จากเมืองน่าอยู่สู่แดนอาชญากรรม เกิดอะไรขึ้นที่ “ซานฟราน”? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668848

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 19:40 น.จากเมืองน่าอยู่สู่แดนอาชญากรรม เกิดอะไรขึ้นที่ "ซานฟราน"?ซานฟรานซิสโกเคยเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีมากแห่งหนึ่งในสหรัฐ แต่ตอนนี้อาชญากรรมกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่นของซานฟรานซิสโกเบย์ มีกลุ่มคนประมาณ 80 คน บางส่วนสวมหน้ากากสกี บางคนถือชะแลงและอาวุธ บุกเข้าไปห้างแบรนด์เนม Nordstrom จากนั้นก็ระดมปล้นสินค้าหรูในร้าน ก่อนที่จะหลบหนีไปกับรถประมาณ 25 คันที่จอดขวางถนนอยู่ด้านนอก

การปล้นที่อุกอาจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสายของผู้คนมากมาย แต่ผู้ลงมือก็ยังทำงานเหมือนไม่แยแสผู้รักษากฎหมาย แม้ว่าจะมีผู้ก่อเหตุถูกตำรวจใช้ปืนขู่จนรวบตัวไว้ได้ 2 คน แต่มันยังน้อยมากเมื่อเทียบกับตัวเลขของคนร้ายที่หลายสิบคน

และที่จริงแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากร้านค้าระดับไฮเอนด์หลายแห่งในย่านยูเนียนสแควร์ของซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งยอดนิยมของซานฟรานฯ ถูกคนกลุ่มใหญ่ทุบกระจก ขโมยสินค้า แล้ววิ่งไปที่รถจอดรออยู่

เป้าหมายของคนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะเป็นแบรนด์เนม เพราะการปล้นคราวก่อนเล็งเป้าหมายที่ Louis Vuitton, Fendi, Yves Saint Laurent, Burberry และ Dolce & Gabbana จากการรายงานของ Fox 2 News และในวันถัดมาเป้าหมายคือห้างสินค้าหรูสัญชาติอเมริกัน Nordstrom

ซานฟรานซิสโกและพื้นที่เบย์แอเรีย (หรืออ่าวซานฟรานซิสโกที่ประกอบด้วยเมืองอีกหลายเมือง) เคยเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) 

แต่ยกตัวอย่างซานโฮเซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ปลอดภัยที่สุดในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ตอนนี้มีอัตราการเกิดอาชญากรรมรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 2010 และยิ่งรุนแรงขึ้นหลังเกิดการระบาดใหญ่

ซานโฮเซก็ยังถือว่ามีอัตราอาชญากรรมต่ำมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในประเทศ ทว่า แม้แต่เมืองที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งแห่งนี้ก็ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่น่ากังวล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองอื่นๆ ที่ “เสี่ยง” มากกว่าในแถบเบย์แอเรีย

ซานฟรานซิสโก อาจไม่ใช่เมืองสวรรค์ แต่มันเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการจัดอันดับของ Mercer (21st annual Quality of Living survey) เมื่อปี 2019 ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในสหรัฐโดยอยู่ในอันดับที่ 34 ของโลก (กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 133)

แต่ในการสำรวจความเห็นของชาวซานฟรานโดย San Francisco Chamber of Commerce เมื่อเดือนมิถุนายน 2021 แสดงให้เห็นว่า 8 ใน 10 ของผู้อยู่อาศัยในซานฟรานซิสโกมองว่าอาชญากรรมเลวร้ายลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่อาชญากรรม ผู้ตอบแบบสอบถามราว 88% กล่าวว่าปัญหาคนเร่ร่อน (homelessness) เลวร้ายลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และ 80% มองว่าการจัดการกับวิกฤตคนไร้บ้านนี้เป็นเรื่องสำคัญ

ที่สำคัญก็คือในโพลเดียวกันพบว่ามากกว่า 40% กล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะย้ายออกจากเมืองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

คุณภาพชีวิตของซานฟรานเริ่มแย่ลงแม้ภาพภายนอกของมันยังสวยสดงดงามก็ตาม แม้แต่นายกเทศมนตรีลันดัน บรีด (London Breed) ก็ยังยอมรับว่ามีปัญหาคนติดยาและปัญหาสุขภาพทางจิตที่รุมเร้าคุณภาพชีวิตของชาวเมือง

จากข้อมูลของกรมอนามัยซานฟรานซิสโก มีผู้เสียชีวิต 700 รายจากการใช้ยาเกินขนาดในปี 2020 ส่วนใหญ่มาจากเฟนทานิล ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 60%

หากยังไม่เห็นภาพว่ามันเลวร้ายอย่างไร ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่ชาวเอเชียจำนวนหนึ่งถูกทำร้ายในสหรัฐ ในบรรดาเหตุการณ์เหล่านี้ กรณีที่ซานฟรานฯ และเบย์แอเรียเป็นกรณีที่น่าตกใจที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายหญิงชราวัย 75 และ 83 ปี กรณีหลังเกิดขึ้นจากน้ำมือชองชายจรจัดไร้บ้าน

ในเดือนพฤษภาคม 2021 เกิดเหตุทำร้ายหญิงไทยจนใบหน้าฟกช้ำที่สถานีรถไฟซานฟรานซิสโกขณะที่คนร้ายพยายามปล้นโทรศัพท์มือถือของหญิงไทยดังกล่าว และย้อนไปในเดือนกุมภาพันธ์ ชายไทยวัย 84 ปีในซานฟรานฯ ถูกวัยรุ่นกระแทกเข้าอย่างจังจนล้มลงและเสียชีวิตในที่สุด

เกิดอะไรขึ้นกับซานฟรานซิสโก เมืองที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่ง และร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก?

คำตอบที่น่าสนใจอาจจะมาจากสารคดีสั้นเรื่อง Chaos by the Bay: The Truth About Homelessness in San Francisco (ความโกลาหลริมอ่าว: ความจริงเกี่ยวกับคนเร่ร่อนในซานฟรานซิสโก) โดยคริสโตเฟอร์ เอฟ. รูโฟ (Christopher F. Rufo) บรรณาธิการร่วมของ City Journal วารสารของสถาบันวิจัยนโยบายแห่งแมนฮัตตัน

สารคดีเริ่มต้นด้วยการเผยว่าซานฟรานมีประชากรคนจรจัดถึง 18,000 คน (สารคดีนี้เผยแพร่เดือนสิงหาคม 2020) ในจำนวนนี้ 4,000 คนทั้งไร้บ้าน ติดยา และมีปัญหาทางจิต ทางการเมืองทุ่มเงินถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ดูเหมือนปัญหายิ่งรุนแรงขึ้น

ชาวเมืองบางคนชี้ว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องเงินเพราะมีเงินเหลือเฟือ แต่มาจากนโยบายของผู้บริหารเมืองที่ “เสรี” เกินไป

ซานฟรานฯ แก้ปัญหาคนติดยาด้วยการไม่เอาผิดทางกฎหมายกับคนติดยาและคนจรจัด การทำแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อให้คนติดยา/จรจัดไม่ถูกบีบให้ถลำตัวทำผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ และทำให้เรือนจำล้น แต่ปรากฏว่าการทำแบบนี้ ยิ่งกระตุ้นให้คนเสพยาได้ใจและคนไร้บ้านหลั่งไหลเข้ามาจากนอกเมือง

ย่านที่เคยน่าอยู่จึงกลายเป็นย่านเสื่อมโทรม มีคนไร้บ้านครอบครองถึง 50 ช่วงตึก ชาวเมืองจึงเริ่มคิดที่จะย้ายออกไป ไม่ใช่แค่ทนกับการยึดครองของคนไร้บ้านไม่ไหว แต่เพราะสิ่งอุจาดที่ตามมาจากคนติดยา เช่น การมีเพศสัมพันธ์กลางแจ้งไปจนถึงการถ่ายหนักถ่ายเบาตามทางเท้าซึ่งเป็นปัญหารุนแรงมากของเมือง

สารคดีนี้พยายามชี้ว่า การไม่เอาผิดคนติดยานั้นเป็นความคิดที่ผิด แม้จะมีเจตนาที่ดีเพื่อให้คนเหล่านี้แก้ไขตัวเอง แต่ถ้าไม่มีการบังคับใช้กฎหมายไปพร้อมๆ กันมันเท่ากับส่งเสริมให้คนทำผิดไปเรื่อยๆ เพราะคิดแบบโลกสวยเกินไป

ตัวอย่างเช่น ชีซา บูดิน อัยการเขตที่ขับเคลื่อนแนวเยียวยาและยาเสพติดเสรีพร้อมกับลดกำลังคนผู้รักษากฎหมาย เขาเคลื่อนไหวจนสำเร็จกระทั่งซานฟรานปล่อยตัวนักโทษออกมาครึ่งหนึ่ง และไม่เอาผิดการตั้งเต็นท์ของคนจรจัด การใช้ยา การค้าประเวณี และการถ่ายมูลตามท้องถนน

แต่นโยบายของบูดินทำให้นักโทษหลายร้อยคนถูกปล่อยออกมาเตร่ตามท้องถนนของซานฟรานโดยตรง ในบางเขตมีการตั้งเต็นท์อาศัยของคนจรจัดระเบิดขึ้นทันที 300% ตามด้วยควาามรุนแรงที่พุ่งพรวดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการปล่อยนักโทษ

เพราะซานฟรานซิสโกไม่ได้มีแค่ “เหยื่อ” ของยาเสพติดและคนไร้บ้านเพราะความจำเป็นในชีวิต แต่ยังมีแก๊งอาชญากรป้วนเปี้ยนอีกเพียบ ทั้งแก๊งเม็กซิกัน แก๊งจีน แก๊งแอฟริกัน-อเมริกัน

แต่แก๊งเหล่านี้อาจจะไม่ใช่ต้นตอของปัญหาจริงๆ เท่ากับนโยบายไม่เอาผิดผู้เสพยา/คนจรจัด แทนที่จะเยียวยาและหาที่อยู่ให้จริงๆ จัง มากกว่า

หมายเหตุ – ภาพประกอบข่าวไม่ใช่ที่ซานฟรานซิสโก แต่เป็นชายหญิงคู่หนึ่งข้างเต็นท์บนทางเท้าของฮอลลีวูด ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2021 ลอสแองเจลิสมีคนเร่ร่อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่การระบาดของโคโรนาไวรัส โดยมีเต็นท์ ของใช้ส่วนตัว และถังขยะเกลื่อนกลาดตามมุมถนนทั่วเมืองและเขตต่างๆ (ภาพโดย Robyn Beck / AFP)

รู้จัก ‘NFTs’ ช่องทางสร้างเงินใหม่ที่กำลังมาแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668837

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 18:00 น.รู้จัก 'NFTs' ช่องทางสร้างเงินใหม่ที่กำลังมาแรงNFTs ช่องทางใหม่ในการสร้างเงิน อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจของศิลปินและนักลงทุนยุคนี้

NFTs หรือ Non-fungible tokens เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ NFTs ในรูปแบบงานศิลปะบางชิ้นขายได้ถึงหลักร้อยหรือพันล้านเหรียญสหรัฐ จึงถูกมองว่านี่คืออนาคตของงานศิลปะ และเป็นช่องทางใหม่สำหรับนักลงทุนด้วย

NFTs คืออะไร?

NFTs (Non-fungible tokens) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ใช้บล็อกเชนเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี ทว่า ต่างกันตรงที่แต่ละโทเคนจะมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนได้ โดยอาจมาในรูปแบบของภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟิก เพลง คลิปวิดีโอ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ ในรูปแบบดิจิทัล

โดยสามารถซื้อขายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของผลงาน ซึ่งปกติแล้วจะซื้อด้วยสกุลเงินดิจิทัลหรือสกุลเงินดอลลาร์ โดยผลงานนั้นๆ จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้น ต่อให้มีการคัดลอกผลงานต่อไปเรื่อยๆ แต่หากไม่ได้เป็นเจ้าของก็ไม่สามารถนำไปขายต่อได้ โดยสามารถเช็คได้ว่าเจ้าของผลงานนั้นๆ คือใครด้วยระบบบล็อกเชน

กล่าวคือ NFTs แต่ละรายการจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีแค่หนึ่งเดียวและไม่ซ้ำกัน จึงแตกต่างกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ที่สามารถทำซ้ำได้ไม่รู้จบ

ประเภทของ NFTs?

วัตถุดิจิทัลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ เพลง ข้อความ หรือแม้กระทั่งทวีต สามารถซื้อและขายเป็น NFTs ได้ โดยในเดือนมี.ค. ทวีตแรกของแจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอทวิตเตอร์ขายไปได้ในราคาสูงถึง 2.9 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ข้อความสั้นๆ

ประเภท NFTs ที่มียอดขายโดดเด่นที่สุดคือศิลปะคริปโต (Crypto art) ซึ่งเป็นงานศิลปะดิจิทัลที่เผยแพร่บนบล็อกเชนในรูปแบบ NFTs โดยตลาดศิลปะคริปโตในปัจจุบันมีมูค่ามากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา Mike Winkelmann ศิลปินดิจิทัลหรือที่รู้จักกันทางออนไลน์ในนาม Beeple ได้ทุบสถิติงานศิลปะคริปโต ด้วยผลงานล่าสุดที่ชื่อว่า Everydays: The First 5000 Days ซึ่งทำยอดขายสูงถึง 69.3 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็น NFT ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์

NFTs ยังเข้าไปถึงแวดวงกีฬา โดยแฟนกีฬาสามารถรวบรวมและแลกเปลี่ยน NFTs ที่เกี่ยวข้องกับผู้เล่นหรือทีมกีฬาได้ ตัวอย่างเช่นบนแพลตฟอร์ม National Basketball Association Top Shot ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบสามารถซื้อ NFTs ในรูปแบบของวิดีโอไฮไลท์ช่วงต่างๆ ในการแข่งขัน

แม้ว่าไฮไลท์เหล่านั้นจะสามารถหาชมได้ฟรีตามแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเช่น Youtube แต่ผู้คนกำลังซื้อสถานะความเป็นเจ้าของ NFTs ซึ่งมีเพียงชิ้นเดียวบนโลกเท่านั้น

โดย Forbes ระบุว่าผู้ซื้อมักให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของ NFT นั้นๆ หรือที่เรียกว่า “digital bragging rights” ที่ได้รับการรับรองบนบล็อกเชน มากกว่าตัวสินค้า นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาตัดสินใจซื้อแม้ว่ารูปภาพหรือคลิปวิดีโอจะสามารถหาชมได้ฟรี 

NFTs เติบโตมากแค่ไหน?

เริ่มมีการซื้อขาย NFTs เมื่อประมาณปี 2017 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นปีนี้ และยิ่งเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงครึ่งปีหลัง

ตามข้อมูลจาก DappRadar ระบุว่าปริมาณการซื้อขาย NFTs เพิ่มขึ้นเป็น 10,700 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 3 ของปี 2021 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 เท่าจากไตรมาสก่อน

OpenSea ตลาด NFTs ที่ใหญ่ที่สุดมียอดขายรวม 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนต.ค. 2020

ทำไมเติบโตอย่างรวดเร็ว?

บางคนมองว่าการล็อกดาวน์เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนมีเวลาอยู่บ้านและใช้เวลาบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น บ้างก็มองว่าการครอบครอง NFTs เป็นการครอบครองสิ่งของในรูปแบบเสมือนจริง ซึ่งสื่อถึงสถานะทางสังคมและรสนิยมส่วนตัว เหมือนกับที่หลายๆ คนชอบสะสมรองเท้าราคาแพง

ขณะที่บางคนให้เหตุผลในแง่ของการลงทุน โดยระบุว่า NFTs มีราคาที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นโอกาสดีที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนก้อนโต โดยผู้ซื้อบางรายไม่ได้ซื้อเพราะความชอบในผลงานแต่ซื้อเพื่อการลงทุน พวกเขามักขาย NFTs ออกไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทำกำไร

อีกสาเหตุที่ NFTs ได้รับความนิยมมากขึ้นก็เป็นผลมาจากการที่คริปโตเคอร์เรนซีเติบโตขึ้นด้วย เพราะนักลงทุนมักใช้สกุลเงินดิจิทัลในการซื้อขาย NFTs

เปลี่ยนอนาคตงานศิลปะและการลงทุน

นักลงทุนบางส่วนมองว่าในอนาคตจะมีการซื้อขายสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากขึ้นในรูปแบบของ NFTs ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการลงทุน

สำหรับศิลปินแล้ว NFTs เป็นการเพิ่มช่องทางในการหารายได้จากงานศิลปะของพวกเขา และยังสามารถรับรายได้เพิ่มเติมจาก NFTs เนื่องจากพวกเขาจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่ NFTs เปลี่ยนมือหลังจากการขายครั้งแรก

ตัวอย่างเช่น เบนจามิน อาเหม็ด (Benyamin Ahmed) เด็กชายวัย 12 ปีจากลอนดอนที่สามารถทำเงินจากการขายผลงานศิลปะดิจิทัลไปได้เกือบ 400,000 เหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

นอกจากวงการศิลปะแล้วผู้สนับสนุนยังมองว่า NFTs ยังสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของดนตรี กีฬา และเกมได้อีกด้วย เมื่อมันได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

แต่ก็มีความเสี่ยง

เช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี NFTs ไม่ได้รับการควบคุมใดๆ หมายความว่าใครก็สามารถสร้างและขาย NFTs ได้ และไม่มีการรับประกันมูลค่าของมัน จึงมีความเสี่ยงในการลงทุน ตลอดจนมีความเสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกงและหลอกลวงเช่นกัน

Photo by REUTERS/Annegret Hilse

พบซาก ‘อาณาจักรพูยอ’ อารยธรรม 2,000 ปีในแผ่นดินจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668828

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 16:43 น.พบซาก ‘อาณาจักรพูยอ’ อารยธรรม 2,000 ปีในแผ่นดินจีนจีนพบซาก ‘อาณาจักรฟูอวี๋’ โบราณ หรือที่ชาวเกาหลีเรียกว่าอาณาจักรพูยอ อารยธรรมเก่าแก่ที่มีอายุราว 2,000 ปี

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองฉางชุน เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ว่าสถาบันวิจัยวัตถุทางวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลจี๋หลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เปิดเผยการค้นพบหมู่ซากปรักหักพังของอาณาจักรฟูอวี๋ (Fuyu Kingdom) ณ แหล่งโบราณคดีหย่งอัน ในเขตเฟิงหม่านของเมืองจี๋หลิน

หวังชง หัวหน้าทีมโบราณคดีประจำแหล่งโบราณคดีหย่งอัน เผยว่าคณะนักโบราณคดีค้นพบพื้นที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2018 และจนถึงขณะนี้มีการขุดค้นบริเวณดังกล่าวแล้ว 1,000 ตารางเมตร

นอกจากนั้นคณะนักโบราณคดียังพบอิฐประดับ กระเบื้อง ส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมอื่นๆ เศษเครื่องปั้นดินเผา รวมถึงซากบ้าน 2 หลังและบ่อน้ำที่เคยถูกใช้งานในหลายๆ ยุคสมัยด้วย

หวังระบุว่าการค้นพบบ่อน้ำเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าคนโบราณที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แหล่งโบราณคดีหย่งอันมีประวัติขุดเจาะและใช้งานบ่อน้ำมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโป๋ไห่ (ปี 698-926) พร้อมเสริมว่าคณะนักโบราณคดีสามารถฟื้นคืนเทคโนโลยีการขุดเจาะบ่อน้ำสมัยโบราณ ผ่านงานขุดค้นบ่อดังกล่าวที่มีความลึก 7 เมตร

ทั้งนี้ หวังเผยว่านับเป็นเรื่องยากที่คณะนักโบราณคดีจะค้นพบซากบ้านโบราณจากสมัยอาณาจักรฟูอวี๋ ซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชาติพันธุ์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ที่ดำรงอยู่ในสมัยศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช จนถึงปี 494 โดยซากประวัติศาสตร์เหล่านี้บ่งชี้ว่าแหล่งโบราณคดีหย่งอันเคยเป็นเขตที่อยู่อาศัยของอาณาจักรฟูอวี๋ ทั้งยังได้รับข้อมูลใหม่ๆ ที่จะใช้เพื่อวาดภาพฉากวิถีชีวิตของชาวฟูอวี๋และการศึกษาซากโบราณโดยรอบที่มาจากช่วงเวลาเดียวกัน (เนื้อหาข่าวและภาพส่วนนี้ด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว)

ทั้งนี้ อาณาจักรฟูอวี๋เป็นชื่อเรียกในภาษาจีนของอาณาจักรพูยอ ซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชาติพันธุ์เกาหลีที่กินพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในปัจจุบัน 

ประวัติศาสตร์การก่อตั้อาณาจักรฟูอวี๋/พูยอปรากฏทั้งในประวัติศาสตร์จีนและเกาหลี ในประวัติศาสตร์เกาหลีระบุว่า พูยอก่อตั้งโดยกษัตริย์แฮโมซู โดยแฮโมซูมีโอรสที่ชื่อจูมง ซึ่งต่อมาแยกไปก่อตั้งอาณาจักโคกูรยอ 

จูมงเป็นชาวพูยอแต่กำเนิด แต่ถูกบับบังคับให้ออกจากพูยอ ในปี 37 ก่อนคริสตกาล จูมงมีอำนาจและบารมีสามารถรวบรวมชนเผ่าต่างๆ มาสวามิภักดิ์ได้และต่อมาได้กลายเป็นกษัตริย์องค์แรกของโคกูรยอ มีพระนามว่าพระเจ้าทง-มย็อง แห่งโคกูรยอ หลังจากนั้นก็ยังติดต่อกับพูยอด้วย แต่หลังจากรัชสมัยของจูมงแล้วพูยอและโคกูรยอก็ขัดแย้งกัน

ในประวัติศาสตร์จีนพบบันทึกเกี่ยวกับอาณาจักรนี้ในหนังสือประวัติศาสตร์โห้วฮั่นซู (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นยุคหลัง) ระบุว่า ฟูอวี๋/พูยออยู่ในเขตปกครองเซวียนถู ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เขตปกครองของราชวงศ์ฮั่นช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตกตั้งอยู่ในคาบสมุทรเกาหลีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนและมีอำนาจคาบเกี่ยวกับอาณาจักรของชาวเกาหลี เช่นพูยอและโคกูรยอ

ฟูอวี๋/พูยอมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับราชวงศ์ฮั่นตะวันออกในช่วงกลางศตวรรษที่ 1 โดยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของจักรวรรดิฮั่นเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามจากพวกเซียนเปยชนเผ่าทางตอนเหนือของจีนและอาณาจักรโคกูรยอ อาณาจักรของชาวเกาหลีอีกแห่งหนึ่ง

แต่ภายหลังสิ้นราชวงศ์ฮั่นแล้ว ฟูอวี๋/พูยอถูกพวกเซียนเปยรุกราน แต่อาณาจักรจิ้นของจีน (ยุคหลังสามก๊ก) ช่วยฟื้นฟูขึ้นมา แต่ก็ถูกพวกเซียนเปยทำลายลงอีกในปี 346 จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโคกูรยอในปี 494

ผู้อยู่เบื้องหลังแซนด์วิช Subway จากเงินตั้งต้นเพียง 1 พันดอลลาร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668821

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 15:40 น.ผู้อยู่เบื้องหลังแซนด์วิช Subway จากเงินตั้งต้นเพียง 1 พันดอลลาร์ปีเตอร์ บัค นักฟิสิกส์ผู้ผันตัวมาเปิดร้านแซนด์วิช เบื้องหลังแฟรนไชส์อาหารระดับโลก

ปีเตอร์ บัค (Peter Buck) เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 90 ปี ที่โรงพยาบาลแดนเบอรี รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้แต่เขาคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังร้านแซนด์วิช Subway ด้วยเงินทุน 1,000 เหรียญสหรัฐของเขา นำไปสู่แฟรนไชส์อาหารระดับโลกในทุกวันนี้

จอห์น ชิดซีย์ (John Chidsey) ประธานกรรมการบริหารของ Subway กล่าวในแถลงการณ์ว่า “บัคเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผู้นำที่อุทิศตน ปฏิบัติจริง และเป็นสมาชิกคนสำคัญของ Subway การอุทิศตนและวิสัยทัศน์ของบัคช่วยให้ร้านแซนด์วิชธรรมดาในบริดจ์พอร์ตกลายเป็นแฟรนไชส์ร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

นักฟิสิกส์ผันตัวมาเปิดร้านแซนด์วิช

บัคเกิดในปี 1930 และเติบโตมากับการทำฟาร์ม เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมเซาท์พอร์ตแลนด์ และวิทยาลัยโบว์ดอยน์ ก่อนที่จะศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

เขาทำงานเป็นนักฟิสิกส์ให้กับบริษัทหลายแห่งตั้งแต่ปี 1957 ถึง 1978 ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารในวัย 34 ปี ด้วยเงินทุนเพียง 1,000 เหรียญสหรัฐ

บัคก่อตั้งร้านแซนด์วิชซับมารีนร่วมกับเฟรด เดอลูคา (Fred DeLuca) ซึ่งขณะนั้นอายุเพียงแค่ 17 ปี เมื่อเขามาปรึกษากับบัคว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างเพื่อหาเงินเรียนมหาวิทยาลัย บัคจึงชวนให้เปิดร้านแซนด์วิชด้วยกัน

จากเงินพันสู่พันล้าน

ร้านแซนด์วิชของพวกเขาเริ่มกิจการในปี 1965 ที่เมืองบริดจ์พอร์ต รัฐคอนเนตทิคัต โดยใช้ชื่อร้านว่า “Pete’s Super Submarines”

แม้ว่าในตอนแรกจะทำกำไรได้ไม่มากนัก แต่พวกเขายังคงขยายกิจการต่อไป จนกระทั่งปี 1974 ทั้งคู่มีร้านแซนด์วิชถึง 16 สาขาทั่วคอนเนตทิคัต และตัดสินใจเริ่มต้นแฟรนไชส์ด้วยชื่อใหม่ว่า “Subway” ก่อนที่เดอลูคาผู้ร่วมก่อตั้งร้านของบัคจะเสียชีวิตลงในปี 2015 ด้วยวัย 65 ปี

นับตั้งแต่ปี 2007 Subway ได้รับการจัดอันดับอยู่ในลิสต์แฟรนไชส์ชั้นนำของ Entrepreneur (Entrepreneur Franchise 500) มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2015 ติดอันดับ 3 ในรายการ Top Global Franchises และอันดับ 1 แฟรนไชส์ที่เติบโตเร็วที่สุด จนกระทั่งปี 2010 Subway กลายเป็นแฟรนไชส์อาหารจานด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบัน Subway เป็นแฟรนไชส์แซนด์วิชซับมารีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนสาขา 44,000 สาขาทั่วโลก

ตามรายงานของ Forbes และ The Land Report ระบุว่าบัคมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่อันดับ 7 ในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ บัคยังมีมูลนิธิการกุศลปีเตอร์และคาร์เมน ลูเซีย บัค (The Peter and Carmen Lucia Buck Foundation: PCLB) ที่เขาก่อตั้งขึ้นร่วมกับภรรยา

กลยุทธ์ของ Subway

Bloomberg ระบุว่า Subway เน้นการทำแซนด์วิชด้วยขนมปังและวัตถุดิบที่สดใหม่ รวมถึงรายการอาหารแคลอรีต่ำ จึงกลายเป็นที่รู้จักในฐานะทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าร้านฟาสต์ฟู้ดที่เน้นขายแฮมเบอร์เกอร์หรือไก่ทอด

นอกจากนี้ยอดขายของ Subway เพิ่มขึ้นมากหลังจากแคมเปญโฆษณา “Jared, the Subway Guy” เรื่องราวของจาเร็ด โฟเกิล (Jared Fogle) ที่สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า 200 ปอนด์ในเวลาไม่ถึง 1 ปี

เดวิด เฮนเกส (David Henkes) รองประธานของ Technomic Inc. บริษัท วิจัยในชิคาโกกล่าวถึง Subway ว่ามีการตลาดที่ยอดเยี่ยม และอยู่ในอันดับต้นๆ ของแบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ดสำหรับคนรักสุขภาพ

ถึงกระนั้น ภาพลักษณ์ของ Subway เสียหายในปี 2015 เมื่อโฟเกิลรับสารภาพในข้อหาอนาจารเด็กและถูกตัดสินจำคุกมากกว่า 15 ปี ขณะที่ Subway ต้องปิดร้านอาหารในสหรัฐหลายสาขาในปี 2016 และมียอดขายลดลงอย่างมากเมื่อมีร้านค้าคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น

CNN ระบุว่ายอดขายของ Subway ลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และลดลงเกือบ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากยอดขายสูงสุด 12,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013 แต่ Subway ยังคงปรับปรุงเมนูเพิ่มสูตรอาหารและท็อปปิ้งใหม่ๆ ซึ่งช่วยให้บริษัทเพิ่มยอดขายในเดือนส.ค. ที่ผ่านมา

PHOTO: SUBWAY

ยุโรปโกลาหล ประชาชนต้านกฎเหล็กคุมระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668820

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 14:22 น. ยุโรปโกลาหล ประชาชนต้านกฎเหล็กคุมระบาดหนัก ยุโรปเจอทั้งศึกไวรัสและการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนและรัฐบาล หลังการระบาดที่หนักขึ้นอีกทำให้ต้องงัดมาตรการที่เข้มงวดมาใช้ แต่ประชนทนไม่ไหวอีกต่อไป

ทั้งๆ ที่วันหยุดคริสต์มาสกำลังใกล้เข้ามา แทนที่ประชาชนจะได้ดื่มด่ำกับเสรีภาพในการพักผ่อนหย่อนใจ ออสเตรียต้องเจอกับการระบาดที่หนักหน่วงอีกครั้งจนต้องมีคำสั่งปิดร้านค้า ร้านอาหาร และตลาดรื่นเริงในวันจันทร์ กลับสู่การล็อกดาวน์ตามข้อจำกัดของโควิด-19 ที่เข้มงวดที่สุดในยุโรปตะวันตกครั้งแรกในรอบหลายเดือน

ชาวออสเตรียตื่นขึ้นในเช้าวันจันทร์ ชาวออสเตรีย 8.9 ล้านคนที่ไม่ได้ฉีควัคซีนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน ยกเว้นไปทำงาน ซื้อของจำเป็น และออกกำลังกาย

การตัดสินใจดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยมีคนหลายหมื่นคนออกมาเดินตามท้องถนน บางคนกล่าวโทษรัฐบาลที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านี้เพื่อป้องกันคลื่นการระบาดล่าสุดที่ถล่มยุโรป

นักเคลื่อนไหวต่อต้านการฉีดวัคซีนประท้วงที่ Ballhausplatz ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 หลังจากการประชุมสุดยอดของรัฐบาลออสเตรียเกี่ยวกับวิกฤตโคโรนา ภาพโดย GEORG HOCHMUTH / APA / AFP) /

ในขณะที่ชาวออสเตรียจำนวนมากใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ก่อนคำสั่งให้อยู่แต่บ้านเพื่อเพลิดเพลินกับไวน์หรือซื้อของให้เสร็จก่อนที่จะทำไม่ได้ฝูงชนจำนวน 40,000 คนได้เดินขบวนไปทั่วกรุงเวียนนาเพื่อประณาม “ระบอบเผด็จการ”

อันเดรียส ชไนเดอร์ วัย 31 ปีจากเบลเยียม ซึ่งทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ในเมืองหลวงของออสเตรีย กล่าวถึงการปิดเมืองดังกล่าวว่าเป็น “โศกนาฏกรรม”

“ผมหวังว่ามันจะไม่เป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่เรามีวัคซีนแล้ว” เขากล่าว

ผู้ประท้วงรวมตัวกันที่ใจกลางเมืองซาเกร็บเพื่อประท้วงมาตรการป้องกันโควิด-19 เช่น ใบรับรองภาคบังคับสำหรับภาครัฐ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (ภาพโดย Denis LOVROVIC / AFP)

พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดเรียกร้องให้มีการชุมนุม ผู้ประท้วงบางคนสวมดาวสีเหลืองที่เขียนว่า “ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน” โดยล้อเลียนดาราของเดวิด ที่นาซีบังคับให้ชาวยิวสวมไว้ในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สะท้อนทัศนะของฝ่ายวาที่คิดว่าคำสั่งของรัฐบาลออสเตรียเป็นคำสั่งเผด็จการที่เพ่งเล็งคนที่ไม่ฉีดวัคซีนเป็นชนกลุ่มน้อย

คาร์ล เนฮัมเมอร์ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ ว่ามีคนราว 6,000 คนประท้วงในเมืองลินซ์

ที่อื่นๆ ในยุโรป เนื่องจากการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นและมาตรการต่อต้านโควิดเริ่มเข้มงวดขึ้น ความไม่พอใจก็ปะทุขึ้นในการประท้วงเช่นกัน โดยบางส่วนเกิดเหตุรุนแรงจากการปะทะกับตำรวจ

ผู้ประท้วงถือธงและป้ายระหว่างการประท้วงต่อต้านมาตรการปัจจุบันเพื่อจัดการกับการแพร่ระบาด การตรวจสุขภาพและการฉีดวัคซีนของ Covid-19 ในเมืองโลซานน์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 ชาวสวิสจะออกเสียงรับหรือไม่รับหลายมาตรการสกัดไวรัสของรัฐบาล แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะมีอัตราการฉีดวัคซีนของประเทศต่ำกว่าประเทศในยุโรปอื่นๆ (ภาพโดย Fabrice COFFRINI / AFP)

ประชาชนกว่า 130 คนถูกจับกุมในเนเธอร์แลนด์ในช่วง 3 วันของเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดจากเคอร์ฟิวควบคุมโควิด และในกรุงบรัสเซลส์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ยิงปืนใหญ่ฉีดน้ำและแก๊สน้ำตาใส่ที่ตำรวจประท้วงกล่าวว่ามีผู้เข้าร่วม 35,000 คน

ในเดนมาร์ก ผู้ประท้วงราว 1,000 คนได้ระบายความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่จะนำสถานะบัตรผ่านโควิดมาใช้กับข้าราชการ

ภาพหลัก – ผู้ประท้วงจุดไฟเผาสิ่งของบนถนนระหว่างการประท้วงต่อต้านมาตรการของรัฐบาลเบลเยียมในการควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 และการฉีดวัคซีนภาคบังคับในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (ภาพโดย HATIM KAGHAT / BELGA / AFP)

Rolls-Royce เผยโฉมเครื่องบินไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668815

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 13:11 น.Rolls-Royce เผยโฉมเครื่องบินไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลก“จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม” (“Spirit of Innovation”) มีความเร็วสูงสุด 623 กม. / ชม. ในระหว่างการทดสอบการบินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Rolls-Royce เปิดเผยว่า เครื่องบิน “Spirit of Innovation” ที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดเป็นเครื่องบินไฟฟ้าทั้งระบบที่มีความเร็วที่สุดในโลก โดยสร้างสถิติโลกใหม่ 3 รายการ เมื่อเวลา 15:45 น. (GMT) ของวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เครื่องบินบรรลุความเร็วสูงสุด 555.9 กม. / ชม. ในระยะทาง 3 กิโลเมตร ทุบสถิติเดิม 213.04 กม. / ชม.

ในการทดสอบครั้งต่อมาที่ไซต์ทดสอบเครื่องบินทดลอง Boscombe Down ของกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร เครื่องบินดังกล่าวทำความเร็วได้ 532.1 กม. / ชม. ในระยะทาง 15 กิโลเมตร เร็วกว่าสถิติก่อนหน้านี้ที่ 292.8 กม. / ชม. และทำลายเวลาที่เร็วที่สุดในการพุ่งขึ้นไปที่ระดับความสูง 3,000 เมตรภายใน 202 วินาที

ในระหว่างการบินเพื่อทำลายสถิติ เครื่องบินดังกล่าวยังทำความเร็วสูงสุด 623 กม. / ชม. ซึ่งทางบริษัทเชื่อว่าทำให้ “Spirit of Innovation” เป็นเครื่องบินไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลก

ทั้งนี้ Rolls-Royce ได้ส่งข้อมูลการทำสถิตินี้ไปยัง Fédération Aéronautique Internationale (FAI) หรือ สหพันธ์กีฬาทางอากาศโลก ซึ่งควบคุมและรับรองบันทึกการบินและอวกาศของโลก เพื่อยืนยันว่าเครื่องบินรุ่นนี้เป็นเครื่องบินไฟฟ้าที่เร็สที่สุดในโลก ใบพัดมีอัตราการหมุนรอบต่อนาที (rpm) ที่ 2200 rpm หรือเร็วกว่า 2 เท่าของการหมุนของเครื่องซักผ้าในอัตราหมุนเร็วสุด 

“Spirit of Innovation” ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังไฟฟ้า 400kW (500 + แรงม้า) หรือเท่ากับรถซูเปอร์คาร์ 282 BHP หนึ่งวคันและชุดแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่มีกำลังแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการบินและอวกาศ แบตเตอรีมีพลังมาพอที่จะชาร์จโทรศัพท์มือได้ 7,500 เครื่อง 

ควาซี ควาร์เต็ง (Kwasi Kwarteng) รัฐมนตรีกระทรวงธุรกิจของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “เครื่องบิน Spirit of Innovation ปฏิวัติวงการของ Rolls-Royce ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าของสหราชอาณาจักรในด้านนวัตกรรม และการทำลายสถิตินี้แสดงศักยภาพของการบินด้วยไฟฟ้าและช่วยปลดล็อกเทคโนโลยีที่สามารถทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้

ภาพจาก Rolls-Royce plc

“ท้าทายกฎฟิสิกส์” สหรัฐอึ้งจีนมีจรวดไฮเปอร์โซนิกได้ยังไง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668803

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 11:46 น."ท้าทายกฎฟิสิกส์" สหรัฐอึ้งจีนมีจรวดไฮเปอร์โซนิกได้ยังไง?สื่อเผยจีนซุ่มพัฒนาขีปนาวุธแบบไฮเปอร์โซนิก ความเร็วเหนือเสียง 5 เท่า สร้างความประหลาดใจต่อสหรัฐเป็นอย่างมาก

บลูมเบิร์กอ้างรายงานของไฟแนนเชียล ไทมส์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาซึ่งเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการทดสอบขีปาวุธความเร็วเหนือเสียงของกองทัพจีน ที่ได้ทำการทดสอบไปเมื่อเดือนก.ค. โดยระบุว่าเป็นขีปนาวุธแบบไฮเปอร์โซนิกพิสัยไกล ที่สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ และสามารถเดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียงถึง 5 เท่า ซึ่งยังไม่เคยพบว่าประเทศใดมีขีดความสามารถในการพัฒนาขีปนาวุธเท่านี้มาก่อน

ท่ามกลางความประหลาดใจและตื่นตระหนกของบรรดาเจ้าหน้าที่สหรัฐ โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวกับไฟแนนเชียล ไทมส์ว่าความสำเร็จครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการ “ท้าทายกฎฟิสิกส์”

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก DARPA หน่วยงานวิจัยขั้นสูงของเพนตากอนยังคงเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจว่าจีนสามารถเอาชนะข้อจำกัดทางฟิสิกส์ด้วยการยิงขีปนาวุธที่เดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียงเท่านี้ได้อย่างไร

อันคิต แพนด้า นักวิจัยอาวุโสในโครงการนโยบายนิวเคลียร์ของ Carnegie Endowment for International Peace กล่าวว่านี่เป็นเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อน เท่าที่เขาทราบ

ทั้งนี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์รายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่าจีนได้ทำการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงในวันที่ 27 ก.ค. และวันที่ 13 ส.ค. ท่ามกลางความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับความสามารถทางทหารที่ก้าวหน้าของจีน

หากการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงของจีนได้รับการยืนยันนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสหรัฐ อย่างไรก็ตามจีนปฏิเสธรายงานดังกล่าวโดยกล่าวว่าการทดสอบในเดือนก.ค. เป็นการทดสอบยานอวกาศที่จะนำกลับมาใช้ใหม่

ทว่า ตามรายงานของไฟแนนเชียล ไทมส์ระบุว่าการทดสอบยานอวกาศนั้นเกิดขึ้น 11 วันก่อนการทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก

ด้านนายพลจอห์น ไฮเทน รองประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐมีความกังวลต่อการพัฒนาขีปนาวุธของจีนเป็นอย่างมาก และระบุว่ากองทัพจีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถที่น่าทึ่ง ซึ่งวันหนึ่งจีนอาจสามารถใช้นิวเคลียร์โจมตีสหรัฐได้อย่างน่าประหลาดใจ

ทั้งนี้ เพนตากอนเตือนในรายงานที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาระบุว่า จีนกำลังขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว และอาจมีหัวรบนิวเคลียร์ถึง 1,000 ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดกับไต้หวันที่เพิ่มขึ้น

ภาพ – ขีปนาวุธแบบแนวคิด Hypersonic Air-breathing Weapons Concept (HAWC) ของบริษัท Raytheon Missiles & Defense (Raytheon Missiles & Defense/Handout via REUTERS)

“สีจิ้นผิง” ลั่นไม่คิดข่มเหงรังแกชาติอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668786

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 10:32 น."สีจิ้นผิง" ลั่นไม่คิดข่มเหงรังแกชาติอาเซียน“จีนไม่เคยแสวงหาอำนวจ ครอบงำ หรือข่มเหงรังแกประเทศที่เล็กกว่า และจะทำงานร่วมกับอาเซียนเพื่อขจัดการแทรกแซงจากภายนอก” สี จิ้นผิงกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนกล่าวต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยยืนยันว่ารัฐบาลจีนจะไม่แสวงหาอำนาจและบีบบังคับประเทศสมาชิกอาเซียน

“จีนไม่เคยแสวงหาอำนวจ ครอบงำ หรือข่มเหงรังแกประเทศที่เล็กกว่า และจะทำงานร่วมกับอาเซียนเพื่อขจัดการแทรกแซงจากภายนอก” สี จิ้นผิงกล่าว โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้จะก่อให้เกิดสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาในภูมิภาค

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่าการประชุมสุดยอดเปิดฉากขึ้นโดยไม่มีตัวแทนจากเมียนมา ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ขณะที่โฆษกรัฐบาลเมียนมาไม่ตอบรับการร้องขอความเห็นของรอยเตอร์ส

ก่อนหน้านี้มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งเป็นผู้นำในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ถูกตัดชื่ออกจากการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

การหายตัวของนักเทนนิสกับศึกชิงอำนาจการเมืองจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668766

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 19:06 น.การหายตัวของนักเทนนิสกับศึกชิงอำนาจการเมืองจีนการหายตัวและการปรากฏตัวอีกครั้ง (แบน่ากังขา) ของเผิงซ่วยอาจไม่ใช่แค่กรณี MeToo ธรรมดาๆ แต่อาจจะมีอะไรที่ลึกกว่านั้น

ชื่อของ “เผิงซ่วย” กลายเป็นที่คุ้นหูของคนนอกวงการเทนนิสในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะมันเป็นชื่อของนักเทนนิสหญิงชื่อดังชาวจีนที่จู่ๆ ก็หายหน้าค่าตาไป หลังจากออกมาแฉว่าเธอถูกคุกคามทางเพศและมี “ความสัมพันธ์” ต่อจากนั้นอีกหลายปีกับจางเกาลี่ อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน

หลังจากนั้นคนในวงการเทนนิสทั้งระดับบริหารและระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งชายและหญิง (เช่น เซเรนา วิลเลียมและนาดาลกับเฟเดอเรอร์) ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบสวนการหายตัวไปของเพื่อนร่วมวงการ

นี่ถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เพราะปกติแล้ววงการเทนนิสไม่ค่อยจะแตะเรื่องการเมือง อันที่จริงท่าทีของดาราเทนนิสเหล่านี้ก็ไม่เชิงเป็นการเมืองนัก ออกจะเป็นห่วงเพื่อนร่วมอาชีพมากกว่า

ในเวลาต่อมาเผิงซ่วยก็ปรากฏตัวในงานอีเวนต์ที่จีนทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดิโอ (ดูภาพประกอบบทความนี้)

เหมือนกับเป็นการยืนยันว่าเธอยังอยู่ดีไม่ได้ถูกคุกคาม แแต่สื่อตะวันตก (โดยเฉพาะกลุ่มที่กัดจีนไม่ปล่อยและมีเรื่องกับทางการจีนบ่อยๆ เช่น The New York Times) ยังบอกว่า “น่ากังขา”

จะว่าไปแล้วมันก็อดกังขาไม่ได้ เพียงแต่ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเผิงซ่วยไม่ได้ถูกคุกคาม และยืนยันไม่ได้เช่นกันว่าเธอถูกบีบให้แสดงตัว

สำหรับคนไทยเรื่องนี้อาจจะดูไกลตัวแต่จริงๆ แล้วถ้าคิดว่าจีนเป็นประเทศสำคัญที่เกี่ยวพันกับชะตากรรมรอบข้าง เรื่องนี้ไม่ถือว่าไกลตัว

สำหรับชาวตะวันตกเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนที่โลกตะวันตกโจมตีจีนมาตลอด และพวกเขายังมองในมิติเรื่องที่ผู้หญิงทั่วโลกการลุกขึ้นมาเปิดโปงการกระทำมิดีมิร้ายของผู้ชายและการกดขี่ของสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ หรือขบวนการ MeToo

กรณีของเผิงซ่วยที่ถูกคนระดับรองนายกฯ ลวนลามจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องของ MeToo ที่ถูกปิดปากไป

แต่สื่อตะวันออกในกลุ่มภาษาจีน (โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจีน) กลับมองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่อง MeToo แต่เป็นการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่างหาก

พวกเขามองว่า จางเกาหลี่นั้นเป็นคนของฝ่ายเจียงเจ๋อหมิน อดีตประธาานาธิบดีจีนผู้ยังทรงอิทธิพลอยู่ ในระยะหลัง “เจียงซี่/เจียงพ่าย/ซ่างไห่ปาง” หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายเจียงเจ๋อหมินถูกเพ่งเล็งไปจนถึงถูกกวาดล้างจากกลุ่มของสีจิ้นผิงถี่ขึ้นเรื่อยๆ

สื่อที่รายงานทำนองนี้คือ The Epoch Times (ต้าจี้หยวน – ซึ่งเป็นสื่อที่เกี่ยวข้องกับฝ่าหลุนกง)

The Epoch Times สัมภาษณ์หยวนหงปิง นักเขียน นักกฎหมาย นักเคลื่อนไหวชาวจีนที่ลี้ภัยไปอยู่ที่ออสเตรเลีย หยวนหงปิงบอกว่าเรื่องนี้ต้องมีการบงการอยู่เบื้องหลัง เพราะจางเกาลี่เป็นคนที่ปกป้องไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารในสมัยเจียงเจ๋อหมินมาโดยตลอด และอาจทำให้สีจิ้นผิงไม่พอใจ

มีหลายประเด็นที่สีจิ้นผิงต้องการให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารและนโยบายสมัยเจียงเจ๋อหมิน หยวนหงปิงชี้ว่าเช่นสีจิ้นผิงไม่เห็นด้วยกับการที่เจียงเจ๋อหมินจะให้พวกนายทุนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นตัน

เรื่องความขัดแย้งระหว่าง “ซ่างไห่ปาง” (กลุ่มของเจียงเจ๋อหมิน) กับ “จือเจียงซินจวิน” (กลุ่มของสีจิ้นผิง) มีความซับซ้อนเกินกว่าจะสาธยายได้หมด

แต่หยวนหงปิงสรุปว่าความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มอำนาจวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ว่าจะตำหนิ/วิจารณ์การบริหารในยุคของเจียงเจ๋อหมินหรือไม่

โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นในยุคเจียง ซึ่งเราจะเห็นว่าพอสีจิ้นผิงขึ้นมามีอำนาจ สิ่งแรกๆ ที่เขาทำคือประกาศสงครามกับการคอร์รัปชั่นที่กัดกินประเทศอย่างหนัก

ทำไมการวิจารณ์/ตำหนิเจียงเจ่อหมินจึงเป็นเรื่องขึ้นมาได้? หยวนหงปิงกล่าวว่าเพราะฝ่ายอำนาจใหม่ต้องการลดความชอบธรรมของกลุ่มอำนาจเก่านั่นเอง

เป็นความพยายามที่จะยกระดับการสร้าง “ยุคสมัยแห่งสีจิ้นผิง”

หยวนหงปิงกล่าวว่าการพยายามตำหนิเจียงเจ๋อหมินว่ามีส่วนในปัญหาคอร์รัปชั่นยังไม่สำเร็จ แต่เขาอ้างแหล่งข่าวในพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ “มีสำนึกถูกผิด” ว่าสีจิ้นผิงยังไม่ยอมรามือ และจะมีการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงของกลุ่มอำนาจในพรรคในประเด็นนี้

แต่เรื่องนี้ต้องฟังหูไว้หู เพราะ The Epoch Times มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือและการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามมันยังพอใช้สังเกตการณ์ได้ในฐานะสื่อที่มีทัศนะตรงข้ามหรือคัดค้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซึ่งท่าทีคัดค้านก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฝ่ายที่ถูกต้องด้วย)

หยวนหงปิงเองแม้จะมีผลงานเขียนมากมายในเรื่องการเปิดโปงรัฐบาลจีน แต่เราก็ต้องฟังหูไว้หูเช่นกัน ตราบใดที่ยังไม่มีแถลงการณ์ทางการของรัฐบาลจีน ให้พิจารณาว่าเรื่องนี้เป็นเพียง “ความเห็น” หรือ “ข้อสังเกต” ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

และสาเหตุที่สื่อตะวันตกยังไม่มองมาที่จุดนี้อาจเป็นเพราะ 1. มันยังไม่มีหลักฐานชัดๆ 2. พวกเขาไม่ทันมองจุดนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเพราะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอมากกว่า 

เอาเข้าจริงแล้วดูจากปฏิกิริยาของโลกตะวันตกทั้งฝ่าย WTA ไปจนถึง IOC โลกตะวันตกไม่จำเป็นต้องขุดลึกไปถึงขนาดว่าเผิงซ่วยพัวพันกับศึกชิงอำนาจหรือไม่ เพราะกรณีเผิงซ่วยหายตัวไปหลายวันก็มากพอที่จะบีบจีนในเรื่องการกีฬาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนกำลังจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว

การแทรกแซงจากต่างชาติเป็นสิ่งที่จีนยอมรับไม่ได้มากที่สุด แต่นี่จีนเล่นเปิดแผลให้คนนอกเข้ามาซ้ำเอง

กับคำถามที่ว่างแล้วเผิงซ่วยไปเกี่ยวอะไรกับศึกชิงอำนาจนี้จึงไม่สำคัญนักในระดับเวทีการเมืองโลก แม้มันอาจมีนัยทางการเมืองภายในก็ตาม

และเรายังไม่มีทางรู้ได้ในเวลานี้ว่าเผิงซ่วยเกี่ยวพันการเมืองภายในขนาดไหน แต่ถ้าใช้คำอธิบายของหยวนหงปิง มันเป็นคำถามเปิดที่สามารถตอบได้โดยใช้ข้อมูลเรื่องการงัดข้อระหว่างกลุ่มอำนาจของจางเกาหลี่/เจียงเจ๋อหมินกับกลุ่มของสีจิ้นผิง

จะผิดจะถูกอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ลี้ลับพอๆ กับการเมืองภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo TWITTER @QINGQINGPARIS via REUTERS 

คืนชีพภาพพระโพธิสัตว์สีน้ำเงินที่ถูกตอลิบานทำลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668758

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 15:40 น.คืนชีพภาพพระโพธิสัตว์สีน้ำเงินที่ถูกตอลิบานทำลายผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประดิษฐ์ ‘ซุปเปอร์โคลน’ ของจิตรกรรมฝาผนังอัฟกันที่ถูกทำลาย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้สร้าง “สุดยอดแบบจำลองโคลน” หรือ super clone ของภาพจิตรกรรมฝาผนังอัฟกันที่กลุ่มตอลิบานทำลายโดยใช้เทคนิคดั้งเดิมและดิจิทัลที่พวกเขาหวังว่าจะกอบกู้ “จิตวิญญาณ” ของงานพุทธศิลป์นี้สำหรับคนรุ่นอนาคต

ภาพวาดในถ้ำสมัยศตวรรษที่ 7 พังยับเยินไม่มีเศษเสี้ยวเดียวหลงเหลืออยู่ หลังการทำลายล้างในปี 2544 พร้อมด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่สององค์และศิลปกรรมอื่นๆ ในหุบเขาบามิยันของอัฟกานิสถาน ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประณามทั่วโลก

แต่แบบจำลองที่แม่นยำซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามในการทำซ้ำอันล้ำสมัยเป็นเวลา 3 ปี เนรมิตภาพพระโพธิสัตว์ได้สำเร็จ และได้นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในโตเกียวในเดือนกันยายนและตุลาคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่กลุ่มตอลิบานกลับสู่อำนาจในกรุงคาบูล

ภาพจิตรกรรมฝาผนังบนเพดานถ้ำใกล้กับรูปปั้นที่มีชื่อเสียงเป็นภาพพระโพธิสัตว์สีน้ำเงิน มีความยาว 6 เมตรและสูง 3 เมตร สำเนาขนาดเต็มที่ซับซ้อนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซุปเปอร์โคลน” โดยทีมทำซ้ำที่มหาวิทยาลัยศิลปะโตเกียว

ทาคาชิ อิโนะอุเอะ หัวหน้าทีมร่วมของทีมกล่าวว่า “เราประสบความสำเร็จในการสร้างภาพสามมิติที่แม่นยำมาก” ตั้งแต่พื้นผิวจนถึงประเภทของสี

ญี่ปุ่นเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับอัฟกานิสถานและมีส่วนร่วมในความพยายามในการปกป้องมรดกที่หุบเขาบามิยันซึ่งเป็นจุดที่อารยธรรมโบราณในพุทธศาสนากระจายตัวไปยังส่วนอื่นๆ ของเอเชีย และที่ถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของพุทธศาสนาญี่ปุ่น

ทีมงานได้ประมวลผลภาพถ่ายกว่า 100 รูปที่ถ่ายโดยนักโบราณคดีชาวญี่ปุ่นของจิตรกรรมฝาผนังก่อนจะถูกทำลาย เพื่อสร้างแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของพื้นผิว จากนั้นพวกเขาป้อนข้อมูลนี้ลงในเครื่อง ซึ่งแกะสลักรูปร่างที่แน่นอนลงในบล็อกโฟม

เพื่อให้แบบจำลองสมบูรณ์ ศิลปินใช้สีแบบดั้งเดิมในเฉดสีลาพิสลาซูลีคล้ายกับสีที่ใช้สำหรับจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิม

ด้วยกระบวนการนี้ “เราสามารถทำซ้ำการออกแบบที่ใกล้เคียงกับของจริงได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณของพวกเขาไปยังคนรุ่นต่อไป” อิโนะอุเอะศาสตราจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านมรดกวัฒนธรรมยูเรเชียนกล่าว และย้ำว่า “หยุดการกระทำป่าเถื่อน ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันล้ำค่า มรดกแห่งมวลมนุษยชาติ”

ไม่กี่วันก่อนการถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานในเดือนสิงหาคม กลุ่มตอลิบานบุกยึดกรุงคาบูล ทำให้เกิดความกลัวว่าจะหวนคืนสู่การปกครองอันโหดร้ายในปี 2539 ถึง 2544

ระบอบการปกครองใหม่ยืนยันว่าต้องการปกป้องมรดกทางโบราณคดีจากการถูกทำลาย

สำหรับนักประวัติศาสตร์ โคซาคุ มาเอดะ ผู้นำร่วมของทีมทำซ้ำในโตเกียว ภาพที่ “น่าตกใจอย่างใหญ่หลวง” ของพระพุทธรูปยักษ์ที่ถูกทำลายเหลือเพียงฝุ่นยังคงเป็นความทรงจำที่ชัดเจน

“ผมกังวลว่าการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับซากที่เหลืออยู่อีกครั้ง” มาเอดะ ชายวัย 88 ปีผู้มาเยือนหุบเขาบามิยันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่าครึ่งศตวรรษกล่าว

แต่งานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าการทำลายล้างนั้น “ไร้ความหมาย” เมื่อเผชิญกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เนื่องจาก “ทุกสิ่งสามารถแปลงเป็นดิจิทัลได้” เขากล่าว

ในการเยือนบามิยันโดยนักข่าว AFP เมื่อไม่นานมานี้ พบว่าทหารของตอลิบานได้ยืนเฝ้าช่องหินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปสององค์

งานก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์มูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโกยังอยู่ระหว่างดำเนินการในเมืองบามิยัน เมื่อทีม AFP เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ดังกล่าวในเดือนตุลาคม ถึงแม้ว่าแผนจะเปิดดำเนินการในปีนี้จะล่าช้าเนื่องจากการยึดครองของตอลิบาน

มาเอดะกล่าวว่าความฝันของเขาคือการสร้าง “พิพิธภัณฑ์สันติภาพ” แยกต่างหากในหุบเขา และหากเป็นไปได้ ให้จัดแสดงภาพวาดถ้ำจำลองที่นั่น

“เราไม่สามารถนำมันกลับคืนสู่ที่เดิมได้ แต่ผมต้องการนำมันมาสู่บามิยันเพื่อเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่คนในท้องถิ่นสามารถสืบทอดได้” มาเอดะ สมาชิกคณะกรรมการปกป้องมรดกวัฒนธรรมอัฟกันของยูเนสโกกล่าว

“ประเทศชาติจะมีชีวิตอยู่ เมื่อวัฒนธรรมยังคงดำรงอยู่” เขากล่าวข้อความที่เขียนบนแผ่นป้ายที่แขวนไว้ที่ทางเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอัฟกานิสถานในกรุงคาบูล

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP