้ว่าแค่มองหน้า ยิ้ม หรือมีภาษาท่าทาง นั่นก็เป็นการสื่อสารด้วยเช่นกัน เด็กได้ฟังเวลาพ่อแม่หรือคนเลี้ยงคุยกับเขา เชื่อมโยงสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นจนเกิดเป็นการเรียนรู้เรื่องภาษาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีพัฒนาการทางภาษาเกิดขึ้นที่อายุเดียวกัน บางคนพูดเร็ว เริ่มที่ 1 ขวบกว่าๆ บางคนก็เริ่มที่อายุใกล้ 2 ขวบ

แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่า ผิดปกติ?

พญ.สินดี ตันศิริ (จำเริญนุสิต) กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช จึงชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตพัฒนาการทางการพูดของลูกกัน ดังนี้

เช็กพัฒนาการทางการพูดของเด็กปกติเป็นยังไง

ช่วงแรกเกิด– 4 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ตอบสนองเมื่อมีเสียงดัง เช่น ร้อง กระพริบตา
  • หยุดฟังเสียงหรือหยุดร้องไห้ เมื่อได้ยินเสียงคนเลี้ยง

การใช้ภาษา

  • ร้องด้วยเสียงที่ต่างกัน เมื่อหิว หรือเจ็บ ฯลฯ
  • ยิ้ม ส่งเสียง เมื่อเห็นคนเลี้ยง หรือมีคนมาเล่นด้วย
  • ระวัง! *ไม่ตอบสนองต่อเสียง เมื่อเด็กอยู่ในช่วงที่ตื่นดี

ช่วงอายุ 5-7 เดือนความเข้าใจภาษา

  • เริ่มหันหาที่มาของเสียง
  • มีปฏิกิริยาที่ต่างกันต่อน้ำเสียงหรืออารมณ์ของผู้ใหญ่
  • หยุดฟัง มองหน้า เวลามีคนคุยด้วย

การใช้ภาษา

  • หัวเราะ เมื่อมีคนเล่นด้วย
  • เล่นเสียงได้หลากหลายขึ้น
  • ระวัง! *ลูกส่งเสียงน้อย ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบกับคนเลี้ยง

ช่วงอายุ 9-12 เดือนความเข้าใจภาษา

  • เริ่มเข้าใจคำสั่งห้าม เช่น “ไม่” “หยุด”
  • มองตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ชี้ให้ดู
  • ทำตามสั่งง่ายๆ ได้ เช่น บายบาย
  • จำชื่อคนในบ้านพอได้

การใช้ภาษา

  • ใช้เสียงคล้ายคำ เพื่อเรียกชื่อหรือสิ่งที่คุ้นเคย
  • ส่ายหน้า หรือพยักหน้า เพื่อตอบคำถาม
  • เริ่มมีคำที่มีความหมาย เริ่มเรียก ปาปา มามา ได้
  • ระวัง! *ลูกไม่หันหาเสียง ไม่ทำเสียง เลียนเสียงพยัญชนะอื่นนอกจาก “อ”

ช่วงอายุ 15 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ทำตามสั่งได้มากขึ้น เช่น “ไปเอารองเท้า”
  • หันมอง หรือชี้คนหรือสิ่งของเมื่อถูกถาม เช่น “ไหนแม่”

การใช้ภาษา

  • พยายามร้องเพลงหรือพูดตามแบบ
  • ชี้ชวนให้คนอื่นดูสิ่งที่ตนสนใจ
  • พูดได้ 4-6 คำ
  • ระวัง! *ลูกยังไม่พูดคำที่มีความหมายอย่างน้อย 1 คำ เช่น หม่ำ ไป เอา ฯลฯ

ช่วงอายุ 18 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ชี้อวัยวะตามสั่งได้ 1-3 อย่าง
  • ตอบสนองถูกต้องกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น “ไปอาบน้ำ” ฯลฯ
  • ทำตามสั่งที่ไม่มีท่าทางประกอบได้

การใช้ภาษา

  • มีการพูดโต้ตอบด้วยพยางค์เดียวได้
  • เล่นเสียงได้เช่นเสียงรถบรืนบรืนเสียงสัตว์ร้อง
  • ใช้ท่าทางร่วมกับคำพูดเพื่อถาม เช่น ชี้ “อะไร”
  • บอกความต้องการง่ายๆ ได้ เช่น “เอา” “ไป”
  • ระวัง! *ลูกไม่เข้าใจ หรือไม่ทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น เอาให้แม่ ไปหยิบของ ฯลฯ ไม่พูดคำที่มีความหมาย 3 คำ

ช่วงอายุ 2 ปีความเข้าใจภาษา

  • ชี้อวัยวะได้ 3-6 อย่าง
  • ทำตามสั่งได้ 2 ขั้นตอนชี้รูปได้มากขึ้น
  • เข้าใจคำถามมากขึ้น เช่น “นี่อะไร” ฯลฯ

การใช้ภาษา

  • พูดเป็นคำที่มีความหมายได้มากขึ้น ประมาณ 50 คำ
  • เรียกชื่อของในบ้านได้มากขึ้น
  • พูดเป็นวลีสั้นๆ ได้ เช่น “ไปเที่ยว” “ไม่กิน” ฯลฯ
  • ถามคำถาม “อะไร”
  • ระวัง! *ลูกไม่พูดคำที่มีความหมายต่างกัน 2 คำต่อเนื่องเช่น เอานม ไปเที่ยว ฯลฯ พูดคำศัพท์น้อยกว่า 50 คำ

ช่วงอายุ 2 ปีครึ่งความเข้าใจภาษา

  • เริ่มทำตามสั่งที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
  • ชี้ภาพในหนังสือได้ถูกต้องมากขึ้น

การใช้ภาษา

  • บอกชื่อตัวเองได้
  • บอกความต้องการได้ เล่าเรื่องที่สนใจแต่อาจจะยังไม่เชื่อมโยง
  • ระวัง! *ลูกไม่พูดเป็นวลียาว 3-4 คำ ยังทำเสียงไม่เป็นภาษา

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกน้อยมีพัฒนาการทางการพูดที่สงสัยว่าจะพูดช้าควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินและให้คำแนะนำต่อไป

คำแนะนำเบื้องต้นในการพัฒนาภาษาของลูก

1. มีเวลาพูดคุยหรือเล่นกับลูก งดการดูจอทุกชนิด ยกเว้นการ video call

2. ออกเสียงพูดให้ชัดเจน เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก

3. ถ้าลูกพูดช้า คนเลี้ยงควรพูดในสิ่งที่เขาสนใจหรือกำลังทำ เพื่อให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ร่วมกับฝึกให้เขาทำตามสั่ง ซึ่งเราอาจจะต้องจับมือทำไปด้วย เพื่อให้เขาเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ รอและเปิดโอกาสให้ลูกได้เปล่งเสียงตามด้วย

4. มีการเล่น ชี้ชวนดูรูปภาพในหนังสือ หรือสิ่งของรอบตัว ร้องเพลง เล่นสมมติ เพื่อเพิ่มคำศัพท์

5. ฝึกให้ลูกพูดในสถานการณ์จริง โดยการ

– ตั้งคำถาม เช่น “อะไร” “ที่ไหน”

– เป็นผู้ฟังที่ดี หยุดรอให้ลูกสบตา ขยับปากจะพูด อาจจะถามซ้ำถ้าไม่เข้าใจ หรือพูดแทนไปก่อน เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้

– ขยายความคำตอบของลูกและชมเขาเมื่อเห็นว่าพยายามสื่อสาร

How to กำจัดเชื้อราบน ‘เสื้อผ้า-หน้ากากผ้า’ ช่วงหน้าฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661757

วันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลา 09:45 น.How to กำจัดเชื้อราบน 'เสื้อผ้า-หน้ากากผ้า' ช่วงหน้าฝนกรมอนามัย แนะวิธีกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้ารวมทั้งหน้ากากผ้าที่เปียกชื้นช่วงหน้าฝน พร้อมเผยวิธีการเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ห่วงประชาชนที่สวมเสื้อผ้า รวมทั้งหน้ากากผ้าที่เปียกชื้นจากฝนตก  อาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ควรนำเสื้อผ้าที่เปียกไปแขวนผึ่งให้แห้งก่อนใส่ตะกร้า เพื่อรอการซัก หรือซักทำความสะอาดทันที  ไม่ควรทิ้งไว้นาน ๆ พร้อมแนะวิธีกำจัดเชื้อราในบ้าน ลดแหล่งสะสมของเชื้อรา     

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงหน้าฝน ปัญหาที่พบบ่อยคือเสื้อผ้ามีกลิ่นอับชื้น เนื่องจากเปียกฝนหรือสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง รวมถึงการสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยที่เปียกชื้นอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านแล้วควรนำเสื้อผ้าที่เปียกไปแขวนผึ่งให้แห้ง ก่อนใส่ตะกร้าเพื่อรอการซัก ไม่ควรทิ้งไว้นาน ๆ เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ หากนำมาสวมใส่อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังจากเชื้อราตามมา อาทิ โรคกลาก เกลื้อน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีขุยรอบ ๆ เกิดอาการคัน ทำให้เป็นผื่นแพ้และติดเชื้อได้ ไม่ควรเกาหรือปล่อยไว้จนลุกลาม ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

ซึ่งการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับชื้นหรือปัญหาเชื้อราบนผ้า สามารถทำได้ด้วย 2 วิธีคือ

วิธีที่ 1 ซักตามปกติแล้วนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

ส่วนวิธีที่ 2 แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่สามารถหาได้ในครัวเรือน ได้แก่ น้ำยาซักผ้าขาวที่มีส่วนผสมโซเดียมไฮโปคลอไรด์ โดยเติม 1 ฝา ต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ผ้าไว้นาน 5-15 นาที หรือใช้น้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวง ต่อน้ำ 1-2 ลิตร แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วซักตามปกติ จากนั้นนำไปตากแดดจัดหรือตากในที่ที่มีอากาศถ่ายเทจนแห้ง แล้วนำมารีดทั้งข้างในและข้างนอกตัวเสื้อ

โดยก่อนทำความสะอาดเสื้อผ้า ควรอ่านป้ายสัญลักษณ์การดูแลรักษาเสื้อผ้า เพื่อเลือกวิธีทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ดีที่สุดและป้องกันเสื้อผ้าชำรุด ส่วนหน้ากากผ้า ควรเปลี่ยนทุกวัน หรือเปลี่ยนเมื่อรู้สึกเปียกชื้นในระหว่างวัน และให้ซักหน้ากากผ้าให้สะอาดทุกวันด้วยสบู่หรือผงซักฟอกแล้วตากแดดให้แห้ง กรณีสวมหน้ากากอนามัย ให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยชิ้นใหม่ทุกวัน หรือเมื่อหน้ากากเปียกชื้น และควรพกหน้ากากอนามัยสำรองไว้ติดตัว เพื่อให้สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ทันที   

ในช่วงหน้าฝน สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการกำจัดเชื้อราในบ้าน เพราะหน้าฝนความชื้นในอากาศ สามารถทำให้ภายในบ้านมีความชื้นสูง อาจเป็นแหล่งของเชื้อราได้ อาทิ ห้องน้ำ ห้องนอน และห้องครัว เชื้อราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่สีดำ น้ำตาล เขียว แดงเหลือง และขาว พบได้เป็นกลุ่ม ๆ ในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น ฝ้าและผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ใต้พื้นพรม เครื่องนอน เครื่องปรับอากาศ หากสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่าง ๆ ตามมา เช่น หากเข้าตาและจมูก จะทำให้เกิดการระคายเคือง มีอาการจาม น้ำมูกไหล มีไข้ บางรายก่อให้เกิดโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และปอดอักเสบในที่สุด ซึ่งกลุ่มที่ต้องระวังคือ ผู้สูงอายุ และเด็กอ่อน

วิธีการเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ 3 ขั้นตอน

1.พื้นผิววัสดุที่พบเชื้อราให้ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่หรือกระดาษหนังสือพิมพ์พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย เช็ดพื้นผิวไปในทางเดียว แล้วนำกระดาษทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ดังกล่าวทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด

2. ใช้กระดาษทิชชู แผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบลงในน้ำผสมกับสบู่หรือน้ำยาล้างจาน เช็ดซ้ำในจุดที่มีเชื้อราอีกครั้ง 

3. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำส้มสายชู 5-7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60-90 เปอร์เซ็นต์ เช็ดทำความสะอาดเพื่อเป็นการทำลายเชื้อในขั้นตอนสุดท้าย

กินอาหารหมักดองเพิ่มโปรไบโอติกส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสู้ไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661533

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 08:50 น.กินอาหารหมักดองเพิ่มโปรไบโอติกส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสู้ไวรัส“อาหารโปรไบโอติกส์” มีบทบาทในการช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ภายในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ลดโอกาสในการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดการเกิดพายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm) หรือภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปได้

การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการทดสอบความเป็นพรีไบโอติกส์ของสมุนไพรและตำรับอาหารไทย พบว่าสมุนไพรที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมาก ได้แก่ เม็ดบัว กลอย ขมิ้นขาว ขิงอ่อน ขิงแก่ ข่า หอมแดง ตะไคร้ ลูกยอ กระเจี๊ยบเขียว ส่วนผักบางชนิดหากรับประทานมากๆอ าจยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว

นอกจากนี้ ยังพบว่าอาหารไทยกว่า 100 ตำรับ มีพรีไบโอติกส์สูง เช่น กระจับผัดพริกเผา ข้าวคลุกกะปิ ขนมผักกาด ฯลฯ ซึ่งเป็นเมนูที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมาก ถึงกว่า 20% ทั้งยังพบอีกว่าการเสริมอาหารประเภทเครื่องเทศ หรือพืชลงหัว ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เนื่องจากหาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง

การศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่าโปรไบโอติกส์ค่อนข้างโดดเด่นในด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและยังเป็นที่ยอมรับกันด้วยว่าโปรไบโอติกส์สามารถกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งและเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันช่วยเพิ่มการสร้างสารภูมิต้านทานชนิด IgA ที่ระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อการหลั่งไซโตไคน์ชนิดต่างๆ ได้ผ่านระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกหรือเยื่อบุ (mucosal immune response) จุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ยังส่งผลต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาว (regulatory T cells) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

มีการศึกษาจากต่างประเทศ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่สามารถเทียบเคียงได้ คือการวิจัยของประเทศเกาหลีร่วมกับฝรั่งเศส พบว่า “กิมจิ” อาหารพื้นบ้านของเกาหลีที่เรารู้จักกันดีนั้น อาจช่วยลดความรุนแรงในการเกิดโรคโควิด-19 ได้ โดยระบุว่าในกิมจิมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งผักกาด พริกชี้ฟ้า ขิง และกระเทียม ที่มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งส่วนผสมต่างๆ เหล่านี้ ออกฤทธิ์ต่อ Nrf2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการอักเสบของร่างกาย

ปัจจุบันนักวิจัยเกาหลีกำลังศึกษากลไกให้ละเอียดขึ้นสำหรับบทบาทของกิมจิต่อโรคโควิด-19 โดยก่อนหน้าที่จะมีงานวิจัยชิ้นนี้ ได้มีการศึกษาซึ่งเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ พบว่า ในประเทศที่มีอัตราการตายจากโควิด-19 น้อยประเทศเหล่านี้ล้วนบริโภคอาหารหมักดองและเครื่องเทศ

ในงานวิจัยนี้ ได้ระบุว่า ในอาหารหมักดองแบบดั้งเดิม มักประกอบด้วย แบคทีเรียดี ชนิดแลคโตบาซิลลัส ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้ป่วย ชุมชน หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ รวมถึงสถานพยาบาลในการเลือกใช้อาหารกลุ่มนี้ในการฟื้นฟู และลดความรุนแรงชองผู้ป่วยได้

”โปรไบโอติกส์” หมายถึง จุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้วจะมีผลเชิงบวกต่อผู้บริโภค เช่น ลดความถี่ในการเกิดภูมิแพ้ เสริมสร้างระบบขับถ่ายที่ดี ช่วยควบคุมน้ำหนัก ผลิตวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน โปรไบโอติกส์พบได้บ่อยจากอาหารที่ผ่านการกระบวนการหมัก การดอง การบ่ม พบได้ในอาหารพื้นเมืองของหลายๆ ประเทศ เช่น ข้าวหมาก ถั่วเน่า ผักเสี้ยนดองของไทย กิมจิของเกาหลี มิโสะ ของญี่ปุ่น เต้าเจี้ยวของจีน  นอกจากนี้ ยังสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์นมหมัก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย และเป็นสิ่งที่ประชาชาเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนต่ำ

ที่มา : สมุนไพรอภัยภูเบศร

ภาพ : freepik

ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661527

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 07:20 น.ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนวัยทำงาน “โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ” เข้าใจสาเหตุ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ป้องกันได้

รู้หรือไม่?

  • หลายคนคิดว่าโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และสำไส้อักเสบ คือโรคเดียวกัน แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง
  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน
  • ทั้งสองโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่มื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ สุขอนามัยเบื้องต้นอย่างกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้เช่นกัน

โรคฮิตของคนวัยทำงานมีอยู่ด้วยกันหลายโรค ในจำนวนนั้นคือ โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

ข้อมูลโดย นายแพทย์อานนท์ พีระกูล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนนทเวช ใน Generali Thailand อธิบายไว้ดังนี้

รู้จักกับโรคและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน ทั้งการปนเปื้อนของอาหาร สารพิษในอาหาร การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร รวมถึงท็อกซินของแบคทีเรีย รวมถึงการกินยาบางชนิดก็ทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายเส้น และยาแก้ปวดที่ไม่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ (NSAIDs: Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs)

นอกจากอาหารและยาแล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารได้โดยตรงจึงทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ยิ่งดื่มตอนท้องว่างก็ยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้มากเป็นเงาตามตัว ปัจจัยที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือการติดเชื้อแบคทีเรียจำเพาะบางอย่างในกระเพาะอาหาร เชื้อที่ว่าคือ เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ที่ปนเปื้อนกับอาหาร ที่ต้องแยกออกมาเพราะเชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหารได้ในอนาคตหากไม่รักษาหรือปล่อยให้การอักเสบนั้นเป็นเรื้อรัง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) ที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อแบคทีเรีย จำพวกอีโคไล (E.coli) และ Staphylococcus spp. ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค นอกจากนี้ ไวรัสหลาย ๆ สายพันธุ์ก็ทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบได้ โดยโรคลำไส้อักเสบจะมีความเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบเนื่องจากสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วยเช่นกัน โดยคนไข้ที่มีอาการลำไส้อักเสบอาจมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วย เพราะอาหารที่รับประทานเข้าไปจะถูกลำเลียงจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้ตามกระบวนการย่อยอาหารของร่างกาย

อาการของโรค

อาการที่แสดงออก หากเป็นโรคกระเพาะอักเสบ อาการที่เด่นชัด คืออาเจียน ปวดท้องแบบแสบร้อนหรือบิดมวน แน่นท้อง เรอบ่อย และเนื่องจากเป็นตำแหน่งกลางหน้าอก บางคนอาจมีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกขมคอและจุกแน่นในลำคอ ซึ่งอาการจะไปคล้ายคลึงกับภาวะกรดไหลย้อน แต่ถ้าเป็นโรคลำไส้อักเสบ อาการที่เด่นชัดคือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ้ามีอาการรุนแรงบางคนถ่ายเป็นมูกเลือด

ระยะเวลาในการแสดงอาการของโรคหลังจากได้รับเชื้อนั้นไม่แน่นอน บางรายอาจอยู่ที่ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียก็สามารถเกิดในเวลาสองสามชั่วโมงหลังจากได้รับเชื้อเข้าไปได้

แนวทางในการรักษา

เมื่อคนไข้ถึงมือแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกายเพื่อประเมินความรุนแรงก่อน การให้การรักษาทั้งสองโรค ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง หรือการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าอาการปวดท้องดังกล่าวอาจจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะนิ่วในถุงน้ำดีหรือทางเดินน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตันหรือภาวะอุจจาระค้างในลำไส้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเล่าอาการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจน แพทย์จึงจะตรวจเพิ่มเติมด้วยการถ่ายภาพรังสีช่องท้อง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะให้ยาและรักษาตามอาการ กรณีถ้าโรคกระเพาะอักเสบหรือลำไส้อักเสบนั้นมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อในกระเพาะอาหาร แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าอาการนั้นเป็นมานาน พิจารณาแล้วไม่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงจากอาหารที่กิน แต่เกิดจากภาวะกรดเกิน หมอจะให้ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารเป็นยาหลัก

คำแนะนำจากแพทย์

หากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวจากภาวะกระเพาะอาหารอักเสบ หรือลำไส้อักเสบ ซึ่งมักมีระดับความรุนแรงไม่มาก ก็สามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น ดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution – ORS) เพื่อช่วยชดเชยภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไป กินยาแก้ปวดมวนท้อง ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน อาการจะดีขึ้น ภายในหนึ่งถึงสองวันหลังกินยา

แต่ถ้าอาการเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนบ่อย หรืออาเจียนทุกครั้งหลังรับประทานอาหารจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้เลย มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องอย่างรุนแรง วูบหน้ามืดจะเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะการขาดน้ำรุนแรงมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อกได้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ช่วงที่มีอาการของทั้งสองโรค ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทนม ถั่ว งา น้ำอัดลม ชา กาแฟ เพราะจะทำให้มีอาการท้องอืด จุกเสียด และแน่นท้องมากขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สดในช่วงที่มีลำไส้อักเสบด้วย เพราะมีโอกาสปนเปื้อนได้สูง

อย่างที่รู้กันแล้วว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยจากทั้งสองโรคนี้ส่วนใหญ่เริ่มจากการรับประทานอาหาร ถ้าไม่อยากต้องนอนโรงพยาบาล ก็ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร การหลีกเลี่ยงการรับประทานยากลุ่มแก้ปวด/คลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงสุขอนามัยเบื้องต้นอย่างการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ยังเป็นหลักปฏิบัติสากลที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้เช่นกัน

ภาพ :  freepik

4 สาวหุ่นสวยชวนฟิตร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661366

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.4 สาวหุ่นสวยชวนฟิตร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยุคโควิด-19ไม่ว่าจะล็อกดาวน์กี่ครั้ง ร่างกายก็ยังคงต้องสตรอง!!! STAGE Find The Real U ชวนออกกำลังกายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ชีวิตในยุค New Normal

แม้ว่าความร้ายแรงของวิกฤตโควิดจะส่งผลกระทบให้เมืองไทยต้องถูกล็อกดาวน์ไปอีกกี่ครั้ง กักตัวยาวๆ ไปอีกกี่หน แต่จงอย่าปล่อยให้สุขภาพต้องล็อกดาวน์ไปพร้อมกับวิถีชีวิตของคุณ ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นเสริมภูมิคุ้มกันในยุคโควิด! ซึ่งการออกกำลังกายถึงแม้เป็นเรื่องง่าย แต่จริงๆ แล้วหากออกกำลังกายเล่นผิดท่าเพียงไม่กี่องศา ก็อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อและกระดูกบาดเจ็บได้ มากไปกว่านั้น เมื่อเกิดความเจ็บป่วย การไปโรงพยาบาลในช่วงวิกฤตโควิดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพียงแค่คุณก้าวขาออกจากบ้าน เชื้อโรคมากมายมีอยู่เต็มไปหมด เพียงประมาทแค่เสี้ยววินาที ความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิดเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา จึงจำเป็นต้องพยายามดูแลตัวเองในช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เจ็บป่วย และให้ร่างกายแข็งแรงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่คุณจะช่วยตัวคุณเองได้ด้วยสองมือของคุณเอง ดังนั้นก่อนเริ่มออกกำลังกายจึงควรศึกษาหาข้อมูลรูปแบบการออกกำลังกาย ท่าบริหารต่างๆ ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและรูปร่าง

ด้วยไลฟ์สไตล์ยุคโควิดที่ไม่สามารถให้คุณทำอะไรในชีวิตประจำวันได้เหมือนโลกในยุคเมื่อก่อน เพราะโควิดสกัดไปทุกทาง กระทบทุกอาชีพ ทุกหย่อมหญ้า หลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เกิดความกดดัน ความเครียด ทำให้ทุกคนลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนชีวิตและค้นพบแล้วว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ผู้คนในยุคนี้ตระหนักและตื่นตัวพร้อมให้ความสำคัญกับร่างกายที่แข็งแรงทำให้ไลฟ์สไตล์ผู้คนส่วนใหญ่หันมาออกกำลังกายกันเยอะขึ้นมากนอกจากนี้ยังใส่ใจสุขภาพไปถึงเรื่องการกินและการใช้ชีวิตเพื่อเร่งเสริมภูมิทั้งภายในและภายนอกพักผ่อนให้เพียงพอตากแดดยามเช้าเพื่อรับวิตามินดีช่วยทำให้กระดูกแข็งแรงทานอาหารที่มีประโยชน์โชคดีที่ประเทศไทยมีอาหารไทยพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยผักสมุนไพรไทยมากมายอาทิเช่นใบกะเพรากระชายกระเทียมขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูดและที่สำคัญต้องไม่ประมาทการ์ดห้ามตกสวมหน้ากากอนามัยหมั่นล้างมือพกเจลแอลกอฮอล์เว้นระยะห่างงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่นทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ

“การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คุณสามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ด้วยตัวคุณเอง และวันนี้ STAGE ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันจากการออกกำลังกาย เพราะชั่วโมงนี้สุขภาพต้องมาก่อน ขอให้ทุกคนมีใจเข้มแข็งไปพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงของคุณ อดทนและมีความหวังว่าพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น แล้วเราจะผ่านมันไปได้ด้วยกันครับ” คุณสุทัศน์ วงศ์สุขศิริ กรรมการผู้จัดการ / ผู้ร่วมก่อตั้ง STAGE Find The Real U ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง กล่าว

STAGE Find The Real U ฟิตเนสระดับพรีเมี่ยม ศูนย์รวมแหล่งออกกำลังกายครบวงจร ใจกลางเมืองย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้ามาใช้บริการฟิตเนส โดยคุณสุทัศน์  วงศ์สุขศิริ (กรรมการผู้จัดการ / ผู้ร่วมก่อตั้ง STAGE Find The Real U นักไตรกีฬา /นักวิ่ง Trail และ Ironman หลายสนามทั้งในและต่างประเทศ) ได้ตระหนักและมีความเข้าใจในคนที่รักสุขภาพ ชื่นชอบการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายอยู่เสมอ ณ วันนี้ STAGE Find The Real U แหล่งศูนย์รวมการออกกำลังกายแบบออฟไลฟ์ครบวงจร ได้ต่อยอดไปสู่การให้บริการ STAGE Connects ออกกำลังกายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ในรูปแบบมากมายที่ตอบโจทย์สำหรับคนในยุคโควิด เพียงแค่คุณมีโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค ไอแพด และสัญญาณอินเตอร์เน็ต    ก็สามารถออกกำลังกายและ Fit Anywhere ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ระเบียง สนามหญ้า ห้องรับแขก ห้องนอน และทุกพื้นที่ในบ้านของคุณ มากไปกว่านั้น นอกจากการออกกำลังกาย แบบ 1 on 1 online กับเทรนเนอร์ คุณยังสามารถออกกำลังกายไปพร้อมกับครอบครัวที่บ้าน หรือแม้กระทั่งออกกำลังกายไปพร้อมกับเพื่อนฝูงที่ผ่าน VDO Call เข้ามาพร้อมๆ กัน เพิ่มบรรยากาศที่สนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด ดังนั้นการออกกำลังกายออนไลน์จึงถือได้ว่าเป็นรูปแบบการกำลังกายที่ชาญฉลาด เพราะนอกจากจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคโควิดอย่างแท้จริง ทำให้ช่วงกักตัวอยู่บ้านยาวๆ คุณยังได้มีรูปร่างที่ดีขึ้นควบคู่ไปด้วย

เหล่านักกีฬาคนดังต่างชื่นชอบการออกกำลังกาย เพราะให้ประโยชน์และตอบโจทย์ชีวิตในยุค New Normal

คุณอาย – ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร (อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทยและ ผู้ประกาศข่าวช่องHD) , IG : sornsawan _ch7hd , FB : Sornsawan Phuvichit 

“If it doesn’t challenge you It doesn’t change you. เพราะชีวิต อาย ขาดการออกกำลังกายไม่ได้จริงๆ ต้อง work out (แทบ) ทุกวัน ไม่มากก็น้อย เป็นแบบนี้มานานแล้ว เรียกว่าเสพติด ก็ไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะวิ่ง, ว่ายน้ำ , weight training, cardio , body weight สลับสับเปลี่ยนกันไป จะได้ไม่เบื่อ ส่วนตัวอาย ถ้าการออกกำลังหรือเล่นกีฬาโดย “ไร้เป้าหมาย” เหมือนชีวิตขาดรสชาติ ต้องมี personal goal setting หรือมีใคร challenge เพื่อให้เกิดแรงผลัดดันการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาก็จะสนุกและมีเป้าหมายทุกครั้งที่เทรน

แต่ด้วยข้อจำกัดในยุคโควิด ทำให้การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาต้อง “ย่อส่วน” ทั้งเป้าหมาย และรูปแบบการออกกำลังกาย ทางเลือกใน “การเทรนออนไลน์” ก็มา! ดีที่อาย เป็นสมาชิก stage find the real u ที่เข้าใจสมาชิก จัดโปรแกรมเทรนออนไลน์ กับ trainer มืออาชีพ ที่ช่วยวางโปรแกรมในการออกกำลังกายแต่ละวัน ให้เป็นไปตาม goal ที่ของเรา การเทรนแต่ละครั้งจะสนุก เหนื่อย แถมได้ฟอร์มที่ถูกต้อง สวยงาม ถือเป็นข้อดีในการฝึกกับเทรนเนอร์ ที่มีประสบการณ์ เพราะปกติ เทรนเอง ยกผิด ยกถูก บาดเจ็บก็บ่อย การเทรนออนไลน์ สำหรับอาย จึงตอบโจทย์การออกกำลังกาย ในยุค normal เป็นอย่างดี”

คุณเอ – มธุรดา (คุโณปการ) วงศ์ไวโรจน์  (อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทยชุดเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 11 และซีเกมส์ 2 สมัย / อดีตพิธีกรโทรทัศน์และ DJ 104.5 FAT radio / เจ้าของแบรนด์ชุดแต่งงาน BRIDESMAIDTHAILAND http://www.bridesmaidthailand.com ) , IG : a_maturada , FB : Maturada wongwairoj

“จริงๆ สำหรับแต่ละคนที่มีสภาพร่างกาย เป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การออกกำลังกาย ควรทำให้ง่าย คล่องตัว และสนุกตามจริตของแต่ละคน ยิ่งพอมีสถานการณ์ตอนนี้ที่มีปัจจัยข้อจำกัดเพิ่มในเรื่องสถานที่เข้ามาอีก การออกกำลังกายออนไลน์ เรียกได้ว่าตอบทุกโจทย์อย่างแท้จริง เพราะสามารถออกได้ทุกที่ ได้ทุกเวลา ได้ทุกขณะที่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เว้นระยะห่างได้เท่าที่ต้องการ สะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์มได้อย่างอิสระเสรีค่ะ”

คุณพิณ – กรพินธุ์ กฤษณาวารินทร์ (pilates instructor @ stage find the real you / เจ้าของร้าน :stage cafe / รับอ่านสปอตโฆษณาทีวี วิทยุ Presentation, Voice Over ทุกประเภท / นักไตรกีฬา /นักร้อง / นักแสดง ) , IG :pinsocute , FB : korrapin puangpo 

“การมีวินัยในการออกกำลังกายไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยให้เราสุขภาพดี แต่ยังฝึกให้เราชนะใจตัวเองในทุกๆ วัน ชีวิตประจำวันของพิณในแต่ละวันเรียกได้ว่าอยู่กับการออกกำลังกายตลอด เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วค่ะ พิณสนุกกับการเล่นกีฬาหลากหลาย เล่นไตรกีฬามาหลายปี ซึ่งเช้ามาก็จะต้องเอาละ ตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน ตื่นมาซ้อมวิ่ง  หลายครั้งก็คิดนะง่วงก็ง่วงเหนื่อยๆก็เหนื่อยทำไมไม่นอนตื่นสายๆสบายๆแต่หลังจากซ้อมเสร็จจะรู้สึกดีฟินมากจะขอบคุณตัวเองทุกครั้งที่เอาชนะใจตัวเองตื่นมาออกกำลังได้ส่วนช่วงเย็นบางวันก็จะซ้อมว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานหรือพิลาทิส

แต่พอมีวิกฤตทีนี้จบเลยกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ วิ่งข้างนอกไม่ไปแล้ว ว่ายน้ำก็สระปิด สรุปตอนนี้เหลือแต่ปั่นจักรยาน ปั่นที่บ้านวนไป แล้วก็เล่นพิลาทิสบ้างบางวัน โชคดีที่ Stage มี 1 on 1 Personalized training program ที่เทรนเนอร์จะช่วยวางแผนการออกกำลังกายส่วนตัวให้ ลักษณะการtrain ก็จะมี2แบบคือ Virtual VDO แล้วก็แบบ VDO call ทำให้เราไม่ต้องเดินทางออกไปนอกบ้านก็ออกกำลังได้ เหมือนได้เทรนกับเทรนเนอร์ตัวเป็นๆที่ฟิตเนสเลย เพียงแค่ คุยกันผ่านจอ แม้ว่าที่บ้านจะไม่ค่อยมีอุปกรณ์    ฟิตเนสอะไรใดๆ มีแค่ดัมเบล ก็ไม่มีปัญหาค่ะ เทรนเนอร์จัดโปรแกรมให้เราฝึกได้หมดเอาเท่าที่เรามี 

ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยน การออกกำลังของเราก็ต้องปรับตาม พิณว่าการออกกำลังกายมันเหมือนการหยอดกระปุก ที่ค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อของเราเรื่อยๆ เมื่ออายุเรามากขึ้นเราก็จะได้ประโยชน์จากร่างกายที่แข็งแรงนี้ไปอีกนาน”

คุณแพรว – ภาพตะวัน คงสมแสวง (Beauty Blogger / นักวิ่ง / นักไตรกีฬารุ่นใหม่) , Blog: phaptawan.com , FB : phaptawanpage , IG : preauphaptawan , Youtube : Phaptawan

“โควิดทำให้ชีวิตเราสะดุดในหลายๆเรื่องค่ะ การออกกำลังกายก็ทำเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ จะไปยิม จะไปสระว่ายน้ำก็ไม่ได้ แต่ว่าเราต้องรักษาร่ายกายให้แข็งแรง รักษา performance เพราะว่าเราไม่อยากให้ที่ออกมาเสียเปล่าแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีแข่งครั้งหน้าอีกเมื่อไรก็อยากจะให้ร่างกายพร้อมอยู่เสมอค่ะ การเทรนออนไลน์ช่วยแพรวได้มากเลยในวันที่เราไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บ้านตลอดเพราะว่าอย่างเราพอจะออกกำลังกายเป็นอยู่แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญมาวางโปรแกรมการออกกำลังกายให้ตรงกับเป้าหมายของเราค่ะ ถึงจะต้องอยู่บ้านหยุดเชื้อไปไหนไม่ได้แต่เรื่องออกกำลังกายเราก็ไม่อยู่กับที่ค่ะ เราต้องพัฒนากันต่อไป”

สำหรับคนที่อยากดูแลสุขภาพฟิตร่างกายให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ STAGE Find The Real U มีแพ็กเกจที่ตอบโจทย์หลากหลายความชอบทุกไลฟ์สไตล์ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ STAGE Find The Real U สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 003 5445 Line : @stagefindtherealu

โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661288

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 12:50 น.โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้รู้หรือไม่ โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ในช่วงเริ่มเข้าสู่ปลายปีที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเช่นนี้ หลายต่อหลายครั้งที่เราเคยได้ยินว่าผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการปอดบวมแทรกซ้อนตามมา ทำให้แทนที่จะหายจากโรคหวัดกลับต้องรักษาตัวจากปอดบวมต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ ในกรณีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วปอดบวมนั้นแท้จริงเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นแล้วจะอันตรายหรือไม่ และใครบ้างที่เสี่ยงต่อปอดบวม

ข้อมูลโดย นายแพทย์เดช จงนรังสิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วอาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ (pneumonitis) นั้น เกิดได้จาก 2 สาเหตุ คือ จากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่ระเหยได้ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปโรคปอดอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ทีนี้มาดูกันว่าปัจจัยเสี่ยงของโรคปอดอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครได้บ้างตามสถิติแล้วโรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยโรคเอดส์, ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะผู้ป่วยมะเร็งระหว่างการให้เคมีบำบัด หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความเสี่ยงเช่นกัน

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง ตลอดจนการสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลียหากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม หากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย เช่น ฟังเสียงปอด และเอกซเรย์ปอด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและแยกเชื้อที่เป็นสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ขั้นต่อมาคือการตรวจวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อดูประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดว่าลดลงหรือไม่และสุดท้ายคือการตรวจและเพาะเชื้อจากเสมหะและเลือด เพื่อหาชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคจากนั้นจึงจะรักษาการติดเชื้อร่วมกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไป

ดังที่กล่าวตั้งแต่แรกว่าโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้ออาจนั้นอาจมีความรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันกลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็กผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่างสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ เรามีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวง่าย ๆ เพื่ออยู่ให้ห่างไกลจากการเกิดโรคปอดอักเสบเริ่มจากการไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอดข้อถัดมาต้องดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ ยังควรสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661273

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการข้อมูลโดย ดร.อลิสา นานา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ม.มหิดล

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาอาหารสุขภาพที่ช่วยในการลดน้ำหนักอยู่ ไข่ต้มถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะมีโปรตีนคุณภาพดี มีกรดอะมิโนที่ชื่อ “ลิวซีน” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การกินไข่ต้มยังช่วยให้อิ่มท้องนานอีกด้วย แต่การเลือกกินไข่เพื่อลดน้ำหนักนั้น เราต้องกินให้ถูกต้องและเหมาะสม มาดูกันว่า กินอย่างไรร่างกายถึงจะได้รับปริมาณแคลอรีที่พอดี และห่างไกลโรคคอเลสเตอรอลสูง

เมนูไข่แต่ละชนิด ให้พลังงานต่างกันแค่ไหน?

การเลือกเมนูไข่สำหรับการลดน้ำหนักเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการปรุงอาหารจากไข่ 1 ฟอง ด้วยวิธีการที่ต่างกัน พลังงานที่ได้จากเมนูนั้นๆ อาจเปลี่ยนจากไม่ถึง 100 แคลอรีกลายเป็นหลายร้อยแคลอรีเลยก็เป็นได้

• ไข่เจียว 1 ฟอง พลังงาน 250 กิโลแคลอรี

• ไข่พะโล้ 1 ฟอง +  เครื่อง พลังงาน 460 กิโลแคลอรี

• ไข่ลูกเขย 1 ฟอง + น้ำราด พลังงาน 360 กิโลแคลอรี

• ไข่ดาว 1 ฟอง พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

• ไข่ม้วน 100 กรัม พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่ตุ๋น 1 ถ้วยเล็ก พลังงาน 130 กิโลแคลอรี

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• ไข่ลวก 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

ไข่แต่ละประเภท ให้พลังงานต่างกันเท่าไร?

แม้ว่าไข่จะเป็นอาหารแนะนำสำหรับคนลดน้ำหนักแต่การเลือกกินไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้การลดน้ำหนักเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดคือไข่ไก่

• ไข่ไก่ 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่เป็ด 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 190 กิโลแคลอรี เนื่องจากไข่เป็ดมีปริมาณไข่แดงที่เยอะกว่า

• ไข่นกกระทา 100 กรัม (6 ฟอง) พลังงาน 160-170 กิโลแคลอรี ถึงแม้จะฟองเล็กมาก แต่กลับให้พลังงานสูง เพราะการกินไข่หลายฟองทำให้ปริมาณไข่แดงเพิ่มมากขึ้น

อยากให้น้ำหนักลดเร็วๆ กินไข่ต้มทุกมื้อได้หรือไม่

การกินไข่ถึงจะมีข้อดี แต่หากกินในปริมาณที่มากเกินไป คือเกิน 1 ฟอง/วัน จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและเสี่ยงต่อคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้

ตัวอย่างเมนูลดน้ำหนักใน 1 วัน

มื้อเช้า

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• กล้วยหอม 1 ผล พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

มื้อกลางวัน

• อกไก่ย่าง 1 ชิ้น พลังงาน 220 กิโลแคลอรี

• สลัดผัก + น้ำสลัด พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

มื้อเย็น

• น้ำพริกปลาทู ผักลวก ผักสด 1 จาน พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

• ข้าว 2 ทัพพี พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารประเภทโปรตีนที่กินแทนไข่ได้ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา นม เต้าหู้ กรีกโยเกิร์ต ถั่ว

ถึงการลดน้ำหนักอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่การลดน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างการทานอาหารอย่างถูกต้อง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ ลองให้โควตาตัวเองด้วยไข่ต้มวันละฟอง ไม่แน่คุณอาจเห็นผลลัพธ์ของน้ำหนักที่ลดลงด้วยอาหารมื้อง่าย ๆ แบบนี้

รูทวารตีบ ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661207

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.รูทวารตีบ ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี“รูทวารตีบ” ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากการรักษาโรคริดสีดวงทวารผิดวิธี ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานเวลาขับถ่าย ผู้ป่วยที่มีภาวะรูทวารตีบควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างถูกวิธี และยิ่งรู้ตัวเร็ว รักษาไว จะยิ่งทำให้การรักษาไม่มีความซับซ้อน

นายแพทย์วรัญญู จิรามริทธิ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้รูทวารตีบ มีสาเหตุมาจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา ทายา หรือฉีดยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากยาที่ใช้ฉีดจะทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นเนื้อตายและแผลเน่าบริเวณรอบรูทวาร ซึ่งกลไกการซ่อมแซมของแผลโดยธรรมชาติจะทำให้เกิดพังผืด เพราะฉะนั้นยิ่งแผลกินพื้นที่บริเวณกว้างเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งสร้างพังผืดมากขึ้นเท่านั้น โดยพังผืดจะค่อย ๆ มากขึ้นจนทำให้รูทวารตีบแคบลงได้ “ ปัจจุบันมีคนไข้จำนวนหนึ่งที่คิดว่าการรักษาริดสีดวงทวารด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากและน่ากลัว แต่อาจจะลืมนึกไปว่าการรักษาริดสีดวงทวารที่ผิดวิธี นอกจากจะไม่ทำให้โรคเดิมที่เป็นอยู่หายแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย ได้แก่ เลือดออกบริเวณรูทวาร รูทวารตีบ และการติดเชื้อ โดยเฉพาะภาวะรูทวารตีบ ที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานเนื่องจากร่างกายมีอาการปวดถ่าย แต่ไม่สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ ” นายแพทย์วรัญญูกล่าว

อาการของรูทวารตีบที่พบได้ สังเกตได้จากการรักษาริดสีดวงทวารครั้งที่ผ่านมามีความเจ็บปวดมาก, หลังการรักษาริดสีดวงทวาร มีเนื้อตายหรือแผลรอบรูทวาร, เริ่มทรมานเวลาขับถ่าย ถ่ายเป็นเส้นหรือก้อนเล็กลงเรื่อย ๆ, อาการรุนแรงที่สุดคืออาการถ่ายไม่ออก ซึ่งแตกต่างจากอาการท้องผูกตรงที่มีอาการปวดถ่ายและตุงหน่วงบริเวณทวารร่วมด้วย

วิธีการรักษารูทวารตีบแบ่งเป็น 4 วิธีตามความรุนแรงของอาการ ได้แก่

1. ขยายรูทวารด้วยนิ้ว

2. การกรีดเปิดพังผืด เพื่อให้ถ่ายออกเอง

3. การตัดเย็บซ่อมพังผืด

4. การโยกเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียงมาปิดแผล เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างพังผืด

หลังการรักษาภาวะรูทวารตีบ คนไข้สามารถขับถ่ายเป็นปกติได้ทันที โดยจะมีอาการปวดจากการรักษาประมาณ 1 – 2 วันแรก และแผลจะค่อย ๆ หายใน 1 – 2 เดือน โดยในระยะแรกแพทย์จะให้ยาระบายและไฟเบอร์เพื่อให้คนไข้ขับถ่ายทุกวัน ซึ่งหากเข้ารับการรักษาเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีต่อคน

อย่างไรก็ตาม ภาวะรูทวารตีบ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง แต่มักเกิดจากการรักษาริดสีดวงทวารที่ผิดวิธี เพราะฉะนั้นหากเกิดโรคริดสีดวงทวาร ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะรูทวารตีบตามมาภายหลัง

5 ประโยชน์ของการวิ่ง เรื่องจริงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660988

วันที่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.5 ประโยชน์ของการวิ่ง เรื่องจริงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาคุณหมอชวนรู้ 5 ประโยชน์ของการวิ่งที่ใครได้อ่านแล้วรับรองว่า…ไม่วิ่งไม่ได้แล้ว!! โดย นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

การวิ่งเป็นกีฬายอดฮิตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลายคนไปเรียบร้อย เนื่องจากการวิ่งเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ง่ายเเละมีประโยชน์ ทั้งในเรื่องของการประหยัดเวลา ไม่ต้องเน้นอุปกรณ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงเรื่องของการปรับระดับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

ซึ่ง 5 ประโยชน์ของการวิ่ ที่ใครได้อ่านแล้วรับรองว่าไม่วิ่งไม่ได้แล้ว โดย นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้แก่

1. ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และอายุยืนขึ้น

การวิ่งและการเดินอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลดีต่อร่างกาย ทำให้ป่วยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด (1) และโรคมะเร็ง (2) เป็นต้น รวมถึงมีอายุยืนขึ้น มีงานวิจัยพบว่าการวิ่งเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน โดยเปรียบเทียบ ระหว่างผู้ที่วิ่งและไม่วิ่ง พบว่า แม้วิ่งเพียง 50 นาทีต่อสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ จะมีโอกาสเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 30% และมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 3 ปี (1)

2. กำจัดไขมันสะสม

การวิ่งเป็นประจำช่วยในเรื่องการลดไขมันได้เป็นอย่างดี หากต้องการวิ่งเพื่อลดไขมันสะสม ในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องวิ่งจนเหนื่อย แต่ควรวิ่งให้รู้สึกสบายๆ ด้วยความเหนื่อยปานกลาง (moderate intensity) หรือวิ่งโซน 2 (ของความหนักของการทำงานของหัวใจ) อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 – 45 นาที จะทำให้ร่างกายสลายไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน จะช่วยในเรื่องของการลดไขมันสะสมได้เป็นอย่างดี หากวิ่งให้นานขึ้น ก็จะเผาผลาญไขมันออกไปได้มากขึ้น สำหรับผู้ที่มีเวลาไม่มาก สามารถวิ่งโดยใช้ความเร็วและวิ่งให้เหนื่อยพอประมาณสลับกับวิ่งสบายๆ (หนักสลับเบา หรือ โซน 4-5 สลับกับโซน 2) แต่มีข้อควรระวัง ในการวิ่งหนักสลับเบา ร่างกายจะทำงานหนัก และอาจบาดเจ็บ หรือเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้วิ่งอย่างสม่ำเสมอ หรือนักวิ่งมือใหม่

3. เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อ

การวิ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว มวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานในรูปไกลโคเจน และใช้น้ำตาลในร่างกายในขณะวิ่ง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือแม้กระทั่ง คนในวัยทำงานแต่ใช้เวลาทั้งวันในการนั่ง มักจะมีปัญหากล้ามเนื้อลีบเล็ก ไม่แข็งแรงทั้งสิ้น เกิดผลเสียที่ชัดเจน เช่น มีมวลกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญน้ำตาลลดลง อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่มวลกล้ามเนื้อมากกว่า

4. ปรับสภาวะอารมณ์ ลดความเครียด

ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาทางด้านอารมณ์ที่ส่ง ผลต่อร่างกาย ทำให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ การวิ่งแบบหนักปานกลาง (moderate intensity) ช่วยให้หลับอย่างมีคุณภาพ แม้กระทั่งในผู้สูงอายุ (3)  สำหรับเวลาของแต่ละท่านในการวิ่ง อาจเป็นช่วงที่ท่านสะดวก มีบ้างที่บางท่านอาจวิ่งหนัก หรือ ดึกเกินไปจนทำให้นอนไม่หลับ ก็อาจปรับเวลาไม่ให้ดึก หรืออาจลดความหนักของการวิ่งลง

5. ปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น

เพราะบุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสุขภาพภายในดี ร่างกายแข็งแรง รูปร่างดูสมส่วน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความรู้สึกโดยตรงโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นใจและการเข้าสังคม การวิ่งเป็นประจำจะมีการเผาผลาญไขมันสะสม ทั้งในช่องท้องและผิวหนัง หากท่านวิ่งเป็นประจำจนกระทั่งไขมันสะสมที่ผิวหนัง (เซลลูไลท์) ลดลง ผิวหนังสวย เนียนขึ้น ความมั่นใจก็ตามมา

สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นการวิ่งเพื่อสร้างสุขภาพที่ดี ช่วงนี้มีแคมเปญงานวิ่งเสมือนจริงที่ยิ่งใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟิก Get Moving With Good Nutrition โดยจะมีกิจกรรม Asia Pacific Get Moving With Good Nutrition 2021 Virtual Run ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนออกกำลังกายในรูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งสุขภาพและความสนุกสนานในเวลาเดียวกัน และเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ในความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพันธกิจที่ต้องการทำให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น พบหลากหลายเคล็ดลับดีๆ ได้ที่ เฟซบุ๊ก Herbalife Nutrition และอินสตาแกรม HerbalifeThailand