ชวนท รัตตกุล ฟู้ดดี้ผู้หลงใหล ในวัฒนธรรมอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572863

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ชวนท รัตตกุล ฟู้ดดี้ผู้หลงใหล ในวัฒนธรรมอาหาร

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ปั๊ป หรือ ปุ๊ปปั๊ป “ชวนท รัตตกุล” ที่นักกินหลายคนรู้จัก และหลายคนก็อาจจะเริ่มหลงรักเขาแล้วด้วยในตอนนี้ กับฐานะของฟู้ดดี้ นักกินนักชิมเจ้าสำราญ พิธีกรร่วมรายการ Eat with Chefs รายการอาหารใหม่ล่าสุด ผู้หลงใหลในอาหารและวัฒนธรรมที่หลากหลาย จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางไปตระเวนกินมาแล้วทุกมุมโลก ตั้งแต่ร้านมิชลินไปจนถึงสตรีทฟู้ด อินสตาแกรมของเขา puppup_foodlife มีผู้ติดตามมากกว่าหมื่นฟอลโลเวอร์

ปุ๊ปปั๊ป บุตรชายคนเดียวของ ดร.อาณัติชัย รัตตกุล และเยาวณีย์ นิรันดร ผู้แทน คริสตี้ ออกชั่น ประเทศไทย และเจ้าของโรงเรียนนานาชาติเซนต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพ (St.Andrews International School) ย่านสุขุมวิท เขาจบไฮสกูลที่ Harrow School ประเทศอังกฤษ และจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้าน Corporate Finance จากมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์น แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ความหลงใหลในเรื่องอาหาร ต้องย้อนกลับไปในวัย 3-4 ขวบ คุณยาย-ปราณี นิรันดร ซึ่งเลี้ยงดูแลเขามาแต่เล็กเป็นผู้รักในการทำอาหารอย่างมาก คงด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ทุกอย่างซึมซับ ปุ๊ปปั๊ปใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในครัวกับคุณยาย ดูคุณยายทำอาหาร เป็นลูกมือช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่เด็กตัวเล็กๆ จะทำได้ หรือแม้กระทั่งไปจ่ายตลาด ก็ตามติดคุณยายไปทุกครั้ง

“ผมโตมากับคุณตาคุณยายที่จังหวัดสุพรรณบุรี คุณยายทำอาหารอร่อย มีสูตรอาหารไทยหากินยากมากมาย ทั้งหมี่กรอบชาววัง ปลาตะเพียนต้มเค็ม และอีกหลายอย่างที่อร่อยมาก”

อายุ 11 ปี ไปเรียนหนังสือที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากคุณยายไปเสียนาน แต่หัวใจที่รักชอบการกินการทำอาหารไม่หายไปไหน ทั้งๆ ที่ก็ต้องบอกว่า ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษนั้น การกินอยู่ก็เป็นไปแบบประทังชีวิต เจ้าตัวใช้คำว่า “ตามมีตามเกิด” กินแบบนั้นอยู่ถึง 8 ปี จบไฮสกูลอายุสิบแปดไปเรียนต่อที่สหรัฐนั่นแหละ ถึงได้พบกับความรักความชอบในหัวใจอีกครั้ง

“ค้นพบแพสชั่นของตัวเองว่าคืออาหารเมื่อเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นทำธุรกิจขายหนังสือมือสอง ก็เริ่มมีรายได้ เมื่อมีรายได้ก็เดินทางไปหาอะไรกิน ผมเรียนหนังสืออยู่แอลเอและได้รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า เพื่อนกินหายาก”

“กลุ่มเพื่อนกิน” ของปุ๊ปปั๊ปเป็นเพื่อนนักศึกษาที่ชอบกินเหมือนกันจำนวนไม่กี่คน “การเดินทางไปหาอะไรกินกัน” ของพวกเขา คือการขับรถไปซานฟรานซิสโก ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง เพื่อไปกินอาหารที่ร่ำลือหรืออยากกินสักจานหนึ่ง ปุ๊ปปั๊ปใช้คำว่า เป็นการตระเวนกิน ที่เมื่อว่างก็จะนั่งลงทำลิสต์หรือรายการอาหาร ที่จะดั้นด้นเดินทางไป จำได้ว่าโพยยาวเป็นหางว่าว

หลายคนถามว่า บ้าหรือเปล่า สมัยนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ปุ๊ปปั๊ปกับกลุ่มเพื่อนกินของเขาบุกตระเวนไปในรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐ จึงเป็นอะไรที่สร้างความแปลกใจให้ผู้คนรอบข้างอยู่พอสมควร และก็เป็นช่วงนี้เองที่ปุ๊ปปั๊ปหลงรักไวน์ พวกเขาไปที่นาป้า วัลเลย์ คาลิฟอร์เนีย เมืองที่เต็มไปด้วยไร่องุ่น เมืองของคนรักไวน์ ที่นั่นปุ๊ปปั๊ปถึงกับเข้าเรียนในคลาสไวน์ กินอาหารกับไวน์ให้อร่อย และเริ่มสะสมไวน์ดีๆ มาตั้งแต่นั้น

ปุ๊ปปั๊ปกลับเมืองไทย แต่ยังไม่ทำธุรกิจอาหารที่ชอบ เขาทำงานด้านไอบีเป็นที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Invesment Banking ที่บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จากนั้นย้ายมาทำไอบีที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ก่อนจะลาออกเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัว เป็นประธานบริหาร โรงเรียนเซนต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพ เมื่อธุรกิจโรงเรียนมั่นคง ได้ปลีกตัวมาทำร้านอาหาร เขาคือผู้ก่อตั้งและผู้จัดการร้านอาหารญี่ปุ่นที่โด่งดัง TenYuu

“ผมชอบในสิ่งที่ท้าทายชีวิต ผมท้าทายตัวเองในธุรกิจร้านอาหารและกระโจนเต็มตัว เท็นยู สาทร เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่พัฒนาแบรนด์จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันขายธุรกิจไปแล้ว และกำลังกระโจนเข้าสู่สิ่งท้าทายอันดับต่อไป”

ปัจจุบันเขาร่วมกับเชฟแรนดี้-ชัยชัช นพประภา เชฟหนุ่มมากฝีมือ เจ้าของและหุ้นส่วนร้าน Fillet ทั้งคู่ร่วมกันเป็นผู้ดำเนินรายการ Eat with Chefs รายการอาหารรูปแบบใหม่ ที่เจาะลึกและสำรวจวิธีคิดของเหล่าเชฟคนดัง เผยเบื้องหลังอาหารจานเด็ดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากตัวตนของเชฟแต่ละคน

“อาหารจานหนึ่งผ่านความหลงใหลในวัตถุดิบ เครื่องปรุง ผ่านการสั่งสมเทคนิคและประสบการณ์อย่างไร จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่ใครๆ ต้องไปกิน เราพาไปตะลุยอาหารร้านโปรด ตั้งแต่ร้านหรูแบบไฟน์ไดนิ่งหรือสตรีทฟู้ดข้างทาง”

สำรวจความชอบ วิธีคิด วิธีมองโลกผ่านอาหารที่เชฟโปรดปราน ปุ๊ปปั๊ปเล่าว่า นี่คือจุดแข็งของ Eat with Chef รายการพาไปร้านที่เชฟกิน ดูว่าเขาเลือกอย่างไร ความพิเศษ ตัวตน อินไซด์หรือข้อมูลลึกๆ ที่นักกินนักดื่มต้องรู้ ความอร่อยเป็นแค่เบื้องต้น อาหารหนึ่งจานนั้น นอกจากส่วนผสมของรสชาติแล้ว คือเรื่องราว คือความเข้าใจความเข้าถึงความคิดของเชฟ

“เอนจอย อีทติ้ง-ได้ แอพพรีชิเอท-ไม่เสมอไป สำหรับผมอาหารไม่ใช่สิ่งที่แค่ถ่ายรูปออกมาสวย นั่นไม่ใช่ความอร่อย แต่เป็นความไร้จิตวิญญาณในการทำอาหารที่สุด”

ได้มีโอกาสพบฟู้ดดี้ตัวจริงเสียงจริงทั้งที อยากรู้ว่าปุ๊ปปั๊ปชอบกินอาหารอะไรมากที่สุด เจ้าตัวยิ้มกว้างตอบว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ บางทีก็ชอบมากที่จะได้กินผัดกะเพราหมูกรอบดีๆ สักจาน และแน่นอนที่สุดที่กินเมื่อไหร่ก็อร่อยเมื่อนั้น ได้แก่ หมี่กรอบชาววังและปลาตะเพียนต้มเค็มสูตรของคุณยายปราณีนั่นเอง ปัจจุบันคุณยายอายุ 86 ปีแล้ว

สำหรับอาหารต่างประเทศ ชอบกินอาหารญี่ปุ่น เนื่องจากหลงรักวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่เหมือนศิลปะกินได้และความล้ำเลิศของความเรียบง่าย โดยส่วนตัวมองว่า อาหารทุกประเทศในโลก ต่างสื่อสารวัฒนธรรมของคนประเทศนั้นๆ ความหอม ความละมุน ความเผ็ดร้อนที่สอดแทรก ความแตกต่างกลมกลืน ทั้งหมดคือเสน่ห์ของอาหารที่เขาหลงรัก

ความหลงรักในอาหารและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ ทำให้ปุ๊ปปั๊ปบินไปทั่วโลก งานหลักของเขาอาจกล่าวได้ว่า คือการเดินทางไปกินในสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ร้านอาหารที่เจ้าตัวเองเป็นผู้ปักหมุดหมาย ปกติในแต่ละปีจะบินประมาณ 30-40 ทริป ทริปเพื่อกินบินทั่วโลก ประสบการณ์และเพื่อนใหม่ๆ คือสิ่งที่เร้าใจชายหนุ่ม

ล่าสุดเพิ่งไปมาคือ เกาะฟารอส ไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก ภูเขาและน้ำตกที่นั่นสวยมาก ร้านอาหารของที่นี่คือร้านอาหารเพียงหนึ่งเดียวของเกาะ ปุ๊ปปั๊ปบินไปที่เดนมาร์กแล้วต้องเช่าเหมาลำบินต่อไปที่เกาะ ใช้เวลาเดินทางอีกร่วม 4 ชั่วโมง แต่อย่างที่บอกว่าทิวทัศน์สวยจับใจ ขณะที่ประสบการณ์การกินอาหารที่นี่ ก็บอกได้เลยว่าอร่อยและประทับใจมาก

“ทำลิสต์ต้องกินมา 10 ปีแล้วครับ ทุกวันนี้โพยชื่อร้านที่จะต้องบินไปกินมิได้ลดน้อยลงเลย ณ ขณะนี้ก็ประมาณ 400-500 ร้านทั่วโลก และมีแต่จะยาวเหยียดเป็นหางว่าวต่อไปเรื่อยๆ”

ปฏิวัติการ‘นอน’ให้ถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572861

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ปฏิวัติการ‘นอน’ให้ถูกวิธี

เรื่อง พุสดี

ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนไทยถึง 30-40% นอนหลับไม่เพียงพอ และมีจำนวน 10% ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลให้กระบวนการคิดวิเคราะห์และประสิทธิภาพของการทำงานลดลงถึง 3 เท่า อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคซึมเศร้าได้

เพราะฉะนั้น ปีใหม่นี้ใครที่คิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง แทนที่จะตั้งเป้าหมายยากๆ หรือผิดหวังกับเป้าหมายเดิมๆ ซ้ำๆ อย่างการออกกำลังกาย ไปวิ่งทุกวันหยุด หรือควบคุมอาหาร ลองเปลี่ยนวิธีหันมาสำรวจพฤติกรรมตัวเอง แล้วเริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายกว่านั้น ด้วยการปรับนิสัยการนอน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวให้ถูกสุขลักษณะ ตั้งแต่พฤติกรรมการนอน และท่านอนที่ถูกต้อง

พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ไวทัลไลฟ์ (Vital Life) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยถึงเคล็ดลับแห่งการนอนในงานเปิดตัว “เพอร์เฟกต์ สลีป” (Perfect Sleep) โดยอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ว่า โดยเฉลี่ยแล้วการพักผ่อนที่เพียงพอสำหรับวัยผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง/วัน เพราะจะส่งผลให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ

ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือปัญหาผิวแห้ง มีถุงใต้ตาดำในระยะยาว และถ้ายิ่งนอนน้อยติดต่อกันอาจส่งผลถึงความสัมพันธ์เรื่องของฮอร์โมนบางตัวที่ไปกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำมันบริเวณผิวหน้ามากขึ้น ก็จะทำให้เป็นสิวง่าย รวมถึงโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูร่างกายในขณะหลับ

“หากเราพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ การทำงานของโกรทฮอร์โมนก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า และมีปัญหาผิวพรรณตามมาในที่สุด อย่างไรก็ตาม นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือการเลือกปลอกหมอนที่ควรทำจากผ้าคอตตอน เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี หรืออาจเป็นผ้าไหมที่มีผิวสัมผัสนุ่มลื่นไม่เสียดสีกับผิวหน้า”

ขณะที่ วริษา ชั้นบุญ นักกายภาพบำบัดจากคลินิกมายด์ โฮม (Mind Home) เสริมถึงการจัดสรีระที่ถูกต้องในเวลานอนว่า การนอนที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการวางตัวของกระดูกสันหลังในแนวสมดุล และปริมาณแรงกดทับจากที่นอนที่เหมาะสมต่อกล้ามเนื้อ รวมถึงท่านอนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เรานอนหลับตลอดทั้งคืนได้อย่างมีคุณภาพ และส่งเสริมให้สมอง จิตใจ และร่างกายได้รับการรีชาร์จ

“จริงๆ แล้วไม่มีท่านอนไหนที่ดีที่สุด เพียงแต่เราต้องรู้ว่าตัวเองนอนท่าไหนแล้วหลับสบาย จากนั้นควรเลือกเครื่องนอนที่ตอบรับกับสรีระและท่านอนของตัวเอง อย่างคนที่ชอบนอนหงายก็ต้องหาเตียงที่มีความแน่นพอดี ทำให้หัว ไหล่ สะโพก เข่าด้านข้าง และตาตุ่มอยู่ในแนวเส้นตรง หรือใกล้เคียงกับแนวเส้นตรงมากที่สุด”

ใครที่ยังไม่แน่ใจว่า พฤติกรรมการนอนของตัวเองถูกสุขลักษณะหรือยัง แวะมาเช็กอินที่ “เพอร์เฟกต์ สลีป” ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ บางนา ศูนย์รวมในการตอบโจทย์แบบครบวงจร เพื่อค้นหาท่านอนและอุปกรณ์การนอนที่สามารถรองรับร่างกายของผู้นอนในขณะหลับได้ดีที่สุดโดยนักกายบำบัดผู้เชี่ยวชาญ

ชีวิตหนี้ บริหารดีก็มีเงินพอใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572854

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ชีวิตหนี้ บริหารดีก็มีเงินพอใช้

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

นอกจากคำว่า ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐแล้ว แต่อีกคำที่มีความหมายไม่แพ้กันก็คือความไม่มีหนี้ถือเป็นลาภอันประเสริฐ สำหรับคนชั้นกลางทั่วไปที่พอมีกินมีใช้ไม่ลำบากนั้นก็ถือว่าชีวิตโชคดีกว่าคนอื่นเยอะแล้ว จะหวังร่ำรวยในยุคข้าวยากหมากแพงแบบตอนนี้นั้นอย่าหวังเลย ที่แย่กว่านั้นก็คือยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาเป็นหนี้ ซึ่งรายได้ที่เข้ามาก็ไม่พอใช้สักเท่าไหร่ แล้วไหนจะต้องแบ่งไปชำระหนี้อีก ยังไม่รวมถึงภาระอื่นๆ อีกมากมาย

หากกำลังมองหาวิธีการที่จะมาช่วยหมุนเงินให้ทันเวลาละก็ มาถูกทางแล้ว วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาดู 7 วิธี ใช้หนี้ แม้หมุนเงินไม่ทัน จะมีอะไรบ้างลองมาอ่านดูค่ะ

1.ลดค่าใช้จ่าย หากสังเกตได้ว่ารายได้เริ่มจะไม่พอใช้ได้อย่างชัดเจน เราต้องรีบหาทางแก้ไขกันแล้ว โดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำค่าของอุปโภคบริโภคต่างๆ ถ้าเราไม่สามารถลดส่วนนี้ได้มาก จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านบันเทิง อาหารหรูหรา ท่องเที่ยว ให้ด่วนที่สุดนะจะบอกให้ ถ้าหารายได้เพิ่มไม่ได้ ก็จงลดรายจ่าย

2.สร้างรายได้มากขึ้น ในเมื่อรายได้เริ่มไม่พอใช้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหาอะไรทำสักอย่างเพื่อเพิ่มพูนรายได้สักหน่อย อาจจะหางานพาร์ตไทม์ทำ อาชีพเสริม หรือทำงานนอกเวลาที่ไม่ส่งผลกระทบต่องานประจำ เพื่อหารายได้เข้ามาให้มากที่สุด โดยมีหลายช่องทางมากมาย เช่น ขายของตามเทศกาลต่างๆ หลังเลิกงาน หรือหาร้านทำช่วงเสาร์อาทิตย์ หากไม่สะดวกก็หาสินค้ามาขายออนไลน์ได้อีกด้วยนะ

3.หยุดก่อหนี้เพิ่ม นี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเลย ในเมื่อเราเป็นหนี้อยู่แล้ว ก็ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม เพราะถ้าต้องจ่ายทั้งเจ้าหนี้เก่าและเจ้าหนี้ใหม่ รับรองเลยว่าแย่แน่ๆ บางคนอาจจะใช้วิธีการกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบหนึ่งไปเพื่อไปจ่ายหนี้อีกใบ ซึ่งดอกเบี้ยสูงมากอย่างแน่นอน และพวกหนี้นอกระบบลืมไปได้เลยอย่าได้ไปเกี่ยวข้องเป็นเด็ดขาด จะกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ยากจะชำระคืนอีกด้วย ทางที่ดีชำระหนี้เจ้าเดิมให้หมดก่อนดีที่สุด

4.งดใช้บัตรเครดิต ปกติหากเราใช้บัตรเครดิตในการจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินให้หนักกระเป๋า แต่ถ้าเราไม่สามารถชำระบิลเรียกเก็บเงินได้เต็มจำนวน แบบนี้ก็เท่ากับสร้างหนี้บัตรเครดิต ทำให้ตัวเองมีหนี้มากกว่าเดิม ถ้าเทียบกับการใช้เงินสด เวลาเราจ่าย จะทำให้รู้ว่าเงินในกระเป๋ามันหายไปในทันที เห็นกับตาเลยว่า เราใช้เงินไปแล้วเท่าไหร่ และเราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น ทำให้ต้องคิดเยอะกว่าเดิม แบบนี้แหละจะได้ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ใช้เงินสดไม่มีก็ไม่ใช้ แต่การใช้บัตรเครดิตเหมือนเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้

5.รีไฟแนนซ์ช่วยได้ หากเราใช้หนี้ไม่ไหวจริงๆ เพราะมันมีมากเหลือเกิน การรีไฟแนนซ์ช่วยได้ โดยการเจรจากับผู้ให้กู้รายใหม่หรือรายเดิม ทำการรวมยอดหนี้ทั้งหมดไว้ในก้อนเดียว จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้กู้ แต่เราต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาในการขอรีไฟแนนซ์ด้วยว่าคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ดอกเบี้ยถูกลงหรือไม่

6.เจรจาขอผ่อนผันกับเจ้าหน้าที่ จริงๆ แล้วสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ไหนๆ ก็อยากให้เราคืนเงินจนครบจำนวนกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าไปเจรจาโดยขอลดดอกเบี้ยลง ขอลดอัตราการชำระหนี้ขึ้นต่ำต่อเดือน ยืดอายุหนี้ ยังไงเขาก็ประนีประนอม อย่างน้อยๆ เราก็ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจะชดใช้หนี้ให้เห็นจริงๆ เจ้าหนี้เองก็ไม่อยากให้หนี้เราเป็นหนี้เสีย หรือหนี้สูญ ภาระจะได้เบาลงบ้าง

7.วางแผนการเงิน พอลองคิดๆ ดูแล้ว ที่เราเป็นหนี้ อาจเป็นเพราะเราไม่เคยวางแผนการเงินหรือเปล่า ที่ต้องทำก็ไม่ได้ยากเลยนะ แค่เราต้องแบ่งเงินรายได้ของเราเป็นส่วนๆ โดยแบ่งเป็น เงินสำหรับการใช้จ่าย เงินสำหรับการออม เงินสำหรับการใช้จ่ายก็สามารถแบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็น กับค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น ซึ่งถ้างบประมาณตรงนี้เราใช้ไม่หมด เราก็สามารถเอาไปไว้ตรงส่วนเงินออมได้อีกด้วย หากใครกำลังเป็นหนี้ก็อย่าเพิ่งท้อกันนะ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ รับรองปลดหนี้ได้รวดเร็วและสบายใจอย่างแน่นอน วินัยการเงินเริ่มจากตัวเราเองเป็นหลัก

สหรัฐ ลักษณะสุต ชีวิตลิขิตให้ต้องมาเรียนครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572753

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

สหรัฐ ลักษณะสุต ชีวิตลิขิตให้ต้องมาเรียนครู

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

สหรัฐ ลักษณะสุต หรือเกม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาที่มากด้วยความสามารถคนหนึ่ง โดยสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และคณะครุศาสตร์ มาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะสามารถกวาดรางวัลจากการแข่งขันรายการต่างๆ มากมายทั้งประเภทเดียวและทีม อาทิ ประเภททีม ชนะเลิศการแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ ระดับภูมิภาค หัวข้อเกี่ยวกับปัญหาสำคัญทางสังคมในโครงการ YSEALI Debate Camp ประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานทูตสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี เมื่อเดือน ต.ค.

ชนะเลิศการแข่งขันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม ประเภทมาราธอน หรือ SDGs Hackathon 2018 ซึ่งจัดขึ้นโดย UNDP และ Youth Co : Lab Thailand โดยมีสมาชิกในทีม 6 คน ภายใต้ชื่อทีม The One Click 1 คลิกเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนชุมชน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เรียกว่า “Big Data” ที่เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลเชิงลึกของทุกๆ ชุมชนทั่วประเทศไทย เพื่อบริการให้กับซีเอสอาร์ (CSR) ทั่วประเทศ

ชนะเลิศจากการประกวดนวัตกรรมการขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศและได้รับโอกาสเดินทางไปนำเสนอนวัตกรรมในงาน UN Forum on Business and Human Rights พร้อมกับคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนองค์กรต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ กรุงเจนีวา สหพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 26-28 พ.ย.ที่ผ่านมา

พร้อมทั้งได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นผู้บรรยายหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนในการขับเคลื่อน UNGPs (Roles of the youth in moving forward the UNGPs)” ร่วมกับนักวิชาการจากทั่วโลก ในการประชุมระดับนานาชาติ 2018 United Nations Forum on Business and Human Rights ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติอีกด้วย

ย้อนไปในช่วงเดือน ส.ค. 2561 นิสิตคณะครุศาสตร์ผู้นี้ก็คว้ารางวัลเหรียญทองแดง การประกวดนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับผลงาน “สื่อการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายผ่านเกมกระดาน Teenageroous ตอน Let’s build the way of your life”

ผลงานชิ้นนี้มี ดร.ศศิพร พงศ์เพลินพิศ หัวหน้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการผลิตและส่งมอบให้กับโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เล่น ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสหรัฐที่ได้ผลิตสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา

เกมกระดาน Teenagerous

สหรัฐ พูดถึง Teenagerous game ตอน Let’s build the way of your life ว่าเป็นสื่อสนับสนุนการศึกษาในรูปแบบของเกมกระดานที่มุ่งส่งเสริมนิสัยการรักการอ่านและการพัฒนาทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองที่ปรากฏในเกมกระดานสำหรับนักเรียนมัธยม ทั้งยังเป็นเกมกระดานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า หรือระบบอินเทอร์เน็ตในการเล่นถือเป็นข้อดูของนวัตกรรม ทำให้ผู้เรียนสามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ตัวเกมจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ

“วัตถุประสงค์ของการสร้างนวัตกรรมนี้ เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในระดับชั้นมัธยมศึกษา และใช้เป็นสื่อสำหรับการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษชั้นดังกล่าว ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้นวัตกรรมนี้นักเรียนได้ทบทวนความรู้และฝึกฝนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ และฝึกทักษะชีวิตจากบทความหลากหลายที่อยู่ในการ์ด

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสื่อการเรียนรู้จริง เนื่องจากเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในนวัตกรรมเรื่องนี้นำมาจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่จริง ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปแบบของบทความหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในหัวข้อต่างๆ อาทิ ปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์อันสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา” สหรัฐ อธิบาย

กติกาและวิธีการเล่น

ภายในกล่องเกมกระดาน ประกอบด้วย กระดานของเกม ลูกเต๋าสำหรับทอย 1 ลูก หมากเดิน (ตัวการ์ตูนทำขึ้น) สำหรับผู้เล่นใช้เดินตามที่ทอยลูกเต๋าได้ จำนวนขึ้นกับผู้เล่นว่าเล่นกี่คน แต่สามารถเล่นได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โมเดลไอเท็มถนน ไอเท็มแม่น้ำสำหรับสร้างเมืองในอาณาเขตของตัวเอง การ์ดหรือบัตรคำถามภาษาอังกฤษ ทั้งหมด 3 สี สีละ 35 ใบ คือ สีฟ้า สีเหลือง สีส้ม พร้อมสมุดเฉลยคำตอบ

สหรัฐ อธิบายวิธีการเล่นให้ฟังว่า เริ่มต้นผู้เล่นเลือกหมากประจำตัวจำนวน 1 หมาก เลือกพื้นที่อาณาเขตเพื่อสร้างถนนและแม่น้ำในอาณาเขตของผู้เล่น ทอยลูกเต๋าเพื่อกำหนดลำดับการเล่นตามจำนวนแต้มที่ทอยได้ เมื่อได้ลำดับผู้เล่นแล้ว ผู้เล่นทอยลูกเต๋าและเดินหมากตามลำดับและตามจำนวนที่ได้

“หากผู้เล่นตกที่ช่องสีส้ม (บัตรคำถามพิเศษ) ผู้เล่นจะยังไม่สามารถเปิดบัตรคำถามนั้นได้ในการเดินรอบแรก สามารถเปิดได้ตั้งแต่รอบการเดินที่ 2 เป็นต้นไป หากตกในช่องสีเหลือง ผู้เล่นเลือกเปิดบัตรคำถามสีเหลือง หากตอบคำถามได้ถูกต้อง จะได้รับสิทธิในการสร้างถนนในอาณาเขตของตนเอง 1 ชิ้น หากตกในช่องสีฟ้าผู้เล่นเลือกเปิดบัตรคำถามสีฟ้า หากตอบคำถามได้ถูกต้องจะได้รับสิทธิในการสร้างแม่น้ำในอาณาเขตของตนเอง 1 ชิ้น”

สหรัฐ อธิบายต่อไปว่า หากหมากผู้เล่นไปตกในช่องสะพาน (ช่องสีขาว) ผู้เล่นสามารถข้ามไปช่องสีขาวอีกช่องหนึ่งตามลูกศรได้ทันทีในรอบการเดินนั้น หากหมากผู้เล่นคนใดตกไปอยู่ในช่องเดียวกันกับผู้เล่นคนอื่นที่วางหมากก่อนหน้าให้เดินถอยหลัง 1 ช่อง และไม่สามารถหยิบบัตรคำถาม ไม่มีสิทธิดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นในรอบการเดินนั้น เมื่อเดินหมากครบในแต่ละรอบ (เดินผ่านจุดเริ่มต้น) ผู้เล่นสามารถเลือกรับไอเท็มถนน หรือแม่น้ำได้ครั้งละ 1 ชิ้นเท่านั้น

“ผู้เล่นคนใดสร้างถนนและแม่น้ำในอาณาเขตของตนสมบูรณ์เป็นคนแรกถือเป็นผู้ชนะ หรือผู้เล่นคนใดถูกยึด ถอนถนนหรือแม่น้ำจนหมดทั้งอาณาเขตถือเป็นผู้แพ้ในทันที และหากยังมีผู้เล่นเหลืออยู่มากกว่า 1 ต่อคู่ทีม สามารถดำเนินเกมต่อไปได้จนได้ผู้ชนะตามเงื่อนไขที่กำหนดได้”

ความรู้และทักษะภาษาอังกฤษที่ผู้เล่นได้รับ

สหรัฐ กล่าวว่า ในการ์ดหรือบัตรคำถามภาษาอังกฤษทั้ง 3 สีนั้น จะมีบทความที่เป็นข่าวอ้างอิงมาจากสื่อหนังสือพิมพ์สำนักต่างๆ เป็นข่าวที่เกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ปัญหาสังคม การตั้งครรภ์ก่อนวัยเรียน ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาสิ่งแวดล้อม การแนะแนวการศึกษาต่อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ใส่โครงการพระราชดำริดอยตุงให้ผู้เล่นได้ซึมซับความรู้ และมีคำถามที่เป็นทริกสั้นๆ ในบัตรสีส้มให้ผู้เล่นตอบสร้างความสนุกและความรู้

“ภารกิจของการเล่นเกมนี้คือการสร้างเมือง ด้วยการสร้างถนนและแม่น้ำในพื้นที่ตัวเอง วิธีการเล่นเมื่อทอยลูกเต๋าแล้วให้เดินหมากตัวละครไป ลงช่องสีอะไรก็ตาม (ฟ้า เหลือง ส้ม) ให้เปิดการ์ดตามสีนั้น สมมติได้สีฟ้าก็ต้องอ่านบทความแล้วตอบคำถาม ถูกหรือไม่ถูก จะมีใบเฉลยอยู่โดยมีคนคุมเกมอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการที่คอยตรวจคำตอบ ถ้าตอบผิดก็จะมีคำอธิบายต่อว่าผิดยังไง เพื่อให้ผู้เล่นได้รู้ขึ้นไปอีก ถ้าตอบถูกก็รับไอเท็มจากกรรมการไปสร้างเมือง (ถนนและแม่น้ำ) เรื่อยๆ จนกว่าจะครบจำนวนช่อง ใครได้ครบทุกช่องก่อนเป็นผู้ชนะ

อยากบอกจุดประสงค์ของการเล่นเกมนี้ เพื่อให้ผู้เล่นได้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษและฝึกทักษะชีวิตในด้านต่างๆ จากบทความและคำถามสั้นๆ ที่อยู่ในการ์ดหรือบัตรคำถาม ซึ่งให้ผู้เล่นอ่านแล้วตอบคำถาม บัตรสีฟ้ามีบทความที่เป็นพารากราฟค่อนข้างยาว เราจึงให้อ่านแบบจับใจความสำคัญแล้วตอบคำถาม ถ้าตอบถูกก็รับไอเท็มแม่น้ำไปสร้างเมืองแข่งกับเพื่อนต่อไป บัตรสีเหลืองเราต้องการให้ผู้เล่นฝึกทักษะการอ่านเพื่อหาเนื้อหาเชิงลึก ไม่ใช่อ่านแล้วหาคำตอบได้เลย ต้องวิเคราะห์แล้วตอบ ถ้าตอบถูกก็ได้ไอเท็มถนนไปสร้างเมือง

ขณะการ์ดสีส้มเปรียบเสมือนการ์ดเสี่ยงดวงให้ผู้เล่นได้เกิดความสนุกสนาน แต่ช่องสีส้มในกระดานจะมีไม่มาก เมื่อทอยลูกเต๋าแล้วไปตกช่องสีส้มก็ให้หยิบการ์ดสีส้มขึ้นมาจะมีโจทย์สั้นๆ เป็นทริกขำๆ ให้ตอบ เช่น ถ้าเกิดว่าเพื่อนเริ่มมีกลิ่นตัวควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร โดยจะมีชอยส์ให้เลือก 2 ข้อ ถ้าผู้เล่นตอบอันไหนจะถูกหรือผิดเรามีคำอธิบายเพิ่มเติมเสริมให้” สหรัฐ กล่าว

จากเด็กชลบุรีที่ไม่อยากเป็นครู

ใครจะคิดว่าจากคนที่ไม่อยากจะเป็นครูและรู้สึกเฉยๆ กับวิชาภาษาอังกฤษ แต่วันนี้สหรัฐเลือกเรียนครุศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มีทักษะภาษาอังกฤษเป็นเลิศ โดยมีรางวัลต่างๆ มากมายการันตีความสามารถ โดยเฉพาะผลงานนวัตกรรมเกมกระดาน Teenageroous นี้ สื่อการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาที่เขาภูมิใจ

“เดิมไม่ได้ตั้งใจที่อยากจะเป็นครู แต่ช่วงเรียนมัธยมปลายได้เรียนภาษาอังกฤษกับครูคนหนึ่งชื่อคุณครูเสาวคนธ์ นันทกิจ ที่โรงเรียนศรีราชา อาจารย์สอนดีมาก สอนสนุก และสร้างแรงบันดาลใจให้ผมเยอะแยะมากมาย จนผมยกเขามาเป็นไอดอล อยากเป็นครูที่สอนภาษาอังกฤษเก่งเหมือนอาจารย์ ตอนแรกผมไม่ชอบภาษาอังกฤษ ในความรู้สึกมองว่าเป็นวิชาที่ยาก

พอมาเรียนกับอาจารย์ท่านนี้ จากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย ก็เกิดชอบขึ้นมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อยากเป็นครูที่สอนเก่งเหมือนอย่างอาจารย์ที่เคยสอน อยากผลิตสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดีๆ และอยากถ่ายทอดเทคนิคการสอนที่ได้รับมาจากอาจารย์ให้กับเด็กๆ เลยตัดสินใจเรียนครุศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ และอาจารย์ก็เรียนจบจากสวนสุนันทาด้วย อีกอย่างหนึ่ง สวนสุนันทาเป็นที่ยอมรับในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูมีคุณภาพมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน” สหรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572752

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัว

เรื่อง กั๊ตจัง

ทําไมออกกำลังกายเป็นประจำร่างกายก็แข็งแรง แต่ทำไมถึงบาดเจ็บหลังจากการออกกำลังกายได้ง่าย บางครั้งก็รู้สึกปวดเกร็งกล้ามเนื้ออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ยกน้ำหนักก็อาจจะรู้สึกได้ว่าร่างกายเคลื่อนไหวผิดปกติไปจากเดิม ขยับแขนขาได้ไม่คล่องตัว คำตอบของปัญหานี้อาจอยู่ที่การฝึกยืดกล้ามเนื้อของคุณเอง

การยืดกล้ามเนื้อเป็นส่วนหนึ่งวอร์มอัพ แต่มีจุดต่างกันเล็กน้อยที่ความจริงจังของการฝึกมากกว่า เพราะการวอร์มอัพเป็นการออกแรงเบาๆ เพื่อยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายพร้อมรับกับการออกกำลังกายอย่างหนัก อาจมีท่ายืดกล้ามเนื้อเข้ามาใช้บ้าง แต่ไม่ได้จริงจังขนาดฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องตัว

ส่วนการวอร์มดาวน์นั้น เป็นการขยับร่างกายเบาๆ มีการยืดกล้ามเนื้อบางส่วน พอให้กล้ามเนื้อได้คลายตัวลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย ในขณะที่การฝึกยืดกล้ามเนื้ออย่างจริงจังนั้นจะต้องทำเป็นประจำแม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย ด้วยการนำบางท่าของโยคะเข้ามาใช้ฝึก เสริมประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา

เพราะกีฬาทุกชนิดยกเว้นกีฬายกน้ำหนักล้วนต้องใช้ความคล่องแคล่วของร่างกายทั้งสิ้น ส่วนอุปกรณ์ที่จะใช้ยืดกล้ามเนื้อก็ไม่มีอะไรมาก ใช้แค่เบาะรองนั่งหรือเสื่อโยคะ (หากไม่มีสามารถฝึกบนที่นอนก็ได้) บันได และวงกบประตูบ้าน เป็นอุปกรณ์ที่ทุกท่านมีใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

1.ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า

การยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า ส่วนมากแล้วเราจะทำเป็นประจำตอนวอร์มอัพ ด้วยการยืนพับขาข้างใดข้างหนึ่งแล้วใช้มือจับเท้าเอาไว้ เราจะรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อต้นขา แต่การฝึกยืดกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นควรนั่งด้วยท่าคุกเข่าโดยให้เท้าแบนราบไปกับพื้น จากนั้นใช้มือค้ำเอนตัวไปด้านหลังให้ได้มากที่สุด

สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกยืดกล้ามเนื้อหรือวอร์มอัพมาก่อนจะรู้สึกปวดตึงตั้งแต่ต้นขาส่วนหน้าไปจนถึงข้อเท้า พยายามฝึกท่านี้เป็นประจำ จนถึงขั้นเอนนอนราบไปกับพื้นได้

มีประโยชน์ตรงที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บระหว่างการฝึกวิ่งเวลานาน กล้ามเนื้อหน้าท้องได้ยืดออก เป็นการฝึกยืดกล้ามเนื้อแกนกลางช่วยท้องและเอวไปในตัว ในชีวิตประจำวันจะช่วยลดอาการปวดขาปวดข้อเท้าหลังการขับรถ เป็นขยับขาขึ้นลงบันไดคล่องแคล่วมากขึ้น

2.ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง

ท่ายืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ส่วนมากจะใช้ท่ายืนขาตรงแล้วก้มเอามือแตะปลายเท้าหรือพื้น ให้คุณฝึกใหม่ด้วยท่านั่งกับพื้นแล้วเหยียดขาไปด้านหน้า สองข้างชิดตรง แล้วเอามือจับปลายเท้าค้างไว้ หายใจเข้าออกยาวๆ ครั้งละ 10 วินาที ทำทั้งหมด 5 ครั้ง คุณจะรู้สึกตึงบริเวณหลังขาและสะโพก

ฝึกครั้งแรก คุณอาจจะจับปลายเท้าไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุเส้นตึง ก้มแล้วติดพุง ก็ไม่เป็นไรสามารถเปลี่ยนมาจับข้อเท้าในช่วงแรกๆ ได้ เมื่อฝึกไปนานๆ เส้นเอ็นยืดตัวค่อยพัฒนาไปจับปลายเท้า และสูงสุดของท่านี้คือการก้มเอาศีรษะแตะหัวเข่าได้นั่นเอง

3.ยืดกล้ามเนื้อขาด้านใน

การยืดกล้ามเนื้อขาด้านในมีประโยชน์ช่วยให้คุณสามารถขยับขาในมุมที่กว้างมากขึ้น ก้าวขาได้ยาวขึ้น ยกขา ข้ามสิ่งกีดขวางได้สูงกว่าเดิม

ให้ฝึกต่อเนื่องจากท่าที่สอง จากชิดขามาเป็นแยกขาให้กว้างที่สุด จากนั้นให้ก้มตัวไปข้างหน้าให้มากที่สุด คุณจะรู้สึกปวดตึงบริเวณง่ามขาในครั้งต่อๆ ไป

พยายามแยกขาให้กว้างกว่าเดิม ฝึกดีๆ คุณจะพบว่าสามารถยกขาเตะก้านคอระหว่างฝึกมวยไทยได้เลย

4.ยืดกล้ามเนื้อข้อเท้า

หากคุณมีอาการข้อเท้าแพลง เท้าพลิกง่ายให้ใช้ปลายเท้ายืนบริเวณขอบบันได มือจับราวบันไดกันล้ม จากนั้นทิ้งน้ำหนักตัวลงเบาๆ ที่ส้นเท้าให้กดลงจนรู้สึกปวดตึงบริเวณข้อเท้าและน่องขา จากนั้นยกข้อเท้าขึ้นให้สุดแล้วทิ้งน้ำหนักตัวกดลงมาอีกครั้ง

ท่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้เท้า ทำให้คุณกระโดดได้คล่องขึ้น สูงขึ้น ข้อเท้าแข็งแรง ลดอาการเท้าพลิกได้ดี

5.ยืดกล้ามเนื้อแขนและหน้าอก

ท่าสุดท้ายในการยืดกล้ามเนื้อคือส่วนหน้าอกและแขน ให้คุณยืนบริเวณประตูบ้านใช้มือสองข้างจับของประตูทั้งสองข้าง จากนั้นเอนตัวไปด้านหน้า คุณจะรู้สึกปวดบริเวณแขนและหน้าอก

โดยเฉพาะคนที่เล่นเวตฝึกกล้ามเนื้อหน้าอกมาจะรู้สึกตึงเป็นพิเศษ จากนั้นให้เปลี่ยนมาจับขอบประตูด้านบนแล้วเอนตัวไปด้านหน้า จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหน้าอกและลำตัว ทำค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ทั้งหมด 10 ครั้ง พยายามฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้งหรือทำทันทีหลังออกกำลังกาย จะช่วยให้เพิ่มความคล่องแคล่วให้คุณอย่างรู้สึกได้ทันที

‘เปิดเผย หรือเก็บตัว’ คนทำงานติดโผกลุ่มไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572751

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

‘เปิดเผย หรือเก็บตัว’ คนทำงานติดโผกลุ่มไหน?

เรื่อง ราตรีแต่ง

การสัมภาษณ์งานถือเป็นประตูด่านสำคัญ ในการเข้าทำงานกับองค์กรที่เราต้องการ การสัมภาษณ์งานของหลายๆ คนก็ประสบความสำเร็จราบรื่น แต่บางคนกลับประหม่า รู้สึกวิตกกังวลจนทำให้การสัมภาษณ์นั้นสะดุดกึก

คนทำงานล้วนมีบุคลิกภาพและวิธีการการสื่อสารแตกต่างกันออกไป ซึ่งลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้ นับเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณารับคนเข้าทำงานในด่านแรกเลยทีเดียว แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) เผยเทคนิคการเข้าสัมภาษณ์งาน โดยแยกคนทำงานออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนมีลักษณะเปิดเผย (Extrovert) และกลุ่มคนมีลักษณะเก็บตัว (Introvert) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์รับพนักงาน

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคนยิ้มแย้มแจ่มใส ชอบพูดชอบคุย ในแบบกลุ่มคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ก็น่าจะได้เปรียบมากกว่าคนอินโทรเวิร์ตพวกชอบเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ในข้อเท็จจริงการสัมภาษณ์งานถือเป็นความท้าทายของคนทั้งสองกลุ่ม ดังนั้น ถ้าคนทำงานสามารถทำความเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในคุณสมบัติกลุ่มใด และมีการเตรียมความพร้อมที่ดี ก็จะช่วยเสริมความมั่นใจและทำให้การสัมภาษณ์งานนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ชอบสังคม ชอบพบปะสนทนา

ใครเข้าข่ายนี้ คือพวกติดกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต คนกลุ่มนี้มักจะมีความสามารถในการเข้าสังคม ชอบพูดชอบคุย โอภาปราศรัยเข้ากับผู้คนได้ดีมาก

การสัมภาษณ์งานก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยาก แสงเดือน ในฐานะคร่ำหวอดเรื่องคัดคนทำงาน เผยข้อเท็จจริงกลับถือเป็นความท้าทายสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ พวกติดนิสัยในกลุ่มนี้ มักพูดสิ่งที่รู้สึกออกมาอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้ เนื่องจากองค์ประกอบหลักที่ผู้สัมภาษณ์นำมาใช้ในการตัดสิน คือเรื่องของทักษะการสื่อสาร ทัศนคติ ในการสัมภาษณ์งานที่คนกลุ่มนี้ควรนำไปปรับใช้ ควรมีดังนี้

สร้างความได้เปรียบเลือกงานที่ได้พบปะผู้คน งานด้านการขาย งานบริการลูกค้า งานการตลาด งานประชาสัมพันธ์

การพูดคุยก่อนเริ่มการสัมภาษณ์ แม้ว่าจะเป็นเรื่องดีในการทำความรู้จักกัน และทำให้บรรยากาศการสัมภาษณ์ดูผ่อนคลายมากขึ้น นับเป็นช่วงเวลาในการสร้างความประทับใจแรก โดยธรรมชาติของคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ก็จะชอบพูดเสนอความเป็นตัวเองให้มากไว้ก่อน แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือต้องพยายามจับประเด็นผู้สัมภาษณ์ให้ได้ ควรตอบให้กระชับ ตรงประเด็นมากที่สุด เพราะคือการแสดงความมืออาชีพ เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามคำถามปลายเปิด จึงจะเป็นโอกาสอธิบายเพิ่มเติมถึงผลงาน และสถานการณ์ที่เคยผ่านมา ซึ่งเป็นการนำเสนอตัวเองที่เหมาะสม และผู้สัมภาษณ์ก็จะรู้สึกถึงความตั้งใจของเราได้เป็นอย่างดี

เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี คนบุคลิกในกลุ่มนี้ ชอบเป็นผู้นำในการสนทนา แต่สำหรับการสัมภาษณ์งานต้องมองถึงความเหมาะสมและกาลเทศะเป็นสำคัญ โดยให้ผู้สัมภาษณ์เป็นคนนำบทสนทนา และยอมเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะจะทำให้ทราบถึงแนวทางของการสัมภาษณ์ว่าจะไปในทิศทางไหน และอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำคือการพูดแทรกในระหว่างที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด คนช่างเจรจาพาทีมักจะตอบคำถามขึ้นมาทันทีที่คิดได้ ควรฟังให้จบประโยค รวมถึงทบทวนคำถามให้ดีก่อนแล้วค่อยตอบออกไป อย่ารีบพูดแทรก จนทำให้คนสัมภาษณ์รู้สึกว่าความใจร้อนแบบนี้ อาจกลายเป็นปัญหาในการทำงานต่อไปได้

ชอบเก็บตัว พูดน้อย

การสัมภาษณ์งานสำหรับคนอินโทรเวิร์ต นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกดดัน ด้วยนิสัยชอบเก็บตัว พูดน้อย ไม่ชื่นชอบเข้าสังคมท่ามกลางคนหมู่มาก หรือไม่มีทักษะในการเริ่มสนทนากับคนแปลกหน้า ด้วยลักษณะนี้เองจึงสร้างความกดดัน อาจทำให้การสัมภาษณ์งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้คนกลุ่มนี้ต้องมีการเตรียมตัวให้มากกว่าคนอื่น โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้

ศึกษาคุณสมบัติของตำแหน่งงานให้ละเอียด วิเคราะห์ว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับหรือไม่ อีกทั้งควรฝึกตอบคำถามที่มักถูกใช้ในการสัมภาษณ์งาน เช่น การแนะนำตัวเอง การเล่าถึงสิ่งที่เคยทำมาในอดีต ฯลฯ เพื่อสร้างความมั่นใจซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสัมภาษณ์งาน นอกจากนี้ควรไปถึงก่อนเวลานัดสัมภาษณ์ เพื่อที่จะได้สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่ และลดอาการประหม่าลงได้

อัดวิดีโอการตอบคำถามเพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง อีกวิธีสร้างความมั่นใจก่อนการสัมภาษณ์งานจริง ทำให้เราเห็นชัดถึงจุดบกพร่อง และสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุดมากที่สุดอีกด้วย

พูดถึงความสำเร็จด้วยความมั่นใจ คนอินโทรเวิร์ตมักจะไม่ค่อยมั่นใจที่จะพูดถึงผลงาน และความสำเร็จของตัวเอง แต่ในการสัมภาษณ์งานหากไม่กล้าพูด และแสดงออกถึงความสำเร็จเช่นนี้ อาจทำให้เสียเปรียบคู่แข่งคนอื่น เพราะถึงแม้ผู้สัมภาษณ์จะดูผลงานจากในเรซูเมหรือแฟ้มสะสมผลงานได้ แต่การบอกเล่าเรื่องราวในเชิงลึกด้วยตัวเราเอง ย่อมทำให้เราเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น

ดังนั้น ลองปรับมุมมองพูดถึงความสำเร็จให้เป็นเหมือนการเล่าเรื่องราวบางอย่าง ฝึกซ้อมอัดวิดีโอ และสามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ตัดสินใจรับเราเข้าทำงานได้ง่ายขึ้น

นำข้อดีมาเป็นจุดขาย ข้อดีของคนกลุ่มนี้คือพร้อมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มีความเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้ยังมีบุคลิกเอาจริงเอาจัง และมุ่งเน้นเรื่องรายละเอียดในงาน หากมีเวลาเตรียมตัวที่มากพอ คนอินโทรเวิร์ตยังสามารถฉายแววเด่นในที่ประชุมและการนำเสนองานอีกด้วย โดยเฉพาะงานที่ใช้ความรอบคอบ และไม่ต้องพบปะผู้คนเยอะๆ เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษา นักวิจัย ตลอดจนศิลปิน นักเขียน ผู้ตรวจพิสูจน์อักษร กราฟฟิกดีไซเนอร์ งานไอที เป็นต้น

การรู้จักตัวตนจะส่งผลต่อการเลือกงานได้เหมาะสมแล้ว ยังจะช่วยให้การสัมภาษณ์งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเอื้อต่อการพัฒนาข้อบกพร่องต่างๆ ของเราให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลทำให้ได้ใช้จุดแข็งของตัวเองเป็นประโยชน์ต่อชีวิตงานได้มากที่สุด

‘ซื้อน้อย ใช้ซ้ำ ทำเอง’ นิยามคนยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572748

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

‘ซื้อน้อย ใช้ซ้ำ ทำเอง’ นิยามคนยุคนี้

เรื่อง ภาดนุ ภาพ บารมี เต็มบุญเกียรติ/กรีนพีซ

สังคมสมัยใหม่ขับเคลื่อนด้วยกระแสการบริโภคที่ล้นเกิน หลายคนซื้อของแล้วไม่ได้ใช้หรือใช้เพียงไม่กี่ครั้งก็ทิ้ง ทั้งๆ ที่สิ่งของชิ้นนั้นยังมีอายุการใช้งานได้อีก

เมื่อเป็นเช่นนี้กรีนพีซจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนลดการบริโภคที่เกินความจำเป็น โดยจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป Make SMTHNG Week ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ซื้อให้น้อยลง แล้วหันมาซ่อมแซม หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่มากขึ้น พร้อมทั้งชักชวนกลุ่มคนที่ชาวโซเชียลมีเดียให้ความสนใจและติดตาม มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “Shopless Society ซื้อน้อย ใช้ซ้ำ ทำเอง” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองใหม่ๆ ที่นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว เรายังมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เปรม พฤกษ์ทยานนท์ เจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊ก : ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป ซึ่งมีแฟนคลับติดตามมากมาย ให้ความเห็นในเรื่องการลดใช้ทรัพยากรที่ล้นเกินไว้อย่างน่าฟัง

“ด้วยความที่ครอบครัวผมทำธุรกิจรับซื้อของเก่าอยู่แล้ว งานหลักของเราก็คือการแยกสิ่งของหลายๆ อย่างที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เพื่อนำไปผลิตเป็นวัสดุที่นำมาใช้ได้ใหม่ ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไร ดูได้จากการทิ้งขยะในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยใส่ใจแยกประเภทขยะตอนทิ้งกันมากนัก ทำให้ขยะที่ควรจะได้รับการรีไซเคิลได้ ไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายที่ควรจะเป็น ดังนั้น ผมจึงมีไอเดียในการทำแฟนเพจขึ้นมา โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องที่ตลกๆ และกวนๆ หน่อย เพราะคนทั่วไปจะไม่ชอบเรื่องที่ซีเรียสมากนัก

ก่อนอื่นผมขออธิบายคำสองคำที่ลงไว้ในเพจ นั่นคือคำว่า ‘รีไซเคิล’ กับ ‘อัพไซเคิล’ ซึ่งสองคำนี้ต่างกัน การรีไซเคิลคือการนำวัสดุนั้นๆ ไปผ่านกระบวนการหมุนเวียนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ขวดน้ำดื่ม ที่เราสามารถนำไปทำเส้นใยโพลีเอสเตอร์เพื่อทำเสื้อผ้าได้ ส่วนการอัพไซเคิลคือการนำวัสดุที่หมดคุณค่าแล้วไปผ่านกระบวนการทำให้เป็นวัสดุชนิดใหม่ที่ใช้ประโยชน์แตกต่างออกไปและใช้ได้จริง ซึ่งทั้งสองคำนี้คือดีทั้งคู่ เพราะสามารถยืดการใช้ประโยชน์วัสดุบางอย่างให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง แต่ทั้งสองกระบวนการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว ถ้าจะให้ดีเราควรลดการใช้ให้น้อยลง อันไหนสามารถซ่อมแซมหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็ควรทำ”

เปรมบอกว่า แม้ปัญหาขยะจะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวก็จริง แต่ถ้าเราเปลี่ยนความคิดซะใหม่ว่า เราจะไม่เรียกของที่เราไม่ใช้แล้วว่าขยะ วัสดุชิ้นไหนถ้าเราสามารถนำกลับมาปรับใช้ให้เป็นสิ่งของอื่นๆ ได้อีกครั้ง เราก็ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง

“ในมุมมองของผม เวลาซื้อของสักอย่างมาใช้ ผมจะคำนึงถึงการใช้งานเป็นสำคัญ ว่าต้องทนทาน สามารถใช้ได้นาน ส่วนราคาแม้จะแพง แต่ถ้าเราซื้อมาใช้แล้วคุ้มผมก็ซื้อ แต่ผมจะไม่ค่อยซื้อของที่ทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ เนื่องจากเมื่อพังแล้ว มันจะไม่สามารถนำกลับไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ซึ่งถ้าทุกคนคำนึงถึงเรื่องนี้โดยเริ่มจากตัวเองก่อน ผมว่าน่าจะมีส่วนช่วยลดการบริโภคล้นเกิน หรือช่วยประหยัดทรัพยากรของโลกได้แน่นอน”

ด้าน ลีฬภัทร กสานติกุล บก.บห.นิตยสาร My Home ก็ได้ให้แง่คิดในเรื่องการสร้างคุณค่าของสิ่งของเก่าๆ หรือการ D.I.Y.ให้ของเก่ามีความเก๋ไก๋และสามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุก และเชื่อว่าทุกคนสามารถที่จะทำได้

“อย่างที่ทราบกันดีว่า นิตยสารและรายการทีวีที่ชื่อ My Home ของเราจะเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน ซึ่งคนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงการแต่งบ้าน ก็มักจะนึกถึงการจับจ่ายเงินเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอื่นๆ มาทั้งหมด แต่คอนเซ็ปต์หลักของเราจะเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่มีการ D.I.Y. สิ่งของเก่าๆ ภายในบ้านให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง

ที่ผ่านมาเราเคยมีประสบการณ์ในการดีไอวายบ้านหลังหนึ่งที่ผ่านวิกฤตน้ำท่วมมาแล้ว ตอนนั้นเราต้องมานั่งสำรวจดูว่ามีของชิ้นไหนที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้บ้าง หรือถ้าของสิ่งนั้นไม่สามารถใช้ได้ เรามีไอเดียอะไรที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นสิ่งใหม่แล้วนำกลับมาใช้งานได้บ้าง นี่ถือเป็นแนวทางของเราเลยที่จะต้อง Reuse, Reduce, Repair และ Upcycle เราจึงสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาว่า เราต้องสามารถแปลงร่างของทุกอย่างที่มี ให้กลายเป็นของชิ้นใหม่ที่กิ๊บเก๋และใช้งานได้จริง ฉะนั้นเราก็ต้องมีทีมงานที่ช่วยต่อยอดไอเดียให้เราทำสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ ซึ่งก็ได้ น้องอร (อรพรรณ วัจนะเสถียรกุล) เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ไอเดียดีๆ ให้กับทีมของเรา”

อรพรรณ วัจนะเสถียรกุล สาวเก่งผู้มีไอเดียบรรเจิดในการดีไอวาย เล่าว่า ด้วยความที่เธอเป็นคนชอบจินตนาการว่า วัสดุที่มีอยู่นั้น ถ้าไม่มีสภาพเหมือนอย่างที่มันเป็นอยู่ มันจะเป็นอะไรได้บ้าง เมื่อคิดได้แบบนั้นก็เกิดความรู้สึกท้าทายขึ้น เธอจึงเริ่มค้นคว้าหาไอเดียที่แปลกใหม่ว่า ของชิ้นหนึ่งนั้นจะสามารถนำไปเปลี่ยนรูปร่างให้กลายเป็นอะไรได้บ้าง

“ช่วงแรกๆ ที่เกิดไอเดีย อรก็ลองผิดลองถูกอยู่นาน โดยไม่เคยปิดกั้นความคิดของตัวเองเลยว่า ของชิ้นเดียวเราจะสามารถทำเป็นของใหม่ๆ ที่มีหน้าที่ในการใช้งานใหม่ๆ ได้หรือไม่ เพราะเมื่อลองคิดและทำไปเรื่อยๆ ก็เกิดความสนุก แถมยังต่อยอดไอเดียไปได้เรื่อยๆ เช่น นำลังพลาสติกใส่ผลไม้ที่มีวัสดุค่อนข้างหนาและทนทานมาทำเป็นโต๊ะปิกนิกที่สามารถนั่งได้ โดยติดฝาที่เป็นไม้อัดเข้าไปให้พอดี แล้วนำมาพ่นสี ติดสายโซ่เล็กๆ เอาไว้ดึงให้ฝาเปิดได้เวลาต้องการจะเก็บสิ่งของอื่นๆ ลงไป ซึ่งถือว่าเป็นโต๊ะปิกนิกอเนกประสงค์ที่ราคาถูกและทนทานมาก จึงถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทให้กับลังใส่ผลไม้ไปด้วยในตัว

ของชิ้นต่อมาจะเป็นกระเป๋าสะพายของผู้หญิง ขนาดกำลังพอดีที่ทำจากพรมเช็ดเท้า (ของใหม่) ซึ่งเราเปลี่ยนหน้าที่ของมันให้เป็นกระเป๋าใส่ของจุกจิก โดยตัดเย็บและเพิ่มสายสะพายเข้าไป จึงถือเป็นการเพิ่มมูลค่าและฟังก์ชั่นในการใช้งานใหม่ๆ ได้ ตามมาด้วยเขียงไม้สี่เหลี่ยม เราก็เปลี่ยนหน้าที่ของมันให้กลายมาเป็นที่เก็บด้ายหรือไหมพรม โดยนำไม้หนีบผ้าเล็กๆ มาเป็นที่พันด้าย แล้วตอกหมุดสำหรับติดไม้หนีบเรียงไปให้ทั่วแผ่นเขียงไม้ แค่นี้ก็กลายเป็นของใช้งานและของตกแต่งบ้านไปพร้อมกันในชิ้นเดียวแล้ว

จากข้อมูลที่คนยุคนี้มักมีพฤติกรรมที่ไม่ชอบการซ่อมแซมเสื้อผ้าหรือของใช้บางอย่างที่สามารถซ่อมได้ แล้วนำมาใช้ซ้ำ จึงทำให้ของที่พวกเขาไม่ต้องการกลายเป็นขยะจากการบริโภคล้นเกินโดยไม่จำเป็นมากมาย ฉะนั้นอรจึงเห็นด้วยกับคำพูดของคุณเปรมที่ว่า ‘อย่ามองว่ามันเป็นแค่ขยะเท่านั้น แต่ให้เราเปลี่ยนหน้าที่การใช้งานของมันซะใหม่แทน’ ซึ่งถ้าคุณสามารถทำได้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง”

อรทิ้งท้ายว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับไอเดียในการคิดและสร้างสรรค์ของแต่ละคนเป็นสำคัญ ไม่มีไอเดียไหนผิดหรือถูก ขอแค่ทุกคนลงมือทำเท่านั้น ก็ถือว่าได้เริ่มช่วยลดสิ่งของเหลือใช้จากการบริโภคเกินได้แล้วล่ะ

สำหรับ พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการ Make SMTHNG Week 2018 จากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การรณรงค์ลดการใช้ทรัพยากร ลดการทิ้งขยะ และอื่นๆ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่งที่อาจจะมีส่วนช่วยได้บ้าง

“สิ่งสำคัญจริงๆ ในการลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือยลง กลุ่มแรกเลยดิฉันคิดว่าคือ ผู้บริโภค หากผู้บริโภคช่วยกันคนละไม้คนละมือตั้งแต่ต้นทาง เช่น ลด ละ เลิก การใช้พลาสติกประเภทขวดน้ำ หรือหลอดดูดน้ำให้น้อยลง ด้วยการพกหลอดกระดาษหรือหลอดไม้ ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือยได้

กลุ่มที่สองคือ ผู้ผลิตสินค้า ซึ่งในยุคนี้จะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้แพ็กเกจจิ้งของสินค้าตัวเองมีนวัตกรรมที่ดีมากขึ้น โดยการที่ผู้บริโภคอย่างเราจำเป็นจะต้องช่วยกันสะท้อนความคิดนี้ไปยังผู้ผลิตให้ได้มากที่สุด ด้วยการรณรงค์งดใช้ หรือส่งข้อมูลถึงบริษัทผู้ผลิต ซึ่งดิฉันเชื่อว่าพลังของผู้บริโภคนั้นสำคัญมาก ปัจจุบันนี้ผู้ผลิตเครื่องดื่มหลายรายก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขวดเครื่องดื่มหรือซองบรรจุขนมของแบรนด์เขาจะสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์พร้อม 100% ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

แต่กระนั้นเราก็ยังมองว่า ปัจจุบันขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้นั้น ที่จริงมันเข้าไปอยู่ในระบบรีไซเคิลได้แค่ 9% เท่านั้น ยังมีขยะจำนวนมากที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจริงๆ อีกมหาศาล ซึ่งทั้งหมดนี้ต้นทางมันอยู่ที่ผู้ผลิต ว่าจะทำอย่างไรให้บรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ตัวเองย่อยสลายได้โดยไม่ก่อมลภาวะหรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องนี้ผู้ผลิตก็ต้องหาทางพัฒนานวัตกรรมของตัวเองให้ทันโลกต่อไป

ส่วนที่สามคือ ภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่เป็นผู้ออกกฎหมาย เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ควบคุม ผลักดัน จูงใจหรือกระตุ้นให้ผู้ผลิตกล้าที่จะผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายตามธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น โดยอาจจะลดหย่อนในเรื่องการเสียภาษีให้กับบริษัทผู้ผลิตที่ใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการหันหน้าเข้ามาคุยกันและช่วยกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง”

พิชามญชุ์ ทิ้งท้ายว่า คนทั่วไปก็สามารถช่วยได้เช่นกัน โดยอาจจะพกขวดน้ำชนิดที่สามารถเติมน้ำหรือนำกลับมาใช้ได้ใหม่ หรืออาจจะลองประดิษฐ์สิ่งของบางอย่างใช้เอง หรือนำของบางอย่างกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของทุกคน ว่าต้องค้นหาไอเดียดีๆ แล้วลงมือทำให้นำมาใช้ได้จริง ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน จากหลักพัน เป็นหลักแสน และหลักล้านคน เชื่อว่าก็น่าจะช่วยลดการบริโภคที่ล้นเกินให้น้อยลงหรือหมดไปได้

US shoppers fight back against ‘porch pirates’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30360958

x

US shoppers fight back against ‘porch pirates’

lifestyle December 22, 2018 13:38

By Agence France-Presse
Baltimore

3,336 Viewed

With the holidays in full swing, Americans are bracing themselves for the seasonal onslaught of a new kind of Grinch trying to steal Christmas: the so-called “porch pirate.”

These opportunist criminals have emerged as a threat in the era of online shopping — taking parcels from people’s doorsteps before they get anywhere near the Christmas tree.

But residents wary of seeing the season of giving turn into a free-for-all among petty crooks are wielding their own weapons against the thieves: ingenuity, technology and good old-fashioned community spirit.

Rosemarie Dumhart, of Baltimore, spends much of her day in a rocking chair looking out at the street and running out to collect for safekeeping any gift she sees delivered to her neighbors.

“We kind of all look after each other on the block,” said Dumhart, a 79-year-old retiree who has witnessed the gentrification of her neighborhood and a change in the way people shop.

“When I moved here 24 years ago, I had bars on the windows to prevent people from breaking in. There was drug trafficking everywhere,” she said.

“It is very peaceful now, with a lot of young and educated people. But they all shop online!” she added.

Beyond protecting her neighbors’ purchases, Dumhart has turned into something of an amateur sleuth, developing a system for snaring miscreants with her neighbor, Rob.

Every time something is delivered to his house while he is away, she collects it and replaces it with a bogus parcel simply containing a bottle of water with the message, “please recycle and reconsider your life choices.”

Around 20 thieves have fallen for the bait this year — only to be filmed by a camera above the door. The videos, posted on YouTube and shared with the police, have led to at least one arrest.

Alarm bells, glitter, GPS

A study last year by insurer Insurance Quotes found that nearly 26 million people reported having something stolen from just outside their door during the holiday period.

In recent weeks police and couriers have advised consumers to have packages delivered to workplaces, in safe lockers or at the home a neighbor who is guaranteed to be in.

They also suggest that people demand packages be left only when signed for, or rig alarm systems with cameras such as those made by the company Ring — now owned by Amazon.

A firm called BoxLock offers a big yellow padlock equipped with a bar code reader that allows a delivery person to leave a parcel safely inside a metal box.

Brad Ruffkess, its founder, came up with the idea after moving in 2016 with his wife from an apartment to a house, outside which several packages were stolen.

“We were looking for a solution and got surprised to see how little existed. Cameras are just a deterrent, they can’t physically protect deliveries,” Ruffkess said.

On the lighter but more sophisticated side, a former NASA engineer named Mark Rober, angry over seeing a package stolen from outside his home in broad daylight, spent months building a gadget to exact revenge on porch pirates.

His pride and joy is a fake gift parcel box that, when opened, lets off a blast of colorful glitter and rapid fire spritzes of “fart spray.” Cell phones attached to the boobytrapped box film it all and upload the footage to the cloud.

Rober’s YouTube video explaining how he built the device and showing thieves’ horrified reaction after opening it has been viewed more than 11 million times.

Police in New Jersey have also used bogus packages fitted with GPS devices to track thieves. And just about everywhere in the US, authorities are waking up to the phenomenon of porch pirates.

“It’s obviously not the crime of the century, but it is a crime having a significant impact on our local communities,” said Cody Hiland, a US Attorney in Arkansas, as he launched “Operation Porch Pirate.”

“My goal is to make the decision to steal Christmas presents from the porches of people who pay the bills around here a very painful one,” Hiland added.

The Story Of Bodh Gaya’s Famous Statue

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30360950

The Story Of Bodh Gaya’s Famous Statue

lifestyle December 22, 2018 13:09

By Bhante Dhammika of Australia
The Island
Asia News Network

4,136 Viewed

When devote Buddhists go to Bodh Gaya in India, the site of the Buddha’s awakening, and they enter the great Mahabodhi Temple, they will see before them, on the main altar, a large and impressive Buddha statue.

Many will make offerings of flowers before it, some will have their photograph taken in front of it, others will sit in silent awe reflecting on the wisdom and compassion of the Buddha. Although this fine statue seems to be an organic and integral part of the Temple it was not originally made for it and is actually many centuries younger than it. So what is the story behind this iconic statue and how did it get to where it is today?

 

For several centuries after the Buddha there was no temple at Bodh Gaya, just the Bodhi tree with a railing, a type of fence, around it. Eventually, a temple of wood and brick was built around the Bodhi tree, something like the Bodhi tree shrine at Punchi Borella Junction. This shrine was enlarged and repaired many times over the next several centuries. The oldest Buddha statue ever found at Bodh Gaya, now badly damaged, dates from the year 283 CE and may have been made for this shrine, Buddha statues were just coming into vogue at about this time. Prior to this the Buddha was only depicted symbolically, as a pair of footprints, a wheel, an empty throne, etc.

 

Exactly when the present Mahabodhi Temple was built is not certain but it was probably at the beginning of the 4th century CE. We know from inscriptions and the accounts of pilgrims that a Buddha statue of great beauty was made for the temple. It was known as the Image of the True Face because it was believed to be an actual portrait of the Buddha. For about 700 years this Buddha statue sat on the altar in the sanctum of the Mahābodhi Temple and was the most revered of all the many statue to be seen at Bodh Gayā. There is no record of when this statue disappeared, possibly at some time during the Islamic conquest of Bihar or in the subsequent decades. The last record we have of it dates from 1413 when Achariya Sariputra, the last abbot of Bodh Gaya, gave its dimensions to the Tibetans so they could make a copy of it. After this we hear no more of it. When the English surveyor Francis Buchanan visited Bodh Gaya in December 1811 there was a statue in the Mahabodhi Temple which he said was made of brick and plaster and which he described as crude and artless; it may have been made as a substitute for the original.

 

The statue in the sanctum of the Mahābodhi Temple which the pilgrim sees today dates from the 10th or 11th century. Carved out of black chlorite stone it is a particularly fine example of Pala period sculpture, capable of evoking admiration in the tourist and devotion in the Buddhist pilgrim. It depicts the Buddha in the earth-touching gesture and rather than the usual double-lotus throne it sits on a patterned cushion. On the plinth below this cushion are five niches divided from each other by small pillars. The two outer niches contain lions and the next two contain elephants. In the central niche Paṭhavi, the Earth Goddess, is shown rising from the ground, holding a vase of jewels and witnessing the Buddha’s victory over ignorance. All these figures and the pillars are in high relief. Directly below the niches is a partly damaged inscription in two lines providing some information about the statue. The first line is the usual the Epitome of Dependant Origination (Dhamma Pariyaya) always used in ancient India to consecrate images. The second part says that the statue was donated by one Sri Purṇabhadra, son of Samanta and grandson of Dharma of the Chhinda family. It seems he had constructed a small temple at Bodh Gaya and installed three statues in it, including the one now under discussion, with the assistance of Acharya Jayasena. The Chhindas were minor feudal lords who ruled the area around Gaya in about the 10th and 11th centuries. Jayasena is mentioned in another inscription as having donated land to the Sri Lankan monks at Bodh Gaya. There is no way of knowing exactly where at Bodh Gaya Sri Purṇabhadra built the small temple in which he enshrined this and the two other statues.

 

By the middle of the 19th century the Mahabodhi Temple was badly ruined and in serious need of repair and in 1880 the British Indian government decided to do just that. The well-known and experienced engineer Joseph Beglar was given the task of carrying out these repairs. After he had finished the outside to the temple his next step was to repair the inside, the inner sanctum. Having done this he realized that his task would be incomplete if the sanctum was left empty; the altar needed a statue on it. He examined the many statues lying around Bodh Gaya but most were either damaged, too small or of bodhisattvas rather than of the Buddha, but eventually he located a suitable one. The image was disfigured by whitewash and lime plaster which required a great deal of effort to scrape off. With the cleaning completed the majesty of the statue became apparent; its surface was smooth and shiny and its countenance serene. Beglar has left us no details concerning how he moved the statue into the Mahabodhi Temple but it would have required a great deal of manpower and considerable care; it is a large sculpture, over three meters high and weighs a ton or more. It was finally maneuverered into the temple, winched up above the altar, suspended exactly over the position where it was to be placed, and then slowly lowered onto it. Today Sri Purṇabhadra’s Buddha is covered with gold paint and its facial features are painted in Tibetan style. While this obscures the statue’s original character it does not detract from the powerful impression it leaves on those who come to Bodh Gaya.

Performance, portability and precision

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30360918

Performance, portability and precision

lifestyle December 22, 2018 01:00

By Paisal Chuenprasaeng
The Nation Weekend

With the new Yoga 730-131KB 2-in-1, you’ll never have problems connecting

CONVERTIBLE computers have soared in popularity since being pioneered by Lenovo a few years ago and now the Beijing-based tech company is satisfying the mobile generation once again with the release of the Yoga 730-131KB 2-in-1.

It’s powered by the latest 8th Generation Intel Core i7 processor and is positively skinny at just 14.1mm thin. Weighing in just 1.19 kg – 13-per-cent lighter than previous models – and boasting 11.5 hours of battery life, the Yoga 730 is the most mobile computer to date.

It looks good too with its polished and durable anodised aluminium casing in Iron Grey.

The Yoga 730 runs on Windows 10 Pro edition and its performance packs a powerful punch thanks to the processor, which runs at 1.80GHz, the fast 8 gigabytes DDR4 2,400 MHz working memory or RAM and the 512 GB PCIe SSD storage.

It uses Intel UHD Graphics 620, which shares the RAM, and boasts a 13.3-inch Full HD IPS Anti-Glare multi-touch display with 1920×1080 pixel resolution. The screen is bright too with 300 nits.

The display is great for viewing photos and watching HD video clips. During the test, I found the Yoga 730 played HD video clips smoothly and I enjoyed watching movies streamed from iflix.com.

The immersive sounds are good too, thanks to Dolby Atmos, which creates a three-dimensional audio space when you listen through headphones. It also comes with JBL speakers.

The laptop handled business applications fast and smoothly. I had no problem using Microsoft Office and browsing websites during the test.

The Yoga series is renowned for its convertible design. Like other models in the series, the Yoga 730 can be folded back on its keyboard for use as a tablet computer.

When in tablet mode, the Yoga 730 can be used with an optional Lenovo Active Pen 2, which is sold separately for Bt1,990.

The Active Pen 2 provides the natural feel of a pen-on-paper experience and comes with 4,096 levels of pen sensitivity. The stylus connects to the Yoga 730 using Bluetooth connection.

The Yoga 730 comes with a fingerprint reader that allows you to log in and make secure payments through PayPal fast via the Windows Hello function.

The laptop can be connected to fast wireless network using Wi-Fi 802.11ac (2×2) adapter. I tested it on my Linksys EA8500 Wi-Fi router and can confirm that the Yoga 730 is quick when it comes to Internet browsing.

The Yoga 730 comes with both Amazon Alexa and Microsoft Cortana voice-enabled AI assistants.

You can use Cortana on your Yoga 730 during the day to schedule meetings, get reminders, search and send emails and manage to-do lists with just your voice.

Do be aware though that some Alexa features are not available in Thailand though I had no trouble using it to dim the lights and turn up the music.

Far-field microphones make it easy for Alexa and Cortana to listen and respond even from across the room. You can now do thousands of things with just your voice as Alexa and Cortana continue to get smarter, adding more apps and skills to help you save time at work and at home.

The Yoga 730 comes with dual Thunderbolt 3 USB-C ports on the left side. The ports offer swift and versatile connection to high-res display, high-performance data devices, and more.

The USB-C ports can also be used to recharge the battery at speeds. Apart from having 11.5 hours of battery life, the Yoga 730 supports Rapid Charge technology, which give you two hours of use from just 15 minutes of charging.

The laptop also provides a full-size USB 3.0 port on the right side and a 3.5mm audio jack on the left.

The Yoga 730 also comes with 720 HD webcam with dual array microphone for sharp and clear video calling.

Lenovo Yoga 730-131KB 2-in-1 has a suggested retail price of Bt45,900.

>> Processor: 8th Generation Intel Core i7-8550U Processor 1.80GHz

>> Operating System: Windows 10 Pro

>> Display: 13.3-inch FHD (1920 x 1080) IPS Anti-Glare |Multi-touch

>> Graphics: Integrated Intel UHD Graphics 620

>> Memory: 8 GB DDR4 2400 MHz (Onboard)

>> Storage: 512 GB PCIe SSD

>> Battery: Up to 11.5 hours

>> Audio: JBL speakers; Dolby Atmos with headphones

>> Camera: 720p HD with dual array microphone

>> Ports/Slots: 2 x Type-C Thunderbolt, USB 3.0, Audio jack

>> Connectivity: 802.11 AC |(2 x 2) + Bluetooth 4.1

>> Weight: 1.19 kg)

>> Dimensions (H x W x D): 306.8 x 216.3 x 14.1 (mm)