อินโดฯ อ่วม ติดเชื้อรายวันแซงบราซิลเป็นประเทศระบาดหนักสุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658230

วันที่ 17 ก.ค. 2564 เวลา 10:41 น.

อินโดฯ อ่วม ติดเชื้อรายวันแซงบราซิลเป็นประเทศระบาดหนักสุดในโลกสถานการณ์การแพร่ระบาดในอินโดนีเซียแซงหน้าบราซิล ขึ้นแท่นเป็นประเทศที่ระบาดหนักที่สุดในโลก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันของอินโดนีเซียทุบสิถิติไปอยู่ที่ 56,757 รายเมื่อวันพฤหัสบดี (15 ก.ค.) ส่งผลให้อินโดนีเซียแซงหน้าบราซิลขึ้นเป็นประเทศที่มีการระบาดหนักที่สุดในโลก ท่ามกลางเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่ระบาดไปทั่วประเทศ

ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันของอินโดนีเซียพุ่งเกิน 40,000 รายต่อวันเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจากวันละไม่ถึง 10,000 คนเมื่อ 1 เดือนก่อน

ตัวเลขล่าสุดนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากอินโดนีเซียเพิ่งจะแซงหน้าอินเดียที่เคยมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุดเกิน 400,000 รายต่อวันในช่วงเดือน พ.ค. ขณะที่ตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อของบราซิลลดลงเหลือน้อยกว่า 53,000 รายต่อวัน

ตัวเลขผู้ติดเชื้อรวมของอินโดนีเซียอยู่ที่กว่า 2.7 ล้านราย และเสียชีวิตอีก 70,192 ราย ขณะที่สหรัฐยังแย่สุดในภาพรวมคือ ติดเชื้อรวมเกือบ 34 ล้านราย และเสียชีวิตอีกกว่า 608,000 ราย

วิกฤตในอินโดนีเซียเน้นย้ำให้เห็นว่าการเข้าไม่ถึงวัคซีนส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างไรในขณะที่ประเทศอื่นๆ เปิดประเทศและเริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

จากข้อมูลของ Bloomberg Vaccine Tracker อินโดนีเซียฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรเพียง 11% ของประชากรทั้งหมดราว 270 ล้านคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปที่ 48% และสหรัฐที่ 53%

เปอร์เซ็นต์ที่ต่ำนี้หมายความว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจะตามมาติดๆ ด้วยตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วนั้นการระดมฉีดวัคซีนในวงกว้างทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ Bloomberg ระบุอีกว่า สัปดาห์นี้จนถึงวันพุธการเสียชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นถึง 39% ซึ่งเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก และจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Photo by ADITYA AJI / AFP

หัวหน้าทีมทดลอง Sinovac ชิลีแนะฉีดเข็ม 3 สู้เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658228

วันที่ 17 ก.ค. 2564 เวลา 10:15 น.

หัวหน้าทีมทดลอง Sinovac ชิลีแนะฉีดเข็ม 3 สู้เดลตาการทดลองในชิลีพบแอนติบอดีจากวัคซีน Sinovac ลดลงหลังฉีด แนะฉีดเข็ม 3 เพื่อสู้สายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า หัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Sinovac ในการทดลองขั้นสุดท้ายในชิลีแนะนำให้ฉีดเข็มที่ 3 เพิ่มเพื่อป้องกันสายพันธุ์ที่ร้ายแรงอย่างเดลตา

อเล็กซิส คาเลอร์กิส ผู้อำนวยการสถาบันสถาบันภูมิคุ้มกันวิทยาและภูมิคุ้มกันบำบัดของชิลีเผยว่า การศึกษาแยกต่างหากในหลอดทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อระบุประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตาพบว่า แอนติบอดีที่ยับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่ถูกร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน

ขณะที่ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์จีนเคยบอกว่าแอนติบอดีดังกล่าวลดลงเพียง 3 เท่า

นอกจากนี้ การทดลองทางคลินิกในอาสาสมัคร 2,000 คนยังพบว่า 3% ติด Covid-19 หลังจากฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 2 เพียง 6 เดือน

และยังพบว่าปริมาณแอนติบอดีที่ร่างกายใช้ป้องกัน Covid-19 ลดลงหลังจากผ่านไป 6 เดือน คาเลอร์กิสจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 3 กระตุ้นเพิ่มเติม เพื่อให้สู้กับสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเดลตาได้ดีขึ้น

“การลดลงตามธรรมชาติของแอนติบอดีหลังฉีดวัคซีนย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการฉีดเข็มกระตุ้นเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน” คาเลอร์กิสกล่าว

ทั้งนี้ หลายประเทศตั้งแต่จีน อินโดนีเซีย บราซิลพึ่งพาวัคซีน Sinovac ของจีนเป็นหลัก แต่ก็มีคำถามตามมาว่าวัคซีนนี้ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ หลิวเพ่ยเฉิง โฆษกของ Sinovac เผยกับ Reuters ว่า วัคซีนเข็มที่ 3 จะกระตุ้นแอนติบอดีที่แข็งแรงและคงอยู่ยาวนานเพื่อสู้กับสายพันธุ์เดลตา ทว่าไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

เปิดลิสต์วัคซีนแห่งความหวังจาก protein subunit ใครกำลังพัฒนาอยู่บ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658207

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 20:20 น.

WHO เผยวัคซีนชนิด protein subunit ทั่วโลกมีสัดส่วน 32% ของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ยังรุนแรง บวกกับความกังวลในการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ โลกก็กลับมามีความหวังครั้งใหม่และกำลังตั้งตารอคอยวัคซีนชนิดใหม่ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี protein subunit

แต่ก่อนที่จะไปดูว่าทำไมวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้ถึงเป็นความหวังใหม่ของโลก เรามาดูกันก่อนว่าวัคซีนนี้มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร

วัคซีนชนิด protein subunit หรือบางครั้งเรียกว่า acellular vaccines เป็นวัคซีนที่ผลิตมาจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อโคโรนาไวรัส SAR-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค Covid-19 ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ที่นำมาเพาะเลี้ยงเพื่อสร้างโปรตีนหนาม (spike protein) แล้วทำให้มีความบริสุทธิ์ด้วยกระบวนการทางเคมีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีแบคทีเรียหรือสสารอื่นหลงเหลืออยู่ จากนั้นนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิก่อนฉีดเข้าสู่ร่างกาย

ต่างจากวัคซีนชนิดอื่นอย่างไร

messenger RNA (mRNA) vaccine เป็นการเอาชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเชื้อโคโรนาไวรัส (mRNA) ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนส่วนที่เป็นปุ่มหนามของเชื้อไวรัสมาสังเคราะห์เป็นรหัสคำสั่งที่เรียกว่า S-spike mRNA

เมื่อฉีดวัคซีนชนิด mRNA เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ในร่างกายผลิตโปรตีนส่วนที่เป็นปุ่มหนามของไวรัสขึ้น และโปรตีนที่ผลิตในส่วนนี้เองจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Antigen) ให้ร่างกายรู้จักกับเชื้อโคโรนาไวรัส และสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibody) ป้องกัน Covid-19 และในกระบวนการนี้ mRNA ที่ฉีดเข้าไปจะถูกเซลล์ทำลายด้วยจึงไม่สะสมหรือฝังตัวอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ในร่างกาย

Inactivated Virus Vaccine หรือวัคซีนเชื้อตาย ผลิตโดยการเลี้ยงไวรัสชนิดนี้ให้ได้ปริมาณมากแล้วมาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว

Viral Vector Vaccine เป็นการตัดต่อทางพันธุกรรมโดยการใช้สารพันธุกรรมของ SAR-CoV-2 ใส่เข้าไปในตัวไวรัสชนิดอื่นที่ไม่ก่อโรค (เรียกไวรัสนี้ว่า Viral Vector) เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปในร่างกายแล้ว Viral Vector จะพาเอาสารพันธุกรรมนั้นเข้าไปในเซลล์ของเรา ทำให้เกิดการสร้างโปรตีนที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส SAR-CoV-2 ขึ้นมา จากนั้นร่างกายจะรับรู้ว่าโปรตีนที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมและจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมา

สรุปง่ายๆ คือ วัคซีนชนิด mRNA ประกอบด้วยคำสั่งทางพันธุกรรมเพื่อให้เซลล์ในร่างกายผลิตแอนติเจนด้วยตัวเอง แต่วัคซีนชนิด ptotein subunit มีแอนติเจนอยู่แล้วจากการเพาะเลี้ยงในห้องทดลอง ดังนั้นร่างกายจึงไม่ต้องสร้างแอนติเจนหรือหนามโปรตีนที่จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีอีก

จุดเด่นจุดด้อยของเทคโนโลยี protein subunit

เทคโนโลยีนี้ใช้อย่างแพร่หลายมานานแล้วในวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ไอกรน และวัคซีนเอชพีวีป้องกันมะเร็งปากมดลูก บวกกับการใช้ส่วนหนึ่งของเชื้อไวรัสที่ไม่เป็นอันตรายมาผลิตจึงมีผลข้างเคียงน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิตู้เย็นปกติ

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ใช้เพียงส่วนหนึ่งของเชื้อโคโรนาไวรัสจึงอาจสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่นาน จึงต้องมีการเติมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และอาจต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพิ่มเติม

บริษัทยาหลายแห่งกำลังพัฒนาวัคซีนนี้

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) วัคซีนชนิด protein subunit ทั่วโลกมีสัดส่วน 32% ของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก

การพัฒนาในจีน

วัคซีนชนิด protein subunit ตัวแรกของจีนคือ วัคซีน ZF2001 ที่บริษัท Anhui Zhifei Longcom Biopharmaceutical และสถาบันจุลชีววิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนร่วมกันพัฒนา ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในประเทศจากทางการจีนเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา

การทดสอบทางคลินิกในระยะที่ 1 และ 2 แล้วเสร็จเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายในอุซเบกิสถาน ปากีสถาน เอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย

ผลการทดลองทางคลินิกในระยะที่ 1 และ 2 ที่ทำในอาสาสมัครอายุระหว่าง 18-59 ปีที่ร่างกายแข็งแรงจำนวน 950 คน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Infectious Diseases พบว่า 97% ของอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีน 3 โดสโดสละ 25 ไมโครกรัม มีภูมิคุ้มกันต่อ Covid-19 และระดับภูมิคุ้มกันของกลุ่มนี้สูงกว่าของผู้ป่วยที่หายจาก Covid-19 แล้ว และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (serious adverse events)

หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ร่างกายของอาสาสมัคร 76% สร้างภูมิคุ้มกัน และหลังจากเข็มที่ 3 ร่างกายของอาสาสมัคร 97% สร้างภูมิคุ้มกัน โดยวัคซีนเข็มที่ 2 ฉีดหลังเข็มแรก 4-8 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 หลังจากฉีดเข็มแรก 6 เดือน

ขณะที่งานวิจัยที่เผยแพร่ก่อนการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่อัพโหลดไว้ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ BioRXIV เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เกาฝู ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนระบุว่า วัคซีน ZF2001 ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เบตาซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ แม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลง 1.6 เท่าซึ่งเป็นระดับที่ยอมรับได้

ส่วนวัคซีนตัวที่ 2 คือ วัคซีนของ China National Pharmaceutical Group หรือ Sinopharm ที่ได้รับการอนุมัติให้ทดลองทางคลินิกเมื่อต้นเดือน เม.ย.

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนชนิดเดียวกันนี้ที่กำลังพัฒนาอีกหลายตัว ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Clover BioPharmaceuticals ในเมืองเฉิงตู ที่เริ่มทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 เมื่อเดือน มี.ค. โดยผู้เข้าร่วมวัยผู้ใหญ่รวมทั้งผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี กว่า 22,000 คนจากละตินอเมริกา เอเชีย ยุโรป และแอฟริกาจะได้รับวัคซีน 2 เข็ม

ขณะที่วัคซีนที่มหาวิทยาลัยเสฉวนร่วมพัฒนากับโรงพยาบาลจีนตะวันตกอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 2 แตกต่างจากวัคซีน protein subunit อื่นๆ เนื่องจากใช้เซลล์ของแมลงในการเพาะเลี้ยงโปรตีนหนามของ Covid-19

วัคซีนตัวเด็ดของสหรัฐ

หลายคนอาจคุ้นหูกับวัคซีน Novavax ของสหรัฐที่มีการพูดถึงกันอย่างหนาหู หลังจากผลการทดลองระยะที่ 3 ในสหรัฐและเม็กซิโกพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้าน Covid-19 สูงถึง 90.4% สูงพอๆ กับวัคซีนชนิด mRNA จาก Pfizer และ Moderna

Novavax (NVX-CoV2373) เป็นวัคซีนป้องกัน Covid-19 ตัวที่ 4 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Novavax ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations: CEPI)

Novavax เริ่มทดลองระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2020 ในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะทดลองในระยะที่ 2 และ 3 ในต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และเม็กซิโก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. บริษัทเผยประสิทธิภาพโดยรวมของการทดลองระยะที่ 3 อยู่ที่ 90.4% จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป 29,960 คนใน 119 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 91% และมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรง 100%

ป้องกันไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ได้ 93.2% โดยเป็นการวิเคราะห์รวมทุกสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VoC) และสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (VoI) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในอังกฤษ และยังรวมถึงสายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในบราซิล, สายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีน VAT00008 หรือชื่อเก่าคือ VAT00002 ซึ่งพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท Sanofi ของฝรั่งเศส และ GlaxoSmithKline บริษัทยาสัญชาติอังกฤษ-อเมริกัน ที่เริ่มทดสอบทางคลินิกระยะสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ในอาสาสมัครอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจำนวนกว่า 35,000 คนจากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐ เอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา

ผลการทดลองในระยะที่ 2 พบว่าอาสาสมัครในทุกกลุ่มอายุที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้สูง โดยมีอัตราการสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ (seroconversion rates) อยู่ที่ 95-100%

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

จีนจ่อฉีด mRNA เป็นเข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีนจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658197

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

จีนเตรียมใช้วัคซีน mRNA ตัวเดียวกับ Pfizer/BioNTech เป็นเข็มกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายของจีนครบโดส

Caixin สื่อท้องถิ่นจีนรายงานว่าจีนกำลังวางแผนที่จะใช้วัคซีนชนิด mRNA ซึ่งบริษัท Fosun Pharma ของจีนวางแผนร่วมผลิตวัคซีนกับบริษัท BioNTech ของเยอรมนีเพื่อใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่ชาวจีนที่เคยรับวัคซีนครบโดสแล้วโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แหล่งข่าวเผยว่าวัคซีนดังกล่าวจะมีชื่อทางการค้าว่า Comirnaty หรือชื่อทางการคือ BNT162b2 ซึ่งเหมือนกันกับวัคซีนที่ BioNTech ร่วมพัฒนากับ Pfizer ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก หรือที่มักเรียกกันว่าวัคซีน Pfizer/BioNTech

โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรออนุมัติจากองค์การเภสัชกรรมจีนซึ่ง Fosun คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม และมีกำลังการผลิตราว 100 ถึง 200 โดสต่อเดือน

หากได้รับการอนุมัติวัคซีน BioNTech จะเป็นวัคซีนต่างประเทศตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติใช้ในประเทศจีน หลังจากที่ก่อนหน้านี้วัคซีนที่จีนอนุมัติล้วนเป็นวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทในประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น CanSino, Sinopharm, Sinovac และ Zhifei

ทั้งนี้ วัคซีนที่ผลิตโดยบริษัท BioNTech มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ 95% ตามผลการทดลองวัคซีนระยะสุดท้าย และหลายการศึกษาชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้รวมถึงสายพันธุ์เดลตาซึ่งทั่วโลกกำลังกังวล

ขณะที่ในการทดลองทางคลินิกและการใช้จริงพบว่าวัคซีนเชื้อตายที่ผลิตโดยประเทศจีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมอยู่ที่ 50% ถึงเกือบ 80% และไม่มีข้อมูลการป้องกันสายพันธุ์เดลตา

อย่างไรก็ตามบางส่วนมองว่าการที่จีนร่วมผลิตวัคซีนชนิด mRNA กับ BioNTech ในครั้งนี้เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อตายที่ผลิตเอง หรือเป็นการแข่งขันกับบริษัท Pfizer และ Moderna

ขณะนี้ประเทศจีนฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรไปแล้วกว่า 1,400 ล้านโดสซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลก และตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนให้แก่ประชากร 70% ภายในสิ้นปีนี้ โดยส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเชื้อตายของ Sinovac และ Sinopharm

ด้านสถาบันสถาบันภูมิคุ้มกันวิทยาและภูมิคุ้มกันบำบัด (Millennium Institute for Immunology and Immunotherapy) ในชิลีซึ่งทำการทดลองวัคซีน Sinovac ร่วมกับอาสาสมัครจำนวน 2,000 คน พบว่าแอนติบอดีจากวัคซีนดังกล่าวลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน

นอกจากนี้เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนกับโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาพบว่าแอนติบอดีลดลง 4 เท่าเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม ทีมวิจัยจึงได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์กลายพันธุ์อื่นๆ

Photo by STR / AFP

หุ้น Moderna ออลไทม์ไฮอีกครั้งหลังได้ร่วมดัชนี S&P 500 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658179

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 16:45 น.

บริษัท Moderna ได้เข้าร่วมคำนวณในดัชนี S&P 500 หลังมูลค่าตลาดแตะแสนล้านเหรียญเป็นครั้งแรก

บลูมเบิร์กรายงานว่า Moderna Inc. บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่โด่งดังจากการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 หุ้นพุ่ง 6% ปิดที่ 259.68 เหรียญสหรัฐ และแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 261.22 เหรียญสหรัฐอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

หลังได้รับการเสนอชื่อให้เข้าร่วมคำนวณในดัชนี S&P 500 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แทนที่หุ้นของบริษัท Alexion Pharmaceutical ก่อนเริ่มการซื้อขายในวันที่ 21 ก.ค.

สาเหตุสำคัญที่ S&P Dow Jones นำหุ้นของ Moderna มาเข้าร่วมคำนวณในดัชนี S&P 500 นั้นมาจากการที่ราคาหุ้นของบริษัทที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหรือ 150% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19

ทั้งนี้ หุ้นของ Moderna ทำออลไทม์ไฮหลายครั้งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้วหุ้นปรับตัวขึ้นถึง 5.17% ปิดที่ระดับ 234.46 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในขณะนั้น หลังจากที่บริษัทประกาศผลการทดลองชี้ว่าวัคซีนสามารถป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ได้หลายสายพันธุ์

ก่อนที่จะขยับขึ้นมาเป็น 239.34 เหรียญสหรัฐเมื่อต้นสัปดาห์นี้ และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 246.66 เหรียญสหรัฐเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่สัปดาห์นี้มูลค่าตลาดของบริษัทแตะ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก

ด้าน Stéphane Bancel ซีอีโอของบริษัท Moderna มีมูลค่าทรัพย์สินพุ่งกระฉูด กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเป็นครั้งแรกเมื่อวัคซีนของเขาประสบความสำเร็จ

Photo by Johan ORDONEZ / AFP

1 ใน 2 ของคนป่วยโควิดที่เข้าโรงพยาบาลมีภาวะแทรกซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658163

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

วิจัยพบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย Covid-19 ที่เข้าโรงพยาบาลมีอาการอื่นแทรกซ้อน

ผลการวิจัยจากอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet พบว่า 1 ใน 2 ของผู้ป่วย Covid-19 ที่มีอาการหนักจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมีอาการอื่นแทรกซ้อน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับไตและปอด รวมถึงอาการเกี่ยวกับระบบประสาทและระบบหัวใจและหลอดเลือด

แม้ว่าอาการแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นได้บ่อยในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่การวิจัยพบว่ากลุ่มคนที่อายุน้อยก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน โดย 27% ของผู้ป่วย Covid-19 อายุระหว่าง 19-29 ปีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล มีภาวะระบบอวัยวะภายในบาดเจ็บหรือล้มเหลว ขณะที่ 37% ของผู้ป่วยอายุระหว่าง 30-39 ปี มีภาวะเดียวกันนี้

โดยอาการบาดเจ็บที่ไตเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด และอาการเกี่ยวกับตับและลำไส้พบได้บ่อยในผู้ป่วยอายุน้อยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล

การวิจัยนี้ทำในผู้ป่วย Covid-19 จำนวน 73,197 คนที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 300 แห่งทั่วอังกฤษระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค. 2020 ซึ่งหมายความว่า วิจัยนี้ยังไม่รวมถึงจากวัคซีนหรือยารักษาที่มีการพัฒนาขึ้น หรือเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่ระบาดไปทั่วโลก

แคลัม เซมเปิล ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพเด็กและเวชศาสตร์โรคระบาดจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลและหัวหน้าคณะนักวิจัยเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งอาการแทรกซ้อนคือ ต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่แรก “วิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันคือการฉีดวัคซีน”

เซมเปิลยังเผยอีกว่า ผลของการวิจัยนี้ตรงข้ามกับความเข้าใจขณะนี้ที่ว่า Covid-19 เป็นอันตรายเฉพาะกับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วเท่านั้น 

การวิจัยยังพบอีกว่า ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดขึ้นบ่อยกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และในคนผิวดำมากกว่าคนผิวขาว อีกทั้ง 27% ของผู้ป่วยยังช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงหลังจากออกจากโรงพยาบาล โดยไม่เกี่ยวกับอายุ เพศ หรือเชื้อชาติ

ทั้งนี้ ภาวะแทรกซ้อนที่พบในงานวิจัยชิ้นนี้แยกต่างหากจาก long Covid หรือภาวะเรื้อรังต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 ที่เกิดหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนหลังจากติดเชื้อ

ทีมวิจัยเรียกร้องให้เฝ้าดูผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวในผู้ป่วย Covid-19 และแนะนำให้รัฐบาลเตรียมจัดหาผู้เชี่ยวชาญไว้สำหรับ ติดตามอาการของผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19

สื่อนอกตีข่าวสถานทูตในไทยเล่นมุก mRNA แต่ชาวออสเตรเลียไม่ขำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658162

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ขณะที่สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยร่วมเล่นมุก mRNA แต่ชาวออสเตรเลียไม่ตลกด้วย

สืบเนื่องจากมุกอักษรย่อ mRNA ที่คนไทยเล่นกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยก็ได้ออกมาโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กในประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ค. เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความระบุว่า “แต่ละคนอาจจะเข้าใจคำย่อต่างกันไป นี่คือสิ่งที่เพจเราเข้าใจว่า mRNA ย่อมาจากอะไร และนั่นคืออาหารและขนมอันเป็นที่รักของคน #ออสเตรเลีย โดย

M ย่อมาจาก Meat Pie พายเนื้อแบบออสเตรเลีย

R ย่อมากจาก Rocky Road ขนมช็อกโกแลตแท่งแบบไม่อบผสมมาร์ชเมลโลว์

N ย่อมาจาก Neenish Tart ทาร์ตใส่ครีมรสเปรี้ยวอมหวานเคลือบน้ำตาลที่ด้านบน

A ย่อมาจาก Avocado Toast ขนมปังปิ้งทาด้านบนด้วยอะโวคาโดสับ” ท่ามกลางความคิดเห็นนับร้อยรายการที่แตกต่างกันออกไป

แต่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. เว็บไซต์ข่างต่างประเทศ Daily Mail รายงานถึงประเด็นดังกล่าวโดยระบุว่าโพสต์นี้ส่งผลให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมากไม่พอใจ

หนึ่งในนั้นคือ Sam Needham ชาวออสเตรเลียจากนครแอดิเลดซึ่งขณะนี้ประกอบอาชีพครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศไทยกล่าวกับสำนักข่าว AAP ว่าตนมองว่าโพสต์ดังกล่าวสร้างความผิดหวังและไม่นึกถึงผู้อื่น

“มันน่าโมโหเพราะเรากำลังอยู่ในภาวะโรคระบาดใหญ่ทั่วโลกซึ่งมีความตึงเครียดอยู่แล้ว ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 มากกว่า 9,000 รายต่อวัน แต่ในฐานะชาวออสเตรเลียเราไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ หรือกระทั่งสอบถามเรื่องวัคซีนต่อสถานทูต”

Needham เผยพร้อมระบุว่าเขายังโชคดีที่ได้ฉีดวัคซีนผ่านโรเรียนเอกชนที่เขาทำงานอยู่

เช่นเดียวกับ Steve Pettman อดีตแพทย์จากรัฐเซาท์ออสเตรเลียซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่ในภูเก็ตกล่าวว่า ชาวออสเตรเลียต้องหาวัคซีนด้วยตนเองโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตออสเตรเลีย และเขาเชื่อว่าชาวออสเตรเลียคนอื่นๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นและไร้สาระ

Pettman เผยว่าเขาได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในภูเก็ตของรัฐบาลไทย แต่ชาวออสเตรเลียที่อาศัยอยู่ที่อื่นนั้นไม่เหมือนกัน โดยเพื่อนชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ที่เขารู้จักกำลังดิ้นรนเพื่อลงทะเบียนฉีดวัคซีนด้วยตนเอง

ขณะที่ Allan McKinnon เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยอธิบายว่าโพสต์ดังกล่าวทำขึ้นเพื่อความบันเทิง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นโซเชียลมีเดียของไทยกำลังเล่นมุกอักษรย่อ mRNA

พร้อมยอมรับว่าชาวออสเตรเลียบางส่วนอาจมองว่าสถานทูตกำลังเล่นสนุกในสถานการณ์การการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามทางสถานทูตไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังพยายามเร่งดำเนินการเพื่อให้ชาวออสเตรเลียได้รับวัคซีน

ผู้สร้าง Dogecoin ลั่นคริปโตเป็นเรื่องหลอกลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658155

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

Jackson Palmer เผยสาเหตุที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับวงการคริปโตอีกต่อไป

Jackson Palmer ผู้สร้างเหรียญดิจิทัล Dogecoin ปรากฏตัวบน Twitter อีกครั้งหลังจากที่ตั้งค่าเป็นบัญชีส่วนตัวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 และไม่ค่อยออกมาเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเลยแม้กระทั่งตอนที่เหรียญ Dogecoin ของเขาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปีนี้

แต่การปรากฎตัวครั้งนี้ของเขาเพื่อออกมาพูดถึงแวดวงคริปโตและเตือนว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง และเป็นระบบทุนนิยมที่คนรวยกำลังควบคุมทุกอย่างแม้กระทั่งสกุลเงินดิจิทัล

“ผมมักถูกถามว่าจะกลับสู่วงการคริปโตหรือไม่ คำตอบของผมคือ “ไม่” และเพื่อที่จะไม่ต้องออกมาพูดซ้ำอีกผมจะอธิบายตรงนี้ว่าทำไม”

Palmer กล่าวพร้อมอธิบายว่าหลังจากที่ได้ศึกษาคริปโตมาหลายปี เขาเชื่อว่ามันเป็นเทคโนโลยีทุนนิยมแบบฝ่ายขวาอย่างสุดโต่ง ซึ่งทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นไปอีกเพราะสามารถหลบเลี่ยงภาษี และแทบจะไม่ถูกตรวจสอบ รวมถึงความขาดแคลนของอุปทานที่ผู้สร้างตั้งใจทำขึ้นมาเอง

แม้จะอ้างว่าเป็นการกระจายอำนาจ แต่อุตสาหกรรมคริปโตถูกควบคุมโดยกลุ่มคนรวยเพียงไม่กี่คน ท้ายที่สุดก็จะนำเอาสถาบันทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ตลอดจนมีการซื้อสื่อและอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างค่านิยม “รวยทางลัด” หลอกเอาเงินจากผู้คนที่ต้องการเงินหรือคนที่ไม่รู้อะไรเลย

มันเปรียบเสมือนการนำเอาส่วนที่เลวร้ายที่สุดของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน (เช่น การทุจริต การฉ้อโกง ความไม่เท่าเทียม) และใช้ซอฟต์แวร์เพื่อจำกัดการแทรกแซง การตรวจสอบ ระเบียบข้อบังคับ และภาษี

แม้การแสวงหาประโยชน์ทางการเงินจะมีมาก่อนที่จะเกิดสกุลเงินดิจิทัล แต่สกุลเงินดิจิทัลเป็นอีกเครื่องมือที่เพิ่มช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์ของพวกคนรวย และไม่มีการป้องกันอะไรเลยสำหรับคนทั่วไป

“ลืมรหัสผ่านบัญชี? นั่นเป็นความผิดของคุณ

ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง? นั่นเป็นความผิดของคุณ

มหาเศรษฐีควบคุมตลาด? พวกเขาเป็นอัจฉริยะ”

Palmer ยังกล่าวต่อว่าในทุกวันนี้การวิพากษ์วิจารณ์สกุลเงินดิจิทัลก็จะถูกโจมตีโดยผู้มีอำนาจและบรรดานักลงทุนรายย่อยที่โดนขายฝันว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้เป็นมหาเศรษฐี นั่นทำให้เขาไม่อยากจะออกมาพูดอะไรเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลอีกต่อไป เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเขา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

วัคซีน BioNTech สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่า Sinovac 10 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658151

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 12:06 น.

วิจัยชี้วัคซีนชนิด mRNA สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตายอย่างเห็นได้ชัด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ผลการวิจัยจากฮ่องกงพบว่า ปริมาณแอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนชนิด mRNA และวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ช่วยป้องกัน Covid-19 มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นการค้นพบล่าสุดว่าอะไรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์หลากหลายที่เกิดขึ้นหลังการระดมฉีดวัคซีนโดยใช้วัคซีนต่างชนิดกัน

งานวิจัยซึ่งตพิมพ์ในวารสาร Lancet เมื่อวันพฤหัสบดี (15 ก.ค.) พบว่า ระดับแอนติบอดีของบุคลากรสาธารณสุขในฮ่องกงที่ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของ BioNTech ครบทั้งสองโดสแล้วสูงกว่าถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับของบุคลกรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายของ Sinovac

งานวิจัยระบุว่า แม้ว่าในการตรวจวัดความสามารถในการสร้างภูมิตุ้มกันและประสิทธิภาพของวัคซีนของวัคซีนแต่ะชนิดจะไม่ได้รวมถึงแอนติบอดีที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคในภาพรวมด้วย แต่ความแตกต่างของปริมาณภูมิคุ้มกันที่พบในการศึกษาครั้งนี้สามารถบ่งบอกได้ถึงความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดของประสิทธิภาพของวัคซีน

ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันความยอดเยี่ยมของวัคซีนในการปกป้องเชื้อโคโรนาไวรัสทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเต็มที่และครอบคลุม เมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดเชื้อตาย

หลายประเทศตั้งแต่อิสราเอลไปจนถึงสหรัฐที่ใช้วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech และ Moderna เป็นวัคซีนหลัก มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงชัดเจน ขณะที่ประเทศที่ใช้วัคซีนชนิดเชื้อตายจากจีนอย่าง Sinovac และ Sinopharm ตัวเลขยังลดลงไม่มาก

อย่างไรก็ดี วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการหนักและการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

ประสิทธิภาพที่ลดลงของวัคซีนชนิดเชื้อตายส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสนอให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้วฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ลอสแอนเจลิสบังคับสวมแมสก์อีกครั้งหลังเดลตาเล่นงานหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658139

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

ลอสแอนเจลิสและอีกหลายเมืองในสหรัฐกลับมาบังคับสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้งหลังผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นเพราะสายพันธุ์เดลตา

สำนักงานสาธารณสุขนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำหนดใช้มาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยภายในอาคารอีกครั้งแม้กระทั่งผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม หลังจากที่มีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าพันรายต่อวันต่อเนื่องกันมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.)

ดร.มุนตู เดวิส เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลอสแอนเจลิสเสริมว่าประชาชนยังสามารถออกไปทำกิจกรรมหรือรับประทานอาหารข้างนอกได้ แต่อนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยเฉพาะเวลารับประทานอาหารเท่านั้น

หลังจากที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาว่าประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยทั้งกลางแจ้งหรือในร่ม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาลอสแอนเจลิสรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่อยู่ที่ 1,537 รายซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่ทั่วรัฐแคลิฟอร์เนียอยู่ที่ 3,622 รายซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้หลายเมืองในสหรัฐอเมริกายกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรค โดยนอกจากลอสแอนเจลิสแล้วยังมีนครแซคราเมนโตและเฟรสโนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งประกาศในวันเดียวกันว่าประชาชนควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคารรวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

เช่นเดียวกับรัฐเท็กซัสซึ่งเรียกร้องให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือมีความเสี่ยงสูงหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือการพบปะกันในที่ร่ม รวมถึงการทานอาหารนอกบ้าน และกำชับให้สวมหน้ากากอนามัย

Photo by VALERIE MACON / AFP