อดีตในรอยจำ มิติใหม่อนุรักษ์เอกลักษณ์เก่า กรณีศึกษา ‘ดุสิตธานี’ สู่ความร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574753

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

อดีตในรอยจำ มิติใหม่อนุรักษ์เอกลักษณ์เก่า กรณีศึกษา ‘ดุสิตธานี’ สู่ความร่วมสมัย

เรื่อง : พรเทพ เฮง

สถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการตกแต่งภายใน ซึ่งเคยรุ่งโรจน์โดดเด่นเป็นหลักหมายที่สำคัญของเมือง เคยสูงที่สุด เคยทันสมัยที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งศตวรรษ หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ความทันสมัยกลายเป็นความเชย และต่อมาก็มาสู่ความเป็นเรโทรหรือรำลึกอดีต ก่อนที่จะกลายเป็นของเก่าทรงคุณค่าขึ้นหิ้งคลาสสิก

ก่อนที่จะเหลือเพียงภาพถ่ายและซากของอดีต มีโครงการหนึ่งซึ่งเป็นความร่วมมือในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและความทรงจำร่วมสมัยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และถือว่าเป็นระบบตามระเบียบวิธีการวิจัยและหลักวิชาการมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

นั่นคือ โครงการบันทึกการเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (Preserving Dusit Thani Bangkok’s Artistic Heritage)

ความร่วมมือครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาภาครัฐและองค์กรธุรกิจเอกชนร่วมมือกันในการศึกษา วิจัย อนุรักษ์ และเก็บบันทึกเรื่องราวความโดดเด่นในทุกมิติ ลงในสื่อผสมหลากหลายทั้งงานภาพจิตรกรรม หนังสั้น และบันทึกลงในมัลติมีเดียแอพพลิเคชั่น เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

โรงแรมห้าดาวของคนไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญ (Landmark) ของกรุงเทพมหานครที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อาคารอันเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีอัตลักษณ์ในแบบเฉพาะตัว มีคุณค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ เพราะอดีตคือแรงบันดาลใจสู่อนาคตที่ยั่งยืน

หนึ่งในเอกลักษณ์ของดุสิตธานีนั่นคือ ห้องอาหาร “เบญจรงค์” เป็นห้องอาหารที่มีเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะภาพศิลป์อันทรงคุณค่าของ ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ หรือที่คนในวงการศิลปะเรียก “ท่านกูฏ” ศิษย์รุ่นแรกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2487 เป็นนักศึกษารุ่นที่ 2 ของคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์

ท่านกูฏ เป็นผู้บุกเบิกจิตรกรรมฝาผนังไทยยุคใหม่ ซึ่งต่างไปจากช่างเขียนในอดีต ที่มักจะสืบทอดฝีมือกันจากรุ่นสู่รุ่น แต่ท่านกูฏได้รับการศึกษาศิลปะมาในระบบ ที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายหลังหันมาสนใจงานจิตรกรรมไทยประเพณี จึงได้เกิดการสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดตามขนบนิยมแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับเทคนิคและมุมมองแบบศิลปะสมัยใหม่ หรือแม้แต่สร้างงานในลักษณะไทยประเพณีบนพื้นที่ใหม่ อย่างงานตกแต่งผนังอาคารสถานที่ เช่น โรงแรม หรือสำนักงาน ซึ่งถือว่าแปลกใหม่มากในยุคนั้น

เพราะฉะนั้นโครงการนี้จะเป็นการอนุรักษ์ที่เป็นต้นแบบหรือแม่แบบให้กับสถาปัตยกรรมและสิ่งตกแต่งภายในเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าต่อไปของไทยในอนาคต

มองจากมุมอดีต ถึงปัจจุบันของดุสิตธานี

การหลอมรวมระหว่างการเป็นโรงแรมที่มีรากฐานที่แข็งแกร่ง มีประวัติศาสตร์และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงบุคลิกความเป็นไทยร่วมสมัย

ชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดุสิตธานี บอกถึงการทำงานอนุรักษ์ในครั้งนี้ว่า เขารู้ตั้งแต่จำความได้ว่า ต้องอยู่ที่นี่ เติบโตที่นี่ และทำงานที่นี่

“ทำอย่างไรให้โรงแรมใหม่มีบุคลิกของโรงแรมเก่ามากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนที่ดี อะไรที่เก็บไว้ได้ก็เก็บ ความเป็นไทยหรือเอกลักษณ์ไทย ในอนาคตจะมีความหมาย เพราะจุดขายคือความเป็นไทย”

ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่ออนุรักษ์สิ่งเก่าและจิตวิญญาณเดิมไว้ให้มากที่สุด ชนินทธ์ มองถึงจุดนี้ว่า

“เห็นทุกอย่างที่นี่และลืมไปว่าสำคัญ จากความเคยชิน ต้องให้คนนอกผู้เชี่ยวชาญมาดู ห้องอาหารเบญจรงค์ใช้เงินลงทุนมากที่สุดในยุคนั้น สำคัญที่สุดในแง่การตกแต่ง ร้านอาหารที่ดีที่สุดคือร้านอาหารไทย คุณแม่ (ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย) ยืนยันให้ใช้ชื่อไทย และเป็นที่ซึ่งเปลี่ยนน้อยที่สุดในรอบ 48-49 ปีที่ผ่านมา”

โครงการนี้ทำงานกันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ค้นหาว่าหัวใจของดุสิตธานีอยู่ตรงไหน ความทรงจำกับความสำเร็จ ชนินทธ์ บอกว่า ที่นี่เป็นโรงแรมคนไทย ชื่อไทย บริหารแบบไทย มีความเป็นไทยในเอกลักษณ์ไทย

“ความต้องการของลูกค้าสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก คนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวต่างประเทศคงเห็นความสำคัญของโรงแรมในแง่ความสำคัญของประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โรงแรมใหม่เกิดมาต้องมีบุคลิกและความสำคัญเหมือนเมื่อเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา ดังที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์เคยทำไว้ ดุสิตธานีจะเป็นตัวแทนของประเทศในภาพลักษณ์โรงแรมของประเทศไทย คนจะมีความผูกพันดังเก่าเหมือนกับตอนที่เปิดใหม่ๆ เราจะเก็บพนักงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำทุกอย่างให้เป็นความต่อเนื่อง”

ชนินทธ์ มั่นใจว่าโครงการบันทึกการเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในอนาคตจะเป็นสิ่งที่ประเมินค่าจนหามิได้ว่า เป็นโมเดลในการให้คุณค่าและความสำคัญกับการอนุรักษ์ รักษาของเก่าในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักในคุณค่า

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี เสริมว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเก่าแก่และมีความโดดเด่นในด้านศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมทุกแขนง ให้ความสนใจร่วมมือในการเก็บบันทึกเรื่องราวของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่านให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และอนุรักษ์ความทรงจำที่เปี่ยมความหมายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“เราได้เก็บข้อมูลเชิงวิจัยกับสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ มหาวิทยาลัยศิลปากรมีบุคลากรที่มีฝีมือเยอะมาก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาทางศิลปะชั้นนำของประเทศได้ออกมาทำงานร่วมกันกับเอกชน ซึ่งจะเก็บรักษาสิ่งที่สวยงามของดุสิตธานีไว้ อนุรักษ์ความเป็นไทย นับเป็นสิ่งที่ท้าทายของทีมงานเก็บข้อมูลและทำงานวิจัยในครั้งนี้

เรียนรู้จากสิ่งที่เกิด ดุสิตธานีเป็นหน้าตาของอดีตในประเทศไทย เก็บเอกลักษณ์ทุกอย่างที่ดีและมีคุณค่าเอาไว้ ซึ่งใช้เวลานานมากในการออกแบบและนำทีมที่มีความเชี่ยวชาญทางศิลปวัฒนธรรมมาแกะรอยหาจิตวิญญาณและเอกลักษณ์ของดุสิตธานีอย่างเหมาะสมและลงตัว”

ขั้นตอนการทำงาน ศุภจี เล่าว่า เริ่มจากห้องเบญจรงค์ที่มีภาพเขียนบนเสาและฝาผนังของท่านกูฏ หรือไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ศิลปินชั้นเยี่ยมของไทย ซึ่งมีคุณค่ามาก

“อ.อมฤต (อมฤต ชูสุวรรณ อดีตคณบดีคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร) มาช่วยดูงานของท่านกูฏ บอกว่ามีคุณค่ามาก ควรอนุรักษ์และเก็บรักษาไว้ที่โรงแรมใหม่ ซึ่งต้องคิดคำนวณการย้ายเสาต้นละ 5 ตัน ส่วนคณะโบราณคดีก็ทำวิจัยและบันทึกทางประวัติศาสตร์ ศิลปะร่วมสมัย งานไม้สักทองแกะบนฝ้าเพดาน เสาเพนต์ลายไทย และภาพจิตรกรรมที่ห้องอาหารเบญจรงค์ต้องนำมาประกอบใหม่ที่ห้องอาหารเบญจรงค์ใหม่ที่จะสร้างขนาดเดียวกัน”

นอกจากนี้ ศุภจี บอกว่าจะมีแกลเลอรี่เพื่อโชว์โมเดลโรงแรมเก่า บุคลิกเอกลักษณ์ต่างๆ จะถูกเก็บไว้ อย่างส่วนยอดโรงแรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ก็จะถูกเก็บไว้

“โรงแรมเก่าไม่ได้ไปไหน จิตวิญญาณดุสิตธานีก็ยังคงอยู่ในรูปแบบดุสิตธานี เลเจนด์”

บันทึกการเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์ หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญอดีตของกรุงเทพฯ

สำหรับบทบาทของมหาวิทยาลัยศิลปากรในโครงการนี้ เน้นที่การนำความรู้ความชำนาญของเหล่าคณาจารย์จากภาควิชาต่างๆ ทั้งคณะโบราณคดี คณะสถาปัตยกรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และความร่วมมือของคณะวิชาต่างๆ มาบูรณาการร่วมกันในการเก็บบันทึกข้อมูลในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะเรื่องราวของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เหมือนเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นยอดสำหรับผู้ที่สนใจในการพัฒนาการทางด้านศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม งบประมาณ และเวลาไม่น้อย รศ.สยุมพร กาษรสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงภาพให้เห็นถึงโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากรและกลุ่มดุสิตธานี ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี เนื่องจากเป็นครั้งแรกของความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยภาครัฐที่จับมือกันวิจัย ศึกษา อนุรักษ์ และบันทึกมรดกทางประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม ผ่านโครงสร้างอาคารและการออกแบบตกแต่งของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าประทับใจในแบบครบวงจร

“เราได้เก็บข้อมูลเชิงวิจัยกับสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ มหาวิทยาลัยศิลปากรมีบุคลากรที่มีฝีมือเยอะมาก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาทางศิลปะชั้นนำของประเทศได้ออกมาทำงานร่วมกันกับเอกชน ซึ่งจะเก็บรักษาสิ่งที่สวยงามของดุสิตธานีไว้ อนุรักษ์ความเป็นไทย นับเป็นสิ่งที่ท้าทายของทีมงานเก็บข้อมูลและทำงานวิจัยในครั้งนี้”

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ นั้นถือเป็นต้นแบบของอาคารสถาปัตยกรรมไทยโมเดิร์นยุคแรกๆ ที่ได้รับการพูดถึงในการเรียนการสอนของนักศึกษาสถาปัตย์ ซึ่งเป็นการผสมผสานความทันสมัยแบบตะวันตกเข้ากับศิลปะสถาปัตยกรรมของไทย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยอดพระปรางค์วัดอรุณ ซึ่งเป็นการคิดแบบนอกกรอบในการออกแบบสถาปัตยกรรมในยุคนั้น

นอกจากนั้น ยังได้เห็นการพัฒนาการและความก้าวหน้าของจิตรกรรมฝาผนังของไทย ซึ่งปรากฏอยู่บนผลงานของท่านกูฏ ปรมาจารย์ด้านจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ที่ได้นำสีสันใหม่ๆ มาใส่ในงานจิตรกรรมไทยในห้องอาหารเบญจรงค์ ซึ่งตรงกับแนวคิดของดุสิตธานีที่ต้องการสะท้อนความเป็นไทยแบบร่วมสมัย

รวมถึงการจัดภูมิสถาปัตย์ การออกแบบสวนต่างๆ ที่เหมือนเป็นโอเอซิสใจกลางเมือง และเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ที่แวดล้อมอาณาบริเวณโรงแรม ซึ่งสร้างบรรยากาศ ความสงบเงียบ และเป็นแหล่งผลิตโอโซนขนาดย่อมๆ ให้แก่ย่านสีลม ผศ.ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้บอกเล่าถึงกระบวนการทำงานว่า

“เริ่มงานจากเสาท่านกูฏกันก่อน (เสาอาคารของห้องอาหารเบญจรงค์ ซึ่งวาดลายไทยประยุกต์โดยศิลปินชื่อดังแห่งยุค ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ) เสาสองต้นต้องลอกลายเก็บรักษาแล้วตัดเก็บอนุรักษ์ไว้ ซึ่งเป็นงานของคณะจิตรกรรมฯ โรงแรมดุสิตธานีเคยเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ สร้างตึกที่สูงที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

ห้องนภาลัยก็เป็นต้นแบบของฮอลล์เพื่อความบันเทิงของคนกรุงเทพฯ คณะสถาปัตย์เก็บข้อมูลด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม แล้วก็มีการเก็บพืชพรรณไม้ ต้นไม้ต่างๆ ด้วย ส่วนคณะโบราณคดีก็เก็บเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะต่างๆ ที่มาและคุณค่าของความทรงจำ ส่วนด้านศิลปะร่วมสมัยก็จะมีศิลปินซึ่งเป็นอาจารย์มาตีความและวาดรูปดุสิตธานี เพราะทุกอย่างคือความทรงจำ”

ระหว่างทางการทำงาน ผศ.ชวลิต บอกว่าต้องทำแข่งกับเวลา และเป็นการทำงานที่เป็นนามธรรมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความทรงจำและความรู้สึก ซึ่งในอนาคตต้องมีแกลเลอรี่และมิวเซียมดิจิทัลไว้แสดงถึงอดีตที่ผ่านมาว่า ไม่ใช่การทุบทิ้งโดยไม่เห็นคุณค่า

ในปี 2562 ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล จะเริ่มดำเนินการสร้างโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (Mixed-use Real Estate Development) อันประกอบไปด้วยอาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าขาย และโรงแรม ทั้งนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่ มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2566

โคเวิร์กกิ้งสเปซ @ถนนวิทยุ ชุมชนคนทำงานอิสระใจกลางเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574755

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

โคเวิร์กกิ้งสเปซ @ถนนวิทยุ ชุมชนคนทำงานอิสระใจกลางเมือง

เรื่อง : ภาดนุ

ในปัจจุบันนี้มีโคเวิร์กกิ้งสเปซหลายแห่งเปิดขึ้นในกรุงเทพฯ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ชอบความมีอิสระและความสะดวกสบายมากมาย

ล่าสุด จัสท์โค (JustCo) ผู้ให้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-Working Space) ระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้เปิดตัวโคเวิร์กกิ้งสเปซ สาขาที่สองในประเทศไทยกับ “จัสท์โค แคปปิตอล ทาวเวอร์ ออล ซีซั่นส์ เพลส” (JustCo at Capital Tower, All Seasons Place) หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเปิดให้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซ แห่งแรกในกรุงเทพฯ ไปแล้วที่เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

จัสท์โค แคปปิตอล ทาวเวอร์ ออล ซีซั่นส์ เพลส มีพื้นที่กว่า 3,500 ตร.ม. โดยครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 ชั้น (ชั้น 9-11) บนอาคารแคปปิตอล ทาวเวอร์ ออล ซีซั่นส์ เพลส ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านธุรกิจ ศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสื่อสาร ล้อมรอบไปด้วยสถานที่สำคัญมากมาย อาทิ สถานทูตสำคัญของหลากหลายประเทศ อาคารสำนักงานชั้นนำ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ แหล่งช็อปปิ้ง โรงแรม โรงพยาบาล และสถานที่ระดับไฮเอนด์อีกมากมาย อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกสบายในการเดินทาง โดยใช้เวลาเดินเพียง 5 นาที จากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต

จัสท์โคฯ สาขาที่สองนี้นำเสนอเอกลักษณ์ในการออกแบบพื้นที่ด้วยการผสมผสานความเป็น “ไทย” เข้ากับความ “ร่วมสมัย” ได้อย่างลงตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากอุตสาหกรรมด้านเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของไทย ในการนำวัสดุจากธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นมารีไซเคิลให้เป็นผลงานร่วมสมัย

เห็นได้จากเก้าอี้ไม้ โต๊ะประชุม หรือแม้กระทั่งไฟเพดานที่สร้างขึ้นจากหวายทอ ซึ่งเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมการทอผ้าแบบดั้งเดิมและเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศไทยด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งการตกแต่งในสไตล์สวนที่มอบความรู้สึกสบายๆ และเป็นกันเอง กระตุ้นให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และเปิดโอกาสในการที่จะเชื่อมต่อซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก

และพลาดไม่ได้สำหรับผลงานวอลล์เพนติ้งที่ใหญ่ที่สุดของนักวาดภาพประกอบสาวชาวไทย ผู้ฝากผลงานการออกแบบร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วนอย่าง “ปอม ชาน” (Pomme Chan) ที่มาร่วมถ่ายทอดผลงานสุดสร้างสรรค์ให้กับจัสท์โคฯ อีกครั้งผ่านวอลล์เพนติ้งสีสันสดใสที่มีความยาวถึง 18 เมตร ที่มาช่วยเติมเต็มความสนุกสนาน ความสดใส และมีชีวิตชีวาของโคเวิร์กกิ้งสเปซแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังได้รับการออกแบบให้มีการเปิดรับแสงจากธรรมชาติ ด้วยการติดตั้งกำแพงแบบกระจกใสให้สมาชิกสามารถผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มาชื่นชมกับวิวทิวทัศน์และพื้นที่สีเขียวขจีบริเวณถนนวิทยุได้แบบพาโนรามา ก่อนจะกลับไปลุยงานต่อได้อย่างเต็มที่

จัสท์โค แคปปิตอล ทาวเวอร์ ออล ซีซั่นส์ เพลส จึงเป็นมากกว่าแค่พื้นที่การทำงานที่ทันสมัย แต่คือคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่สมาชิกสามารถสร้างความสัมพันธ์และแสวงหาการเชื่อมต่อใหม่ๆ พร้อมทั้งสำรวจโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการเพิ่มจำนวนโต๊ะทำงานแบบไม่ประจำ (Hot-Desking) ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่โตขึ้นตามขนาดของธุรกิจ พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่จะช่วยสร้างความสมดุลในการทำงานอย่างมืออาชีพ รวมถึงบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม (Meeting Studios) ห้องทำงาน (Suite) ห้องสำหรับคุยโทรศัพท์ (Private Phone Booth) ที่มีขนาดกว้างขวางเทียบเท่ากับออฟฟิศขนาดหนึ่งห้อง ให้ความรู้สึกโปร่งสบายไม่อึดอัด อีกทั้งยังสามารถเก็บเสียงสนทนาจากภายในไม่ให้เล็ดลอดออกไปด้านนอกได้อีกด้วย

อีกทั้งมีพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย (Event Spaces) มีมุมคาเฟ่จากคอฟฟี่โอโลจี ที่จะมาช่วยปลดล็อกวันล้าๆ หรือบรรเทาอาการโหยกาเฟอีนของคุณได้อย่างชะงัด มีเก้าอี้ชิงช้าที่จัดไว้สำหรับสมาชิกในการพูดคุย เริ่มบทสนทนาใหม่ๆ หรือผ่อนคลายระหว่างวัน และพื้นที่นั่งเล่นที่สมาชิกสามารถหาหนังสือเบาสมองสักเล่มมานั่งอ่านพร้อมกับจิบกาแฟสบายๆ หรือว่าจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ก็สามารถทำได้อย่างอิสระเช่นกัน

จัสท์โคฯ พื้นที่การทำงานร่วมกันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความกระตือรือร้นในการทำงาน เปิดให้เข้าใช้บริการแล้ววันนี้ โดยตั้งอยู่ที่ชั้น 9-11 ตึกแคปปิตอล ทาวเวอร์ ออล ซีซั่นส์ เพลส ให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-18.00 น. โทร. 02-055-8606 http://www.justcoglobal.com/th

หมอหนิ่ง-รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ‘Give Them a Hug รักสัตว์ให้เป็น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574750

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 15:50 น.

หมอหนิ่ง-รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ‘Give Them a Hug รักสัตว์ให้เป็น’

เรื่อง : ภาดนุ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา “เต่าออมสิน” กลายเป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลก ผู้คนมากมายเศร้าใจไปกับเคราะห์กรรมของเต่าขนาดใหญ่ที่กินเหรียญที่นักท่องเที่ยวโยนลงไปด้วยความเชื่อผิดๆ

นอกจากเรื่องของเต่าออมสินแล้ว ยังมีข่าวความโชคร้ายของสัตว์อีกมากมายหลายชนิด ทั้งสัตว์ที่อยู่ด้วยตัวเองตามธรรมชาติและสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยง

เพราะเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์ โครงการ “Give Them a Hug รักสัตว์ให้เป็น” หนึ่งในโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่คนรักสัตว์และประชาชนทั่วไป ในแง่มุมและมิติต่างๆ หลากหลายเรื่อง ฉะนั้นการเปิดตัวหนังสือ “หมอหนิ่งเล่า ต.เต่า ออมสิน” จึงถือเป็นก้าวแรกของโครงการ โดยรายได้จากการขายหนังสือครั้งนี้ จะนำไปซื้อเครื่องเลเซอร์ เพื่อช่วยในการรักษาและสมานแผลสัตว์ เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของสัตว์ให้สูงมากยิ่งขึ้น

รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ หรือหมอหนิ่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ “หมอหนิ่งเล่า ต.เต่า ออมสิน” พูดถึงที่มาของหนังสือและโครงการนี้ว่า

“หมอเลือกมาเป็นสัตวแพทย์ เพราะตั้งแต่เด็กมีความรู้สึกผูกพันกับการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ ได้ติดตามคุณพ่อซึ่งเป็นสัตวแพทย์มาโดยตลอด ถ้ามีโอกาสได้ช่วยเหลือพวกเขาก็ควรจะทำ ปัญหาของ ‘ออมสิน’ คือถูกยึดอิสรภาพนำมากักขังในบ่อ และถูกฆ่าด้วยการให้กินอาหารที่ไม่เหมาะสม จนต้องมากินเหรียญและตายลงในที่สุด

กรณีของออมสินทำให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของการกระทำของมนุษย์ที่มีผลกระทบต่อชีวิตสัตว์ และตระหนักถึงการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ชีวิตหนึ่ง ความเชื่อตามหลักพุทธศาสนาได้สอนไว้เรื่องการทำบุญ แต่หากทำผิดวิธีหรือไปเบียดเบียนใคร ก็คงจะไม่ได้บุญ หมอเองก็ได้แต่หวังว่า ออมสินจะเป็นครูให้พวกเราทุกคนไม่ทำบุญแบบผิดวิธี โดยทำร้ายชีวิตสัตว์ที่ทั้งแบบตั้งใจและแบบที่ไม่ตั้งใจต่อไป

แม้ว่าวันนี้จำนวนคนรักสัตว์มีมากขึ้นและเกินครึ่งรักสัตว์ไม่เป็น โดนทารุณแบบไม่ตั้งใจมากขึ้น หมอจึงมีความต้องการที่จะเปลี่ยนทัศนคติจาก “รักไม่เป็น” ให้เป็น “รักให้เป็น” และที่ผ่านมา หมอได้รับรู้และหาทางแก้ปัญหา ด้วยการจัดตั้งโครงการ Give Them a Hug รักสัตว์ให้เป็น ขึ้นเพื่อช่วยเหลือและอนุรักษ์สัตว์ โดยมีจุดประสงค์คือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยง การดูแล และการเข้าใจแก่นแท้ของสัตว์ประเภทนั้นๆ แก่คนรักสัตว์

หมอเชื่อว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เล็งเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์โลกมาโดยตลอด และพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสัญลักษณ์แห่งการมอบสิ่งดีๆ ระหว่างกันและกัน โครงการนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะแบ่งปันน้ำใจ เพื่อสร้างความเชื่อใหม่ ที่ไม่เบียดเบียนสัตว์น้อยใหญ่ ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว ที่จะดำเนินชีวิตให้เติบโต และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยได้อย่างดีต่อไป”

ด้าน นพดล ประพิมพ์พันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจกรุงเทพฯ บริษัท เมอร์ลิน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ประเทศไทย และผู้บริหารซีไลฟ์ แบงค็อก อะควอเรียมระดับโลก ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการ Give Them a Hug รักสัตว์ให้เป็น และหนังสือหมอหนิ่งเล่า ต.เต่า ออมสิน เผยว่า ซีไลฟ์ฯ ชื่นชมและสนับสนุนโครงการ Give Them a Hug รักสัตว์ให้เป็น เพราะเป็นโครงการที่มีแนวความคิดและจุดมุ่งหมายเดียวกับซีไลฟ์ฯ ซึ่งเป็นอะควอเรียมระดับโลกที่มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกใต้ทะเลอย่างยั่งยืน อาทิ ทำโครงการอนุรักษ์ของตัวเอง และสนับสนุนโครงการอนุรักษ์อื่นๆ มากมาย

“การร่วมอนุรักษ์เต่าทะเล และช่วยเหลือเต่าทะเลบาดเจ็บและพิการ จากการระดมทุนผ่านการจำหน่ายริสต์แบนด์ (Wristband) โดยไม่หักค่าใช้จ่าย แก่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ Give Them a Hug รักสัตว์ให้เป็น จะต้องบรรลุวัตถุประสงค์ และช่วยให้สังคมส่วนรวมเรียนรู้ที่จะรักสัตว์อย่างถูกวิธี และอนุรักษ์สัตว์อย่างยั่งยืนได้อย่างแน่นอน”

สำหรับ จตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เผยว่า

“กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีภารกิจหลักอยู่หลายประการ เช่น การกำหนดนโยบายจัดทำแผนการบริหารจัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมกฎระเบียบ มาตรการต่างๆ เพื่อให้มีการใช้อย่างยั่งยืน

ภารกิจอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ การศึกษา วิจัย พัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟู พืชและสัตว์ทะเลที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างแท้จริง

จากกรณีของเต่าออมสินเอง ทำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความสำคัญของผลกระทบที่มนุษย์ได้กระทำและมีผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์ รวมถึงการเห็นความสำคัญของชีวิตสัตว์ทะเลในการที่จะรักษาให้หายจากการเจ็บป่วยด้วยความช่วยเหลือจาก รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผมเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเราได้เห็นถึงความสำคัญของชีวิตสัตว์

ดังนั้น เราควรร่วมมือกันสร้างความตระหนักรู้ สร้างจิตสำนึก และปรับเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างที่มนุษย์เอาเปรียบสัตว์ ไม่ใช่เพียงเฉพาะสัตว์น้ำ แต่รวมถึงสัตว์ทุกประเภทรอบๆ ตัวเราด้วย”

ผู้ที่สนใจจะซื้อหนังสือ หรือบริจาคเงิน ติดต่อได้ที่กองทุนช่วยชีวิตสัตว์น้ำ เลขที่บัญชี 123-1-35678-5 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสยามสแควร์ ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาส่งหลักฐาน พร้อมชื่อที่อยู่ในการจัดส่งมาที่ Line: gtah2018 หรือสอบถามที่ 08-9111-6464 

เทคนิคการสร้าง Partnership

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574732

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 12:27 น.

เทคนิคการสร้าง Partnership

โดย…ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ Chief Learning Officer บริษัทแอคคอม แอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล

ความสำเร็จในการขายสินค้าและบริการ มาจากปัจจัยหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือความสามารถของนักขายในการทำให้ลูกค้ามองเห็นคุณค่าของสินค้าและบริการ รวมถึงคุณค่าของสัมพันธภาพ

ปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นได้ หรือพัฒนาให้ยกระดับขึ้นได้ ในระหว่างการประชุมหรือระหว่างที่ลูกค้ามีการพูดคุยกับนักขาย เป็นสมรรถนะที่สามารถพัฒนาได้ในทีมขายหรือทีมที่ส่งมอบบริการให้ลูกค้า

สำหรับสินค้าและบริการที่มีราคาสูง และเป็นการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การสร้างสัมพันธภาพแบบคู่คิด หรือความรู้สึกใกล้ชิดเหมือนเป็นหุ้นส่วนกัน (Partnership) มีความสำคัญอย่างมาก จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เป้าหมายขององค์กรธุรกิจต่างๆ อันหนึ่งก็คือการสร้างสัมพันธภาพแบบ Partnership กับคู่ค้าและลูกค้าให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สัมพันธภาพแบบ Partnership ไม่ได้เกิดขึ้นเองได้โดยง่ายนั่นคือก่อนจะสร้าง Partnership  กับลูกค้า เราจำเป็นต้องประเมินก่อนว่าปัจจุบันลูกค้ามองว่าสัมพันธภาพที่มีกับเราเป็นรูปแบบใด ขอยกตัวอย่างจากใน 4 แบบนี้

แบบแรก สัมพันธภาพเชิงเทคนิค ในรูปแบบนี้ลูกค้าเชื่อในความสามารถของเรา เห็นเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้าอาจรู้สึกยำเกรง แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคู่คิด หรือสนิทใจ ลูกค้ามองว่าเราควบคุมความสัมพันธ์  ถ้าลูกค้าได้บริการเดียวกันจากที่อื่น เรื่องของราคาที่ถูกกว่าจะเป็นตัวตัดสินทันที

แบบที่สอง สัมพันธภาพเชิงสังคม นั้นคือ รูปแบบความสัมพันธ์แบบสนิทสนมเหมือนเพื่อนกัน เช่น เธอชอบฉัน ฉันก็ชอบเธอ เราถูกชะตากัน คุยสัพเพเหระได้ ไม่ลงลึกเรื่องธุรกิจ มักได้ยอดขายมาบ้าง แต่ไม่มาก ไม่บ่อย ลูกค้าควบคุมความสัมพันธ์เป็นหลักผู้ขายและบริการมักต้องเอาใจลูกค้าในทุกคำขอ ซึ่งคู่แข่งของคุณก็สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ด้วยวิธีเดียวกัน

แบบที่สาม สัมพันธภาพแบบขาจร รูปแบบนี้ลูกค้ามักมาแบบด่วนๆ ต้องการสินค้าและบริการแบบเดี๋ยวนี้หรือเร่งรัด จึงทำให้ผู้ขายและส่งมอบบริการเหนื่อยและเครียดที่ต้องเร่งรัดตัดตอนไปด้วย ซึ่งอันที่จริงลูกค้าอาจมีเจ้าประจำอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจริงๆ ก็มักจะไม่ได้ติดต่อคุณ และไม่รู้สึกสนิทใจกับคุณถึงขั้นที่อยากจะให้ข้อมูลเชิงลึกกับคุณมากนัก

แบบที่สี่ สัมพันธภาพแบบคู่คิดรูปแบบนี้ความเป็น Partnership ได้เกิดขึ้นแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับคุณ ปรึกษาคุณในเรื่องต่างๆ ทั้งในเรื่องที่คุณมีบริการ และที่ไม่มีในบริการ ลูกค้าตัดสินใจเพราะความเห็นของคุณมีส่วน ลูกค้าแนะนำสินค้าและบริการของคุณให้ลูกค้าอื่นๆ ลูกค้ามักออกตัวปกป้องคุณ ลูกค้ามีความภักดีในแบรนด์ของคุณ ราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ทั้งสองฝ่ายควบคุมความสัมพันธ์ไปด้วยกัน ไม่ใครควบคุมใคร เป็นสัมพันธภาพที่ไม่เครียด และทำให้การขายและการบริการสนุกขึ้น

ในรูปแบบ Partnership ลูกค้ามักจะคุยกับเราเกี่ยวกับธุรกิจของเขา งานของเขา ความชอบส่วนตัว  บริษัทของเขา ทีมงาน อนาคต เป้าหมาย และบางกรณีเรื่องครอบครัวด้วย

สิ่งสำคัญคือ การประเมินสัมพันธภาพที่เป็นอยู่นั้น ไม่ใช่เป็นมุมมองของเราเองว่าเรามองลูกค้าอย่างไร แต่ควรประเมินว่าของลูกค้าคิดหรือรู้สึกอย่างไร และพัฒนาสัมพันธภาพไปสู่รูปแบบ Partnership ที่ต้องการ

ในด้านนักขายหรือทีมขายและบริการลูกค้า หากจะพัฒนาทักษะการสร้าง Partnership สามารถใช้แบบประเมินเพื่อให้ทราบจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว และด้านที่ควรพัฒนาเพิ่มเสริมเพื่อประหยัดเวลาและประสิทธิผลสูงสุด n

Weight/ExtentNormal Publishing Date (planning only)Desk (planning only)Planned Page (planning only)LabelDeckByline ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ Chief Learning Officer บริษัทแอคคอม แอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล

เอกชัย พิภพโสภณชัย ชีวิตในบ้านปูนป๊อปอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574483

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

เอกชัย พิภพโสภณชัย ชีวิตในบ้านปูนป๊อปอัพ

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เอกชัย พิภพโสภณชัย เล่าว่าเขานำบ้านที่คุณพ่อซื้อเก็บไว้แต่ไม่ได้อยู่ มาปรับปรุงใหม่หลายสิ่ง เพราะคุณพ่อของเขามีเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นใหญ่สมัยรุ่นคุณปู่เก็บไว้หลายชิ้น ยังมีร่องรอยของความเป็นบ้านของพ่ออยู่บ้าง แต่เขานำมาจับมารวมร่างกับตู้ โต๊ะ โซฟา เก้าอี้เคลือบปูนคอนกรีต เป็นงานใหม่สไตล์ดิบๆ เท่ตามแบบที่เขาชอบ มีงานเซรามิก ให้ดูเป็นของแต่งบ้านสีฉูดฉาดเปรี้ยวสดใสมากยิ่งขึ้น เพราะรักในงานศิลปะเป็นทุนเดิมเขาจึงแต่งบ้านด้วยการนำภาพพิมพ์ของอาจารย์กิตติพงษ์ มากสิน ศิลปินสีน้ำผู้มีชื่อเสียงมาเป็นองค์ประกอบหลักในการแต่งบ้าน เขาชอบงานของอาจารย์เพราะชิ้นงานทุกชิ้นดูมีความเป็นตัวของตัวเองขั้นสุด แต่กลับถูกผสมผสานและจัดวางได้ลงตัวชนิดที่ใครมาเห็นจะอดขอถ่ายรูปด้วยไม่ได้

เขาบอกว่าบ้านหลังนี้ตอนแรกยังมีสไตล์แบบเดิมอยู่นิดหน่อย แต่พอเขามาอยู่ก็ปรับแต่งภายในเกือบทั้งหมด “ผมชอบงานปูนปั้นชอบงานดิบๆ สไตล์ลอฟต์ปูนเปลือย ผมเปลี่ยนระเบียงบ้านให้เป็นระเบียงไม้ทั้งหมดทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน เพราะไม้ทำให้บ้านรู้สึกอบอุ่นดูเป็นธรรมชาติ ทำให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ที่เป็นของสะสมของพ่อได้เป็นอย่างดี หรือการนำเฟอร์นิเจอร์ปูนเปลือยมาทำเป็นเก้าอี้ชั้นวางของแล้วก็ใส่ไม้เข้าไปเป็นคอนโซล ที่จะใส่อะไรเขาไปก็ได้ดูให้เท่แบบบ้านของผู้ชาย”

หลังจากที่เขามาอยู่บ้านนี้เขาก็ค่อยๆ ปรับแต่งบ้านไปเรื่อยๆ ผสมผสานความเป็นตัวเขาเองลงไป ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ตอนแรกเพดานจะเป็นไฟไลติ้งฝังอยู่ในฝ้าเพดานเลย พอเขาเข้ามาอยู่ก็เปลี่ยนทำใหม่โดยทำไฟฝังเข้าไปในเฟอร์นิเจอร์ หรือส่องจากด้านหลังรูปภาพ หรือของตกแต่งอื่นๆ เป็นไฟ LED เบาเล็กทำง่ายๆ ทำให้ง่ายๆ ไม่มีบัว ไม่มีฝ้า ไม่มีคิ้ว เขาจึงโชว์ความเป็นปูนเปลือยแบบลอฟต์เข้าไปเพิ่ม

ทำให้บ้านหลังนี้มีความเป็นสองอารมณ์ระหว่างความใหม่ผสมเก่า เก่าคือมาจากงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ของสะสมของยุคพ่อ เอาความใหม่แบบปูนเปลือยดิบๆ สบายๆ เรียบเท่เข้าไปเพิ่ม ใครว่าการมีบ้านสวยต้องหรูเริ่ดโมเดิร์นเสมอไป เอาใจคนที่ชอบอารมณ์ดิบๆ มาตกแต่งบรรยากาศให้ดูเคร่งขรึมตามแบบฉบับแมนๆ ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก อิฐ ปูน ต้องมี

“ผมชอบงานปูนในความเรียบง่าย มันดูมีเสน่ห์ ฝรั่งจะชอบงานแบบนี้ มีเพื่อนฝรั่งมาเห็นงานที่ผมทำก็ออร์เดอร์ให้ช่วยทำให้ ตัวผมเองก็ชอบอะไรที่เป็นธรรมชาติมากๆ ไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ งานไม้ งานปูน มันดูไม่ซับซ้อนไม่ประดิดประดอยมากเข้าถึงง่ายดูสบายๆ เครื่องประดับหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ผมจะเอาปูนไปตกแต่งกับไม้ผสมกันมันดูเข้ากับผม เป็นงานของผู้ชายๆ ผมชอบงานแฮนด์เมดทำแกะสลักขัดเกลาออกมาทีละชิ้นๆ เป็นงานที่ออกมาไม่ซ้ำเพราะทำมือทีละอัน ไม่มีทางที่จะเหมือนกันเป๊ะอยู่แล้ว ผิวจะมีความหยาบแต่มีมิติ แล้วผมเองจบจากเทคนิคกรุงเทพ ด้านเคหะภัณฑ์ ก่อนที่จะไปต่อที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือด้านเฟอร์นิเจอร์ และก็ไปต่อโท สถาปัตย์ภายในที่พระจอมเกล้าลาดกระบัง ผมเลยชอบงานฮาร์ดแวร์” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

นอกจากนี้ในส่วนของพื้นที่สวนบริเวณด้านหน้าและด้านข้างของบ้าน เต็มไปด้วยสวนเขียวครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่อายุกว่า 10 ปี โดยมี 2 โซน นั่งสบายๆ คือริมบ่อน้ำพุ ที่มองเห็นเบื้องหน้าเป็นสนามบาสและสวนพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านที่ดูร่มรื่น อีกมุมก็เป็นเทอร์เรซข้างบ้าน ตกแต่งด้วยสมาชิกใหม่จำพวกต้นไม้ตระกูลฮิปเตอร์ อย่างแคกตัส พรมญี่ปุ่น เฟิร์นก้านดำ มานั่งมุมนี้จะได้เห็นวิวแปลงผักสมุนไพรที่ปลูกไว้เพื่อใช้ทำอาหารอย่างใบมินต์ จิงจูฉ่าย ใบยี่หร่า ดอกแค ดอกอัญชัน เพราะเขาชอบทำอาหารมีเพื่อนๆ ชอบมารับประทานอาหารที่บ้านบ่อยมาก จนเขาแทบจะเปิดบ้านเป็นร้านอาหารได้เลย (หัวเราะ)

สำหรับความหมายของคำว่าบ้านของเขาก็คือบ้านที่อบอุ่นมีชีวิตชีวา เป็นบ้านที่ไม่ใช่แค่สวย เขาทำบ้านเพื่ออยู่อาศัย ถ้าสวยก็ดีแต่ต้องอยู่แล้วสบายมีฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างครบวงจร แล้วอยากให้ทุกคนในบ้านมีส่วนร่วม เช่น เขาเอารูปที่ลูกวาดมาใส่กรอบโชว์ไว้ ให้ลูกรู้สึกภูมิใจที่มีส่วนในการตกแต่ง และพ่อเห็นความสำคัญในงานของลูก

“มีรูปที่เป็นค้อน ใบเลื่อย กบไสไม้ และตะปู เป็นรูปที่ผมทำเป็นของขวัญให้คุณพ่อเพื่อเป็นการสื่อถึงสิ่งที่ผมเรียนรู้มาเป็นอาชีพของเราพ่อ-ลูก เนื่องจากพ่อผมเป็นช่างรับเหมา ส่วนผมก็ชอบทำงานเฟอร์นิเจอร์ อาชีพของเราเกี่ยวเนื่องกัน” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

เขาบอกว่าของตกแต่งในบ้านนี้ส่วนใหญ่เป็นงานที่เขาทำเอง หรือถ้าเป็นของที่ได้มาก็ล้วนแต่มีความหมายต่อจิตใจของทุกคนในบ้าน ไม่ใช่แค่ซื้อของสวยมาติด แต่เป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจของทุกคนๆ โดยเฉพาะส่วนใหญ่เขานั่งทำงานที่บ้าน ดังนั้นบ้านจะต้องสบายมีประโยชน์ใช้สอยครบครัน ของหลายชิ้นที่นำมาแต่งล้วนเคยเป็นของชิ้นแรกที่เขาเคยใช้ เช่น โทรศัพท์โมโตโรล่าเครื่องแรก ทุกชิ้นล้วนมีประวัติความเป็นมามีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับคนในบ้าน

บ้านหลังนี้มีสองชั้น 3 ห้องนอน ชั้นล่างเป็นห้องทำงาน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร มีครัวฝรั่ง และครัวไทยหลังบ้าน มีระเบียงทั้งหน้าบ้านและข้างตัวบ้านที่ปลูกต้นไม้ทั้งต้นเล็กต้นใหญ่ให้ได้สีเขียว ส่วนชั้นบน มี 2 ห้องนอนใหญ่ 1 ห้องนอนเล็ก มีห้องพระ และห้องโถงรวมสำหรับนั่งเล่นดูทีวีร่วมกัน การตกแต่งเน้นโทนสีครีม มีไม้และปูนเป็นส่วนประกอบหลัก

อาหารช่วยให้ฉลาดและอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574482

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

อาหารช่วยให้ฉลาดและอายุยืน

เรื่อง กันย์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่ากินอะไรก็ได้อย่างนั้น ในส่วนสมองของคนเราก็เช่นกัน แหล่งพลังงานที่เรารับเข้าไปในร่างกายอย่างอาหารและน้ำดื่มสามารถสร้างความแตกต่างให้กับประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดของสมอง ดร.โรเจอร์ เฮนเดอร์สัน นักกำหนดอาหาร กล่าวว่า คนเราควรรับประทานอาหารบำรุงสมองให้เพียงพอและเป็นการบำรุงร่างกายให้มีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ด้วยอาหารเหล่านี้

1.บลูเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดภาวะความเครียดออกซิเดชั่น ในร่างกาย จึงช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคเกี่ยวกับความชราได้ ยิ่งเราอายุมากขึ้น ร่างกายของคนเราจะต้องเผชิญกับโมเลกุลชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งเราเรียกมันว่าอนุมูลอิสระ สารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความอันตรายของพวกมันได้ ด้วยเหตุนี้ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจึงเป็นอาหารที่สำคัญ ลองเติมบลูเบอร์รี่หนึ่งถ้วยเข้าไปในสมูทตี้ โยเกิร์ต หรือซีเรียลก็ดีไม่น้อย

2.แซลมอน อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และมีสารป้องกันการอักเสบที่ช่วยบำรุงการไหลเวียนของโลหิตและการทำงานของสมอง ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมและหลอดเลือดสมอง รวมทั้งบำรุงความจำลองรับประทานปลาชนิดนี้ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ จะรับประทานเป็นปลาย่าง อบ หรือต้มก็ได้

3.ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืช อุดมไปด้วยวิตามินอีที่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ทั้งยังมีไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยวที่ดีต่อหัวใจ อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงไว้เสมอว่าถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชหลายชนิดมีไขมันชนิดอื่นสูง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเกิน 250 กรัม/วัน หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วคลุกเกลือเพื่อป้องกันไม่ให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น อัลมอนด์และวอลนัทเป็นทางเลือกที่ดีในกรณีนี้

4.ธัญพืชเต็มเมล็ด พบได้ในอาหารประเภทขนมปังโฮลวีต พาสต้า ซีเรียล จมูกข้าวสาลี และข้าวกล้อง อาหารเหล่านี้ดีต่อการหมุนเวียนโลหิตเนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ เส้นใย กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยให้เซลล์สมองทำงานได้ดี

5.ถั่วทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นถั่วดำ ถั่วปากอ้าและถั่วเลนทิล เป็นอาหารที่มีเส้นใยมากและปล่อยพลังงานอย่างช้าๆ ช่วยรักษาระดับกลูโคสในร่างกายให้เสถียรตลอดวันและบำรุงร่างกายและจิตใจ

6.คนส่วนใหญ่ชอบรับประทานช็อกโกแลต ข่าวดีก็คือ ช็อกโกแลตไม่เพียงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังเท่านั้น แต่ยังมีกาเฟอีนที่ช่วยเรื่องสมาธิอีกด้วย นอกจากนี้ ดาร์กช็อกโกแลตยังกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเอนดอร์ฟินที่ช่วยให้อารมณ์ของเราดีขึ้น ควรเลือกรับประทานช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยมที่มีสัดส่วนของโกโก้สูง ไม่ใช่ช็อกโกแลตเชิงอุตสาหกรรมที่มีปริมาณน้ำตาลและไขมันสูง ไม่ต้องรับประทานมาก เพียงแค่ 10-25 กรัม ก็ได้ประโยชน์แล้ว

7.กาแฟ กาเฟอีนและเมล็ดกาแฟ ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ประโยชน์ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการกระตุ้นการทำงานของสมองมาจากสารกาเฟอีน ดังนั้นคุณจึงต้องจำกัดปริมาณกาแฟที่รับเข้าสู่ร่างกาย แค่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้วก็เพียงพอแล้ว

8.อโวคาโด การรับประทานอโวคาโดเล็กน้อยดีต่อสุขภาพในทุกๆ ด้าน เพราะในอโวคาโดอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและกรดอะมิโน (โปรตีน) ที่ช่วยลดความดันโลหิตและบรรเทาการอักเสบในร่างกายของคนเรา แนะนำให้รับประทานอโวคาโด 1/4 ถึงครึ่งผลทุกวัน

9.ชาเขียวและชาดำที่ชงเสร็จใหม่ๆ มีสรรพคุณต้านสารอนุมูลอิสระได้ดีเทียบเท่ากับกาเฟอีน นอกจากนี้ยังช่วยขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปยังสมอง ทำให้ความจำและอารมณ์ดีขึ้น เช่นเดียวกับกาแฟ เราควรดื่มชาแต่พอดีจึงจะดีต่อสุขภาพ ซึ่งก็คือ 3-4 แก้ว/วันเท่านั้น

10.น้ำทับทิม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ควรจำกัดปริมาณการดื่มไว้ที่ 50-75 มล./หน่วยบริโภค เพราะการดื่มมากเกินไปจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วน ผสมน้ำทับทิมกับน้ำเปล่าแล้วดื่มหลายๆ ครั้งต่อวัน หรือจะรับประทานทับทิบสดประมาณ 250 กรัมก็ได้

หัวใจสำคัญของการกระตุ้นการทำงานของสมอง คือ การจ่ายพลังงานให้แก่สมองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อตลอดทั้งวัน การอดอาหารในตอนกลางวันแล้วมารับประทานในตอนกลางคืนนั้นไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ใช่การรับประทานอาหารอย่างสมดุล การรับประทานอาหารบำรุงสมองเป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับ 7-8 ชั่วโมง ในตอนกลางคืน แล้วทำสมาธิและออกกำลังกายแบบเน้นความผ่อนคลายอย่างโยคะหรือพิลาทิส สามารถช่วยบำรุงสุขภาพของสมองและร่างกายของเราช่วยให้อายุยืนได้

การเงินมั่นคง มั่งคั่ง เริ่มต้น(ได้)ในปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574481

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

การเงินมั่นคง มั่งคั่ง เริ่มต้น(ได้)ในปีใหม่

เรื่อง ราตรีแต่ง

บรรดากูรู หรือไลฟ์โค้ช ผู้มีความเชี่ยวชาญแนะแนวทางชีวิต คอยเป็นที่ปรึกษาไขวิธีการแก้ปัญหา เพื่อการไปสู่เป้าหมายชีวิต มักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ปณิธานปีใหม่” หรือ New Year’s resolution สิ่งที่หลายๆ คนชอบตั้งเมื่อได้เวลาผลัดเปลี่ยนศักราชใหม่ โดยจะใช้เป็นปฏิทินตั้งเป้าหมายครั้งใหม่ แต่ไม่ทันพ้นไตรมาสแรก กลับล้มเหลวและล้มเลิกอย่างไม่เป็นท่าเสียแล้ว

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ กูรูทั้งหลายขอกระซิบไขปัญหานี้ได้ไม่ยากเย็นเกินความสามารถของทุกๆ คนเลย เพียงแค่ต้องใหญ่ท้าทาย ต้องชัดเจน ต้องวัดผลได้ ถ้าตั้งเป้าหมายแบบลอยๆ เช่น อยากปลดหนี้ให้ได้ในปีหน้า แล้วก็ยังอยากทำสิ่งต่างๆ อีกมากมายหลายสิ่งหลายอย่าง แต่กลับไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่า ทำไมถึงอยากทำให้สำเร็จ? ซึ่งคือปัจจัยหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่รักษาปณิธานปีใหม่ไว้ได้ไม่นานทั้งนั้น เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือที่ฟิตเนส หลังจากปีใหม่คนจะตั้งใจมาออกกำลังกายกันสุดคึกคัก แต่ผ่านไปไม่ไกลเกินเดือนก.พ.เท่านั้น ก็เรียกได้ฟิตเนสว่าแทบร้างกันเลยทีเดียว

บทความหลายชิ้นระบุผู้คนเพียง 10% เท่านั้น ที่ตั้งปณิธานปีใหม่แล้วสามารถทำตามเป้าหมายได้ ทั้งเรื่องเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เงินทอง ขณะที่คนกลุ่มใหญ่ 90% ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ใครไม่อยากประสบความล้มเหลว (เหมือนปีก่อนๆ) จึงควรเริ่มที่การตั้งคำถามกับปณิธานของตัวเอง คำถามนำร่องของคนที่มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง ยกตัวอย่างเช่น

ทำไปทำไม?

ความสำเร็จทางเงิน คือ เป้าหมายยิ่งใหญ่ของชีวิต หลายคนใฝ่ฝันมุ่งมั่นไปให้ถึง แต่ถ้าใครยังค้นหาคำตอบในข้อแรกนี้ไม่ได้ คงไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ความมั่งคั่งมาจากการจัดระเบียบชีวิต มีจุดเริ่มต้นจากระเบียบวินัย ประหยัด และการอดออม ลองตั้งเป้าหมายเสมือน “ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของชีวิต” ให้ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ไว้ก่อน ปี 2562 จงมีความเชื่อมั่นปีหน้าฟ้าใหม่นี้เราจะบรรลุเป้าหมาย เชื่อว่าทำได้ เชื่อว่ารวยได้ เชื่อมั่นเราก็ทำได้ไม่แพ้ใคร

มีวิธีการตั้งเป้าหมายแบบก้าวไปตามขั้นบันได ซอยเป้าหมายจากเล็กไปใหญ่ เช่น เป้าหมายลงทุนปีนี้ต้องได้เงินเก็บจำนวน 1 ล้านบาท ให้ซอยเป้าหมายจากเล็กไปใหญ่ โดยจะต้องลงทุนได้เงินก้อนใหญ่ 1-2 แสนบาท ภายใน 3 เดือนแรกก่อน ไม่ควรซอยเป้าหมายย่อย 1 เดือน ถ้าทำได้จำนวนเงินไม่มากนัก อาจจะทำให้ใจขาดความเชื่อมั่น และขาดกำลังใจที่จะทำต่อไป โอกาสล้มเลิกกลางคันเป็นไปได้สูง จากนั้นต้องศึกษาการลงทุนเพื่อให้ได้เงินก้อนใหญ่ขึ้น โดยมีการกำหนดเป้าหมายให้เฉพาะเจาะจง และชัดเจนภายใน 6 เดือนต่อมา

วัดความสำเร็จได้อย่างไร

ปัญหาที่ทำให้หลายคนไม่ประสบความสำเร็จ คือระยะเวลา 1 ปียาวเกินไป เพราะในแต่ละปีเราจะต้องเจอเรื่องต่างๆ นานา อาจมีเหตุการณ์ที่อาจทำให้เราเดินหลุดออกจากเป้าหมายชีวิต และแผนงานของเราได้ ซึ่งอาจทำให้ปณิธานที่เคยตั้งไว้ตอนต้นปี กว่าจะสู่เป้าหมายในครึ่งปีหลังล้มเลิกไปในที่สุด นอกจากนี้ด้วยความที่เรากำลังแฮปปี้ช่วงปีใหม่ ก็อาจทำให้เราย่ามใจตั้งเป้าหมายยากเกินจริง

สมองเราจะจดจำความสำเร็จ การตั้งเป้าหมายที่ทำสำเร็จได้ก็จะสร้างแรงจูงใจในการไล่ตามเป้าหมายต่อไป แต่การตั้งเป้าหมายที่ไม่สามารถทำได้ในกรอบเวลาที่กำหนด จะทำให้เราหมดกำลังใจไล่ตามเป้าหมายต่อได้โดยง่าย

ดังนั้น ก่อนจะตั้งปณิธาน ควรใช้เวลาอย่างน้อยสัก 10 นาที มองย้อนกลับว่าใน 3 เดือนที่ผ่านมาว่าเราทำอะไรได้บ้าง? เราจะได้ปรับเข็มทิศชีวิตให้มุ่งสู่เป้าหมายของตัวเองต่อไป แทนที่จะไร้เข็มทิศนำทาง

เวลา 10 นาทีนี้ มีคำแนะนำให้เขียนจดบันทึกเพื่อให้สามารถกลับมาอ่านได้ชัดเจนอีกครั้ง ทำให้เราสามารถเก็บคำตอบไว้เพื่อกลับมาดูได้ ซึ่งย่อมดีกว่าการคิดล่องลอยไปเพียงอย่างเดียวแน่ๆ เพราะอาจจะกลายเป็นแค่ฝันกลางวัน และการเขียนบันทึก ก็จะทำให้เราใช้ความคิดได้ละเอียด และครบรอบด้านขึ้น เคล็ดลับข้อนี้ ก็คือโดยมีการเปรียบเทียบกับไตรมาสต่อๆ ไป

ใครไม่รู้จะเขียนอะไร ลองดูคำถามต่างๆ ด้านล่างเป็นไอเดีย หรือลองตอบดูก็ได้ เช่น 3 เดือนที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่อยากจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ? หรือ 3 เดือนที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับสิ่งใดน้อยไปบ้าง? และใน 3 เดือนที่ผ่านมามีอุปสรรคอะไรบ้าง ที่จะทำให้ฉันไปไม่ถึงเป้าหมายในชีวิต? หรือแผนการเพื่อบรรลุเป้าหมายคืออะไรบ้าง?

การกำหนดเป้าหมายให้เฉพาะเจาะจง และชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่เราจะทำเพื่อบรรลุเป้าหมายควรเกิดขึ้นชวงระยะสั้นๆ ไว้ก่อนย่อมดีกว่าระยะยาวๆ ฉะนั้นการหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่สร้างความสับสนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ความสับสนก่อให้เกิดความล่าช้า และทำให้แรงจูงใจลดลง ขอให้ทุกคนได้เฉลิมฉลองความสำเร็จในปี 2562 มีการเงินมั่นคง มั่งคั่ง เริ่มต้น(ได้)ในปีใหม่ เพียงใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมาย “ทุกวัน”

วัชรา ลี้โกมลชัย ‘อีฟนิ่งเดรส’ ตัวแทนความทรงจำล้ำค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574374

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

วัชรา ลี้โกมลชัย ‘อีฟนิ่งเดรส’ ตัวแทนความทรงจำล้ำค่า

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางสายธุรกิจโดยตรง แต่เมื่อต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว มนต์-วัชรา ลี้โกมลชัย ก็พยายามอย่างเต็มที่จนสามารถเข้ามาเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญในกลุ่มบริษัท ซีแอลพี ผู้ผลิตเครื่องสีข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตรมาตรฐานสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วเธอตัดสินใจลงขันกับพี่สาว (ผึ้ง มธุรา และ หวาน กมรา ลี้โกมล) นำแพสชั่นที่มีต่อชุดอีฟนิ่งเดรสมาต่อยอดเปิดร้านสไตล์สเตทเมนต์ (Style Statement) ให้บริการเช่าชุดอีฟนิ่งเดรส

“เราสามพี่น้องหลงใหลชุดอีฟนิ่งเดรสมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ออสเตรเลีย ไปช็อปปิ้งเมื่อไหร่ต้องแวะไปดูชุดอีฟนิ่งเดรส ถ้าเจอถูกใจก็จะซื้อมาเก็บไว้ สะสมมาเรื่อยๆ จนเริ่มมีเยอะ เลยคิดว่าน่าจะเอาชุดที่มีมาทำอะไรให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายมาลงตัวที่การเปิดร้านเช่า เพราะอย่างน้อยชุดสวยๆ ของเราจะได้มีโอกาสไปเฉิดฉายที่อื่น แรกเริ่มเราเอาชุดของพวกเรามาปล่อยเช่าก่อน แต่ปัญหาคือเราสามคนพี่น้องใส่ชุดไซส์เดียวกันหมด เลยเริ่มมองหาแบรนด์อีฟนิ่งเดรสที่ดีไซน์สวยมีลูกเล่น บางชุดใส่ได้หลายลุค ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่เอื้อมถึงและมาลงตัวที่แบรนด์เจนนี ยู (Jenny Yoo) จากนิวยอร์ก”

ถามว่าทำไมถึงหลงใหลในชุดอีฟนิ่งเดรส ทั้งที่ในความจริงๆ แต่ละชุดจะมีโอกาสใส่ได้เพียงครั้งเดียว คำถามนี้ทำเอาผู้บริหารสาวคลี่ยิ้มก่อนตอบว่า นอกจากความสวยงามแล้ว ทุกชุดยังเป็นตัวแทนของความทรงจำที่แค่เห็นก็ชวนให้นึกถึง อย่างชุดที่มนต์เลือกมาวันนี้ทุกชุดเป็นตัวแทนเรื่องราวแห่งความสุขที่เห็นแล้วพาให้ยิ้มได้เสมอ”

งานนี้ผู้บริหารสาวไม่พูดเปล่า แต่ชี้ชวนให้ดูชุดสีน้ำเงิน จากแบรนด์ชุดเจ้าสาวและชุดราตรีระดับโลกอย่าง คลาร์ เลิฟ (Klar Lov)

“ชุดนี้ซื้อมาประมาณ 5 ปีแล้วค่ะ ใส่ในงานแต่งงานพี่ชาย ซึ่งเป็นงานที่มีความหมายสำหรับครอบครัวเรามาก เพราะเราช่วยกันจัดงานที่ต้องรับแขกถึงพันคนโดยไม่มีออร์แกไนเซอร์ ชุดนี้มนต์เคยใส่แค่ครั้งเดียว เพราะไม่อยากให้มีความทรงจำอื่นมาทับความทรงจำที่มีความสุขนั้น ความพิเศษของชุดนี้ คือ เป็นชุดที่สั่งตัดพิเศษ ซึ่งถือเป็นอีฟนิ่งเดรสชุดแรกที่มนต์สั่งตัดเพื่อให้พอดีกับตัวรูปร่างจริงๆ

ชุดถัดมาเป็นชุดสีขาวจากแบรนด์เอลีซาบ (Elie Saab) ใส่ในงานแต่งงานพี่สาวคนกลาง ซึ่งทำเอาหลายคนอาจแปลกใจว่าทำไมเธอเลือกใส่ชุดสีขาว งานนี้มนต์เลยรีบเฉลยว่า เพราะวันนั้นเจ้าสาวเลือกสวมชุดสีทอง

“งานนั้นพี่สาวมนต์นึกสนุก อยากเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากเจ้าสาวเป็นแม่งาน เลยให้พี่สาวและน้องสาวใส่สีขาวแทน (หัวเราะ) ชุดนี้มนต์ซื้อที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซี ชอบในความเรียบของชุด แต่แฝงไปด้วยรายละเอียดของงานปัก ซึ่งปักละเอียดมาก ถึงชุดนี้จะซื้อมา 3 ปีแล้ว แต่งานปักยังอยู่ในสภาพดีไม่หลุดเลย จำได้ว่าตอนที่ซื้อก็ต้องแก้กันอยู่พักนึง เพราะด้วยความที่เป็นแบรนด์อาหรับ สรีระอาจจะต่างจากสาวไทย”

สำหรับความพิเศษของชุดนี้ มนต์บอกว่านำเข้ามาในประเทศไทยแค่ชุดเดียว ตัวเธอเองก็เคยเห็นเฉพาะในรันเวย์เท่านั้น มนต์บอกว่าเธอชื่นชอบแบรนด์นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมีซิกเนเจอร์ที่ความเนี้ยบ อาจดูน้อยแต่มากด้วยรายละเอียด ทำให้ไม่ลังเลที่จะจับจองเป็นเจ้าของ

ถัดมาที่ชุดสีชมพูจากแบรนด์เบซิลโซดา (Basil Soda) จากเลบานอน เป็นชุดที่เธอใส่ในฐานะออร์แกไนเซอร์งานแต่งครั้งแรกในชีวิต

“มนต์ไม่ได้มาสายเวดดิ้งแพลนเนอร์เลย แต่จับพลัดจับผลูได้มาจัดงานแต่งให้พี่ชายเพื่อน เพราะเขาเห็นว่ามนต์ช่วยจัดงานแต่งงานให้พี่ชายและพี่สาวแล้วชอบ เลยชวนให้มาทำ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของมนต์เหมือนกัน เพราะเราทำตั้งแต่วางคอนเซ็ปต์ ธีมงาน เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ภูมิใจและเป็นความทรงจำที่สวยงาม อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการจัดงานแต่งงานที่ต้องรับแขกประมาณ 1,000 คน ที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจแล้ว กว่าจะได้เฉิดฉายในชุดนี้ก็ไม่ง่ายเช่นกัน

“มนต์ไปเห็นชุดนี้ที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซี แต่ตอนแรกไม่ใช่สีนี้ เลยต้องให้ทางร้านโทรสั่งให้ เพื่อตัดเป็นสีชมพูแล้วนำเข้ามาให้ จุดเด่นของชุดนี้คือ มีลูกเล่นด้านบนทำเป็นเชียร์ให้ดูเหมือนใส่เกาะอก ส่วนแพตเทิร์นเป็นเมอเมด แต่ไม่มีรอยต่อเลย เป็นอีกชุดที่ชอบมากๆ”

นอกจากชุดอีฟนิ่งเดรสที่เป็นของรักของหวงแล้ว รองเท้ายังเป็นอีกแอ็กเซสซอรี่ที่มนต์รักมากๆ

“มนต์ชอบรองเท้าที่มีดีไซน์แปลกไม่เหมือนใคร เช่นคู่ที่ทำเหมือนหนังงู แต่ด้านข้างทำเป็นใสๆ เป็นของแบรนด์ออสการ์ เดอ ลา เรนตา (Oscar de la Renta) ซื้อมาจากฮ่องกง เป็นคอลเลกชั่นสปริง-ซัมเมอร์ที่ผ่านมา จริงๆ แบรนด์นี้มีชุดอีฟนิ่งเดรสด้วย แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปลองของจริงเลยกะว่าถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ต้องแวะไปดูที่แฟล็กชิปสโตร์ที่อเมริกาสักครั้ง เพราะตอนนี้แค่ตามดูจากรันเวย์ก็ชอบ ส่วนคู่อื่นๆ ที่วันนี้เลือกมาเป็นแบรนด์รองเท้าที่หลายคนคุ้นเคย อย่างคริสติยอง ลูบูแตง (Christian Louboutin) ดิออร์ (Dior) และวายเอสแอล (YSL) ที่เลือกมาเพราะส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่เป็นซีซั่นนัล ถึงไม่ใช่ลิมิเต็ด เอดิชั่น แต่ก็หาไม่ได้แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นแฟชั่นนิสต้า แต่มนต์ทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า แม้จะมองว่าสินค้าแฟชั่นเป็นอาร์ตพีชที่ควรค่าแก่การครอบครอง แต่เธอไม่ใช่สายเปย์ที่ยอมจ่ายไม่อั้นหรือทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาครอบครอง

“มนต์ไม่ได้เป็นแนวสุดโต่ง ทำทุกอย่างเพื่อจะให้ได้ของที่อยากได้ แต่มนต์เลือกที่จะปล่อยให้ตัวเองมีความสุขกับความอยากได้นั้น บางครั้งการรอคอยก็ทำให้เรารู้ว่าสุดท้ายแล้วเรายังได้ของชิ้นนั้นจริงไหม มนต์คิดว่ายิ่งอายุมากขึ้น เรายิ่งสกรีนของที่อยากได้มากขึ้น กลายว่าทุกวันนี้เราซื้อของแบบ Buy Less, Buy Better ยิ่งเราเดินทางบ่อยอยู่แล้ว มนต์จะบอกตัวเองเสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องช็อปทุกอย่างในคราวเดียว เพราะถ้าทุ่มเทกวาดหมดครั้งนี้ มาครั้งหน้าอาจไม่มีอะไรให้ซื้อก็ได้” มนต์ทิ้งท้ายอย่างติดตลก

จากโปรดิวเซอร์ ถึงอีโคโปรดักต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574373

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

จากโปรดิวเซอร์ ถึงอีโคโปรดักต์

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ทำงานหลักด้านโปรดักชั่น ดลยา กมลเพ็ชร ผู้ผลิตภาพยนตร์อิสระ วัย 50 ปี ได้รับผลกระทบจากกระแสดิจิทัล ดิสรัปชั่นที่ทำให้วงการฟิล์มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ส่วนตัวไม่คุ้นและไม่ชอบที่จะทำงานด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปแบบคนรุ่นใหม่ ก็คิดว่าอะไรนะที่จะทำให้ได้ทำงานเพื่อคุณค่าด้วย เติมเต็มตัวเองด้วย เธอมองหาในแนวทางของศิลปะและสิ่งแวดล้อม…และเธอก็ได้พบ

“ล้างจานทีไร แพ้น้ำยาล้างจานทุกที มือแห้งแตก และเลือดซิบ เราแพ้อะไร ก็ถามตัวเองนะ พบว่าแพ้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ทั้งปวง”

ดลยาได้เข้าร่วม “ก๊วนจิ้นทำสบู่” เวิร์กช็อปไร้สารเคมี ที่ได้เรียนรู้วิธีทำสบู่และผลิตภัณฑ์ชำระล้าง จนต่อมาก็ศึกษาจากหนังสือต่างประเทศ และทำผลิตภัณฑ์สบู่ใช้เองในบ้านมาระยะหนึ่ง ปรากฏผลดีเพราะผิวที่เคยแตกแห้ง กลับมาชุ่มชื่น

การทำสบู่มี 3 ลักษณะ คือแบบหลอมเท วิธีนี้เพียงแค่ซื้อเบสมาจากร้านเคมีภัณฑ์ นำมาตั้งไฟ หลอมและเทลงพิมพ์ อีกแบบคือฮอตโพรเซส ซึ่งความร้อนในกระบวนการผลิต ทำให้วิตามินไม่ทนร้อน คุณสมบัติต่างๆ หายไปบ้าง ดลยาใช้วิธีโคลด์ โพรเซส วิธีนี้วิตามินอยู่ครบ

จากน้ำมันที่คิดสูตรขึ้น พีทูบายเนเชอร์ (P2byNature) โปรดิวเซอร์คนเก่งเล่าว่า โดยกระบวนการเมื่อด่างกับน้ำมันมาเจอกันแล้ว ก็ใช้วิธีกวนข้น ในระหว่างนี้ยังสามารถทำลูกเล่นได้อีก เช่น การเติมสมุนไพรในช่วงเทน้ำมัน ซึ่งคงสรรพคุณสมุนไพรไว้ ผิวหนังของมนุษย์รับซึมซับ เมื่ออาบน้ำด้วยสบู่น้ำมันธรรมชาติ 100% ก็เหมือนให้ผิวซึมซับอาหารชั้นดีไปด้วย

“จากที่เราแพ้ง่าย เจอแดดก็แสบผิวไปหมด แต่เมื่อทำสบู่ใช้เอง ก็สัมผัสได้ทันทีถึงความอ่อนโยน ปลอดภัย ในสบู่มีน้ำมันโอเมก้า-3 6 9 ซึ่งเป็นอาหารผิวโดยธรรมชาติ ผิวของเราแข็งแรงขึ้น ผิวดีขึ้น ฝ้าลดลง”

ในน้ำมันแต่ละชนิด มีวิตามินที่แตกต่างกัน พีทูบายเนเชอร์ วัตถุดิบหลักคือน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันรำข้าว ซึ่งมีวิตามิน A E K รวมทั้งเกลือแร่บางชนิด เช่น แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส แบ่งเป็นสบู่สำหรับผิวกาย 5 สูตร ผิวหน้า 3 สูตร

สำหรับสูตรผิวกาย 5 สูตร 1.สูตรคีเฟอร์ นมหมักจากทิเบต ประกอบด้วยกรดอะมิโน 40 กว่าชนิด อาหารผิวที่อุดมด้วยกรดไขมันบำรุงผิว เหมาะกับผิวแห้งหรือผู้อยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน 2.สูตรไหมไทย สูตรรังไหมสีทองที่เป็นซูเปอร์มอยซ์เจอไรเซอร์ เหมาะกับผิวแห้งมาก

นอกจากนี้ยังมีสูตร 3.เฮอร์บัล ไบรท์ ดูแลผิวกายด้วยชุดใหญ่สมุนไพรไทย เพิ่มความชุ่มชื้นและต้านริ้วรอย เหมาะกับผู้มีผิวแห้ง 4.สูตรชาโคลสูตรล้างพิษสำหรับผู้มีคราบไคลผจญฝุ่นควันพิษ เหมาะกับผู้ชาย นักกีฬา 5.สูตรกาแฟ ล้างพิษเช่นกัน แต่เสริมด้วยวิตามิน เหมาะกับผู้หญิงที่รักความสะอาด

ด้านผิวหน้ามี 3 สูตรสำคัญ ได้แก่ 1.สูตรคลีนซิ่ง ใช้ล้างเครื่องสำอางแบบไม่ทำร้ายหน้า 2.สูตรไหมไทย เพิ่มความชุ่มชื้นและนุ่มเนียนเป็นพิเศษ 3.สูตรเฮอร์เบิล ไบรท์ สำหรับผู้มีปัญหาผิวหน้า ลดกระ ลดความมัน ลดฝ้า สบู่ผิวหน้า 60 กรัม ราคาก้อนละ 200 บาท ส่วนสบู่ผิวกาย 100 กรัม ราคาก้อนละ 150 บาท

ปัจจุบันสนุกกับงานอดิเรกทำเงิน ได้คิดได้สร้างสรรค์สูตรใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่เหมือนกัน ล่าสุดคือการคิดสร้างสรรค์ยาดมสมุนไพร ส่วนผสมมาจากมดยอบ-กำยาน-พิมเสนธรรมชาติ วัตถุดิบส่งตรงจากโอมาน

“เวลาทำงานหลักให้กับการผลิตภาพยนตร์ดีๆ เพื่อสังคม ล่าสุดกับโครงการรามเกียรติ์แอนิเมชั่น กระทรวงวัฒนธรรม ตอนรามาวตารติดตามได้ช่วงต้นปีหน้า ส่วนที่ผลิตเองอีกอย่างคือพีทูบายเนเจอร์ ใครสนใจติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก P2byNature หรือ โทร. 08-1900-6841”

เลือกน้ำสลัดแบบไหนดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574271

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

เลือกน้ำสลัดแบบไหนดี?

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ในปัจจุบันมีน้ำสลัดให้เลือกมากมาย เราควรจะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับความต้องการ ทิพยา โพธิ์ศรีสุข คอปเปอร์เรทเชฟ จากร้านเดรสด์ (Dressed) ชั้น G ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับน้ำสลัดยอดฮิตในแต่ละแบบว่ามีรสชาติแบบใด มีปริมาณแคลอรีเท่าใด และเหมาะกับกลุ่มคนแบบไหนบ้าง มาฝาก

1.น้ำสลัดบัลซามิก (15 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดที่มีเปรี้ยว เนื่องจากมี Balsamic Vinegar เป็นส่วนผสมหลัก เหมาะสำหรับคนชอบดูแลรูปร่าง เพราะมีไลโคปีนสูง อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระสร้างสมดุลให้กับร่างกาย

2.น้ำสลัดเทาซันไอซ์แลนด์ (58 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ) น้ำสลัดจะออกสีส้มอมชมพู มีความมันน้อยกว่าน้ำสลัดน้ำข้นทั่วๆ ไป รสชาติจะเน้นเปรี้ยวมากกว่าหวานมัน เนื่องจากมีส่วนผสมของมะเขือเทศเป็นหลัก ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี 1 และบี 12 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ทั้งยังมีสารไลโคปีน เบต้าแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้นอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่ชอบน้ำสลัดที่มีลักษณะข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป

3.น้ำสลัดงา (65 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ) รสเปรี้ยวเค็ม หอมกลิ่นงาคั่ว เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แม้ว่าพลังงานอาจจะสูงกว่าน้ำสลัดใสประเภทอื่น เพราะมีส่วนผสมของงา ซึ่งเป็นแหล่งไขมันดี (HDL Fat) ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้และช่วยควบคุมการแข็งตัวของหลอดเลือด

4.น้ำสลัดซีซาร์ (80 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดสีขาวข้น มักรับประทานคู่กับผักกาดแก้วหรือผักคอส พร้อมเบคอนกรอบและพาร์เมซานชีส ซึ่งจะทำให้มีรสที่กลมกล่อม รับประทานง่าย จึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มรับประทานสลัดผัก

5.มายองเนส (90 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ) น้ำสลัดครีมข้น รสหวานมันอมเปรี้ยว เมื่อรับประทานคู่กับผักทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น นิยมผสมกับเนื้อสัตว์อย่างอกไก่และทูน่า เพื่อทำเป็นไส้แซนด์วิช น้ำสลัดนี้ไม่เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

6.น้ำสลัดแบบคลีน (จำนวนแคลอรีขึ้นอยู่กับรสชาติแต่ละชนิดของน้ำสลัด) จะมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมของไข่ มีรสชาติอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเป็นน้ำสลัดที่มีไขมันต่ำและแคลอรีน้อย

7.น้ำสลัดสไปซี่ซีฟู้ด (7.5 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดที่เป็นการประยุกต์มาจากน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทย มีรสชาติเปรี้ยวและเผ็ด เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมะนาวสดและพริกเป็นหลัก เข้ากันได้ดีกับผักหรือเนื้อสัตว์ประเภทอาหารทะเล น้ำสลัดชนิดนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสเปรี้ยวและเผ็ด อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากน้ำสลัดชนิดนี้ถือเป็นน้ำสลัดอีกชนิดหนึ่งที่มีแคลอรีต่ำ

ทิพยา กล่าวย้ำว่า นอกจากจะเลือกน้ำสลัดจากความชอบแล้วควรรับประทานน้ำสลัดในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป เพื่อเป็นการควบคุมปริมาณของแคลอรีที่ได้รับและเพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไป