“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/455943

“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  23 มกราคม 2564 – 07:45 น.

“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  คอลัมน์ ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี  Fb:Akeakkee Ake

 ที่ว่าไปแล้วคือ การเล่นกันถึงตายหรือไม่ก็ต้องพิการเลี้ยงไม่โตกันไปเลยสำหรับการเล่นของหนัก พิธีทำมบหรือหมบตามศาสตร์ด้านมืดของปักษ์ใต้ แต่ถ้าเอาพอท้วมๆเพี้ยนๆสติแตกไม่เต็มบาทล่ะมีไหม ท่านผู้รู้บอกว่า มีและเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่ในสมัยก่อน ยุคที่ไสยศาสตร์เข้มข้นคนเล่นของมีวิชาอาคมแข็งแกร่ง-เขาทำแล้วมันได้ผลจริงจัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒)

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  


นั่นคือ ทำมบให้กลายเป็นคนวิกลจริต!!

ว่ากันว่า เป้าหมายสำคัญคือ สาวสวยทั้งหลายที่เจ้าพวกหนุ่มๆมันจีบไม่ติด ไปแอบหลงรักเขาข้างเดียวเหมือนข้าวเหนียวตายนึ่งน้ำขึ้นไม่ถึงก็แห้งตายแหง๋แก๋ แต่ที่มันร้ายกาจคือ มันไม่ยอมตายนะสิ มันแค้นและไปหาครูหมอไสยศาสตร์เล่นงานฝ่ายหญิง หรือไม่ก็พวกที่ชายหญิงรักกันดี แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิงกีดกันฝ่ายชาย ต้องการจะให้แต่งงานกับชายอื่น คนพวกนี้ก็มักจะทำร้ายทำลายคนรักของตัวเองด้วยอารมณ์ประมาณว่า ในเมื่อข้าไม่ได้เชยชายอื่นก็อย่าหวังจะได้ชม การทำมบระดับนี้ ในอดีตนั้นสถิติคือ ส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะทำใส่ฝ่ายหญิง ให้กลายเป็นสาวสวยสติฟั่นเฟื่อนไปเลย

วิธีการก็มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ
การทำมบด้วยสะเก็ดไม้ 
เริ่มต้นจากครูหมอไสยศาสตร์จะไปหาสะเก็ดไม้ตะเคียนตกน้ำมันมา ๑ ชิ้น แล้วร่ายเวททนต์คาถากำกับพร้อมออกชื่อนามสกุลที่อยู่ของคนที่ถูกกระทำ ก่อนจะเป่ามนต์ลงที่สะเก็ดไม้ชิ้นนั้น จากนั้นก็ให้ใครก็ได้แอบนำไม้ตะเคียนปลุกเสกอาถรรพ์ชิ้นนั้นไปฝังไว้ในบริเวณบ้านของคนที่ถูกกระทำ เชื่อกันว่า ไม่ช้าไม่นาน คนๆนั้นก็จะเซื่องซึมและสติฟั่นเฟือนไปในที่สุด

…………..

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  

การทำมบด้วยด้วยเสื้อผ้า
การทำแบบนี้จะเริ่มจากการต้องไปนำเสื้อผ้าของคนที่ตกเป็นเป้าหมายมา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้าถุง กางเกงหรือผ้าเช็ดหน้าอะไรก้ได้ แต่ต้องเอามาแบบเจ้าของต้องไม่รู้เนื้อรู้ตัว จากนั้นเอามาให้ครูหมอไสยศาสตร์เสกคาถากำลังลงไป แล้วให้นำกลับไปคืนโดยไม่ให้เจ้าตัวรู้ ถ้าเธอนำเสื้อผ้าเหล่านั้นมาสวมใส่ มนต์ตราอาถรรพ์ก็จะออกฤทธิ์ ทำให้เซื่องซึมและเป็นบ้าในที่สุด
………..

การทำมบด้วยดินรอยเท้า
เริ่มด้วยการไปขุดเอาดินที่เป็นรอยเท้าของคนที่ตกเป็นเป้าหมายเหยียบเดินผ่าน ครูหมอไสยศาสตร์เขาจะไปขุดเอาดินส่วนนั้นมาใส่ภาชนะจากนั้นก็จะนำมาทำพิธีกรรมบริกรรมคาถา แล้วนำดินนั้นไปโปรยที่ทางน้ำไหลหรือที่น้ำวน หรือทางสามแพรก เชื่อกันว่า จะทำให้เจ้าของรอยเท้ากลายเป็นบ้าได้
………

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  

การทำมบด้วยลูกสะบ้า
ในอดีตนั้น ชาวใต้นิยมเล่นสะบ้ามาก  ลูกสะบ้าจึงหาได้ไม่ยาก ครูหมอไสยศาสตร์เขาจะไปหาลูกสะบ้าที่แก่จัดมา ๑ ลูกจากนั้นก็จะเขียนชื่อนามสกุลของคนที่ถูกทำมบลงบนเปลือกสะบ้าแล้วจะนั่งบริกรรมคาถา ก่อนจะหมุนลูกสะบ้า ๓ ครั้งแล้วนำลูกสะบ้านั้นไปทิ้งในบ่อร้าง เชื่อว่า คนที่ถูกกระทำจะเสียสติและกลายเป็นบ้าไปในที่สุด
………

นี่คือ ความรักที่กลายเป็นความแค้น 
และทำให้คนตาบอด ใจดำ ทำบาปชนิดที่ตกนรกหมกไหม้เลยทีเดียวเชียว!!!!
…………

 อืม….แล้วถ้าทำมบไม่ต้องให้ตาย-ไม่ต้องให้บ้า
เอาแค่เสื่อมความนิยม เรตติ้งตกได้ไหม
นักเลงไสยศาสตร์เขาบอกว่าทำได้-โปรดติดตาม

“กรมการแพทย์” ห่วงใยคนทำงานกลางแจ้ง แนะวิธีป้องกันฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/455401

“กรมการแพทย์” ห่วงใยคนทำงานกลางแจ้ง แนะวิธีป้องกันฝุ่นจิ๋ว PM 2.5

 "กรมการแพทย์" ห่วงใยคนทำงานกลางแจ้ง แนะวิธีป้องกันฝุ่นจิ๋ว PM 2.516 มกราคม 2564 – 13:01 น.

กรมการแพทย์ โดยรพ.นพรัตนราชธานี ห่วงคนทำงานกลางแจ้งพบปัญหา “ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5″กระทบสุขภาพ ระยะสั้น จะไอ จาม คลื่นไส้ อาเจียน แสบจมูก ระคายเคืองตา และผิวหนัง ส่วนระยะยาว มีผลต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

นายแพทย์สมศักดิ์  อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ซึ่งส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ในหลายๆ ระบบ ทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ และ ระบบผิวหนัง ทางแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้ออกมาเตือนและให้ความรู้ประชาชนในการหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองต่อผลเสียของการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 เป็นมลพิษต่ออากาศและร่างกาย ควรป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ คือ หน้ากาก N95 ส่วนหน้ากากประเภทอื่นนั้น ช่วยป้องกันได้เพียงส่วนหนึ่ง และควรใส่ให้ถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน 

 "กรมการแพทย์" ห่วงใยคนทำงานกลางแจ้ง แนะวิธีป้องกันฝุ่นจิ๋ว PM 2.5

นายแพทย์สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี  กล่าวว่า อาชีพที่ทำงานกลางแจ้ง อาทิ ตำรวจจราจร คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างและรถตุ๊กตุ๊ก  พนักงานรักษาความปลอดภัย พ่อค้าแม่ค้าริมถนน พนักงานกวาดถนน พนักงานเก็บขยะ พนักงานร.ป.ภ  คนสวน  พนักงานสนามกอล์ฟ เกษตรกร  และ กรรมกรก่อสร้าง 

 "กรมการแพทย์" ห่วงใยคนทำงานกลางแจ้ง แนะวิธีป้องกันฝุ่นจิ๋ว PM 2.5

ผู้ปฏิบัติอาชีพเหล่านี้ต้องทำงานกลางแจ้งและต้องสัมผัสกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันตรายหรือสิ่งคุกคามเฉพาะเรื่องการทำงานกลางแจ้งที่มีต่ออาชีพเหล่านี้คือ 1.มลพิษ ได้แก่ ฝุ่น หรือ PM2.5 และสารเคมีต่าง ๆ โดยเฉพาะ VOCs (volatile organic compounds) hexane, ozone ตะกั่ว nitrous oxide ที่เกิดจากการสันดาปไม่สมบูรณ์ โดยการทำงานกลางแจ้งจะมีการสัมผัสสารพิษเหล่านี้ การใช้หน้ากากมักจะไม่ได้ผลเนื่องจากสารพิษเหล่านี้มีขนาดเล็ก ทำให้การหายใจอึดอัดไปด้วย ยิ่งทำงานกลางแจ้ง ก็จะทำให้ใส่หน้ากากเหล่านี้ไม่ได้ ผลของมลพิษ จะทำให้เกิดอาการทั้งแบบเฉียบพลันคือ การระคายเคืองเยื่อเมือก เช่น แสบตา คันตา อาการทางผิวหนัง เช่น คัน มีผื่น แพ้เหงื่อ อาการของโรคทางเดินหายใจส่วนบน เช่น มีน้ำมูก คันคอ แสบคอ มีเสมหะ อาการเรื้อรัง ได้แก่ การเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น หลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง ที่ร้ายแรงจริงๆ คือ มลพิษเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งปอด

นอกจากนี้ PM2.5 ยังทำให้หลอดเลือดตีบ ซึ่งในระยะยาวเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองด้วย ในคนที่เป็นโรคทางเดินหายใจ หรือเป็นโรคของหลอดเลือดอยู่แล้ว การหายใจเอามลพิษเข้าไปจะทำให้เป็นมากขึ้น หรือแย่ลงได้ 

การป้องกันคือทำให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันปอดเราโดยหายใจอากาศบริสุทธิ์ พยายามอยู่ในที่ซึ่งมี PM 2.5 น้อย หรือใช้เครื่องฟอกอากาศ พยายามหลีกเลี่ยงอย่าอยู่กลางแจ้งนาน ให้ทำงานสักระยะแล้วหลบเข้าในอาคาร การใส่หน้ากากจะทำให้อึดอัด โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนยิ่งทำให้ไม่สามารถใส่หน้ากากได้นาน ขณะนี้ หน้ากาก N95 เป็นหน้ากากที่ใช้ป้องกันได้ดีที่สุด แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถใส่ได้นาน เพราะจะอึดอัด อย่างไรก็ดีการใช้หน้ากากอื่น ชั่วคราวก็ทำได้ โดยสังเกตการณ์ระคายเคือง แสบคอ มีเสมหะ ถ้าเป็น ก็แสดงว่าหน้ากากไม่ได้ผล อาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้หน้ากาก N95

ทั้งนี้ สามารถมาติดต่อได้ที่คลินิกมลพิษคลินิกเฉพาะทางแห่งแรกในประเทศไทย โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี หรือสอบถามได้ที่สายด่วน 0-2548-1000 กด 0 ได้ทุกวันในเวลาราชการ และสามารถประเมินอาการ จากการสัมผัสมลพิษของตนเองได้อย่างสะดวก รวดเร็วและทราบผลเบื้องต้นภายใน 1 นาที ด้วยคลินิกมลพิษออนไลน์ http://www.pollutionclinic.com

 "กรมการแพทย์" ห่วงใยคนทำงานกลางแจ้ง แนะวิธีป้องกันฝุ่นจิ๋ว PM 2.5

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/455302

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒)

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒) 16 มกราคม 2564 – 00:00 น.

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒) คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย..  เอก  อัคคี FB: Akeakkee Ake

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า การทำมบหรือหมบด้วยความคับแค้น อาฆาตพยาบาทนั้น เขาเล่นกันถึงตาย แต่การที่ผมหยิบเอาเรื่องราวเล่านี้มาเล่าสู่กันฟังก็ต้องมองในมุมของนักศึกษาเรียนรู้ด้านคติชนวิทยา ความเชื่อของคนพื้นเมืองแดนด้ามขวานนั้นครับ อย่ามองว่า เป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือว่าจะเป็นการยื่นด้ามดาบให้คนไปฆ่ากัน

อ่านข่าว…  ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ   “มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑) 

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒)

เพราะทุกวันนี้ นักเลงไสยศาสตร์หรือครูหมอที่มีวิชาอาคม 
ผมว่าน้อยคนที่จะทำบาปด้วยการทำมบใส่คน!?!

เพราะบาปในการเล่นไสยศาสตร์ทำร้ายคน 
สุดท้ายมันก็จะหนีกฏแห่งกรรมไม่พ้นทั้งคนใช้ให้ทำและคนที่ลงมือทำ

ผมนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นวิชาความรู้และบันทึกเอาไว้ให้รับรู้กันว่า ในสมัยโบราณเขามีสรรพวิชาอาคมแบบไหนกันบ้าง รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกห่าม แม้ว่าบางเรื่องก็แค่เป็นตำนานบางเรื่องก็เป็นเรื่องจริงและบอกไว้เลยว่า ใครอ่านงานชุดนี้ก็ไปทำเล่น ทำเอาเองไม่ได้ เพราะผมบอกไม่หมดหรอก(ฮา)

กลับมาที่เรื่องการทำมบให้ถึงตายกันดีกว่า

การทำมบด้วยการฝังรูป 
ครูหมอไสยศาสตร์เขาจะนำเอาขี้ผึ้งรังร้างมาปั้นเป็นรูปคนแล้วแทงด้วยหนามของต้น—– ที่แหลมคมแทงตามแขนตามขา หน้าอกแล้วห่อด้วยผ้าขาวห่อศพที่เขียนชื่อนามสกุลที่อยู่ของศัตรูแล้วเสกด้วยคาถา——–กำกับไว้ ก่อนจะนำไปฝังไว้ที่ทางสามแพร่งหรือในป่าช้า

ในกรณีที่นำไปฝังในป่าช้า ต้องมีการตั้งเครื่องเซ่นเจ้าเปรว คือ ตากะลียายกะลา ด้วย ปลามีหัวมีหางใส่กระทงใบกล้วยตานีเสียก่อน ถ้าต้องการให้ศัตรูเจ็บปวดทรมานให้ฝังลึกลงไป –- คืบ ถ้าต้องการให้ตายฝังลึกลงไป—ศอก เชื่อกันว่า ได้ทรมาณได้ตายสมใจอยากแน่

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒)

……….
การทำมบด้วยไม้เสียบผี
ในสมัยก่อนเวลาเขาเผาศพ เขาจะเผาด้วยเชิงตะกอน เพราะฉะนั้นสัปเหร่อเขาจะทำไม้เสียบผีขึ้นมา คือ ใช้ไม้ไผ่ทั้งลำเอาไว้ค้ำโลงบนฟอนฟืนไว้เสียบไว้เขี่ยศพขณะเผา การทำมบวิธีนี้ นักเลงไสยศาสตร์แดนด้ามขวานเขาจะไปเอาไม้เสียบผีของคนที่ตายวันเสาร์เผาวันอังคารมาก เพราะเชื่อกันว่าผีแรงป่าช้าแตกแหกเชิงตะกอน แต่ไม่ต้องมาทั้งลำยาวๆหรอกเขาตักมาแค่ปล้องเดียว แล้วใช้หนังวัว หรือหนังควาย หรือผ้าขะม้า อย่างใดอย่างหนึ่งมาเขียนชื่อนามสกุลที่อยู่ของศัตรูคู่แค้นแล้วทำพิธีกรรมปลุกเสกด้วยคาถากำกับลงไปและจุกหรือยัดเข้าไปในปล้องไม้ไผ่เสียบผีแล้วนำไปฝังไว้แบบเดียวกับการทำมบแบบฝังรูป
เชื่อกันว่า จะได้ผลแบบเดียวกัน

……….
การทำมบด้วยตะปูตอกโลงศพ
วิธีนี้ครูหมอไสยศาสตร์ต้องไปนำตะปูตอกโลงศพผีตายโหงมาจากเชิงตะกอน แล้วนำมาทำพิธีเสกคาถากำกับลงไปในตะปูเหล่านั้น ก่อนจะนำตะปูไปตอกตรึงไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ในป่าช้า ก่อนจะตอกตะปู เขาจะต้องว่าคาถา “โอม……..กูจะล้าง(เอ่ยชื่อนามสกุลที่อยู่ของเหยื่อ)แล้วจึงตอก ถ้าต้องการแค่ให้ทรมานก็ตอกครึ่งเดียว ถ้าเล่นถึงตายก็ตอกให้จมมิดหัวตะปู เชื่อกันว่า ไม่นานมีรายการหามขึ้นเชิงตะกอนแน่

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒)

…….
การทำมบด้วยไม้กระดานท้องโลง
ทางครูหมอไสยศาสตร์จะต้องไปเอาไม้กระดานท้องโลงศพที่สัปเหร่อทิ้งไว้ในป่าช้า สับเอาเพียงแค่ขนาดนิ้วก้อยก็พอไม่ต้องเดินแบกไม้กระดานโทงๆมาจากป่าช้าหรอก เอามาแล้วก็ห่อด้วยผ้าขาวที่เขียนชื่อนามสกุลที่อยู่ของคู่แค้นให้เรียบร้อย จากนั้นก็บริกรรมคาถาที่ร่ำเรียนมาแล้วนำไปเผาไฟ ถ้าต้องการแค่สั่งสอนก็เผาแค่ให้ผ้าขาวที่ห่อเกรียมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอย่าปล่อยให้ไหม้ แต่ถ้าต้องการให้ตาย-ก็เผาให้กลายเป็นขี้เถ้าไปทั้งหมด

นี่คือ วิธีการทำมบหรือหมบ ที่เล่นกันถึงพิการหรือตาย
ของนักเลงไสยศาสตร์ปักษ์ใต้ในสมัยโบราณ…ซึ่งเชื่อกันว่า ได้ผลชะงัก
แต่ถ้าไม่ต้องการให้เจ็บปวด ทรมาน พิการหรือว่าตายล่ะ…
ต้องการใ้เป็นบ้าสติฟั่นเฟือน เขาทำกันได้ไหม…?

……….
โปรดติดตามตอนต่อไป-อย่ากระพริบตา

“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/454549

“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑)

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑)9 มกราคม 2564 – 00:00 น.

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ   “มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑)   คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน โดย…  เอก  อัคคี

คนเฒ่าคนแก่ที่เป็นนักเลงไสยศาสตร์ปักษ์ใต้ แถบลุ่มทะเลสาบสงขลา-ลุ่มน้ำทะเลน้อย เคยเล่าให้ฟังถึง ความเชื่อเรื่องการทำของ-ทำคุณไสย ตามแบบฉบับคนด้ามขวานว่า เขาเรียกว่า ทำ “มบ”หรือ“หมบ” เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์รูปแบบหนึ่งที่มีเป้าหมายชัดเจนคือ เอาให้ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรู คู่แค้น หมอบราบคาบแก้วให้ได้…เรียกว่าเล่นให้หมอบ!!

อ่านข่าว…  เปิดกรุพระเครื่อง ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ลำดับที่29 บิ๊กสายมู…ตัวจริง 

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑)

ซึ่งผลของการเล่น“มบ”สามารถทำให้ ตายก็ได้ พิการก็ได้ สติแตก วิปลาสไปชั่วข้ามคืนหรือเสื่อมเสียงชื่อเสียงก็ได้ การทำมบนั้น ครูหมอไสยศาสตร์เขาจะทำตามคำร้องขอของผู้ที่มาหาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม อาทิ ถูกแย่งชิงคนรัก ถูกรังแก ถูกทำร้ายหรือว่าจะทำเพื่อเอาชนะคู่แข่ง (ในสมัยก่อน พวกบรรดาศิลปินนายหนังตะลุง มโนราห์ เวลามีการแข่งขันชิงเงินเดินพันหรือแข่งกันสร้างชื่อเสียง มักจะพึ่งครูหมอไสยศาสตร์)

ท่านผู้รู้บอกว่า จะหนักจะเบาขึ้นอยู่กับความต้องการของคนนั้นๆว่า แค้นมากแค้นน้อยหรือว่าเพียงแค่สั่งสอนให้หลาบจำ

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑)

แต่ในสมัยโบราณมีความเชื่อกันมากและทำกันอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็นสำนวนชาวใต้ที่ว่า “บ้าๆบอๆเหมือนคนถูกมบ“หรือว่า”นั่งซึมเหมือนถูกมบ”หรือว่า ถ้าหนังตะลุงคณะไหน มโนราห์คณะไหนเล่นผิดฟอร์ม ไม่สนุกสนาน ก็จะมีเสียงแซวกันว่า “เล่นเหมือนถูกมบ”

กล่าวสำหรับการทำมบนั้น ในสมัยโบราณจะมีอยู่หลายรูปแบบ ถ้าจะเล่นกันถึงตายหรือว่าให้เจ็บปวดทรมาณ คือว่า ต้องมีความแค้นกันแบบต้องตายกันไปข้างหนึ่งหรือทำให้เราน้ำตาตกใจ ฝ่ายตรงข้ามจะต้องไอเป็นเลือด….นักเลงไสยศาสตร์ เขาจะใช้การทำมบแบบฝังรูป,การทำมบด้วยไม้เสียบผี,การทำมบด้วยตะปูตอกโลงศพ,การทำมบด้วยกระดานท้องโลง 

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๑)

ถ้ามาสูตรแนวนี้คือ งานนี้เล่นถึงตาย…ถ้าแก้ได้ก็คางเหลือง…หมอบราบคาบลิ้นแน่!!

ส่วนรายละเอียดจะทำอย่างไร…อดใจรอสักครู่!?!

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

เปิดกรุพระเครื่อง ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ลำดับที่29 บิ๊กสายมู…ตัวจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/453844

เปิดกรุพระเครื่อง ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ลำดับที่29 บิ๊กสายมู…ตัวจริง

เปิดกรุพระเครื่อง 'บิ๊กตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ลำดับที่29 บิ๊กสายมู...ตัวจริง 2 มกราคม 2564 – 00:00 น.

เปิดกรุพระเครื่อง ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ลำดับที่29 บิ๊กสายมู…ตัวจริง  คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี

พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เคยปลดกระดุมเสื้อตนเองเพื่อโชว์พระที่ห้อยอยู่บนคอ ที่มีประมาณ 10 องค์ พร้อมระบุว่า “พระของผมมีมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนเป็นทหารก็ได้มาตลอด เช่น หลวงปู่ทวด แต่ไม่ได้นับว่าทั้งหมดกี่องค์ ผมไม่หนัก เพราะพระอยู่กับผม ในใจผมมีพระอยู่ ในใจมียิ่งกว่าพระประธานอีก”

อ่านข่าว…   พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน

เปิดกรุพระเครื่อง 'บิ๊กตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ลำดับที่29 บิ๊กสายมู...ตัวจริง

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โชว์พระเครื่องประจำตัว

…………

ว่ากันว่า “บิ๊กตู่” ถือเป็นนายทหารที่เชื่อเรื่องพระ-เรื่องดวงมากคนหนึ่ง เพราะหากจำกันได้ ในช่วงที่ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ก็เคยถูกนักข่าวถามถึง “แหวนทองนพเก้า” ที่สวมไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย โดย “แหวนทองนพเก้า” ที่ “บิ๊กตู่” สวมใส่ตัวเรือนเป็นทอง ประดับด้วยอัญมณีมงคล 9 อย่าง ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม ไพลิน โกเมน มุกดาหาร เพทาย และไพฑูรย์ โบราณโดยมีความเชื่อว่า “นพเก้า” หรือเรียกอีกอย่างว่า “นพรัตน์” นี้มีอำนาจพิเศษที่จะนำสิริมงคลมาสู่ตัวผู้สวมใส่ และส่วนใหญ่จะใส่ที่นิ้วชี้มือขวา

ซึ่งตามตำราโบราณต่างระบุกันไว้ว่า “แหวนทองนพเก้า” บรรดาแม่ทัพ-นายกอง-บิ๊กทหาร จะสวมใส่ก่อนที่จะ “ออกรบ-ทำศึก” เพื่อให้ได้ชัยชนะกลับมา จึงไม่แปลกที่พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่างก็สวมแหวนชนิดเดียวกันไว้ที่นิ้วของแต่ละคน

เรื่องราวเครื่องรางของขลังที่ “บิ๊กตู่” นำมาสวมประดับเป็นประจำยังไม่หมด นอกเหนือจาก “แหวนทองนพเก้า” ก็ยังมีแหวนอื่นๆอีก 3 วง  ประกอบไปด้วย “แหวนพระ – แหวนนะโม – แหวนสมเด็จพนะนางเจ้าฯ” ส่วนที่ข้อมือนอกจากริสแบนด์สีเหลืองที่เห็นกันประจำแล้ว ก็ยังมีกำไลอีก 1 วงเป็น “กำไลเงินหางช้าง”

สำหรับพุทธคุณ-บารมีของบางชิ้นนั้นพบว่า “แหวนนะโม” หรือที่ปักษ์ใต้เรียกว่า “หัวนอโม” คือหัวแหวนเล็ก ๆ หล่อด้วยเงิน ทอง นากหรือนวโลหะเรียบร้อยแล้วจึงตอกตรานะโมลงไป ตรงกลางเป็นอักขระขอมตัวนะ อยู่ภายในบ่อวงกลมตื้นๆ เชื่อว่าถ้ามีติดตัวติดบ้านแล้วจะป้องกันคุณไสย เสนียดจัญไรและสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายไม่ให้เข้ามาได้

เปิดกรุพระเครื่อง 'บิ๊กตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ลำดับที่29 บิ๊กสายมู...ตัวจริง

พระไพรีพินาศ ที่นายกฯแจกให้คณะแพทย์ เป็นขวัญกำลังใจสู้ภัยโควิด 19

ส่วน “หางช้าง” เป็นเครื่องรางปัดเป่ารังควานจากภูตผีปีศาจและสัตว์ร้ายป้องกันคุณไสยต่างๆ ในยามที่ต้องเดินทางไกล นอกจากนี้คนโบราณเชื่ออีกว่าถ้าบูชาดีขนจากหางช้างจะทำให้สามารถหยั่งรู้พิษภัยต่างๆล่วงหน้าด้วย

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 ก.พ. 2563ที่ผ่านมา ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นประธานประชุมสรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรนา ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานแต่ละด้าน ในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และหารือรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจน สำหรับการดูแลคนไทยที่จะเดินทางมาโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในวันที่ 4 ก.พ.  พล.อ.ประยุทธ์ มอบพระไพรีพินาศ และหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ ให้กับคณะแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่เดินทางไปรับคนไทยที่เมืองอู่ฮั่น เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย 

คือเรื่องการบูชาพระเครื่อง เครื่องรางของขลังเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ผมว่า หากเป็น “ผู้มีอำนาจ” แล้วไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม หรือว่า สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนของพวกพ้องเครือญาติ

ต่อให้ขนพระประธานในโบถส์มาห้อยคอผมว่า…อยู่ไปมันก็….หนักเปล่าๆครับ  ส่วนจะหนักอะไรไปคิดกันเอาเอง….สวัสดีปีใหม่ 2564

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/453231

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน26 ธันวาคม 2563 – 00:00 น.

ชุดเปิดกรุพระเครื่องนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน โดย… เอก อัคคี   FB: Akeakkee Ake

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานประธานองคมนตรี-รัฐบุรุษ ,อดีตที่ปรึกษาและกรรมการในคณะอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่๑๐ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่๑๖ ดำรงตำแหน่ง ๓สมัย ระหว่างปี ๒๕๒๓ ถึง ๒๕๓๑ 

อ่านข่าว…  พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย……

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน

พลเอก เปรม สมัยดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร สระบุรี 

เป็นที่ทราบกันดีว่า บุคลิกส่วนตัวของพลเอกเปรมเป็นคนพูดน้อย ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จะให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนน้อยมาก จนถูกหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นเรียกขานว่า เตมีย์ใบ้ และได้รับอีกฉายาหนึ่งว่านักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวายและกบฏ ๙ กันยายน

หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่๙ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกเปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ ๒๓สิงหาคม ๒๕๓๑ จากนั้นในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๑ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ ๔สิงหาคม ๒๕๔๑ มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี

พลเอกเปรม ท่านให้ความเคารพ ศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของประเทศไทยเรา คือ พระสยามเทวาธิราช เป็นอย่างมาก 

พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวรูปหล่อด้วยทองคำสูง ๘ นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระ องค์พระสยามเทวาธิราชประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า “ที่สถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุลพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่๔ โปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่เป็นแน่  สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่าพระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณพระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน

พระสยามเทวาธิราช

พลเอกเปรม เคยกล่าวว่า “ทุกคนรู้จักพระสยามเทวาธิราชหรือไม่ ท่านไม่ใช่พระ แต่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง คนไทยทุกคนถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองประเทศชาติให้สงบร่วมเย็น พระสยามเทวาธิราชแสดงให้เห็นตลอดว่า ท่านดูแลชาติบ้านเมืองเราจริง อยากให้เราระลึกถึงพระสยามเทวาธิราช และขอให้ท่านคุ้มครอง”

พระสยามเทวาธิราชสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองที่ปกป้องประเทศชาติให้รอดพ้นวิกฤตว่า พระสยามเทวาธิราชไม่ได้เป็นของศาสนาพุทธหรือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดคุ้มครองทั้งนั้น พระสยามเทวาธิราชเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรา ตนพูดว่าชาติบ้าน เมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเมื่อมองไปในอดีตเหตุการณ์อะไรที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย จะมีเรื่องเสียหายน้อยหรือสงบโดยเร็ว และคนไทยจะกลับมารักชอบพอกันเหมือนเดิม พระสยามเทวาธิราชเป็นศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีจริง ถ้าใครศรัทธาเลื่อมใสจะรู้ว่าพระสยามเทวาธิราชจะคุ้มครองคนดีของประเทศแล้วจะไม่คุ้มครองคนไม่ดี

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน

เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ๒๕๑๔  (หน้า)

………..

กล่าวสำหรับ เหรียญพระสยามเทวาธิราช ก็เคยมีการจัดสร้างกันหลายวาระ  แต่ที่ได้รับความนิยมมากคือ เหรียญพระสยามเทวาธิราช หลัง นวม. ยันต์เจ้าคุณนรฯ สร้างพร้อมเหรียญรูปเหมือน เจ้าคุณนร ฯ ดอกบัวข้างสร้างเพื่อเป็นที่ระลึก วันเสด็จพระราชกุศลเปิดอาคารโรงเรียน น.ว.ม. ราชานุสรณ์  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕  

ซึ่ง ท่านเจ้าคุณอุดม นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ที่ วัดบวรนิเวศฯ กรุงเทพ โดยมีสมเด็จพระวันรัต(ปุ่น ปุณณสิริ) เป็นประธานสงฆ์ และมีพระเถราจารย์เข้ร่วมพิธีดังนี้ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี,หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธิ์นิมิต, สมเด็จพระสังฆราช(วาส)ในขณะที่ยังทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระพุทธโฆษาจารย์ ,หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยา (ท่านนี้เก่งเรื่องพญาครุฑมาก)มาร่วมนั่งปลุกเสก

จากนั้นในวัน เสาร์ที่ ๗เมษายน ๒๕๑๖ เข้าพิธีปลุกเสกในวันเสาร์ห้า ที่ วัดศีลขันธ์ อ่างทอง พร้อมกับสมเด็จสายรุ้ง ,ถัดมาวันพุธที่๑๑ เมษายน ๒๕๑๖  พิธีพุทธาภิเษกที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ มีพระเถราจารย์เข้าร่วมดังนี้หลวงปู่สิม หลวงปู่คำแสน, หลวงปู่คำมี และ หลวงปู่ตื้อ ก่อนจะมีการปลุกเสกอีกครั้งในวันพุธที่ ๒๓และวันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๑๗ หลวงปู่สิม ปลุกเสกเดี่ยว 

นอกจากนั้นยังได้นำเข้าพิธีปลุกเสกเพิ่มอีกในปีถัดมาคือ วันศุกร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ หลวงพ่อสาลี่ เจ้าอาวาสวัดห้วยยาง ชลบุรี ปลุกเสกเดี่ยว ในวันที่๙ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ปลุกเสกเดี่ยวและวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘  หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก ปลุกเสกเดี่ยว

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน

เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ๒๕๑๔  (หลัง)

……….
เรียกว่า เป็นเหรียญพระสยามเทวาธิราช ที่อัดแน่นด้วยพุทธคุณจริงๆ
……….

แต่อย่างที่บอกว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่านเป็นนายทหารชาตินักรบ ผู้มีความจงรักภัคดีต่อแผ่นดินเป็นที่สุด เป็นนายทหารม้าที่เติบโตมาจากทางภาคอิสาน เคยเป็นแม่ทัพภาค2 บัญชาการบทำสงครามต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ทั้งทหารป่าของไทย,ทหารเวียดนามที่บุกยึดเขมร และก่อกวนตามแนวชายแดนเพื่อเตรียมเข้ามาจะยึดไทย
เพราะฉะนั้น ฉายานักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใช่ว่าจะเกินจริง!!!

สมัยที่ท่านดูแลทหารม้า ในฐานะ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้าค่ายอดิสร สระบุรี  ท่านมีแนวคิดที่จะสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและบำรุงขวัญทหารม้า (นักรบม้าเหล็กรถถัง)ท่านจึงมีดำริให้สร้างเหรียญพระเจ้าตาก ค่ายอดิศร ปี๒๕๑๔ ขึ้นมา

ต้องบอกว่า เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ๒๕๑๔ ที่ พลเอกเปรมท่านดำริให้จัดสร้างเมื่อสมัยท่านดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร สระบุรี นั้นคือว่า เป็นสุดยอดวัตถุมงคลสายทหารที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เพราะถือว่า ตรงจุดที่สุด เพราะกองทัพอันเกรียงไกรของสมเด็จพระเจ้าตากสินคือ ทหารม้า

เหรียญรุ่นนี้ ทำพิธีใหญ่มากในค่ายอดิศร เหรียญค่ายอดิศร จ.สระบุรี ปี๒๕๑๔ ถือว่าเป็นงานพิธีดีบารมีครบ มีพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมในยุคนั้นมาร่วมปลุกเสกมากที่สุดงานหนึ่ง พิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้นอย่างสุดเข้มขลัง ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๔ โดยมีพล.อ เปรม ตินสูลานนท์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และมี พระอาจารย์ไสว สุมโณ วัดราชนัดดา เป็นเจ้าพิธี 

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บูชาพระสยามเทวาธิราช  สร้างเหรียญพระเจ้าตากสิน เพราะชีวิตนี้ต้องแทนคุณแผ่นดิน

เหรียญพระสยามเทวาธิราช หลัง นวม. ยันต์เจ้าคุณนรฯ 

ในการสร้างได้มีการผสมเนื้อชนวนโลหะจากบรรดาคณาจารย์ต่างๆและนิมนต์สุดยอดพระเกจิในยุคนั้นร่วมพิธีพุทธาภิเษกถึงเกือบ ๑๐๐ รูป ประกอบด้วยพระเกจิที่ดังๆ เช่น

สมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์, หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง,หลวงปู่ดูลย์ วัดบูรพาราม,หลวงปู่สาม วัดไตรวิเวก,หลวงปู่ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร,หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง,หลวงปู่บาง วัดหนองพลับ,หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่,หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี,หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง,หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง,หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขตต์,หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม,หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา,หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม,พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา,หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่,หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์,หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม,หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน,หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดง,หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค,หลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม,หลวงพ่อหอม วัดซากหมาก,หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส,หลวงพ่อทบ วัดชนแดน,หลวงพ่อโอด วัดจันเสน,หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง,หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน,หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู,หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ,หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ,หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธิ์นิมิตร,หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง,หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช,ครูบาวัง วัดบ้านเด่น,หลวงพ่อปี้ วัดลานหอย,หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง,หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน,หลวงพ่อผัน วัดราษฏร์เจริญ,หลวงพ่อเชน วัดสิงห์,หลวงพ่อ คร้าม วัดกุ่มหัก,หลวงพ่อเกษม เขมโก ฯลฯ

เหรียญรุ่นนี้นี่….ประสบการณ์นั้นเกินคำบรรยายเนื่องด้วยสร้างแจกเหล่าทหารม้าในการออกศึกสมรภูมิรบ ทั้งเขาค้อ ,ช่องบก, ตาพระยา อรัญประเทศ สุรินทร์ เขมร ลาว โดดเด่นมาก เรื่องแคล้วคลาดคงกระพันมหาอุดเป็นอันดับหนึ่ง 

ถ้าใครเป็นทหารหรือว่าเป็นคนนิยมพระเครื่องสายบู๊แล้วไม่มีเหรียญพระเจ้าตากสินรุ่นนี้ ที่พลเอกเปรม อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่๑๖ ของประเทศไทยสร้าง ถือว่า ท่านพลาดตกม้าศึกอย่างแรง!!!

“กรมอนามัย” ชี้ กินผัก – ผลไม้ แหล่งวิตามินซี ดีต่อสุขภาพ ช่วยต้านหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/452905

“กรมอนามัย” ชี้ กินผัก – ผลไม้ แหล่งวิตามินซี ดีต่อสุขภาพ ช่วยต้านหวัด

"กรมอนามัย" ชี้ กินผัก – ผลไม้ แหล่งวิตามินซี ดีต่อสุขภาพ ช่วยต้านหวัด23 ธันวาคม 2563 – 12:32 น.

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำประชาชนกินผัก ผลไม้แหล่งที่มาของวิตามินซีอย่างพอเพียง ไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องดื่มหรือเจลลี่ผสมวิตามินซี ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย ต้านโรคหวัดได้

23 ธ.ค.63 ​ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย  อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า วิตามินซีเป็นสารอาหารที่มีส่วนช่วยกระบวนการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการขจัดเชื้อโรค ต้านภูมิแพ้ ลดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ  ลดการจาม น้ำมูกไหล และป้องกันการเกิดหวัดได้ 

"กรมอนามัย" ชี้ กินผัก – ผลไม้ แหล่งวิตามินซี ดีต่อสุขภาพ ช่วยต้านหวัด

ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินซีจำหน่ายในท้องตลาดหลากหลายรูปแบบ แต่ความจริงแล้วแหล่งวิตามินซีสามารถหาได้จากผัก ผลไม้ทั่วไป โดยมากพบในผักคะน้า สะเดา ผักหวาน ส่วนผลไม้จะพบมากในฝรั่ง และส้ม ดังนั้น การบริโภคเป็นประจำจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย และต้านโรคหวัดได้ โดยในหนึ่งวันหากเป็นผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชายควรได้รับวิตามินซีประมาณ 85 และ 100 มิลลิกรัม   ต่อวัน ส่วนหญิงตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มวันละ 10 มิลลิกรัม หญิงให้นมบุตรควรได้รับเพิ่ม 60 มิลลิกรัมต่อวัน

​“ทั้งนี้ การบริโภคผัก ผลไม้ ปริมาณ 400 กรัม จะได้รับวิตามินซีประมาณ 210 – 280 มิลลิกรัม ก็เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่ผสมวิตามินซีแต่อย่างใด เนื่องจากมีผลสำรวจเครื่องดื่มเสริมวิตามินซีหรือเจลลี่ที่จำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อพบว่า ปริมาณวิตามินซีต่อขวดจะอยู่ที่ประมาณ 100-120 มิลลิกรัม เท่านั้น หากจะพึ่งพาการดื่มเครื่องดื่มเสริมวิตามินซีเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จะต้อง   ดื่มมากถึงประมาณ 8 ขวดต่อวัน ถึงจะได้ปริมาณวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งในปริมาณวิตามินซีต่อขวดนั้น      อาจสลายตัวไปก่อนหน้านั้นบ้างแล้ว จึงควรหันมากินผัก ผลไม้ แหล่งของวิตามินซีธรรมชาติโดยตรงแทนจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

"กรมอนามัย" ชี้ กินผัก – ผลไม้ แหล่งวิตามินซี ดีต่อสุขภาพ ช่วยต้านหวัด

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย…… #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย…… (komchadluek.net)

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย……

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......19 ธันวาคม 2563 – 00:00 น.

เปิดกรุพระเครื่องนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย  พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย……  คอลัมน์…   ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี 

น้องชายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร คือ นายพายัพ ชินวัตร ซึ่งเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในวงการนักสะสมพระเครื่องว่า นายพายัพเป็นคนที่ชื่นชอบและนิยมสะสมพระเครื่องมานานแล้วและมีพระเครื่องยอดนิยมอยู่ในความครอบครองมากมาย ทั้งพระสมเด็จ,พระกริ่งปวเรศ ฯลฯ

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

แต่เขาเคยออกมาเปิดเผยว่า โดยส่วนตัวนั้น แขวนเดี่ยวเหรียญเจ้าสัวหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม รุ่นแรก เนื้อทองคำ มานานแล้ว เพราะรู้สึกถูกโฉลก โดยมีหลักง่ายๆ คือ “แขวนเพื่อให้เกิดความสบายใจ เป็นเครื่องเตือนสติโดยไม่ได้แขวนพระมีราคาหรือทำให้มีปาฏิหาริย์”

แต่มีเคล็ดลับว่า ถ้าอยากรู้ว่า 
พระเครื่ององค์ไหนขลังไม่ขังให้แขวนเดี่ยว อย่างน้อย ๗ วัน!!!

และเขายังบอกอีกว่า โดยส่วนตัวก็เคยจัดชุดพระเครื่องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๓ ของประเทศไทย ไปพกพาบูชาติดตัว ประกอบด้วย พระพุทธชินราชใบเสมา พิมพ์ใหญ่ ,พระรอด ลำพูน, พระคง และเหรียญครูบาศรีวิชัย เพราะซึ่งส่วนใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบพระเครื่องของทางภาคเหนือมากกว่าพระจากภาคอื่น

กล่าวสำหรับ 
“พระชินราชใบเสมา” เป็นพระกรุเก่าที่นับว่าเป็นหนึ่งในพระยอดขุนพลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ค้นพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก ที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” และแหล่งพระเครื่องเก่าแก่มากมายที่มีชื่อเสียงอาทิ พระนางพญาวัดใหญ่ พระท่ามะปราง พระอัฏฐารส พระชินสีห์ ฯลฯ 

พระพุทธชินราชใบเสมา มีการแตกกรุ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลายต่อหลายครั้ง ประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จเมืองพิษณุโลก ได้มีประชาชนนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์ทรงแจกจ่ายไปยังพสกนิกรที่ติดตามเสด็จอย่างถ้วนหน้า

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

พระรอด

นอกจากนี้ยังพบที่ พระพิมพ์นี้ที่กรุพระปรางค์, กรุอัฏฐารส ,กรุเขาสมอแคลง ,กรุพรหมพิราม กรุเขาพนมรุ้ง ฯลฯ แต่ค่านิยมก็ลดหลั่นกันไป แต่ที่นับว่าเป็นที่นิยมมากที่สุด คือ พระชินราชใบเสมา กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ 

ส่วน พระรอด นั้นเป็นนามที่ผู้สันทัดรุ่นก่อนเชื่อกันว่า เรียกตามนามพระฤาษีผู้สร้างคือ พระฤาษี “นารทะ” หรือพระฤาษี “นารอด” พระรอดคงเรียกตามนามพุทธรูปศิลา องค์ที่ประดิษฐ์อยู่ในวิหาร วัดมหาวันที่ชาวบ้านเรียกว่า “แม่พระรอด” หรือ พระ “รอดหลวง” ในตำนานว่า คือ พระพุทธ สิขีปฏิมา ที่พระนามจามเทวี อันเชิญมาจากกรุงละโว้ 

พระรอด มีการขุดพบครั้งแรกราวต้นรัชกาลที่ ๕แต่ที่สืบทราบมาได้จากการบันทึกไว้ ของท่านอธิการทา เจ้าอาวาสวัดพระคงฤาษีในขณะนั้น และอาจารย์บุญธรรม วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย ว่าในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ พระเจดีย์วัดมหาวันได้ชำรุดและพังทลายลงบางส่วน ในสมัยเจ้าหลวงเหมพินทุไพจิตร ทางวัดได้มีการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่ ในครั้งนั้นได้พบพระรอดภายในกรุเจดีย์มากที่สุด 

‘พระคง’ พบครั้งแรกที่วัดพระคงฤาษี จึงถูกขนานนามว่า พระคง พุทธลักษณะพระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรอยู่บนฐานรัตนบัลลังค์ กับประกอบด้วยบัวลูกแก้วจำนวน ๑๘จุด (บน ๙ ล่าง ๙) มีใบโพธิ์ทั้งสิ้น๒๐ใบ มีทั้งชูก้านพริ้วสลวย เนื้อพระเป็นเนื้อดินเผาละเอียด บางองค์มีแร่ดอกมะขาม องค์พระจะมีสีอ่อนแต่ไม่เหมือนกัน อาทิ สีพิกุล สีขาว สีเขียว สีหม้อใหม่ ฯลฯ ส่วนพุทธคุณ กล่าวกันเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเลิศด้านป้องกันภยันตรายนานัปการ รวมทั้งเสน่ห์ทางเมตตามหานิยมสูง เช่นเดียวกับพระรอด

จึงไม่แปลกที่นายพายัพ จะคัดสรรพระเครื่องระดับแนวหน้ามาขึ้นคอนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชายร่วมสายโลหิต แต่ไม่นานนัก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ปลดออกจากคอทั้งหมด ไม่แขวนพระเครื่องแล้ว ด้วยให้เหตุผลว่ามีธรรมะแล้ว จึงนำพระทั้งหมดบูชาไว้ที่บ้าน เพราะพระอยู่ที่ใจ

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

พระคง ลำพูน

ครับ-ก็สุดแท้แต่จะคิดว่า พระอยู่ที่ไหน?
พระจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ทั้งอยู่ที่กายและอยู่ที่ใจ
แต่ที่แน่นอนที่สุด เป็นสัจธรรมที่สุดคือ กรรม อยู่ที่การกระทำ

หลายคนบอกว่าแขวนพระเครื่องเพื่อต้องการบุญญาบารมีขององค์พระและบารมีของครูบาอาจารย์เกจิอาจารย์ผู้สร้างผู้เสก มาช่วยคุ้มครองทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ช่วยให้แคล้วคลาด ปราศจากภัยอันตราย พระองค์นั้นอาจจมีมูลค่าหลักร้อยหลักสิบหลักพันหลักแสนหลักล้านหรือหลายสิบล้าน 

แต่สุดท้าย คุณพระก็ไม่อาจจะคุ้มครองให้รอดพ้นจากความตายไปได้ เมื่อถึงเวลา
ดูอย่าง เจ้าพ่อนครบาลขนาดอมพระสมเด็จไว้ในปากยังตายคาที่หรือดูอย่างเจ้าสัวใหญ่ระดับโลก ที่บนร่างก็มีพระสมเด็จและพระรอด กรุวัดมหาวัน อยู่ติดคอ ฮ.ยังตกลงมาระเบิดไฟครอกคาที่หรือแม้แต่อัครมหาเสนาบดีที่แขวนพระหูยานที่ว่าเหนียวสุดๆยังป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย….ตาย

เพราะฉะนั้น คนเราจะแขวนพระเป็นร้อยองค์ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าอยากจะช่วยให้รอดตาย
แต่ถ้าต้องการให้บารมีพุทธคุณแห่งองค์พระด้วยปกปักรักษาคุ้มครองดวงชะตาอาจจะได้
แต่ต้องทำใจยอมรับให้ได้นะว่า สุดท้ายเราก็แพ้กฎของธรรมชาติ
คือหนีความตายไม่พ้นคือ ต้องตายเมื่อถึงเวลาตาย
อยู่ที่ว่าตายไปแล้ว มีคุณงามความดี เหลือให้คนจดจำได้กี่มากน้อย-เท่านั้นเอง!!!

“สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย…. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย…. (komchadluek.net)

“สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย….

"สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย....12 ธันวาคม 2563 – 09:10 น.

เปิดกรุพระเครื่องนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย (๑) “สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย….  คอลัมน์…   ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี 

นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนักหนังสือพิมพ์/นักเขียน เจ้าของผลงาน “ตัณหานักการเมือง”ที่เคยโด่งดังในอดีต ซึ่งจะว่าไปนายสมัครก็โด่งดังมาตลอดนั้นแหละส่วนจะดังในทางไหน-คอการเมือง ย่อมรู้ซึ้งอยู่แก่ใจ ผมไม่ต้องขยายความให้เหมือนไฟลามทุ่ง

อ่านข่าว…  “พระสมเด็จจิตรลดา”และ”พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” 

"สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย....

นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่  ๒๕ สมัยเป็นนักการเมืองหนุ่ม

นายสมัคร เป็นบุตรของเสวกเอก พระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) เป็นหลานลุงของ มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของ มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) จิตรกรประจำราชสำนัก

เส้นทางชีวิตของนายสมัคร สุนทรเวช อย่างที่บอกว่า บนเวทีการเมืองโดดเด่นไม่แพ้ใครไม่ว่าจะสวมหัวโขนอะไรก็ได้รับความสนใจจากสังคมใสโดยตลอด ด้วยลีลา คารม มุมมองความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง  เขาเริ่มทำงานด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์สายการเมือง หลังจบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ โดยเป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความและแสดงความคิดเห็น ทางการเมืองแบบไม่ประจำใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ จนถึง ๒๕๑๖ ก่อนจะย้ายวิกมาเขียนบทความแนวการเมืองในหนังสือพิมพ์ประชาไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ จนถึง ๒๕๒๐ แล้วไปเขียนบทความในคอลัมน์ประจำ “มุมน้ำเงิน” หนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ จนถึง ๒๕๓๗ ควบคู่ไปกับการเล่นการเมืองจนมียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตคับบ้านคับเมืองมาหลายยุคหลายสมัย

หลังเสพเรื่องการเมืองผ่านคอลัมน์ที่ตัวเองเขียนมาระยะหนึ่ง นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๑๑ ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานครในปี ๒๕๑๔ ต่อมาปี ๒๕๑๘ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรก และได้รับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลผสมของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

"สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย....

ศาลพระพิฆเนศ ในบริเวณบ้านของนายสมัคร

จากนั้นในปี ๒๕๑๙ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.อีกสมัย และได้ตำแหน่ง รมว.มหาดไทย สมัยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาก่อตั้งพรรคประชากรไทย ในปี ๒๕๒๒ โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นายสมัคร นำพรรคประชากรไทย  ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.มาหลายสมัย และตัวเขาเองได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เช่น รมว.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร, นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ถ้าถามว่า นายสมัคร สุนทรเวช เป็นคนเก่งไหม?
ต้องยอมรับว่า เป็นคนเก่งมากคนหนึ่ง แต่เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากที่สุดคนหนึ่งในยุทธจักร จนบางครั้งกลายเป็นความดื้นรั้น ดันทุรังและตะแบกแทงแต่ข้างตัวเอง 
ถ้าสังเกตุว่า ช่วงที่เขาเจริญเติบโตทางการเมืองนั้น เป็นช่วงที่รัฐบาลทั้งหลายกำลังขับเคี่ยวกับภาคประชาชนที่เรียกร้องความเป็นธรรมความถูกต้องทางสังคมทั้งสิ้น…และเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามเสมอ!?! 

"สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย....

นายสมัครโชว์พระเครื่องบนคอให้นักข่าว

เอาเป็นว่า เขาจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาเถอะ ว่ากันไปตามวิบากกรรมของเขา
เรามาพูดกันเรื่องพระเครื่องที่เขาใช้พกพาบูชาติดตัว,พระเครื่องที่เขาสร้างและพระเครื่องที่มีผู้สร้างให้เขาและความเชื่อความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดีกว่า 

เพราะว่าจะดีจะร้าย ไม่ว่าเขาจะเป็๋นเทพหรือมาร แต่นายสมัคร สุนทรเวช เคยบอกไว้ว่า เขาเป็นคนเคารพเชื่อมั่นในครูบาอาจารย์มาก ต้องไหว้พระไหว้ครูตลอด แม้แต่ครูดนตรีไทย เพราะท่านถือว่า เป็นศิษย์คนหนึ่ง แม้เล่นดนตรีไทยไม่เป็นเลย แต่ก็ร้องเพลงไทยเดิมได้มากมาย เพราะฉะนั้นก่อนจะร้องอะไรหรือทำอะไรเกี่ยวกับการร้องเพลงไทยเดิมจะยกมือไหว้ระลึกถึงครูเพลงไทยเดิมทั้งหลายเพราะ การไหว้ครูก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น

และนอกเหนือจากนี้ก็จะไหว้พระพุทธรูปบูชาทุกวันจันทร์ เพื่อจะทำให้จิตใจสบายในการเริ่มต้นทำงานในตลอดสัปดาห์ นอกจากนี้นายสมัยยังมีความเชื่อเกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ย ที่ถือเป็นส่วนประกอบของธรรมชาติ ซึ่งแบ่งเป็นอิม เอี๊ยง (หรือ อิน หยาง) อันเกิดจาก ๕ ธาตุ มีบทบาทเกื้อหนุนกัน และหักล้างกัน ฮวง เคลื่อนไหว แต่มองไม่เห็น เป็น อิม เสมือนไฟฟ้าขั้วลบ จุ้ย เคลื่อนไหว และมองเห็น เป็น เอี๊ยง เสมือนไฟฟ้าขั้วบวก และในอิม (ดำ) ก็มีเอี๊ยง (ขาว) ในเอี๊ยง (ขาว) ก็มีอิม (ดำ) พร้อมกับให้เหตุผลว่า

“จริงๆ ผมก็รู้สึกเฉยๆ กับสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อเขามาดูให้แล้วปรับตามเขา ผมว่ามันก็ไม่เป็นอะไร อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ ซินแสก็ยังบอกว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ ในทางฮวงจุ้ยเป็นร้อยเป็นพันอาจไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวเสมอไป เพราะทุกข้อห้ามข้อบัญญัติ จะมีข้อยืดหยุ่นหรือข้อยกเว้นได้เช่นกัน เหตุผลก็เพราะสภาพแวดล้อมในแต่ละสถานที่ ย่อมมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกันเลย ร้อยบ้านก็ร้อยแบบ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับแบบ รูปทรง หรือทิศทางของมันด้วย”

"สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกฯ ๗ เดือน ผู้แขวนพระหูยานลพบุรี สายเหนียวผู้สร้างพระพุทธชนะมาร แต่สุดท้าย....

พระหูยาน ลพบุรี ที่นายสมัคร พกพาบูชาติดตัว

แต่ต้องบอกว่าความจริงแล้วนายสมัคร เชื่อในเรื่องฮวงจุ้ยมาก เพราะขนาดในช่วงบั้นปลายของชีวิต ก่อนจะส้มหล่นได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่๒๕ ก็มีซินแสทักว่าที่บ้านต้องศาลพระพิฆเณศวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ นายสมัครก็สั่งตั้งศาลบูชาขนาดใหญ่ภายในบริเวณบ้านทันที โดยอัญเชิญเทพเจ้าแห่งความสำเร็จซึ่งแกะสลักจากหินอ่อน คาราร่า จากอิตาลี มาประดิษฐานเลย หลังจากนั้นำไม่นานเขาก็ได้รับเทียบเชิญให้เป็น ฯพณฯนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย 

 เขาเล่าให้นักข่าวฟังว่า เรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะวันที่ตั้งศาลอยู่ดีๆ ก็มีฝนฟ้าตกลงมา ผมจะมีการบูชาทุกวันพฤหัสบดี ด้วยอ้อย นอกจากนี้แล้วนายสมัครยังมีความศรัทธาในครูเทพ หรือพ่อแก่ หรือฤๅษี อีกด้วย ทั้งนี้เขาจะไหว้พ่อแก่ด้วยผลไม้ ไหว้เป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี
แต่ก่อนจะตั้งศาลเทพเจ้าแห่งความสำเร็จนี้ เขาประสบอุบัติเหตุหกล้ม จนหน้าฟาดพื้น แตกต้องเย็บถึง ๖ เข็มมาแล้ว!!
(ติดตามตอนต่อไป)

“พระสมเด็จจิตรลดา” และ “พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พระสมเด็จจิตรลดา”และ”พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” (komchadluek.net)

“พระสมเด็จจิตรลดา”และ”พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช”

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"5 ธันวาคม 2563 – 00:00 น.

ตอน…เปิดกรุพระเครื่องนายกรัฐมนตรีของไทย  : “พระสมเด็จจิตรลดา”และ”พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช”  คอลัมน์… ตามรอย ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่๑๓ ของประเทศไทย เมื่อวันที่๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๘ ด้วยความที่เป็นมหาบุรุษผู้มากด้วยความรู้ ความสามารถ ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งบู๊และบุ๋น ดำรงสถานภาพเป็น ปราชญ์แห่งสยามประเทศท่านหนึ่ง จึงได้รับฉายาจากนักการเมือง และสื่อมวลชนมากมายว่า  “ผู้เฒ่าสารพัดพิษ” หรือ“ซือแป๋ซอยสวนพลู”เพราะเหลี่ยมคูเชิงชั้น ทางการเมือง ไม่เป็นสองรองใครในแผ่นดินลุ่มน้ำเจ้าพระยา(ในยุคนั้น)

อ่านข่าว…  เหรียญพระพิฆเนศ ที่ระลึก๗๕ ปี หาดใหญ่วิทยาลัย เข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ด้วยบารมีมหาเทพ

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะเข้าเฝ้าในหลวง ร.9

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เผยเรื่องราวในหนังสือคึกฤทธิ์พูด ฉบับรวมปาฐกถา เล่าเรื่องบุญญาภินิหารของในหลวงรัชกาลที่๙ ที่เห็นมากับตา

ท่านเล่าเอาไว้ในหนังสือคึกฤทธิ์พูด ฉบับรวมปาฐกถา เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ ๗๘ว่า เป็นช่วงได้รับเชิญไปปาฐกถา อภิปรายในระหว่างปี ๒๕๓๑-๒๕๓๒  และในช่วงท้ายได้มีการกล่าวถึงราชวงศ์จักรีที่ทรงพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องมาทุกรัชกาล

ใจความตอนหนึ่งระบุไว้ว่า ” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนไทยทุกคน ถ้าจะว่าในทางบุญญาภินิหารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ นี่แหละที่คนได้เห็นบุญญาภินิหารของพระองค์มากที่สุด กระผมได้พบด้วยตัวเอง ผมเองจะว่าคนโบราณก็โบราณ แต่ความรู้วิชาสมัยใหม่ก็ยังมีอยู่ได้เห็นเองบ้าง ไม่เห็นบ้าง และได้รับคำบอกเล่าจากคนอื่นที่เชื่อถือได้

และคุณหลวงสุรัตน์ณรงค์ ราชองครักษ์ ได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อครั้งเสด็จประพาสทางชายพรมแดน ประทับเรือพระที่นั่งเสด็จฯ ทอดพระเนตรแม่น้ำโขงฝั่งไทย พอไปถึงตำบลหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเวลานั้น ยืนอยู่ข้างพระองค์ คอยชี้แจง ก็กราบบังคมทูลว่า บ้านนี้เรียกว่าอย่างนั้น ตำบลนี้ชื่ออะไร ราษฎรมีเท่าไหร่ ทำมาหากินอะไร ไปถึงตำบลเรียกว่า”วังจระเข้”พระองค์ก็ทรงพระสรวล(หัวเราะ) มีพระราชดำรัสถามว่า”แล้วมีจระเข้ไหม”

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

อดีตนายกฯเจ้าของสมญานาม เฒ่าสารพัดพิษกับพระเครื่องคู่ใจ

ผู้ว่าฯ ก็กราบบังคมทูล”ไม่มี สมัยนี้มีเรือไฟ เรืออะไร จระเข้คงไม่มีอาศัยอยู่ได้ ก็ต้องหลบหนีไป”จากนั้นก็มีพระราชดำรัสว่า”เสียดายจริง ฉันยังไม่เคยเห็นจระเข้ที่มันอยู่ตามธรรมชาติ”พอมีพระราชดำรัสขาดพระโอษฐ์เท่านั้น จระเข้ขึ้น 2 ตัว พระองค์ก็ทรงพระสรวล ชี้ให้ผู้ว่าฯ ดูว่า”เห็นไหม”

……………….
นอกจากนี้ พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเล่าต่อว่า ” เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ เมืองเพชรบุรี เขาปลูกปะรำรับเสด็จฯ ใหญ่ที่ศาลากลางสองหลังระหว่างที่อยู่กลางแจ้งกับที่ไปถึงราษฎรเฝ้าฯ เต็มปะรำ เพราะขณะนั้นฝนตกหนัก เมื่อพระองค์เสด็จฯ มาถึง ทรงเยี่ยมราษฎรในปะรำ แรกฝนก็ยังตกหนักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พอถึงหมวดปะรำที่จะเสด็จฯ ออกไปอีกปะรำหนึ่ง ฝนก็ยังตกอยู่

คุณหลวงสุรัตน์ณรงค์ ราชองครักษ์ จะถวายให้คนกางกลด ทว่าพระองค์ทรงยับยั้ง บอกคุณหลวงว่า “ก็เขาเปียก เราก็เปียกได้ “ว่าแล้วเสด็จพระราชดำเนินออกไป ฝนก็หยุดตก นี่เอาไปสาบานที่ไหนก็ได้ ว่าเห็นกับตา แปลกจริง ๆ ไม่มีฝน เสด็จพระราชดำเนินไปเข้าปะรำโน้น พอลับพระองค์ ฝนตกจั้ก ๆ อย่างเก่าอีกที พวกที่ตามเสด็จฯ ไม่ต้องพูดละ โชกไปด้วยกันหมด หนีไม่พ้น แม้องค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังเปียก เสด็จพระราชดำเนินคล้อยตาม นี่ก็เห็นกันมาแล้ว และอื่น ๆ อีกมากมายเหลือเกิน จะเล่าไปก็ไม่มีที่สิ้นสุด ผมจึงอยากจะบอกว่า เรามีองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงมีบุญญาภินิหารอย่างยิ่ง”

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

ทุกตำแหน่งคือหัวโขน อาจจะเป็นนิยามความหมายของภาพนี้

กล่าวสำหรับ พระเครื่องที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้ความเคารพศรัทธามากและสำคัญที่สุดของท่านคือ พระสมเด็จจิตรลดาซึ่งเป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ ทรงสร้างด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพื่อพระราชทานให้กับข้าราชบริพาร

 อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ได้เรียกขานนามว่าพระเครื่องนี้ว่า  “พระกำลังแผ่นดิน”
พระพิมพ์ทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วปางสมาธิ ศิลปะสมัยสุโขทัย รุ่นพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน คือพระพิมพ์​รุ่นเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงรวมวัตถุมงคลหลายชนิดผสมกัน ได้แก่ ดินจากปูชนียสถานต่างๆ ทั่วประเทศ, ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญและที่ประชาชนทูลเกล้าฯ ถวายในโอกาสต่างๆ, สีที่ทรงขูดจากผ้าใบภาพฝีพระหัตถ์, สีที่ทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่ง และเส้นพระเจ้า (เส้นผม) ของพระองค์เอง

สำหรับต้นแบบพิมพ์พระนั้น อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ปฏิมากรคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทยเป็นผู้แกะถวายให้พระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัย ในขั้นตอนนอกจากนั้น พระองค์ก็ทรงสร้างพระสมเด็จจิตรลดาในทุกกระบวนการด้วยพระองค์เอง ทั้งแกะพิมพ์ เทหยอดพิมพ์ รวมทั้งทรงจัดแต่งองค์พระทุกองค์ที่ถอดออกจากพิมพ์โดยเสร็จสมบูรณ์ โดยทรงสร้างรุ่นแรกใน พ.ศ. ๒๕๐๘ เพื่อพระราชทานแก่ข้าราชการฝ่ายในโดยไม่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกแต่อย่างใด ต่อมาจึงทรงสร้างเพิ่มสำหรับประชาชนทั่วไป โดยพระกำลังแผ่นดินทุกองค์มีใบพระราชทานบ่งบอกลำดับที่กำกับ และทรงลงพระปรมาภิไธยจริงทุกใบ

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

พระสมเด็จจิตลดาหรือพระกำลังแผ่นดิน

พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุณชร ผู้เคยได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา เคยเปิดเผยเอาไว้ว่า ทรงมีรับสั่งว่า ผู้ที่ที่ได้รับพระราชทานจะต้องนำไปปิดทองด้านหลังองค์พระ ก่อนจะเลี่ยมขึ้นคอ เป็นปริศนาธรรมบางอย่างที่ทรงมีพระราชดำริในการปลูกฝังนิสัยให้ผู้รับพระราชทาน ให้นำไปคิดเป็นทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียง 

ตามคติโบราณที่ว่า “ปิดทองหลังพระ” อันเป็นพระราชดำรัส ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ตรัสแก่ผู้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา ทุกคน 

สมเด็จจิตรลดา จัดสร้างจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อาทิ เส้นพระเจ้า (เกศาของพระองค์) ดอกไม้ พวงมาลัยแห้งหน้าเครื่องถวายองค์พระแก้วมรกต ,ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตร, สีที่ขูดจากเรือใบพระที่นั่ง,ดิน ตะไคร่น้ำ ผงธูป จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน ๕ กลีบ ล่าง ๔ กลีบ รวมเป็น ๙ กลีบและเชื่อกันว่า มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มาก

……….
พระองค์ท่านพระราชทานแก่ ข้าราชการ,ทหาร,ตำรวจ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๓ มีทั้งสิ้นประมาณ ๓,๐๐๐ องค์ พระองค์พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง และเท่าที่สอบถามผู้ที่ได้รับพระราชทานมาจะไม่มีกล่องกำมะหยี่มา 

สำหรับใบกำกับพระสมเด็จจิตรลดา สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ไปรับเอกสารกำกับในภายหลัง เป็นเอกสารกว้าง ๑๒.๗ เซนติเมตร ยาว ๑๕.๘  เซนติเมตร มีภาพพระพิมพ์ส่วนพระองค์ประกอบ พร้อมตราจักรี (จักรและตรี) ระบุลำดับที่ ชื่อผู้รับ พระราชทาน วันที่ เดือน พ.ศ. ที่ได้รับพระราชทาน กล่าวสำหรับสีพระสมเด็จจิตรลดา ที่สร้างนั้น ท่านผู้รู้บอกว่า เป็นพระเนื้อออกสีน้ำตาลแก่ ,น้ำตาลแก่ออกสีดำ และน้ำตาลอมเหลือง ความหนาบาง และความคมลึกชัดขององค์พระในแต่ละปีไม่เท่ากัน เนื้อถึงจะสีเข้ม แต่จะใส หนึกนุ่ม ของปลอมจะขาดสิ่งเหล่านี้ และของปลอมมักจะมีตำนานเรื่องเล่าพร้อมกล่องกำมะหยี่ประกอบมาด้วย

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ 

แต่นอกจากพระสมเด็จจิตรลดา ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกขานนามใหม่ว่า “พระกำลังแผ่นดิน”แล้ว ก็ไม่ค่อยปรากฏข้อมูลว่า ท่านจะให้ความเคารพเชื่อมั่นในพระเครื่อง วัตถุมงคลใดๆ ยกเว้นภาพที่นำมาให้ชมกัน ท่านน่าจะห้อยพระเครื่องสามองค์ คือ พระจิตรลดา,พระสมเด็จและพระนางพญา (หรือท่านใดมีข้อมูลก็นำมาแลกเปลี่ยนกันได้/เอก อัคคี)

และที่สำคัญท่านยังเขียนบทความเหน็บคนที่นิยมพระเครื่องวัตถุมงคลเสียอีก ดั่งที่ปรากฏในข้อเขียนของ คุณทองแถม นากจำนง อดีตบรรณาธิการสยามรัฐ ที่ยกเอาข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาว่า

“ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ ปรากฏว่าคนไทยกำลังนิยมพระเครื่องกันอย่างหนาแน่นอย่างไม่เคยปรากฏมา แต่ก่อนใครมีความรู้เรื่องพระเครื่อง ก็มีผู้ติดตามฝากตัวเป็นศิษย์ ใครมีพระเครื่องให้เช่า ก็มีลูกค้าติดตามคอยเช่าอยู่เป็นนิจ ใครมีบุญวาสนาใคร่จะแผ่เมตตาหว่านล้อมเอาใจคนไว้ ก็ต้องแจกพระเครื่อง ในกระบวนพระเครื่องทั้งหมด ที่มีผู้นิยมนับถืออย่างแพร่หลายที่สุดเห็นจะได้แก่พระเครื่องที่เรียกกันว่า “พระสมเด็จ”ในที่นี้ผู้เขียนก็อยากจะคุยอวดพระเครื่องกับเขาบ้าง เพราะผู้เขียนก็มี“พระสมเด็จ”กับเขาอยู่องค์หนึ่งเหมือนกัน ผิดกับคนอื่นแต่เพียงว่า “พระสมเด็จ”ของผู้เขียนเรื่องนี้จะให้ใครก็ไม่ได้ เพราะดูเหมือนจะมีเจ้าของร่วมกันอยู่หลายคน และที่สำคัญที่สุดนั้น “พระสมเด็จ”ของผู้เขียนเรื่องนี้ จะเอามาเลี่ยมทองห้อยคอ ไปไหนมาไหนเหมือนกับเขาก็ไม่ได้ เพราะท่านเป็นพระเป็น ๆ องค์โต ๆ เท่ากับพระเป็น ๆ องค์อื่น ๆ

ถ้าหากจะไปเอาท่านมาห้อยคอท่านก็คงจะเอะอะเอาเป็นแน่ แม้แต่ไม่เคยคิด จะทำถึงเพียงนั้น แต่ไปเลียบเคียงท่านด้วยเรื่องอื่น ๆ ท่านก็ยังเอะอะเอาบ่อย ๆ อยู่แล้ว ซึ่งถ้าจะว่าไป ผู้เขียนก็ไม่เคยกลัว เพราะรู้ดีอยู่ว่าท่านโกรธใครไม่เป็น ถ้าท่านเมตตาใครมาก ก็ดูเหมือนจะเอะอะกับคนนั้นมากพอ ๆ กัน

เขียนมาเพียงเท่านี้ ก็เห็นจะพอรู้กันแล้วกระมังว่า “พระสมเด็จ” องค์นี้ของผู้เขียนอยู่ที่ไหน ถ้ายังเอาไม่ออกก็จะบอกให้ว่า ท่านอยู่ที่ท่านบวรนิเวศฯ แต่ก่อนคนเรียกท่านว่า “สมเด็จญาณฯ”

ซึ่งก็คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ 
พระราชอุปัชฌยาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่๙ นั้นเอง

ท่านบอกเอาไว้ว่า การถูกแทงฟันแล้วไม่เข้า ไม่เกิดบาดแผลแก่ตนนั้น เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน คนทั่วไปเชื่อกันว่าจะอยู่ยงคงกระพันได้ ด้วยพระพุทธคุณอันมีพระเครื่องเป็นสัญลักษณ์ ท่านเองพิจารณาดูตนแล้ว ก็เห็นว่าอยู่ยงคงกระพันเอาการอยู่ เพราะแผลภายนอกก็ไม่เคยรับ เนื่องด้วยไม่มีใครสนใจจะมาตีรันฟันแทง

แผลภายในก็หายและจะไม่เป็นขึ้นอีก เพราะถอดเอาหอกดาบภายในทิ้งเสียได้แล้ว ทั้งนี้ก็โดยอาศัยพระพุทธคุณเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เพียงแต่ว่ามี “พระสมเด็จ” อันไม่สามารถจะนำไปเลี่ยมห้อยคอได้ เป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง ซึ่งความจริงดูก็จะสะดวกดี เพราะการมีพระเครื่องแขวนคอนั้น ก็จำต้องมีทั้งทองคำที่เลี่ยม และสายสร้อยทองคำที่ร้อย ทองคำนั้นเองเป็นเครื่องล่อคมหอกคมดาบให้วิ่งเข้าหาตัวได้ไม่น้อยกว่าอย่างอื่น!!

………………….
คารมคมกริบสมกับฉายา เฒ่าสารพัดพิษจริงๆ
……………………