สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าผนึกกำลังกับสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/446692

สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าผนึกกำลังกับสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าผนึกกำลังกับสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ21 ตุลาคม 2563 – 13:00 น.

สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าผนึกกำลังร่วมกับสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กุลกนิษฐ์ ทองเงา ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (สถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี) และดร.ภัสสร สังข์ศรี รองผู้อำนวยการสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี ฝ่ายรายการ ร่วมหารือกับ นางกันตา ดีเติม ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ ถึงความร่วมมือที่ทั้ง 3 หน่วยงาน จะร่วมกันขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ (ภาคกลาง) และร่วมกันดำเนินกิจกรรมเครือข่ายผู้สูงอายุประเทศไทย ให้เป็นที่ประจักษ์
 

สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าผนึกกำลังกับสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

                                     ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก.

ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก. กล่าวว่า การดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศฯ และการขับเคลื่อนผู้สูงอายุประเทศไทย จะเป็นการสร้างเครือข่ายผู้สูงอายุทั่วประเทศได้จริง และสามารถจับต้องได้ หากทุกหน่วยงานเห็นความสำคัญและมีความร่วมมือกันที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งจะก่อเกิดประโยชน์แก่ผู้สูงอายุอย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นการให้บริการแก่สังคม ภายใต้โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility CSR) ของสถานีวิทยุ ม.ก. ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุประเทศไทย เกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนขึ้นมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน จึงเป็นที่มาของการจับมือผนึกกำลังกับ สถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ โดยความร่วมมือดังนี้
 สถานีวิทยุ ม.ก.จะรับผิดชอบในส่วนของการผลิตและเผยแพร่โดยดึงวิทยากรจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มาให้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การบูรณาการภูมิปัญญาไทยกับการสร้างนวัตกรรมสุขภาพ มาผลิตเป็นตอนๆ โดยเสนอให้ทาง มทร. จัดห้องสตูดิโอเพื่อการบันทึกเทป เพื่อนำไปออกอากาศผ่านทางเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก. ทั้ง 4 ภูมิภาค และสื่อโซเชียลทุกช่องทางของสถานีวิทยุ ม.ก. ในรายการ “สุข สูงวัย..สุขใจ ใช่เลย” ที่ออกอากาศเป็นประจำทุกวันศุกร์ เวลา 16.05-16.55 น. และทางสถานีวิทยุ มทร.

สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าผนึกกำลังกับสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

                             ผศ.ดร.กุลกนิษฐ์ ทองเงา ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี
ส่วนทาง ผศ.ดร.กุลกนิษฐ์ ทองเงา ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และดร.ภัสสร สังข์ศรี รองผู้อำนวยการสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่าทางสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี ยินดีที่จะให้การสนับสนุนวิทยากร และองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทย จากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี โดยจะเป็นผู้ประสานงาน และจัดเตรียมเนื้อหาหลักสูตร เตรียมสถานที่ให้กับทางสถานีวิทยุ ม.ก. เพื่อไปดำเนินการบันทึกภาพ ผลิตและเผยแพร่ ผ่านทางโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ (ภาคกลาง) ต่อไป โดยจะดึงสัญญาณการถ่ายทอดออกอากาศดังกล่าวฯ ของสถานีวิทยุ ม.ก. ไปออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และสื่อโซเชียล เช่นเดียวกัน

สถานีวิทยุ ม.ก.เดินหน้าผนึกกำลังกับสถานีวิทยุ มทร.ธัญบุรี และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

ทางด้าน นางกันตา ดีเติม ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ กล่าวว่า ทางผู้สูงอายุที่อยู่ในความดูแลและอยู่ในเครือข่ายของทางศูนย์ฯ ได้มีกิจกรรมผลิตสินค้าเพื่อออกจำหน่าย แต่ยังขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดความสนใจ และช่องทางการตลาด จึงขอความร่วมมือจากทาง สถานีวิทยุ ม.ก. และสถานีวิทยุ มทร. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะทาง มทร. มีหลักสูตรการฝึกอบรมวิชาชีพ มีองค์ความรู้หลากหลาย และร่วมกันหาช่องทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้าที่ผลิตจากงานฝีมือของกลุ่มผู้สูงอายุ”
 โดยสรุปคือ จักกำหนดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “ด้านการส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูลการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ” ของทั้ง 3 ฝ่าย ภายในเดือนมกราคม 2564 และจะร่วมกันจัดกิจกรรมขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุในเดือนเมษายน 2564 ซึ่งเป็นเดือนของวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ต่อไป

“พระร่วงรางปืน” พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/445971

“พระร่วงรางปืน” พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

"พระร่วงรางปืน" พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์17 ตุลาคม 2563 – 00:00 น.

เปิดกรุพระเครื่อง นายกรัฐมนตรีประเทศไทย “พระร่วงรางปืน” พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก  อัคคี  เฟซบุ๊ก  https://www.facebook.com/akeakkee.ake

ข้อมูลที่ผมไปอ่านเจอในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม โดย ส.สีมา เขียนเล่าเอาไว้อ้างจากคำบอกเล่าของลูกสาวอาจารย์เทพ สาริกบุตร คือ คุณพรทิพย์ สาริกบุตร ที่ให้สัมภาษณ์ คุณชัยวัฒน์ ตรีวิทยา เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ได้ความว่า อาจารย์เทพ ผู้เรืองเวทเคยพยากรณ์ จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ครั้งมียศเป็นเพียงพันตรี เป็นนายทหารจนๆบ้านนอก ว่าจะได้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งคงจะเป็นที่ถูกใจท่านจอมพล หลังจากท่านจอมพลได้กระทำรัฐประหารสำเร็จเมื่อปี ๒๕๐๒ อันน่าจะส่งผลให้อาจารย์เทพได้เป็น ส.ส. ประเภท ๒ ในทันที ขณะนั้นอายุ ๔๐ ปี

อ่านขาว… “พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ” พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ
l

"พระร่วงรางปืน" พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ก่อนหน้านั้น เคยมีข่าวว่า ครั้งหนึ่งอาจารย์เทพย์เคยมีปัญหาเรื่องการให้ฤกษ์ยามแก่คณะรัฐประหารคณะหนึ่งจนต้องไปบวชอาศัยร่มเงาสมณเพศ ณ วัดสีหไกรสร บางกอกน้อยนั้นและจำพรรษาอยู่ที่นั่นนานพอควร จนสถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติจึงลาสิกขาในที่สุด (คณะรัฐประหารคณะนั้น อาจเป็นคณะเมื่อปี ๒๔๙๒ ซึ่งอาจารย์เทพมีอายุโดยประมาณ ๓๐ ปีเท่านั้น)

จอมพล สฤษดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ เมื่อ9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านได้รับฉายาจากผู้หญิงและคนสนิทของจอมพลสฤษดิ์ ว่า ฉายา “จอมพลผ้าขาวม้าแดง”เพราะท่านจอมพลสฤษดิ์ มักนิยมนุ่งผ้าขาวม้าแดงไม่สวมเสื้อ เดินอยู่ในบ้านพักส่วนตัว ส่วนจะเกี่ยวกับรสนิยมของท่านที่มีปฏิสัมพันธ์กับสาวๆ ที่มีการบันทึกเอาไว้ว่า ท่านมีอนุภริยาอย่างเป็นทางการถึง ๘๑ คนหรือไม่…ก็มิอาจทราบได้!?!

แต่จากข้อมูลอีกด้านที่ได้มารับทราบว่า เวลา ฯพณฯท่านจะรับขวัญสาวๆหน้าใหม่ ท่านจะรับขวัญด้วยเครื่องเพชรน้ำงาม แล้วท่านจะเป่ากระหม่อมสาวเจ้า ๓ ครั้ง เรียกว่า พ่อค้าเพชรสมัยนั้นหน้าบาน เพราะขายเพชรได้ราคาดีมาก ผมเคยอ่านเจอว่า ท่านจะซื้อเพชรตั้งแต่สองกะรัตขึ้นไปมีเป็นร้อยๆ เม็ด เพื่อไว้แจกรับขวัญสาวๆ 

ก่อนที่จะคัดเลือกผู้หญิง หรือคุณหนูๆ ส่งตัวให้กับจอมพลสฤษดิ์ ลักษณะเด่นที่สำคัญคือ ต้องมีใบหน้าหวานสวยขนตายาวงอนเด้ง หากใครที่สวยผ่านการคัดเลือก แต่ขนตาไม่ยาว ต้องหาขนตาใส่ให้ยาว นอกจากนี้คุณหนูๆ ยังถูกดูแลแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยช่างเสริมสวยร่วม 200 คน และคุณหนูๆ ของจอมพลสฤษดิ์ ต้องผ่านการคัดสรร แต่งองค์ทรงเครื่องให้สวยดูดีทุกครั้งก่อนร่วมห้องกับจอมพลผ้าขาวม้า

"พระร่วงรางปืน" พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ช่วงเสริมสวยรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า คุณหนูๆ ของจอมพลสฤษดิ์มีหลายประเภท ตั้งแต่บริสุทธิ์ผุดผ่องจริงๆ รวมไปถึงคนที่ถูกย้อมแมวมา ช่างเสริมสวยจะเห็นทุกซอกทุกมุมเรือนร่างของคุณหนูๆ ทุกคนที่จะผ่านมือจอมพลสฤษดิ์ และแน่นอนว่า ต้องสวยระดับนางงาม สวยระดับประเทศ ดารา ดาวยั่ว ดาวโป๊ นางงามตุ๊กตาทอง นางงามออมสิน นางงามราชบุรี แม้กระทั่งนักเรียนนาฏศิลป์ ก็ล้วนแล้วแต่ตบเท้าเข้ามาเป็นอนุภรรยาของ จอมพลผ้าขาวม้าแดงอย่างเต็มอกเต็มใจ 

แต่สาวบางคนนั้นแทบไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางกายกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว  เพียงแค่เรียกมาเป่ากระหม่อม ๓ ทีแล้วรับเลี้ยงดู ให้เงินเดือนประจำ หนึ่งปีไปหาทีหนึ่ง เพราะช่วงหลังๆ สุขภาพฯพณฯ ท่านก็ไม่ค่อยดี มีหลายโรครุมเร้า เพราะป่วยหลายโรค

……

สำหรับคาถาที่ใช้เป่ากระหม่อมนั้น ผมไม่ทราบหรอกว่า 
ท่านใช้บทไหน แต่ถ้าคาถาของสายเขาอ้อในแนวเป่ากระหม่อมให้นะจังงัง
 เขาจะร่ายมนต์ว่า
ออแอ อออา เมตตาพุทโธ มะทัก อะรัก อุชม 
นะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ทายินดี ยะเอ็นดู พุทธ ยอ ออ ฤ ฤา ฤ ฤา 

……………………..

"พระร่วงรางปืน" พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

พระร่วง กรุวัดพระศรีมหาธาตุ สุโขทัย

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ – เป็นนายทหารที่เติบโตขึ้นจากกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญ ต่อมาได้เข้าร่วมทำการรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๔๙๐ นับแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตราชการของสฤษดิ์เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลงานที่สร้างชื่อให้เขาคือการเป็นหัวหน้าปราบกบฏวังหลวง คู่แข่งคนสำคัญคือพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นบุตรเขยของจอมพลผิน ชุณหวัน บิดาของนายกรัฐมนตรี ชาติชาย ชุณหวัน  ในยุคต่อมา(นายกฯชาติชาย  เข้าดำรงตำแหน่ง  ๔สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ก่อนจะถูกรัฐประหารเมื่อ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔

เล่าขานกันว่าสมัยนั้น ท่าน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แขวนพระร่วงรางปืน กรุวัดพระศรีมหาธาตุ สุโขทัย เช่นกัน ปรากฏว่า พอข่าวหลุดมาว่า ท่านจอมพลแขวน พระร่วงก็ถูกจัดเป็นประธานอยู่ในชุดเบญจภาคีพระยอดขุนพลทันที ซึ่งทำเนียบพระกรุในชุดนี้คือ พระร่วง -หูยาน -ท่ากระดาน -มเหศวร และชินราช กล่าวคือ พระร่วงรางปืน สุโขทัย,พระหูยานลพบุรี,พระท่ากระดานเมืองกาญจน์,พระมเหศวร สุพรรณและพระพุทธชินราช พิษณุโลก

คนโบราณเชื่อว่า ทุกองค์คงกระพันพระหูยาน ศิลปะเขมร (ลพบุรี) เล่าลือกันว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงประดับใช้บนพระมาลาเบี่ยง ขณะทรงคาบพระแสงดาบ ปีนบุกค่ายพม่า

พระชุดยอดขุนพล เป็นพระฝ่ายคงกระพัน ที่ชาวบ้านคุยกันว่า ใครมีขึ้นคอ “แมลงวันไม่ได้กินเลือด” ครับ คนที่นิยมใช้จึงค่อนไปทางนักเลง กลุ่มกำนันขาใหญ่ มาเฟียบิ๊กเนมและ เจ้าพ่อหัวหน้าซุ้ม นายทหารนายตำรวจสายบู๊

แต่ในหนังสืออมตะพระกรุของ อ. ต้อย เมืองนนท์ ให้ข้อมูลเรื่อง พระร่วงหลังรางปืน ว่า แตกกรุจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองศรีสัชนาลัย  บริเวณหน้าพระปรางค์องค์ใหญ่ เมื่อกว่า๖๐ ปีที่แล้ว มีจำนวนไม่เกิน ๒๐๐ องค์ 

เมืองศรีสัชนาลัย เคยเป็นเมืองขึ้นของขอม ว่ากันโดยศิลปะ เป็นขอมสมัยบายน อายุกว่า 800 ปี อ. ต้อย บอกว่า พุทธลักษณะเป็นพระยืนประทานพรอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ยอดซุ้มเป็นลายกนก แบบซุ้มกระจัง ด้านหลังองค์พระ มีร่องกดลึกลงไป เป็นร่องยาวตามองค์พระ จึงเป็นที่มาของคำเรียก พระร่วงหลังรางปืน ส่วนใหญ่เป็นตะกั่ว เนื้อชินมีน้อยมาก ส่วนเนื้อดินไม่พบเลย  ผิวพระบางองค์สีแดงเข้ม บางองค์สีลูกหว้า มีไขขาวแซมหนากว่าพระร่วงกรุอื่นๆ แม้ว่าพระร่วงกรุนี้ แม้มีจำนวนน้อย แต่ก็แยกได้ถึงห้าพิมพ์ พิมพ์ใหญ่ฐานสูง พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย พิมพ์แก้มปะ พิมพ์หน้าหนุ่ม พิมพ์เล็ก

ของเก๊ไม่ต้องพูดถึง ขนมากรุใหม่ ผมว่าสัก ๑๐๐ กรุน่าจะไม่พอใส่!!!

"พระร่วงรางปืน" พระเครื่องคู่บารมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เหรียญขุนแผนจอมพล

กล่าวทิ้งท้ายสำหรับ ฯพณฯท่านจอมพล ผู้ลือเลื่องกระเดื่องนามเรื่องสาวๆ ถ้าใครอยากได้ของดีจากท่านไปใช้ แนะนำว่าให้ไปหาเหรียญจอมพล เพราะ ต่อมามีการสร้างเหรียญจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาด้วย  เหรียญนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยมอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในเรื่องสาวๆ สร้างเป็นที่ระลึกใน การเปิดอนุสาวรีย์ พ.ศ.2506ในวงการเรียกกันว่า เหรียญขุนแผนจอมพลติดจรวด!!!

แต่ห้อยดีๆนะครับ 
อย่าให้เมียรู้ไม่งั้นคุณอาจจะโดนยึดทรัพย์และริบของกลางได้!!

“ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์” สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/445434

“ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์” สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ

"ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์" สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ10 ตุลาคม 2563 – 00:00 น.

“ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์” สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ตุลาคม2563 ที่ผ่านมาสองหนุ่มคนดังแห่งวงการบันเทิงไทย “ป๋อง กพล ทองพลับ”  เจ้าพ่อเรื่องเล่าแนวสยองขวัญผู้สร้างตำนาน’เดอะช็อค’และรายกา’คนอวดผี’ พร้อมด้วย’สน เดอะสตาร์’ศิลปินนักร้องที่หันมาเอาดีด้านนักแสดงจนมีผลงานมากมายทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ได้เดินทางมาวัดบางแพรก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

"ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์" สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ

เพื่อมากราบสักการะขอพรไอ้ไข่โคตรรวย เด็กสร้างวัดบางแพรกและไอ้แดงกับไอ้ดำ สองสมุนมือซ้ายมือขวาที่ร่ำลือกันว่า ขลังจัด เฮี้ยนจริงขอได้ไหว้รับ แต่ต้องทำตามขั้นตอนในการขอพรให้ได้ผลรวดเร็วทันใจ 

โดยมีนายเอกระพีร์ สุขกุลพิพัฒน์ ประธานชมรมเด็กวัดแห่งประเทศไทย หนึ่งในผู้ดำเนินงานจัดสร้างและเป็นกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการพิเศษของพระครูเกษมธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดบางแพรก และคุณอดิเรก ราชกิจ รองประธานชมรมฯให้การต้อนรับและอธิบายขั้นตอนต่างๆในการไหว้ขอพร

"ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์" สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ

โดยเริ่มจากการจุดธูปบูชา9ดอกและสวดคาถาเรียกไอ้ไข่โคตรรวย อธิษฐานขอพรที่ตนเองปราถนา ถวายมาลัยดอกไม้ น้ำแดง ไก่ชนและขากนั้นก็ไปปิดทองคำเปลวที่อวัยวะเพศของไอ้ไข่โคตรรรวยและกระซิบบอกว่าในใจหรือพรที่ต้องการจากไอ้ไข่โคตรรวยผ่านหูไอ้แดงและไอ้ดำเพื้อให้ไปย้ำกับไอ้ไข่โคตรรวยอีกครั้ง เร่งให้สำเร็จเร็วขึ้นซึ่งเป็นเคล็ดวิชาพรายกระซิบ

ซึ่ง ป๋อง กพล บอกว่า สัมผัสได้ว่า ที่นี่แรงจริง ขลังจริงและเชื่อว่า สิ่งที่ตนเองขอได้คงจะสมหวังอย่างแน่นอน ถ้าจริงก็จะกลับมาไหว้บ่อยๆเพราะไม่ไกลจากบ้านในกรุงเทพ

"ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์" สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ

ส่วน สน เดอะสตาร์ บอกว่า ตนเองนั้นก็มีซิกเซนต์ในเรื่องแบบนี้เพราะผูกพันกับเรื่องลี้ลับ เรื่องครูหมอโราห์ เชื่อว่าสิ่งศักดิ์มีจริงและไอ้ไข่โคตรรวยพร้อมทั้งสมุนคือ ไอ้แดง ไอ้ดำ ไม่ธรรมดา เพราะเวลาแค่3เดือนคนมาปิดทองเยอะขนาดนี้แสดงว่า ของจริง

คาดว่าจากนี้ไปคงจะมีศิลปินดาราคนดังในวงการบันเทิงทยอยกันมาขอพรอย่างไม่ขาดสายแน่นอน

"ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์" สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ
"ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์" สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ
"ป๋อง กพล- สน เดอะสตาร์" สองหนุ่มสายมูบุกวัดบางแพรกปิดทองไอ้ไข่-กระซิบขอพรไอ้แดงไอ้ดำ

……..
ชมรมเด็กวัดแห่งประเทศไทย  รายงาน….

“พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ” พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/444983

“พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ” พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ

"พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ" พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ3 ตุลาคม 2563 – 00:00 น.

เปิดกรุพระเครื่อง นายกรัฐมนตรีประเทศไทย  “พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ” พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน   โดย…  เอก อัคคี  FB:Akeakkee Ake

ในยุคเรืองอำนาจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม  นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของพระเครื่องที่ท่านผู้นำได้อาราธนาติดตัวมากมาย โดยเฉพาะจากคำบอกเล่าของ  หลวงวิจิตรวาทการ ขุนพลปากกาทองคู่ใจ ผู้เคยรจนาเอาไว้ว่า เคยเห็นมีแสงรัศมีเปล่งออกมาจากตัว จอมพล ป. และศรัทธาแก่กล้าถึงขนาดก้มลงกราบต่อหน้าสาธารณชน ใครจะมองว่า ประจบสอพลอก็ช่าง ท่านคุณหลวงท่านเห็นของท่านเช่นนั้นจริงๆ สอบถามได้ความว่าเป็นแสงที่เปล่งมาจาก ‘พระเครื่อง’ ที่ท่านห้อยติดตัวอยู่ แม้กระทั่งในการขึ้นครองอำนาจครั้งที่สอง (พ.ศ.๒๔๙๑-๒๕๐๐) เมื่อทหารเรือก่อกบฏแมนฮัตตัน จี้จับท่านจอมพล ป.เป็นตัวประกันอยู่ในเรือรบ 

อ่านข่าว…  เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร บัญชาให้สร้าง”พระอู่ทองออกศึก” แจกทหารจงอางศึก พกไปลุยศึกสงครามเวียตนาม

"พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ" พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ

จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม

ปรากฏว่ามีผู้หวังดี(แต่อาจจะประสงค์ร้าย)พากันขับเครื่องบินทิ้งระเบิดและยิงถล่มใส่เรือที่ท่านถูกจับอยู่ ท่านก็ยังสามารถกระโดดลงน้ำว่ายหนีกลับขึ้นฝั่งอย่างน่ามหัศจรรย์ ก็เลยมีเสียงร่ำลือกันว่าเป็นเพราะพระเครื่องที่ท่านห้อยแขวนอยู่อีกเช่นกัน ซึ่งเซียนพระรุ่นเก๋าบอกว่า หนึ่งในพระเครื่องของ จอมพลป.คือพระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ เนื้อผงพุทธคุณ กรุวัดบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

มีข้อมูลระบุว่า สร้างในสมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ได้สร้างพระเจดีย์ ๒ องค์ไว้ที่ ณ.วัดลำครทำ ต.ช่างหล่อ ธนบุรี (อยู่ใกล้วัดระฆัง) เพื่อบรรจุพระธรรมคำสั่งสอนพระพุทธองค์ และท่านได้สร้างพระพิมพ์บรรจุไว้ด้วย โดยพระพิมพ์ที่ท่านสร้างไว้นั้น ได้ซ่อนปริศนาธรรมเอาไว้(พระพิมพ์สิงห์ป้อนเหยื่อ) กาลเวลาต่อมาพระเจดีย์นอนหนึ่งองค์ได้พังทลายลง พระอาจารย์ถีร์ ได้นำพระพิมพ์ที่แตกกรุออกมาจากพระเจดีย์มาบรรจุลังไม้สบู่เก็บไว้ และนำอิฐจากพระเจดีย์มาปูทางเดินในวัด

ต่อมาพระอาจารย์ถีร์ ต้องการนำพระพิมพ์มามอบให้ หลวงพ่อขำ ที่วัดปรักไม้ดำ(วัดโพธิ์เตี้ย) ต.ลานกระบือ อ.พาน จ.กำแพงเพชร เพื่อนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่หลวงพ่อขำได้สร้างไว้หน้าโบสถ์ ๒ องค์ แต่ระหว่างทางเรือเสีย จึงนำพระพิมพ์ทั้งหมดขึ้นฝากไว้ที่บ้าน นายอู๋ ใช้ แซ่ลิ้ม จากนั้นพระอาจารย์ถีร์ได้เดินทางกลับ โดยไม่ได้กลับไปหานายอู๋ใช้อีกเลย

ต่อมานายอู๋ ใช้ ได้ขายบ้านหลังนั้นให้กับคนอื่นไป และเจ้าของบ้านคนต่อมาได้นำพระพิมพ์ทั้งหมดมามอบให้ วัดบางระกำ ในสมัยที่หลวงพ่อหรุ่นเป็นเจ้าอาวาส พระมีจำนวน ๒ ถัง (ขนาด ๒๐๐ ลิตร)พระพิมพ์บางระกำ เริ่มเป็นที่รู้จักกัน ตั้งแต่ ปี ๒๔๘๖ เป็นต้นมา

พระพิมพ์สิงห์ป้อนเหยื่อ กรุบางระกำ มีขนาดกว้างประมาณ ๓ ซ.ม. สูงประมาณ๔.๕ ซ.ม. ด้านหน้าเป็นพระปรางค์ลีลาหันพักตร์ไปทางซ้าย ด้านข้างมีอักขระยันต์นูน ด้านหลังเป็นองค์พระ ๓ องค์ ประทับนั่งสมาธิปางมารวิชัยและพนมมือ ใต้องค์พระและเหนือองค์มีอักขระยันต์นูน ด้านล่างสุดมีราชสีห์กับเสือ พุทธคูณ ทั้งเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยมขนาด แม้ราซสีห์ที่ว่าโหดร้ายยังศิโรราบต่อเมตตาธรรมป้อนเหยื่อให้กับเสือที่เป็นศัตรูกัน 

"พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ" พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ

คณะราษฏร์

จึงนับว่าเป็นที่แสวงหาของนักนิยมพระเครื่องเป็นอย่างมาก แม้แต่ ฯพณฯท่าน จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังนำพระสิงห์ป้อนเหยื่อ มาบรรจุตลับทองฝังเพชรและอาราธนาติดตัวตลอดเวลา และว่ากันว่าในยุคนั้นเหล่าบรรดานายทหาร จอมพล ต่างแขวนขึ้นคอกันแทบทั้งนั้น รวมทั้งสั่งให้ลูกน้องเสาะหามาใช้เช่นเดียวกับพระร่วงหลังรางปืน และน่าจะเป็นเหตุผลนี้นี่เองจึงทำให้พระพิมพ์กรุบางระกำหลุดเข้าสู่สนามน้อยเต็มทีจนแทบจะกลายเป็นตำนานหนึ่งของพระเครื่องเมืองไทยไปแล้วในขณะนี้ รวมไปถึงเครื่องรางอย่าง มีดหมอ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิและหนุมานแกะ หลวงพ่อสุ่น ที่จอมพล ป.ก็พกติดตัวตลอดเวลาและท่านจอมพล ป.ให้ความเคารพนับถือ สมเด็จพระพุทธโฆษจารย์ (ฟื้น)วัดสามพระยามากและท่านยังเคยสร้างพระเครื่องพิมพ์เชียงแสน หลังเหรียญมีลายเซ็นต์ของท่านด้วย

เรียกว่าเป็นท่านผู้นำที่เล่นของระดับแนวหน้าคนหนึ่ง
และเชื่อว่า พุทธคุณก็ช่วยท่านให้อยู่รอดปลอดภัยมายาวนาน

เพราะเฉียดตายมาหลายรอบมาก นี่ยังไม่นับการถูกลอบสังหารโดยการวางยาพิษในอาหาร และการลอบยิงหลายต่อหลายครั้งที่แคล้วคลาดมาได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่นายกรัฐมนตรียุคนี้ โดนด่าบ้างโดนเหน็บแหนมบ้างถือว่าเป็นเรื่องหิดๆสิวๆกลากเกลื้อนมากแค่แสบๆคันๆต้องทนให้ได้(ฮา)

เพราะฉะนั้น นับได้ว่า ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงครามหรือฉายา‘จอมพลกระดูกเหล็ก’ของสยามประเทศเรานั้น เป็นผู้นำที่มีศรัทธาในพุทธคุณอย่างเหนียวแน่น และความศรัทธาของท่านก็เผื่อแผ่มายังประชาชนชาวไทยที่เพิ่งเปลี่ยนนาม จาก ‘สยาม’ จะเห็นได้จากสงครามอินโดจีนที่มีการสร้างพระบำรุงขวัญแจกทหารจนเป็นที่เลื่องลือรู้จักกันในชื่อ ‘พระพุทธชินราชอินโดจีน’และเป็นที่นิยมมาจนถึงยุคนี้

กลายเป็นพระเครื่องยอดนิยมที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
บรรดาเซียนพระทั้งหลายมาตราบจนทุกวันนี้
………

แต่ผลงานที่โดดเด่นมากของท่านจอมพล ป. คือ ?????

คือดำริให้สร้าง‘พุทธมณฑล’ในครั้งแรกไงล่ะครับ ท่านจอมพล ป. ประสงค์ที่จะสร้างปูชนียสถานเป็นพุทธบูชาและเป็นพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบรอบ ๒,๕๐๐ปี และเพื่อสถาปนาประเทศไทยเราให้เป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของโลก โดยเฉพาะในพุทธศาสนาแบบหินยาน’ โดยครั้งแรกโครงการจัดสร้างนี้เกิดขึ้นที่ จ.สระบุรี ควบคู่ไปกับโครงการย้ายเมืองหลวงใหม่ไปอยู่ จ.เพชรบูรณ์ ผลปรากฏว่าทั้งสภาล่าง-สภาบน ลุกขึ้นยืนท้าวสะเอววิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย และลงมติไม่อนุมัติ แถม ท่านจอมพลฯ ก็ตกจากอำนาจเพราะแพ้โหวตคะแนนเสียงในสภาด้วย

"พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ" พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ

พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ

แต่จะว่าไป…ท่านก็มีดีของท่าน เพราะคงมีคุณพระช่วยเพราะแม้จะถูกขึ้นศาลทหาร ท่านก็แคล้วคลาดปลอดภัยไม่ถูกพิพากษาอะไรให้ระคายเคือง แถมยังกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ท่านก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสร้างอนุสรณ์สถานอันตั้งความหวังให้เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา  

ด้วยเหตุนี้‘พุทธมณฑล’แห่งใหม่ที่จ.นครปฐม จึงถูกดำเนินการขึ้นโดยตั้งงบประมาณทั้งสิ้น๒๕ ล้านบาท แต่กระทรวงการคลังให้ได้แค่ ๔ล้านต้นๆ เท่านั้น แต่ท่านผู้นำผู้ซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและเชื่อมั่นในพุทธคุณ แถมมองการตลาดขาดกระจุยทะลุจักรวาล ท่านได้ประกาศจัดสร้างวัตถุมงคลพระเครื่อง “พระ๒๕พุทธศตวรรษ”เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศเช่าบูชา ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ แล้วจัดงานพุทธาภิเษกฉลองสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ถือเป็นการทำธุรกิจพระเครื่องโดยรัฐบาลเป็นครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่มีการตั้งประเทศไทยเรามาเลยทีเดียวเชียว

เป็นพระเครื่องปาง‘พระพุทธลีลา’ ซึ่งมีนัยยะว่าเป็นการก้าวย่างไปข้างหน้าของพุทธศาสนา แต่หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะ ฯพณฯท่านศรัทธาพระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ เนื้อผงพุทธคุณ กรุวัดบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก นั้นแหละ

แม่งานคนสำคัญคือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์  คู่รักคู่แค้นของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นประธานการจัดสร้าง พระเครื่องชุดนี้เป็นพระพุทธรูปยืนปางลีลาแบบเดียวกับพระองค์ประธานพุทธมณฑล, พระเนื้อทองคำหนัก ๖สลึง จำนวนเท่ากับกึ่งพุทธกาล คือ ๒๕๐๐ เหรีญ ผลปรากฏว่า เกลี้ยง เพราะเป็นรายการเปิดจองแบบบัตรจี้ โดยเฉพาะกับหน่วยงานราชการ แต่ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นพระมีราคาหลักเป็นแสนแล้ว

แต่เวลาเช่าให้ดูเม็ดกลมใต้ฐานบัว และรอยเส้นแตกที่ตัว “มะ” เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมี เนื้อเงินแท้ เนื้อนาก ซึ่งสร้างจำนวนน้อย แต่สำหรับพระเนื้อชินและเนื้อดินนั้น สร้างอย่างละ ๒,๔๒๑,๒๕๐ องค์ จากความตั้งใจเดิม พล.ต.อ.เผ่าต้องการจะสร้าง ๕ ล้านองค์ เพราะเชื่อว่า ภายใต้ดวงอาทิตย์ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้(แม่การการจี้ให้เช่าพระ!?!)

"พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ" พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ

พระเครื่องเชียงแสน ด้านหลังมีนามจอมพล ป.

แต่ปรากฏว่าเกิดบล็อกแตกเสียก่อนในการปั๊มพระเนื้อชิน ทำให้บางส่วนด้านล่างใต้ฐานมีขีดเล็กๆ คล้ายเข็มเย็บผ้า เรียกว่า “มีเข็ม” กลายเป็นพิมพ์นิยมไปและต่อมาได้ยังมีการออก ‘เหรียญใบเสมา ๒๕ พุทธศตวรรษ’ เพิ่มเติม

สำหรับในการจัดสร้างพระ๒๕พุทธศตวรรษนั้น มีพิธีมหาพุทธาภิเษกถึง ๒ครั้ง 
ครั้งที่๑คือ พิธีพุทธาภิเษกมวลสารทั้งหมดที่นำมาใช้ในการจัดสร้าง จัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๙ –๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๐และครั้งที่๒ พิธีมหาพุทธาภิเษก เมื่อได้จัดสร้างพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในระหว่างวันที่ ๒-๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐

โดยในพิธีแต่ละครั้งได้นิมนต์พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจากทุกนิกายทั่วประเทศรวมทั้งหมด ๑๐๘ รูป มาร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก โดยกระทำพิธี ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม สำหรับรายนามพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก ๑๐๘ รูป(ยึดถือสมณศักดิ์และข้อมูลจังหวัดตามเอกสารเก่า) มีดังนี้

๑. พระครูอาคมสุนทร วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๒. พระครูสุนทรสมาธิวัตร  วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๓. พระญาณาภิรัต วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๔.พระครูพิบูลย์บรรณวัตร  วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๕.พระครูสุนทรศีลาจารย์  วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๖.พระครูพิศาลสรกิจ  วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๗.พระมหาสวน  วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๘.พระอำนวย  วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๙.พระปลัดสุพจน์  วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ กรุงเทพ
๑๐.พระครูวิสิษฐ์วิหารการ วัดชนะสงคราม กรุงเทพ
๑๑.พระสุธรรมธีรคุณ (หลวงพ่อวงษ์) วัดสระเกศ กรุงเทพ
๑๒.พระอาจารย์สา  วัดราชนัดดาราม กรุงเทพ
๑๓.พระปลัดแพง  วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพ
๑๔.พระวิสุทธิสมโพธิ  วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพ
๑๕.พระวรเวทย์คุณาจารย์  วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพ
๑๖.พระครูฐาปนกิจประสาท  วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพ
๑๗.พระอินทรสมาจารย์ วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพ
๑๘.พระครูวินัยธร (เฟื่อง )  วัดสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพ
๑๙.พระครูภักดิ์  วัดบึงทองหลาง กรุงเทพ
๒๐.พระครูกัลญาณวิสุทธิ  วัดดอนทวาย กรุงเทพ
๒๑.พระอาจารย์มี  วัดสวนพลู กรุงเทพ
๒๒.พระอาจารย์เหมือน วัดโรงหีบ กรุงเทพ
๒๓.พระหลวงวิจิตร  วัดสะพานสูง กรุงเทพ
๒๔.พระอาจารย์หุ่น  วัดบางขวด กรุงเทพ
๒๕.พระราชโมลี  วัดระฆัง ธนบุรี กรุงเทพ
๒๖.หลวงวิชิตชโลธร วัดสันติธรรมาราม ธนบุรี กรุงเทพ
๒๗.พรครูโสภณกัลญานุวัตร วัดกัลญาณมิตร ธนบุรี กรุงเทพ
๒๘.พระครูภาวนาภิรัต วัดหนัง ธนบุรี กรุงเทพ
๒๙.พระครูทิวากรคุณ วัดตลิ่งชัน ธนบุรี กรุงเทพ
๓๐.พระครูไพโรจน์วุฒิคุณ วัดโพธินิมิตร จ.ธนบุรี
๓๑.พระครูญาณสิทธิ์  วัดราชสิทธาราม ธนบุรี  กรุงเทพ
๓๒.พระอาจารย์มา  วัดราชสิทธาราม ธนบุรี กรุงเทพ
๓๓.พระอาจารย์หวน  วัดพิกุล ธนบุรี กรุงเทพ
๓๔.พระมหาธีรวัฒน์  วัดปากน้ำ ธนบุรี กรุงเทพ
๓๕.พระอาจารย์จ้าย  วัดปากน้ำ ธนบุรี กรุงเทพ
๓๖.พระอาจารย์อินทร์ วัดปากน้ำ ธนบุรี กรุงเทพ
๓๗.พระครูกิจจาภิรมย์  วัดอรุณราชวราราม ธนบุรี กรุงเทพ
๓๘.พระครูวินัยสังวร  วัดประยูรวงศวาส ธนบุรี กรุงเทพ
๓๙.พระสุขุมธรรมาจารย์  วัดหงษ์รัตนราม ธนบุรี กรุงเทพ
๔๐.พระครูพรหมวินิต วัดหงษ์รัตนาราม ธนบุรี กรุงเทพ
๔๑.พระอาจารย์อิน  วัดสุวรรณอุบาสิการ ธนบุรี กรุงเทพ
๔๒.พระครูวิริยกิจ  วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี กรุงเทพ
๔๓.พระปรีชานนทมุนี  วัดโมลี บางบัวทอง จ.นนทบุรี
๔๔.พระครูปลัดแฉ่ง (หลวงพ่อแฉ่ง)  วัดศรีรัตนาราม ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
๔๕.พระปลัดยัง (หลวงพ่อยัง) วัดบางจาก ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
๔๖.พระอาจารย์สมจิต วัดป่ากระเหรี่ยง จ.ราชบุรี
๔๗.พระอาจารย์แทน อ.เมือง วัดธรรมเสน จ.ราชบุรี
๔๘.พระครูบิน อ.บางแพ วัดแก้ว จ.ราชบุรี
๔๙.พระอินทร์เขมาจารย์ อ.เมือง วัดช่องลม จ.ราชบุรี
๕๐.พระธรรมวาทีคณาจารย์ อ.เมือง วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม
๕๑.พระครูสังฆวิชัย วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
๕๒.พระอาจารย์สำเนียง อ.บางเลน วัดเวทุนาราม จ.นครปฐม
๕๓.พระอาจารย์เต๋ อ.กำแพงแสน วัดสามง่าม จ.นครปฐม
๕๔.พระอาจารย์แปลก อ.เมือง วัดสระบัว จ.ปทุมธานี
๕๕.พระครูปลัดทุ่ง อ.เมือง วัดเทียมถวาย จ.ปทุมธานี
๕๖.พระครูบวรธรรมกิจ อ.เมือง วัดโบสถ์ จ.ปทุธานี
๕๗.พระครูโสภณสมาจารย์ อ.เมือง วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี
๕๘.พระครูวิสุทธิรังสี อ.เมือง วัดเหนือ จ.กาญจนบุรี
๕๙. พระมุจจรินโมฬี อ.หนองจิก วัดมุจจริน จ.ปัตตานี
๖๐. พระครูรอด อ.เมือง วัดประดู่ จ.นครศรีธรรมราช
๖๑. พระครูวิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย)อ.ฉวาง วัดสวนขวัญ จ.นครศรีธรรมราช
๖๒. พระครูสิทธิธรรมาจารย์ (พระอาจารย์ลี ) อ.เมือง วัดโศกการาม จ.สมุทรปราการ
๖๓. พระอาจารย์บุตร อ.เมือง วัดใหม่บางปลากด จ.สมุทรปราการ
๖๔. พระอาจารย์แสวง อ.พระประแดง วัดกลางสวน จ.สมุทรปราการ
๖๕. พระครูศิริสรคุณ อ.เมือง วัดท้ายหาด จ.สมุทรสงคราม
๖๖. พระครูสมุทรสุนทร อ.เมือง วัดพวงมาลัย จ.สมุทรสงคราม
๖๗. พระสุทธิสารวุฒาจารย์ อ.อัมพวา วัดเสด็จ จ.สมุทรสงคราม
๖๘. พระอาจารย์อ๊วง อ.อัมพวา วัดบางคณาทอง จ.สมุทรสงคราม
๖๙. พระครูไพโรจน์วุฒาจารย์ (รุ่ง ) อ.กระทุ่มแบน วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร
๗๐. พระครูวิเศษสมุทรคุณ อ.กระทุ่มแบน วัดดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร
๗๑. พระครูสักขิตวันมุนี อ.เมือง วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี
๗๒. พระอาจาย์แต้ม อ.เมือง วัดพระลอย จ.สุพรรณบุรี
๗๓. พระครูโฆษิตธรรมสาร (ครื้น) อ.เมือง วัดสังโฆ จ.สุพรรณบุรี
๗๔. พระครูวรกิจวินิจฉัย (พริ้ง) อ.เมือง วัดวรจันทร์ จ.สุพรรณบุรี
๗๕. พระครูสำฤทธิ์ (เอี้ยง) อ.เมือง วัดอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
๗๖. พระวรพจน์ปัญญาจารย์ อ.เมือง วัดอรัญญิการาม จ.ชลบุรี
๗๗. พระครูธรรมาวุฒิคุณ อ.เมือง วัดเสม็ด จ.ชลบุรี
๗๘. พระครูธรรมธร (หลาย) อ.เมือง วัดราษฎร์บำรุง จ.ชลบุรี
๗๙. พระอาจารย์บุญมี อ.บางละมุง วัดโพธิ์สัมพันธ์ จ.ชลบุรี
๘๐. พระพรหมนคราจารย์ อ.พรหมบุรี วัดแจ้งพรหมนคร จ.สิงห์บุรี
๘๑. พระครูศรีพรหมโศกิต (แพ) อ.พรหมบุรี วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
๘๒. พระชัยนาทมุนี อ.เมือง วัดบรมธาตุ จ.ชัยนาท
๘๓. พระอาจารย์หอม (หลวงพ่อหอม) อ.เมือง วัดชากหมาก จ.ระยอง
๘๔. พระอาจารย์เมือง อ.แม่ทา วัดท่าแพ จ.ลำปาง
๘๕. พระครูอุทัยธรรมธานี อ.เมือง วัดท้าวอุ่ทอง จ.ปราจีนบุรี
๘๖. พระครูวิมลศีลจารย์ อ.ประจันตคาม วัดศรีประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี
๘๗. พระครูสุนทรธรรมประกาศ อ.ปากพลี วัดโพธิ์ปากพลี จ.นครนายก
๘๘. พระครูบาวัง อ.เมือง วัดบ้านเด่น จ.ตาก
๘๙. พระครูสวรรควิริยกิจ อ.เมือง วัดสวรรคนิเวส จ.แพร่
๙๐. พระครูจันทร อ.ชุมแสง วัดคลองระนง ค์ จ.นครสวรรค์
๙๑. พระครูสีลกิติคุณ (อั้น) วัดพระญาติฯ อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
๙๒. พระอาจารย์แจ่ม วัดวังแดงเหนือ อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
๙๓. พระครูเล็ก วัดบางนมโค อ.เสนา จ.อยุธยา
๙๔. พระอาจารย์มี วัดอินทราราม อ.เสนา จ.อยุธยา
๙๕. พระอาจารย์หวาน วัดดอกไม้ อ.บางปะหัน จ.อยุธยา
๙๖. พระอาจารย์หน่าย วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.อยุธยา
๙๗. พระครูประสาทวิทยาคม (นอ) วัดกลาง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา
๙๘. พระอาจารย์จง (หลวงพ่อจง) วัดหน้าต่างนอก อ.บางไพร จ.อยุธยา
๙๙. พระอธิการเจาะ วัดประตูโลกเชษฐ์ อ.เสนา จ.อยุธยา
๑๐๐. พระอาจารย์ศรี วัดสระแก อ.พระนครศรีฯ จ.อยุธยา
๑๐๑. พระสุวรรณมุนี (ชิต) วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.อยุธยา
๑๐๒. พระครูศุข วัดโตนดหลวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
๑๐๓. พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ วัดโพธิ์กรุ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
๑๐๔. พระครูทบ (หลวงพ่อทบ) วัดสว่างอรุณ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์
๑๐๕. พระสวรรคนายก วัดสุวรรคคาราม อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย
๑๐๖. พระโบราณวัตถาจารย์ วัดราชธานี จ.สุโขทัย
๑๐๗. พระครูปี้ วัดกิ่งลานหอย กิ่ง อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย
๑๐๘. พระครูวิบูลย์สมุทร วัดเสด็จ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
…………….

"พระลีลาสิงห์ป้อนเหยื่อ" พระเครื่องในดวงใจ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม สู่พระปางลีลา พระพุทธ ๒๕ ศตวรรษ

พระ 25 ศตวรรษ

เรียกว่า หาขลังว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
และในที่สุดท่านจอมพล ป. ได้มีเงินมากพอจะดำเนินงาน  สามารถจัดซื้อที่ดินสร้างพุทธมณฑลสำเร็จตามประสงค์ รวมถึงการวางผังและออกแบบพระพุทธรูปองค์ประธาน โดยเมื่อวันที่๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๘ รัฐบาลในขณะนั้น จึงได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์พุทธมณฑล ณ บริเวณที่จะก่อสร้างพระพุทธรูปประธานพุทธมณฑล
แต่การก่อสร้าง“พุทธมณฑล”จนแล้วเสร็จสมบูรณ์แบบนั้น มาสำเร็จเอาในสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ได้มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(พระอิสริยยศในขณะนั้น)เสด็จประกอบพิธีสมโภช เมื่อวันที่๒๑ ธันวาคมพ.ศ.๒๕๒๕ 

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/444794

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี 

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี 30 กันยายน 2563 – 13:14 น.

  การส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว แปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวและสินค้าข้าว เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ก็ได้เข้ามาส่งเสริมโดยการเชื่อมโยงตลาด ตลอดจนพัฒนาระบบการผลิตสินค้าข้าว

การส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว แปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวและสินค้าข้าว เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ก็ได้เข้ามาส่งเสริมโดยการเชื่อมโยงตลาด ตลอดจนพัฒนาระบบการผลิตสินค้าข้าวให้มีคุณภาพมาตรฐาน

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี 

นายณราวุฒิ ปิยโชติสกุลชัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวว่า กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว มีบทบาทภารกิจที่จะต้องพัฒนาการผลิตและผลิตภัณฑ์ข้าวแล้วก็เชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกร วางแผนให้เกษตรกรปลูกข้าวแล้วขายเป็นข้าวเปลือก พัฒนาให้มีการแปรรูปข้าวสารแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของเกษตรกร แทนที่จะเอาข้าวเป็นข้าวเปลือกมาขายเป็นข้าวสาร ก็สามารถนำมาแปรรูปมาพัฒนาได้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหารไทยและส่งออกได้ คือข้าวที่นำมาขายให้เป็นสินค้าที่ส่งออกมูลค่าเป็นแสนล้านในประเทศไทยแต่ละปีที่ส่งออกจากเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรก็มีอยู่ 4 ล้านกว่าครัวเรือน ผลิตข้าวทั่วประเทศ 60-70 ล้านไร่ มูลค่าการส่งออกแต่ละปีเป็นแสนล้านบาท เป็นสินค้าที่มีคุณค่าที่สร้างรายได้นำมาสู่ประเทศไทยและเกษตรกรไทยมูลค่ามหาศาลมาก

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี 

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี 
กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี 
กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาผลผลิตข้าว ต่อยอดสู่สินค้าข้าวคุณภาพดี 

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว สร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนาการผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/444787

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว สร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนาการผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าว

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว สร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนาการผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าว30 กันยายน 2563 – 12:11 น.

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว สร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนาการผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าว

 นายณราวุฒิ ปิยโชติสกุลชัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวว่า  กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าวเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว โดยการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่กับเกษตรกร ที่จะนำไปสู่การทำงานร่วมกัน ซึ่งทำให้เกษตรกรที่มีความต้องการในด้านการพัฒนาการแปรรูปข้าวและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รับการสนับสนุน โดยมีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่พร้อมเป็นวิทยากรหรือที่ปรึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว สร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนาการผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าว

                   นายณราวุฒิ ปิยโชติสกุลชัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าวให้กับกรมฯ  โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะ และวิทยาการใหม่ ๆ ให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่กับเกษตรกรและส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว สร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนาการผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าว

 โดยแนวทางการดำเนินงานในปีพ.ศ.2020 คือจะให้เจ้าหน้าที่กรมการข้าวส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และเกษตรกร เข้าใจแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิตรวมไปถึงการตลาด การจัดทำคำขอมาตรฐานรับรองอย. และ GMP การแปรรูปขนมปังจากข้าว การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากข้าว และจะมีการจัดอบรม เกษตรกรและเจ้าหน้าที่จะได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน 

กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว สร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนาการผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าว

สำหรับเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวได้เข้าไปส่งเสริมมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าเกษตรกรมีความสนใจ และเข้าใจกระบวนการที่จะนำผลผลิตข้าวมาแปรรูปต่อยอดสร้างรายได้ พอเห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นเกษตรกรก็จะมีความตั้งใจผลิตข้าวให้ได้คุณภาพเพื่อที่จะส่งผลดีต่อตัวเกษตรกรเองและกรมการข้าวก็จะได้รับข้าวที่มีคุณภาพดีอีกด้วย นายณราวุฒิ กล่าว.

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมามีบทบาทภารกิจในการดูแลโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านข้าวหลากหลายโครงการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/444785

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมามีบทบาทภารกิจในการดูแลโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านข้าวหลากหลายโครงการ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมามีบทบาทภารกิจในการดูแลโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านข้าวหลากหลายโครงการ30 กันยายน 2563 – 11:56 น.

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมามีบทบาทภารกิจในการดูแลโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านข้าวหลากหลายโครงการ เพื่อให้ผลผลิตข้าวมีคุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าว รวมถึงต่อยอดสู่เกษตรกรชาวนา ในพื้นที่ให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถผลิตข้าวได้คุณภาพดีอีกด้วย

นายกฤษฎิน คำตัน ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ในส่วนของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาโครงการหลักๆก็มีโครงการผลิตและขยายพันธุ์พืช ที่มีหน้าที่ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร แล้วก็หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆที่ต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการศูนย์ข้าวชุมชน โครงการยกระดับการผลิตข้าวเป็นข้าวGAP ข้าวอินทรีย์ โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ โครงการพระราชดำริ โครงการส่งเสริมการเกษตรตามแนวทางพระราชดำริ โครงการทฤษฎีใหม่ โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการรักษาระดับและปริมาณ ก็จะหลากหลายโครงการ 
 

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมามีบทบาทภารกิจในการดูแลโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านข้าวหลากหลายโครงการ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมารับผิดชอบพื้นที่ 21 อำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา แต่ถ้าเป็นโครงการในเรื่องของการผลิตและขยายพันธุ์พืช ขยายพันธุ์ข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ขาวรับผิดชอบอยู่ 2 จังหวัด คือจังหวัดนครราชสีมากับจังหวัดชัยภูมิ ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่การตลาด มีหน้าที่ที่จะต้องกระจายเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอในพื้นที่ของ 2 จังหวัด 
การรับรองมาตรฐาน GAP จะแยกเป็น 2 ส่วน GAP เพื่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ และGAPเพื่อการบริโภค

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมามีบทบาทภารกิจในการดูแลโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านข้าวหลากหลายโครงการ

ในส่วนนี้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวมีหน้าที่เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงคอยให้องค์ความรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตต่างๆ ขั้นตอนการผลิตและข้อกำหนดของมาตรฐาน GAP เช่น GAP เพื่อการบริโภค สำหรับเข้าเพื่อการบริโภคมีมาตรฐาน 7 ข้อ  ก็ต้องไปให้องค์ความรู้ทั้ง 7 ข้อให้เกษตรกรเข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ เตรียมดิน แล้วก็สารเคมีอันไหนใช้ไม่ได้ สารเคมีไหนใช้ได้บ้าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใช้สารเคมีที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคให้สินค้าได้รับรองมาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของGAP ผู้บริโภคต้องได้รับความปลอดภัยและผู้ผลิตเองก็ต้องได้รับความปลอดภัยด้วย แล้วในส่วนของGAP เมล็ดพันธุ์ก็ต้องไปให้ความรู้ทั้งหมดเลยตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว และการสุ่มตัวอย่าง การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้จำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไป จะเป็นองค์ความรู้ที่ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์จะเป็นหน้าที่หลักเลยที่ต้องเข้าไปส่งเสริมให้ความรู้

นอกจากนั้นกรมการข้าวก็ได้ส่งเสริมการรับรอง GAP แบบกลุ่ม จำเป็นจะต้องมีการไปให้ความรู้เรื่องระบบควบคุมภายใน มีมาตรฐานการรวมกลุ่มยังไง รับรองผลแบบกลุ่มทำอย่างไร และเอกสารที่เกี่ยวข้องทำอย่างไร ใครจะเป็นคนทำ  ทางศูนย์จะเห็นภาพรวมของการที่จะเข้าไปสู่กระบวนการของการได้รับการรับรองมาตรฐานได้และนำไปส่งเสริม ซึงศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาเห็นความสำคัญในการรวมกลุ่มของพี่น้องเกษตรกรและจะผลักดันในได้รับการรับรองมาตรฐานต่อไป

ภาพรวมนาแปลงใหญ่ภายใต้การดูแลของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ส่งเสริมเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างการต่อรองราคากับท้องตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/444782

ภาพรวมนาแปลงใหญ่ภายใต้การดูแลของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ส่งเสริมเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างการต่อรองราคากับท้องตลาด

ภาพรวมนาแปลงใหญ่ภายใต้การดูแลของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ส่งเสริมเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างการต่อรองราคากับท้องตลาด30 กันยายน 2563 – 11:22 น.

ภาพรวมนาแปลงใหญ่ภายใต้การดูแลของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ส่งเสริมเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างการต่อรองราคากับท้องตลาด

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา มีการส่งเสริมเกษตรกรนาแปลงใหญ่ โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพดี ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของชาวนาและองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็ง ให้เกิดความพร้อมในการทำนาและได้ผลผลิตสูงสุด   

               ภาพรวมนาแปลงใหญ่ภายใต้การดูแลของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ส่งเสริมเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างการต่อรองราคากับท้องตลาด
นายกฤษฎิน คำตัน ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาดูแลนาแปลงใหญ่  21 อำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมาซึ่งจังหวัดนครราชสีมาทั้งหมด 32 อำเภอ แบ่งพื้นที่ให้ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมารับผิดชอบ 11 อำเภอ ทั้งหมด 119 กลุ่ม เกษตรกร 5000 กว่าราย พื้นที่เฉพาะของปี พ.ศ. 5000 กว่าราย แล้วก็มีพื้นที่ทั้งหมดแสนกว่าไร่ ที่รับผิดชอบ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวได้เข้าไปติดตามส่งเสริมแล้วก็จัดกระบวนการต่างๆตามขบวนกานของนาแปลงใหญ่  1 การไปทำเวทีจัดเวทีชุมชนเพื่อระดมความคิดเห็นของสมาชิกว่าเขาต้องการพัฒนาด้านใดบ้าง และเราก็จะเอากระบวนการกลุ่มเข้าไป พอกระบวนการกลุ่มเข้าไปเพื่อให้กลุ่มสามารถที่จะดำเนินการได้  ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ การผลิตข้าวคุณภาพดี การรวมกลุ่มเพื่อใช้เพื่อใช้เครื่องจักรกลการเกษตร องค์ความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  การเตรียมดินปลูก การดูแลรักษา การตัดถอนพันธุ์ปน การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา ให้ได้ซึ่งคุณภาพเมล็ดพันธุ์ดีแล้วก็จะส่งมาตรวจสอบ ตรวจสอบเสร็จแล้วก็สามารถที่จะเอาไปขยายเอาไปใช้ในพื้นที่ของชุมชนและชุมชนใกล้เคียงได้ ในส่วนของเมล็ดพันธุ์ดี

และศูนย์ก็จะมีเครื่องหยอดให้ซึ่งตรงนี้จะทำให้สามารถลดต้นทุนได้ เนื่องจากว่าแต่ก่อนเกษตรกรทำนาโดยการหว่านจะใช้เมล็ดพันธุ์ 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ แต่พอมาใช้เครื่องหยอดของศูนย์เหลือแค่ 10-15 กิโลกรัม ก็เพียงพอแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่สามารถช่วงพี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยลดต้นทุนการผลิตได้ และต่อยอดไปถึงการมีเมล็ดพันธุ์ที่ดีไว้เพาะปลุกสร้างรายได้อย่างมั่นคง

           ภาพรวมนาแปลงใหญ่ภายใต้การดูแลของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ส่งเสริมเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างการต่อรองราคากับท้องตลาด
โครงการเนาแปลงใหญ่เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 ปัจจุบันนี้เกษตรกรที่อยู่ในการดูแลของศูนย์ ตั้งแต่ปี 59-63 ก็มีการติดตามให้ความรู้แล้วก็พัฒนาไปเป็นศูนย์ข้าวชุมชน เกษตรกรก็ตอบรับในทางที่ดีเพราะว่าสามารถต้นทุนการผลิตได้อย่างชัดเจน แล้วก็มีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ได้มาตรฐานและการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน บางกลุ่มมีการแปรรูปและส่งออกไปต่างประเทศถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในทุกด้านและกลุ่มมีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก

กรมการข้าว หนุน ‘นาแปลงใหญ่’ นโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/444778

กรมการข้าว หนุน ‘นาแปลงใหญ่’ นโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน

กรมการข้าว หนุน 'นาแปลงใหญ่' นโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน30 กันยายน 2563 – 11:08 น.

กรมการข้าวหนุน ‘นาแปลงใหญ่’ นโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ช่วยให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากคนเดียวสู่การรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้ชาวนาได้ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ผลที่ได้คือให้ต้นทุนด้านการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นรวมกันเป็น

กลุ่มเพื่อขายสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง

กรมการข้าวมีการดำเนินการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีจำนวนนาแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 2,741 แปลง ชาวนา 220,614 ราย พื้นที่ 3,102,303 ไร่ จากการดำเนินงานช่วยชาวนาสามารถลดต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 470 บาทต่อไร่ หรือลดลง 14% ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 78 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 12% และมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,136 บาทต่อไร่

“กรมการข้าวได้คัดเลือกกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จของแต่ละจังหวัดเพื่อนำมาเป็นต้นแบบ ขยายผลสู่พี่น้องชาวนาให้เกิดความตระหนักและเปลี่ยนแปลงจากการทำนาแบบเก่ามาสู่การทำนายุค 4.0 ที่เน้นการรวมกลุ่มใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพิ่มศักยภาพการผลิตและมีตลาดรองรับที่แน่นอน อย่างเช่นกลุ่มนาแปลงใหญ่ในพิษณุโลกและอุตรดิตถ์ต้นแบบความสำเร็จ รวมผลิต รวมจำหน่าย ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ชาวนามีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 1 พันบาทต่อไร่”

กรมการข้าว หนุน 'นาแปลงใหญ่' นโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการส่งเสริมการทำนาในระบบแปลงใหญ่แล้ว กรมการข้าวยังมีกิจกรรมศูนย์เรียนรู้เรื่องข้าวในโรงเรียน เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการปลูกข้าวสำหรับนักเรียน ครู อาจารย์ ให้เห็นความสำคัญของข้าวและชาวนา พร้อมยกย่องเชิดชูเกียรติชาวนาให้เป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทย ส่งผลให้เยาวชน บุตรหลานชาวนาเกิดความรัก หวงแหน และพร้อมที่จะสืบทอดอาชีพการทำนาต่อไปด้วยความภาคภูมิใจ

กรมการข้าว หนุน 'นาแปลงใหญ่' นโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรแบบยั่งยืน

พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.  

พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.  29 กันยายน 2563 – 12:29 น.

พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.

เพื่อให้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารได้รับโอกาสในการพัฒนาและมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามเป้าหมายสูงสุดอันจะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ที่กำหนดเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาว่าเด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติได้
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นหนึ่งในหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ร่วมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามโครงการ กพด. หรือโครงการเพิ่มศักยภาพระบบงานเกษตร ภายใต้แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำขึ้น

พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.  

ทั้งนี้ในการดำเนินงานตามโครงการเพิ่มศักยภาพระบบงานเกษตร ภายใต้แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ เน้นยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกลไก ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบล สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ด้วยกิจกรรมที่ประกอบด้วย หนึ่ง ระบบงานเกษตรในโรงเรียน สอง ระบบงานเมนูอาหารกลางวัน สาม งานสหกรณ์นักเรียน สี่ ระบบงานเกษตรสารสนเทศ ห้า ระบบงานครอบครัวผาสุก และ หก ระบบงานเครือข่ายชุมชนโรงเรียน 

               พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.  
ผลการดำเนินโครงการฯ จะทำให้เกิดการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาชมภู ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ ส.ป.ก โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธานี มีส่วนร่วมเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาตามโครงการเพิ่มศักยภาพระบบงานเกษตร ภายใต้แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ (กพด.) ที่วันนี้ได้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

               พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.  
ด้วยในพื้นที่ของตำบลบ้านก้องนั้น เป็นแหล่งปลูกกล้วยน้ำว้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อทรงได้รับทราบถึงความทุกข์ของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกกล้วยน้ำว้าจำหน่าย สร้างรายได้ในการยังชีพ ที่ต้องประสบกับปัญหาราคากล้วยน้ำว้าตกต่ำอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก พระองค์ท่านจึงทรงมีพระราชดำริให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือ 

           พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.  
จากการทำงานแบบบูรณาการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนตามพระราชดำริ จึงได้นำมาสู่การแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มมูลค่าผลผลิตโดยการนำกล้วยน้ำว้ามาแปรรูปเป็นกล้วยตาก ซึ่งเป็นทั้งการแก้ไขปัญหาทั้งด้านตลาด ที่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อ และให้ราคาต่ำ อีกทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร

                 พัฒนาชีวิตเด็กในถิ่นทุรกันดาร  อีกก้าวการพัฒนาตามพระราชดำริ โดย ส.ป.ก.  
กล้วยตากของบ้านก้องในวันนี้ ได้ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่เรียกว่า เทคโนโลยีระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบพาราโบลาโดม  อันเป็นนวัตกรรมระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจกใช้หลักการไหลเวียนอากาศร้อน เพื่อระบายความชื้นด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งได้มีการจัดสร้างโรงอบแห้งขึ้น ในพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาชมภู จำนวน 5 โรงเรือน นอกจากนักเรียนจะได้เรียนรู้และผลิตกล้วยตากเพื่อใช้ในโครงการอาหารกลางวันแล้ว ยังจำหน่ายสร้างรายได้ ที่สำคัญอีกประการ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้านในพื้นที่ และเข้ามาใช้ประโยชน์ในการผลิตกล้วยตากที่สะอาด อร่อย มีคุณภาพ ออกจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ โดยดำเนินการในรูปแบบของกลุ่ม ภายใต้ชื่อ กลุ่มกล้วยตากพาราโบลาโดมระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์
 ทั้งนี้การดำเนินงานตามโครงการเพิ่มศักยภาพระบบงานเกษตร ภายใต้แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ (กพด.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธานี ได้เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีส่วนร่วมช่วยสนับสนุนเพื่อต่อยอดการผลิตกล้วยตากของนักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาชมภู รวมถึงผู้ปกครองที่มีความสนใจ ที่จะยกระดับการผลิตเพื่อสร้างสินค้าคุณภาพ ที่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการผลิตที่ได้มาตรฐาน เช่น  การจัดโครงการฝึกอบรมการผลิตกล้วยตาก มาตรฐานGAP ตามนโยบายด้านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการมีส่วนร่วมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ด้านปัจจัยการผลิต เช่น อุปกรณ์ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ในแปลงปลูกกล้วยน้ำว้าของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาชมภู  นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆที่จำเป็นตามความต้องการ พร้อมทั้งคอยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง  เป็นต้น
ผลจากการมีส่วนร่วมในการสนองงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้โครงการ กพด. โดย ส.ป.ก. ได้นำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพผลผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด อันนำไปสู่การเริ่มต้นของความอยู่ดีกินดี เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน