รื้องานวิจัยลงจากหิ้ง สู่ความเข้าใจของผู้คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463168

รื้องานวิจัยลงจากหิ้ง สู่ความเข้าใจของผู้คน

โดย…พริบพันดาว ภาพ… เอพี, รอยเตอร์, เอเอฟพี, สกว.

ในยุคปัจจุบันนี้เป็นที่แน่ชัดว่าทุกประเทศและนักวิชาการ รวมถึงผู้สนใจใฝ่รู้ ต่างให้ความสำคัญของการวิจัยทั้งนั้น รวมถึงการทุ่มเทงบประมาณลงสู่การวิจัยเพื่อนำไปสู่การผลิตสินค้าได้คุณภาพและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ประเทศไทยก็เช่นกันแม้จะเทียบกับประเทศอื่นๆ งานวิจัยบ้านเราอาจจะมีปริมาณและคุณภาพในเชิงลึก รวมถึงงานวิจัยที่สร้างนวัตกรรมออกมามีไม่มากนัก แต่ปัจจุบันงานวิจัยที่มีอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม มีอยู่ในระดับที่มากพอสมควร และถูกเก็บอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมามากนัก แม้จะมีการเผยแพร่แต่ก็ยากเกินที่จะทำความเข้าใจ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเฟื่องฟูและโลกออนไลน์กลายเป็นจุดศูนย์กลางของคนรุ่นใหม่ สื่อยุคใหม่ที่เน้นความกระชับรวดเร็ว เข้าใจง่ายๆ ภายในไม่กี่นาที ทำให้งานวิจัยดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งให้ห่างไกลผู้คนมากขึ้น แม้จะมีโจทย์ที่ยาก แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้งานวิจัยกลายเป็นสิ่งที่ย่อยง่าย ดูแป๊บเดียวแล้วเข้าใจสามารถนำไปต่อยอดสู่สิ่งต่างๆ ได้ มาดูกระบวนการของงานวิจัยแปลงร่างกัน

 

ความจริงการอ่านงานวิจัยไม่ใช่เรื่องยาก

การวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงที่มีระบบและวิธีการที่น่าเชื่อถือเพื่อนำความรู้ความจริงที่ได้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหรือก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ความสำคัญของการวิจัยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการ เป็นการแสวงหาความรู้หรือความจริงเพื่อสร้างเป็นกฎ สูตรทฤษฎี ในแต่ละสาขาวิชา และเพื่อนำไปประยุกต์หรือใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ มีจุดมุ่งหมายในการนำผลการวิจัยไปใช้ในเชิงปฏิบัติโดยตรง ที่ประชุม Pan Pacific Science Congress ในปี 1961 ที่สหรัฐ ได้แยกความหมายของคำว่า วิจัย (RESEARCH) ไว้ดังนี้

R – Recruitment and Relationship หมายถึง การฝึกคนให้มีความรู้ รวมทั้งรวบรวมผู้มีความรู้และปฏิบัติงานร่วมกันติดต่อสัมพันธ์และประสานงานกัน

E – Education and Efficiency หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องมีการศึกษา มีความรู้ และสมรรถภาพสูงในการวิจัย

S – Sciences and Stimulation เป็นศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์เพื่อค้นคว้าหาความจริงและผู้วิจัยจะต้องมีพลังกระตุ้นให้เกิดความริเริ่ม กระตือรือร้นที่จะวิจัยต่อไป

E – Evaluation and Environment ผู้วิจัยจะต้องรู้จักการประเมินผลดูว่างานวิจัยที่ทำอยู่มีประโยชน์สมควรจะทำต่อไปหรือไม่ และต้องรู้การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการวิจัย

A – Aim and Attitude มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่แน่นอนและมีเจตคติที่ดีต่อผลของการวิจัย

R – Result ผลของการวิจัยที่ได้มาจะเป็นทางบวกหรือลบก็ตาม จะต้องยอมรับผลของการวิจัยนั้น เพราะเป็นผลที่ได้มาจากการค้นคว้าอย่างเป็นระบบและเชื่อถือได้

C – Curiosity ผู้วิจัยจะต้องมีความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจและขวนขวายในงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าความอยากรู้นั้นจะมีเพียงเล็กน้อยก็ตาม

H – Horizon เมื่อผลการวิจัยปรากฏขึ้นแล้ว ย่อมทำให้ทราบและเข้าใจในปัญหาเหล่านั้นได้ เหมือนกับเกิดแสงสว่างขึ้น แต่ถ้ายังไม่เกิดแสงสว่าง ผู้วิจัยจะต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าจะพบแสงสว่าง ซึ่งก็คือผลของการวิจัยจะต้องก่อให้เกิดสันติสุขแก่สังคม

 

โดยสรุปแล้ว การวิจัย คือ กระบวนการที่เป็นระบบน่าเชื่อถือสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สนใจ บนเวทีเสวนาหัวข้อ “การใช้สื่อใหม่เผยแพร่งานวิจัย เพื่อการสื่อสารไปสู่สาธารณะ” รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านสื่อสารสังคม บอกว่า ฐานข้อมูลความรู้จาก สกว.มีอยู่เยอะมาก

“สกว.มีชุดความรู้เยอะมากในสต๊อกของ สกว.ที่พูดถึงอาหารที่เข้ากับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นอยู่ ซึ่งถูกปรับแปลงให้เหมาะสมกับผู้บริโภค เวลาศึกษาหรือวิจัย ผลงานที่จะออกมาอยากให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง คลังข้อมูลที่เรียกว่า อี-ไลบรารี เป็นฐานข้อมูลของโครงการวิจัยทั้งเล่ม มีอยู่ประมาณ 200 เรื่อง ซึ่งคนที่จะเข้าไปอ่านจะต้องเป็นฮาร์ดคอร์ที่จะใช้ฐานข้อมูลวิจัยเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทีนี้เรามีความเชื่อชุดหนึ่งว่าองค์ความรู้เรื่องงานวิจัยต้องเผยแพร่ให้สาธารณะได้มีความรู้ ผลงานต่างๆ ที่ทำเป็นอินโฟกราฟฟิกก็ไปปรากฏอยู่ในแอพพลิเคชั่น
ของ สกว. งานวิจัยที่มีอยู่ 1,500 เรื่อง/ปี ที่สามารถทำอินโฟกราฟฟิกและโมชั่นกราฟฟิกได้ ซึ่งต้องเร่งมือทำให้ทัน จริงๆ ประโยชน์หลักในการสนับสนุนการวิจัยของเราไม่ใช่ตอบโจทย์รัฐบาล แต่เราตอบโจทย์สังคมซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก และเป็นทาร์เก็ต ยูสเซอร์ ที่สำคัญที่สุดของงานวิจัยทั้งหลาย”

สำหรับปีนี้ สกว.มีโครงการประลองไอเดียสร้างสรรค์สังคมกับการประกวด “วิจัยแปลงร่าง 2 ตอน กินอยู่” ซึ่งต่อจากโครงการ “กินเป็น” เมื่อปีที่แล้ว ประกวดสร้างสรรค์สื่ออินโฟกราฟฟิก และโมชั่นกราฟฟิก เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถในการย่อยงานวิจัยคุณภาพของ สกว.

รศ.ดร.จันทร์จรัส บอกว่า “จากปีที่แล้ว กินเป็น มาสู่ กินอยู่ ในปีนี้ อยากนำเสนองานวิจัยในช่องทางอื่น ตอนนี้เศรษฐกิจกระแสหลักรัฐบาลก็พยายามผลักดันในเรื่องของครีเอทีฟ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน ก็คือความเป็นคน ความเป็นชุมชน วิถีชีวิต ซึ่งจะมีผู้บริโภคอยู่ในนั้น นอกจากกินตามท้องถิ่นแล้วก็ยังกินตามฤดูกาลด้วย”

การสื่อสารงานวิจัยสู่คนรุ่นใหม่ต้องง่ายและสนุก

อินโฟกราฟฟิก (Infographic) ย่อมาจาก Information Graphic คือ ภาพหรือกราฟฟิก ที่บ่งชี้ถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้คนในยุคไอทีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด เหตุผลเพราะมนุษย์ชอบและจดจำภาพสวยๆ ได้มากกว่าการอ่าน และในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ส่วนโมชั่นกราฟฟิก (Motion Graphic) หรือกราฟฟิกเคลื่อนไหว เป็นสื่อซึ่งมีลักษณะที่เข้าใจได้ง่าย เป็นงานกราฟฟิกที่เคลื่อนไหวได้ โดยการนำเอามาจัดเรียงต่อๆ กัน อธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย คือ การทำให้ภาพวาด 2 มิติ เคลื่อนไหวได้ เหมือนการทำการ์ตูนแอนิเมชั่นนั่นเอง ปัจจุบันได้มีการใช้โมชั่นกราฟฟิกเป็นสื่อในโลกออนไลน์กันมากขึ้น เนื่องจากสามารถอธิบายและทำความเข้าใจได้ง่ายเมื่อถูกสื่อสารออกไป

จริงๆ แล้วในงานวิจัยต่างๆ ที่เป็นเรื่องยากและทำการสื่อสารกับคนทั่วไปไม่ได้ อินโฟกราฟฟิกกับโมชั่นกราฟฟิกจะแปลงร่างงานวิจัยให้อ่านง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีของสื่อสมัยใหม่ในยุคโซเชียลมีเดีย

นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา หมอหนุ่มไฟแรงผู้เขียนหนังสือขายดี “เรื่องเล่าจากร่างกาย” และ “500 ล้านปีของความรัก” ชี้ว่า สื่อสมัยใหม่ช่วยจัดการข้อมูลความรู้ไปสู่ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

“สื่อสมัยใหม่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป สมัยก่อนความรู้จากนักโภชนาการหรือหมอค่อนข้างล้มเหลว เพราะการสื่อสารไม่ดีพอ ทักษะไม่ดี ตอนนี้ก็มีคนที่มาเชื่อมจากตรงกลาง ซึ่งเป็นนักสื่อสารมืออาชีพที่คอยแปลข้อมูลจากหมอหรือนักโภชนาการอีกทีหนึ่ง ด้วยความที่ต้องสื่อสารกับประชาชนจำนวนมาก ปัจจุบันก็มีอินสตาแกรมและเพจดังๆ บนเฟซบุ๊กเยอะขึ้น การแปลงร่างงานวิจัยให้เป็นโมชั่นกราฟฟิกและอินโฟกราฟฟิกได้ช่วยเติมเต็มช่องว่างที่มีมานานมากแล้ว อย่างผมเรียนหมอมา คนมักจะบอกว่าหมอพูดหรือเขียนไม่รู้เรื่อง ทั้งที่น่าจะมีทักษะในการสื่อสารที่ดี เพราะต้องสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ทั้งนักวิทยาศาสตร์และหมอใช้ชีวิตอยู่กับงานวิชาการ ซึ่งต้องการความแหลมคมและรอบคอบกว่าการใช้ภาษา การทำข้อมูลตรงนี้ก็จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนในสายวิทยาศาสตร์ที่มีทักษะการสื่อสารที่ไม่ค่อยดีนัก แต่คนทำอินโฟกราฟฟิกและโมชั่นกราฟฟิกสามารถโฟกัสสิ่งที่เขาทำได้ดี สามารถช่วยสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ซึ่งแชร์ผ่านออนไลน์ในอินเทอร์เน็ตจะสามารถช่วยให้คนหันมาสนใจมากขึ้น และเชื่อว่ามีการพัฒนามากขึ้นไปกว่านี้อีกเรื่อยๆ

 

นักวิจัยใช้เวลาหลายปีกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งและอยากให้ผลงานวิจัยของตัวเองสร้างผลกระทบต่อสังคม นพ.ชัชพล บอกว่า ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่จุดนั้น ซึ่งตัวเชื่อมในการผลิตสื่อตรงนี้จะโตขึ้นอีกเยอะ เหมือนกับตลาดต่างประเทศ

“เพราะสื่อสมัยใหม่ช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น”

การเลือกแบบการสื่อสารเป็นโมชั่นกราฟฟิก ต้องบอกว่า ในปัจจุบันภาพที่เคลื่อนไหวจะเป็นภาพที่คนสนใจได้ง่าย งานวิจัยบางชิ้นในเล่มรายงานมีสิ่งที่น่าสนใจให้เล่นหลายอย่างมาก การเล่าเป็นภาพออกมาเหมาะสมกับคนยุคนี้ ภาพเคลื่อนไหวก็ดึงดูดความสนใจได้ดีไม่แพ้กัน สามารถเล่นกับภาพและเสียงได้ ณภัทร โชคจินดาชัย นักแสดงคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้สื่อใหม่

“ในชุดข้อมูลเดียวกัน ถ้าเป็นเนื้อหาหรือเทกซ์อย่างเดียว เด็กวัยรุ่นเขาจะโยนทิ้งเลยไม่อ่าน แต่พอเป็นอินโฟกราฟฟิกหรือโมชั่นกราฟฟิกเขาก็จะสนใจมาก ขอยกตัวอย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีโมชั่นกราฟฟิกที่เรียกว่า รู้สู้ Flood ก็เป็นไวรัลและโด่งดังมากๆ ที่เกี่ยวกับน้ำท่วม พอมีคลิปตัวนี้เปิดออกมาก็มีคนดูหลายล้านวิว ทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับน้ำท่วมมากขึ้น

“ความรู้สึกแรกที่เราเห็นคำว่างานวิจัยก็จะอึ้ง จริงๆ แล้วงานวิจัยเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา นวัตกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นจากงานวิจัย ถ้าแปรเป็นงานอินโฟกราฟฟิกหรือโมชั่นกราฟฟิกคนรุ่นผมก็จะไม่กลัวงานวิจัย พร้อมที่จะดูและอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับมัน วัยรุ่นจะมีความอยากรู้อยากเห็นมาก และชอบที่จะกดเข้าไปอ่านข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอินโฟกราฟฟิกและภาพเคลื่อนไหวแบบโมชั่นกราฟฟิก ซึ่งพอเจอแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าอยากเพิ่มพูนความรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต การทำอย่างนี้จะทำให้ข้อมูลยากๆ ถูกย่อยให้เข้าใจง่ายมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กับคนทำงานในด้านของสื่อ เป็นที่ปล่อยของของคนรุ่นใหม่”

 

รับมือกับความเศร้าโศก สูญเสียฉับพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463164

รับมือกับความเศร้าโศก สูญเสียฉับพลัน

โดย…กันย์ ภาพ  กิจจา อภิชนรจเรข

เราทุกคนเคยสูญเสียคนในครอบครัว แต่แทบไม่มีใครที่เคยสูญเสียในหลวงมาก่อน จึงพูดได้ว่าคนไทยเกือบทั้งประเทศเพิ่งรู้จักกับความสูญเสียในหลวงในครั้งนี้ พวกเราเกิดมาก็มีในหลวงแล้ว อยู่ใต้บารมีของพระองค์มาตั้งแต่เกิด ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ หลายคนคงรู้สึกว่าในหลวงจะอยู่กับเราไปตลอด เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต คนทั้งประเทศเป็นกำพร้าทันทีพร้อมกันทั้งประเทศ การเป็นกำพร้า เช่น กำพร้าพ่อ กำพร้าแม่ ปกติเราผลัดกันเป็น ไม่ได้เป็นกันทีเดียวทั้งประเทศเป็นความสูญเสียพร้อมๆ กัน

การสูญเสียในหลวงครั้งนี้ พวกเรากำพร้าทั้งประเทศพร้อมๆ กัน รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ทรงคุณค่าหายไปจากชีวิต รู้สึกได้ถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงในจิตใจของเรา เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง ขาดที่พึ่ง ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าในหลวงประชวรมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว การประชวรกับการสวรรคตนั้นแตกต่างกันมาก ความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ย่อมท่วมท้นเป็นธรรมดา เพราะความหวังดับสิ้นแล้ว เป็นการขาดเสาหลักของชีวิตไปอย่างถาวร

แม้จะเศร้าทุกข์ตรมเพียงใดชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป สูญเสียได้แต่อย่ายอมเสียสูญ เมื่อเกิดเจ็บปวดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรีบรักษา ให้บรรเทาเบาบางลง การรับมือกับความสูญเสียนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเยียวยา

1.เผชิญหน้าและยอมรับความสูญเสีย

ภายหลังการสูญเสียครั้งสำคัญ บางคนรู้สึกทำใจไม่ได้ จึงหันเข้าหาพฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น ใช้ยาเสพติด ดื่มเหล้า ฯลฯ เพื่อช่วยให้ลืมความทุกข์โศก ซึ่งมันก็ช่วยได้เพียงชั่วขณะ แต่จะส่งผลร้ายอย่างมหันต์ในเวลาต่อมา คุณไม่มีวันจะรู้สึกดีขึ้นได้เลย จนกว่าจะเลิกหนีและหันมาเผชิญหน้ากับมัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ยอมรับความสูญเสียให้ได้ และทำความเข้าใจว่า เมื่อมันเกิดขึ้น ย่อมรู้สึกเจ็บปวดเป็นธรรมดา แต่มันก็จะค่อยเบาบางและจางหายไปในที่สุด

2.ปลดปล่อยอารมณ์ปวดร้าว 

ขอให้คุณปลดปล่อยความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจออกมาให้หมด บางคนอาจอยากทุบหมอน กรีดร้องเสียงดังในห้อง เพื่อระบายความปวดร้าวใจ แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ต้องเป็นการกระทำที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น อย่าอายที่จะร้องไห้ ปล่อยโฮจนน้ำตานองหน้า แม้ว่าจะไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม เพราะการได้ปลดปล่อยอารมณ์ด้านลบออกมาจนหมด จะทำให้คุณสบายใจขึ้นบ้าง และพอจะมองเห็นวิธีจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อก้าวผ่านมันไปให้ได้

3.แชร์ความรู้สึกกับคนอื่น

เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้น การได้พูดคุยเพื่อแชร์ความรู้สึกกับคนที่สนิทสนมและไว้วางใจ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ระบายความโศกเศร้าแล้ว บ่อยครั้งยังอาจได้แง่คิดดีๆ มีประโยชน์จากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ช่วยให้คุณกลับคืนสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว

4.อยู่ห่างคนที่ไม่เห็นอกเห็นใจ

ใช่ว่าทุกคนที่อยู่รายล้อมคุณยามสูญเสีย จะมีความเห็นอกเห็นใจ และช่วยปลอบประโลมได้เสมอไป เพราะมีบางคนที่ชอบพูดว่า “มันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ฉันลืมได้เร็ว ถ้ามันเกิดกับฉัน ฉันว่าไม่เห็นจะน่าเสียใจเลย” เพราะคำพูดเช่นนี้อาจซ้ำเติมให้คุณรู้สึกแย่ลงกว่าเดิม อย่าไปใส่ใจคำพูดพวกนั้น และถอยห่างจากพวกเขาไปก่อน

5.ปรึกษาจิตแพทย์

บางคนที่ไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยตัวเองได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไปพบจิตแพทย์ ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะมันชี้ให้เห็นว่าคุณต้องการเอาชนะความเศร้าโศก เพื่อให้ชีวิตนี้ได้เดินหน้าต่อไปอย่างมีจุดหมาย

6.อ่านหนังสือธรรมะ

วิธีเยียวยาจิตใจโดยใช้ธรรมโอสถ ด้วยการหาหนังสือธรรมะมาอ่านสักเล่ม เพราะหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ซึ่งเป็นความจริงแท้แน่นอนนี้ จะช่วยคลายทุกข์โศกได้ เมื่อตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ไม่พลัดพรากจากกันวันนี้ก็ต้องจากกันในวันหน้า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง ไม่ยึดมั่น ถือมั่น และปล่อยวางอย่างไม่ประมาทได้ในที่สุด

 

แสตมป์รัชกาลที่ 9 เฉลิมพระเกียรติด้วยจงรักและภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463108

แสตมป์รัชกาลที่ 9 เฉลิมพระเกียรติด้วยจงรักและภักดี

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ภาพ ไปรษณีย์ไทย เจนวิทย์ ไพโรจน์ อุกฤษณ์

70 ปีแห่งการครองราชย์ ดวงตราไปรษณียกรได้บันทึกเรื่องราวของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหมู่ของนักสะสมแสตมป์พวกเขามีความใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่งกับพระองค์ผ่านหน้าดวงตราไปรษณียากร ความพิเศษ ความสวยงามทรงคุณค่า เอกลักษณ์และลวดลายบนดวงตราไทยที่สะท้อนถึงพระมหากษัตริย์ผู้ได้แจ้งประจักษ์แล้วซึ่งความยิ่งใหญ่

เจนวิทย์ อภิชัยนันท์ แฟนพันธุ์แท้แสตมป์ไทย วัย 34 ปี พนักงานบริษัท เล่าว่า กว่าจะมาเป็นแสตมป์ ภาพบนแสตมป์ทุกภาพต้องผ่านกระบวนการคัดกรองว่ามีความสำคัญ มีคุณค่า จึงนำมาจัดพิมพ์เป็นดวงตราไปรษณียากรได้ นอกเหนือจากความรักความเทิดทูนในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งแล้ว ในฐานะนักสะสมแสตมป์ เขาได้ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 เรียนรู้พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์จากมิติของหน้าดวงตรา

เจนวิทย์ เล่าว่า ภาพและความหมายของภาพที่ปรากฏอยู่บนทุกดวงตราไปรษณียากรคือ กุญแจไขไปสู่ความรู้และวิทยาการ ความภาคภูมิใจ ความสำคัญในชาติพันธุ์แห่งตนว่าเรามีราก มีความเป็นมา แสตมป์ไทยยังมีความพิเศษของการจัดทำ ซึ่งลวดลายบนดวงตราไปรษณียากร โดยได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่า มีความละเอียดอันเป็นลักษณะเฉพาะตัว มีความสง่างามและแบบแผนที่ประณีต

 

 

“ผมชอบแสตมป์ไทยที่เก็บรายละเอียดได้ดี โดยเฉพาะแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 อันเป็นลักษณะเฉพาะ เป็นแบบแผนการออกแบบที่ประณีตงดงาม มาตรฐานความพิถีพิถันสูง โดยส่วนตัวชอบชุด “มหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ในชุดนี้มีภาพพระองค์ทรงผนวชอยู่ตรงกลาง เป็นภาพโพโลแกรมราคาหน้าดวง 80 บาท”

นพ.อุกฤษฎ์ อุเทนสุต นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายวิชาการและแผนงาน โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร วัย 40 ปี ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะนักสะสมแสตมป์ Royal Collection เล่าว่า เริ่มสะสมแสตมป์ตั้งแต่เด็ก หรือเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เมื่อเติบโตขึ้นความรักความชอบก็มุ่งตรงมาที่แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9

“กิจการไปรษณีย์ไทยเกิดจากพระมหากษัตริย์ ผมเกิดในยุครัชกาลที่ 9 ก็เลยเริ่มเก็บแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 หรือที่เรียกในหมู่นักสะสมว่า แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9”

 

 

นพ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า พระมหากษัตริย์คือหนึ่งในเครื่องหมายและสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นชาติและความเป็นไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานอย่างหนักและเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ ภาพสะท้อนที่อยู่บนดวงตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ไทย

จะหาวิธีใดได้ที่จะทดแทนพระมหากรุณาธิคุณ นพ.อุกฤษฎ์ ในฐานะนักสะสมแสตมป์ได้เริ่มประกวดแสตมป์ในงานแสดงตราไปรษณียากรระดับโลกมาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อต้องการให้เผยแผ่เป็นที่รับรู้ของชาวต่างประเทศว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นเอก คอลเลกชั่นของ นพ.อุกฤษฎ์ “Thailand : King Bhumibol’s 1st-4th Definitive issues” ชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลเหรียญทองจากงานแสตมป์โลก ออสเตรเลีย-บราซิล 2013

“สำหรับผมแล้ว นี่คือการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ไทยมีแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สามารถชนะรางวัลระดับโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแสตมป์ในยุคสมัยของพระองค์เป็นแสตมป์ที่ผลิตขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่อมถือเป็นแสตมป์ใหม่ ยากมากที่จะคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีโลก แต่ที่สุดแล้วโลกก็มองเห็นเรา ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านผ่านแสตมป์ไทย”

 

ไพโรจน์ จิรประเสริฐกุล อายุ 42 ปี หนึ่งในนักสะสมแสตมป์ร่วมสมัย เล่าว่า ในวันนี้เมื่อนำแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเก็บสะสมไว้มาระลึกดูอีกครั้ง ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นที่รักของประชาชน ภาพประวัติศาสตร์และคุณงามความดีของพระองค์ท่าน แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 นั้นได้เก็บสะสมไว้ทุกชุด หากชุดที่โดดเด่นสุดในคอลเลกชั่นคือ “แสตมป์ใช้ทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ชุดที่ 9”

“เราเกิดในสมัยรัชกาลที่ 9 เพราะฉะนั้นต้องเป็นรัชกาลที่ 9 ชุดที่ 9 ซึ่งเป็นชุดเด่นที่สุดของผม เป็นรูปที่พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดเครื่องแบบทหารเรือ ทุกสี ทุกราคา ระยะเวลาอยู่ในช่วงปลายรัชกาลแล้ว ปัจจุบันแสตมป์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเป็นรัชกาลที่ 9 ชุดที่ 10”

แสตมป์มีทั้งใหม่และเก่า คุณค่าอยู่ที่จิตใจ มิใช่ราคาค่างวด ฝากถึงนักสะสมแสตมป์รุ่นใหม่ๆ ว่า มิใช่สักแต่ว่าสะสม หากนักสะสมที่แท้ควรศึกษาหาความรู้ ไม่เช่นนั้นแสตมป์ก็จะเป็นแค่แสตมป์ ไม่มีคุณค่าอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะแสตมป์ที่ระลึกชุดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีจำนวนหลายชุดและในหลายวาระโอกาส ผู้สะสมจะได้รับทั้งความรู้ในพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์อย่างแท้จริง

สมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท.) เล่าว่า ตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติตลอดช่วงรัชกาล มี 70 ชุด 349 แบบ จำนวนพิมพ์ 2,000 ล้านดวง ประกอบด้วย ตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ 10 ชุด และตราไปรษณียากรที่ระลึก 60 ชุด โดยชุดแรกของทั้งสองประเภทเริ่มในปี 2490 เป็นตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 ชุด 1 ชนิดราคา 5 และ 20 สตางค์ ออกวันที่ 15 พ.ย. 2490 และตราไปรษณียากรที่ระลึกฉลองราชนิติภาวะ 5 แบบ 4 ชนิดราคา ออกวันที่ 5 ธ.ค. 2490

สำหรับตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 ได้ออกมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นชุดที่ 10 ส่วนตราไปรษณียากรที่ระลึกได้ออกในโอกาสสำคัญ ประกอบด้วย ชุดเฉลิมพระชนมพรรษา ชุดพระราชอัจฉริยภาพ-พระราชกรณียกิจ และชุดที่ระลึกพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติมี 6 ชุด ตั้งแต่ชุดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในปี 2493 ชุดรัชดาภิเษก (25 ปี) ในปี 2514 ชุดรัชมังคลาภิเษก (ครองราชย์นานที่สุดของไทย) ปี 2531 ชุดกาญจนาภิเษก (50 ปี) ในปี 2539 และชุดฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2549

ชุดล่าสุดคือ 100 ปีงานวิจัยข้าวไทย ออกเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2559 เป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จฯ ทรงเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2539

 

ขณะที่คอลเลกชั่นชุดประวัติศาสตร์ “หนึ่งเดียวในโลก” เฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อปี 2555 “99 ล้าน ถวายไท้องค์ราชัน” จัดทำ 99 ชุด ราคาชุดละ 1 ล้านบาท รายได้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยไม่หักค่าใช้จ่าย

ส่งท้ายด้วยนักสะสมแสตมป์ในหลวงแห่งยุคปัจจุบัน ทุกคนพร้อมใจกล่าวว่า แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก หากก็ถือเป็นวาระของนักสะสมแสตมป์รวมทั้งนักสะสมหน้าใหม่ๆ ที่จะสะสมและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

ที่สำคัญ คือการเรียนรู้เรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระองค์ผ่านดวงตราไปรษณียากร 70 ปีแห่งการครองราชย์ ในมุมของนักสะสมแสตมป์แล้ว มิผิดเลยที่จะกล่าวว่า  “เราคนไทยภาคภูมิใจที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก”

 

คลายเครียดแบบประหยัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463100

คลายเครียดแบบประหยัด

โดย…มิสเตอร์เซฟ ภาพ รอยเตอร์ส/อีพีเอ

ความเครียดของผู้คนในสังคม นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ทุกอาชีพไม่เลือกชั้นวรรณะ

ความเครียดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการทำงาน สภาพแวดล้อม เกิดจากปัญหาในครอบครัว สภาพเศรษฐกิจ ฐานะการเงิน ปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาทางสังคมและการเมือง

ความเครียดเป็นบ่อเกิดของโรคหลายชนิด เช่น ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และอีกหลายๆ โรค ที่ทำให้เราสูญเสียเงินทองมากมายในการบำบัดรักษา แต่สุดท้ายมันก็คร่าชีวิตคนเราไปจนได้

หลายคนเมื่อเกิดความเครียด แล้วมักหาทางออกที่ทำให้เสียเงินเสียทองมากมายและเกิดปัญหาสุขภาพตามมาในภายหลัง ผู้ชายบางคนชอบคลายเครียดด้วยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวผับ เที่ยวบาร์ แต่ปัจจุบันนี้ก็คงไม่ใช่แต่ผู้ชายเท่านั้นหรอก ผู้หญิงบางคนก็คลายเครียดด้วยวิธีนี้เช่นกัน

บางคนก็เน้นช็อปปิ้ง เครียดขึ้นมาเมื่อไรเดินห้าง ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า สุดท้ายกระเป๋าฉีกไปตามระเบียบ บางคนชอบคุยโทรศัพท์ โทรหาเพื่อนขอเมาท์สัก 1 ชั่วโมง เพื่อคลายเครียด ถ้าเป็นโทรศัพท์บ้านก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือก็คงจะเสียเงินบานเลย บางคนก็ใช้วิธีกิน เครียดขึ้นมาเมื่อไรกินไม่ยั้ง ผลสุดท้ายเป็นโรคอ้วนและเป็นอีกหลายๆ โรคตามมา ล้วนแล้วแต่ต้องเสียเงินและเสียสุขภาพทั้งนั้น เราลองมาช่วยกันหาวิธีคลายเครียดแบบประหยัดและได้ผลกันดีกว่า

คิดในทางบวก

เกือบ 90% ของความเครียดเกิดจากความคิดในด้านลบ มองโลกแง่ร้าย ทำให้ไม่สบายใจ เป็นทุกข์กังวล แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราพยายามปรับทัศนคติมองโลกในแง่บวก คิดในด้านดีๆ เชื่อมั่นในการทำความดี ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจและพยายามที่จะแก้ไข ความเครียดก็จะลดลง เราก็จะสบายใจขึ้น

รู้จักผ่อนคลาย

ในบางครั้งบางเวลาของการทำงาน เราอาจมีงานรีบด่วนหรือเคร่งเครียดกับงานมาก ขอให้พยายามผ่อนคลายให้สมองได้หยุดพักบ้าง หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่น ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่นั่งจ้องมาครึ่งค่อนวัน แล้วมองท้องฟ้าหรือสีเขียวของต้นไม้บ้าง หรือเดินออกไปหาน้ำเย็นๆ ดื่ม เพื่อให้รู้สึกสดชื่น และลดความเมื่อยล้า เมื่อกลับมาทำงานต่อ จะช่วยให้ทำได้ดีขึ้นโดยไม่เคร่งเครียดจนเกินไป

ผ่อนความยุ่งยากเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

ต้องยอมรับว่าตำแหน่งยิ่งสูง ความเครียดก็สูงตามไปด้วย เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจเกือบทุกเรื่อง บางเรื่องเป็นความเป็นความตายของบริษัท หากการตัดสินใจอยู่บนความเครียดจะทำให้เสี่ยงต่อความผิดพลาดได้ ดังนั้นการรู้จักผ่อนความยุ่งยากด้วยการหาเวลาออกกำลังกาย หรือการหาเวลาเดินพักผ่อนดูสนามหญ้าหรือต้นไม้ที่บ้านบ้าง เพื่อให้คลายความเครียดจากงาน หรือละจากการฟังข่าวการเมืองที่เครียดๆ เปลี่ยนมาฟังเพลงในรถระหว่างเดินทาง หรือเปิดเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ในห้องทำงาน นอกจากจะช่วยให้จิตใจสงบ ทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว ผลลัพธ์ของการตัดสินใจด้วยความสบายใจยังออกมาดีกว่ากันมากด้วย

ยิ้มเข้าไว้

ใจเป็นสุขด้วยรอยยิ้ม

เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกเครียดให้พยายามยิ้มเข้าไว้ เมื่อเรายิ้ม ความรู้สึกจะดีขึ้น จะยิ้มกับเพื่อนร่วมงานหรือยิ้มกับคนที่เราพบเห็น บางครั้งไม่จำเป็นต้องรู้จักกันก็สามารถยิ้มให้กันได้

มีสติอยู่เสมอ

ทำงานหรือรับฟังทุกเรื่องอย่างมีสติ ในที่สุดจะพบทางแก้ไข โดยไม่ต้องผ่านความเครียด หลายคนเครียดเพราะอยากเป็นอย่างที่คนอื่นเขาเป็น อยากมั่งอยากมี อยากได้อย่างที่เขาได้ ทำให้ตัวเองเครียดที่ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อย่างคนอื่น

 

คำพูดให้กำลังใจ ที่สาวๆ ชอบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463099

คำพูดให้กำลังใจ ที่สาวๆ ชอบ

โดย…เลิฟเบิร์ด ภาพ รอยเตอร์ส

การทำคะแนนเพื่อชนะใจสาวๆ เรื่องปากเป็นเอก เลขเป็นโท นี่ใช้ได้ผลชะงัดนัก อย่าลืมหัดไว้ให้คล่อง นอกจากผู้หญิงจะชอบคำหวานๆ แล้ว คำพูดให้กำลังใจก็ช่วยให้ชนะใจเธอได้เช่นกัน

คุณก็พยายามมาตลอดนี่นะ

โดยทั่วไปแล้วผู้ชายมักมีวิธีให้กำลังใจ โดยบอกให้ผู้หญิง “พยายามเข้าสิ” ซึ่งเป็นการให้กำลังใจแบบตะโกนสั่ง เพราะคำว่า “พยายามเข้าสิ” ในความคิดของผู้ชายไม่มีอะไรผิดปกติตรงไหน แต่ทว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว พอได้ยินคำว่า “พยายามเข้าสิ” พวกเธอก็มักจะคิดและรู้สึกไปว่า ตัวเองใช้ไม่ได้ “ถ้าไม่พยายามเพิ่มขึ้นอีก ไม่ได้หรอก” หรือ “เธอยังพยายามไม่พอเลยนะ” ซะมากกว่า

หากมองจากผู้ชายแล้ว อาจดูอ้อนมากเกินไปที่ผู้หญิงมีความรู้สึกว่า “อยากให้คุณยอมรับฉันในแบบที่ฉันเป็นอยู่นี้” “อยากให้คุณยอมรับฉัน ฉันผู้กำลังพยายามอยู่” สรุปแล้วสิ่งสำคัญ ก็คือ การยอมรับในความพยายามของเธอ

เพราะผู้หญิงจะให้ความสำคัญมากกับความแตกต่างของ “พยายามเข้าสิ” กับ “คุณกำลังพยายามอยู่แล้วนี่นะ” จากประโยค “คุณกำลังพยายามอยู่แล้วนี่นะ” แฝงความนัยทำให้รู้สึกว่า “ผมรู้ว่าคุณกำลังพยายามอยู่นะ ผมเห็นความพยายามของคุณนะ” ซึ่งผู้ชายสามารถพูดให้กำลังใจผู้หญิงได้ในหลายๆ โอกาส เช่น เวลาที่ภรรยาทำอาหารอยู่ก็บอกเธอว่า “คุณตั้งอกตั้งใจทำจัง” หรือหัวหน้าผู้ชายบอกลูกน้องผู้หญิงว่า “ตั้งใจทำงานดีจัง”

สำหรับผู้ชายแล้ว จะมีความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในใจว่า การมุ่งมั่นพยายามไม่หยุดหย่อนเป็นภาระ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในชีวิต ฉะนั้นจะไม่มีคำว่าพยายาม 100% เพราะถ้าหยุดพยายามทุกอย่างก็จบลง จึงต้องพยายามยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นถ้ายอมรับเสียแล้วว่า “เธอกำลังพยายามอยู่นี่นะ” ก็เท่ากับว่าเพียงพอแล้ว ไม่ต้องพยายามอีกแล้วอย่างนั้นหรือ? ฉะนั้นผู้ชายจึงให้กำลังใจแบบตีก้นสั่งสอน แล้วบอกว่าต้องมุ่งมั่น “พยายามเข้าสิ” ต่อไปอีก

นับเป็นวิธีการที่พบมากในการ์ตูนผู้ชาย (การ์ตูนญี่ปุ่น) ที่กระตุ้นให้เพิ่มระดับความพยายาม “พยายามมากขึ้นอีก ปราบคนชั่วให้ได้” แต่ละคร (ญี่ปุ่น) สำหรับผู้หญิงแล้วจะมีฉากที่คุณยายจากต่างจังหวัดตบบ่าพนักงานบริษัทผู้หญิงเพื่อให้กำลังใจว่า “เธอได้พยายามมาอย่างเต็มที่แล้วล่ะ” ให้เห็นเรื่อยๆ ในที่นี้ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า อย่างไหนดี อย่างไหนไม่ดี เพียงแต่อยากบอกว่า นี่คือความรู้สึกที่แตกต่างกันของผู้หญิงกับผู้ชาย

ฉะนั้นคุณผู้ชายพึงระลึกไว้ว่า สำหรับผู้หญิงแล้ว เมื่อได้ยินว่า “คุณก็กำลังพยายามอยู่นี่นะ” จะรู้สึกดีกว่า “พยายามเข้าสิ” เพราะพวกเธอจะรู้สึกว่าได้รับการยอมรับในความพยายาม เมื่อได้ยินแล้วจะทำให้รู้สึกอยากพยายามยิ่งขึ้นไปอีก และมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เห็นผลสำเร็จ

ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ

โดยธรรมชาติแล้วผู้หญิงมักมีความรู้สึก “อยากให้ผู้ชายช่วยฟังหน่อย” เมื่อเธอได้ยินประโยคที่ว่า “ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ” ก็ต้องดีใจแน่นอน เพราะการพูดเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกว่าคุณเป็นที่พึ่งพาได้ น่าไว้ใจ เป็นคนดี หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

ผู้ชายจะพูดแบบนี้กับลูกน้องผู้หญิงที่บริษัทได้ แต่กับภรรยาหรือแฟนตัวเองกลับพูดไม่ค่อยออกเอาเสียเลย จึงจำเป็นต้องฝึกพูดให้ติดปากไว้ เพราะในความเป็นจริงทั้งที่คิดว่าน่าจะพูดออกไปได้ แต่กลับพูดไปว่า “เรื่องแค่นี้ คิดแก้ไขเอาเองสิ” ดังนั้นให้พูดใหม่ว่า “ยินดีให้คำปรึกษา = มัดใจผู้หญิงได้” โดยพยายามพูดกับภรรยาให้ติดปากว่า “แล้วคุยกันใหม่นะ” หรือ “ไว้หาโอกาสมาปรึกษากันอีกนะ” จะทำให้เธอรู้สึกดีกว่า

เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงมักจะยอมรับความช่วยเหลือแต่โดยดี เมื่อมีใครมาเสนอว่า “ยินดีให้คำปรึกษานะ” เธอจะตอบทันทีว่า “ขอบคุณมาก ได้ยินคุณบอกอย่างนี้ ฉันอุ่นใจขึ้นมากเลย” ดังนั้นหากผู้ชายสามารถพูดประโยคเหล่านี้ได้ติดปากมากขึ้น เช่น “ผมยินดีให้คำปรึกษา” หรือ “ผมยินดีรับฟังคุณนะ” ก็คงจะช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงดีขึ้น

ในช่วงแรกๆ หากผู้หญิงมาขอคำปรึกษา คุณผู้ชายอาจจะพูดยากนิดหน่อย แต่ถ้าสามารถพูดประโยคเหล่านี้ได้ คุณจะต้องเป็นที่ประทับใจแน่นอน เช่น “ขอบคุณที่มาปรึกษาผม” “ผมช่วยได้แค่รับฟังเท่านั้น คงไม่เป็นไรนะครับ” ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เมื่อมีใครมาขอคำปรึกษาก็ต้องพยายามแนะนำวิธีแก้ปัญหาให้ผู้นั้นให้ได้ เลยรู้สึกกดดัน แต่ถ้าเข้าใจเสียใหม่ว่าเพียงแค่รับฟังก็ช่วยอีกฝ่ายได้เหมือนกัน ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็คงทำให้คุณผู้ชายพูดว่า “ยินดีให้คำปรึกษานะ” ได้ง่ายขึ้น

 

ปลานิลในวันวาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462690

ปลานิลในวันวาร

โดย…ปริญญา ผดุงถิ่น

วันนี้ขอไปคุยกันเรื่องสัตว์น้ำกันหน่อย ว่าด้วยเรื่องของปลานิล ซึ่งอ่านประวัติความเป็นมาแล้วน้ำตาจะไหล (เวอร์ชั่น ดร.ธรณ์ เขียน) แต่ขณะเดียวกัน ก็มีการชูประเด็นปลานิลเป็นสัตว์เอเลียนบ่อยอย่างผิดสังเกตในโลกโซเชียล จากแฟนคลับปลาซักเกอร์ เอ๊ย จากคนที่คงมีอะไรในใจอยู่

เนื่องจากไม่ใช่นักวิชาการ ขี้เกียจสืบค้น แล้วก็ขี้เกียจมาทุ่มเถียง ผมจะเขียนถึงปลานิลในความทรงจำวัยเยาว์ ตลอดจนประสบการณ์ปลานิลในวัยหนวดหงอก ให้อ่านกันเบาๆ

ตอนยังเด็กแหล่งน้ำข้างถนนแจ้งวัฒนะอันค่อนข้างเปลี่ยวเหงา ไม่ใช่ถนนที่รถติดทั้งวันอย่างทุกวันนี้ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตผม ประสานักเลงปลา ลุยทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะหย่อนเบ็ดไม้ไผ่ ปักเบ็ด เบ็ดราว เป่าปลา ทอดแห (เป็นแค่ลูกมือรื้อผักตบ และช่วยงมแห)

ไม่มีการล่าแบบบ้านๆ อันไหน จะสำรวจชนิดและปริมาณปลาในคูข้างถนนเหล่านี้ ได้ดีเท่ากับการทอดแห พวกผู้ใหญ่เขาจะรวมตัวกันไปหลายคน พอได้ทำเลเหมาะ ก็กั้นตาข่ายปิดหัวท้ายกันปลาหนี จากนั้นก็เป็นคิวของเด็กอย่างผม ลงไปผลักดันกอผักตบ และรื้อขึ้นฝั่ง จนคูที่เคยปกคลุมไปด้วยพืชเอเลียนแทบหาประโยชน์ไม่ได้ กลายเป็นท้องน้ำโล่งๆ ให้เหวี่ยงแหควานปลากันแทบทุกตารางนิ้ว

ในความทรงจำที่เลือนๆ ไปมากแล้ว ผมยังจำได้ว่าปลาที่ถูกจับมากที่สุดในการลงแขกทอดแหแบบนี้ ก็คือปลากระดี่ ตามด้วยปลาสลิด ปลาหมอ ปลาฉลาด ปลาช่อน โดยปลาดุกจะน้อยกว่าปลาช่อนเสมอ เวลาจับปลาดุกได้ อารมณ์ก็ประมาณส่องเจอนกมีเกรด ทั้งนี้ทั้งนั้น ปลาช่อนก็ใช่จะจับได้มากมายอะไร ประสาปลานักล่าตัวโตที่สุดในคู

เมื่อหมดวัน ผู้ใหญ่ก็จะแบ่งปลาให้ลูกมืออย่างผม อาจเป็นปลาช่อนย่อมๆ 1 ตัว ปลาสลิด 3-4 ตัว และก็ปลากระดี่เยอะสุด แต่ละหน่อ ล้วนแต่ปลาผอมแห้งแรงน้อยทั้งนั้น

วันหนึ่ง ก็เริ่มมีปลานิลโผล่มาแถวคูน้ำแจ้งวัฒนะ (ตอนแรกเรียกกันเรื่อยเปื่อยว่า ปลาหมอเทศ) แค่ปลานิลตัวย่อมๆ ลอยหัวให้เห็น ก็ทำเอาผมตะลึงแล้ว โห ปลาไรวะ ตัวเบ้อเริ่ม เข้าใจความรู้สึกใช่ไหม ในเมื่อผมคุ้นชินกับปลาไทยตัวแค่ฝ่ามือหรือเล็กกว่ามาตลอด

ต่อมาที่บ้านขุดบ่อเล็กๆ ให้ผมลองเลี้ยงปลานิล อาหารก็ช้อนแหนมาให้ หรือไม่ก็โปรยผงรำข้าว ผลประกอบการเป็นปลานิลโก๊ะตี๋ ตัวแคระแกร็น สงสัยให้อาหารน้อยไป แหะๆ

ในแง่การตกปลาด้วยชิงหลิว (ตัดภาพมาตอนโตเลยนะ) ปลานิลเป็น “ครู” ที่ช่วยให้การหัดตั้งทุ่น อ่านทุ่น การวัดอัดเย่อ ออกจะเพลิดเพลิน ไม่เงียบเหงาอย่างการตกปลาใหญ่

ในแง่อาหาร หากเป็นปลาน้ำจืดในตลาด ปลานิลเป็นปลาหลักของผม ทอดร้อนๆ กินกับน้ำปลาพริกบีบมะนาว  หรือจะทำเป็นปลานิลผัดพริกแกง กินอร่อยกินดี เนื้อเยอะก้างน้อย ยิ่งปลานิลตัวใหญ่ในแหล่งน้ำใสตามทะเลสาบ เนื้อหวานไร้คาว อร่อยที่สุดแล้ว

สำหรับคนที่อยากแนวอยากเท่ แนะนำเลย กินปลาซักเกอร์!

 

‘ป่าไม้’ มือที่มองไม่เห็นของเมกะโปรเจกต์ยุคโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 14:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462683

‘ป่าไม้’ มือที่มองไม่เห็นของเมกะโปรเจกต์ยุคโบราณ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“คำสาปตึกสูงที่สุด” (Curse of tallest building) คือปรากฏการณ์ประหลาดที่หลังจากมีการสร้างตึกที่สูงที่สุดในประเทศหรือในเมืองเกิดขึ้นครั้งใด เศรษฐกิจมักจะกระชากตัวสวนทางในไม่นาน

เมื่อตึก Chrysler และ ตึก Empire State สร้างเสร็จก็เป็นช่วง Great Depression ทันที Petronas Towers และใบหยก 2 จบด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง นี่ยังมี Taipei 101 กับเศรษฐกิจที่ขยับหนีไต้หวัน กับ Shanghai Tower ที่พ่วงมาด้วยดัชนีตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ดิ่งเป็นประวัติการณ์

สำหรับคำสาปนี้ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ มีผู้คนอธิบายทฤษฎีไว้บ้าง แต่ก็ซับซ้อนด้วยหลายปัจจัย แต่ดูเหมือนว่าเมกะโปรเจกต์ยุคโบราณก็มีคำสาปไม่ต่างกัน

แต่อาจมีคำอธิบายที่ซับซ้อนน้อยกว่า

สิ่งที่ทำให้สภาวะบ้านเมืองพังหลังเมกะโปรเจกต์ยุคโบราณที่เห็นได้ชัดเป็นอย่างแรก คือ แรงงานที่หายไปจากสังคม ประชากรที่ถูกเกณฑ์รวมถึงครอบครัวที่ต้องสูญเสียกำลังที่ควรจะได้มาหล่อเลี้ยงหน่วยย่อย กลายเป็นความสูญเสียทั้งทางวัตถุและเป็นความทุกข์ที่เห็นได้โดยตรงผ่านตัวอักษรที่คร่ำครวญในหน้าบันทึกประวัติศาสตร์ หลายครั้งก่อให้เกิดการลุกฮือต่อต้านฝ่ายปกครองโดยตรง

แต่ผลกระทบอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีบันทึกไว้คือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

โปรเจกต์ใหญ่ย่อมต้องใช้ทรัพยากร ธรรมชาติจำนวนมากรองรับ ทรัพยากร ธรรมชาติที่สำคัญในยุคโบราณอย่างหนึ่งก็คือป่าไม้

ภาพกำแพงเมืองจีน ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดจากนักเดินทางยุคบุกเบิกหรือจากภาพถ่ายยุคแรก จะเห็นชัดว่าพื้นที่บริเวณแนวกำแพงนั้นแห้งแล้ง ไร้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งนั่นไม่น่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศดั้งเดิม แต่น่าจะเป็นสภาพธรรมชาติที่ยังไม่ฟื้นคืนจากการก่อสร้างซ่อมแซมกำแพงยักษ์

ระบบการขนส่งก่อนยุคที่ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ ล้วนด้อยประสิทธิภาพในการขนส่งทางไกล เสบียงที่ขนส่งส่วนหนึ่งจะหมดไปกับแรงงานกองคาราวาน (ทั้งคนและสัตว์พาหนะ) ไปด้วยเสมอ ยิ่งไกลยิ่งใช้เวลานาน ยิ่งนานเสบียงอาหารที่จะเหลือส่งถึงเป้าหมายก็ยิ่งน้อย โดยเฉพาะในทางกันดาร

การระดมแรงงานครั้งใหญ่จึงจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำแหล่งอาหารในบริเวณนั้น รวมถึงฟืนไฟ ก็ย่อมมาจากต้นไม้และป่าใกล้ๆ นั่นเอง

การก่อสร้างแต่ละครั้งจึงต้องผลาญทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ใกล้เคียง (เป็นอย่างน้อย) อยู่เสมอ

ศักยภาพในการรองรับแรงงานจำนวนมากอย่างฉับพลันจึงขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ในท้องที่ กำแพงเมืองจีนส่วนใหญ่สร้างขึ้นในเขตทุรกันดารเป็นทุนเดิม และด้วยสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง รองรับคนได้น้อย จึงไม่แปลกที่จะมีนักวิเคราะห์ประเมินไว้ว่า ขณะที่ก่อสร้างกำแพงเมืองจีนในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ บางพื้นที่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแนวกำแพงมีค่าครองชีพสูงขึ้นมากกว่า 100 เท่าตัว

ตัวเลขนี้ไม่ซับซ้อน เพราะมีเหตุมาจากเชื้อเพลิงและอาหารหายากอย่างเฉียบพลัน เป็นตัวเลขจากเหตุผลง่ายๆ ไม่ต่างจากยุคนี้

ที่สำคัญคือหลังโครงการเสร็จสิ้น ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในแถบนั้นยังต้องทนทุกข์ในระยะยาวจากการสูญเสียป่าสูญเสียหน้าดิน ต้นน้ำ และแหล่งอาหารสำรองไปอีกนาน

แม้สภาพรอบกำแพงเมืองจีนในภาพถ่ายโบราณไม่ได้เกิดจากการก่อสร้างสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้เมื่อ 2,200 ปีที่แล้ว แต่การซ่อมแซมกำแพงครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว ย่อมทำให้เกิดสภาวะใกล้เคียงกัน และด้วยสภาวะแวดล้อมที่ฟื้นตัวยาก บริเวณรอบกำแพงเมืองจีนจึงคงเป็นเขาหัวโล้นเรื่อยมา (จนไม่กี่สิบปีให้หลัง จีนจึงค่อยมีการรณรงค์ปลูกต้นไม้บริเวณแนวกำแพงเมืองจีนอย่างจริงจัง)

ป่าไม้ผูกเข้ากับความมั่นคงทางด้านอาหารอย่างแยกไม่ออก ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำ เป็นแหล่งปุ๋ยธรรมชาติ เป็นเกราะป้องกันหน้าดินจากลมและน้ำ เป็นแหล่งอาหารเสริมและอาหารสำรอง (จากสัตว์ป่าและพืชผักผลไม้ที่ไม่ได้ถูกนำมาเพาะปลูก)

นอกจากนั้น ในยุคโบราณ ป่าไม้ยังมีความสำคัญโดยตรงทั้งในแง่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับการปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่น และที่อยู่อาศัย อาวุธทหารก็มีไม้เป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นการผลิตเหล็ก เครื่องปั้นดินเผา กระเบื้อง หรือแม้กระทั่งการต้มเกลือก็ต้องใช้ความร้อนจากไม้ฟืนในกระบวนการผลิต

ที่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1582 ฮิเดโยชิ ไดเมียว ผู้สยบแผ่นดินญี่ปุ่นต้องการสร้างปราสาทเป็นอนุสรณ์สถานความยิ่งใหญ่ของตนเอง จึงเกณฑ์ไม้แปรรูปนำเข้าจากทั่วญี่ปุ่น ประเมินว่าปราสาท 3 หลังที่ฮิเดโยชิสั่งสร้าง ต้องใช้ไม้จากพื้นที่ป่าไม้ถึง 10 ตารางไมล์ (ประมาณ 16,180 ไร่)

ผนวกกับภาวะสันติสุขของญี่ปุ่น ทำให้จำนวนประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการไม้มาสร้างบ้านสร้างเมืองเพิ่มขึ้นสูง ไดเมียวคนอื่นต่างก็ระดมสร้างปราสาทหรูของตนบ้าง ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างฮวบฮาบ

ญี่ปุ่นในยุคต่อมาจึงเกิดวิกฤตหน้าดินถูกชะล้าง แม่น้ำกัดเซาะริมตลิ่ง อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์หาได้ยากขึ้นไฟป่าเกิดง่ายและสร้างความเสียหายมากกว่าก่อน รวมถึงอาหารสำรองที่เคยมีป่าไม้เป็นแหล่งสะสมก็หมดไป

ทางสังคม เกิดข้อพิพาทเรื่องการใช้ไม้แต่ละหมู่บ้าน และข้อพิพาทระหว่างหมู่บ้านกับไดเมียว ทางสิ่งแวดล้อม เกิดความแห้งและอดอยากหลายระลอก หากนักรัฐศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ย้อนเวลาไปในยุคนั้นได้ จะต้องเดาว่าอีกไม่นานญี่ปุ่นจะต้องล่มสลาย

ยังดีที่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ในยุคโตกุกาวา ฝ่ายปกครองไหวตัวทัน เกิดการจัดระเบียบป่าไม้และทรัพยากรกันยกใหญ่ เช่น จำกัดปริมาณการใช้ไม้ของประชาชนและผู้คนแต่ละชนชั้นอย่างเข้มงวด สร้างระบบป่าปลูก ผ่อนคลายวิกฤตอาหารด้วยการนำเข้าอาหารที่เป็นสัตว์ป่าและอาหารทะเลจากชาวไอนุในเกาะฮอกไกโด (ตอนนั้นเกาะฮอกไกโดยังไม่รวมอยู่ในญี่ปุ่น) เป็นต้น

แน่นอนญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคฟื้นฟูป่าไม้ด้วยจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งการสร้างอนุสรณ์สถานใหญ่โต

โชคดีที่สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของญี่ปุ่นทำให้ป่าไม้ฟื้นคืนได้รวดเร็ว ญี่ปุ่นยังมีแหล่งอาหารสำรองจากทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และด้วยการจัดการของฝ่ายปกครองที่เด็ดขาดและเป็นหนึ่งเดียวของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจึงรอดพ้นการล่มสลายมาได้

(สุดท้ายชาวไอนุกลายเป็นผู้สูญเสียความสามารถในการพึ่งพิงตนเองไปแทน เนื่องจากปริมาณปลาและกวางลดน้อยลงเพราะขายให้กับญี่ปุ่น-จึงควรระวังว่าสถานการณ์บ้านเราอาจไม่ต่างกับบ้านไอนุยุคนั้น)

วิกฤตป่าไม้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ได้หมายถึงแค่ฟ้าใส โลกสวยด้วยทุ่งลาเวนเดอร์ แต่หมายถึงความมั่นคงทางด้านอาหาร และความมั่นคงของชาติ

ในหลายๆ อารยธรรมโบราณทั่วโลก วิกฤตป่าไม้ส่งผลรุนแรงมากถึงขั้นแทบสิ้นอารยธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นเอกเทศจากอารยธรรมอื่น เช่น เกาะอีสเตอร์ หรือบางชนเผ่าในอารยธรรมมายา ความรุ่งเรืองอาจหายสาบสูญฉับพลันหลังกระแสก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ และจุดจบก็ไม่สวยงามเอาซะเลย เช่น ผู้คนอดอยากจนนำไปสู่สงครามฆ่าล้างกันเอง หรือถึงขั้นคนกินคน

ทั้งหมดมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมอย่างไม่ต้องสงสัย

แทนคำอธิบายปรากฏการณ์หน้าดินลมถูกกัดเซาะ ปุ๋ยธรรมชาติหมดไป หรือป่าต้นน้ำสูญหาย ในบันทึกประวัติศาสตร์ยุคโบราณจะเขียนแทนที่ด้วยคำว่า ฟ้าดินวิปริตแปรปรวน เกิดทุพภิกขภัย ประชาชนอดอยากยากแค้น ฟ้าถอนอาณัติสวรรค์

ซึ่งแท้จริงแล้ว ป่าไม้คือมือที่มองไม่เห็นในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในผู้กำหนดชะตาของแผ่นดินทุกอารยธรรมนั่นเอง

 

การให้คำปรึกษา ช่วยแก้ปัญหาคนในองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 11:40 น   http://www.posttoday.com/life/life/462781

การให้คำปรึกษา ช่วยแก้ปัญหาคนในองค์กร

โดย…ชลญ่า ภาพ อีพีเอ, รอยเตอร์ส

ขึ้นชื่อว่าปัญหาย่อมมีในทุกองค์กร โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากคนด้วยเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกัน เพราะคนมาจากต่างพ่อต่างแม่ ต่างเพศต่างวัย ต่างวุฒิต่างการศึกษา และต่างจิตต่างใจเป็นพื้นฐาน เมื่ออยู่รวมกันแล้วการกระทบกระทั่งกันทั้งเรื่องของงาน เรื่องส่วนตัวก็ย่อมเกิดเป็นธรรมดา มากบ้างน้อยบ้าง สลับกันไป ตามตลาดอารมณ์ของคนในแต่ละช่วงเวลา

ณรงค์วิทย์ แสนทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์และงานด้านทรัพยากรมนุษย์และประธานที่ปรึกษา narongwits.com กล่าวว่า ในทุกสังคมเมื่อคนบางคนมีปัญหา คนบางคนจะเป็นผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งมีทั้งผู้ให้คำปรึกษาเพราะความจำเป็นและแบบสมัครใจ มีทั้งผู้ที่มีความสามารถในการให้คำปรึกษาและผู้ที่ขาดความเข้าใจในหลักของการให้คำปรึกษา อาจจะแก้ปัญหาได้บ้างไม่ได้บ้าง

“ในแต่ละองค์กรเมื่อเพื่อนร่วมงานมีปัญหามักจะหาใครบางคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมเป็นผู้ให้คำปรึกษา ถ้าผู้ให้คำปรึกษาสามารถช่วยให้เขาลดระดับของปัญหาลงหรือแก้ปัญหาได้ ครั้งต่อไปเมื่อมีปัญหาเขาก็จะเดินเข้ามาหาอีก และคนที่เป็นผู้ให้คำปรึกษานี้จะได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นผู้นำกลุ่มทางจิตใจไปได้เหมือนกัน แต่ถ้าผู้ที่เป็นผู้นำทางจิตใจไม่ดีล่ะ คืออาศัยความได้เปรียบนี้ไปใช้ในทางไม่สร้างสรรค์อาจเกิดปัญหาชวนปวดหัวแก่การบริหารงานภายในองค์กรได้”

ณรงค์วิทย์ เสนอว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการให้คำปรึกษาในองค์กรเกิดขึ้นตามยถากรรมไร้รูปแบบและกระบวนยุทธ์ หรือเกิดกระบวนการให้คำปรึกษาแบบลองผิดลองถูก องค์กรจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบการให้คำปรึกษาขึ้นมา ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

1.จัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาโดยเฉพาะ

กำหนดให้หน่วยงานนี้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทั้งปัญหาเชิงรับและรุก เปรียบเสมือนหน่วยงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่มีหน้าที่ซ่อมเมื่อเครื่องจักรเสียเพื่อให้กลับคืนมาสู่สภาพการใช้งานได้ปกติ ขณะเดียวกันต้องจัดทำแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เพื่อให้เครื่องจักรมีอายุการใช้งานได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่เกิดปัญหาเสียกลางคัน เช่นเดียวกันกับคนที่ต้องดูแลสภาพจิตใจคนทั้งสภาพจิตใจที่ตกต่ำกว่าปกติ ขณะเดียวกันต้องหาทางพัฒนาศักยภาพทางจิตใจให้แข็งแกร่ง ป้องกันปัญหาที่จะเข้ามารบกวนได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

2.อาสาสมัครให้คำปรึกษา

อาจทำในรูปของโครงการต่างๆ เช่น เพื่อนช่วยเพื่อน หรือแบ่งปันกำลังใจ โดยให้พนักงานในองค์การอาสาเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกโครงการและมีการพัฒนาฝึกอบรมวิธีการในการให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง มีการฝึกปฏิบัติในการให้คำปรึกษาจริง กลุ่มให้คำปรึกษานี้จะทำหน้าที่เป็นเครือข่ายในการสอดส่องดูแลปัญหาคนภายในองค์กร มีการแบ่งกลุ่มสมาชิกตามสายสัมพันธ์ในด้านต่างๆ เช่น หน่วยงานเดียวกัน เพื่อนกลุ่มเดียวกัน อาศัยอยู่ด้วยกัน ฯลฯ เพื่อให้อาสาสมัครสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

“กลุ่มอาสาสมัครจะทำหน้าที่คล้ายๆ NGO คอยทำหน้าที่ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม คนกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ด้วยใจรักไม่หวังผลตอบแทน สิ่งจูงใจที่สำคัญคือกำไรทางจิตใจ และผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นคือ การให้คำปรึกษาเป็นหนทางนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ การยอมรับนับถือ”

3.ผู้ให้คำปรึกษาประจำกลุ่มและหน่วยงาน

เป็นการแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งในทุกหน่วยงานให้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับเพื่อนร่วมงาน องค์กรส่วนมากมักจะมอบหน้าที่นี้ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ แต่ปัญหาในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงคือ คนบางคนมีปัญหาอันสืบเนื่องมาจากตัวหัวหน้า คงเป็นเรื่องยากที่จะไปขอคำปรึกษาจากหัวหน้า ดังนั้น ในแต่ละหน่วยงานน่าจะมีบุคคลอื่นนอกเหนือจากหัวหน้าหน่วยงานที่ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการให้คำปรึกษา เพราะอย่างน้อยคนคนนี้เปรียบเสมือนตัวกรองปัญหาของคนในหน่วยงานลงได้ระดับหนึ่งแม้ว่าไม่ทั้งหมดก็ตาม

ณรงค์วิทย์ กล่าวว่า แนวทางเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรมในองค์กรได้ ส่วนขั้นตอนและรายละเอียดการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละองค์กร เช่น บางองค์กรอาจมีระบบการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ เพราะผู้ขอคำปรึกษาจะรู้สึกสะดวกกว่าการเข้ามาขอคำปรึกษาต่อหน้า

“ถ้าองค์กรให้ความสำคัญกับระบบการให้คำปรึกษาจริงจัง โอกาสที่จะเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของคนคงจะลดน้อยลง โอกาสที่จะเกิดปัญหาใหญ่ๆ คงจะมีน้อยลงเช่นกัน นอกจากนี้ระบบการให้คำปรึกษาโดยเฉพาะเชิงรุกจะช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับความสามารถของคนให้สูงขึ้นได้ เพราะบางคนมีศักยภาพในตัวเองสูง ขาดแต่ช่องทางที่จะดึงเอาศักยภาพออกมาใช้เท่านั้น” ณรงค์วิทย์ ทิ้งท้าย

 

เหนื่อยนักพักเล่นอินเทอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462780

เหนื่อยนักพักเล่นอินเทอร์เน็ต

โดย…โยโมทาโร่

งานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พบว่าการท่องอินเทอร์เน็ตช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและทำให้สมาธิดีขึ้น

ดร.เบรนต์ โคเกอร์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ระบุว่า ผู้ที่แอบเล่นอินเทอร์เน็ตในเวลาทำงานเพื่อความสนุกสนานมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เล่น แต่เวลาที่เข้าอินเทอร์เน็ตต้องไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทำงานทั้งหมด

ภาวะขาดสมาธิในการทำงานมักเกิดขึ้นหลังการทำงานต่อเนื่องเกิน 20 นาที การเล่นอินเทอร์เน็ตช่วยรักษาภาวะระหว่างการขาดสมาธินั้นได้ดี และคนส่วนใหญ่ต้องการปลดปล่อยสมองเป็นบางช่วง เพื่อดึงสมาธิให้กลับคืนมาการหยุดพักสมองชั่วคราว ด้วยการเล่นอินเทอร์เน็ตเป็นเพียงระยะสั้นๆ จะช่วยให้สมองผ่อนคลายและมีสมาธิดีขึ้นกับการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ

อย่างไรก็ดี หากคุณเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไปอาจทำให้คุณหลงติดกับไปกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้คุณลืมไปว่าคุณยังอยู่ในช่วงเวลาของการทำงาน หรือวิธีคิดง่ายที่สุดก็คือหากคุณทำงานเฉลี่ย 10 ชม./วัน คุณต้องเล่นอินเทอร์เน็ตไม่เกิน 2 ชม./วัน ระหว่างการทำงานนั้น หรือพักเล่นอินเทอร์เน็ตครั้งละประมาณ 30 นาที 4 ครั้ง/วัน

 

ทำงานอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462779

ทำงานอย่างมีความสุข

โดย…โยโมทาโร่

การทำงานให้มีความสุขท่ามกลางความเครียดจากความกดดันในการทำงานนับเป็นเรื่องยากที่คนส่วนใหญ่จะทำได้ เพราะนอกจากคุณต้องบริการงานให้เป็นแล้ว ยังต้องบริหารจิตใจและทัศนคติให้แจ่มใสอยู่เสมอ และต่อไปนี้คือแนวทางที่จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

ออกเดินเล่นและหาเรื่องเรียกเสียงหัวเราะ

ควรพูดคุยกับคนรอบข้างการเล่าเรื่องตลกสู่กันฟังเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ดี ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเสริมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนให้แนบแน่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ควรเดินไปมาในออฟฟิศบ่อยๆ จะช่วยให้อารมณ์แจ่มใส อย่างน้อยๆ เดินไปบอกเรื่องงานแทนการส่งข้อความ ก็จะช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายและมีเรื่องให้ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานอื่นๆ ด้วย

รู้จักหาความสุขระหว่างวัน

ต้องตระหนักไว้เสมอว่าหน้าที่อีกประการของคุณคือทำตนเองให้มีความสุข และอย่าลืมใส่ใจต่อสิ่งดีๆ ในงานและสิ่งที่คุณชื่นชอบ คนที่มีความสุขมักจะรู้จักแบ่งเวลาให้กิจกรรมที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกดีๆ เช่น การรดน้ำต้นไม้กระถางตั้งโต๊ะ หรือจัดท่าโมเดลพลาสติกที่คุณชื่นชอบ ดังนั้นจงทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบอย่างน้อยวันละ 1 อย่าง จะก่อนหรือหลังทำงานก็ได้

เปิดใจเพื่อรักษาความสัมพันธ์

ช่องว่างระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง คือปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสุขในการทำงาน หากเป็นไปได้พยายามควบคุมความสัมพันธ์ให้ดีอยู่เสมอ ทำความเข้าใจกับงานภายใต้ความรับชอบของตนเองให้ดี บางทีคุณอาจต่อรองขอเพิ่มงานที่ชอบหรือขอลดงานที่ไม่ค่อยถนัดเพื่อทำให้คุณทำในสิ่งที่ถนัดได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

อย่าผัดวันประกันพรุ่ง

ไม่ควรผัดวันประกันพรุ่งหากมีงานคั่งค้างอยู่ในตารางการทำงาน ควรทำให้สำเร็จลุล่วงให้เร็วที่สุด หากเป็นงานชิ้นใหญ่ให้ลองทยอยทำครั้งละ 15 นาที อย่าไปคิดว่าเมื่อไหร่จะเสร็จทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เสร็จเอง

หลีกเลี่ยงเรื่องแย่ๆ ในที่ทำงาน

ปัญหาในที่ทำงานนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งจากความเหน็ดเหนื่อยในการลงแรงทำงาน ปัญหากับเจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงาน ล้วนทำให้คุณรู้สึกแย่ได้ทั้งนั้น ทางที่ง่ายที่สุดคือปล่อยวาง โฟกัสเวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งที่คุณทำแล้วมีความสุข ยิ่งถ้าคุณคบเพื่อนนิสัยดีและมีความสุขจิตใจคุณจะสดใสไปด้วย