“เบบ อีส แบ็ก” สร้างสีสันวงการศิลป์กระตุ้นท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/416637?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

“เบบ อีส แบ็ก” สร้างสีสันวงการศิลป์กระตุ้นท่องเที่ยว

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:11 น.
BAB Is Back,ศดรอภินันท์ โปษยานนท์,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์,กมล เผ่าสวัสดิ์,จิตต์สิงห์ สมบุญ,คมกฤษ เทพเทียน,ปานพรรณ ยอดมณี,สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์,บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่,วัน แบงคอก,สร้างสีสันวงการศิลป์กระตุ้นท่องเที่ยว,คมชัดลึก ศิลปะ
เปิดอ่าน 135 ครั้ง

หวังเชื่อมต่องานไปสู่การจัดงาน “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020

ในภาวะที่โลกกำลังเผชิญกับสภาวะฉุกเฉิน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และโรคอุบัติใหม่ ฯลฯ มูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ผสานความร่วมมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยรวมผลงานศิลปินนานาชาติ BAB Is Back! ที่นับเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ “ซอฟท์ เพาเวอร์” เพื่อสร้างสีสันให้วงการศิลปะ และกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย

โดยการนำผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติ 13 คน ได้แก่ กมล เผ่าสวัสดิ์, กวิตา วัฒนะชยังกูร, คมกฤษ เทพเทียน, จิตต์สิงห์ สมบุญ, จุมพล อภิสุข, ปฏิพัทธิ์ ชัยวิเทศ, ปานพรรณ ยอดมณี, ฟิรอช มาห์มุด, วิศุทธิ์ พรนิมิตร, ราล์ฟ ทูเทน, สมัคร์ กอเข็ม, สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ และ ฮูปแต้ม ลาว-ไทย มาร่วมจัดแสดง โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประธานเปิดนิทรรศการ ร่วมด้วยผู้แทนสถานทูต และองค์กรด้านศิลปะวัฒนธรรมนานาชาติ มาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น ที่หอศิลป์บางกอกอาร์ต เบียนนาเล่ เมื่อวันก่อน

คมกฤษ เทพเทียน-ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์-ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

 ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ เผยว่า การจัดนิทรรศการ BAB Is BACK ขึ้นในครั้งนี้ เป็นการวบรวมผลงานส่วนหนึ่งจากเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 โดยผลงานบางส่วนได้ถูกคัดเลือกมาเก็บสะสมในคอลเลกชั่น ออฟ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ โดยการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ชิ้นงานศิลปะเมื่อถูกจัดแสดงในบริบทที่แตกต่างก็สามารถสื่อสารกับผู้ชมด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ได้เสมอ จากชิ้นงานที่เคยแสดงภายใต้แนวคิด “สุขสะพรั่งพลังอาร์ต” นั้น เมื่อเรานำกลับมาแสดงในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศในขณะนี้ที่อาจสร้างความกังวลในจิตใจผู้คนในสังคม ส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยว งานศิลปะนับเป็นอีกหนึ่งของพลังสร้างสรรค์เชิงบวกที่จะรังสรรค์ความเพลิดเพลิน ความสุขทางจิตใจ และดึงขวัญกำลังใจ เป็นพลังอาร์ตให้ผู้ชมทุกท่านได้ผ่านวิกฤติมากมายทางสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไปได้ด้วยดี และจะเป็นการเชื่อมต่องานไปสู่การจัดงาน “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ภายใต้ธีม “เอสเคป รูทส์” หรือ “ศิลป์สร้างทางสุข” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานที่จัดแสดงขึ้นในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเป็นที่ชื่นชอบ ชื่นชม ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สร้างความสุขให้แก่ผู้ชมทุกท่าน

“นิทรรศการดังกล่าวรวบรวมผลงานที่คัดสรรจากเทศกาลศิลปะบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ครั้งที่ 1 (BAB 2018) บางส่วนอยู่ในคอลเลกชั่นสะสมจึงนำมาหมุนเวียนจัดแสดง ซึ่งบางชิ้นนั้นเดิมถูกติดตั้งเฉพาะพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นวัดโพธิ์ วัดอรุณฯ หรือาคารเก่าแก่โบราณ ดังนั้นการนำมาจัดแสดงใหม่ใน BAB BOX ครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ได้ชมผลงานอีกครั้งจัดแสดงในพื้นที่ศิลปะในบริบทใหม่ ให้ผู้ชมมีโอกาสจินตนาการและได้ฉุกคิดถึงเรื่องราวของการท่องเที่ยว เดินทาง การย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นที่มาของการผสมผสานทางวัฒนธรรม ในเชิงสังคม ประวัติศาสตร์ หรือสถานการณ์แวดล้อมปัจจุบัน ระหว่างทางไปสู่เทศกาลศิลปะบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ครั้งที่ 2 (BAB 2020) ในวันที่ 10 ตุลาคม 2563–21 กุมภาพันธ์ 2564 ที่จะถึงนี้ ยกตัวอย่าง ผลงาน Sediments of Migration หรือ “ตะกอนแห่งการเดินทาง” โดย ปานพรรณ ยอดมณี, ผลงาน Giant Twins หรือ “สองเกลอ” โดย คมกฤษ เทพเทียน, ผลงาน ทางศรัทธา โดย จิตต์สิงห์ บุญสม และผลงาน ข้ามจักรวาล โดย สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ เป็นต้น” ศ.ดร.อภินันท์ กล่าว

จิตต์สิงห์ สมบุญ กับผลงาน “เส้นทางศรัทธา”

จิตต์สิงห์ สมบุญ เจ้าของผลงาน “ทางศรัทธา” เผยถึงผลงานที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ว่า เป็นงานเดิมๆ เพียงแค่เปลี่ยนจากบรรยากาศภายใน “วัด” กลายเป็น “ภาพ” บนฝาผนัง ก็เท่านั้น โดยเจ้าตัวเผยถึงแรงบันดาลใจของผลงานชิ้นนี้ว่า….
“ผมเริ่มต้นจากการเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับวัดโพธิ์ กระทั่งรู้สึกได้ว่าสมัยก่อนไม่มีสื่อโซเชียลแบบปัจจุบันนี้ เป็นผลให้ในสมัยนั้นคนเชื่อมโยงกันด้วยความศรัทธาประกอบกับวัดโพธิ์การเป็นรวมของศิลปะไทย จีน ฝรั่ง ซึ่งเห็นได้จากการกระจายตัวอยู่ในวัดแห่งนี้ จากจุดที่คนสมัยก่อนเชื่อมโยงกันด้วยเรื่องความเชื่อของศาสนา ทั้งที่ทุกคนก็ต่างนับถือศาสนาต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความศรัทธา  ยิ่งได้เห็นคนต้องเปลี่ยนชุดแล้วเดินเข้าไป จึงอยากถ่ายทอดความรู้สึกตรงนั้นให้เป็นภาพในแบบที่เราอยากให้เป็นได้ ผ่านภาษาต่างๆ ประกอบด้วย ไทย จีน ฝรั่ง ใส่ลงบนตัวเสื้อที่นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยน เพื่อให้ได้ภาพรวมกันเป็นความศรัทธาของแต่ละชาติทั้งที่มาจากต่างถิ่น อันนั้นคือแรงบันดาลใจของงาน และนอกเหนือกว่าเสื้อคลุมเพื่อความเรียบร้อยแล้ว ทุกคนยังต้องถือถุงพลาสติกสำหรับใส่รองเท้าเพราะตามกฎข้อห้ามอีกด้วย ซึ่งจะมีกองถุงก็อปแก็ปหลากสีสภาพยับยู่ยี่ มองยังไงก็ไม่น่าดู เมื่อตัดภาพมาที่นักท่องเที่ยว เกือบทุกคนใส่เสื้อคลุมในขณะเดียวกันมือก็ถือถุงใส่รองเท้า แล้วยกกล้องถ่ายเซลฟี่ มีพระนอนอยู่ด้านหลัง ดูแล้วเป็นความรู้สึกแย่ทั้งคนที่เห็นและคนที่กำลังถ่ายรูปตัวเองผมจึงนำเอาสองอย่างคือ เสื้อและถุงใส่รองเท้ามารวมกัน สำหรับสื้อคลุมตัวดังกล่าว หากไม่ได้สวมใส่ยังสามารถแปลงเป็นกระเป๋าสำหรับใส่รองเท้าได้ ที่สำคัญสิ่งที่คิดในวันนั้นดันมาพ่วงกับกระแสปัจจุบันที่กำลังรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกในวันนี้ด้วย เรียกได้ว่าเข้ากับกระแสพอดี” เจ้าของผลงานทางศรัทธา กล่าว

“ตะกอนแห่งการเดินทาง” ของ ปานพรรณ ยอดมณี

สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ กับผลงานศิลปะจัดวาง “ข้ามจักรวาล”

สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ เจ้าของงานศิลปะจัดวาง “ข้ามจักรวาล” กล่าวว่า  เดิมจัดแสดงที่เขามอ วัดอรุณฯ เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ต่างไป ชิ้นงานอยู่ได้ด้วยตัวเอง พูดถึงความว่างเปล่า ยังรู้สึกเหมือนงานบางกอกอาร์ตเบียนนาเล่เพิ่งจบไป ครั้งนี้ได้กลับมาเจอกัน และเรียกน้ำย่อย นำผลงานมาแสดงอีกครั้ง สร้างความต่อเนื่อง การนำผลงานศิลปะเยียวยาใจ ช่วยได้ศิลปะมีพลัง ทำให้ยกระดับความรู้สึก จินตนาการ พาเราไปอีกโลกหนึ่งได้ รวมถึงได้คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และมองไปข้างหน้าจะก้าวต่อไปอย่างไร ส่วนงานครั้งที่สองเฝ้ารอ ศิลปินต่างประเทศมีชื่อเสียงและศิลปินไทยที่เราสนใจผลงาน ครั้งแรกเบียนนาเล่ในกรุงเทพฯ ทำให้คนใกล้ชิดศิลปะ ครั้งที่สองจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เหมือนวงล้อของวงการศิลปะได้เคลื่อนที่ไปไม่หยุดนิ่ง

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ กล่าวว่า จากเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ครั้งที่ 1 ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคมปี 2018 ถึงกุมภาพันธ์ 2019 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และประสบความสำเร็จอย่างมาก ดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติมาร่วมชมงานมากกว่า 2 ล้านคน ขนาดที่สื่อมวลชนจากทั่วโลกยกย่องให้เป็นเทศกาลศิลปะร่วมสมัยที่คุ้มค่าแก่การมาชม นอกจากนี้สำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษยังยกย่องให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสร้างสรรค์ โดยยกตัวอย่างกิจกรรมทางศิลปะที่เกิดขึ้นในรอบปีและแน่นอนว่ามีชื่อของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ หรือ BAB 2018 รวมอยู่ด้วย โดยการผสานความร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งพันธมิตรอีกหลายภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดงานให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจจากภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันผลักดันจนเกิดเทศกาลศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติที่สร้างชื่อเสียงให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเมืองศิลปะร่วมสมัยระดับโลก และยังผลักดันวงการศิลปะ กระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในหลายมิติอีกด้วย การใช้ซอฟท์ เพาเวอร์ อย่างศิลปะและวัฒนธรรมมาร่วมด้วยช่วยกันขับเคลื่อนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจยิ่ง

 สำหรับผู้สนใจนิทรรศการ BAB Is BACK จัดแสดงแล้วที่บริเวณชั้น 2 หอศิลป์บางกอกอาร์ต เบียนนาเล่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ส่องไอเทมเด็ดสร้างความโรแมนซ์ให้บ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/416614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

ส่องไอเทมเด็ดสร้างความโรแมนซ์ให้บ้าน

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:10 น.
เจินนี่ กฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ,อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์,แต่งบ้าน,วาเลนไทน์,ความรัก,เฟอร์นิเจอร์
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

พาเช็กลิสต์ไอเท็มเด็ดเฟอร์นิเจอร์ แรงบันดาลใจแบบสแกนดิเนเวียน ผสานเจแปนนีส

ก้าวสู่เดือนแห่งความรักทั้งที หลายคนต่างตั้งตารอการเซอร์ไพรส์หวานๆ จากคนรู้ใจ และจะดีกว่าไหมหากโมเมนต์ดีๆ นี้เกิดขึ้นภายในบ้านท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่ง “ความรัก” เชื่อว่าถ้าทุกอย่างเฟอร์เฟกท์วาเลนไทน์ครั้งนี้คงเป็นปีที่น่าจดจำเลยทีเดียว อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) 

   นำโดย “เจินนี่” กฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ ขออาสาเป็นไกด์พาเช็กลิสต์ไอเท็มเด็ดของเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีแรงบันดาลใจแบบสแกนดิเนเวียน ผสานเจแปนนีส ที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย เน้นฟีลธรรมชาติ แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นด้วยโทนสีนุ่มนวล สบายตา พร้อมตอบสนองฟังก์ชันการใช้งานในรูปแบบโมเดิร์นสไตล์โคซี่คราฟท์

กฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ

     ขณะที่วัสดุมีทั้งทำจากไม้ พื้นผิวด้าน หรือพื้นผิวยาง ให้ฟีลธรรมชาติ และดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชวนประทับใจ รวมถึงไอเทมของใช้ และของตกแต่งบ้าน กับดีไซน์ที่หลากหลาย ในโทนสีชมพู สีแดง, สีพาสเทลหวานๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเติมเต็มความโรแมนติกให้บ้านคุณได้ไม่ยาก ทั้งกับคนมีคู่ และหนุ่ม-สาวโสด รับรองว่าจะทำให้ทุกหัวใจได้กระชุ่มกระชวยในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้อย่างแน่นอน

    สำหรับทริกการเลือกไอเทมเพื่อเติมเต็มความสวีทให้บ้าน สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดย “เจินนี่” กฤษชนก แนะว่า การแต่งบ้านกลิ่นอายโรแมนติก ผ่านการการเลือกไอเทมเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้านและของตกแต่งบ้าน ที่ดีไซน์รูปทรงลักษณะโค้งมน พลิ้วไหว อาทิ โซฟาที่มีพนักพิงที่โค้งมนส่วนของพนักพิงหรือที่เท้าแขน อาร์มแชร์ โต๊ะข้าง เก้าอี้ม ชั้นวางของ ฯลฯ รวมถึงการเลือกโทนสีสื่อรัก อาทิ สีแดง สีชมพู สีโอลด์โรส หรือสีหวานละมุนแบบพาสเทล ก็ช่วยเพิ่มความสดใสในหัวใจได้เช่นกัน อาทิ หมอนอิง นาฬิกา เบาะนั่ง กระถางดอกไม้ ฯลฯ

       “นอกจากนี้สัญลักษณ์สื่อความรัก ซึ่งก็ช่วยเติมเต็มบรรยากาศในบ้านให้เดือนวาเลนไทน์นี้หวานซึ้ง ประหนึ่งได้บอกรักคนใกล้ตัวอีกครั้ง เช่น รูปปั้นคู่ชาย-หญิง, กรอบรูปสำหรับที่ใส่รูปคู่ หมอนอิงรูปนกเงือก (สัตว์ที่สื่อถึงการรักเดียวใจเดียว) รวมถึงของใช้ภายในบ้านและของตกแต่งบ้าน ไอเท็มรูปดอกกุหลาบ รูปหัวใจ หรือแม้แต่ข้อความบอกรักต่างๆ จากภาพพิมพ์ ป้ายไฟประดับ หมอนอิง ชุดเครื่องนอน แก้วมัค ชุดจาน แจกัน ที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบ พรม หรือผ้าม่าน ฯลฯ

รวมถึงแสงและกลิ่นช่วยเพิ่มความโรแมนซ์ อาทิ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟตั้งพื้น โคมไฟตั้งโต๊ะ แชนเดอเลียร์ และแสงเทียนจากเชิงเทียนที่จัดวางบนโต๊ะอาหาร ก็ทำให้ดินเนอร์มื้อค่ำของคุณเป็นมื้อที่พิเศษสุด และหากผสานกับน้ำหอมกลิ่นกุหลาบหอมอ่อนๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศโรแมนติกภายในบ้านสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น” กูรูด้านแต่งบ้านแนะ

เมื่อฉันกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/416429?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

เมื่อฉันกลับบ้าน

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
ล้ง 1919 อาร์ตแฟร์ 2020,เมื่อฉันกลับบาน,นิทรรศการ,ณรงค์ โควาพิทักษ์เทศ,ฉะเชิงเทรา,ดิ วัน แอนด์ โอลี่,ใจฉันมีแต่เธอ,ห่มสวรรค์ อู่ม่านทรัพย์,เฮอร์ เลิฟ,เด็กหญิงตาโต,อักษรวิจิตร
เปิดอ่าน 202 ครั้ง

ผลงานสีน้ำชุด “เมื่อฉันกลับบาน” เกิดจากการที่ศิลปินได้กลับมาใช้เวลาที่ฉะเชิงเทราอีกครั้ง

ล้ง 1919 อาร์ตแฟร์ 2020

          ** ล้ง 1919 จัดงาน “ล้ง 1919 อาร์ตแฟร์ 2020” ชวนคนที่ชอบเสพงานศิลป์ ฟินงานอาร์ต มาดื่มด่ำชมผลงานศิลปะ พบปะศิลปิน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ศิลปินและนักออกแบบได้มีพื้นที่แสดงผลงาน กลายเป็นจุดหมายปลายทางศูนย์รวมแสดงผลงานของคนรักศิลปะ ยกระดับวงการศิลปะในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่วันนี้-16 กุมภาพันธ์ 12.00-22.00 น.

นิทรรศการ “เมื่อฉันกลับบ้าน”

          ** นิทรรศการ “เมื่อฉันกลับบ้าน” โดย ณรงค์ โควาพิทักษ์เทศ ผู้เกิดและเติบโตที่ จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนจะย้ายออกไปศึกษาต่อเมื่อ 20 กว่าปีก่อน และผลงานสีน้ำชุดนี้เกิดจากการที่เขาได้กลับมาใช้เวลาที่ฉะเชิงเทราอีกครั้ง นิทรรศการประกอบด้วยภาพสถานที่ที่ผูกพันกับชาว จ.ฉะเชิงเทรา หรือภาพการใช้ชีวิตของชุมชนชาวฉะเชิงเทรา จัดแสดงตั้งแต่วันนี้-1 มีนาคม ที่ Many Cuts Art Space ถนนเทพคุณากร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

นิทรรศการภาพวาด “ดิ วัน แอนด์ โอลี่ : ใจฉันมีแต่เธอ”

          ** นิทรรศการภาพวาด “ดิ วัน แอนด์ โอลี่ : ใจฉันมีแต่เธอ” จิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ โดย ห่มสวรรค์ อู่ม่านทรัพย์ ถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อสะท้อนความรักที่สดใสสวยงาม ซึ่งอาจเกิดได้กับทุกคน ทุกสถานะ โดยในผลงานใช้ดอกไม้เป็นสื่อสัญลักษณ์สวยงามแต่ไม่สามารถคาดเดาได้ เปรียบเหมือนกับความรักที่มีความตื่นเต้นและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงชีวิตของมนุษย์ จัดแสดงถึง 28 กุมภาพันธ์นี้ ที่นัมเบอร์วัน แกลเลอรี่ ซอยสีลม 21 กรุงเทพฯ

นิทรรศการ “เฮอร์ เลิฟ”

          ** นิทรรศการ “เฮอร์ เลิฟ” โดยกลุ่มศิลปินหญิง 8 คนที่พร้อมใจกันมาเล่ามุมมองความรักที่แตกต่างผ่านงานศิลปะจากเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครเด็กหญิงตาโตสไตล์ Pop-Surrealism การจุดลงบนกระดาษ การเขียนตัวอักษรวิจิตร เปิดให้ชมถึง 29 กุมภาพันธ์นี้ ที่เยโล เฮ้าส์ ซอยเกษมสันต์ กรุงเทพฯ

“แพท” สุธาสินี นำขับขานเพลงเพื่อ “ต้นกล้าแห่งอนาคต” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/416400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

“แพท” สุธาสินี นำขับขานเพลงเพื่อ “ต้นกล้าแห่งอนาคต”

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:15 น.
มูลนิธิรักษ์ไทย,แคร์ ออสเตรีย,แคร์ เช็ก รีพับลิค,รักษ์ไทย แชริตี้ คอนเสิร์ต,แพท สุธาสินี พุทธินันทน์,แซนดร้า ไพรส์,คอนเสิร์ตการกุศล,พร้อมบุญ พานิชภักดิ์,น้องเอวา,สุมณี คุณะเกษม,สุพรทิพย์ ช่วงรังษี
เปิดอ่าน 124 ครั้ง

ชวนแบ่งปันความอบอุ่นและความสุขกับ “การให้” ในคอนเสิร์ตการกุศล “รักษ์ไทย แชริตี้ คอนเสิร์ต, แอคท์ วี แคร์ ฟอร์ เดอะ ฟิวเจอร์”

เพราะเด็กคือต้นกล้าแห่งอนาคต มูลนิธิรักษ์ไทย ร่วมกับ แคร์ ออสเตรีย และ แคร์ เช็ก รีพับลิค ชวนทุกท่านร่วมแบ่งปันความอบอุ่นและความสุขกับ “การให้” ในคอนเสิร์ตการกุศล “รักษ์ไทย แชริตี้ คอนเสิร์ต, แอคท์ วี แคร์ ฟอร์ เดอะ ฟิวเจอร์” ผ่านการถ่ายทอดบทเพลงดังแห่งความทรงจำจากศิลปินคุณภาพ “แพท” สุธาสินี พุทธินันทน์ พร้อมได้วงออร์เคสตร้าระดับแนวหน้าของเมืองไทย “รอยัล แบงคอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า” (RBSO) มาร่วมบรรเลง ร่วมด้วย “แซนดร้า ไพรส์” ศิลปินสาวชาวออสเตรีย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานคับคั่ง  อาทิ สุมณี คุณะเกษม, “ทิปปี้” สุพรทิพย์ ช่วงรังษี,  “หมวย” ดร.อริสรา กำธรเจริญ, “กระติ๊บ” ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล, อรุยา – “พีช” สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์, “หนิง” ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ เป็นต้น ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน

 พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ และเด็กๆ ด้อยโอกาส     

    พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า มูลนิธิรักษ์ไทยเป็นองค์กรพัฒนาที่ไม่แสวงหาผลกำไร ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และช่วยเหลือผู้เปราะบาง ภายใต้การดำเนินงานโครงการหลัก 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันเชื้อเอชไอวี, การส่งเสริมด้านการศึกษา, การส่งเสริมธุรกิจชุมชนและการส่งเสริมด้านอาชีพ, การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เพื่อสานต่อนโยบายดังกล่าวจึงได้จัดคอนเสิร์ตการกุศลขึ้น เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศไทยในด้านต่างๆ โดยไฮไลท์อยู่ที่การได้ศิลปินคุณภาพอย่าง “แพท”สุธาสินี ที่เดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อร่วมโครงการช่วยเหลือเด็กๆ กับทางมูลนิธิรักษ์ไทยโดยเฉพาะ นับว่าเป็นคอนเสิร์ตแห่งความสุขที่ทุกคนได้ร่วมเป็น “ผู้ให้” และสร้างความฝันให้แก่เด็กๆ ต่อไป

สิดารัศมิ์-สุธาสินี-อรุยา พุทธินันทน์

“แพท” สุธาสินี โชว์พลังเสียงร่วมกับน้องๆ

   ด้านสาวเสียงดี “แพท” สุธาสินี ศิลปินหลักในคอนเสิร์ต เผยความรู้สึกว่า เป็นเกียรติมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ตั้งแต่ได้รับการติดต่อก็เตรียมตัวอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การนำเสนอเพลงที่จะใช้โชว์ ซึ่งนอกจากจะเป็นเพลงที่ทุกท่านรู้จักกันดีอยู่แล้ว ทั้งเพลงของตัวเองที่เคยร้องในละครเวที ก็ยังมีเพลงที่ประทับใจและยังไม่เคยได้ร้องที่ไหนมาก่อนด้วย และยิ่งได้วง RBSO มาร่วมบรรเลงด้วย รับรองว่าทุกบทเพลงจะมีความพิเศษอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ยังถือเป็นโอกาสพิเศษที่จะได้ร่วมงานกับศิลปินรับเชิญจากออสเตรียอย่าง “แซนดร้า ไพรส์” อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันทำบุญช่วยเหลือเด็กๆ ด้อยโอกาสให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นด้วยกัน

     

สุมณี คุณะเกษม-สุพรทิพย์ ช่วงรังษี-ดร.อริสรา กำธรเจริญ

“กระติ๊บ” ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล

     ภายในงานได้นำเด็กๆ ด้อยโอกาสหลายเชื้อชาติที่ได้รับการอุปการะจากมูลนิธิรักษ์ไทย มาร่วมแถลงข่าวพร้อมพูดคุยถึงการได้รับโอกาสด้านการศึกษา อย่าง “น้องเอวา” อายุ 16 ปี สัญชาติมอญ ที่เกิดในเมืองไทย พ่อแม่เป็นแรงงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงได้เข้ามาอยู่ที่ศูนย์ลูกแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิรักษ์ไทย สมุทรสาคร ตอนนี้กำลังศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จนใกล้จะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว เจ้าตัวเผยว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนและฝึกอาชีพ เช่น เย็บผ้า และทำขนม ทำให้อ่านออกเขียนได้ เพราะเป็นความฝันที่อยากจะเรียน อยากมีวุฒิการศึกษาเพื่อนำไปใช้เรียนต่อ หรือทำงานอื่นๆ ได้

น้องเอวา

    “การที่เรามีความรู้เราก็จะได้ทันต่อโลกปัจจุบัน ไม่ให้โดนหลอก แต่ถ้าเรียนจบจากมูลนิธิแล้วก็อาจไม่ได้เรียนต่อเพราะพ่อแม่อยากให้ทำงานมากกว่า จริงๆ มีความฝันอยากจะเรียนให้สูงกว่านี้จนจบปริญญาเลย ต้องขอบคุณมูลนิธิที่ให้โอกาสได้เรียน  แค่นี้หนูก็มีความสุขมากแล้วค่ะ” เอวา กล่าว

    สนใจชมคอนเสิร์ตเพื่อส่งต่ออนาคตเด็กๆ ได้ในวันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 19.30–22.00 น. ที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ เอสพลานาด รัชดาฯ จองบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ราคาตั้งแต่ 1,000- 5,000 บาท  สอบถามเพิ่มเติมโทร.08-7416-5565, 0-2265-6666 ต่อ 63 หรือ www.raksthai.org

คมเลนส์ส่องพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/415478?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

คมเลนส์ส่องพระ

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
คมเลนส์ส่องพระ,พระเครื่อง,พระหลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม เนื้อโลหะผสม วัดบางคลาน จพิจิตร,พระเปิม ลำพูน
เปิดอ่าน 1,385 ครั้ง

คมเลนส์ส่องพระ โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

          *** คมเลนส์ส่องพระ  วันนี้ตรงกับ  วันมาฆบูชา  เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ที่ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมกันถึง ๔ ประการ คือ ๑. ตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์  ๒. พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ๓. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖  และ  ๔. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า (เอหิภิกขุอุปสัมปทา)  เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก

**  งานประกวดพระ  วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ นี้ จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดอำนาจเจริญ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา จ.ขอนแก่น รางวัลแต่ละรายการ “เหรียญพระมงคลมิ่งเมือง” พระที่จัดประกวดกว่า ๓,๐๐๐ รายการ

**  พระองค์แรก  ฉบับนี้  คือ  พระหลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม เนื้อโลหะผสม วัดบางคลาน จ.พิจิตร  เป็นพระหล่อแบบโบราณ ที่มีค่านิยมสูงที่สุดในวงการพระเครื่องทุกวันนี้  องค์นี้เป็นพระองค์แชมป์ งานประกวดพระเครื่อง ธนาคารศรีนคร จำกัด เมื่อปี ๒๕๑๙  สวยสมบูรณ์คมชัดทุกซอกมุม จัดเป็น  พระหลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม  ที่สวยที่สุดของวงการพระเครื่องเมืองไทย ค่านิยมหลายสิบล้านบาท  (ขอขอบพระคุณ ภาพและข้อมูลจากหนังสือ “พระเครื่องพระศรีวสุนธรา” รางวัลงานประกวดพระเมื่อ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ จัดทำโดย นิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”)

**  พระเปิม ลำพูน  กรุวัดดอนแก้ว ลักษณะอูมหนา เนื้อละเอียด มีราดำบนผิวพระ สวยสมบูรณ์คมชัดทุกซอกมุม ปรากฏจุดสังเกตของ “พระแท้” อย่างครบถ้วน ถือเป็น “พระองค์ครู” ได้เลย เป็นพระหลักแสนต้น ที่นักสะสมพระสวยต้องรีบเก็บ อีกหน่อยจะหายากขึ้น  องค์นี้เป็นพระของ  พล เชียงใหม่ (พีรัช นันทเสน)  กรรมการตัดสินพระสกุลลำพูน

**  พระพิมพ์สมเด็จ หลวงปู่หม่น วัดพระยาปลา คลอง ๑๒ จ.ปทุมธานี  ปี ๒๔๖๓ ครบ ๑๐๐ ปี ในปีนี้ นับเป็นพระตระกูลสมเด็จ เนื้อผงที่มีอายุสูง สำนักหนึ่งที่น่าสนใจสะสม องค์นี้เป็นพระของ  สันต์ วิวัฒนวาณิชย์ (เสือ ชุมพร)  นักสะสมพระเครื่องคนรุ่นเก่าที่ยังมั่นคงในการเก็บรักษาพระเครื่องรุ่นเก่ามาตลอด โดยได้นำภาพโพสต์ลงในเฟสบุคส่วนตัว เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนรุ่นใหม่ในขณะนี้  สำหรับประวัติของ  หลวงปู่หม่น ก่อนหน้านี้ไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่มีบันทึกว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพระยาปลา เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ จนถึงวันมรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ สิริรวมอายุ ๘๐ ปีเศษ พระเครื่องของท่านที่โด่งดังมาก คือ พระพิมพ์สมเด็จ เนื้อหนังควายเผือกที่ถูกฟ้าผ่าตายเท่านั้นถึงจะทำได้

**   พระกริ่งพิมพ์ ๗๙ หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง จ.นนทบุรี  สร้างช่วงปี ๒๔๘๔-๒๔๘๕ จำนวนไม่เกิน ๑๐๘ องค์ เป็นพระกริ่งที่ถอดพิมพ์มาจาก  พระกริ่งสมเด็จพระวันรัต  วัดสุทัศนฯ ปี ๒๔๗๙  เทหล่อแบบชักเม็ดกริ่งในตัว อุดรูบรรจุเม็ดกริ่งบริเวณฐานด้านหลัง ๑ รู  (บางองค์อุด ๒ รู แต่มีน้อยมาก)  องค์พระมีขนาดเล็กกว่า พระกริ่ง ๗๙ (ต้นแบบ)  ใต้ฐานเรียบ พร้อมตอกโค้ดใหญ่เป็นตัว “อะ”-“นะปัดตลอด”-“อัง” ค่านิยมสภาพสวยงามที่ตอกโค้ดสมบูรณ์ประมาณหลักแสนกลางถึงปลาย แต่หาชมของแท้ได้ยาก ในส่วนที่ไม่ตอกโค้ดราคาจะอยู่ที่ ๒-๔ หมื่นบาท…พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ หลวงพ่อแฉ่ง  มีการสร้างหลายคราว ส่วนใหญ่ถอดพิมพ์มาจาก พระกริ่งวัดสุทัศนฯ แทบทั้งสิ้น ในการศึกษาควรจดจำพิมพ์และรายละเอียดให้ได้ก่อน ถึงจะไปดูที่วรรณะ (เนื้อพระ) และตัวโค้ด    องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นพระของ   จิวยี่ วิถีสุภาพชน  (อรรถพล พูนศิลป์)  ผู้ชำนาญพระหลายสาย

**  พระบูชารูปเหมือน ท่านเจ้าคุณนรฯ   หน้าตัก ๕ นิ้ว รุ่นแรก เป็นพระบูชารูปเหมือนรุ่นเดียวที่สร้างทันเข้าพิธีอธิษฐานจิต ในพิธีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๓ จัดสร้างโดย พระครูอุดมสารโสภณ และกลุ่มลูกศิษย์ จำนวนสร้าง ๗๔ องค์ ตามอายุของท่านเจ้าคุณนรฯ  ลักษณะองค์พระด้านหน้าเป็นรูปเหมือนของท่าน ที่ฐานแกะสลักฉายา “ธมฺมวิตกฺโก” ด้านหลังที่ปลายสังฆาฏิมีรูปยันต์ภควัม ใต้ฐานมีการหล่อปูนพอกติดไว้ และเห็นดินไทยชัดเจน  เนื่องจากมีจำนวนสร้างน้อย และแจกจ่ายเฉพาะกลุ่มลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด ทุกคนจึงต่างมีความหวงแหน ทำให้พระบูชารูปเหมือนรุ่นนี้แทบจะไม่มีการหมุนเวียนให้เห็นเลย  จัดเป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับผู้นิยมและศรัทธาในท่านเจ้าคุณนรฯ องค์ที่ลงในวันนี้ เป็นพระของ   รศ.นพ.อัฐพร ตระการสง่า   เพิ่งได้เช่าบูชาหลังจากตามหาอยู่หลายปี

**  “เสือยืนในตำนาน”  หลวงพ่อมี ตราภูมิ วัดพระทรง จ.เพชรบุรี  ขนาด ๑.๓ ซม. พระเกจิอาจารย์จอมขมังเวทยุคเก่าของเมืองเพชร  (ชาตะ ปี ๒๓๘๕ มรณภาพ ปี ๒๔๕๓) ท่านเป็นสหธรรมิกที่มีความสนิทสนมเป็นอย่างมากกับ  หลวงพ่อแก้ว ก่อนที่เดินธุดงค์ไปอยู่วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี  ต่อมาท่านได้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด และไปมาหาสู่กับหลวงพ่อมีอยู่เสมอ  นอกจากนี้   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๕ ยังได้เสด็จฯ ไปทรงสักการะ  หลวงพ่อมี  ถึงวัดพระทรงบ่อยๆ   “เสือหลวงพ่อมี”   จัดเป็นเครื่องรางในตำนานของเมืองไทย สร้างจาก “เขี้ยวเสือแกะ” เป็นรูปเสือนั่ง, เสือยืน และเสือหมอบ  แต่ละแบบสร้างไว้น้อยมาก หาชมยากที่สุด ตัวนี้เป็น  “เสือยืน”  ตัวจริง ที่มาชัดเจนเต็มร้อย เนื้อจัดมัน แท้ตาเปล่า สมอายุกว่าร้อยปี ขนาดเล็กพกพาง่าย ของ   เติ้ง รักษ์ศิลป์   ผู้ชำนาญเครื่องรางยอดนิยม

**  วางตลาดแล้ว  นิตยสาร  พระท่าพระจันทร์  ฉบับใหม่ ปก  พระพุทธชินราช อินโดจีน ปี ๒๔๘๕  อ่านประวัติความเป็นมา พร้อมทั้งภาพประกอบมากมาย

** พบกับ  คมเลนส์ส่องพระ  ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป  ขอขอบพระคุณ  ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด  ขอให้โชคดี บารมีคุณพระคุ้มครองให้ปลอดภัยเสมอ  ***

เหรียญพรหมเศรษฐี “หลวงปู่จื่อ” วัดเขาตาเงาะฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/415436?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

เหรียญพรหมเศรษฐี “หลวงปู่จื่อ” วัดเขาตาเงาะฯ

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
เหรียญพรหมเศรษฐี,หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต,เศรษฐี,หลวงปู่จื่อ
เปิดอ่าน 239 ครั้ง

ใครอยากเป็นเศรษฐี อย่าลืม…เหรียญพรหมเศรษฐี “หลวงปู่จื่อ” วัดเขาตาเงาะฯ คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake)

ในฐานะคนชอบสะสมพระเครื่อง ต้องบอกว่า งดงามด้วยรูปลักษณ์ ดึงดูดทุกสายตา สูงค่าด้วยพุทธคุณพรหมานุภาพจริงๆ ครับ สำหรับเหรียญพรหมเศรษฐี และสิงห์มหาลาภ มหาอำนาจ รุ่น พรหมเศรษฐี ของพระครูสุวิมลภาวนาคุณ (หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต) วัดเขาตาเงาะอุดมพร อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

ท่านเป็นพระสงฆ์สายวิปัสสนา เป็นที่เคารพของสาธุชนทั่วไปทั่วประเทศ มายาวนาน ท่านเปี่ยมไปด้วยเมตตาบารมี เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นพระพรหมของศิษย์ทั้งหลาย และท่านเป็นพระนักปฏิบัติ นักพัฒนา ได้สร้างทั้งถนนหนทาง ฝายกักเก็บน้ำเพื่อชาวบ้านชาวนาชาวไร่ ที่สำคัญมีอิทธิฤทธิ์มากมายเกี่ยวกับท่าน อย่างเช่น เมื่อท่านสร้างฝายเก็บน้ำ ๒ แห่ง เพราะปรากฏว่า ฤดูฝนฝายร้าว ถึงขนาดนายอำเภอต้องซ้อมแผนอพยพประชาชนที่อยู่ใต้ฝายกันขนานใหญ่

หรียญพรหมเศรษฐี และสิงห์ รุ่นแรกของท่าน

เมื่อความทราบถึงหลวงปู่ท่านเลยไปดูและเหยียบเหนือรอยร้าว ๓ ครั้ง ปรากฏว่ารอยร้าวหายไปอย่างน่าอัศจรรย์และฝายทั้ง ๒ แห่งยังอยู่จนปัจจุบันนี้ !!!!

ว่ากันว่า หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต พระคณาจารย์ผู้โด่งดัง แห่ง วัดอุดมคงคาคีรีเขต ขอนแก่น ได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆ รวมทั้งวิปัสสนาธุระ พระกรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ให้หลวงปู่จื่อจนหมดสิ้น ซึ่งในแวดวงนักสะสมนั้นต่างยอมรับกันอยู่แล้วว่าพระเครื่องของหลวงปู่ผ่าง จิตฺตคุตฺโต มีพุทธคุณเข้มขลังเช่นไร ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นว่าพระเครื่องของหลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต ก็มีความเข้มขลังไม่ต่างกันเลย

ล่าสุดผมทราบข่าวมาว่า หลวงปู่จื่อ ได้เมตตาให้จัดสร้าง เหรียญพรหมเศรษฐี ขึ้น เพื่อให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เหรียญพรหมเศรษฐี มีลักษณะของเหรียญ คือ เหรียญรูปไข่ ด้านหน้ามีรูปหลวงปู่จื่อ ผู้เปรียบเสมือนพ่อแม่ครูอาจารย์ มีจารนาม หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต พร้อมกับคำ พรหมเศรษฐี คำว่า พรหม หมายความว่า ความเจริญ มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คำว่าเศรษฐีต่อท้าย หมายถึง คนรวย มั่งคั่ง ความหมายเดียวกับคำว่าเจ้าสัว ในภาษาจีน

หลวงปู่จื่อ

ดังนั้นนำคำสองคำนี้มารวมกัน ว่า พรหมเศรษฐี จึงเป็นนามมงคลสูงสุด คนที่บูชาได้รับพระพุทธคุณให้เกิดเป็นคนมีความเจริญ มีจิตที่เบิกบาน มีเงิน ร่ำรวยทรัพย์ ไม่ยากจน ส่วนด้านหลังเหรียญ เป็นรูปพระพรหม มีคาถาอักษรธรรมโบราณ 2 บท สืบทอดมาจากหลวงปู่ผ่าง จิตฺตคุตฺโต ผู้เป็นอาจารย์ ว่า สุ วิ ตัน จะ กะ วะ กะ และ พุทธัง อัด พะ จะ พะ และมี คาถา หัวใจแห่งพรหมเป็นอักษรขอม ว่า เม กะ มุ อุ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) เหรียญแห่งความมั่งมีมงคล ยกฐานะให้สมบูรณ์ พูนผล มั่งมีศรีสุข เมตตามหานิยม โชคลาภ วาสนา

เชื่อกันว่า หากใครได้มีเหรียญพรหมเศรษฐีนี้ไว้บูชา ให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรบูชา จากที่ชีวิตตกต่ำ ย่ำแย่ กลับแก้จากร้ายให้กลายเป็นดี ใครที่ทำมาค้าขายไม่ดี การเงินฝืดเคือง การงานติดขัด ให้บูชาเหรียญพรหมเศรษฐี อาราธนาแขวนไว้ที่คอ สิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้จักปรากฏไม่นานเกินรอ

พร้อมกันนี้ก็ได้จัดสร้าง สิงห์มหาลาภ มหาอำนาจ ขึ้นเป็นครั้งแรกของท่านด้วย สำหรับอิทธิคุณของสิงห์ มีดังนี้ เป็นมหาอำนาจ เสริมบารมี คนเกรงขาม ควบคุมคน ปกครองบริวาร, เป็นเมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ แก่ผู้คนที่ได้พบเห็น, เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง, ทำมาหากินคล่อง ค้าขาย ติดต่อธุรกิจ พบปะผู้คน ไม่ติดขัด ไม่ฝืดเคือง, แคล้วคลาดปลอดภัย แก้ดวงตก แก้ชง

ใครสนใจวัตถุมงคลชุดนี้ของ หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต ติดต่อสอบถามร่วมงานบุญกันได้ที่วัดเขาตาเงาะอุดมพร อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ หรือที่ศูนย์วัตถุมงคลวัดยานนาวาก็ได้ครับ

อบรมศิลปะ 3 หลักสูตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/414963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

อบรมศิลปะ 3 หลักสูตร

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
แกลเลอรี ไนท์,Naked Beauty,ช่างภาพขาว-ดำ,ซิลวี่ บลูม,ภาพโพลารอยด์,MOCA,พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย,กาย - กลับกลาย,สุพัฒนาวดี เหมือนตา,ความหลากหลายทางเพศ,เทคนิคไซยาโนไทป์,อาร์เดลเธิร์ดเพลส
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดอบรมศิลปะภาคฤดูร้อนแก่เด็ก จำนวน 3 หลักสูตร

** เดินรับลม-ชมงานศิลปะยามค่ำคืน ในงานแกลเลอรี ไนท์ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 เพลิดเพลินไปกับผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะร่วมสมัย นิทรรศการงานศิลปะจากศิลปินกว่า 250 คน ในแกลเลอรีทั่วกรุงเทพฯ กว่า 70 แห่ง ตั้งแต่ย่านสีลมจนถึงสุขุมวิท พร้อมกับกิจกรรมมากมาย โดยมีรถตุ๊กๆ บริการรับส่งถึงที่หมาย ปีที่แล้วชมการแสดงสดพร้อมกับนั่งพูดคุยกับศิลปินภัณฑารักษ์อย่างใกล้ชิดไปแล้ว ปีนี้จะมีอะไรพิเศษอีกบ้าง ต้องรอดู! วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์นี้

นิทรรศการ Naked Beauty

          ** การจัดแสดงครั้งแรกของนิทรรศการ “Naked Beauty” ในเอเชียของศิลปินช่างภาพขาว-ดำ หญิง ระดับโลก ซิลวี่ บลูม โดยภาพถ่ายจำนวนเกือบ 100 ภาพชุดนี้มีภาพชุด บิ๊ก แคท ที่โด่งดังมาจัดแสดงให้ชม สิ่งที่ไม่อยากให้พลาดคือภาพโพลารอยด์เกือบ 200 ภาพ ที่บันทึกขึ้นระหว่างการทำงานของศิลปินตลาดระยะเวลา 20 ปีเปิดให้ชมตั้งแต่วันนี้- 25 มีนาคม ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok)

อบรมศิลปะภาคฤดูร้อน ครั้งที่ 39 

          ** พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดอบรมศิลปะภาคฤดูร้อน ครั้งที่ 39 แก่เด็ก จำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ การวาดการ์ตูน การวาดสีน้ำ และการวาดลายเส้น ระหว่างวันที่ 15-26 เมษายน (หยุดวันจันทร์-อังคาร) ผู้สนใจสมัคร และชำระค่าลงทะเบียนคนละ 1,700 บาทต่อหลักสูตร ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า ตั้งแต่บัดนี้-29 มีนาคม (ไม่รับจอง หรือสมัครทางออนไลน์ หรือรับโอนเงินใดๆ ทั้งสิ้น)

          ** นิทรรศการ “กาย – กลับกลาย” โดย สุพัฒนาวดี เหมือนตา นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศสภาพของสังคมยุคปัจจุบัน ผ่านผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นจากหลายเทคนิค ได้แก่ ภาพพิมพ์หิน ภาพพิมพ์ดิจิทัล และการอัดภาพถ่ายเทคนิคไซยาโนไทป์ โดยหยิบยกประเด็นของคนกลุ่มเพศทางเลือกซึ่งได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม แล้วเราอาจเห็นมุมมองใหม่ๆ ผ่านสัญลักษณ์ที่ศิลปินนำมาใช้อย่าง เสื้อผ้า รอยสัก ดอกแม็กโนเลีย ฯลฯ เปิดให้ชม-29 กุมภาพันธ์ ที่อาร์เดลเธิร์ดเพลส แกลเลอรี ทองหล่อซอย 10

เรียนรู้เส้นทางผ้าจากชวาสู่สยาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/414951?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

เรียนรู้เส้นทางผ้าจากชวาสู่สยาม

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 02:00 น.
พิพิธภัณฑ์ผ้า,สายสัมพันธ์สยามและชวา,ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย,ผ้าบาติก,พระปิยมหาราช,รัชกาลที่ 5,ชวา,อะฮ์มัด รุสดี,ศาสตรัตน์ มัดดิน
เปิดอ่าน 120 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ชวนชมผ้าบาติกทรงสะสมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนชวาสามครั้ง และเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงรวบรวมวิทยาการ และศิลปวัฒนธรรม มาปรับใช้ในการวางรากฐานพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนสืบมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงจัดแสดงนิทรรศการ ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ 2 ซึ่งเป็นผ้าบาติกผืนที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน

ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ 2 

ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย-ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ-แอนนิต้า รุสดี-อะฮ์มัด รุสดี

โอกาสนี้พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จึงได้จัดชมรอบพิเศษ โดยมี ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นประธานจัดงาน พร้อมด้วย อะฮ์มัด รุสดี เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ให้เกียรติเข้าร่วมงานเปิดนิทรรศการดังกล่าว พร้อมกันนี้ ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ร่วมด้วย ศาสตรัตน์ มัดดิน ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ ได้มาบอกเล่าความพิเศษ พร้อมนำชมนิทรรศการชุดใหม่ และแนะนำกิจกรรมพิมพ์ผ้าบาติกด้วยแม่พิมพ์ทองแดง โดยช่างผู้เชี่ยวชาญจากเมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย

          ปิยวรา กล่าวว่า ระหว่างการเสด็จฯ เยือนชวา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการเขียนผ้าบาติกอันเป็นหัตถศิลป์ที่เลื่องชื่อและเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จึงทรงซื้อผ้าบาติกกลับมาเป็นจำนวนมาก และมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย รวมทั้งสิ้นกว่า 300 ผืน ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในแง่ความงดงามของศิลปะและองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์การแต่งกายของชวา ผ้าเหล่านี้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี มีการให้หมายเลขกำกับผ้าแต่ละผืน และบันทึกข้อมูลรายละเอียดของผ้าแนบไว้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญยิ่ง เนื่องด้วยผ้าบาติกที่ทรงสะสมมีจำนวนถึง 307 ผืน และนำออกแสดงได้ประมาณครั้งละ 40 ผืน จึงมีการเปลี่ยนชิ้นงานผ้าบาติกจัดแสดงใหม่ 2 ครั้ง ในเดือนมกราคม และกันยายนปีนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสชื่นชมผ้าบาติกทรงสะสม พร้อมเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอย่างทั่วถึง โดยปัจจุบันองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก ได้ประกาศให้ผ้าบาติกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของอินโดนีเซียด้วย

ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ 2

          “เนื่องจากปีนี้เป็นปีครบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ มีอีกหนึ่งกิจกรรมอันสืบเนื่องมาจากการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงกล่าวถึงหลายสถานที่ไว้อย่างน่าสนใจ จึงจะมีการจัดทริปตามรอยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเสด็จประพาสเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ลงพื้นที่จริง อาทิ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินโดนีเซีย ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึง 3 ครั้ง รวมถึงพระราชวังเมืองยอกยาการ์ตา, บุโรพุทโธ, ทามัน สารี หรือพระราชวังน้ำ นอกจากตามรอยการเสด็จฯ แล้ว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผ้าจะได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ผ้าที่จาการ์ตา ซึ่งจัดแสดงผ้าประเภทต่างๆ และมีแกลเลอรี่ที่จัดแสดงเฉพาะผ้าบาติกที่น่าสนใจมาก รวมถึงพิพิธภัณฑ์ผ้าบาติกดานาร์ฮาดี ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสุราการ์ตา และตลาดขายผ้าในแหล่งสำคัญต่างๆ โดยทริปพิเศษดังกล่าวนี้จะจัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม รับจำนวนจำกัดเพียง 20 คนเท่านั้น” ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ กล่าว

ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ 2

          ด้าน ศาสตรัตน์ เผยว่า พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้เปลี่ยนวัตถุจัดแสดงชุดเดิมออกทั้งหมด เพื่อติดตั้งวัตถุจัดแสดงชุดที่ 2 ประกอบด้วย ผ้าบาติกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ จำนวน 37 ผืน และผ้าบาติกลายสิริกิติ์ 1 ผืน ออกแบบขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-16 กุมภาพันธ์ 2503 ตรงกับสมัยของประธานาธิบดีซูการ์โน เพื่อสื่อถึงพระสิริโฉมและพระราชจริยวัตรอันงดงามของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งมีไฮไลท์เป็นผ้าบาติกผืนพิเศษที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อน อาทิ ผ้าบาติกลายมิกาโด ที่ได้มาจากเมืองยอกยาการ์ตา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในเกาะชวา ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงมีการนำลวดลายพัดญี่ปุ่นรูปแบบต่างๆ มาเขียนลงบนผ้าบาติก โดยพื้นหลังช่างเขียนลายกาวุง ซึ่งเป็นลายดั้งเดิมของชวากลาง ส่วนบริเวณหัวผ้าเขียนลายพัดญี่ปุ่นสลับกับลายพรรณพฤกษาได้อย่างประณีตงดงาม และผ้าโพกศีรษะเขียนทอง (ปราดา) สันนิษฐานว่า มาจากเมืองจิเรบอน ชวาตะวันตก ใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า พบเพียงหนึ่งผืนจากผ้าบาติกสะสมทั้งหมด

นักแสดงจากช่องวัน ร่วมชมนิทรรศการ

   สำหรับนิทรรศการผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา แบ่งเป็น 2 ห้องจัดแสดง ห้องแรก จัดแสดงผ้าบาติกที่มาจากพื้นที่บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของชวากลางและพื้นที่ชวาตะวันตก และห้องที่สอง จัดแสดงผ้าบาติกจากพื้นที่ชวากลาง ประกอบไปด้วยเมืองยอกยาการ์ตา และเมืองสุราการ์ตา รวมถึงแสดงวีดิทัศน์ตลอดจนภาพอธิบายขั้นตอนการทำผ้าบาติก เพื่อให้ผู้ชมมีความรู้ความเข้าใจดียิ่งขึ้น

ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ 2

   นิทรรศการผ้าบาติกในพระปิยมหาราช: สายสัมพันธ์สยามและชวา ชุดที่ 2 เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ที่ห้องจัดแสดง 3-4 โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น.

สุดยอดพระบูชาพม่า พุทธศิลป์ฉาน คมเลนส์ส่องพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/414104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

สุดยอดพระบูชาพม่า พุทธศิลป์ฉาน คมเลนส์ส่องพระ

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
พระบูชาพม่า พุทธศิลป์ฉาน แบบไทยใหญ่,คมเลนส์ส่องพระ,พระเครื่อง,พระลีลาเชยคาง เนื้อชินเงิน ฉาบด้วยผิวปรอท
เปิดอ่าน 2,429 ครั้ง

สุดยอดพระบูชาพม่า พุทธศิลป์ฉาน คมเลนส์ส่องพระ โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** เข้าสู่เดือนที่ ๒ ของปี ๒๕๖๓ พบกับ  งานประกวดพระ  วันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ นี้ ที่ โรงยิมเนเซียม สนามกีฬากลาง จ.อุตรดิตถ์ (หนอนไม้) จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จ.อุตรดิตถ์  รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ เหรียญพระราหูอมจันทร์

**  ถัดไป วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์  งานประกวดพระ  ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา จ.ขอนแก่น  จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จ.อำนาจเจริญ
**  คมเลนส์ส่องพระ  วันนี้ขอเริ่มด้วย  พระบูชาพม่า พุทธศิลป์ฉาน แบบไทยใหญ่ ขนาดใหญ่ หน้าตัก ๖ นิ้ว สูง ๒๐ นิ้ว ลักษณะคล้ายทรงเครื่อง ลวดลายงดงามมาก เนื้อสำริด อายุประมาณ ๒๐๐ ปี สภาพเดิมๆ สนนราคาหลักแสนต้น เป็นพระของ  เศรษฐสิริ  (ต้อม) อภิพรจีรภัทร์  บ้านธารทิพย์ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ผู้ชำนาญพระบูชาทุกยุคทุกเมือง อันดับต้นๆ ของล้านนา

**  วัดชุมนุมสงฆ์ ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ภายในวัดมีเจดีย์ศิลปะอยุธยา เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๐๔ มีชาวบ้านแอบขุดเจาะเจดีย์ได้พระเครื่องไปจำนวนหนึ่ง แต่พระในองค์เจดีย์ยังมีพระเครื่องอีกมากมาย ทางราชการรู้เรื่องจึงเข้าควบคุม ต่อมากรมศิลปกรเข้ามาดูแลการขุดหาสมบัติของมีค่า ปรากฏว่าได้พระเครื่องพิมพ์ต่างๆ กว่า ๔,๐๐๐ องค์ หนึ่งในนั้น คือ  พระลีลาเชยคาง เนื้อชินเงิน ฉาบด้วยผิวปรอท ขนาดองค์พระสูงประมาณ ๘.๐ ซม. กว้าง ๒.๕ ซม. พุทธศิลป์งดงามมาก โดยเฉพาะลักษณะก้าวลีลาและการทอดพระกรพลิ้วอ่อนช้อยงดงามกว่าพระลีลากรุใดๆ ด้านหลังเรียบ องค์นี้มีภาพใหญ่อยู่ในหนังสือ “อมตะพระกรุ” ของ อ.ต้อย เมืองนนท์  เป็นพระของ  ศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน  เช่ามาเกือบแสน

**  พระขุนแผน กรุวัดหัวข่วง จ.เชียงใหม่ พระเนื้อดิน  พิมพ์ทรง ๕ เหลี่ยม พบที่ฐานแท่นแก้วพระประธานวัดหัวข่วง เมื่อประมาณปี ๒๔๙๘ เชื่อกันว่าน่าจะมีเพียงร้อยกว่าองค์เท่านั้น  พระพิมพ์นี้แสดงรูปแบบศิลปะล้านนา ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบสุโขทัยมาบ้าง  อายุการสร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑  พระเครื่องพิมพ์นี้เป็นหนึ่งในพระเครื่องอันเป็นที่ปรารถนาของนักสะสมพระกรุเมืองเหนือ หายากมาก โดยเฉพาะพระสภาพสมบูรณ์เต็มฟอร์ม องค์นี้มีบัตรรับรองพระแท้จาก “เว็บพระล้านนา.คอม” เป็นพระของ  ป้อม ดอยสะเก็ด (สมพล ใช้ประทุม) จ.เชียงใหม่ เช่ามาหลักแสนต้น

**   พระขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม พิมพ์ใหญ่ เนื้อกระยาสารท  ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะช่วงที่สร้างพระรุ่นนี้เป็นหน้าทำบุญกระยาสารท จึงมีการนำเนื้อกระยาสารทผสมลงไปด้วย เนื่องจากกระยาสารทมีส่วนผสมของ “น้ำผึ้ง” จึงทำให้พระเนื้อนี้มีลักษณะเหมือนเคลือบด้วยน้ำผึ้ง องค์นี้ถือว่าสวยมากสำหรับพระเนื้อนี้   ด้านหลังปกติจะไม่เห็นยันต์ แต่องค์นี้ยันต์ติดเห็นชัด  องค์นี้ติดที่ ๑ งาน นรต.สามพราน (๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐) ของ   อนันดารา หอเที่ยงธรรม  นักธุรกิจอสังหา จ.ภูเก็ต

**   พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว พิมพ์ปั้น เนื้อผงคลุกรัก จุ่มรักปิดทอง วัดปากทะเล จ.เพชรบุรี สร้างประมาณปี ๒๔๐๐-๒๔๓๑ องค์นี้ปั้นสวยมาก ได้สัดส่วน มีรายละเอียดติดคมชัด ใต้ฐานองค์พระมีไม้ไก่กุก เนื้อพระเก่าถึงยุค มีบัตรรับรองพระแท้ จาก สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย  เป็นพระปิดตาที่   ส.จ.บอม เมืองน่าน  ชอบที่สุด องค์แรกที่ได้มาเมื่อต้นปี ๒๕๖๓ นี้เอง

**   พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ หลังเตารีด พิมพ์ใหญ่ เอ ปี ๒๕๐๕ เนื้อนวโลหะ  องค์นี้ได้รับการแต่งเก่ามาตั้งแต่เดิม พบเห็นได้น้อย เป็นพระที่คุณพ่อของ  ภิยวัฒน์ วัฒนายากร  (แต๊ก สงขลา)  ได้รับมาจากวัดช้างให้ โดยตรง และให้คุณแม่ของ  แต๊ก สงขลา  แขวนติดตัวในตลับสามกษัตริย์นานหลายสิบปี ต่อมาท่านจึงมอบให้หลานชาย  ด.ช.กรวัฒน์ วัฒนายากร  เป็นเจ้าของจนถึงทุกวันนี้

**  เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช  ปี ๒๕๑๘  สร้างโดย ค่ายตากสินมหาราช จ.จันทบุรี  มี ๔ เนื้อ คือ เนื้อทองคำ, เนื้อทองแดงชุบนิกเกิล, เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดงรมดำ ปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร, ท่านพ่อคร่ำ วัดวังหว้า, หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า ฯลฯ ที่นำมาให้ชมนี้  เนื้อทองแดง ชุบนิกเกิล  แจกกรรมการ  สภาพสวยเเชมป์ คมชัด ติดรางวัลงานใหญ่มาแล้วหลายครั้ง  ของ  เฉิน รังเทพ  นักนิยมพระสวยดูง่ายและติดรางวัล

**  หนุมาน หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ปี ๒๕๑๘ เนื้อชินบัญชร  เนื้อนี้สร้าง ๓๒ ตนเท่านั้น  ตนนี้สภาพสวยสมบูรณ์ระดับแชมป์ ผิวเทพมาก เป็นประกายสีเงินอมเขียว ระยิบระยับทุกมิติ ไม่ผ่านการใช้มาก่อน โค้ดติดชัดทั้ง ๓ ตัว ใต้ฐานอุดผงพรายกุมาร และมีรอยจารลายมือ  หลวงปู่ทิม  ครบสูตร เนื้อนี้หายากระดับตำนาน มีบัตรรับรองของแท้ จาก สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จัดเป็นสุดยอดเครื่องรางหมายเลข ๑ ของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่  ลงโชว์เพื่อการศึกษาเป็นวิทยาทานอย่างเดียว ของ  นพ.มาณพ โกวิทยา  นักสะสมเครื่องรางยอดนิยม

**  สืบสานตำนานงานวัดปริวาสฯ ปีที่ ๙๙  ปีนี้จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๓๑ มกราคม วันเสาร์ที่ ๑ และวันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์  ร่วมทำบุญปิดทองสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่มากับวัดปริวาส  ขอพรพระโพธิสัตว์กวนอิม  ฯลฯ ชมการแสดงและการละเล่นต่างๆ มหรสพหลายชนิด ทุกอย่างชมฟรี  มีการออกร้านค้าต่างๆ  สร้างบรรยากาศย้อนอดีตเหมือนเมื่อกว่า ๙๐ ปีก่อน  วัดปริวาสราชสงคราม  ถนนพระราม ๓ ซอย ๓๐ เขตยานนาวา กทม.โทร.๐-๒๒๙๔-๗๗๑๑

**  ขอขอบพระคุณ  ทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด พบกันใหม่ในวันเสาร์ต่อไป  ขอให้โชคดี สุขีสุขี มี “พระแท้” คุ้มครองให้ปลอดภัย ห่างไกลจากโรคระบาดทุกชนิด  ***

รูปหล่อลอยองค์”พระอาจารย์นำ ชินวโร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/414112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

รูปหล่อลอยองค์”พระอาจารย์นำ ชินวโร”

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
พระเกจิอาจารย์,พระอาจารย์นำ ชินวโร,วัตถุมงคล
เปิดอ่าน 1,232 ครั้ง

รูปหล่อลอยองค์”พระอาจารย์นำ ชินวโร”อมตะเถราจารย์แห่งดินแดนทักษิณ คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน โดย..   เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake)

ท่านผู้รู้ครูบาอาจารย์ของผมที่สอนให้หัดส่องพระ ให้รู้จักการสะสมพระเครื่องพระบูชาหลายคน สอนตรงกันว่าคนเราจะให้เก่งจะให้เชี่ยวชาญทุกศาสตร์ทุกแขนงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถามว่าคนที่เก่งแบบนั้นมีไหม-มี…แต่เยอะไหม-ไม่เยอะ!?!

หล่อลอยองค์ อ.นำ ชินวโร (หน้า-หลัง)

ผู้ที่นิยมเช่าหาพระเครื่อง พระบูชาหรือว่าเครื่องรางของขลัง แต่ละคนจะมีความถนัดจะมีความเก่งกาจแตกต่างกันออกไป แถมเมื่อแยกย่อยลงไปเป็นสายแล้วยังแยกลงไปถึงพระเกจิอาจารย์แต่ละรูปแต่ละองค์ต่างหาก

การที่ผมมีโอกาสคลุกคลีตีโมงนั่งส่องพระกับพี่ๆ ทั้งหลายที่ล้วนแต่เป็นครูบาอาจารย์ของผมทั้งสิ้น ทำให้ผมทราบว่าคนที่รู้จริงเก่งจริงมักจะพูดความจริง ไม่คุยโตโอ้อวด อะไรที่ไม่รู้ก็จะออกตัวบ่ายเบี่ยงทันที ไม่ดันทุรัง ไม่กลัวเสียฟอร์ม เพราะคำว่าเซียนพระที่แท้จริงคือ รู้จริงในสิ่งที่ตัวเองถนัด

ที่ต้องระวังให้มากคือ พระเครื่องของทุกคน-เจ้าของพระเชื่อว่าพระเครื่องของตัวเองเป็นของแท้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงมากที่จะไปฟันธงว่าพระของเขาเก๊…ทั้งๆ ที่รู้ส่องดูก็เห็นว่าเก๊ แต่ถามว่า มันธุระอะไรของเราที่จะเอาคอไปรับแข้ง–เก็บริมฝีปากไว้แตกหน้าหนาวดีกว่า !?!

เวลาใครให้ช่วยดูพระให้ ถ้าผมไม่รักใคร่สนิทสนมจริงๆ และไม่ใช่พระในสายที่ผมสะสม…ผมก็จะบอกว่า…ผมดูไม่เป็น ใครจะดูแคลนว่า ไหนว่า เล่นพระสะสมพระทำไมดูไม่เป็น ?

ผมขออนุญาตอมพระประธานในโบสถ์ไว้ในปากดีกว่าครับ…!!!!

ถ้ารักจะเล่นพระจะสะสมพระเครื่องต้องขยัน หมั่นศึกษาหาความรู้และต้องขยันส่องพระแท้ในมือ เพื่อจดจำรูปพรรณสัณฐาน เนื้อหา มวลสาร จุดตำหนิจุดสังเกตและต้องเล่นพระที่สังคมส่วนใหญ่เขานิยมเก็บสะสมกัน เช่าหากัน ถึงแม้ว่าจะมีราคาเช่าหาสูงไปบ้าง ถ้าเรามีกำลังทรัพย์ได้มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เขารับประกันรับผิดชอบ…เก๊คืนเงินร้อยเปอร์เซ็นต์และสามารถนำไปปล่อยต่อได้เวลาเกิดโรคทรัพย์จางโดยไม่ขาดทุน-กระเป๋าฉีก !

อย่าเล่นพระด้วยหู ต้องดูด้วยตาและต้องศึกษาข้อมูลของพระเครื่องรุ่นนั้นๆ ให้ถ่องแท้

อย่างพระเครื่ององค์นี้ ผมหยิบจากหิ้งมาส่องเป็นประจำ “รูปหล่อลอยองค์ อ.นำ ชินวโร ๒๕๑๙” วัดดอนศาลา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ผมเองให้ความเคารพนับถือพระอาจารย์นำ ชินวโร มากและขอยกให้ท่านเป็นครูบาอาจารย์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสะสมพระเครื่องวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังของท่านเอาไว้พอสมควรหลากหลายรูปแบบ

ด้วยเหตุผลว่า ผมเป็นคนเล่นพระที่ชอบพุทธคุณ เชื่อในความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธาในคาถาอาคมและพุทธาคม ของพระเกจิที่ปลุกเสก กล่าวสำหรับ พระอาจารย์นำ ชินวโร นั้นมีพลังจิตสูง มีอำนาจญาณสมาบัติที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อันให้ประจักษ์ต่อสายตาของชาวบ้านมาแล้ว

พระอาจารย์นำ ชินวโร เป็นศิษย์สืบสายวิทยาคมมาจากสำนักเขาอ้อ มาตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยศึกษากับท่านอาจารย์เกลี้ยง แก้วจันทร์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนศาลา ผู้เป็นบิดา ก่อนที่จะมรณภาพ อ.เกลี้ยงได้นำเอาบุตรชายไปฝากเรียนวิทยาคมกับท่านอาจารย์ทองเฒ่า เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ ท่านเป็นพระเถระที่ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงเคารพนับถือ เคยเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดดอนศาลาเพื่อทรงกราบนมัสการถึงกุฏิหลายครั้ง รวมไปถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เองในปี ๒๕๒๐ ที่วัดดอนศาลา

วัตถุมงคลของท่านถึงแม้ว่าจะมีมากมายหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นพระเหรียญและรูปหล่อลอยองค์รูปเหมือนของท่านมีเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น คือ เหรียญรุ่นปี ๒๕๑๙ สร้างและปลุกเสกก่อนจะมรณภาพไม่นาน สุดยอดด้วยเนื้อชนวนมวลสารและพุทธคุณ เพราะมีชนวนโลหะศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมไปถึงศาสตราวุธโบราณยุคบ้านเชียงและของวิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

ทุกวันนี้ต้องบอกว่า ราคาเช่าหานั้นราคาไปไกลมากและถึงจะมีเงินก็ใช่ว่าจะหาเช่าได้ง่ายๆ ทั้งเหรียญและรูปหล่อลอยองค์รูปเหมือนของท่าน…เพราะใครมีใครก็หวง

สำหรับรูปเหมือนลอยองค์จัดสร้างเมื่อปี ๒๕๑๙ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ซึ่งมีความประสงค์นำเอารายได้จากการบูชาไปสร้างถาวรวัตถุในวัดดอนศาลาเป็นการกุศล เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วท่านอาจารย์นำก็ได้นั่งนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า

“ถ้าจะสร้างก็ต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะชีวิตอาตมาใกล้เข้ามาแล้ว เกรงจะไม่ทันกาล” ทำเอาคณะผู้จัดสร้างนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน เพราะว่าขณะนั้นท่านอาจารย์นำก็กำลังอาพาธอยู่แล้ว ท่านอาจารย์นำก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า “การสร้างนั้นเป็นสิ่งดี เพราะจะได้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ขอให้รีบทำเถิด”

จากนั้นท่านก็ขอให้คณะผู้จัดสร้างนำเอาแผ่นโลหะมาให้ท่านเพื่อที่จะลงยันต์เป็นเชื้อชนวนในการสร้าง หลังจากที่ได้นำเอาแผ่นโลหะจำนวนมากไปให้ท่านอาจารย์นำตามที่ต้องการแล้ว ในเดือนสิงหาคม ๒๕๑๙ คณะผู้จัดสร้างก็ได้เดินทางไปรับแผ่นยันต์จากท่าน ซึ่งแผ่นยันต์เหล่านั้นท่านอาจารย์นำได้ลงไว้อย่างเรียบร้อย และได้กล่าวว่า “ลงให้สุดท้ายแล้ว”

นอกจากแผ่นยันต์ที่ท่านอาจารย์นำได้ลงจารให้ไว้ ยังมีชนวนศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง พร้อมทั้งพระบูชาสมัยเก่าที่ชำรุด และโลหะสมัยบ้านเชียงอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งคณะผู้สร้างได้นำไปถวายท่านอาจารย์นำปลุกเสกอีกครั้ง ก่อนที่จะทำการหล่อหลอม และท่านก็ได้รับปลุกเสกพร้อมกับกล่าวว่า “ขอให้สร้างให้เสร็จเดือนหน้า เพราะใกล้เต็มที่แล้ว” (หมายถึงเดือนกันยายน ๒๕๑๙)

แต่ปรากฏว่า การดำเนินการสร้างในครั้งนั้นไม่อาจที่จะสร้างเสร็จสิ้นในเดือนกันยายนได้ เพราะการจัดสร้างได้ทำอย่างพิถีพิถันที่สุด คณะผู้จัดสร้างจึงได้เดินทางไปกราบเรียนท่านอาจารย์นำว่า พระยังไม่เสร็จ เมื่อกราบเรียนแล้ว ปรากฏว่าท่านอาจารย์นำได้นั่งนิ่งไม่พูดว่าอะไร ตามองออกไปข้างหน้าในลักษณะที่ยากจะคาดเดาได้ว่าท่านคิดอย่างไร ทำเอาคณะที่ไปครั้งนั้นอึดอัดใจไปตามๆ กัน

ท่านนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กล่าวว่า “เอาเถอะ! อย่าให้เกินเดือนตุลาคม พ่อจะรอ ถ้าเกินจากนั้นไม่รอแล้ว” คณะผู้จัดสร้างรีบกลับไปดำเนินการสร้างต่อ จนเทหล่อพระได้เพียง ๑,๖๐๐ องค์เท่านั้น รีบขนจากกรุงเทพฯ ไปพัทลุง ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ท่านก็ปลุกเสกให้อย่างเต็มที่เข้าฌานสมาธิเพ่งพลังจิต จนลังไม้บรรจุพระแตกเปรี๊ยะ! และอีก ๓ วันต่อมา คือวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ เวลา ๒๒.๐๐ น.ท่านก็มรณภาพ

สำหรับลักษณะรูปเหมือนพระอาจารย์นำรุ่นนี้เป็นรูปเหมือนขนาดเล็กสำหรับห้อยคอ เป็นรูปพระอาจารย์นำนั่งสมาธิพาดผ้าสังฆาฏิ ใต้ฐานด้านหน้าเป็นฉายาของพระอาจารย์นำว่า “ชินวโร” ใต้ฐานด้านหลังเป็นตัวภาษาขอมที่ปลายสังฆาฏิด้านหลังตอกโค้ดตัว “นะ” ในวงกลม ซึ่งตัวนะของสายเขาอ้อจะมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนตัว นะ ของสำนักอื่นๆ ส่วนใต้ฐานด้านล่างใช้สว่านเจาะแล้วบรรจุ “ผงอนันตคุณ” พร้อมกับปิดทับด้วยแผ่นเงินที่ประทับตัวหนังสือว่า “ชินวโร” รูปเหมือนพระอาจารย์นำรุ่นนี้สร้างขึ้น ๓ เนื้อ คือ ทองคำ เงิน และ นวโลหะ

ถ้าสนใจจะเก็บสะสม ต้องเป็นพิมพ์นิยมที่เรียกกันว่า “ ตัว ว.ขีด, ตัวที โร-ขีด” คือ ตัวหนังสือ “ชินวโร” บนแผ่นปั๊มทองคำหรือเงิน อักษรนูน ชินวโร ในมี ๓ พิมพ์พระจะมี ๔ แบบ ดังนี้ พิมพ์เนื้อทองคำ ว.มีขีด, พิมพ์เนื้อทองคำ ว.ไม่มีขีด (เกิดจากปั๊ม ว.มีขีดไปมากๆ แล้วขีดติดจางไปเรื่อยๆ), พิมพ์เนื้อเงิน น.ขีด และพิมพ์เนื้อเงิน โร ขีด และที่ก้นพระหรือฐานพระจะมีรอยตะไบลักษณะเหมือนกันหมดทุกองค์และต้องสังเกตว่ามีรอยเสี้ยนเป็นเส้นๆ รอบๆ ตัวหนังสือด้วย

พระรุ่นนี้สร้างน้อยมี ๓ เนื้อ คือ เนื้อทองคำ เนื้อเงิน และ เนื้อนวโลหะ