ส่องสุขภาพลำไส้..ผ่านเรื่องที่ซ่อนใน ‘อุจจาระ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662363

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 06:50 น.ส่องสุขภาพลำไส้..ผ่านเรื่องที่ซ่อนใน 'อุจจาระ'เชื่อหรือไม่!! อุจจาระบอกสุขภาพลำไส้ของเราแต่ละคนได้ และรูปทรงอุจจาระที่สมบูรณ์บ่งชี้ว่าเรามีสุขภาพดีที่สุดเป็นอย่างไรกันนะ

เมื่อเรารับประทานอาหาร กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยและส่งต่อสารอาหารที่มีประโยชน์ไปเลี้ยงร่างกาย จากนั้นกากจะถูกขับออกมาเป็น “อุจจาระ” โดยปกติสีและลักษณะของอุจจาระจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของอาหารที่รับประทาน และปริมาณน้ำที่ดื่ม แต่ในบางครั้งสีและลักษณะของอุจจาระ ยังบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ดังนั้น หลังจากถ่ายอุจจาระแล้วลองหมั่นสังเกตดูรูปร่างหน้าตาและสีสันของอุจจาระดู เป็นการตรวจสอบสุขภาพของตัวเองแบบง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้

สีอุจจาระบอกโรค

สีน้ำตาลและเหลือง

เป็นสีของอุจจาระของคนที่มีสุขภาพดี การทำงานของระบบย่อยและทางเดินอาหารเป็นปกติ อุจจาระที่สีค่อนไปทางน้ำตาลอาจเกิดจากน้ำดีในตับที่ทำหน้าที่ระหว่างการย่อยอาหาร แต่ถ้าอุจจาระเป็นสีเหลืองจางๆ มีความมันและกลิ่นเหม็น อาจเกิดจากไขมันส่วนเกินที่อยู่ในอุจจาระ ซึ่งบ่งบอกว่าน้ำดีมีปัญหา หรือเป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบบย่อยหรือระบบดูดซึมอาหารของลำไส้ หากเป็นติดต่อกันหลายวัน  ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย

อุจจาระสีเขียว

การรับประทานผักใบเขียวปริมาณมากอาจทำให้อุจจาระเป็นสีเขียว แต่หากมีอุจจาระเหลวร่วมด้วย อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคท้องร่วง หรือทั้งนี้เกิดจากการทานยาบางชนิดก็เป็นได้

อุจจาระสีดำ

อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเฉพาะหากมีสีดำเข้มเหมือนยางมะตอย ควรต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจระบบทางเดินอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นหากอุจจาระเป็นสีดำบ่อยๆ โดยไม่ทำการรักษา นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังเผชิญอยู่กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ในบางกรณี สีดำของอุจจาระอาจเกิดจากการทานอาหารหรือยาบางชนิด  เช่น ตับหรือเลือด ข้าวเหนียวดำ ลูกหม่อน ยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก หรือยาแก้ท้องเสียบางชนิด

อุจจาระสีแดง

สีออกโทนแดงส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหาร เช่น บีทรูท  กระเจี๊ยบ มะละกอ แตงโม  หรือเครื่องดื่มสีแดงในปริมาณมาก แต่หากอุจจาระเป็นสีแดงมีเลือดปน  มักเกิดจากริดสีดวงทวาร  หรืออาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนล่าง เช่น ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออาจมีเนื้องอก

สีเทา

สีเทาเข้มอาจเกิดจากมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น หรือรับประทานธาตุเหล็กบำรุงเลือดเช่นเดียวกับอุจจาระสีดำ แต่หากเป็นสีเทาอ่อนคล้ายขี้เถ้า คือสัญญาณเตือนถึงภาวะตับหรือตับอ่อนมีปัญหา นอกจากนี้ การที่อุจจาระเป็นสีเทาอ่อนจางเกือบขาว  อาจบ่งชี้ว่าท่อน้ำดีอุดตันส่งผลให้อุจจาระขาดน้ำดี หรือกำลังมีปัญหาที่ตับอ่อน  รวมถึงอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดมากเกินไป

รูปร่างอุจจาระบอกถึงสิ่งที่กิน

ก้อนเล็ก แข็ง คล้ายลูกกระสุน หรือขี้กระต่าย

มักเกิดในผู้มีอาการท้องผูก เนื่องจากอุจจาระแห้ง เคลื่อนผ่านลำไส้ได้ยาก หรืออาจเพราะมีอุจจาระค้างในลำไส้เป็นเวลานาน  สาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ และดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานยาที่ส่งผลให้ท้องผูก   หากไม่รีบแก้ไขอาจทำให้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง และอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในที่สุด

ก้อนเล็กๆ หลายก้อนรวมกัน คล้ายเอาลูกกระสุนมาโปะรวมกัน

มองเห็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ มารวมกันอย่างชัดเจน เป็นลักษณะของอาการท้องผูกเช่นกัน  ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ดื่มน้ำให้พอเพียง หมั่นออกกำลังกาย ขยับร่างกาย และไม่เครียดจนเกินไป ก็จะช่วยไม่ให้อุจจาระกักอยู่ในลำไส้นานจนเกิดอาการท้องผูก

ทรงรียาวคล้ายไส้กรอก ผิวขรุขระ ค่อนข้างแข็ง

ขับถ่ายได้ไม่ลำบากนัก เป็นอุจจาระที่ปกติแต่ค่อนข้างขาดน้ำ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น

เป็นลำสวยผิวเรียบคล้ายกล้วยหอม

ไม่แข็งหรืออ่อนยุ่ยจนเกินไป   ถือว่าเป็นรูปทรงอุจจาระที่สมบูรณ์และสุขภาพดีที่สุด

แตกๆ แต่เป็นชิ้นสั้นๆ ขับถ่ายง่าย

ยังนับว่าเป็นอุจจาระคุณภาพดี แต่อาจขาดสารอาหารหรือกากใย เนื่องจากการลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร

กึ่งเหลวกึ่งก้อน

เปื่อยยุ่ย ขับถ่ายง่ายมาก อาการเริ่มต้นของท้องเสีย หรือเนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล หากถ่ายเหลวบ่อยๆ อาจส่งผลให้ขาดน้ำ หรือสารอาหารที่จำเป็น   ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงเพิ่มโยเกิร์ตเพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้

อุจจาระเหลวเป็นน้ำ

อาการท้องเสีย ที่อาจหมายถึงมีการติดเชื้อในลำไส้ ควรรับประทานเกลือแร่และจิบน้ำบ่อยๆ หากเป็นติดต่อกันมากกว่า 1 วัน ควรรีบพบแพทย์

เช็กอุจจาระของตัวเอง

การหมั่นสังเกตอุจจาระของตัวเองทุกวัน เป็นการคัดกรองอาการป่วยเบื้องต้นแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจอุจจาระด้วยเครื่อง FIT Test เพื่อตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง รวมถึงยังสามารถช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคบางชนิดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

อุจจาระบอกสุขภาพลำไส้ของเราได้อย่างไร?

การเข้าห้องน้ำอาจบ่งบอกถึงสุขภาพลำไส้ของเราได้ การสังเกตอุจจาระและการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอาจช่วยให้ทราบถึงปัญหาสุขภาพลำไส้ อาการเจ็บป่วยบางอย่างตั้งแต่เนิ่นๆ โดยสีและอุปนิสัยการถ่ายอุจจาระที่เปลี่ยนไป อาจเกิดจากปัญหาทางลำไส้ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและบ่งบอกถึงภาวะที่ร้ายแรงกว่านั้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การสังเกตอุจจาระจึงเป็นสิ่งสำคัญที่แนะนำให้ทำอยู่เสมอ  

ลักษณะอุจจาระและสัญญาณบ่งบอกสุขภาพ

ปัญหาในระบบทางเดินอาหารสามารถบ่งบอกได้มากกว่าลักษณะของอุจจาระ ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมักทำให้มีอาการ เช่น เหนื่อยล้า ปวดท้อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุและอาการอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายได้ อย่างไรก็ตาม การสังเกตอุจจาระเป็นตัวบ่งบอกที่เชื่อถือได้ว่าสุขภาพของคุณกำลังมีปัญหา อุจจาระที่แข็งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของอาการท้องผูกและดื่มของเหลวไม่เพียงพอ ในทางตรงกันข้าม การถ่ายอุจจาระบ่อยและเหลว เป็นสัญญาณของอาการท้องเสีย อาการทั้งสองอย่างอาจเกิดจากอาหารที่รับประทานหรือการใช้ชีวิตหรืออาจเป็นอาการของโรคแฝงอื่นๆ

  • อุจจาระมีเลือดสีแดงสดปน เป็นตัวบ่งบอกว่ามีเลือดออกในลำไส้ส่วนล่าง เช่น ลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากโรคริดสีดวงทวารหรืออาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก 
  • อุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย มักเกิดจากเลือดออกบริเวณลำไส้ส่วนต้น ลักษณะของอุจจาระแบบนี้เรียกว่า melena ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เลือดมีการเปลี่ยนแปลงในลำไส้ อุจจาระสีเข้มนี้ยังอาจเกิดจากโรคระบบทางเดินอาหารที่เป็นชั่วครั้งชั่วคราวหรือเรื้อรังหรือเกิดจากอาหารที่มีไขมันสูงก็ได้
  • อุจจาระสีดำ อาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกบริเวณลำไส้ส่วนบน เช่น ท้อง อาจเกิดจากการรับประทานยาบางอย่าง เช่น อาหารเสริมธาตุเหล็ก 
  • อุจจาระมีปริมาณมากและมีสีซีด บ่งบอกว่าตับหรือถุงน้ำดีมีปัญหา
  • อุจจาระสีเขียวที่ไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย อาจเกิดจากผักใบเขียวหรือสีผสมอาหารสีเขียว แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกับมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น ท้องเสียไม่หายหรืออาเจียน และอาการไม่ดีขึ้น อุจจาระสีเขียวอาจแสดงว่าเป็นโรคโครห์นหรือโรคลำไส้แปรปรวน 
  • อุจจาระสีเหลือง มีความมันและมีกลิ่นเหม็นมาก บ่งยอกถึงการมีไขมันมากในอุจจาระ อาจเกิดจากความผิดปกติในการดูดซึมอาหาร 

จะรักษาสุขภาพลำไส้ได้อย่างไร

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรรับประทานผัก ผลไม้และธัญพืชให้มาก อาหารประเภทนี้มีคุณค่าทางโภชนาการและมีกากใยสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้และทวารหนัก
  • อาหารประเภทเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมูและเนื้อแกะ ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้และทวารหนักมากขึ้น เช่นเดียวกับอาหารแปรรูป เช่น ฮอทดอก ไส้กรอก และอาหารมื้อเที่ยงหรือมื้อว่างจำพวกเนื้อสัตว์ที่พร้อมรับประทาน (cooked meats) เนื้อตัดเย็น (cold cuts) ชาร์คูทูรี (Charcuterie) และเนื้อเดลี่
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากคุณไม่ออกกำลังกาย คุณมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งลำไส้และทวารหนักเพิ่มขึ้น การออกกำลังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคควบคุมน้ำหนัก ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งทวารหนัก

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับการออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนักและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งไม่สูบบุหรี่ หากสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานานอาจมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งทวารหนักมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก ดังนั้นทางที่ดี คือไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากคุณต้องการดื่มแลกอฮอลล์ สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) แนะนำว่า ผู้ชายไม่ควรดื่มเกินสองแก้วต่อวัน และผู้หญิงไม่ควรเกินหนึ่งแก้วต่อวัน

เจาะลึกหลายประเด็นของคนเป็นมะเร็งปอด พร้อมทางรอดช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661923

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 11:18 น.เจาะลึกหลายประเด็นของคนเป็นมะเร็งปอด พร้อมทางรอดช่วงโควิด-19“ดูแลปอด ดูแลใจ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งปอด” แพทย์ชวนรู้เส้นทางของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด แนวทางการรักษา และข้อควรระวังช่วงโควิด-19 พร้อมอ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของสองผู้ป่วยระยะที่สี่

เพื่อรณรงค์ให้คนทั่วโลกหันมาตระหนักถึงภัยของมะเรื่องปอด วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี จึงกำหนดให้เป็น “วันมะเร็งปอดโลก” ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก จากความตระหนักดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการจัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ “ดูแลปอด ดูแลใจ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งปอด” โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society: TCS) กลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งปอดและผู้ดูแล (Lung Cancer Patient Advocacy Group) แพลตฟอร์มความรู้สำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอด LungAndMe และคณะทำงานมะเร็งปอดเพื่อคนไทย (Thai Lung Cancer Group: TLCG) เพื่อเจาะลึกถึงประเด็นต่าง ๆ เช่น สถานการณ์มะเร็งปอดและความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดในคนไทย การเดินทางของผู้ป่วยมะเร็งปอด ตั้งแต่แรกพบอาการไปจนถึงการติดตามการรักษา และการดูแลตัวเองในยุคโควิด-19 ของผู้ป่วยมะเร็งปอด

สถานการณ์มะเร็งปอดในปัจจุบันนับเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่น่าเป็นห่วงของประเทศไทย และมีผลต่อการเพิ่มภาระทางสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ โดยมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติในปี 2563 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยมะเร็งปอดในประเทศไทยประมาณ 23,713 ราย และเสียชีวิตประมาณ 20,395 รายซึ่งนับเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตที่สูงเป็นอันดับสองในประเทศไทย

โดยปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น เมื่อเกิดมะเร็งขึ้นจึงมีโอกาสเสียชีวิตสูง ในด้านของปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้เช่น การสูบบุหรี่และการได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มือสองหรือมือสาม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปอด รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น การสัมผัสกับแก๊สเรดอนและสารก่อมะเร็งอื่น ๆ เช่น แร่ใยหิน โครเมียมและรังสี ในด้านของปัจจัยภายใน จะเป็นเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งเกิดขึ้นจากยีนที่ผิดปกติทำให้เซลล์ในปอดแบ่งตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายแป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมนั้นจะพบได้มากในผู้ป่วยชาวเอเชียที่อาจไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงภายนอก เช่น ไม่ได้สูบบุหรี่ เป็นต้น

เส้นทางของคนเป็นโรคมะเร็งปอด

รศ.พญ.บุษยามาส ชีวสกุลยง อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวว่า การเดินทางของผู้ป่วยมะเร็งปอดแบ่งออกเป็นสี่ขั้นหลักๆ หนึ่งคือก่อนที่จะตรวจพบมะเร็งผู้ป่วยควรสังเกตการณ์อาการและความเสี่ยงของตนเอง รวมถึงวิธีป้องกันและแนวทางการตรวจคัดกรอง

ขั้นที่สอง คือเมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งแล้วเราจะมีการตรวจยืนยันอย่างไร เช่น เป็นมะเร็งชนิดไหน ระยะที่เท่าไหร่ มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหรือไม่ ซึ่งนับเป็นขั้นตอนของการวินิจฉัย

ขั้นตอนต่อมา คือการรักษาควรศึกษาว่ามีแนวทางการรักษาตามชนิดและระยะอย่างไร ผ่าตัดได้ไหม ต้องฉายรังสีไหม มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เหมาะกับยามุ่งเป้าหรือไม่ เพื่อวางแผนแนวทางการรักษาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วย

ขั้นตอนสุดท้าย คือช่วงเวลาที่ผู้ป่วยกำลังรักษาอยู่ บางคนรักษาเป็นเดือน แต่หลายคนจำเป็นต้องรักษานานเป็นปีถึงหลายปี จึงควรต้องมีการติดตามดูแลอาการและผลข้างเคียง หากเป็นมะเร็งปอดระยะต้นผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ แต่หากเป็นมะเร็งระยะลุกลามเฉพาะที่หรือระยะแพร่กระจายก็สามารถรักษาและเฝ้าระวังอาการไปได้เรื่อยๆ

ทั้งนี้ เส้นทางการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นแตกต่างกันออกไป บางรายอาจรักษาได้อย่างราบรื่นเพราะมีการตอบสนองที่ดีต่อการรักษา แต่หากผู้ป่วยดื้อยาก็อาจประสบอุปสรรคระหว่างทางและอาจต้องมีการปรับแนวทางการรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์การรักษาที่ดีกว่า โดยตลอดการเดินทางของผู้ป่วย ผู้ดูแลหรือญาติควรช่วยให้กำลังใจกับผู้ป่วยและเดินไปด้วยกัน ช่วยสนับสนุนพวกเขาทำให้การเดินทางของพวกเขาเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

แนวทางการรักษามะเร็งปอด 

ผศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา รพ.พระมงกุฎเกล้ากล่าว่าแนวทางการรักษามะเร็งปอดขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของของมะเร็งโดยประโยชน์ของการรู้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะอะไร คือ หนึ่ง เราสามารถรู้ได้ว่าพยากรณ์ของโรคจะเป็นอย่างไร สอง เราต้องวางแผนการรักษาแบบไหนและสามจุดมุ่งหมายจะเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 1-2 เราสามารถที่จะผ่าตัดได้เพราะจุดหมุงหมายคือการหายขาดระยะที่สามหรือลุกลามเฉพาะที่ถือเป็นระยะกลางๆถึงแม้ยังไม่ได้เกิดการกระจายไปที่จุดอื่นของร่างกายแต่มะเร็งเป็นก้อนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงอาจผ่าตัดไม่ได้ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องใช้เคมีบำบัดหรือการฉายแสงเพื่อให้ก้อนยุบลงแล้วค่อยพิจารณาผ่าตัด

หากผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะสามปลายๆผ่าไม่ได้แล้วจะรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงส่วนผู้ป่วยระยะที่สี่หรือระยะแพร่กระจายการรักษาจึงจะเป็นการให้ยาเพื่อเพิ่มระยะเวลารอดชีวิตลดการกำเริบบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดจากตัวโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิต

ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการรักษาผู้ป่วยระยะลุกลามเฉพาะที่หรือระยะที่สี่ไม่ใช่การหายขาด แต่เป็นการรักษาเพื่อลดอาการและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการเลือกยาและแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ผู้ป่วยมีร่างกายที่แข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด EGFR ระยะที่สี่

คุณจิตนิภา ภักดี หรือคุณออย ผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด EGFR ระยะที่สี่ ได้ร่วมเล่าประสบการณ์ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงอาการปัจจุบัน “ส่วนตัวเป็นมะเร็งปอดชนิดที่เกิดจากพันธุกรรมโดยมียีนผิดปกติเป็นชนิด EGFR ตอนตรวจพบมีอายุเพียง 29 ปีและค่อนข้างดูแลสุขภาพดีพอสมควร ไม่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ และคนในครอบครัวก็ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งต่อให้เราเป็นมะเร็งได้เลย ก่อนที่จะตรวจพบมะเร็ง ออยมีอาการไอเรื้อรัง แต่ไม่ได้มีเสมหะหรือเจ็บคออย่างใด จึงประมาทและไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไรมาก จนเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยกว่าปกติ และน้ำหนักลดลงเรื่อย ๆ จึงยอมไปพบแพทย์ในที่สุด ระหว่างที่รอผลตรวจอาการก็เริ่มแย่ลงตามลำดับ เริ่มหายใจไม่ปกติ และน้ำหนักลงไปกว่า 9 กิโล ต่อมาเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย ชนิดที่มียีนกลายพันธุ์ EGFR จึงเริ่มการรักษาทันที ด้วยการทานยามุ่งเป้า โดยได้เริ่มทานยามาประมาณ 17 เดือน จากที่เรามีอาการผิดปกติหอบหายใจไม่ค่อยสะดวก หลังจากที่ทานยามุ่งเป้าไปเพียงหนึ่งสัปดาห์อาการก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลข้างเคียงอย่างเดียวคือมีผื่นคล้ายสิวขึ้นที่หน้าและลำตัว และทุกวันนี้เราก็สามารถใช้ชีวิตได้เกือบจะปกติเท่ากับตอนก่อนเป็นมะเร็ง การที่ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแลร่วมเดินทางไปด้วยกัน แล้วตั้งสติและทำความเข้าใจกับโรคที่เราเป็น รับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้เราเดินทางไปกับมะเร็งได้ง่ายขึ้น หากเราดูแลตัวเองดี ๆ ก็อาจมีแนวทางรักษาใหม่ ๆ เข้ามาในอนาคตทำให้เรามีโอกาสอยู่รอดมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนมีความหวังในการรักษาเสมอ มะเร็งหมือนเข้ามาเตือนใจเราให้รักตัวเองและหันมาใส่ใจคนรอบข้างและกลับมาดูแลตัวเองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิดเราควรเลี่ยงการพบปะผู้คน และป้องกันตัวเองให้ดีที่สุดเพราะเรามีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงหากติดโควิด ออกกำลังกายคลายเครียด ดื่มน้ำเยอะ ๆ ระมัดระวังตัวเองดูแลสุขภาพกายและใจให้ดีที่สุด”

คุณสลิลลา หงษ์นคร กล่าวในฐานะผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด ALK ระยะที่สี่ ว่า “ส่วนตัวเป็นผู้ดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่ ตรวจพบประมาณเดือนเมษายน 2560 โดยคุณแม่เป็นคนที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว จนมาวันหนึ่งคุณแม่เริ่มรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่เต็มปอด และหายใจไม่สะดวก โดยเป็นไม่มากแต่รู้สึกได้ว่าผิดปกติ ดังนั้นจึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และพบว่ามีน้ำอยู่ในปอด จากนั้นจึงตรวจพบเซลล์มะเร็ง และหลังจากทำ ซีที สแกน และตรวจชิ้นเนื้อ จึงทราบว่าคุณแม่เป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่ ชนิดที่ยีนกลายพันธุ์ ALK ในฐานะผู้ดูแล ตอนแรกค่อนข้างหนักใจว่าเราจะผ่านตรงนี้ไปได้อย่างไร กังวลทุกหนทาง แต่สุดท้ายเราต้องเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางการแพทย์ปัจจุบัน คอยให้กำลังใจและดูแลคุณแม่เป็นอย่างดี แต่เราไม่สามารถกำหนดสภาพจิตใจของผู้ป่วยได้ จึงเรียนรู้กับตัวเองว่านอกจากคนรอบข้างจะต้องให้กำลังใจผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยก็ต้องส่งพลังใจกลับมาให้ผู้ดูแลเช่นกัน เพื่อสร้างพลังบวกซึ่งกันและกัน อยากฝากถึงผู้ป่วยว่าอย่าท้อแท้ เพราะคนเราต้องมีความหวังและกำลังใจอยู่เสมอเพื่อตัวเราเองและคนที่เรารักแล้วเราจะผ่านมันมาได้ เหมือนในทุกวันนี้ที่คุณแม่กลับมามีชีวิตที่ปกติ” 

ในระหว่างและหลังการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดควรเฝ้าระวังและติดตามอาการอย่างต่อเนื่องด้วยการรับยารักษาอย่างต่อเนื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกนอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ทานยามุ่งเป้าควรติดตามอาการและผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิดและรายงานผลให้แพทย์เจ้าของไข้ทราบอยู่เสมอผู้ป่วยระยะสี่ควรติดตามอาการทุกสามเดือนเพราะมะเร็งอาจเกิดการดื้อยาและอาจต้องเปลี่ยนแนวทางการรักษาบ้างเป็นบางกรณีส่วนในช่วงโควิดแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดดูแลตัวเองเป็นพิเศษเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อโควิดสูงเพราะเป็นโรคที่เกี่ยวกับปอดเช่นกันจึงมีอัตราเสี่ยงต่อโรครุนแรงและอัตราเสียชีวิตที่สูงกว่าคนปกติดังนั้นผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการเช่นอาการหอบหรือไอที่เพิ่มขึ้นหรืออาการของเชื้อไวรัสเช่นไข้สูงปวดเนื้อปวดตัวเจ็บคอมีน้ำมูกจมูกไม่ได้กลิ่นลิ้นไม่รับรสซึ่งควรไปพบแพทย์ทันทีและรับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดได้ที่ช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ เฟซบุ๊ก LungAndMe เว็บไซต์ http://www.LungAndMe.com คลับเฮ้าส์ @LungAndMe กลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งปอดและผู้ดูแล : พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องมะเร็งปอดได้ในเฟซบุ๊กกลุ่ม ห้องนั่งเล่นพูดคุยเรื่องมะเร็งปอด (สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลเท่านั้น)  หรือติดตามมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ได้ทางเฟซบุ๊ก Thai Cancer Society : TCS เว็ปไซต์ http://www.thaicancersocitey.com และมะเร็งสมาคมวิทยา : เว็บไซต์ http://www.thethaicancer.com/index.html

โรคหายาก : อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661897

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 08:40 น.โรคหายาก : อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยความก้าวหน้าด้านการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคหายากที่หน่วยงานรัฐและเอกชนให้ความสำคัญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ ยิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาไว ผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะยิ่งดีขึ้น

เดือนสิงหาคมของทุกปี เป็นเดือนที่ทั่วโลกร่วมรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักต่อ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) ซึ่งเป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย หากบิดาหรือมารดาเป็นพาหะทั้งคู่ ย่อมมีโอกาสสูงถึง 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ที่บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ อุบัติการณ์โดยประมาณของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงพบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และอัตราของคนที่เป็นพาหะอยู่ที่ 1:40–1:60 คน

แม้โรคนี้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่มีผลกระทบต่อคนหมู่มาก ประกอบกับจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีอยู่อย่างจำกัด แต่การสร้างความตระหนักต่อโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและขยายโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐสถานะของผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม

ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยสามารถแสดงอาการได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแขนขาอ่อนแรง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยขยับได้น้อย เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก บางคนอาจมีกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรง มีปัญหาทางระบบปอด จนอาจถึงขั้นหายใจล้มเหลวได้ ทำให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น รถเข็น เครื่องช่วยหายใจ ท่อเจาะคอ เป็นต้น ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงและอาการจะแตกต่างตามช่วงอายุที่เกิดโรค โดยสามารถแบ่งโรคออกเป็นห้าระดับ จาก 0-4 ดังนี้ 

  • SMA Type 0 มีความรุนแรงสูงสุด พบได้ตั้งแต่ในครรภ์แม่ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนทางเดินหายใจถูกปิดกั้น โดยผู้ป่วยมักมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน
  • SMA Type 1 มีความรุนแรงสูงพบได้ในเด็กอายุ 0-6 เดือน มักเกิดระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ โดยผู้ป่วยมักมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี
  • SMA Type 2 มีความรุนแรงสูงถึงปานกลาง พบได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน แม้ผู้ป่วยจะนั่งได้ แต่ไม่สามารถยืนหรือเดินได้ด้วยตนเอง จึงต้องอาศัยรถเข็นเพื่อช่วยการเคลื่อนไหว และอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย
  • SMA Type 3 มีความรุนแรงปานกลาง พบได้ในเด็กอายุ 18 เดือนขึ้นไป โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แม้จะนั่ง ยืน และเดินได้ แต่ผู้ป่วยต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงสำหรับประคองร่างกาย
  • SMA Type 4 มีความรุนแรงต่ำที่สุดพบได้ในผู้ป่วยอายุห้าปีขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ผู้ป่วยสามารถนั่งยืนและเดินได้เหมือนบุคคลทั่วไปแต่พบอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและมีการพัฒนาของกล้ามเนื้อช้ากว่าปกติส่งผลต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันและมักต้องอาศัยรถเข็นเพื่อช่วยการเคลื่อนไหวเมื่อมีอายุมากขึ้น

สำหรับอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ คงคติธรรม อาจารย์หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเป็นทางการ ทว่า จากการคาดคะเนตัวเลขผู้ป่วยโดยอ้างอิงจากอัตราพาหะของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยอยู่ที่ 1:50 ของจำนวนประชากร จึงประมาณการณ์ว่าในไทยมีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่ระหว่าง 10,000–20,000 คน ผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในวัยทารกและเด็กเล็ก และมีโอกาสเสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยเด็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที”  

ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาเกือบสองปี จนอาจก่อให้เกิดความกังวลต่อการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวเสริมว่า “จากข้อมูลที่ทราบเบื้องต้น ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ป่วยหนักหรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและต้องขอชมเชยผู้ดูแลซึ่งมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งมีภาวะปอดขยายตัวได้ไม่ดีอยู่แล้ว สัมผัสกับติดเชื้อโควิด-19 และเชื้อลงปอด อาจส่งผลให้ผู้ป่วยไอได้ไม่เต็มที่ เกิดการคั่งค้างของเสมหะ และมีแนวโน้มที่จะพบภาวะปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรงได้”

ในอดีตโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องอาศัยการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยลดความทรมานจากความเจ็บป่วย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีทางการแพทย์และการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพันธุศาสตร์และโรคทางพันธุกรรมพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก จึงทำให้โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงกลายมาเป็นโรคที่รักษาได้ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงการรักษา เนื่องจากต้องอาศัยงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา คัดกรอง วินิจฉัยและรักษา

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ยังได้กล่าวถึงการดูแลและแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วยว่า “ทุกวันนี้ การรักษาผู้ป่วย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยมักเกิดขึ้นในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง เช่น แพทย์ระบบประสาทวิทยา เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์เฉพาะทางด้านปอด นักโภชนาการ รวมถึงอุปกรณ์ทำกายภาพและเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งล้วนแต่มีส่วนสำคัญในการดูแลและฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง”

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านแนวทางการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงรุดหน้าขึ้นโดยลำดับ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ได้ขยายความไว้ดังนี้ “วิธีการแรกคือการให้ยาโดยฉีดเข้าช่องไขสันหลัง ออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier ช่วยให้ร่างกายผลิตโปรตีน SMN (Survivor Motor Neuron) ที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ วิธีถัดมาคือการให้ยาโดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เป็นการรักษาด้วยวิธีการทดแทนยีน (gene replacement or gene therapy) ซึ่งใช้อะดิโนไวรัสชนิดที่ 9 (AAV-9) เป็นตัวนำชิ้นส่วนของยีนเข้าสู่เซลล์ประสาท ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่มเดียวกับที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถสร้างโปรตีน SMN ได้ และวิธีล่าสุดคือการให้ยาแบบรับประทานซึ่งออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier เพิ่มการสร้างโปรตีน SMN ที่ทำหน้าที่ได้ (full-length SMN protein) ทั้งนี้แนวทางการรักษาที่กล่าวมายังคงเป็นการทดลองใช้ในกลุ่มผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงยาในระบบการดูแลสุขภาพของประเทศไทย กระบวนการใช้ยาดังกล่าวที่สมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยและแพทย์อย่างมาก”  

มร.ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว กล่าวว่า “โรชตระหนักถึงความท้าทายของโรคหายากที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญ เราจึงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษาด้านประสาทวิทยาและด้านพันธุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้การสนับสนุนการทำวิจัยทางคลินิกในกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ซึ่งรวมถึงโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในหลายประเทศและในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะต้องไม่มีผู้ป่วยโรคหายากคนใดถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนไม่มาก โรชพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำงานร่วมกับผู้ป่วย ผู้ดูแล ชมรมผู้ป่วย และแพทย์ที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นและผลักดันการเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น”

นอกจากนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้เร็วที่สุด เมื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติทางร่างกายในเด็กแรกเกิดก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจเช่นกัน “ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่มีขั้นตอนการตรวจคัดกรองเด็กแรกเกิด อย่างในประเทศไต้หวันและสหรัฐอเมริกา ที่เมื่อพบเด็กแรกเกิดป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แพทย์จะให้ยาตั้งแต่ผู้ป่วยอายุยังน้อยเนื่องจากช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดี การพบเคสผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น เป็นผลมาจากการที่พ่อแม่สังเกตเห็นพัฒนาการที่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป เช่น หากเด็กอายุ 2-3 เดือน แต่ยังไม่สามารถชันคอได้ หรือเด็กอายุ 4-6 เดือนแต่ยังไม่สามารถพลิกคว่ำหงายได้เอง แพทย์จึงต้องตรวจอย่างละเอียดและวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในที่สุด ส่วนผู้ป่วยทารกหรือเด็กเล็กที่อาการของโรครุนแรงมากอาจเสียชีวิตไปก่อนที่พ่อแม่จะมีโอกาสพามาพบแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจและปอดอักเสบ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยใหม่สามารถทำได้หากคู่สมรสวางแผนการมีบุตร และตรวจยีนก่อนตั้งครรภ์” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวเสริม

ในประเทศไทยมีมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease: FEND) และ มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก (Thai Rare Disease Foundation: TRDF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและผู้ดูแล โดยทำหน้าที่เป็นช่องทางแบ่งปันข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรค ให้คำแนะนำด้านการดูแลรักษาแบบองค์รวมทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงจัดกิจกรรมต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความต้องการทางการแพทย์ที่จำเป็น แต่ผู้ป่วยยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ผู้ป่วยอายุยังน้อยส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษา ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และสามารถดำรงชีวิตอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข

“สุดท้ายนี้ การจัดสรรด้านทรัพยากรและงบประมาณเพื่อการตรวจยีนในคู่สมรสหรือเด็กแรกเกิดอาจจะมีประโยชน์ และต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าหากดำเนินการในประเทศไทยต่อไป ส่วนแนวทางการจัดการโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเน้นไปที่การวินิจฉัยให้เร็วที่สุด เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งมีแนวโน้มจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ในประเทศไทยการตระหนักถึงความสำคัญของการวินิจฉัย การรักษาและความร่วมมือกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาวิชา หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวปิดท้าย

ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า กุมารแพทย์ชวนสังเกตพัฒนาการลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661812

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 08:05 น.ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า กุมารแพทย์ชวนสังเกตพัฒนาการลูกน้อยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตกัน…ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า?

เมื่อลูกน้อยเกิดมา สิ่งแรกที่ทำคือการสื่อสารโดยการร้องไห้ เขารู้ว่าถ้าร้องจะได้รับการตอบสนองทันที แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น เขาก็จะรู้ว่าแค่มองหน้า ยิ้ม หรือมีภาษาท่าทาง นั่นก็เป็นการสื่อสารด้วยเช่นกัน เด็กได้ฟังเวลาพ่อแม่หรือคนเลี้ยงคุยกับเขา เชื่อมโยงสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นจนเกิดเป็นการเรียนรู้เรื่องภาษาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีพัฒนาการทางภาษาเกิดขึ้นที่อายุเดียวกัน บางคนพูดเร็ว เริ่มที่ 1 ขวบกว่าๆ บางคนก็เริ่มที่อายุใกล้ 2 ขวบ

แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่า ผิดปกติ?

พญ.สินดี ตันศิริ (จำเริญนุสิต) กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช จึงชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตพัฒนาการทางการพูดของลูกกัน ดังนี้

เช็กพัฒนาการทางการพูดของเด็กปกติเป็นยังไง

ช่วงแรกเกิด– 4 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ตอบสนองเมื่อมีเสียงดัง เช่น ร้อง กระพริบตา
  • หยุดฟังเสียงหรือหยุดร้องไห้ เมื่อได้ยินเสียงคนเลี้ยง

การใช้ภาษา

  • ร้องด้วยเสียงที่ต่างกัน เมื่อหิว หรือเจ็บ ฯลฯ
  • ยิ้ม ส่งเสียง เมื่อเห็นคนเลี้ยง หรือมีคนมาเล่นด้วย
  • ระวัง! *ไม่ตอบสนองต่อเสียง เมื่อเด็กอยู่ในช่วงที่ตื่นดี

ช่วงอายุ 5-7 เดือนความเข้าใจภาษา

  • เริ่มหันหาที่มาของเสียง
  • มีปฏิกิริยาที่ต่างกันต่อน้ำเสียงหรืออารมณ์ของผู้ใหญ่
  • หยุดฟัง มองหน้า เวลามีคนคุยด้วย

การใช้ภาษา

  • หัวเราะ เมื่อมีคนเล่นด้วย
  • เล่นเสียงได้หลากหลายขึ้น
  • ระวัง! *ลูกส่งเสียงน้อย ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบกับคนเลี้ยง

ช่วงอายุ 9-12 เดือนความเข้าใจภาษา

  • เริ่มเข้าใจคำสั่งห้าม เช่น “ไม่” “หยุด”
  • มองตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ชี้ให้ดู
  • ทำตามสั่งง่ายๆ ได้ เช่น บายบาย
  • จำชื่อคนในบ้านพอได้

การใช้ภาษา

  • ใช้เสียงคล้ายคำ เพื่อเรียกชื่อหรือสิ่งที่คุ้นเคย
  • ส่ายหน้า หรือพยักหน้า เพื่อตอบคำถาม
  • เริ่มมีคำที่มีความหมาย เริ่มเรียก ปาปา มามา ได้
  • ระวัง! *ลูกไม่หันหาเสียง ไม่ทำเสียง เลียนเสียงพยัญชนะอื่นนอกจาก “อ”

ช่วงอายุ 15 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ทำตามสั่งได้มากขึ้น เช่น “ไปเอารองเท้า”
  • หันมอง หรือชี้คนหรือสิ่งของเมื่อถูกถาม เช่น “ไหนแม่”

การใช้ภาษา

  • พยายามร้องเพลงหรือพูดตามแบบ
  • ชี้ชวนให้คนอื่นดูสิ่งที่ตนสนใจ
  • พูดได้ 4-6 คำ
  • ระวัง! *ลูกยังไม่พูดคำที่มีความหมายอย่างน้อย 1 คำ เช่น หม่ำ ไป เอา ฯลฯ

ช่วงอายุ 18 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ชี้อวัยวะตามสั่งได้ 1-3 อย่าง
  • ตอบสนองถูกต้องกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น “ไปอาบน้ำ” ฯลฯ
  • ทำตามสั่งที่ไม่มีท่าทางประกอบได้

การใช้ภาษา

  • มีการพูดโต้ตอบด้วยพยางค์เดียวได้
  • เล่นเสียงได้เช่นเสียงรถบรืนบรืนเสียงสัตว์ร้อง
  • ใช้ท่าทางร่วมกับคำพูดเพื่อถาม เช่น ชี้ “อะไร”
  • บอกความต้องการง่ายๆ ได้ เช่น “เอา” “ไป”
  • ระวัง! *ลูกไม่เข้าใจ หรือไม่ทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น เอาให้แม่ ไปหยิบของ ฯลฯ ไม่พูดคำที่มีความหมาย 3 คำ

ช่วงอายุ 2 ปีความเข้าใจภาษา

  • ชี้อวัยวะได้ 3-6 อย่าง
  • ทำตามสั่งได้ 2 ขั้นตอนชี้รูปได้มากขึ้น
  • เข้าใจคำถามมากขึ้น เช่น “นี่อะไร” ฯลฯ

การใช้ภาษา

  • พูดเป็นคำที่มีความหมายได้มากขึ้น ประมาณ 50 คำ
  • เรียกชื่อของในบ้านได้มากขึ้น
  • พูดเป็นวลีสั้นๆ ได้ เช่น “ไปเที่ยว” “ไม่กิน” ฯลฯ
  • ถามคำถาม “อะไร”
  • ระวัง! *ลูกไม่พูดคำที่มีความหมายต่างกัน 2 คำต่อเนื่องเช่น เอานม ไปเที่ยว ฯลฯ พูดคำศัพท์น้อยกว่า 50 คำ

ช่วงอายุ 2 ปีครึ่งความเข้าใจภาษา

  • เริ่มทำตามสั่งที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
  • ชี้ภาพในหนังสือได้ถูกต้องมากขึ้น

การใช้ภาษา

  • บอกชื่อตัวเองได้
  • บอกความต้องการได้ เล่าเรื่องที่สนใจแต่อาจจะยังไม่เชื่อมโยง
  • ระวัง! *ลูกไม่พูดเป็นวลียาว 3-4 คำ ยังทำเสียงไม่เป็นภาษา

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกน้อยมีพัฒนาการทางการพูดที่สงสัยว่าจะพูดช้าควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินและให้คำแนะนำต่อไป

คำแนะนำเบื้องต้นในการพัฒนาภาษาของลูก

1. มีเวลาพูดคุยหรือเล่นกับลูก งดการดูจอทุกชนิด ยกเว้นการ video call

2. ออกเสียงพูดให้ชัดเจน เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก

3. ถ้าลูกพูดช้า คนเลี้ยงควรพูดในสิ่งที่เขาสนใจหรือกำลังทำ เพื่อให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ร่วมกับฝึกให้เขาทำตามสั่ง ซึ่งเราอาจจะต้องจับมือทำไปด้วย เพื่อให้เขาเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ รอและเปิดโอกาสให้ลูกได้เปล่งเสียงตามด้วย

4. มีการเล่น ชี้ชวนดูรูปภาพในหนังสือ หรือสิ่งของรอบตัว ร้องเพลง เล่นสมมติ เพื่อเพิ่มคำศัพท์

5. ฝึกให้ลูกพูดในสถานการณ์จริง โดยการ

– ตั้งคำถาม เช่น “อะไร” “ที่ไหน”

– เป็นผู้ฟังที่ดี หยุดรอให้ลูกสบตา ขยับปากจะพูด อาจจะถามซ้ำถ้าไม่เข้าใจ หรือพูดแทนไปก่อน เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้

– ขยายความคำตอบของลูกและชมเขาเมื่อเห็นว่าพยายามสื่อสาร

How to กำจัดเชื้อราบน ‘เสื้อผ้า-หน้ากากผ้า’ ช่วงหน้าฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661757

วันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลา 09:45 น.How to กำจัดเชื้อราบน 'เสื้อผ้า-หน้ากากผ้า' ช่วงหน้าฝนกรมอนามัย แนะวิธีกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้ารวมทั้งหน้ากากผ้าที่เปียกชื้นช่วงหน้าฝน พร้อมเผยวิธีการเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ห่วงประชาชนที่สวมเสื้อผ้า รวมทั้งหน้ากากผ้าที่เปียกชื้นจากฝนตก  อาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ควรนำเสื้อผ้าที่เปียกไปแขวนผึ่งให้แห้งก่อนใส่ตะกร้า เพื่อรอการซัก หรือซักทำความสะอาดทันที  ไม่ควรทิ้งไว้นาน ๆ พร้อมแนะวิธีกำจัดเชื้อราในบ้าน ลดแหล่งสะสมของเชื้อรา     

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงหน้าฝน ปัญหาที่พบบ่อยคือเสื้อผ้ามีกลิ่นอับชื้น เนื่องจากเปียกฝนหรือสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง รวมถึงการสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยที่เปียกชื้นอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านแล้วควรนำเสื้อผ้าที่เปียกไปแขวนผึ่งให้แห้ง ก่อนใส่ตะกร้าเพื่อรอการซัก ไม่ควรทิ้งไว้นาน ๆ เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ หากนำมาสวมใส่อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังจากเชื้อราตามมา อาทิ โรคกลาก เกลื้อน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีขุยรอบ ๆ เกิดอาการคัน ทำให้เป็นผื่นแพ้และติดเชื้อได้ ไม่ควรเกาหรือปล่อยไว้จนลุกลาม ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

ซึ่งการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับชื้นหรือปัญหาเชื้อราบนผ้า สามารถทำได้ด้วย 2 วิธีคือ

วิธีที่ 1 ซักตามปกติแล้วนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

ส่วนวิธีที่ 2 แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่สามารถหาได้ในครัวเรือน ได้แก่ น้ำยาซักผ้าขาวที่มีส่วนผสมโซเดียมไฮโปคลอไรด์ โดยเติม 1 ฝา ต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ผ้าไว้นาน 5-15 นาที หรือใช้น้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวง ต่อน้ำ 1-2 ลิตร แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วซักตามปกติ จากนั้นนำไปตากแดดจัดหรือตากในที่ที่มีอากาศถ่ายเทจนแห้ง แล้วนำมารีดทั้งข้างในและข้างนอกตัวเสื้อ

โดยก่อนทำความสะอาดเสื้อผ้า ควรอ่านป้ายสัญลักษณ์การดูแลรักษาเสื้อผ้า เพื่อเลือกวิธีทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ดีที่สุดและป้องกันเสื้อผ้าชำรุด ส่วนหน้ากากผ้า ควรเปลี่ยนทุกวัน หรือเปลี่ยนเมื่อรู้สึกเปียกชื้นในระหว่างวัน และให้ซักหน้ากากผ้าให้สะอาดทุกวันด้วยสบู่หรือผงซักฟอกแล้วตากแดดให้แห้ง กรณีสวมหน้ากากอนามัย ให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยชิ้นใหม่ทุกวัน หรือเมื่อหน้ากากเปียกชื้น และควรพกหน้ากากอนามัยสำรองไว้ติดตัว เพื่อให้สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ทันที   

ในช่วงหน้าฝน สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการกำจัดเชื้อราในบ้าน เพราะหน้าฝนความชื้นในอากาศ สามารถทำให้ภายในบ้านมีความชื้นสูง อาจเป็นแหล่งของเชื้อราได้ อาทิ ห้องน้ำ ห้องนอน และห้องครัว เชื้อราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่สีดำ น้ำตาล เขียว แดงเหลือง และขาว พบได้เป็นกลุ่ม ๆ ในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น ฝ้าและผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ใต้พื้นพรม เครื่องนอน เครื่องปรับอากาศ หากสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่าง ๆ ตามมา เช่น หากเข้าตาและจมูก จะทำให้เกิดการระคายเคือง มีอาการจาม น้ำมูกไหล มีไข้ บางรายก่อให้เกิดโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และปอดอักเสบในที่สุด ซึ่งกลุ่มที่ต้องระวังคือ ผู้สูงอายุ และเด็กอ่อน

วิธีการเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ 3 ขั้นตอน

1.พื้นผิววัสดุที่พบเชื้อราให้ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่หรือกระดาษหนังสือพิมพ์พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย เช็ดพื้นผิวไปในทางเดียว แล้วนำกระดาษทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ดังกล่าวทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด

2. ใช้กระดาษทิชชู แผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบลงในน้ำผสมกับสบู่หรือน้ำยาล้างจาน เช็ดซ้ำในจุดที่มีเชื้อราอีกครั้ง 

3. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำส้มสายชู 5-7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60-90 เปอร์เซ็นต์ เช็ดทำความสะอาดเพื่อเป็นการทำลายเชื้อในขั้นตอนสุดท้าย

กินอาหารหมักดองเพิ่มโปรไบโอติกส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสู้ไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661533

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 08:50 น.กินอาหารหมักดองเพิ่มโปรไบโอติกส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสู้ไวรัส“อาหารโปรไบโอติกส์” มีบทบาทในการช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ภายในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ลดโอกาสในการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดการเกิดพายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm) หรือภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปได้

การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการทดสอบความเป็นพรีไบโอติกส์ของสมุนไพรและตำรับอาหารไทย พบว่าสมุนไพรที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมาก ได้แก่ เม็ดบัว กลอย ขมิ้นขาว ขิงอ่อน ขิงแก่ ข่า หอมแดง ตะไคร้ ลูกยอ กระเจี๊ยบเขียว ส่วนผักบางชนิดหากรับประทานมากๆอ าจยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว

นอกจากนี้ ยังพบว่าอาหารไทยกว่า 100 ตำรับ มีพรีไบโอติกส์สูง เช่น กระจับผัดพริกเผา ข้าวคลุกกะปิ ขนมผักกาด ฯลฯ ซึ่งเป็นเมนูที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมาก ถึงกว่า 20% ทั้งยังพบอีกว่าการเสริมอาหารประเภทเครื่องเทศ หรือพืชลงหัว ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เนื่องจากหาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง

การศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่าโปรไบโอติกส์ค่อนข้างโดดเด่นในด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและยังเป็นที่ยอมรับกันด้วยว่าโปรไบโอติกส์สามารถกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งและเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันช่วยเพิ่มการสร้างสารภูมิต้านทานชนิด IgA ที่ระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อการหลั่งไซโตไคน์ชนิดต่างๆ ได้ผ่านระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกหรือเยื่อบุ (mucosal immune response) จุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ยังส่งผลต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาว (regulatory T cells) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

มีการศึกษาจากต่างประเทศ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่สามารถเทียบเคียงได้ คือการวิจัยของประเทศเกาหลีร่วมกับฝรั่งเศส พบว่า “กิมจิ” อาหารพื้นบ้านของเกาหลีที่เรารู้จักกันดีนั้น อาจช่วยลดความรุนแรงในการเกิดโรคโควิด-19 ได้ โดยระบุว่าในกิมจิมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งผักกาด พริกชี้ฟ้า ขิง และกระเทียม ที่มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งส่วนผสมต่างๆ เหล่านี้ ออกฤทธิ์ต่อ Nrf2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการอักเสบของร่างกาย

ปัจจุบันนักวิจัยเกาหลีกำลังศึกษากลไกให้ละเอียดขึ้นสำหรับบทบาทของกิมจิต่อโรคโควิด-19 โดยก่อนหน้าที่จะมีงานวิจัยชิ้นนี้ ได้มีการศึกษาซึ่งเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ พบว่า ในประเทศที่มีอัตราการตายจากโควิด-19 น้อยประเทศเหล่านี้ล้วนบริโภคอาหารหมักดองและเครื่องเทศ

ในงานวิจัยนี้ ได้ระบุว่า ในอาหารหมักดองแบบดั้งเดิม มักประกอบด้วย แบคทีเรียดี ชนิดแลคโตบาซิลลัส ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้ป่วย ชุมชน หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ รวมถึงสถานพยาบาลในการเลือกใช้อาหารกลุ่มนี้ในการฟื้นฟู และลดความรุนแรงชองผู้ป่วยได้

”โปรไบโอติกส์” หมายถึง จุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้วจะมีผลเชิงบวกต่อผู้บริโภค เช่น ลดความถี่ในการเกิดภูมิแพ้ เสริมสร้างระบบขับถ่ายที่ดี ช่วยควบคุมน้ำหนัก ผลิตวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน โปรไบโอติกส์พบได้บ่อยจากอาหารที่ผ่านการกระบวนการหมัก การดอง การบ่ม พบได้ในอาหารพื้นเมืองของหลายๆ ประเทศ เช่น ข้าวหมาก ถั่วเน่า ผักเสี้ยนดองของไทย กิมจิของเกาหลี มิโสะ ของญี่ปุ่น เต้าเจี้ยวของจีน  นอกจากนี้ ยังสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์นมหมัก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย และเป็นสิ่งที่ประชาชาเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนต่ำ

ที่มา : สมุนไพรอภัยภูเบศร

ภาพ : freepik

ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661527

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 07:20 น.ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนวัยทำงาน “โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ” เข้าใจสาเหตุ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ป้องกันได้

รู้หรือไม่?

  • หลายคนคิดว่าโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และสำไส้อักเสบ คือโรคเดียวกัน แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง
  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน
  • ทั้งสองโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่มื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ สุขอนามัยเบื้องต้นอย่างกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้เช่นกัน

โรคฮิตของคนวัยทำงานมีอยู่ด้วยกันหลายโรค ในจำนวนนั้นคือ โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

ข้อมูลโดย นายแพทย์อานนท์ พีระกูล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนนทเวช ใน Generali Thailand อธิบายไว้ดังนี้

รู้จักกับโรคและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน ทั้งการปนเปื้อนของอาหาร สารพิษในอาหาร การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร รวมถึงท็อกซินของแบคทีเรีย รวมถึงการกินยาบางชนิดก็ทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายเส้น และยาแก้ปวดที่ไม่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ (NSAIDs: Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs)

นอกจากอาหารและยาแล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารได้โดยตรงจึงทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ยิ่งดื่มตอนท้องว่างก็ยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้มากเป็นเงาตามตัว ปัจจัยที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือการติดเชื้อแบคทีเรียจำเพาะบางอย่างในกระเพาะอาหาร เชื้อที่ว่าคือ เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ที่ปนเปื้อนกับอาหาร ที่ต้องแยกออกมาเพราะเชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหารได้ในอนาคตหากไม่รักษาหรือปล่อยให้การอักเสบนั้นเป็นเรื้อรัง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) ที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อแบคทีเรีย จำพวกอีโคไล (E.coli) และ Staphylococcus spp. ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค นอกจากนี้ ไวรัสหลาย ๆ สายพันธุ์ก็ทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบได้ โดยโรคลำไส้อักเสบจะมีความเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบเนื่องจากสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วยเช่นกัน โดยคนไข้ที่มีอาการลำไส้อักเสบอาจมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วย เพราะอาหารที่รับประทานเข้าไปจะถูกลำเลียงจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้ตามกระบวนการย่อยอาหารของร่างกาย

อาการของโรค

อาการที่แสดงออก หากเป็นโรคกระเพาะอักเสบ อาการที่เด่นชัด คืออาเจียน ปวดท้องแบบแสบร้อนหรือบิดมวน แน่นท้อง เรอบ่อย และเนื่องจากเป็นตำแหน่งกลางหน้าอก บางคนอาจมีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกขมคอและจุกแน่นในลำคอ ซึ่งอาการจะไปคล้ายคลึงกับภาวะกรดไหลย้อน แต่ถ้าเป็นโรคลำไส้อักเสบ อาการที่เด่นชัดคือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ้ามีอาการรุนแรงบางคนถ่ายเป็นมูกเลือด

ระยะเวลาในการแสดงอาการของโรคหลังจากได้รับเชื้อนั้นไม่แน่นอน บางรายอาจอยู่ที่ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียก็สามารถเกิดในเวลาสองสามชั่วโมงหลังจากได้รับเชื้อเข้าไปได้

แนวทางในการรักษา

เมื่อคนไข้ถึงมือแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกายเพื่อประเมินความรุนแรงก่อน การให้การรักษาทั้งสองโรค ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง หรือการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าอาการปวดท้องดังกล่าวอาจจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะนิ่วในถุงน้ำดีหรือทางเดินน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตันหรือภาวะอุจจาระค้างในลำไส้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเล่าอาการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจน แพทย์จึงจะตรวจเพิ่มเติมด้วยการถ่ายภาพรังสีช่องท้อง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะให้ยาและรักษาตามอาการ กรณีถ้าโรคกระเพาะอักเสบหรือลำไส้อักเสบนั้นมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อในกระเพาะอาหาร แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าอาการนั้นเป็นมานาน พิจารณาแล้วไม่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงจากอาหารที่กิน แต่เกิดจากภาวะกรดเกิน หมอจะให้ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารเป็นยาหลัก

คำแนะนำจากแพทย์

หากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวจากภาวะกระเพาะอาหารอักเสบ หรือลำไส้อักเสบ ซึ่งมักมีระดับความรุนแรงไม่มาก ก็สามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น ดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution – ORS) เพื่อช่วยชดเชยภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไป กินยาแก้ปวดมวนท้อง ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน อาการจะดีขึ้น ภายในหนึ่งถึงสองวันหลังกินยา

แต่ถ้าอาการเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนบ่อย หรืออาเจียนทุกครั้งหลังรับประทานอาหารจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้เลย มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องอย่างรุนแรง วูบหน้ามืดจะเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะการขาดน้ำรุนแรงมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อกได้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ช่วงที่มีอาการของทั้งสองโรค ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทนม ถั่ว งา น้ำอัดลม ชา กาแฟ เพราะจะทำให้มีอาการท้องอืด จุกเสียด และแน่นท้องมากขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สดในช่วงที่มีลำไส้อักเสบด้วย เพราะมีโอกาสปนเปื้อนได้สูง

อย่างที่รู้กันแล้วว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยจากทั้งสองโรคนี้ส่วนใหญ่เริ่มจากการรับประทานอาหาร ถ้าไม่อยากต้องนอนโรงพยาบาล ก็ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร การหลีกเลี่ยงการรับประทานยากลุ่มแก้ปวด/คลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงสุขอนามัยเบื้องต้นอย่างการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ยังเป็นหลักปฏิบัติสากลที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้เช่นกัน

ภาพ :  freepik

4 สาวหุ่นสวยชวนฟิตร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661366

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.4 สาวหุ่นสวยชวนฟิตร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยุคโควิด-19ไม่ว่าจะล็อกดาวน์กี่ครั้ง ร่างกายก็ยังคงต้องสตรอง!!! STAGE Find The Real U ชวนออกกำลังกายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ชีวิตในยุค New Normal

แม้ว่าความร้ายแรงของวิกฤตโควิดจะส่งผลกระทบให้เมืองไทยต้องถูกล็อกดาวน์ไปอีกกี่ครั้ง กักตัวยาวๆ ไปอีกกี่หน แต่จงอย่าปล่อยให้สุขภาพต้องล็อกดาวน์ไปพร้อมกับวิถีชีวิตของคุณ ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นเสริมภูมิคุ้มกันในยุคโควิด! ซึ่งการออกกำลังกายถึงแม้เป็นเรื่องง่าย แต่จริงๆ แล้วหากออกกำลังกายเล่นผิดท่าเพียงไม่กี่องศา ก็อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อและกระดูกบาดเจ็บได้ มากไปกว่านั้น เมื่อเกิดความเจ็บป่วย การไปโรงพยาบาลในช่วงวิกฤตโควิดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพียงแค่คุณก้าวขาออกจากบ้าน เชื้อโรคมากมายมีอยู่เต็มไปหมด เพียงประมาทแค่เสี้ยววินาที ความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิดเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา จึงจำเป็นต้องพยายามดูแลตัวเองในช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เจ็บป่วย และให้ร่างกายแข็งแรงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่คุณจะช่วยตัวคุณเองได้ด้วยสองมือของคุณเอง ดังนั้นก่อนเริ่มออกกำลังกายจึงควรศึกษาหาข้อมูลรูปแบบการออกกำลังกาย ท่าบริหารต่างๆ ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและรูปร่าง

ด้วยไลฟ์สไตล์ยุคโควิดที่ไม่สามารถให้คุณทำอะไรในชีวิตประจำวันได้เหมือนโลกในยุคเมื่อก่อน เพราะโควิดสกัดไปทุกทาง กระทบทุกอาชีพ ทุกหย่อมหญ้า หลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เกิดความกดดัน ความเครียด ทำให้ทุกคนลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนชีวิตและค้นพบแล้วว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ผู้คนในยุคนี้ตระหนักและตื่นตัวพร้อมให้ความสำคัญกับร่างกายที่แข็งแรงทำให้ไลฟ์สไตล์ผู้คนส่วนใหญ่หันมาออกกำลังกายกันเยอะขึ้นมากนอกจากนี้ยังใส่ใจสุขภาพไปถึงเรื่องการกินและการใช้ชีวิตเพื่อเร่งเสริมภูมิทั้งภายในและภายนอกพักผ่อนให้เพียงพอตากแดดยามเช้าเพื่อรับวิตามินดีช่วยทำให้กระดูกแข็งแรงทานอาหารที่มีประโยชน์โชคดีที่ประเทศไทยมีอาหารไทยพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยผักสมุนไพรไทยมากมายอาทิเช่นใบกะเพรากระชายกระเทียมขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูดและที่สำคัญต้องไม่ประมาทการ์ดห้ามตกสวมหน้ากากอนามัยหมั่นล้างมือพกเจลแอลกอฮอล์เว้นระยะห่างงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่นทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ

“การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คุณสามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ด้วยตัวคุณเอง และวันนี้ STAGE ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันจากการออกกำลังกาย เพราะชั่วโมงนี้สุขภาพต้องมาก่อน ขอให้ทุกคนมีใจเข้มแข็งไปพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงของคุณ อดทนและมีความหวังว่าพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น แล้วเราจะผ่านมันไปได้ด้วยกันครับ” คุณสุทัศน์ วงศ์สุขศิริ กรรมการผู้จัดการ / ผู้ร่วมก่อตั้ง STAGE Find The Real U ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง กล่าว

STAGE Find The Real U ฟิตเนสระดับพรีเมี่ยม ศูนย์รวมแหล่งออกกำลังกายครบวงจร ใจกลางเมืองย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้ามาใช้บริการฟิตเนส โดยคุณสุทัศน์  วงศ์สุขศิริ (กรรมการผู้จัดการ / ผู้ร่วมก่อตั้ง STAGE Find The Real U นักไตรกีฬา /นักวิ่ง Trail และ Ironman หลายสนามทั้งในและต่างประเทศ) ได้ตระหนักและมีความเข้าใจในคนที่รักสุขภาพ ชื่นชอบการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายอยู่เสมอ ณ วันนี้ STAGE Find The Real U แหล่งศูนย์รวมการออกกำลังกายแบบออฟไลฟ์ครบวงจร ได้ต่อยอดไปสู่การให้บริการ STAGE Connects ออกกำลังกายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ในรูปแบบมากมายที่ตอบโจทย์สำหรับคนในยุคโควิด เพียงแค่คุณมีโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค ไอแพด และสัญญาณอินเตอร์เน็ต    ก็สามารถออกกำลังกายและ Fit Anywhere ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ระเบียง สนามหญ้า ห้องรับแขก ห้องนอน และทุกพื้นที่ในบ้านของคุณ มากไปกว่านั้น นอกจากการออกกำลังกาย แบบ 1 on 1 online กับเทรนเนอร์ คุณยังสามารถออกกำลังกายไปพร้อมกับครอบครัวที่บ้าน หรือแม้กระทั่งออกกำลังกายไปพร้อมกับเพื่อนฝูงที่ผ่าน VDO Call เข้ามาพร้อมๆ กัน เพิ่มบรรยากาศที่สนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด ดังนั้นการออกกำลังกายออนไลน์จึงถือได้ว่าเป็นรูปแบบการกำลังกายที่ชาญฉลาด เพราะนอกจากจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคโควิดอย่างแท้จริง ทำให้ช่วงกักตัวอยู่บ้านยาวๆ คุณยังได้มีรูปร่างที่ดีขึ้นควบคู่ไปด้วย

เหล่านักกีฬาคนดังต่างชื่นชอบการออกกำลังกาย เพราะให้ประโยชน์และตอบโจทย์ชีวิตในยุค New Normal

คุณอาย – ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร (อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทยและ ผู้ประกาศข่าวช่องHD) , IG : sornsawan _ch7hd , FB : Sornsawan Phuvichit 

“If it doesn’t challenge you It doesn’t change you. เพราะชีวิต อาย ขาดการออกกำลังกายไม่ได้จริงๆ ต้อง work out (แทบ) ทุกวัน ไม่มากก็น้อย เป็นแบบนี้มานานแล้ว เรียกว่าเสพติด ก็ไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะวิ่ง, ว่ายน้ำ , weight training, cardio , body weight สลับสับเปลี่ยนกันไป จะได้ไม่เบื่อ ส่วนตัวอาย ถ้าการออกกำลังหรือเล่นกีฬาโดย “ไร้เป้าหมาย” เหมือนชีวิตขาดรสชาติ ต้องมี personal goal setting หรือมีใคร challenge เพื่อให้เกิดแรงผลัดดันการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาก็จะสนุกและมีเป้าหมายทุกครั้งที่เทรน

แต่ด้วยข้อจำกัดในยุคโควิด ทำให้การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาต้อง “ย่อส่วน” ทั้งเป้าหมาย และรูปแบบการออกกำลังกาย ทางเลือกใน “การเทรนออนไลน์” ก็มา! ดีที่อาย เป็นสมาชิก stage find the real u ที่เข้าใจสมาชิก จัดโปรแกรมเทรนออนไลน์ กับ trainer มืออาชีพ ที่ช่วยวางโปรแกรมในการออกกำลังกายแต่ละวัน ให้เป็นไปตาม goal ที่ของเรา การเทรนแต่ละครั้งจะสนุก เหนื่อย แถมได้ฟอร์มที่ถูกต้อง สวยงาม ถือเป็นข้อดีในการฝึกกับเทรนเนอร์ ที่มีประสบการณ์ เพราะปกติ เทรนเอง ยกผิด ยกถูก บาดเจ็บก็บ่อย การเทรนออนไลน์ สำหรับอาย จึงตอบโจทย์การออกกำลังกาย ในยุค normal เป็นอย่างดี”

คุณเอ – มธุรดา (คุโณปการ) วงศ์ไวโรจน์  (อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทยชุดเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 11 และซีเกมส์ 2 สมัย / อดีตพิธีกรโทรทัศน์และ DJ 104.5 FAT radio / เจ้าของแบรนด์ชุดแต่งงาน BRIDESMAIDTHAILAND http://www.bridesmaidthailand.com ) , IG : a_maturada , FB : Maturada wongwairoj

“จริงๆ สำหรับแต่ละคนที่มีสภาพร่างกาย เป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การออกกำลังกาย ควรทำให้ง่าย คล่องตัว และสนุกตามจริตของแต่ละคน ยิ่งพอมีสถานการณ์ตอนนี้ที่มีปัจจัยข้อจำกัดเพิ่มในเรื่องสถานที่เข้ามาอีก การออกกำลังกายออนไลน์ เรียกได้ว่าตอบทุกโจทย์อย่างแท้จริง เพราะสามารถออกได้ทุกที่ ได้ทุกเวลา ได้ทุกขณะที่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เว้นระยะห่างได้เท่าที่ต้องการ สะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์มได้อย่างอิสระเสรีค่ะ”

คุณพิณ – กรพินธุ์ กฤษณาวารินทร์ (pilates instructor @ stage find the real you / เจ้าของร้าน :stage cafe / รับอ่านสปอตโฆษณาทีวี วิทยุ Presentation, Voice Over ทุกประเภท / นักไตรกีฬา /นักร้อง / นักแสดง ) , IG :pinsocute , FB : korrapin puangpo 

“การมีวินัยในการออกกำลังกายไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยให้เราสุขภาพดี แต่ยังฝึกให้เราชนะใจตัวเองในทุกๆ วัน ชีวิตประจำวันของพิณในแต่ละวันเรียกได้ว่าอยู่กับการออกกำลังกายตลอด เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วค่ะ พิณสนุกกับการเล่นกีฬาหลากหลาย เล่นไตรกีฬามาหลายปี ซึ่งเช้ามาก็จะต้องเอาละ ตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน ตื่นมาซ้อมวิ่ง  หลายครั้งก็คิดนะง่วงก็ง่วงเหนื่อยๆก็เหนื่อยทำไมไม่นอนตื่นสายๆสบายๆแต่หลังจากซ้อมเสร็จจะรู้สึกดีฟินมากจะขอบคุณตัวเองทุกครั้งที่เอาชนะใจตัวเองตื่นมาออกกำลังได้ส่วนช่วงเย็นบางวันก็จะซ้อมว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานหรือพิลาทิส

แต่พอมีวิกฤตทีนี้จบเลยกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ วิ่งข้างนอกไม่ไปแล้ว ว่ายน้ำก็สระปิด สรุปตอนนี้เหลือแต่ปั่นจักรยาน ปั่นที่บ้านวนไป แล้วก็เล่นพิลาทิสบ้างบางวัน โชคดีที่ Stage มี 1 on 1 Personalized training program ที่เทรนเนอร์จะช่วยวางแผนการออกกำลังกายส่วนตัวให้ ลักษณะการtrain ก็จะมี2แบบคือ Virtual VDO แล้วก็แบบ VDO call ทำให้เราไม่ต้องเดินทางออกไปนอกบ้านก็ออกกำลังได้ เหมือนได้เทรนกับเทรนเนอร์ตัวเป็นๆที่ฟิตเนสเลย เพียงแค่ คุยกันผ่านจอ แม้ว่าที่บ้านจะไม่ค่อยมีอุปกรณ์    ฟิตเนสอะไรใดๆ มีแค่ดัมเบล ก็ไม่มีปัญหาค่ะ เทรนเนอร์จัดโปรแกรมให้เราฝึกได้หมดเอาเท่าที่เรามี 

ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยน การออกกำลังของเราก็ต้องปรับตาม พิณว่าการออกกำลังกายมันเหมือนการหยอดกระปุก ที่ค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อของเราเรื่อยๆ เมื่ออายุเรามากขึ้นเราก็จะได้ประโยชน์จากร่างกายที่แข็งแรงนี้ไปอีกนาน”

คุณแพรว – ภาพตะวัน คงสมแสวง (Beauty Blogger / นักวิ่ง / นักไตรกีฬารุ่นใหม่) , Blog: phaptawan.com , FB : phaptawanpage , IG : preauphaptawan , Youtube : Phaptawan

“โควิดทำให้ชีวิตเราสะดุดในหลายๆเรื่องค่ะ การออกกำลังกายก็ทำเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ จะไปยิม จะไปสระว่ายน้ำก็ไม่ได้ แต่ว่าเราต้องรักษาร่ายกายให้แข็งแรง รักษา performance เพราะว่าเราไม่อยากให้ที่ออกมาเสียเปล่าแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีแข่งครั้งหน้าอีกเมื่อไรก็อยากจะให้ร่างกายพร้อมอยู่เสมอค่ะ การเทรนออนไลน์ช่วยแพรวได้มากเลยในวันที่เราไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บ้านตลอดเพราะว่าอย่างเราพอจะออกกำลังกายเป็นอยู่แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญมาวางโปรแกรมการออกกำลังกายให้ตรงกับเป้าหมายของเราค่ะ ถึงจะต้องอยู่บ้านหยุดเชื้อไปไหนไม่ได้แต่เรื่องออกกำลังกายเราก็ไม่อยู่กับที่ค่ะ เราต้องพัฒนากันต่อไป”

สำหรับคนที่อยากดูแลสุขภาพฟิตร่างกายให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ STAGE Find The Real U มีแพ็กเกจที่ตอบโจทย์หลากหลายความชอบทุกไลฟ์สไตล์ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ STAGE Find The Real U สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 003 5445 Line : @stagefindtherealu

โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661288

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 12:50 น.โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้รู้หรือไม่ โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ในช่วงเริ่มเข้าสู่ปลายปีที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเช่นนี้ หลายต่อหลายครั้งที่เราเคยได้ยินว่าผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการปอดบวมแทรกซ้อนตามมา ทำให้แทนที่จะหายจากโรคหวัดกลับต้องรักษาตัวจากปอดบวมต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ ในกรณีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วปอดบวมนั้นแท้จริงเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นแล้วจะอันตรายหรือไม่ และใครบ้างที่เสี่ยงต่อปอดบวม

ข้อมูลโดย นายแพทย์เดช จงนรังสิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วอาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ (pneumonitis) นั้น เกิดได้จาก 2 สาเหตุ คือ จากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่ระเหยได้ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปโรคปอดอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ทีนี้มาดูกันว่าปัจจัยเสี่ยงของโรคปอดอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครได้บ้างตามสถิติแล้วโรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยโรคเอดส์, ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะผู้ป่วยมะเร็งระหว่างการให้เคมีบำบัด หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความเสี่ยงเช่นกัน

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง ตลอดจนการสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลียหากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม หากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย เช่น ฟังเสียงปอด และเอกซเรย์ปอด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและแยกเชื้อที่เป็นสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ขั้นต่อมาคือการตรวจวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อดูประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดว่าลดลงหรือไม่และสุดท้ายคือการตรวจและเพาะเชื้อจากเสมหะและเลือด เพื่อหาชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคจากนั้นจึงจะรักษาการติดเชื้อร่วมกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไป

ดังที่กล่าวตั้งแต่แรกว่าโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้ออาจนั้นอาจมีความรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันกลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็กผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่างสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ เรามีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวง่าย ๆ เพื่ออยู่ให้ห่างไกลจากการเกิดโรคปอดอักเสบเริ่มจากการไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอดข้อถัดมาต้องดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ ยังควรสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661273

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการข้อมูลโดย ดร.อลิสา นานา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ม.มหิดล

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาอาหารสุขภาพที่ช่วยในการลดน้ำหนักอยู่ ไข่ต้มถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะมีโปรตีนคุณภาพดี มีกรดอะมิโนที่ชื่อ “ลิวซีน” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การกินไข่ต้มยังช่วยให้อิ่มท้องนานอีกด้วย แต่การเลือกกินไข่เพื่อลดน้ำหนักนั้น เราต้องกินให้ถูกต้องและเหมาะสม มาดูกันว่า กินอย่างไรร่างกายถึงจะได้รับปริมาณแคลอรีที่พอดี และห่างไกลโรคคอเลสเตอรอลสูง

เมนูไข่แต่ละชนิด ให้พลังงานต่างกันแค่ไหน?

การเลือกเมนูไข่สำหรับการลดน้ำหนักเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการปรุงอาหารจากไข่ 1 ฟอง ด้วยวิธีการที่ต่างกัน พลังงานที่ได้จากเมนูนั้นๆ อาจเปลี่ยนจากไม่ถึง 100 แคลอรีกลายเป็นหลายร้อยแคลอรีเลยก็เป็นได้

• ไข่เจียว 1 ฟอง พลังงาน 250 กิโลแคลอรี

• ไข่พะโล้ 1 ฟอง +  เครื่อง พลังงาน 460 กิโลแคลอรี

• ไข่ลูกเขย 1 ฟอง + น้ำราด พลังงาน 360 กิโลแคลอรี

• ไข่ดาว 1 ฟอง พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

• ไข่ม้วน 100 กรัม พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่ตุ๋น 1 ถ้วยเล็ก พลังงาน 130 กิโลแคลอรี

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• ไข่ลวก 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

ไข่แต่ละประเภท ให้พลังงานต่างกันเท่าไร?

แม้ว่าไข่จะเป็นอาหารแนะนำสำหรับคนลดน้ำหนักแต่การเลือกกินไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้การลดน้ำหนักเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดคือไข่ไก่

• ไข่ไก่ 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่เป็ด 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 190 กิโลแคลอรี เนื่องจากไข่เป็ดมีปริมาณไข่แดงที่เยอะกว่า

• ไข่นกกระทา 100 กรัม (6 ฟอง) พลังงาน 160-170 กิโลแคลอรี ถึงแม้จะฟองเล็กมาก แต่กลับให้พลังงานสูง เพราะการกินไข่หลายฟองทำให้ปริมาณไข่แดงเพิ่มมากขึ้น

อยากให้น้ำหนักลดเร็วๆ กินไข่ต้มทุกมื้อได้หรือไม่

การกินไข่ถึงจะมีข้อดี แต่หากกินในปริมาณที่มากเกินไป คือเกิน 1 ฟอง/วัน จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและเสี่ยงต่อคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้

ตัวอย่างเมนูลดน้ำหนักใน 1 วัน

มื้อเช้า

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• กล้วยหอม 1 ผล พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

มื้อกลางวัน

• อกไก่ย่าง 1 ชิ้น พลังงาน 220 กิโลแคลอรี

• สลัดผัก + น้ำสลัด พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

มื้อเย็น

• น้ำพริกปลาทู ผักลวก ผักสด 1 จาน พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

• ข้าว 2 ทัพพี พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารประเภทโปรตีนที่กินแทนไข่ได้ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา นม เต้าหู้ กรีกโยเกิร์ต ถั่ว

ถึงการลดน้ำหนักอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่การลดน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างการทานอาหารอย่างถูกต้อง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ ลองให้โควตาตัวเองด้วยไข่ต้มวันละฟอง ไม่แน่คุณอาจเห็นผลลัพธ์ของน้ำหนักที่ลดลงด้วยอาหารมื้อง่าย ๆ แบบนี้