What is fascia ? : พังผืดคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570343

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 13:42 น.

What is fascia ? : พังผืดคืออะไร

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Fascia อ่านว่า ฟาสเชีย หรือแฟซเซีย ในฉบับที่แล้วเจี๊ยบได้เกริ่นนำเกี่ยวกับระบบพังผืดไปบ้างแล้วว่าคือ เนื้อเยื่อหรือไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ที่ห่อหุ้มร่างกายภายในของเราเอาไว้ด้วยกันคล้ายกับใยแมงมุม ในวันนี้เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้กัน

เมื่อ 3 ปีก่อน เจี๊ยบเคยไปเข้าเวิร์กช็อปเกี่ยวกับเรื่องระบบพังผืดมาที่ฮ่องกง คุณครูที่สอนได้ยกตัวอย่าง “ผลส้ม” ให้เห็นรายละเอียดเปรียบเทียบผลส้มกับระบบพังผืดในร่างกายเรา เมื่อเราจินตนาการตามทำให้ง่ายและเห็นภาพได้ชัดเจนประกอบความเข้าใจเราได้มากขึ้น (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1)

ในภาพแรกเป็นภาพส้มที่ผ่าซีกออก ให้ผู้อ่านลองตั้งใจสังเกตรายละเอียดของส้มในภาพนี้ แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจเป็นส่วนๆ กันค่ะ

จากภาพเปลือกส้มด้านนอกเปรียบเป็นผิวหนังของมนุษย์ ลูกศรชี้ที่ฝั่งด้านขวาบนสุด อันถัดมาอันที่สองด้านขวาจากผิวหนังลูกศรชี้เข้ามาตรงเนื้อเยื่อขาวๆ ใต้เปลือกที่ยังไม่ถึงเนื้อส้มหรือก็คือผิวเปลือกส้ม เจ้าสิ่งนี้เปรียบเป็นพังผืดระดับผิวๆ ที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรา ซึ่งสำหรับบางคนสามารถมองเห็นได้คือ เซลลูไลต์ Cellulite (พังผืดที่ไม่แข็งแรง คนผอมบางคนก็มีนะ)หากพังผืดตรงบริเวณนี้มีคุณภาพที่ดี ก็จะมองไม่เห็นเป็นเซลลูไลต์

ต่อมาอันล่างขวาสุดอันที่สาม จะเห็นว่าเริ่มเข้ามาภายในเนื้อส้ม แล้วลูกศรชี้ไปที่เส้นขอบระหว่างกลีบส้มแต่ละกลีบ เส้นที่แยกส้มแต่ละกลีบเป็นชิ้นๆ ที่เวลาเราจะกินส้มต้องเอามือแกะแยกส้มออกทีละกลีบนี้ เปรียบเหมือนกับพังผืดชั้นลึกที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อของเรา ดังนั้นเวลาเรายืดกล้ามเนื้อ หรือสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ ก็เท่ากับว่าเราได้ใช้งานพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ไปด้วยพร้อมๆ กัน

สำหรับกล้ามเนื้อลายถัดจากฟาสเชียหรือพังผืด ยังมีชั้นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ที่ทำหน้าที่หุ้มกล้ามเนื้อชั้นนอกอีกทีเรียกว่า เอพิไมเซียม (Epimysium) และในด้านในจะประกอบไปด้วยฟาสซิเคิล (Fascicle) หรือกลุ่มของเส้นใยกล้ามเนื้อหลายกลุ่ม ที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเพอริไมเซียม (Perimysium) ส่วนด้านในเส้นใยของฟาสซิเคิลจะถูกหุ้มไว้ด้วยเอนโดไมเซียม (Endomysium) อีกที

จากนั้นย้ายมาดูฝั่งซ้ายกัน ที่ล่างซ้ายสุดลูกศรชี้ไปที่เนื้อส้ม ที่ด้านบนของเนื้อส้ม ถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นเยื่อบางๆ ที่ห่อหุ้มเนื้อส้มข้างในไว้ (ถ้าไม่เชื่อก็ไปปอกส้มมาดูได้เลยมีจริงๆ) อันนี้เปรียบเหมือนกับพังผืดที่ห่อหุ้มเส้นประสาท หลอดเลือดและอวัยวะภายใน และสุดท้ายบนซ้ายลูกศรชี้ไปที่ขั้วที่อยู่ตรงกลางผลส้ม เปรียบเหมือนกับกระดูกสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลางของเรา

ถามว่า ทำไมต้องเอาผลส้มมาเปรียบเทียบ เจี๊ยบคิดว่าเป็นเพราะเนื้อเยื่อบางๆ แล้วส่วนประกอบเล็กๆ ที่ประกอบกันมาเป็นส้ม ดูมีความใกล้เคียงกับระบบพังผืดค่อนข้างมาก หากไม่มีเนื้อเยื่อกับชั้นๆ ที่เป็นระดับแบบนี้มารวมเข้าด้วยกัน ส้มก็จะไม่สามารถเป็นส้มได้เลย ร่างกายเราก็เช่นกัน สิ่งที่แรปหรือห่อหุ้มภายในของเราเอาไว้เข้าด้วยกัน ก็คือระบบพังผืดนั่นเอง

ทีนี้ (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) ในภาพนี้เราจะเห็นเส้นบางๆ ที่เป็นเครือข่ายของระบบพังผืดเป็นเน็ตเวิร์กทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งมันลิงค์กัน ส่งผลให้บางครั้งเมื่อเรามีอาการเจ็บข้อเท้า แต่อยู่ดีๆ อาจทำให้เริ่มไปเจ็บไหล่ได้ เพราะเจ้าระบบพังผืดมันเชื่อมโยงกันนั่นเอง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายนิ้วเท้าที่แรปเราอยู่ข้างใน อาการที่จุดหนึ่งอาจส่งผลไปที่จุดไหนๆ ก็ได้ในร่างกาย

ความหนา ความบางของพังผืดในแต่ละระดับของแต่ละคนไม่เท่ากัน และในร่างกายคนเดียวกันก็ต่างกันในแต่ละส่วนของร่างกายด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปมพังผืด Trigger Point ที่เกาะตัวแถวกล้ามเนื้อส่วน บ่า ไหล่ ของคนที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ การยืดกล้ามเนื้อช่วยคลายความเมื่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับบางคนที่สะสมความตึงไว้หลายสิบปีจนพังผืดกลายเป็นปม Knot พอกดลงไปจะเจอก้อนๆ ที่หนากดเจ็บๆ แต่รู้สึกดีเมื่อโดนกดรู้สึกเจ็บแบบสะใจ

ในกรณีคนที่เป็นหนักมาก อาจต้องการการปลดปล่อยด้วยวิธีอื่นๆ ผสมด้วย เช่น กัวซา นวดด้วยหมอ หรือการใช้น้ำหนักตัวกดนวดตัวเองด้วยลูกบอล Myofascial Release Techniques เป็นต้น ภาษาทางการแพทย์จะเรียกว่า กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด หรือกลุ่มอาการเอมพีเอส Myofascial Pain Syndrome (MPS)

พฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเรามีผลในการสร้างปัญหาให้ระบบพังผืด ในส่วนของร่างกาย เช่น การชอบนั่งหลังค่อมนานๆ การต้องทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำๆ นานๆ หรือการใช้งานร่างกายหรือทำงานหนักมากเกินไป ออกกำลังกายหนักไปโดยไม่ได้พัก ในส่วนของจิตใจ เช่น คนที่ใช้ความคิดเยอะ มีความเครียดสะสม วิตกกังวลตลอดเวลา และยังรวมทั้งการดื่มน้ำน้อยเกินไปในแต่ละวัน การกินอาหารทอดๆ มันๆ และคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินความจำเป็นเยอะเกินไปโดยไม่ออกกำลังกาย ทำให้ไขมันสะสมเอาไว้แล้วจับตัวเป็นก้อน (อาจจะเกิดเซลลูไลต์)

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของพังผืดเกิดขึ้นได้ ถ้ามันแย่ได้มันก็ดีได้ อยู่ที่ตัวเรา เมื่อเราดูแลสุขภาพกาย-ใจแบบองค์รวมและสร้างความสมดุล

เพลง การเมือง และเรื่องบันเทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570333

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 12:21 น.

เพลง การเมือง และเรื่องบันเทิง

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอเอฟพี

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หากพูดถึงการใช้เพลงเป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง คงไม่ต้องบอกว่าเพลงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะนั้น(ปี 2557) เป็นคนแต่ง คือเพลงลำดับต้นๆ ที่เราจะนึกถึง

เพราะมันเป็นเพลงที่ได้ถูกนำเสนอผ่านทุกช่องทาง จนทำให้มันกลายเป็นเพลงป๊อปที่ฮิตติดหู เด็กและผู้ใหญ่ต่างร้องตามกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง (คืนความสุขให้ประเทศไทยไง… ยังจำกันได้อยู่ใช่มั้ยครับพี่น้อง)

แล้วเวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อเร็วๆ นี้ เพลงที่น่าจะเป็นสื่อบันเทิงชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้ในเรื่องบันเทิงๆ กลับถูกนำมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมืองอีกครั้ง ซึ่งมันน่าตื่นตะลึงตรงที่เพลงเพลงนั้นได้ถูกนำเสนอด้วยแนวเพลงแร็ป จากกลุ่มแร็ปเปอร์ชาวไทยที่ต่อต้านระบอบการปกครองแบบเผด็จการ และต้องการสื่อสารให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า ไอ้เรื่องแบบนี้ “ประเทศกูมี” นะเว้ย

เมื่อดูจนจบ จะเกิดความรู้สึกบางอย่างในห้วงความคิดขึ้นมาอย่างแรง ซึ่งเพลงเพลงนี้ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม โดยเฉพาะฟากฝั่งผู้นำประเทศได้มากโข

หลังจากนั้นอีกไม่นาน เพลงก็ถูกนำกลับมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยครานี้ คนในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของไทย เป็นผู้นำเสนอเพลง Thailand 4.0 ที่ต้องการสื่อให้คนไทยได้รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทุบกะลา แล้วก้าวออกมารู้ คิด และลงมือทำ เพื่อนำชาติไทยไปสู่ประเทศแห่งนวัตกรรม ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งหากมองไปที่เจตนาของการเล่นเกมทางการเมือง เพลงนี้อาจเป็นการโต้กลับเพลงประเทศกูมีแบบเชือดนิ่มๆ ก็เป็นได้

ในห้วงเวลาเดียวกัน แนวคิดการนำเพลงมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง ก็ได้เกิดขึ้นที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน อีกด้วยเช่นเดียวกัน โดยได้มีนายกเทศมนตรีกรุงไทเป มาร่วมร้องและแสดงในมิวสิกวิดีโอ เพลงแร็ปที่ใช้ชื่อว่า Do The Right Thing, Do Things Right ที่ว่ากันว่า ตอนนี้มียอดวิวทางยูทูบสูงเกือบแตะ 2 ล้านวิว

หากมองให้ดี สิ่งที่นายกเทศมนตรีคนนี้ได้ทำลงไป ก็ถือเป็นการแสดงให้ประชาชนได้เห็นในสิ่งที่เขาคิดผ่านมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลดีต่อเส้นทางการเมืองในอนาคตของเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะผลของคะแนนความนิยมที่ประชาชนจะมีต่อเขาได้อย่างท่วมท้นสุดจิตสุดใจ

คุณผู้อ่านเห็นถึงพลังแห่งการสื่อสารผ่านบทเพลงแล้วหรือยังครับ มันเป็นช่องทางการสื่อสารที่คนทุกคนสามารถนำพาสาระสำคัญที่เราอยากสื่อ ชอนไชเข้าไปยังคนทุกเพศทุกวัยผ่านบทเพลงได้เป็นอย่างดี หากมันเป็นการชอนไชที่ถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา

อย่าลืมว่า หน้าที่ของเพลงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกใครให้รู้ว่าเรากำลังแอบรัก อินเลิฟ คิดถึง เป็นห่วง เหงา เศร้า น้อยใจ เสียใจ อกหัก ผิดหวัง ถูกทิ้ง ลืมไม่ลง ยังตัดใจไม่ได้ เจ็บเจียนตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่มันยังสามารถบอกเล่าให้คนทั่วไปได้รู้ว่า เรากำลังคิดอะไรอยู่ เรากำลังต้องการทำอะไรให้แก่คนในสังคม ประเทศชาติ และโลกใบนี้ หรือแม้กระทั่งบอกให้โลกได้รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด!

ไม่ว่าบทเพลงจะถูกสื่อสารไปด้วยเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เรื่องถูกหรือเรื่องผิด หน้าที่ของคนเสพเพลงทั้งหลาย นอกจากหน้าที่มีความสุขความบันเทิงไปกับเพลง ก็คงต้องสังเกตสังกาดูเจตนาของคนที่สร้างสรรค์เพลงด้วยว่า เขากำลังชี้นำเราไปในทิศทางใด

ถ้าเพลงรักๆ ใคร่ๆ ผู้สร้างสรรค์ก็คงมุ่งหวังให้เพลงมันโดนใจเรา ทำให้เราอินตาม และกลายเป็นฐานแฟนคลับของศิลปินที่ร้องเพลงนั้นๆ ในท้ายที่สุด

แต่หากเป็นเพลงที่ใช้บอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง หน้าที่ของคนฟังเพลงอย่างเราๆ ก็คงหนีไม่พ้นหน้าที่ในความเป็นพลเมืองที่ดี มีความตระหนักรู้ และเป็นพละกำลังของประเทศที่จะช่วยกันทำให้ประเทศมันเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ทำอะไรที่ทำให้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง

ที่สำคัญที่สุด เมื่อเราฟังเพลงแล้วต้อง “รู้เท่าทัน” สิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ไม่กลายเป็นเหยื่อของผู้สร้างสรรค์เพลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จะทำให้เพลงที่เราเสพไปนั้น ยังเป็นเรื่องบันเทิงของชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ถูกบิดเบือน…เสียจนบิดงอ

ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต ความสุขเรียบง่ายยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570327

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต ความสุขเรียบง่ายยั่งยืน

โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ถือว่าเป็นบอสหนุ่มไฟแรงที่น่าจับตามองสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความรู้ความสามารถเป็นคนรุ่นใหม่ ประกอบกับประสบการณ์ที่สะสมจากการดำเนินธุรกิจของครอบครัว ทำให้ปัจจุบัน “กล้า” ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาพัฒน์พรอพเพอร์ตี้ ทั้งนี้ด้วยมุมมองและวิสัยทัศน์มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

กล้า เล่าให้ฟังว่า ตนเองมีความสนใจในเรื่องตกแต่ง การรีโนเวตบ้านและลงทุนในอสังหาฯ เนื่องจากเรียนจบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตร INDA (International Program in Design + Architecture) และปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในช่วงเรียนก็มีการวางเป้าหมายในอนาคต

ทั้งนี้ ขณะที่เรียนปริญญาตรีในช่วงฝึกงาน ปี 2-3 ทำให้รู้ว่าชีวิตสถาปนิกไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งหมด อีกทั้งตอนเรียนปี 4 มีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้ทำงานกับบริษัท ธนาพัฒน์ พร็อพเพอร์ตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ครอบครัวดำเนินการธุรกิจอยู่

ในช่วงปี 2557-2560 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการของบริษัท ธนาพัฒน์ ขณะเดียวกันด้วยความสนใจเรื่องของการลงทุน เรื่องตัวเลข จึงได้มาศึกษาต่อปริญญาโทในสาขาดังกล่าว ไปพร้อมๆ กับการเริ่มลงทุนอสังหาฯ โดยการซื้อบ้านมือสองนำมาปรับปรุงสร้างมูลค่าเพิ่มก่อนนำไปขายใหม่

อย่างไรก็ดี การเข้ามารับหน้าที่ผู้บริหารในบริษัท ภาพัฒน์ นั้น ยังคงทำงานที่มีความเชี่ยวชาญ คือ เน้นการพัฒนาโครงการแนวราบในกลุ่มระดับกลางและบน เพราะเป็นตลาดเรียลดีมานด์

ขณะที่รอบธุรกิจจะเร็วกว่าการพัฒนาแนวสูง ทั้งนี้ด้วยเป็นบริษัทน้องใหม่จำเป็นจะสร้างจุดต่างของโปรดักต์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยจริงของทุกคนในครอบครัว ด้วยการออกแบบฟังก์ชั่นให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ความต้องการของผู้อยู่อาศัย ขณะเดียวกันต้องสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย

สำหรับในช่วง 10-15 ปี จากนี้จะเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยไปพร้อมการสร้างการเติบโตให้กับบริษัท โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านที่อยู่อาศัยแนวราบระดับกลาง-บนที่ครองใจผู้บริโภค ทั้งนี้มีแผนจะลงทุนในส่วนของอสังหาฯ เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว อาทิ ออฟฟิศให้เช่าเกรดบีบวก และโรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อขยายฐานรายได้ในอนาคต

ขณะเดียวกันก็มีความสนใจเรื่องของพลังงานสีเขียว เรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังเพื่อนำมาปรับใช้กับโครงการที่บริษัทพัฒนาเพื่อส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป

นอกจากนี้ มีแผนจะเปิดบริษัทใหม่ด้านธุรกิจพลังงาน รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ โดยที่สนใจ คือ ธุรกิจไฟแนนซ์ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หากเป็นไปได้ก็จะอยากดำเนินการภายใน 3 ปีนี้ เพราะเชื่อว่าทุกอย่างที่คิดถ้ามีโอกาสต้องลงมือทำ เพราะถ้าไม่ทำก็จะไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ไม่มีประสบการณ์ซึ่งต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง สำหรับตัวเองกำหนดเป้าหมายจะเกษียณการทำงานตอนอายุ 45 ปี จากนั้นจะทำงานเพื่อสังคม

ด้านการใช้ชีวิตนั้น ด้วยเป็นคนเรียบง่าย ดังนั้นงานอดิเรกนอกจากการออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ วิ่งแล้ว ยังชอบจัดสวน ปลูกต้นไม้ รวมทั้งการไปท่องเที่ยวซึ่งสามารถนำประสบการณ์มาใช้ได้ในหลายๆ เรื่อง

กล้า กล่าวว่า การไปเที่ยวมันเป็นการเหมือนทบทวนตัวเองว่า ความสุขของชีวิตจริงๆ ของเราคืออะไร

“การได้ดูประวัติศาสตร์ การได้เห็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ต่างๆ มันเหมือนเป็นการพักและตรวจดูแผนที่ในการดำเนินชีวิตและเป้าหมายความสุขของเรา จริงๆ แล้วการได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัว ได้ทานอาหารอร่อยๆ ได้ใช้เวลาร่วมกัน นั่งคุยกันก็มีความสุขแล้ว มันเหมือนเป็นการย้ำเตือนว่าเราทำงานเพื่ออะไร

ผมจะพยายามย้ำเตือนกับตัวเองตลอดว่า เราควรจะมีความสุขกับปัจจุบันให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ยึดติดกับอดีต และไม่คำนึงถึงอนาคตจนมากเกินไป เหมือนถ้าเราทำงานจนลืมสิ่งที่ทำเพื่ออะไร สุดท้ายสิ่งที่เราทำทุกอย่างมันก็ไม่มีความหมาย”

Minimint’s Mission ทุกภารกิจเป็นจริงได้แค่ออกเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570320

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

Minimint’s Mission ทุกภารกิจเป็นจริงได้แค่ออกเดินทาง

โดย รอนแรม ภาพ : Minimint’s Mission

จากคนที่เคยเป็นแฟนคลับ วันนี้เธอเป็นเจ้าของแฟนเพจเสียเองกับ “มิ้นท์” ฌานิกา รอดสมบูรณ์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Minimint’s Mission วัย 25 ปี สาวน้อยขาลุยที่ให้คำอธิบายเพจไว้พอสังเขปว่า “ทุกการเดินทางฉันตั้งภารกิจเอาไว้ไปพิชิต และมีกำไรให้ชีวิตมาจากระหว่างทาง”

ก่อนหน้าที่เธอจะออกเดินทาง มิ้นท์เล่าว่า เธอเคยเป็นแฟนคลับของบล็อกเกอร์ต่างประเทศหลายคน และชื่นชอบการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านภาพสวยๆ จนรู้สึกอยากออกไปเปิดโลกกว้าง และตอนนี้เธอได้กลายเป็นผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจอย่างที่เคยได้รับมา ผ่านเพจเฟซบุ๊กที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวเพื่อหวังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป

“มิ้นท์เริ่มท่องเที่ยวหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย และพอเที่ยวมากขึ้นๆ ก็อยากเปิดเพจ”

เธอเรียนจบด้านกราฟฟิกดีไซน์ ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ควบคู่ไปกับเป็นนักเดินทาง โดยเพจ Minimint’s Mission เพิ่งมีอายุครบ 1 ขวบ กับยอด 9.7 หมื่นไลค์

“คอนเซ็ปต์ของเพจ มิ้นท์อยากให้เป็นพื้นที่ที่จะแบ่งปันทริปท่องเที่ยวผ่านรูปภาพสวยๆ และข้อมูลการเดินทางที่ครบถ้วน โดยแต่ละครั้งมิ้นท์จะตั้งภารกิจเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่เราจะมุ่งหน้าไป แต่ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือระหว่างทางมากกว่าว่าเราเจออะไรมาบ้าง”

นักสำรวจสาวกล่าวด้วยว่า ไลฟ์สไตล์ของเธอจะชอบเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ คือมีอิสระในการท่องเที่ยว วางแผนเอง ใช้เวลาเดินทางแต่ละครั้งค่อนข้างนาน และทุกครั้งจะเดินทางกับคนรัก ส่วนสถานที่ที่เลือกไปนั้น เธอชื่นชอบเมืองที่มีอารยธรรมโบราณหรือไม่ก็มีธรรมชาติ เพราะนอกจากจะถ่ายรูปสวย ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาต่อด้วย

“มิ้นท์คิดว่าการไปเที่ยวกับคนรักทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น ถ้าเกิดปัญหาหรือความลำบากมันจะพิสูจน์ความรักและความสัมพันธ์ของเราได้ ซึ่งแน่นอนว่ามีบ้างที่ต้องทะเลาะกัน แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราได้รู้จักกันในมุมอื่น ได้คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และจะทำให้การเดินทางครั้งต่อไปสามารถปรับตัวหากันได้ดีขึ้น”

นอกจากนี้ การเดินทางยังให้ประสบการณ์ และทำให้เธอค้นพบตัวตน รวมไปถึงความชอบใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้เธอพบแล้วว่าสิ่งที่ทำให้มีความสุขคือการเดินทาง

มิ้นท์วางแผนไว้ว่า ปีหน้าจะต่อยอดไปสู่เว็บไซต์ โดยนำทริปทั้งหมดในเพจไปรวบรวมให้เป็นระเบียบ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลของคนอยากเดินทาง และจะพัฒนาฝีมือจากภาพถ่ายไปสู่ภาพเคลื่อนไหว ทำเป็นคลิปท่องเที่ยวสนุกๆ ให้ได้ชมกันต่อไปในอนาคต

“มิ้นท์หวังว่ารูปสวยๆ ที่ตั้งใจถ่ายทอดออกมาจะทำให้ลูกเพจรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวจริงๆ และข้อมูลจะเป็นประโยชน์ในการวางแผน และเป็นส่วนหนึ่งให้ทุกคนได้ออกไปพิชิตภารกิจได้สำเร็จ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ณรงค์ชัย+ไพบูลย์ อัศวกุล ‘ทายาท’สืบทอดอัญมณีน้ำงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570318

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 10:35 น.

ณรงค์ชัย+ไพบูลย์ อัศวกุล ‘ทายาท’สืบทอดอัญมณีน้ำงาม

โดย ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เครื่องเพชรวิจิตรศิลปะชั้นสูง สืบทอดวิชาช่างฝีมือเก่าแก่มาจากสมัยรัชกาลที่ 7 ย้อนไปเมื่อปี 2473 ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจครอบครัวอัศวกุล เจ้าของแบรนด์จิวเวลรี่ อนันต์ บายคุณอนันต์ (ANANT by Khun Anant) เริ่มต้นขึ้นในย่านบ้านหม้อ

จากร้านเล็กๆ ของช่างทำตัวเรือนเครื่องประดับเพชรทองให้กลุ่มคหบดีสมัยนั้น สร้างสมธุรกิจจากพรสวรรค์ และความรักในงานเครื่องประดับสูงค่า ปัจจุบันร้านเพชรฝีมือประณีต สืบทอดความสวยเนี้ยบมาแต่โบร่ำโบราณ ตั้งอยู่ในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์

ผลงานทุกชิ้นผลิตขึ้นด้วยฝีมือ ความตั้งใจ ซื่อสัตย์รักษาคำพูด ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจวงการค้าขายอัญมณีล้ำค่า ณรงค์ชัยอัศวกุล ทายาทคนที่ 5 รับหน้าที่เป็นดีไซเนอร์ ดูแลงานออกแบบในทุกขั้นตอนการผลิตด้วยตัวเอง ส่วนพี่น้องที่เหลือรับดูแลส่วนงานอื่นๆ ตามความถนัด สืบทอดงานฝังเพชรรุ่นสู่รุ่นมากว่า 90 ปี ด้วยคำร่ำลือของฝีมือช่างระดับตำนานตั้งแต่ยุคนั้น

ส่วนทายาทคนสุดท้อง ไพบูลย์ อัศวกุลเข้ามาช่วยดูแลด้านการตลาด บอกว่าจากเดิมลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นระดับผู้ใหญ่ในสังคมที่ไว้วางใจ ตลอดจนระดับผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการส่วนตัว โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยทำการตลาด ไม่เคยมีชื่อแบรนด์ ไม่เคยโฆษณาประชาสัมพันธ์

หลายคนจึงสงสัยว่าอยู่มาได้อย่างไร?!! ในภาวะการตลาดเครื่องประดับเพชรแข่งขันกันสูงขึ้นในปัจจุบัน หากธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดหลายทศวรรษ คงความคลาสสิกด้วยคำแนะนำบอกต่อปากต่อปาก และความไว้วางใจของลูกค้าเดิมตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่ ต่อมายังรุ่นคุณพ่อ แนะนำต่อไปยังเพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก

ไพบูลย์ : ธุรกิจครัวเรือนสายสัมพันธ์พี่น้อง

ต้นตำรับงานโบราณฝีมือประณีตของเครื่องประดับเพชรชั้นสูง จากเจ้านายแนะนำไปยังลูกน้อง และจากรุ่นปู่ย่า แนะนำไปยังรุ่นพ่อแม่จนถึงรุ่นลูกหลาน แนะนำกันต่อๆ กันมาเรื่อยๆ บางคนซื้อแล้วก็ซื้ออีก เก็บเป็นของสะสมมายาวนาน เพื่อให้ตกทอดเป็นมรดกของตระกูล บางคนมีเพชร พลอย หรืออัญมณีน้ำงาม และอยากได้ตัวเรือนสวยงามฝีมือคุณภาพดี มีเอกลักษณ์ไทยแท้ก็ต้องมุ่งมาที่นี่

“ร้านเพชรคุณอนันต์เป็นธุรกิจครอบครัว เราบริหารจัดการกันเองในพี่น้อง ชื่อร้าน ‘คุณอนันต์’ มาจากชื่อของคุณพ่อผู้สืบทอดงานช่างฝีมือเครื่องประดับเพชรทองต่อมาจากรุ่นคุณปู่ และเป็นช่างฝีมือผู้อยู่เบื้องหลังชิ้นงานเครื่องประดับระดับตำนานทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอดครับ” ไพบูลย์ เริ่มกล่าวถึงก้าวต่อมาจนกระทั่งรุ่นลูก ตัดสินใจต่อยอดธุรกิจในอีกรุ่น

“คำว่า ‘เบื้องหลัง’ ต้องอยู่หลังม่านแท้จริง สมัยรุ่นพ่อตอกย้ำลูกเสมอเรื่องซื่อสัตย์รักษาคำพูด การผลิตเครื่องประดับส่งร้านเพชรแบรนด์ดังระดับโลก เราจึงไม่มีการป่าวประกาศให้ใครรู้ จะรู้เพียงในแวดวงธุรกิจครอบครัวเท่านั้นนะครับ

เข็มกลัดเสือแบรนด์ระดับโลก ตัวเรือนสวยงามฝีมือประณีต คนสร้างแบรนด์ดังก็จะนึกถึงร้านเรา เพื่อออกแบบและทำตัวเรือนให้ หรือบางคนก็มาหาเรา เพียงแค่บอกความต้องการที่ชอบ ที่คาดหวัง แล้วทางร้านเราก็จะคัดสรรเพชร พลอย หรืออัญมณีมาให้ พร้อมออกแบบและผลิตตัวเรือนให้จนเป็นที่ประทับใจของลูกค้าทุกคน”

ไพบูลย์ เล่าถึงการมาจับมือกันสานต่อธุรกิจร้านเพชรของบรรดาพี่น้องว่า ลูกทั้ง6 คนเลือกเรียนและทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำงานบริษัทชั้นนำกันทุกคน

“จนวันหนึ่งคุณพ่อเรียกลูกทุกคนมาปรึกษากันว่าจะเลิกทำ หรือทำร้านเพชรต่อไป พี่สาวคนที่ 3 ปิ่นนภา ซึ่งเวลานี้รับผิดชอบตำแหน่งเอ็มดี ก็อาสารับงานขอสานทำต่อ พี่น้องทุกคนก็รับปากช่วยกัน รับพ่อทำ ลูกยอมลาออกจากงานประจำ พวกเราทำด้วยความสุขนะครับ เราไม่ได้มองที่กำไรเป็นเรื่องแรก แต่เรื่องแรกที่เรามองคือความสุข

เครื่องเพชรของร้านเจียระไนไม่ใช่สินค้าชิ้นโตเพชรเม็ดใหญ่ๆ เบ้งๆ เอกลักษณ์ของพ่อที่เราสืบทอดคืองานฉลุลาย ทุกชิ้นงานเครื่องประดับมองสวยได้รอบทิศ ฉลุรายละเอียดแบบช่างฝีมือยุคเก่า”

ไพบูลย์ ชี้ว่า ลูกค้าทั้งหมดอยู่กับทางร้านก็ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันมายาวนาน จากการทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ไม่เอาเปรียบลูกค้า

“วัฒนธรรมของครอบครัวเราแบบนี้ ตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณพ่อ ด้วยการทำธุรกิจในลักษณะเน้นงานออกแบบและผลิตทีละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน หรือ Custom Made ร้านเราจึงไม่ได้มีฐานลูกค้าวงกว้าง หรือเป็นแบรนด์ที่รู้จักเหมือนร้านเพชรร้านอื่น ก็จะมีลูกค้าพยายามเชียร์มาตลอดนะครับ บอกให้เราทำการตลาดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะเสียดายงานฝีมือของร้านเราที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสได้รู้จัก” ไพบูลย์ กล่าวถึงที่มาที่ไปของการเปิดร้านเพชรโบราณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ณรงค์ชัย : ตัวตนที่รับงานตกทอดรุ่นสู่รุ่น

งานศิลปะที่สวมใส่ได้ เครื่องประดับเพชรออกแบบตรงตามสเปก หรือความต้องการของผู้สวมใส่ที่ตั้งความคาดหวังไว้สูงที่สุด ทั้งเรื่องความสวยและความเลอค่า ระยะเวลาการผลิตของแต่ละชิ้นงาน จึงมีรายละเอียดมาก ต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ร่วมเดือน เพราะเป็นงานฝีมือที่ตัวเรือนทำด้วยมือล้วนๆ

ณรงค์ชัย ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบร่ำเรียนด้านอัญมณีศาสตร์ (Gemologist) จากสถาบันอัญมณีศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา หรือ GIA ยกตัวอย่างชิ้นงานที่มีความภาคภูมิใจสืบทอดงานชิ้นโบราณ

“ชิ้นงานตัวเรือนทองคำ ช่างเริ่มจากการหลอมก้อนทองแล้วเอามารีดให้เป็นแผ่นทอง แล้วจึงใช้เลื่อยฉลุ เพื่อค่อยๆ แกะตามลายที่ลูกค้าเลือกไว้ โดยแต่ละขั้นตอนต้องใช้ช่างผู้ชำนาญเฉพาะขั้นตอนผลิตนั้นๆ ดังนั้นถ้างานชิ้นไหนรายละเอียดเยอะมาก ก็อาจต้องใช้ช่างอย่างน้อย 6 คนขึ้นไป

ณรงค์ชัย บอกว่าชิ้นงานของร้านเพชรคุณอนันต์ จึงไม่ใช่สินค้าที่จะสามารถผลิตออกมาวางจำหน่ายได้เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถอิงราคาทองคำหรือเพชรเหมือนราคาทั่วไปตามท้องตลาด

“เนื่องจากเป็นชิ้นงานที่มีค่า ฝีมือช่างที่มีมูลค่าสูง ประกอบกับวัตถุดิบคัดสรรมาใช้ในการผลิตดีที่สุด แตกต่างจากวัตถุดิบทั่วไปที่หาได้ตามท้องตลาด ทั้งหมดนี้คือคุณค่าของงานฝีมือ นับวันจะเลือนหายไปจากสังคมไทย ควรค่าแก่การอนุรักษ์เอาไว้ เพื่อให้รุ่นลูกหลานได้ศึกษา ได้ชื่นชม ได้ภาคภูมิใจในความงามของชิ้นงานเครื่องประดับอัญมณีของไทยที่ได้ชื่อว่างดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก”

จากบ้านหม้อเริ่มยุคคุณปู่ ราว 90 ปีผ่านมา มาถึงยุคร้านโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ปีนี้เป็นปีที่ 18 แล้ว ณรงค์ชัย มองว่าคนไทยเราชอบเครื่องประดับฉลุลายประดับเพชร ก็ต้องมาที่ร้านคุณอนันต์

“คนไทยคือลูกค้าหลัก โดยมีต่างชาติเข้ามาบ้าง ก็มีลูกค้าประจำชาวออสเตรเลีย อัญมณีไทยจึงเป็นหลักที่เราเลือกใช้ เช่น เข็มกลัดรูปพัด แพตเทิร์นแบบพัดสเปนใช้ไพลินประดับ ตัวเรือนฉลุลายใช้เลื่อยเล็กๆ เลื่อยทีละรูๆ สร้างช่องว่างทำให้เครื่องประดับอ่อนช้อย เพื่อฝังเพชรลงไปให้เต็ม”

เครื่องประดับสร้อยข้อมือฝังเพชรกว่า 1,600 เม็ด ณรงค์ชัย กล่าวว่า เพชรไม่เน้นเม็ดใหญ่ จึงต้องใช้เพชรคุณภาพดีจึงจะส่องประกายแวววาว

“ชิ้นนี้คว้ารางวัลมาด้วยครับ ใส่แล้วแนบไปกับข้อมือ ให้ความรู้สึกเหมือนผ้าปักครอสติตช์พลิ้วไหว ผมทำงานอยู่กับอัญมณีราคาสูงล้ำค่า ก็มีความสุขสิครับ (บอกพลางยิ้มยืนยัน) อย่างเช่นชิ้นที่ประดับทับทิมพม่า ซึ่งเวลานี้ของไม่มีให้ซื้อขายกันในตลาดอีกแล้ว เป็นสมบัติสะสมของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ทับทิมไม่เผาราคายิ่งสูง ขุดจากเหมืองแล้วส่งให้ร้านเราเจียระไนฝังเพชร”

เครื่องประดับเพชรเม็ดเล็กๆ ดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาด้วยความละเอียดประณีต เข็มกลัดผีเสื้อขยับปีกได้ ณรงค์ชัย รับหน้าที่ดีไซน์ด้วยความภาคภูมิใจ ทุกๆ ชิ้นคืองานฝีมือที่ได้วิชาความรู้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ

“เครื่องประดับคืองานศิลปะครับ (บอกพลางยิ้ม) ไม่ใช่งานใส่เพชรตู้มๆ เยอะๆ แต่ละชิ้นฝังเพชรและฝังความตั้งใจเข้าไปด้วย ถ้าช่างไม่ตั้งใจ ไม่ใจเย็น ก็ผลิตเครื่องประดับรูปแบบละเอียดทุกๆ ขั้นตอนไม่ได้เลยนะครับ เครื่องประดับแต่ละชิ้นฉลุนับเป็นพันๆ ช่อง การตกทอดธุรกิจรุ่นสู่รุ่น กระทั่งรุ่นของผม จึงอยากคงเอกลักษณ์ความประณีตบรรจงในแบบโบราณเอาไว้

ความละเอียดอ่อนคือสากลนะครับ รุ่นคุณพ่อก็ยังรับผลิตเป็นเบื้องหลังทำงานให้แบรนด์ที่มีชื่อเสียง ที่ทุกวันนี้ก็มีนักธุรกิจต่างชาติเดินมาถามหา ‘มิสเตอร์อนันต์’ สั่งทำที่ร้านไม่ขาดสายเลยนะครับ”

ณรงค์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่าตัวตนที่รับงานตกทอดรุ่นสู่รุ่น สร้างสรรค์เครื่องประดับสัญชาติไทย คือที่สุดแห่งความปีติในการทำงาน ยิ่งได้เห็นเครื่องประดับสร้อยมุก สังวาล โชว์โฉมความงดงามในนิตยสารโ.ซเทบีส์ คริสตีส์ ก็ยิ่งรับรู้ถึงความล้ำค่าที่เป็นสากลในงานที่ทำ ณ เวลานี้

แมนพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้บริหารที่เชื่อหลัก ‘ดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเรา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570313

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 10:14 น.

แมนพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้บริหารที่เชื่อหลัก 'ดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเรา'

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เริ่มต้นใหม่อีกครั้งสำหรับ แมนพงศ์เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา สำหรับนักวาณิชธนกิจมือฉมังอีกคนหนึ่งของวงการตลาดทุน

วงการตลาดทุน ถือว่าเขาไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย แต่เป็นคนใกล้และมีความผูกพันกันมานาน โดยเฉพาะงานด้านที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อนำบริษัทเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

กว่าจะมาเส้นทางสายนี้อาจจะไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะมา เพราะเขาเลือกเอนทรานซ์ที่จะเรียนหมอเป็นอันดับ 1 แต่มาติดอันดับ 4 และเรียนบริหารธุรกิจ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ โดยเหตุผลที่เลือกการเงินมากกว่าการจัดการหรือการตลาด เพราะคิดว่าต้องเลือกเรียนอะไรที่มันต้องเป็นหลักเหตุผล ประหนึ่งว่าเป็นวิชาชีพที่แท้จริง

จบมาเริ่มทำเคาะกระดาน หรือเจ้าหน้าที่การตลาดที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย 1 ปี และตัดสินใจไปเรียนต่อระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ สาขา Finance & Quantitative จาก Cleveland State University สหรัฐอเมริกา จากเด็กที่เรียนปริญญาตรีเกรดเฉลี่ยแบบพอได้ กลับรู้สึกสนุกและชอบ จนเกรดปริญญาโทดีกว่ามาก เพราะชอบในเรื่องการทำกรณีศึกษาเป็นหลัก

กลับมาเริ่มทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กับงานวาณิชธนกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย ประกอบกับยุคนั้นเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น การปรับเปลี่ยนเป็นระบบสัมปทานของรัฐ และมีการวางโครงสร้างพื้นฐานและต้องใช้การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

“ตอนนั้นเรียกว่ามีโอกาสได้ทำตั้งแต่ขั้นพื้นฐานทุกอย่าง หาข้อมูล งานเอกสาร ทำหนังสือยื่นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเพิ่งเปิดได้มาเพียง 2 ปี จองหุ้น ทะเบียนหุ้น วางแผนโครงสร้างทางการเงินให้ลูกค้า และมีดีลหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากที่ภัทร”

จนภัทรจะตั้งหน่วยงาน Equity Capital Market (ECM) ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างงานวาณิชธนกิจกับฝ่ายขาย และทำหน้าที่ให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ซื้อที่ต้องการของที่ถูกที่สุด และผู้ขายที่อยากขายสินค้าที่แพงสุด โดยต้องมีจุดยืนในราคาที่เหมาะสมไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ ต้องเข้าใจในข้อมูลเพื่อสามารถดึงจุดขายออกมา ทำสำรวจราคาจากนักลงทุนสถาบัน (บุ๊กบิวดิ้ง) นำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบันฟัง วิธีการเพิ่มทุน การขายหุ้นไอพีโอ รวมทั้งได้เรียนรู้แบบครูพักลักจำมาจากพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ถือหุ้นที่เป็นโบรกเกอร์ต่างประเทศมากมาย

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 เขาเลือกออกจากบ้านเก่าที่อยู่มา 16 ปี ดีลไอพีโอตัวสุดท้ายคือการนำบริษัท เอสโซ่ เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่จะอยู่ที่ บล.ไทยพาณิชย์ เพราะเห็นว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น จากที่โบรกเกอร์ต่างประเทศต้องไปอยู่ภายใต้แบงก์ จึงมองว่าน่าจะสามารถผสมผสานทั้งตลาดทุนและตลาดเงินเข้าด้วยกันได้ เช่น การออกผลิตภัณฑ์ตราสารทุนในแบงก์ และตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่บริษัทลูกของเครือแบงก์กรุงไทย

ก่อนที่จะกลับมาในสายวาณิชธนกิจอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งที่ บล.กสิกรไทย ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ซึ่งเป็นช่วงที่ต่างประเทศมีปัญหาต่อเนื่องจากวิกฤตซับไพรม์ ทำให้เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่และเอเชียเป็นส่วนมาก และให้บริษัทต่างๆ ขายไอพีโอเพื่อระดมทุนขยายธุรกิจ จนไอพีโอกลับมาฮอตหลังจากหายไปกว่า 4 ปี โดยจุดยืนของกสิกรไทยอย่างหนึ่งคือ การมองหาลูกค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเฉพาะและเป็นธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต

จนได้รับการชวนจาก ดร.ภากรปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. คนปัจจุบัน ให้ลองเปลี่ยนหมวกจากวาณิชธนากรมาเป็นผู้ที่ดูแลภาพใหญ่เรื่องการรับหลักทรัพย์จดทะเบียนและบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้ง SET และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) มาแล้วพร้อมกับโจทย์ให้ช่วยปรับกระบวนการทำงานในเรื่องการบริการที่เป็นแนวคิดเรื่องสายงานที่ปรึกษาให้กับ บจ.มากขึ้น

“โดยรวมคือมาปรับมากกว่าจะมาเปลี่ยนแปลงการทำงาน และสิ่งที่ต้องมุ่งไปคือ ‘คน’ ที่เป็นหัวใจหลักของงานตลาดทุนเพราะเป็นเรื่องของงานบริการ ทั้งหมดนี้เพื่อให้การปรับปรุงกระบวนการให้การบริการแบบ ‘วันสต็อปเซอร์วิส’มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

หลักการทำงานของผู้บริหารที่เพิ่งเข้าวัย 50 ปี ยึดปฏิบัติมาตลอดคือ “เชื่อในรายละเอียด” เพราะแมนพงศ์เป็นคนไม่เชื่อการมองภาพใหญ่เพียงอย่างเดียว

“ผู้บริหารที่มองแต่ภาพใหญ่อย่างเดียวจะไม่เห็นรายละเอียดของเนื้องาน เพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานกับต่างชาติมาไม่เคยเห็นผู้บริหารคนไหนไม่ใส่ใจในรายละเอียด ‘ไม่เชื่อว่าคนคนเดียวจะสามารถทำทุกอย่างได้’ ที่ผ่านมาลูกน้องในทีมต้องเก่งกว่าผมในสิ่งที่คุณทำและรับผิดชอบ เพราะมีเวลาดูดีลนั้น 24 ชั่วโมง ปกติให้ดูคนละ 3 ดีล ขณะที่ผมมีเวลาดูดีลหรือความลึกในรายละเอียดไม่เท่าเขา เพราะต้องดูทีมทุกคน แต่ถ้าดันไปรู้รายละเอียดที่มากกว่าเจ้าของดีล แสดงว่าปัญหากำลังจะเกิดแล้ว”

สำหรับมุมมองการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ แมนพงศ์ บอกว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณพ่อและคุณแม่

“เพราะเรื่องการเรียนกับการทำงานที่บ้านจะให้อิสระในการเลือกและตัดสินใจเองทุกอย่าง ส่วนแนวทางการใช้ชีวิตที่สำคัญมีอยู่ 3-4 ข้อ คือข้อแรก ‘มนุษย์ทุกคนต้องมีสัมมาชีพ’ ที่จะต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยสุจริต และเลี้ยงชีพได้โดยที่ต้องไม่ไปเบียดเบียนใคร

ข้อสอง คือคำที่แม่สอนและเน้นย้ำเสมอ ‘ทำดีหรือทำชั่วอยู่ที่ตัวเราเอง’ ถ้าคุณทำดีคุณก็ควรได้รับสิ่งดีๆ จากการกระทำขณะเดียวกันถ้าทำชั่วมาก็ต้องยอมรับผลจากการกระทำเดียวกัน แล้วจะไม่ไปช่วยด้วยเช่นกัน

ข้อสาม ซึ่งเป็นคำที่แม่รับหน้าที่ในการถ่ายทอดจากคุณพ่อมาคอยสอนให้เขาตลอด เพราะคุณพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เด็กนั่นคือ ‘คุณเปลี่ยนโลกไม่ได้ แต่คุณสามารถทำโลกให้ดีขึ้นได้’ การที่คิดจะเปลี่ยนทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือไม่มีใครสามารถทำได้ แต่การที่เราทำหน้าที่และรับผิดชอบตัวเราเอง และไม่เบียดเบียนใครก็มีส่วนช่วยทำให้โลกดีขึ้นได้

และข้อที่สี่ คือ ‘การแข่งกับตัวเองและต้องประเมินตัวเองตลอดเวลา’ ซึ่งทำให้ไม่มีความอิจฉาริษยาที่เป็นบ่อเกิดการทำลายล้างทั้งตัวเองและเพื่อนรอบข้าง”

ทั้งนี้ แมนพงศ์ บอกว่าจะเห็นได้ว่าแนวทางปฏิบัติการใช้ชีวิตทุกข้อจะมีการเชื่อมโยงกันหมด เพราะถ้าเรามีสัมมาชีพของตัวเอง รู้จักทำมาหากิน รู้จักปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่อดตาย แล้วไม่ต้องไปเบียดเบียนหรือทำไม่ดีกับคนอื่น ขณะเดียวกันหากรู้จักประเมินตัวเองตลอดเวลาว่าเราทำดีทำชั่ว ไม่อยากได้หรืออิจฉาริษยาใคร เราก็จะไม่ต้องไปทำไม่ดีกับผู้อื่น

“ตลอดเวลาที่ทำงานมา ผมไม่เคยมีปัญหากับการบริหารจัดการเงินเดือนที่ได้รับ ไม่เคยมีเงินเดือนไม่พอใช้ ยังจำได้จนทุกวันนี้ เงินเดือนเดือนแรกหลังหักภาษีแล้วอยู่ที่ 3,953 บาท ก็ยังพอใช้ สิ่งที่ผมจะสุรุ่ยสุร่ายมีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องการศึกษาของลูกเท่านั้น”

เขาบอกชัดเจนว่า แม้จะอยู่ในวงการการเงิน แต่ไม่เคยสอนเรื่องการบริหารเงินหรือสอนลูกในการสร้างความมั่งคั่ง แต่ทุกอย่างจะทำให้เขาเห็นเองว่า ถ้าอนาคตอยากจะสบายก็ต้องทำงานหาสัมมาชีพที่เลี้ยงชีวิตคุณได้

“ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศทั้งสองคน แต่ไม่เคยให้ลูกนั่งบิซิเนสคลาส แต่พ่อกับแม่นั่ง ซึ่งลูกก็ถามว่าทำไมเขาไม่ได้นั่ง ก็บอกชัดเจนว่า นั่นคือ เงินของพ่อ ซึ่งถ้าคุณอยากนั่งบิซิเนสคลาสคุณก็ต้องทำงานและใช้เงินของคุณเอง รวมถึงถ่ายทอดต่อคือการทำดีทำชั่วอยู่ที่ตัวคุณ เพราะถ้าคุณทำดี โอเคพ่อแม่ยินดีด้วย แต่ถ้าคุณไปทำสิ่งไม่ดีมาผลก็อยู่กับเธอ พ่อไม่ได้ช่วยนะ

สิ่งที่บอกเขาคือ พ่อให้สมบัติเรื่องการเรียนเท่านั้น เพราะจะเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต ซึ่งถ้าเขาไม่จริงจังก็เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องรับผลเองในอนาคต พ่อมีแค่เงินส่งเรียนหนังสือให้มากสุด ถ้าไม่จริงจังแล้วเงินหมดก็คือหมด ตอนนี้ลูกสาวคนโตเรียนจบปริญญาตรี ด้านนักเขียนวรรณกรรมที่ใช้ภาษาอังกฤษ ถือว่าเขามีสัมมาชีพเองแล้ว เปิดกว้างให้เขาเลือกใช้ชีวิตและเป้าหมายที่เขาตั้งไว้เอง

ส่วนลูกชายกำลังเรียนปริญญาตรีที่ให้อิสระทางความคิดเขาเลือกเรียนเลือกทางเดินตัวเอง เพราะไม่อยากให้เขาคิดเหมือนพ่อ ชอบอะไรเลือกอะไรทำเลย เพราะไม่อยากมาได้ยินทีหลังว่า ก็เพราะพ่อให้เรียนด้านนี้ทำอันนี้สิ สุดท้ายคุณจะมาโทษคนอื่นไม่ได้ เพราะให้โอกาสคุณเลือกเองแล้ว”

นี่คือคำทิ้งท้าย หลักการสอนลูกที่ผสมหลักการทำงานและแนวทางการใช้ชีวิต ด้านหนึ่งก็เปิดกว้างและอิสระ แต่ก็ไม่ควรทิ้งในรายละเอียดของการใช้ชีวิต สำหรับนักบริหารแวดวงตลาดทุนที่ชื่อ แมนพงศ์ เสนาณรงค์

รับมือสูงวัย เงินและใจต้องเต็มร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570126

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

รับมือสูงวัย เงินและใจต้องเต็มร้อย

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ Pixabay.com

เมื่อถึงวัย 40 ทุกคนจะคิดแบบเดียวกันก็คือ ชีวิตเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว มองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ทุกวันนี้ว่าได้ตามเป้าหมายที่ต้องการแล้วหรือยัง บ้างก็ได้เกินเป้าแต่ก็มีไม่น้อยที่ยังต้องพยายามเดินไปตามฝัน ไม่ผิดหากยังไม่มีสิ่งที่ต้องการ แต่จะผิดมากกว่าหากละความพยายามและไม่เตรียมพร้อมรับกับชีวิตวัยเกษียณด้วยแนวทางเหล่านี้

1.บ้านเช่าหรือซื้อ ก็มีดีมีเสียต่างกัน

บ้านนับเป็นสิ่งหลักที่ทุกคนควรมีบ้านของตัวเองที่มั่นใจได้ว่าจะเป็นบ้านที่สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต โดยไม่ถูกไล่ที่หรือมีปัญหาตามมาภายหลัง แม้แนวคิดของโลกยุคใหม่จะนิยมเช่าบ้านอยู่มากกว่าซื้อก็ตาม เช่น ญี่ปุ่นนิยมเช่าบ้านอยู่ แต่เพราะปัจจัยการดำเนินชีวิตของเขา บ้านราคาแพงเกินกำลังซื้อ และภาษีมรดกก็สูงเกินกว่าจะจ่ายไหว ทำให้คนเลือกที่จะขายบ้านมากกว่ารับมรดกและเลือกการเช่าบ้านแทน อีกอย่างหนึ่งระบบบำนาญคนชราของต่างประเทศก็ให้รายได้สูงพอ ที่จะมีกำลังจ่ายค่าเช่าบ้านได้ตลอดชีวิตพวกเขา จึงแทบไม่มีความจำเป็นต้องซื้อบ้านก็ได้

มองกลับมาที่บ้านเราระบบการจ่ายภาษีและการใช้ภาษีไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ เงินบำนาญหลังเกษียณไม่มี ภาษีมรดกไม่สูง และตัวบ้านหรือคอนโดเองก็ยังใช้วิธีการผ่อนชำระแล้วคุ้มกว่าเสียเงินค่าเช่า ไม่มีภาษีซ่อมบำรุงอาคารเหมือนต่างประเทศ ดังนั้น หากคนไทยจะใช้วิธีการเดียวกับต่างประเทศต้องคิดทบทวนให้มากๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณโสดและไม่มีภาระหรือคนรับมรดกตกทอด การเช่าบ้านหรือซื้อคอนโดจะเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

2.สร้างหลักประกันให้ชีวิต

หากเราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง คุณควรจะหาช่องทางการลงทุนเอาไว้บ้าง เช่น กองทุนบำนาญ เงินที่จะได้รับผลตอบแทนกลับมาแม้เพียงน้อยนิดก็มากพอที่จะทำให้คุณมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเกษียณ ดังนั้น คุณจึงควรเตรียมพร้อมเรื่องเงินไว้ใช้จ่าย อย่างน้อยๆ 10 ปีก่อนเกษียณอายุ และควรจะมีกำหนดหรือเป้าหมายแน่นอนว่าจะต้องเก็บสะสมเดือนละเท่าใด เพื่อเมื่อปลดเกษียณแล้วจะมีเงินพอใช้จ่ายกับชีวิตบั้นปลายของตน ด้วยความมุ่งมั่นในการทำอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ไม่ลำบากทำงานต่อเนื่องในบั้นปลายชีวิต

3.สุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ

ทำงานหาเงินมาได้มากมายแต่ไม่มีโอกาสได้อยู่ใช้นั้นก็น่าเสียดาย คุณควรรักษาสุขภาพของตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในช่วงก่อนเกษียณอายุ เพื่อร่างกายจะได้แข็งแรงและมีสุขภาพสมบูรณ์ และยังเป็นผลดีต่อเนื่องมาจนถึงวัยสูงอายุของผู้นั้นด้วย ซึ่งจะช่วยทำให้ชีวิตในวัยสูงอายุเป็นชีวิตที่มีความสุขสามารถไปไหนมาไหนได้ หรือสามารถทำอะไรด้วยตัวของตัวเองได้ รวมทั้งสามารถที่จะทำงานต่อหลังจากปลดเกษียณแล้วด้วย

นอกจากนี้ ให้มองเรื่องของการทำประกันสุขภาพหลังเกษียณไว้ด้วยจะทำให้คุณมีความมั่นคงด้านการเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราบอกได้เลยว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพแต่ละครั้งนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย

4.มองหาแบบอย่างในการใช้ชีวิต

หากคุณนึกภาพชีวิตหลังเกษียณไม่ออกให้มองหาใครสักคนที่คุณคิดว่าใช้ชีวิตหลังวัย 60 ปี อย่างมีความสุขและมีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกับตัวคุณเองแล้วตั้งเป้าให้ได้แบบเขา โดยเก็บเอาเฉพาะแนวคิดดีๆ มาใช้เท่านั้น

ด้วยการเดินไปขอคำแนะนำจากเขา คนที่มีอายุแล้วมักจะชอบช่วยเหลือคนอื่นเป็นด้วยการให้คำแนะนำจากประสบการณ์ (ได้หาเพื่อนคุยด้วยในตัว) และเราก็ไม่จำเป็นต้องดูแบบอย่างจากคนเพียงคนเดียว บางอย่างอาจเหมาะสมกับตัวเรา บางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับตัวเรา เราจึงควรดูตัวอย่างจากหลายๆ คน แล้วเลือกข้อที่ดีที่เหมาะสมกับตัวเรามาปฏิบัติ ก็จะช่วยให้เรามีวิธีที่จะเลือกใช้ได้ถูกต้องเหมาะสมกับชีวิตของเรายิ่งถามมาก หากได้มากคุณอาจจะพบแนวทางใหม่ที่ดีกว่าและถูกจริตมากกว่า ซึ่งจะทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของคุณ มั่งคั่ง มั่นคงและมีความสุขมากที่สุด

รู้ยัง? ‘งานกาชาด’มาจัดสวนลุมฯ (นะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570131

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

รู้ยัง? ‘งานกาชาด’มาจัดสวนลุมฯ (นะ)

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ สภากาชาดไทย

งานกาชาด งานการกุศลที่เก่าแก่ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศนี้ รุ่นใหญ่หากให้มองย้อนไป จะได้เห็นได้ยินอะไรที่คนรุ่นนี้ไม่เคยได้เห็นไม่เคยได้ฟัง ด้วยต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า ช่างเป็นบรรยากาศของความสุขสนุกสบาย ที่อบอุ่นด้วยไมตรีจิต คงมีอยู่เพียงแต่ในความฝันหรือไร บัดนี้งานกาชาดกำหนดจัดมีขึ้น จากเดิมที่สวนอัมพร มาปีนี้เป็นที่สวนลุมพินี ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 125 ปีกาชาดไทย

23 พ.ย.-1 ธ.ค.นี้แล้ว ที่สภากาชาดไทยเชิญเที่ยวงานมหกรรมการกุศลแห่งปี “งานกาชาดประจำปี 2561” ณ สวนลุมพินี ถนนพระราม 4 ภายใต้แนวคิด “125 ปี สภากาชาดไทย ร้อยดวงใจ ส่งต่อการให้ที่งดงาม” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษครบรอบ 125 ปี การดำเนินภารกิจของสภากาชาดไทยและเพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กรรมการและเลขานุการอำนวยการจัดงานกาชาดประจำปี 2561 เล่าว่า ย้ายสถานที่เนื่องจากความเหมาะสม หลังว่างเว้นการจัดงานไป 1 ปี (2560) ตกมาปีนี้การนำงานกาชาดกลับมาอีกครั้ง จึงประสงค์เรียกความน่าสนใจสำหรับประชาชน ชูธงกาชาดในสวน มหากุศลใจกลางกรุง

“สวนลุมฯ คือความสะดวกของการเดินทาง ประชาชนเดินทางมาได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้าหลายสาย อีกคือความน่าสนใจและความแปลกใหม่ของกาชาดในสวนสวย ที่เชื่อว่าจะสร้างความแตกต่าง”

กาชาดที่สวนลุมพินี สวนสาธารณะกลางเมือง ผู้คนที่มาใช้บริการพื้นที่ของสวนสาธารณะ สามารถเดินวิ่งออกกำลังกายได้เหมือนปกติ จัดที่นี่ไม่ต้องปิดการจราจร ถือว่าลงตัว อีกพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 300 ไร่ กำหนดเป็นพื้นที่จัดงานครึ่งหนึ่ง 150 ไร่ ร้านค้ากว่า 200 บูธ บนพื้นที่ประมาณ 1.2 แสนตารางเมตร งานเปิดตั้งแต่ 10.30-22.00 น.ของทุกวัน

อัตลักษณ์ของกาชาด คืองานประจำปีของคนไทย ที่จัดต่อเนื่องมายาวนานถึง 95 ปี โดยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2465 ระหว่างวันที่ 31 มี.ค. 2465-8 เม.ย. 2466 จากนั้นก็มีนัดกันทุกปีสำหรับสาวกงานกาชาด งานที่คนไทยทุกคนตั้งใจมาทำบุญ มาเสี่ยงโชคชิงรางวัลใหญ่ มาดูการแสดงแปลกๆ

“ทุกคนอยากมา เพราะทุกคนรู้ว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่สนับสนุนสภากาชาดไทย คือทุกบาททุกสตางค์ที่คืนสู่สังคม”

แนวคิดการจัดงานปีนี้ ถือโอกาสที่สภากาชาดไทยดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรมเพื่อประชาชนมาถึง 125 ปี จึงใช้แนวคิด 125 ปี สภากาชาดไทย ร้อยดวงใจ ส่งต่อการให้ที่งดงาม เรียงร้อยความงดงามแห่งการให้ของภาครัฐ เอกชน รวมถึงภาคประชาชน ที่มีสภากาชาดไทยเป็นศูนย์กลาง ส่งต่อไปยังผู้ทุกข์ยากในพื้นที่ต่างๆ ตามรอยพระยุคลบาทพระบรมราชูปถัมภก องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย

“แม้สถานที่การจัดงานจะเปลี่ยนไป แต่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ ความสนุกสนาน และมนต์เสน่ห์ของงานกาชาดในอดีต ที่จะย้อนวันวานกลับมาให้ได้ประทับใจ”

ไฮไลต์อันดับหนึ่ง คือการจำลองกระบวนแห่รถกาชาด ซึ่งจำลองมาจากงานกาชาดปีแรก ชมการตกแต่งประดับประดากระบวนรถหลากหลายทั้งจากกระบวนรถม้า รถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งชมการแสดงกระบวนธงแปรอักษรภารกิจของกาชาด กระบวนแห่ฯ มีเฉพาะแค่วันแรก 23 พ.ย. จากนั้นจะจอดไว้บริเวณงานสำหรับถ่ายรูปเช็กอิน

“ห้ามพลาดขบวนรถแห่กาชาดในความทรงจำ ทั้งรูปแบบและการตกแต่ง ถอดแบบกระบวนรถกาชาดในอดีต ยังมีการแสดงขบวนธงแปรอักษรเกี่ยวกับ 4 ภารกิจสภากาชาดไทย ที่ต้องชมให้ได้”

งานกาชาดปีนี้ยังได้ดึงกิจกรรมที่โดดเด่นซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีต ได้แก่ การแข่งขันว่าวโบราณ ชมการจัดประกวดและแสดงนิทรรศการว่าวไทยโบราณที่หาชมได้ยาก เช่น ว่าวประจำภาค ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวควาย ว่าวปักเป้า ว่าวจุฬา ฯลฯ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอิน ที่สำคัญคือการแสดงมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง การแสดงที่คนกรุงเทพฯ ไม่ได้เห็นกันนานแล้ว

“การแสดงมอเตอร์ไซค์ไต่ถังเหล็ก ที่หาชมได้ยาก เพื่อย้อนวันวานที่เคยจัดแสดงในงานกาชาดครั้งแรกจากปี 2472 จากคณะของนายเลื่อน พงษ์โสภณ ที่สร้างความสนุกสนาน หวาดเสียว ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจชนิดที่พูดกันไปทั้งเมืองในครั้งนั้น”

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “ขวัญใจงานกาชาด” รูปแบบการประกวดเหมือนการประกวด “ธิดากาชาด” ครั้งแรกเมื่อปี 2504 ผู้เข้าประกวดจะเป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สมาคมที่มาร่วมออกร้านนั่นเอง เน้นความงดงามในจิตใจ การมีจิตอาสาทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดย 24 พ.ย.เป็นรอบคัดเลือก และ 1 ธ.ค.เป็นรอบตัดสิน ชี้ขาดจากคะแนนโหวตประชาชนผู้มาร่วมงาน

ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุด คือ นิทรรศการพระบรมราชูปถัมภก 6 แผ่นดิน 125 ปีสภากาชาดไทย จัดแสดงแสงสีเสียงอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบรมราชูปถัมภก ที่ทรงมีต่อสภากาชาดไทยตลอดกว่า 100 ปีที่ผ่านมา นิทรรศการฯ จัดขึ้นบริเวณหอสมุดของสวนลุมพินี อย่าลืมไปเช็กอินกันให้ได้

มนต์เสน่ห์งานกาชาด ได้แก่ การมาเที่ยวชมการแสดงต่างๆ สำหรับปีนี้คือการแสดง ณ เวทีกลางตลอด 9 วันเต็ม เช่น การแสดงบัลเล่ต์มโนราห์ และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินค่ายต่างๆ การสอยดาว เสี่ยงโชค ชิงรางวัล รูปแบบต่างๆ มหกรรมสินค้าราคาถูก รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากร้านโครงการส่วนพระองค์

“ปีนี้ไม่เน้นอาหารการกินการดื่ม เพราะจัดงานในสวนสาธารณะ แต่รับรองว่าจะมีของอร่อยพร้อมกินตลอดงาน ส่วนสอยดาวปีนี้ มีคละกันทั้งแบบเก่า เช่น สอยดาว ล้วงไข่ในไห และสอยผลกัลปพฤกษ์ รวมทั้งสอยดาวแบบ 4.0 สอยดาวคิวอาร์โค้ด กับอีกหลายรูปแบบ”

งานกาชาดปีนี้ไม่มีการจำหน่ายบัตรผ่านประตู จึงขอเชิญชวนร่วมบริจาคผ่านตู้บริจาค ที่ออกแบบเป็นพิเศษ มี 3 ตู้ ตั้งกระจายอยู่ในงาน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ประชาชนจะได้ร่วมถ่ายรูป ทำบุญ และบอกบุญต่อๆ กันไปในโซเชียลมีเดีย ติดแฮชแท็ก #ทำดีพี่ขอแชร์

“จากค่าบัตรผ่านประตูที่เคยเก็บได้ต่อปี ประมาณ 14 ล้านบาท ปีนี้ก็คาดหวังว่าคนจะร่วมทำบุญผ่านตู้บริจาคนี้แทน รายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย เพื่อบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย ให้กับประชาชนผู้ยากไร้”

บทความนี้ขอจบด้วยภาพแห่งความทรงจำจากหนังสือ “วิวิธกิจกรรมแห่งอดีต” ซึ่งตอนหนึ่งได้เล่าไว้ถึงงานกาชาด งานกุศลที่จัดขึ้นเพื่อหารายได้บำรุงสภากาชาดไทย แม้ระยะเวลาจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ก็ยังอยู่ในความทรงจำ ข้อมูลคำบอกเล่าจากผู้ใช้นามปากกา “แม่วาด” ตีพิมพ์ในหนังสือนิสิตนักศึกษา ฉบับกาชาด 2513 มีตอนหนึ่งว่า

“…ประเดี๋ยวคลื่นคนเคลื่อนไหวและมีเสียงอื้ออึงผิดหูผิดตา ฉันชะเง้อคอมองตามไปบ้างก็ไม่เห็นอะไร แม่ว่า ‘มาแล้ว’ แม่อุ้มเอนกน้องชายไว้และจับมือฉันแน่น เสียงคนอื้ออึงมากขึ้นตามลำดับ ต่างคนต่างแย่งไปยืนออริมบาทวิถี ฉันได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์หึ่งๆ มา แต่สักประเดี๋ยวก็เห็นกระบวนรถยนต์ที่ประดับประดาเป็นรูปร่างต่างๆ วิ่งมามากมาย กะประมาณสัก 50 คันได้

จำได้ว่าบางคันแต่งเป็นรูปภูเขาสรรพยา และมีหนุมานไปเก็บ บางคันแต่งเป็นรูปหม้อต้มยาของเซียน มีคันหนึ่งที่แปลกคือแต่งเป็นแปรงสีฟันกับสบู่ยา จากกระบวนรถก็เป็นกระบวนม้า แล้วก็เป็นกระบวนจักรยานประมาณ 30 คัน มีคันหนึ่งแต่งเป็นโลงผี…

…แม่พาจ้ำอ้าวๆ เพราะกลัวไม่ทันดูจำอวด บ่ายวันนั้นมีจำอวดถึง 3 โรง ของกรมมหรสพโรงหนึ่ง ของนายเกริ่นโรงหนึ่งและของนายพันธ์โรงหนึ่ง ดนตรีก็มีแตรวงทหารบก ทหารเรือ พวกข้าราชการและคนหนุ่มๆ สาวๆ ฟังเพลงกันแยะ แม่บอกพวกนี้ฟังเป็นของโก้ แต่ฉันกลับคิดว่ามันครึกครื้นเร้าใจดี…

…งานกาชาดวันสุดท้ายของทุกปีที่ผ่านมา จะต้องมีงิ้วยี่ห้อต่างๆ มาประชันกันถึง 4-5 โรง แถมด้วยการเชิดสิงโต งิ้วที่มาประจำเห็นจะเป็นยี่ห้อเล่าโซโปฮัง ยี่ห้อเล่าไล้ชุน ยี่ห้อคงเจี๊ยงเฮง ดนตรีก็มักจะเป็นของวังบางขุนพรหม และของกระทรวงวัง ของวังบางขุนพรหมนั้นดูเป็นที่ติดอกติดใจมาก ถ้าเครื่องฝรั่งก็มักจะเป็นแตรวงทหาร…

…มีอยู่ปีหนึ่งที่งานออกจะครึกครื้น และผู้คนตื่นเต้นมากหน่อย เห็นจะเป็นปีที่นายเลื่อน พงษ์โสภณ มาแสดงการขี่จักรยานยนต์ในถังเหล็ก คนเฒ่าคนแก่ดูแล้วลงจับตามๆ กัน บอกหวาดเสียว กลัวรถจะกระดอนมาถูกบ้าง แต่ฉันว่าสนุกดี…”

“เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล เที่ยวงานกาชาดประจำปีที่สวนลุมพินี” ปีนี้ครบ 125 ปีกาชาดไทย ขอเชิญคนไทยเที่ยวกาชาด ร่วมสัมผัสความสุขจากการเป็นผู้ให้ และร่วมส่งต่อความงดงามแห่งการให้ อ้อ! อย่าลืมช่วยกันลดปริมาณขยะด้วยการพกถุงผ้า แยกขยะ และลดการใช้พลาสติก เพื่อดูแลสวนลุมพินีของเราด้วย

กาชาดในสวนสวย ปีนี้สถานที่จัดงานใหม่ แต่บรรยากาศและความสนุก ยังฟินเหมือนเดิม และหัวใจ (แห่งการให้) ก็ยังดวงเดิม

ตรวจเช็กสุขภาพ ด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570128

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ตรวจเช็กสุขภาพ ด้วยตัวเอง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

การดูแลสุขภาพไม่ได้มีเพียงแค่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย หรือการหาวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณมีสภาพที่ดีเท่านั้น แต่คุณจะต้องรู้จักสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคุณด้วย เพื่อให้ตัวเองห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บมากที่สุด

บางคนอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะต้องมานั่งจับผิดตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าจะต้องสังเกตอะไรบ้าง ต้องดูละเอียดแค่ไหน แล้วแค่ไหนคือความผิดปกติที่จะทำให้เกิดปัญหา เราอยากจะบอกว่าไม่มีใครรู้จักตัวเองดีเท่ากับตัวของคุณเอง

ฉะนั้น คุณสามารถสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้จากอวัยวะภายนอก สิ่งที่ร่างกายขับออกมา และอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเสมือนกระจกที่สามารถสะท้อนบอกอะไรหลายๆ อย่างให้คุณทราบได้

1.ลิ้น

“เอ้า! ไหนลองแลบลิ้นให้หมอดูหน่อยซิ” ประโยคนี้คุณน่าจะเคยได้ยินบ่อยๆ เวลาที่ไปหาหมอ หมอมักจะขอดูลิ้นเป็นด่านแรกของการวินิจฉัยโรค นั่นก็เพราะโรคหลายๆ โรคจะทำให้ลิ้นเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดความผิดปกติได้อย่างชัดเจน คุณเองก็สามารถสังเกตความผิดปกติในเบื้องต้นนี้ได้

คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลิ้นจะสะอาด มีสีชมพูอ่อนๆ และหยาบเล็กน้อย แต่ถ้าคุณไม่ได้มีลิ้นในแบบของคนที่มีสุขภาพดี เช่น

– ลิ้นสีแดงจัด คุณอาจอยู่ในภาวะขาดวิตามิน มีความร้อนในตัวสูง หรือเกิดปัญหาในระบบย่อยและระบบการขับถ่าย

– ลิ้นเป็นดวงฝ้าสีขาว อาจเกิดจากอาหารไม่ย่อย ขาดสารอาหาร หรือภูมิต้านทานอ่อนแอ แต่หากฝ้าสีขาวที่ลิ้นขยายตัวมากขึ้นก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้

– ลิ้นซีด มีภาวะเลือดน้อย ร่างกายอ่อนแอ ระบบการทำงานของม้ามอาจมีปัญหา

– ลิ้นดำ (เหมือนมีปานมาเกาะ) เป็นผลข้างเคียงจากการกินยาปฏิชีวนะ หรืออมยาฆ่าเชื้อ

– หลอดเลือดดำใต้ลิ้นบวม อาจมีปัญหาในระบบการทำงานของหัวใจ เป็นต้น

2.ดวงตา

ดวงตาของเราเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความอ่อนไหวมาก หากเกิดอะไรขึ้นนิดๆ หน่อยๆ กับร่างกาย ดวงตาก็สามารถแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็นได้

– ขอบตาดำคล้ำ หากคุณไม่ได้อดหลับอดนอนมา ก็แสดงว่าคุณมีอาการของโรคภูมิแพ้

– หนังตาบวมนานเกินไป เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตอักเสบ หรือระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ

– ตาขาวมีสีออกแดง สาเหตุอาจมาจาก ดวงตาติดเชื้อ มีการอักเสบ

– ตาขาวมีสีเหลือง ตับทำงานผิดปกติ เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบ ดีซ่าน แต่ถ้าบริเวณตาขาวของคุณมีจุดสีออกเหลืองบริเวณหัวตา เป็นสัญญาณเตือนเรื่องคอเลสเตอรอลสูง ควรรีบปรึกษาแพทย์

– ตาดำมีสีขาวขุ่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก แต่ถ้าตาดำมีสีเขียว จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน

3.เล็บมือ

จะว่าไปการสังเกตเล็บมือดูจะเป็นวิธีการสังเกตสิ่งที่ผิดปกติได้ง่ายที่สุด เพราะคุณไม่ต้องวิ่งไปหากระจกมาส่องเพียงแค่ยื่นมือมาข้างหน้า คุณก็สามารถดูความผิดปกติของเล็บคุณได้แล้ว เล็บเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว เล็บประกอบไปด้วยโปรตีนที่ชื่อว่า “เคราติน” โดยปกติคนที่มีสุขภาพดีจะมีเล็บเป็นสีชมพูอ่อน เนื้อเล็บเรียบแข็ง แต่ก็จะมีบางครั้งที่เล็บจะเปลี่ยนสีและลักษณะไปตามโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคุณ

– เล็บขาวซีด อ่อนนุ่ม คุณอาจเป็นโรคโลหิตจาง

– เล็บมีสีขาว เป็นแผ่นตรงกลาง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตับ

– เล็บมีจุดสีขาว ร่างกายของคุณกำลังขาดสารอาหารบางอย่าง

– เล็บมีสีม่วงคล้ำ (ไม่ว่าจะเป็นจุดสีม่วง หรือเป็นเส้นสีม่วง) เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคตับ และโรคท้องเสียเรื้อรัง

– เล็บมีสีเหลือง (โดยที่ไม่ได้ทาสีเล็บ) เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต หรือถ้าคุณสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่ก็จะทำให้เล็บของคุณเหลืองได้เช่นกัน และคุณจะเสียงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทาง เดินหายใจด้วย

– ปลายเล็บมีสีน้ำตาลชมพู แต่โคนเล็บมีสีขาว อาจมีอาการของโรคไตเสื่อม

4.ปัสสาวะ

ปัสสาวะในร่างกายเราที่ถูกขับออกมา จะทำให้คุณทราบสภาพภายในร่างกายของคุณในเบื้องต้นได้คนปกติจะมีปัสสาวะเป็นสีเหลืองอ่อน ใส กลิ่นไม่ฉุนมาก

– ปัสสาวะมีสีอมแดงหรือน้ำตาล (มีลิ่มเลือดปะปนออกมา) แสดงว่าไตหรือกระเพาะปัสสาวะมีการอักเสบ กรณีที่คุณไม่ได้กินอาหารที่มีผลให้ปัสสาวะออกมาเป็นสีออกแดง เช่น เบอร์รี่บางชนิด หรือผักกาดม่วง

– ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม ดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือมีอาการแฝงของโรคไต

– ปัสสาวะขุ่น เสียงต่อการติดเชื้อบางอย่าง

ทั้งนี้ การกินยาบางอย่างก็มีผลทำให้สีปัสสาวะของคุณเปลี่ยนไปได้ เช่น ยาโพรีเดียมที่ใช้ในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะทำให้ปัสสาวะมีสีส้ม หรือยาที่มีส่วนผสมของสารเมธีลีน เช่น ยาแก้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ก็อาจทำให้ปัสสาวะมีสีฟ้าหรือสีน้ำเงินได้ เอาเป็นว่าเมื่อคุณรู้สึกว่าร่างกายเกิดความผิดปกติขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

บ้านหลังที่สอง หรูและอบอุ่นใจกลางเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570130

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

บ้านหลังที่สอง หรูและอบอุ่นใจกลางเมือง

เรื่อง ปอย  ภาพ  อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

หากผ่านไปย่านสุขุมวิทจะมองเห็นตึกสูงคอนโดมิเนียมระดับไฮเรส 51 ชั้น หมู่ตึกรูปร่างแปลกตาโดดเด่นมีเอกลักษณ์คล้ายยานอวกาศเรียงเด่นอยู่ 4 อาคารตรงข้ามศูนย์การประแห่งชาติชุมสิริกิติ์ที่นี่คือโครงการมิลเลนเนียม เรสซิเด้นส์ แอท สุขุมวิท เป็นที่พำนักอาศัยในเมืองไทยกึ่งถาวร ของนักธุรกิจใหญ่จากประเทศอินเดีย รุสตั้ม พี เมห์ธาประธานบริหาร เมห์ธา อาเยอร์วีด้า บริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์เครื่องสำอาง “โมฮา” และภรรยา สุภาภรณ์ บุญศักดาพร บอกว่าที่พักในเมืองไทย ถ้ามองรูปลักษณ์ของตึกภายนอก ที่ส่วนฐานของอาคารเหมือนวางอยู่บนขาตั้งการออกแบบดูคล้ายๆ หนังไซไฟเบาๆ ยอดตึกเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์กลมๆ อยู่ทุกตึก

ทุกอาคารรายล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจีให้ความร่มรื่นเป็นสวนส่วนกลางสำหรับครอบครัว เป็นชุมชนกลางใจเมืองที่มีความสงบ ไม่ถูกรบกวนจากเสียงถนน หรือแสงสีของเมืองหลวง มีต้นไม้มากมาย ช่วยทอนความแข็งแกร่งของตัวตึกได้ดี ความรู้สึกเป็นบ้านก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น

“ต้นไม้คือเหตุผลแรกของการตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้” สุภาภรณ์ กล่าวถึงที่อยู่อาศัยกึ่งถาวร ชีวิตซึ่งต้องไปๆ มาๆ ทำธุรกิจระหว่างอินเดียและเมืองไทย บ้านหลังที่สอง จึงต้องพิจารณาเลือกที่อยู่สบาย และอำนวยเรื่องความสะดวกสบาย และที่นี่มีพร้อมสรรพ

อีกเหตุผลคือคุณรุสตั้มชอบบันไดค่ะ จึงเลือกดูเพล็กซ์สองชั้น” เจ้าของบ้านหญิงบอกพลางยิ้มแย้ม บันไดให้ความรู้สึกที่แม้ว่าอยู่บนตึกสูงลิ่ว แต่ให้อารมณ์ความเป็นบ้านได้ดีเลยทีเดียว ขนาดห้องค่อนข้างใหญ่ เป็นการลงทุนเลือกห้องระดับ Duplex Penthouse ขนาด 637 ตารางเมตร ราคาปัจจุบันต่อตารางเมตรเริ่มต้นที่เฉียดแสนบาท แต่ก็คุ้มค่าความสูงระดับ 50 ชั้น ทำให้ได้วิวที่สวยมาก

ดิฉันกับคุณรุสตั้มตัดสินใจเลือกคอนโดพักขนาดใหญ่ที่สุดของตึก เพราะจะได้รับวิว 3 ด้านเลยนะคะ โซนห้องนั่งเล่นด้านล่างเน้นความกว้างขวาง วางโต๊ะรับประทานอาหารตัวใหญ่แล้วยังเหลือพื้นที่อีกเหลือเฟือ

เราอยู่กัน 2 คนค่ะ ไม่มีลูก เพื่อนๆ ก็ถามว่าจำเป็นต้องเลือกห้องขนาดใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ จำเป็นค่ะ ไม่อยากอึดอัด คุณรุสตั้มก็ไม่ต้องรู้สึกต่างบ้านต่างเมือง เพราะบ้านที่อินเดียก็เป็นตึกขนาดใหญ่ บ้านในกรุงเทพฯ จะว่าไปก็ใหญ่เกินไปสำหรับการพักอาศัย 2 คน เราจึงแก้ปัญหาโดยการชวนเพื่อนๆ มาปาร์ตี้กันบ่อยๆ เพื่อนๆ มากินข้าวตอนค่ำ ดินเนอร์ไป ชมวิวเพลินๆ ไปค่ะ ผนังหน้าต่างกระจกพื้นจรดเพดาน รับวิวได้เต็มที่

พื้นที่ด้านล่าง 146 ตารางเมตร แบ่งเป็น 1 ห้องนั่งเล่นที่คุณรุสตั้มใช้เป็นห้องสมุด ส่วนดินเนอร์มีพื้นที่ 1 Kitchen และมีระเบียง พื้นที่ใช้สอยครบเท่ากับบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งเลยค่ะ แต่ละห้องได้วิวสวยๆ ทุกห้อง ไม่เว้นกระทั่งห้องครัวและห้องน้ำ”

นอกจากตึกสูงๆ วิวไกลๆ เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงโค้งสุดสายตา การเลือกพำนักอาศัยในใจกลางเมืองก็ต้องเน้นความสะดวกอีกหนึ่งเหตุผลด้วย โครงการมิลเลนเนียม เรสซิเด้นส์ แอท สุขุมวิท สามารถเดินทางเข้าได้ตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 16 ซอย 18 และซอยสุขุมวิท 20 คอนโดตั้งอยู่กลางใจเมืองที่เลือกใช้ขนส่งสาธารณะได้หลายเส้นทาง ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ที อโศก-สุขุมวิท ในระยะทางไม่ไกล โครงการมีรถบริการรับส่งตั้งแต่ 7 โมงเช้าเป็นต้นไป

“เลือกทำเลที่มีการคมนาคมไปไหนต่อไหนได้ง่ายเลยค่ะ ส่วนรอบๆ โครงการไม่ต้องพูดถึง ในระยะขับรถไปได้ใกล้ๆ นี่มีมากมาย ไปช็อปปิ้งในห้างเอ็มโพเรียม หรือเทอร์มินอล 21 นี่ใกล้ระดับ 10 นาทีก็ถึงแล้ว ส่วนย่านเพลินจิต ชิดลม ราชประสงค์ สยาม นี่ก็อยู่ในระยะไปมาสะดวกมากค่ะ

ดิฉันตกแต่งภายในด้วยฝีมือตัวเองทั้งหลังค่ะ ความที่เรามีเฟอร์นิเจอร์ไม้ตัวใหญ่ๆ สไตล์อาร์ตเดโค เป็นมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นของครอบครัวคุณรุสตั้มชาวอินเดียทำธุรกิจกับชาวยุโรปมาหลายร้อยปีแล้วนะคะ เครื่องใช้ในบ้านก็จะเป็นแนวยุโรป เราขนเฟอร์นิเจอร์มาจากอินเดียทุกๆ ชิ้นเลยค่ะ นอกจากตู้ โต๊ะ ไปจนจานชามโบราณ แชนเดอเลียร์ กระจกติดผนัง แจกันเจียระไน และภาพวาดก็เป็นของศิลปินอินเดีย

ดิฉันจึงเลือกสไตล์คอนเท็มโพรารี ซึ่งให้ความรู้สึกเรียบง่ายสบายตาไว้ก่อน เฟอร์นิเจอร์อินเดียมีลวดลายสลักเสลาเยอะอยู่แล้วนะคะ เน้นใช้สีโทนธรรมชาติ เพราะสามารถประยุกต์ได้กับข้าวของชิ้นอื่นๆ ได้ง่ายด้วยค่ะ”

บ้านหลังนี้แม้ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยถาวร เจ้าของบ้านเดินทางมาอยู่เมืองไทยปีละไม่กี่เดือน แต่ความเก่าแก่ของเฟอร์นิเจอร์ในบ้านหลังนี้ ก็คือการเชื่อมต่อความอบอุ่น และความผูกพันกับถิ่นกำเนิดได้ชัดเจน บ้านหลังที่สองในไทยจึงหรูสวยงามไม่แพ้บ้านหลังใหญ่ที่นั่นเลย