Rookies : ‘เกรซ-รัชย์ณมนทร์’ นางเอกคนใหม่ของ‘เคน-ธีรเดช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/364124

Rookirs : ‘เกรซ-รัชย์ณมนทร์’ นางเอกคนใหม่ของ‘เคน-ธีรเดช’

Rookirs : ‘เกรซ-รัชย์ณมนทร์’ นางเอกคนใหม่ของ‘เคน-ธีรเดช’

วันเสาร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“เกรซ-รัชย์ณมนทร์ รัชย์จิราธรรม” อดีตนักร้องจากเวทีการประกวดชื่อดัง “เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 6” ที่แจ้งเกิดด้วยวัย 18 ปี ในตอนนั้น กำลังจะเริ่มต้นก้าวใหม่ของตนเองในช่วง 7 ปีให้หลังด้วยการพิสูจน์ฝีมือในฐานะนักแสดงหญิงครั้งแรก กับภาพยนตร์แนวแอ๊กชั่น-ทริลเลอร์เรื่อง “The pool นรก 6 เมตร” จากค่ายทีโมเมนต์ ในเครือ โมโน กรุ๊ป โดยได้ชื่อว่าเป็นนางเอกคนใหม่ของ เคน-ธีรเดช ที่ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ต้องขอล้วงลึกถึงความเป็น “เกรซ” กันสักหน่อย

เมื่อครั้งเป็นเด็กหญิงเกรซ

“ตอนเด็กๆ เกรซเป็นเด็กเนิร์ดเลยค่ะ จัดฟัน ใส่แว่น เน้นเรียนหนังสืออย่างเดียวเลย ก็มีกิจกรรมผ่านเข้ามาในชีวิตบ้างค่ะ ร้องเพลง-รำไทย แต่ไม่ค่อยโดดเด่น เท่าไหร่ เพราะตัวจริงๆ เกรซเป็นเด็กที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ออกแนวลุยๆ มากกว่า เพราะเกรซมีพี่ชาย อายุห่างกัน 2 ปี ก็จะเน้นหนักไปในเรื่องกีฬา ชอบว่ายน้ำ แต่ก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ช่วงเรียน ม.3 อายุประมาณ 15 ปีเกรซเริ่มสนใจวงการบันเทิง ตอนนั้นเกรซเรียนพิเศษคอมพิวเตอร์และได้รู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาสวย เป็นนางแบบ ทำงานหาเงินด้วยตัวเองได้ เกรซก็เริ่มสนใจอยากทำงานในวงการบ้าง เพราะเกรซเห็นแม่ทำงานหนัก เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ดูแลลูกทั้งสองคน เกรซเองก็อยากช่วยเหลือคุณแม่บ้าง อยากช่วยคุณแม่หาเงิน ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เกรซได้ลองไปแคสงานถ่ายแบบต่างๆ ซึ่งตอนนั้นไม่ได้งานเลยค่ะ ก็เลยมุ่งมั่นไปในเรื่องเรียนอย่างเดียวเลย”

แจ้งเกิดจากเวทีประกวด

“แต่เวทีเดอะสตาร์ยังไม่ใช่เวทีการประกวดแรกของเกรซนะคะ เพราะหลังจากที่เกรซเลิกล้มเข้าวงการไป ห่างหายไปตั้งใจเรียนประมาณ 2 ปี จากตอนนั้นเกรซก็เริ่มโตขึ้น เริ่มไปเรียนร้องเพลง ทำให้ตัวเองมีความสามารถมากขึ้น ก็เริ่มต้นการประกวดอย่างจริงจังกับเวทีมิสมอเตอร์โชว์, เวทีดัชชี่ ฯลฯ ก็มีได้เข้ารอบบ้าง ไม่เข้ารอบบ้าง ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รางวัลที่ 1 แต่ก็มีได้เข้ารอบมีเงินรางวัลบ้าง เกรซก็เริ่มสนุกกับการที่เราช่วยคุณแม่หาเงินได้บ้าง อย่างเวทีเดอะสตาร์ ก็ถือว่าเป็นเวทีที่เกรซไปสมัครแบบงงๆ ด้วยซ้ำ เพราะเกรซ, คุณแม่ และพี่ชาย เราตั้งใจไปทำธุระและเที่ยวที่เชียงใหม่ ซึ่งเวทีเดอะสตาร์ มารับสมัครที่เชียงใหม่พอดี และที่สมัครก็ใกล้กับที่เกรซพักคุณแม่ก็บอกให้เกรซลองสมัครดูมั้ย ก็เลยต่อแถวไปสมัครดู จำได้คนเยอะมาก ซึ่งเกรซเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เข้ารอบเลย เพราะเกรซเองไม่ได้เตรียมตัวมาประกวดโดยตรง ซึ่งผลออกมา เราเข้ารอบภาคเหนือมา และเข้ารอบมาเรื่อยๆ จนถึง 22 คนสุดท้ายจากทั่วทั้งประเทศ และเป็น 1 ใน 8 คนสุดท้ายในที่สุดค่ะ”

จากร้อง มาแสดง

“ขอบคุณเวทีเดอะสตาร์จริงๆ ค่ะ เพราะเวทีนี้เป็นเวทีแรกที่ทำให้เกรซได้พัฒนาตัวเองมากขึ้นจริงๆ พอจบการประกวดแล้ว เกรซได้อยู่ในสังคมที่สร้างนักร้อง นักแสดง ได้เจอแต่คนเก่งๆ มันทำให้เกรซได้รับพลังจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ใกล้ชิด อยากเก่งเหมือนเขาบ้าง ร้องเพลงอย่างไรให้ดี เกรซเองก็ค่อยๆ ซึมซับ ทำให้เราได้ค่อยๆ ฝึกฝน ร้องเพลงได้ไพเราะมากขึ้น ดีขึ้น จนสามารถไปร้องเพลงออกงานโดยไม่อายใคร แต่เกรซก็รู้ตัวเองดีว่าเราไม่ได้ร้องเพลงได้เทพเหมือนคนอื่นๆ ผู้ใหญ่ก็มองเห็นว่า เกรซน่าจะไปในทางการแสดงได้ ก็เริ่มส่งเกรซไปฝึกพูดภาษาไทยให้ชัด ไปเรียนการแสดง ฯลฯ ซึ่งเกรซโชคดีมากๆ ค่ะได้มีโอกาสไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย-หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ซึ่งท่านได้ถ่ายทอดวิชาให้ ทำให้เกรซเริ่มรักและสนใจในการแสดงมากขึ้น โดยได้โอกาสจากผู้ใหญ่ทางค่าย เอ็กแซ็กท์ มีผลงานละครอยู่หลายเรื่อง ก่อนหมดสัญญามาอยู่กับทางบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ในปัจจุบันค่ะ”

นางเอกหนังเรื่องแรก

“ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเกรซอีกครั้งค่ะ รู้สึกดีมากๆ เพราะว่าการที่เกรซได้มีโอกาสเล่นหนังเป็นอะไรที่สุดของชีวิตเกรซจริงๆ ลองคิดดูเล่นๆ ปีหนึ่งจะมีหนังไทยสักกี่เรื่อง? 10 ปี มีหนังไทยกี่เรื่อง? มันไม่ได้มีง่ายๆ นะ ซึ่งเกรซได้เป็นหนึ่งในนั้น งานหนังเป็นงานที่แปลกใหม่ เป็นงานที่เกรซไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งตอนแรกที่ได้มีโอกาสไปแคสหนังเรื่องนี้ บอกตามตรงไม่กล้าคาดหวังเลยค่ะเพราะคนมาแคสหนังเรื่องนี้เยอะมาก จนมาได้โอกาสแคสในรอบสุดท้าย เล่นกับพี่ผู้ช่วยผู้กำกับฯ เล่นบทคนสิ้นหวังในชีวิต เราก็พยายามเล่นจากอินเนอร์เอาตัวเองไปอยู่ในโพซิชั่นนั้น ถ้าเราไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีคนรัก จะเป็นอย่างไง แล้วก็แสดงออกมาตามนั้นค่ะ พอรู้ว่าตัวเองได้เป็นนางเอกเรื่องนี้ก็ดีใจมากๆ กับโอกาสที่ยิ่งใหญ่ และเครียดเลย”

บทบาทล่าสุด

“ในหนัง เกรซรับบทเป็นก้อยค่ะ เป็นบทผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งเลย เขาอยู่กับแฟน และแฟนไม่มีอนาคตอะไร ซึ่งเกรซเข้าใจนะ ก็คนมันรัก เขาไม่ได้มองว่าผู้ชายที่เขาคบอยู่ต้องดีเลิศอะไร รักกันก็อยู่ด้วยกัน แต่มันก็มีเรื่องให้ก้อยต้องคิดและเกิดความกดดันขึ้นมา ซึ่งบทนี้เป็นบทที่ไกลจากตัวเกรซค่อนข้างมาก เพราะแม้ว่าในบท ก้อย จะอายุ 25 ปีเท่ากับเกรซในตอนนี้ แต่ประสบการณ์ชีวิต ก้อยมีมากมายกว่าเกรซเยอะมากๆ ซึ่งพี่พิง ลำพระเพลิง ผู้กำกับฯ ก็ช่วยสร้างซีนที่เกิดขึ้นในหัวเกรซ ให้เราอินไปถึงตอนเล่น ก็ทำให้เกรซเข้าใจตัวละครมากขึ้นค่ะ”

ฉากสุดหิน

“คงเป็นฉากแรกๆ ที่ได้เข้าฉากค่ะ คือ หนังเรื่องแรกในชีวิต แค่เดินเข้าฉากมาเกรซก็ตื่นเต้นแล้ว ไม่รู้จะก้าวขาข้างไหนดี ซึ่งก็ได้พี่พิงมาช่วยปรับกันไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากการแสดงต่างๆ แล้ว เรื่องที่ยากคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดำน้ำ เราต้องเล่นในสระน้ำลึกถึง 6 เมตร เวลาเราดำน้ำโดยใช้อุปกรณ์ เราต้องเผื่อเวลาขึ้น-ลงน้ำ เพราะถ้าถอดออกซิเจน-อากาศหมด การทำงานทุกๆ อย่าง ต้องแข่งกับเวลา ซึ่งเราก็อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ทุกอย่างต้องเซฟจริงๆ ที่ทีมงานค่อนข้างดูแลตรงนี้อย่างมืออาชีพมากๆ ค่ะ ทำให้เกรซผ่านฉากยากๆ นี้ไปด้วยดี”

นางเอกของ เคน-ธีรเดช

“เกรซเคยติดตามผลงานพี่เคนมาตั้งแต่ละครเรื่อง สวรรค์เบี่ยง แล้วค่ะ คิดๆ ไว้ พี่เคนต้องขรึมๆ เก๊กหล่อแน่เลย ซึ่งพอมาเจอพี่เคนตัวจริงเขาเป็นซุป’ตาร์ที่น่ารักมากๆ เฟรนด์ลี่ ซึ่งตอนแรกที่เกรซเขาฉากกับเขาก็เกร็งมากๆ พี่พิงยังคิดว่า…เกรซจะไหวไหม จะรอดตายจากการแสดงมั้ย กลัวเกรซตายในซีน ซึ่งทำให้เกรซต้องทำการบ้านอย่างหนักพอสมควร พยายามทำความเข้าใจตัวละครให้มากที่สุด ถามพี่พิงตลอด เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น ทำให้เกรซอินกับคาแร็กเตอร์ตัวนี้ ซึ่งพี่เคนเขารู้แหล่ะว่าเกรซก็เกร็งเขา พี่เคนก็ช่วยทำให้เราผ่อนคลาย สอนแอ๊กติ้ง สอนคิว จังหวะ การส่งอารมณ์ต่างๆ ซึ่งขอบคุณพี่เคน พี่พิงมากๆ ที่ได้แนะนำเกรซในการแสดงในครั้งนี้”

ประสบการณ์เฉียดตายหลังตกจักรยาน

“จากเหตุการณ์นั้นทำให้เกรซเลือกใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทมากขึ้น เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มันทำให้เกรซรู้สึกว่า ชีวิตต่อไป เราต้องไม่ประมาท เราโชคดีแค่ไหน ที่เรารอดชีวิตมาได้ มันทำให้เกรซอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อสังคม ทำให้เกรซรู้จักคุณค่าชีวิตมากขึ้น รู้จักปลงในหลายๆ อย่าง เป้าหมายชีวิตหลังจากนี้ของเกรซ ไม่มีอะไรมากมายเลยค่ะ แค่อยากมีงานทำ อยากได้กินอะไรอร่อยๆ ที่เราอยากกิน สุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย นี่คือ เป้าหมายในชีวิตเกรซจริงๆ ค่ะ”

Rookies : สถาปนิกหนุ่มสุดฮอต ‘อิน-สาริน’ กับอีกก้าวทางการแสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/362730

Rookies : สถาปนิกหนุ่มสุดฮอต ‘อิน-สาริน’  กับอีกก้าวทางการแสดง

Rookies : สถาปนิกหนุ่มสุดฮอต ‘อิน-สาริน’ กับอีกก้าวทางการแสดง

วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คิวท์บอยเนื้อหอม จากรั้วจุฬาฯ “อิน-สาริน รณเกียรติ”สู่บทบาททางการแสดงในละครเรื่อง “ดวงใจในไฟหนาว”ทางช่อง 3 ด้วยกระแสความแรงที่กำลังพุ่งสุดๆ เราจึงไม่รอช้าพาหนุ่มอินมาให้ทุกท่านรู้จักกัน

จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง

ย้อนไปตอนเรียนอยู่ปี 4 ที่จุฬาฯ ครับ อินได้เป็นตัวแทนนักศึกษาเชิญธงในงานฟุตบอลจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ แล้วเกิดมีเทรนด์ในทวิตเตอร์ จากรูปที่เขาเอาไปโพสต์กัน หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ก็มีทีวีติดต่อเข้ามาพร้อมกัน 4 ช่อง และหนึ่งในนั้นก็คือช่อง 3 เลขาของ “พี่สมรักษ์” (สมรักษ์ ณรงค์วิชัย) บอกว่าอยากให้ไปแคสซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ซึ่งเขากำลังจะเปิดโปรเจกท์นี้ ตอนแรกผมไม่ได้สนใจงานวงการบันเทิงเลยนะครับ ไม่งั้นก็คงไม่อยู่มาจนถึงปี 4 เพราะจริงๆ โดนทาบทามมาตั้งแต่อยู่ปี 1 แล้ว แต่อินรู้สึกว่าอินเล่นไม่เป็นแสดงไม่เป็น ไม่เข้าใจด้วยว่าอะไรคือการแสดง แต่ว่าพอมีคนติดต่อมาเยอะขนาดนั้น ก็เลยคิดว่า หรือเราควรจะลองสักตั้งนึง (ยิ้ม)อีกอย่างเรากำลังจะเรียนจบด้วย ยังไม่มีงานทำ น่าลองดู ก็เลยตัดสินใจเข้ามาแคสซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ของช่อง 3 แต่แคสอยู่ครึ่งปีนะครับ คืออินแคสตอนปลายเทอม 1 แล้วเทอม 2 พอดีได้ทุนไปเรียนที่เกาหลี ก็เลยคิดว่าน่าจะไม่ได้แล้ว เพราะว่าอินไม่อยู่ให้แคส ซึ่งงานนี้เขาใช้เวลาแคสนาน จำได้ว่าจาก 300 คน เอา 3 คน เราก็แคสทิ้งไว้ แล้วบินไปเกาหลี ปรากฏว่าทีมงานติดต่อกลับมาว่าให้ไปแคสอีกรอบนึง ก็เลยชั่งน้ำหนักดูว่าจะเอายังไง สุดท้ายก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋ว แล้วบินกลับมา แต่มันไม่ใช่แค่รอบเดียวนะครับ คือต้องบินไปมาเพื่อแคสถึง 4 รอบ รอบสุดท้ายตอนที่ได้ลงคาแร็กเตอร์เนี่ย แทบร้องไห้ เพราะว่ามันเป็นคาแร็กเตอร์ที่ค่อนข้างดุเดือดมาก มันเป็นเรื่องราวของการสู้ชีวิต เรารู้ตัวว่ามันห่างไกลจากคาแร็กเตอร์ในชีวิตจริงของตัวเรามาก ก็คิดว่าเราคงจะไม่ได้หรอก ก็บินกลับไปเกาหลีอีก แต่สรุปว่าได้ ก็เลยคุยกันจากเกาหลีมาไทย พอบินกลับมาช่วงปีใหม่ ก็เลยได้เริ่มเปิดกล้องถ่ายทำ

ช่วงหนักหน่วงของชีวิต

แอ๊กติ้งไม่ได้เลยครับ (หัวเราะ) ในขณะที่ทุกคนเขาผ่านการแอ๊กติ้งคราสในช่องเรียบร้อยแล้ว คือนักแสดงจะมี 3 คู่ เพราะว่ามี 3 เรื่อง เรายังอยู่เกาหลีแอ๊กติ้งไม่เคยผ่านมาก่อนเลย เจอนางเอกวันแรก ก็ที่กองเลย ตอนนั้นยังหัวทองเหมือนนักแสดงอิมพร์อตมาจากเกาหลี (หัวเราะ) แล้วเรียนก็ยังไม่จบ ต้องทำธีสิสต่ออีก ดังนั้นช่วงเปิดกล้องเรื่องภูผา ก็จะเป็นช่วงทำธีสิสไปด้วยอินทำงาน 7 วัน 24 ชั่วโมงเลย หนักมาก แต่ว่าก็สนุกมากจริงๆ ซึ่งต้องยกเครดิตให้ “พี่ชุ” (ชุดาภา จันทเขตต์)“พี่ก้อง” (ปิยะ เศวตพิกุล) แล้วก็ครูสอนแอ๊กติ้งโค้ชครับ พี่ชุนี่แทบจะไม่กำกับคือเรียกว่าลงไปเล่นแทนอินเลยดีกว่า (หัวเราะ) ทุกคนช่วยกันติวเข้มให้มาก เพราะว่าเราเริ่มจากไม่รู้มุมกล้องเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเกิดความอินกับตัวละคร

แอบท้อครับ ร้องไห้เลย ไม่ได้คิดอยากหนีนะ แต่ด้วยความที่เริ่มแรกมาบทมันก็ยากมาก มีอยู่ฉากนึงหลังจากที่เราเสเพลไปเป็นนักเลงแล้ว เราคิดว่าเราจะกลับตัวมาเป็นคนดี แต่ว่าวิธีการของนักเลงคือเราจะต้องไปบู๊คาดเชือก เราต้องไปต่อยกับหัวหน้าแก๊ง ถ้าเรายังยืนได้ภายใน 3 นาที เขาก็จะยอมปล่อยเราไป อันนี้คือเหนื่อยมากเพราะนอกจากเราจะไปเรียนบู๊ซึ่งมันไม่ใช่ทางเราอยู่แล้ว อินเนอร์ระหว่างการถ่ายทำ 4 ชั่วโมง มันต้องเป็นอินเนอร์สู้ชีวิตจริงๆ ถ่ายกันถึง 5 ทุ่ม พอสั่งคัตปุ๊บร้องไห้เลยมันเป็นความรู้สึกครึ่งนึงคือไม่เคยเหนื่อยอะไรขนาดนี้มาก่อนอีกครึ่งนึงเป็นความรู้สึกของตัวละครที่แบบต้องสู้แต่ว่าก็เสียใจแต่ร้องไห้ไม่ได้ พอคัตปุ๊บเลยร้องไม่หยุดเลยครับ รู้สึกอินมาก ร้องเป็นชั่วโมงจนพี่ชุให้พักกอง เพราะรู้ว่าเล่นต่อไม่ได้แน่นอน

เปิดใจให้กับการแสดง

เปิดใจตั้งแต่ที่เราตกลงว่าจะเข้ามาเป็นนักแสดงแล้วครับ เปิดใจแล้ว แต่ว่ายังไม่เข้าใจเฉยๆ แล้วพอเรามาเรียนรู้จากพี่ชุ จากพี่ๆ ทุกคน มันเลยทำให้เข้าใจการแสดงมากขึ้น และกลายเป็นชอบ สนุกด้วยซ้ำ แม้ว่ามันจะหนักและสาหัสสากรรจ์ก็ตาม

กับอนาคตที่เป็นไป

อินเรียนจบสถาปัตย์มาจากจุฬาฯ แต่ว่าก็ยังได้ใช้ความรู้ตรงนี้อยู่นะครับ เพราะว่าที่บ้านทำอสังหาริมทรัพย์ ฉะนั้นวันที่ไม่ได้ถ่ายละครหรือว่าเป็นนักแสดง เราก็ทำอาชีพเป็นผู้ช่วยด้านการออกแบบของที่บ้าน ทำออกแบบอพาร์ตเมนท์ ออกแบบลานจอดรถต่างๆ ให้คุณพ่อ-คุณแม่

ความฝันในวัยเด็ก

ไม่ได้ฝันว่าอยากจะมีอาชีพอะไรนะครับ ฝันแค่ว่าอยากจะสร้างบ้านซึ่งอาชีพอะไรละที่จะสร้างบ้านได้ก็คือสถาปนิกนั่นเอง คือตอน ม.3 อินถึงรู้ว่าอ๋ออาชีพสร้างบ้านมันมีด้วยนะนั่นคือสถาปนิก อินชอบบ้านที่ตัวเองอยู่ในวันนี้มากนะครับ เพราะว่าคุณพ่อออกแบบเองมันจะมีห้องเหมือนในหนังคือห้องใต้ดิน ทางเดินลับ ตู้ลับที่อยู่ในกำแพง มีห้องของเล่นที่เป็นบ้านบอลซึ่งคุณพ่อทำห้องเจ๋งมาก เราก็จะชอบบ้านของตัวเองตั้งแต่เด็กเลย อยากจะสร้างบ้านบ้าง คุณพ่ออินเป็นสถาปนิก แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าเราจะต้องเจริญรอยตามนะครับ แต่เราชอบเอง เหมือนว่าเรามีคุณพ่อเป็นไอดอล

แฟนคลับของอิน

เคยจัดแฟนมีตครับเมื่อ 2 ปีแล้ว จัดแบบเล็กๆ ไปทำบุญต่างจังหวัดกัน ทริปทำบุญนี่ทำหลายครั้งแล้วครับทำบุญในกรุงเทพฯกับโรงพยาบาลต่างๆ เราพยายามหากิจกรรมที่ทำร่วมกันที่มันเกิดประโยชน์ ก็ดีใจนะครับที่มีพวกเขา ผมรู้สึกว่าจากการที่เราไม่เคยทำอะไรเลยไม่เคยมีผลงานการแสดง เราไม่ใช่ดาราเป็นคนธรรมดาแล้วมีคนมาชื่นชอบ หลายคนเขาชื่นชอบเราก็เพราะว่าเราเรียนเก่งการที่เราสามารถเอนท์ติดจุฬาฯได้ ก็จะพยายามเป็นตัวอย่างที่ดีหรือว่าให้ข้อคิดดีๆ กับน้องๆ คือจะมีน้องๆ มาถามเยอะและมีหลายโรงเรียนที่อยากให้เราไปบรรยาย ซึ่งเราก็จะบอกเสมอว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญแต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราก็ต้องให้ความสำคัญกับอย่างอื่นด้วย อย่างอินเนี่ยก็ไม่ใช่ว่าจะเรียนเก่งนะครับ เพียงแต่ว่าอินเป็นคนแพ้ไม่เป็น จบจุฬาฯ มาได้เกียรตินิยมก็เพราะว่าแพ้ไม่เป็น (ยิ้ม) อยู่กับกลุ่มเพื่อนเราก็แบบทำไมเพื่อนเรียนเก่งกันจังเลย แต่เราแค่ 2.7 มันไม่ได้นะ คือไม่ได้อยากชนะเพื่อน แต่ว่าถ้าเพื่อนทำได้เราก็ต้องทำได้สิ ปี 4 ได้ 3.6 จบมาก็ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ครับ

แรงสนับสนุนที่สำคัญ

ที่บ้านก็อนุญาตให้เข้ามาในวงการครับ สนับสนุน คุณพ่อชอบด้วย เพราะว่าตอนหนุ่มๆ พ่อชอบบอกว่าตัวเองเหมือน “พี่เคน-ธีรเดช” คุณพ่อมีความอยากเป็นดาราอยู่ (หัวเราะ) พอลูกได้เป็นนักแสดงพ่อก็เลยชอบ แอบสมัครไอจี ทวิตเตอร์ ตามฟอลโล่ลูก

เรื่องของหัวใจ

โสดครับ โสดสนิท สำหรับสเปกผู้หญิง ถ้าบอกไปทุกคนก็คงจะตลก คืออินจะชอบผู้หญิงที่แต่งตัวเยอะ เปรี้ยวเท่ แต่ว่าข้างในเป็นคนเรียบร้อย ซึ่งมันดูขัดกันนะ (หัวเราะ) ยอมรับว่าแฟนเก่าอินเป็นอย่างนี้เลยครับอินชอบผู้หญิงเก่ง ดูสวยเก่งแต่ข้างในแบบว่าง่ายๆงุ้งงิ้งจะเป็นกุลสตรีทำกับข้าวได้หรือเปล่า อันนี้ไม่จำเป็นครับ

จากใจอินถึงแฟนๆ

ขอฝากละครทั้ง 3 เรื่องนะครับ ตอนนี้ที่กำลังออกอากาศอยู่ก็คือเรื่อง “ดวงใจในไฟหนาว” ส่วนซีรี่ส์ลูกผู้ชายเรื่อง “ภูผา” ก็กำลังจะออนแอร์ อีกเรื่องที่กำลังถ่ายทำอยู่ก็คือ “ทองเอกหมอยาท่าโฉลง” เป็น 3 เรื่อง3 คาแร็กเตอร์ อินก็ตั้งใจกับบทที่ได้รับและสิ่งที่เราเลือกแล้ว เพื่อที่คนดูจะได้เห็นในหลายมุมของเรา รวมทั้งการแสดงของเราเองที่เราจะได้พัฒนาไปก็พยายามจะเป็นนักแสดงที่ดีให้ได้ในวันนึงครับ เข้ามาติดตามและทักทายกันได้ครับที่ @inpitar

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ทำความรู้จัก 3 สมาชิกวง‘รัสแจม’ การรวมตัวของคนรัก รถโฟล์ค & ร็อกแอนด์โรล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/361357

Rookirs : ทำความรู้จัก 3 สมาชิกวง‘รัสแจม’  การรวมตัวของคนรัก รถโฟล์ค & ร็อกแอนด์โรล

Rookirs : ทำความรู้จัก 3 สมาชิกวง‘รัสแจม’ การรวมตัวของคนรัก รถโฟล์ค & ร็อกแอนด์โรล

วันเสาร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รับกลิ่นอายความเป็นร็อกแอนด์โรลยุค 70’s มาเต็มๆ สำหรับวง RUST JAM ซึ่งประกอบด้วย จ๊อก (ร้องนำ-กีตาร์), วิทย์ (มือกลอง) และน้องเล็กสุด แบงค์ (มือเบส) ที่รวมตัวกันขึ้น เพราะความรักรถโฟล์คโบราณเหมือนกัน ก่อนออกตระเวนเล่นดนตรีด้วยรถตู้โฟล์คคลาสสิกในแบบฉบับวิถีฮิปปี้

รวมกลุ่มรัสแจม

จ๊อก : วงเราเริ่มมาจากการรวมตัวของเพื่อนๆ ที่ขับรถโฟล์คด้วยกันครับ โฟล์คเต่า โฟล์คตู้ แล้วผมมองว่าหลายๆ คนเล่นดนตรีเป็นก็เลยลองชวนเพื่อนในกลุ่ม ผมก็เริ่มคิด ถ้าเรามีกิจกรรมรถโฟล์คครั้งหน้า พวกเรามาเล่นดนตรีกันไหม เพราะผมเป็นนักดนตรีอาชีพอยู่คนเดียว เป็นมือเบสให้กับสินเจริญมา 8-9 ปีครับ ผมก็เลยอยากให้คนที่แค่เล่นกีตาร์เป็น กลายเป็นคนที่เล่นกีตาร์ดี จากนั้นผมก็เริ่มซื้อเครื่องดนตรีไว้ที่ห้อง เราก็มารวมตัวกัน เล่น ซ้อม แต่เอาจริงๆ เราต่างคนต่างอาชีพ จะมากันได้ก็เวลาว่าง ทำให้มีข้อจำกัดการที่จะรวมตัวกันจริงๆ ยาก กลายเป็นเหลือแค่ 3 คน สมัครเล่นกันครับ

จากเบส มาจับกีตาร์

จ๊อก : ผมไม่คิดจะจับกีตาร์ด้วยซ้ำครับ เพราะผมเป็นมือเบส แต่พอมาแกะเพลงสอนคนนั้นคนนี้ เพื่อให้เขาเล่นได้ ผมก็ได้เพลงไปโดยปริยาย ในไลน์ของกีตาร์ ตอนแรกก็ไม่คิดจะร้องด้วย ตั้งใจให้ไวโอลินมาสีเป็นเมโลดี้ เพราะเพลงที่เราเลือกเสียงสูง ผมก็ไม่ใช่คนร้องเสียงแบบนั้น ซึ่งเพลงที่เราเลือกเป็นเพลงของวง CCR วงที่พวกเราชื่นชอบกัน มีความเป็นร็อกแอนด์โรล คันทรีย์ร็อก
ผมเองก็ชอบมาตั้งแต่เด็ก แล้วความเป็นโฟล์คก็เหมือนเป็นยุคฮิปปี้ บุปผาชน ดนตรีก็น่าจะลิงค์กัน

ขึ้นโชว์

จ๊อก : เป้าหมายจริงๆ เราจะไปเล่นในงานรวมตัวรถโฟล์คประจำปีครับ จัดปีละครั้งมีรถโฟล์คมาจากทั่วประเทศ เราก็ไปเช่าบูธกันอยู่แล้ว ในนามกลุ่ม รัสบัคส์ แต่ผมรู้ว่าการเล่นดนตรี ต่อให้ซ้อมเยอะเท่าไหร่ ถึงวันงาน ถ้าคนไม่เคยเล่น มันจะตื่นเต้น และเดี๋ยวจะมีพลาด ผมก็เลยมีการชวนเพื่อนเอารถตู้ออกไปเล่นฮิปปี้บัสกัน อย่างน้อยขอสัก 4 โชว์ เพื่อให้หายตื่นเต้น เราก็ไปเล่นกันที่ร้านกาแฟเพื่อน แม่กลอง เขาใหญ่ ริมหาดชลบุรี ก็มีฝรั่งมาเต้นกับเรา ฟีดแบ๊กดีมาก พวกเราก็เริ่มใจมากันละ รวมถึงผมด้วย เพราะผมก็ไม่คุ้นกับกีตาร์เท่าไหร่ พอได้เสียงตอบรับดีก็เริ่มกล้ามาก เริ่มประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายที่ตั้งใจสมัครเล่น

ชื่อวง

จ๊อก : มาจากชื่อกลุ่ม “รัสบัคส์” ครับ พอมาเป็นวงดนตรี ก็เป็น “รัสแจม” ละกัน แจมกันเล่นดนตรี

งานจบ คนไม่จบ

จ๊อก : พอเราไปเล่นกันได้ประมาณ 8 โชว์ ภาพที่ออกมาโอเคมากเลยครับ มีฟีดแบ๊ก เราก็เริ่มมีกำลังใจ สนุกที่ได้ทำ แล้วพอเราเริ่มที่จะเล่นจริงจัง ผมก็ดึงเพื่อนมือกีตาร์ที่เป็นมืออาชีพมาช่วยเขาจะได้โซโล่ แต่พอเขาอยู่ได้ระยะหนึ่ง เขาก็ไปทำอัลบั้มของเขา พอเขาออกไป เราก็เลยหาคนที่จะตรงกันยาก ก็เลยคิดจะเลิก แต่ระหว่างที่เราอ่อนแรง กำลังจะแพแตก ก็มีงานจ้างมา ก็เลยเอาใหม่ (หัวเราะ) มารวมกัน 3 คนที่อยู่ทีมรถโฟล์คด้วยกัน ง่ายดี แล้วผมก็เปลี่ยนบทบาทเลย ผมทำหน้าที่มือกีตาร์ที่ร้องนำ และโซโล่ด้วยก็ได้ ด้วยการฝึกให้เยอะขึ้น ตรงนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หันมาจริงจังกับตรงนี้

3 สมาชิก

จ๊อก : พอได้สมาชิกเข้าขากัน ก็เลยออกไปเล่นตามงานต่างๆ ใครชวนไปไหนก็ไป ไปแบบไม่ได้กดดัน ไม่ได้คาดหวังเราสนุกที่จะทำ ในขณะที่ทุกคนก็มีงานประจำของตัวเอง โดยผมเป็นนักดนตรีประจำอยู่แล้ว

วิทย์ : ผมทำกิจการส่วนตัวครับ รับทำป้าย พวกอิ๊งค์เจ็ท

แบงค์ : ผมเป็นนักดนตรีเล่นตามร้านอาหาร อยู่แถวๆ ย่านสมุทรปราการ ลาดกระบัง ครับ

จ๊อก : น้องแบงค์เป็นมือเบสที่เพิ่งเข้ามาช่วยครับ จริงๆวงเราก่อตั้งกันมา ปีนี้เข้าปีที่ 4 แล้ว ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงมือเบส บ่อยๆ คนที่ก่อตั้งด้วยกันคือพี่วู้ดดี้ ลุยมาด้วยกันทุกเรื่องราว คือมีผม วิทย์ พี่วู้ดดี้ ขับรถโฟล์คด้วยกัน แต่ด้วยหน้าที่การงาน พี่วู้ดดี้แกก็ไม่สะดวก ที่ผ่านมาเราก็ต้องหามือเบสมาแทนที่ ซึ่งเราใช้มือเบสเปลืองมาก(หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ ก็มีพี่จิ๊บ Zero Hero เป็นคนมาลงเสียงเบสในเพลง ROUTE 21 ให้ด้วย แต่พี่จิ๊บแกมีวงหลักอยู่ จนกระทั่งมีคนแนะนำน้องแบงค์มา แล้วน้องแบงค์เป็นเด็กยุคใหม่ที่ชอบเพลงแบบนี้อยู่แล้ว แบงค์พูดอะไรหน่อยไหมครับ

แบงค์ : ผมเป็นคนชอบแนวเพลงพวกนี้อยู่แล้วครับ โดยเฉพาะ CCR ฟังมาตั้งแต่เด็ก ได้รับอิทธิพลมาจาก คุณอา จากคุณพ่อคุณแม่เปิดให้ฟัง เพลงส่วนใหญ่ที่ผมเล่นตอนกลางคืน ผมก็จะเล่น CCR, The Eagle, Scorpions ประมาณนี้อยู่แล้ว ผมคิดว่าเพลงพวกนี้มันไม่มีวันตายครับ ก็เลยหยิบเพลงเหล่านี้มาเล่น แล้วคนที่มาฟังผมส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ใหญ่

คิดออกซิงเกิ้ล

จ๊อก : เราเริ่มเล่นด้วยกันนานๆ เราก็เล่นเพลงเยอะมาก เล่นของวง CCR อย่างเดียวเลยครับ ร่วม 40 กว่าเพลง ก็เริ่มชัดเจนในทางของเรา มีคนถามว่าแล้วอยากเป็น CCR ไหม ผมก็บอกว่า ผมชอบ CCR แต่ไม่ได้อยากเป็น CCR ผมกับเพื่อนๆก็เลยค่อยๆ สร้างเพลงขึ้นมาเพื่อทดแทนในการออกโชว์ เพราะถ้าเรามีเพลงมากขึ้น ก็จะได้ค่อยๆเสริมเข้ามา เพลงที่เราเริ่มทำ ก็เลยจะพยายามให้อยู่ในโชว์โดยไม่สะดุด เพราะกลิ่นของเพลงเขาเป็นสีนี้ทาเราไปอีกสีหนึ่ง มันจะคนละเรื่อง ไม่กลืน ผมก็ตั้งใจแบบนั้น วงเล็บว่าตามความสามารถที่เรามีแค่ไหนก็แค่นั้นครับ ไม่ใช่ว่าเราเก่งอะไรขนาดนั้น

บทเพลงของรัสแจม

จ๊อก : เพลงแรกชื่อว่า “ฝันกลางแดด” ครับ ผมเป็นคนคิดดนตรี เรียบเรียงอะไรทั้งหมด โดยมีน้องอีกคนชื่อ ปาวีน มาเขียนเนื้อร้องให้ครับ จริงๆ พวกเรามีเพลงที่อัดไว้ 4 เพลงแล้วครับ แต่ว่าผมไม่เคยเอาลงโซเชียล ซึ่งพอเรามีโอกาสได้ไปเล่นเยอะ ไปเล่นกับพี่ใหม่ สิบล้อ บ้าง เราก็เอาเพลงพวกเรานี่แหละไปเล่น ทั้งที่ไม่มีใครรู้จักหรอก แต่เราคิดว่าเพลงของเรา ถ้าเราไม่เล่น แล้วใครจะเล่นแต่ถ้าสำหรับที่เป็นซิงเกิ้ลออกมา ตอนนี้ก็จะมี “ฝันกลางแดด” กับเพลงล่าสุด “ROUTE 21” ครับ

ทำไมต้อง ROUTE 21

จ๊อก : ROUTE 21 หรือถนนหลวงหมายเลข 21 คือเป็นทางจากพุแค สระบุรี ไปถึงเขาค้อ ซึ่งเป็นเส้นทางกลับบ้านผม (ลพบุรี) ครับ (หัวเราะ) ตรงนั้นก็จะมีเขื่อนป่าสักฯ มีทุ่งทานตะวัน เป็นทิวทัศน์ที่สวยมาก เป็นภูเขา ฟิวคล้ายๆ ทางเหนือ แล้วแต่ก่อนผมเป็นคอลัมน์นิสต์ ประจำคอลัมน์ “ขับเต่าเล่าเรื่อง” ของนิตยสารโปสต์การ์ด (ปิดตัวไปแล้ว) เขียนอยู่ 2 ปี แต่ละเล่มเราก็จะพาไปเที่ยวพร้อมกับรถเต่าของผม แต่มีอยู่เล่มหนึ่งผมพากลับบ้านผม แล้วเป็นช่วงที่มีทุ่งทานตะวัน ไปๆ มาๆ ผมก็เกิดชอบ ชื่อ ROUTE 21 ก็คิดว่าอยากมีเพลงชื่อแบบนี้บ้าง เพราะเพลงฝรั่งมี ROUTE 66 เราก็เริ่มคิดเพลงแนวคันทรี่ เรื่องราวของการเดินทางกลับบ้าน อันนี้คือจุดเริ่มต้นครับ แล้วก็ได้ท่อนฮุกมานานมากแล้ว แต่กว่าที่จะเป็นเนื้อออกมา คิดอยู่นานมาก ว่าจะเขียนยังไงดี เพราะถ้าจะเขียนแบบมีทุ่งทานตะวัน มีเขื่อนป่าสัก มีปลาเผา ผมคงจะไปขายให้การท่องเที่ยว(หัวเราะ) คิดไปคิดมา ก็มาเขียนเกี่ยวกับความรู้สึกละกัน คือระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปลพบุรีบ้านผมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง อยากให้คิดตามว่า 2 ชั่วโมง ถ้าเราอยู่คนเดียว ขับรถคนเดียว มันจะเกิดสมาธิมาก ถ้าเรามีเรื่องสุขใจ มันก็จะยิ้มวนอยู่อย่างนั้น กลับกันถ้าเราเหงา หรือเศร้า ก็จะวนอยู่แบบนั้น แต่ว่าสิ่งหนึ่งคือการที่เรากลับบ้าน ตรงนั้นคือขุมพลัง ผมอยากชูตรงนั้น การกลับบ้านก็คือเราไปเติมพลัง กลับบ้านมีความรักที่แน่นอนรอเราอยู่ ถ้าเรามีความสุขเราก็ไปแบ่งปันให้เขา เป็นการชาร์จแบตที่ดีของมนุษย์ ผมก็มาลิงค์กับถนน ตรงที่ว่า ไม่ว่าผมจะสุขหรือเศร้า ตลอดเส้นทางที่หันไปหันมามีสิ่งหนึ่งที่อยู่เป็นเพื่อนเราเสมอคือ ROUTE 21 ครับ

ฝากเนื้อฝากตัว

วิทย์ : ตอนนี้เราก็มีเพลง ROUTE 21 ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ออกมาให้ฟังกันด้วยครับ ติดตามพวกเราได้ทางยูทูบ ช่อง Rustjam Band Official ถ้าชอบ ฝากกด like & share กันด้วยนะครับ แล้วก็มี IG : rustjam_band กับ FB : RUST JAM ที่เข้ามาพูดคุยกับพวกเราได้ตลอด และในวันที่ 8 กันยายนนี้ พวกเรารัสแจม ก็เตรียมไปขึ้นโชว์ที่งาน Kodindy โคตรอินดี้ปีที่ 14 จัดที่ ABOUT STUDIO เลียบทางด่วนรามอินทรา พวกเรามีคิวขึ้นเล่นประมาณ 3 ทุ่ม ไปเจอกันได้ครับ

ลูกหมี

Rookies : ‘อาร์ม-วรท’ ขึ้นแท่นพระรองจอมขโมยซีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/358406

Rookirs : ‘อาร์ม-วรท’  ขึ้นแท่นพระรองจอมขโมยซีน

Rookirs : ‘อาร์ม-วรท’ ขึ้นแท่นพระรองจอมขโมยซีน

วันเสาร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเทรนเนอร์หนุ่มเนื้อหอม “อาร์ม-วรท มรรคดวงแก้ว” กำลังเปิดโลกใหม่ให้กับตัวเองด้วยการชิมลางงานแสดงเต็มตัวที่เขาหลงใหลในซีรี่ส์สุดฮิต “My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก” ช่องทรูโฟร์ยูอะไรคือที่มาที่ไป STAR ROOKIES สัปดาห์นี้ เราไม่พลาดจับหนุ่มอาร์มมานั่งพูดคุยล้วงลึกกัน

บทบาทในซีรี่ส์“My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก”

คาแร็กเตอร์ของมาร์คเขาเป็นหนุ่มนักเรียนนอกที่มั่นใจในตัวเองสูงเป็นเพลย์บอยหนุ่มควงสาวไม่ซ้ำหน้ากลับมาเจอนางเอกที่เรารู้สึกว่าเขาไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่น จากที่เราเป็นคนไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิตเราก็อยากจะทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นชอบเขาจริงจัง จากเพลย์บอยก็หน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ จะมีในพาร์ตที่เพลย์บอยด้วยและมีโชว์นิดดหน่อยถอดเสื้อ ซึ่งผมก็เขินนะครับ มันคือเรื่องแรกที่เราได้รับบทใหญ่ขนาดนี้และเราไม่เคยผ่านการทำงาน แต่มันไม่มีตัวเลือกก็ต้องทำ หุ่นเราก็ไม่ได้ดีมากนักแต่มันก็ใช้ได้ด้วยความที่ออกกำลังกายอยู่แล้วเลยพอจะมีกล้ามเนื้อบ้าง
แต่เชื่อว่าน่าจะมีคนฟินอยู่นะ (ยิ้ม)

ที่มาที่ไปก่อนจะมาเล่นเรื่องนี้

อยู่กับ “เฮโล โปรดักส์ชั่น” กับ “พี่เจี๊ยบ” เป็นนักแสดงในสังกัดนี้ครับ ซึ่งก็ต้องมาแคสอยู่ดีทุกเรื่องก็คือมาแคสแล้วก็ได้ ก่อนหน้านี้ก็มีผลงานเรื่องKiss Me รักล้นใจนายแกล้งจุ๊บ แต่บทบาทจะไม่เยอะ เรื่องนี้ถือเป็นการแสดงเต็มตัวเรื่องแรก ก่อนหน้านี้ผมก็มีเรียนการแสดงมาแล้ว และก็ได้มาเวิร์กช็อปดูเวอร์ชั่นเกาหลีบ้างว่าเขาเล่นยังไงเสน่ห์ของตัวละครตัวนี้คือยังไง แต่เราต้องทำให้ไม่เหมือนและนี่มันก็คือความยากตอนแรกที่เข้า ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นนักแสดงไหม คือ ยังหาตัวเองไม่เจอ ตอนนั้นยังเรียนอยู่ปี 2 แล้วเจอพี่เจี๊ยบที่ร้านอาหารเลยได้แลกเบอร์แลกไลน์กัน เขาก็ถามว่าสนใจอยากจะเล่นละครไหม เราก็ยังไม่เชื่อนะเพราะว่าใครก็พูดได้ เขาก็เลยเอาไอจีให้ดูซึ่งไอจีเพิ่งมีด้วยแต่คนฟอลพี่เจี๊ยบแปดพัน โห…เยอะนะเลื่อนรูปมาอ้าวมีรูป “พี่อนันดา” สงสัยจะจริงหลังจากนั้นก็นัดคุยกัน และความคิดมันไปในทางเดียวกัน เลยคิดว่าน่าจะได้ลองชอบไม่ชอบเดี๋ยวก็รู้ แล้วพอได้ลองจนมาถึงเรื่อง My Girl เลยรู้สึกว่าแฮปปี้กับการแสดง

ว่าด้วยเรื่องความฝันในวัยเด็ก

ไม่ได้ฝันว่าอยากเป็นอะไร ผมจบวิทยาศาสตร์การกีฬา จากจุฬาฯ ทุกวันนี้ก็เป็นเทรนเนอร์ทำพาร์ทไทม์อยู่ อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตอนเด็กอยากเป็นนักร้อง ชอบ “พี่เบิร์ด” พอโตมาก็เริ่มประกวดดนตรี ผมเป็นมือกลอง แต่ความฝันนั้นมันก็จบลงเมื่อวงแตก ฝันอยากเป็นนักแสดงด้วยครับคือนั่งดู “พี่เคน-ธีรเดช” เล่นละครรู้สึกว่าทำไมเขาเท่จังเลย เขาได้ขับรถหรูๆ คือ ภาพที่เราเห็นนะครับ แล้วเราก็คิดว่ามันคงง่ายแล้วมันได้เงินง่ายแต่โตมามันไม่ใช่เลย คนมองข้างนอกกับความเป็นจริงมันคนละเรื่องกัน เราก็เลยอยากรู้ว่าการแสดงมันคืออะไร อาร์มเคยเจอโมเดลลิ่งเขาชวนไปแคสงานแต่ก็ไม่เคยได้ คือเราก็ทำแหละแต่ว่าไม่ได้สนใจขนาดว่าฉันจะไปเรียน มันยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในตอนนั้น แต่ว่าพอมาถึงพี่เจี๊ยบ เรารู้สึกว่านักแสดงมันไม่ใช่แค่เรามาแสดงนี่นา เราได้รู้จักตัวเองรู้จักชีวิตจริงมีมุมมองความคิดใหม่ ว่ามันเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจ จนมาเรียนการแสดงได้เล่นเรื่องนี้จบก็เลยรู้สึกว่าอยากจะลองเป็นนักแสดงดู เพราะว่าเราได้ลองหลายแบบ ก็เลยอยากจะเรียนเพิ่มเติมทุกวันนี้ก็ลงเรียนเอง

ระหว่างเทรนเนอร์กับงานแสดง

ก็จะเลือกงานแสดงก่อน งานเทรนเนอร์ที่ทำตอนนี้เหมือนพาร์ทไทม์ คือผมมองว่าการแสดงมันไม่ได้มีเข้ามาทุกวัน เราจึงเลือกมันเป็นอันดับหนึ่ง จะว่าเป็นคนใช้โอกาสก็ได้ เราก็ตอบไม่ได้จริงๆว่าเราชอบการเทรนหรือการแสดงมากกว่ากัน แต่การแสดงไม่ได้มีเข้ามาทุกวันแต่งานเทรนคลาสมันมีทุกวันนะ หรือลูกค้าบางทีคนเดียวเราก็เลื่อนได้ แต่กองถ่ายเราไม่สามารถไปเลื่อนเขาได้เราไม่ใช่เบอร์นั้นถึงจะเป็นเบอร์นั้นเราก็ไม่ทำ แต่ก็แฮปปี้ที่จะทำทั้ง 2 อย่าง ไปคู่กันได้ตอนนี้ก็เทรนอาทิตย์ละ 3 วันวันละชั่วโมงเองครับ หลักๆ แล้วผมสอนคราส อยู่ที่The Lab เทรนเนอร์ที่นี่หน้าตาดีกันทุกคนเลยครับ เช้าไปยังอึ้งเลยเขาหล่อแบบมีกล้ามกันหมด ก็มีลูกค้าจำได้ด้วยนะว่าเล่น Kiss Me หรือเปล่า ผมนี่เขินเดินบิดในห้องน้ำเลย (ยิ้ม) คืออย่ามาทักแบบนี้ แต่ก็พยายามทำตัวให้ชินอยู่ครับ

แรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ตอน ม.5 ม.6 เราเป็นคนที่ผอม แต่ดันสูงแล้วมันเหมือนตะเกียบเดินได้เก้งก้างมากมันไม่ไหวแล้วเรารู้สึกว่าทำไมเราไม่ทำตัวให้มันดูเท่กว่านี้ คืออยากหล่อ แล้วพอสอบติดคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสรีระ และเราได้บิวท์ตัวเองขึ้นมาแล้ว 10 กิโล ตอนช่วง ม.6 ก็รู้สึกว่าเรามีน้ำมีนวลดีนะ อ้วนขึ้นดูเท่ดีงั้นเรามาสายนี้แหละ พอมาเรียนก็ทำให้เราเข้าใจหลักเข้าใจมูฟเมนท์บวกกับแม่ป่วยเป็นมะเร็งเราเลยรู้สึกว่าการดูแลตัวเองมันสำคัญมาก

อาร์มในวัยเด็ก

เป็นเด็กที่ซนและพูดมากด้วยครับ แต่จะพูดกับคนที่เราสนิทแล้วเท่านั้น ดื้อไร้เหตุผลจะเอาๆเหมือนง่องแง่งด้วยความที่โตมาในหมู่ของผู้หญิงมีพี่สาว 2 คน แม่ แล้วพ่อก็แก่แล้ว พ่อกับแม่อายุห่างกันมากเพราะฉะนั้นคนที่เราสนิทมากที่สุดก็คือแม่ และพี่สาวที่เล่นแต่บาร์บี้ เราจะโตมายังไงถ้าเราเล่นบาร์บี้ไปด้วย แล้วเวลาใช้ของกระเป๋ากล่องดินสอเราก็ใช้สีชมพูต่อจากพี่ ตอนเด็กจะไม่ค่อยมีเพื่อนเล่น เลยเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่บ้านอยากออกไปหาเพื่อนผู้ชาย เพราะว่าผู้หญิงเล่นด้วยแล้วไม่สนุก เรียกว่าเป็นเด็กที่โตมาในฐานะทางบ้านที่ดี มีโอกาสได้ทำอะไรหลายอย่าง ชอบพี่เบิร์ดก็ได้ไปเรียนร้องเพลงพ่อส่งให้ไปเรียนกับ “ครูโรจน์” ไปเรียนที่บ้านเขาเลย แต่พอเสียงแตกก็จบเลยที่เรียนมา คือเป็นเด็กที่ได้รับโอกาสที่ดีอยากทำอะไรพ่อแม่สนับสนุนทำให้กล้าคิดกล้าทำตัดสินใจเอง ผมเคยบอกแม่ว่าจะไปเมืองนอกกับเพื่อนตอนนั้นอยู่ ป.5 เขาให้ไป ไปอยู่ออสเตรเลียอยู่สองเดือนครึ่ง เขาไม่ห่วงหรอกเพราะว่ามีคนดูแลแต่เราคือแข็งมากจะไปๆ แล้วพอไปปุ๊บก็ร้องไห้คิดถึงแม่ทุกวัน

ความคาดหวังของครอบครัว

พ่อบอกว่าเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หมอ เพราะว่าพ่อเป็นผมหมอฟันแล้วเหนื่อยมาก เรียนก็เหนื่อย จบมาทำงานก็แค่ในช่องปาก เราเคยมีความคิดว่าอยากจะเป็นเหมือนพ่อเห็นว่ามันได้เงิน และที่บ้านก็มีร้านอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นเราต้องยอมรับครับ ก็เลยมาเป็นวิศวะแล้วกัน เราก็ไม่ได้ฉลาดอีก แค่เราชอบฟิสิกส์ และเราก็ยังไม่รู้ว่าเราชอบอะไร พ่อแม่ก็ไม่เคยบอกว่าให้เราเป็นอะไร แต่เขาบอกเป็นนัยๆ ว่าอยากให้เราเรียนจุฬาฯ เพราะว่าเรียนสาธิตจุฬาฯมาตั้งแต่ประถม มัธยม แต่ความคิดของผมคือ อยากไปไกลๆ บ้านอยากทำตัวเละเทะ อยากรู้ว่าชีวิตเด็กหอเขาเป็นยังไง รู้สึกว่าเราโตแล้วอยากจะมีที่ของเรา อยู่หอเท่ มีรถอยู่คอนโดฯเท่มากจะกลับกี่โมงก็ได้ กินอะไรก็ได้แต่ต้องล้างเองอันนี้ไม่เท่ก็คิดว่าอยากไปเรียนไกลๆ ไม่ต้องสอบให้ปวดหัวที่ไหนได้ติดวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาฯ ก็คิดว่าเราอยากเรียนจริงไหมเนี่ย ไม่เป็นไรถ้าไม่ไหวเราค่อยซิ่ว แต่พ่อเดินปรบมือมาเลย พ่อดีใจมากที่เราติดคณะนี้ซึ่งมันสำคัญและจำเป็นมาก ผมก็ไม่เข้าใจคิดว่าพ่อปลอบใจเราหรือเปล่า เราก็บอกว่าไม่เอาจะซิ่ว แต่พอเรียนเท่านั้นแหละแฮปปี้ (ยิ้ม) พ่อพูดถูกหมดเลย ตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว แต่พ่อก็ยังเป็นห่วงเราอยู่ว่าจะดูแลตัวเองได้ไหม คือแม่ผมเสียไปแล้ว พ่อตอนนี้ท่านก็จะ 78 แล้ว ซึ่งคนวัยนี้เขามีเหลนไปอุ้มแล้วไม่ต้องมาหาเงินเลี้ยงลูก ผมก็โอเคครับอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ขอเงินพ่อตั้งแต่ปี 4 ที่ผมทำงานแล้วผมจะอยู่ให้ได้ด้วยเงินแค่นั้น แต่พ่อก็ถามว่าพอไหม ถ้าไม่พอจริงๆ เราถึงจะขอ

ผู้หญิงในอุดมคติ

ชอบผู้หญิงทุกแบบเลยครับ (ยิ้ม) ไม่ได้มีสเปกว่าต้องผมสั้นผมยาว ชอบผู้หญิงที่เป็นตัวของเขาเองกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงความคิดเห็น แล้วก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ ผมไม่ชอบคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ และต้องดูแลเราได้ด้วยนะ ถ้าเป็นแฟนกันมันไม่ใช่แค่ฝ่ายเดียวที่คอยดูแล แต่ทั้งคู่ต้องดูแลกันและกัน แล้วก็ต้องรักครอบครัวเราด้วย ไม่งั้นก็จะเหมือนในละคร (ยิ้ม) เดี๋ยวจะดราม่าไปกันใหญ่

“My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก”ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลาสี่ทุ่ม ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24สำหรับคนที่เคยดูเวอร์ชั่นเกาหลีมาแล้วก็เปิดใจและลองมาดูเวอร์ชั่นนี้นะครับเพราะว่ามันไม่เหมือนและถูกปรับให้สนุกเข้ากับคนไทย มีฉากจิ้นฉากฟินและฉากถอดเสื้อของผมด้วย ฝากคอมเมนท์ด้วยนะครับ ถ้าไม่ชอบเดี๋ยวจะรีบปั๊มมาเพิ่มเรื่องหน้า

ชื่อ-สกุล : วรท มรรคดวงแก้ว

ชื่อเล่น : อาร์ม

วัน/เดือน/ปีเกิด : 20 มีนาคม 2537

ส่วนสูง : 183 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 75 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : A

การศึกษา : จบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานอดิเรก : ออกกำลังกาย, เล่นเซิร์ฟ, เล่นดนตรี, ท่องเที่ยว,ขี่มอเตอร์ไซค์

ผลงานที่ผ่านมา : Kiss Me รักล้นใจนายแกล้งจุ๊บ,Missing (ออนแอร์ที่สิงคโปร์)

ผลงานปัจจุบัน : My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก, มหัศจรรย์รักข้ามกระดาษ

คติประจำใจ : You only live once

IG : @armvarot

กุหลาบสีเงิน

Rookies : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’ จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/357003

Rookirs : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’  จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

Rookirs : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’ จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

2 นักแสดงสายบู๊เลือดใหม่ที่น่าจับตามอง จากค่ายสปีดวัน ที่กำลังมีผลงานละครเรื่อง “สมิงจ้าวท่า” ทางช่อง 7 สำหรับ “มิกซ์-มรุต แสนสุข” และ “ปราชญ์-ปราชญ์รวี สีเขียว” เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัด ที่เรื่องราวชีวิตของพวกเขาช่างบังเอิญละม้ายคล้ายกันมาก ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น วันนี้เราจับ 2 หนุ่มมาพูดคุยกันตรงนี้แล้วจ้า

ดีกรีความบู๊ในละคร

“สมิงจ้าวท่า”

มิกซ์ : เรียกว่าบู๊ครบทุกอย่างเลยครับ ทั้งเตะต่อยหมัดเข่าศอกแล้วก็ใช้อาวุธปืนด้วย มีฉากที่ต้องหนีระเบิด สนุกมากแต่ก็ไม่ยากมาก เพราะว่ากว่าที่เราจะมาบู๊ตรงนี้ได้นั้นก็ต้องผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้มาก่อนแล้ว

ปราชญ์ : ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นละครบู๊ แน่นอนครับว่าต้องมีบู๊แหละ เรียกได้ว่าบู๊เกือบทุกครั้งที่ออกมาเลยก็ว่าได้แต่ก็แอบมีฉากหลงรักคุณหนูเนตรดาวด้วยต้องปรับอารมณ์จากบู๊ๆ มาเป็นนุ่มนวลน่ารักเวลาเจอคุณหนูก็สนุกดีครับ คือผมจะอยู่ฝ่ายผู้ร้ายก็คือ“พี่ไดสุเกะ”เป็นนักฆ่ามาจากเวียดนามพูดน้อยแต่ว่าโหด ใช้สมองน้อยเน้นใช้กำลังต่อสู้ มีทั้งบู๊แบบใช้ปืนและมือเปล่า พี่ไดสุเกะเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องผมก็จะเป็นมือขวา ที่คอยทำตามคำสั่ง เป็นบอดี้การ์ดของเขาก็จะมีผมแล้วก็ “พี่แก้ม-กวินตรา”

2 หนุ่ม ต้องปะทะกันบ้างไหม

มิกซ์ : ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะว่าเราจะอยู่คนละฝ่ายแต่ก็ร้ายเหมือนกันคือในต้นเรื่องผมเป็นตัวร้าย แต่พอท้ายเรื่องเราจะกลับกลายมาเป็นคนดีมาเป็นสายสืบให้กับพระเอกอีกทีหนึ่ง ไม่ได้เข้าฉากด้วยกันเลยเสียดายมาก อ๋อ…มีฉากนึงเข้าด้วยกันแต่เหมือนไม่เจอกันเลยเนอะ แต่ว่านอกฉากเราก็เจอกันบ้างเพราะว่าอยู่ค่ายเดียวกันครับ

ปราชญ์ : เรื่องนี้เล่นด้วยกันก็จริงครับ เราเจอกันในกองบ้าง แต่มีโอกาสได้เข้าฉากด้วยกันแค่ซีนเดียว เป็นซีนระเบิด เรียกได้ว่าเจอกันก็ระเบิดเลย แล้วก็กระจัดกระจายต่างคนต่างหนี แล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย

ชีวิตในวัยเด็ก

ปราชญ์ : ผมเป็นคนจังหวัดชัยภูมิครับ ตอนเด็กชอบดูการ์ตูน ทีวีก็ดูบ้าง แล้วผมก็เป็นเด็กที่ขี้อายมากๆ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำงานในวงการมาเป็นดารา แค่ไปพูดหน้าชั้นเรียนผมยังอายยังสั่นเลย แต่พอโตขึ้นมาด้วยสภาพแวดล้อมสังคมที่เปลี่ยนไปได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เราก็ตั้งใจเรียนในระดับหนึ่งฉะนั้นเวลาทำงานกลุ่มเพื่อนก็จะให้เราเป็นคนออกมาพรีเซ็นต์ตลอด พอออกมาบ่อยๆ มันก็เริ่มมีความกล้ามากขึ้น ปัจจุบันถามว่ามีความกลัวไหมจับไมค์ก็ยังมีสั่น แต่เหมือนความกล้าเรามีเยอะกว่า

มิกซ์ : ผมโตมาโดยปู่กับย่า เกิดที่กรุงเทพฯแต่ไปโตที่ปราจีนบุรีปู่กับย่าสอนมาตั้งแต่เด็กให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะเรียบร้อยหน่อย ขี้อายมาก(ยิ้ม) จนผมได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าจะทำให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้นเปิดใจมากขึ้น ได้ไปเรียนไปเล่นละครได้ทำกิจกรรมก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แปลกนะที่คนเราจะทำให้คนสนใจ รู้สึกสนุกรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่เนี่ยมันคือตัวเรา กล้าแสดงออกมากขึ้น

จุดเริ่มต้นการเข้าวงการ

ปราชญ์ : เริ่มแรกเลยคือตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 แล้วมีพี่เขาชวนให้ผมมาเดินแบบ ตอนแรกชวนให้ไปประกวดดัชชี่ก่อน ซึ่งนานแล้วครับผมจำปีไม่ได้ ผมก็ได้เข้ารอบแค่ตัวแทนของภาคกลาง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปต่อคือเราเหมือนยังไม่มีความพร้อมด้วยครับแค่ไปลองหาประสบการณ์ว่าเป็นยังไง เรายังไม่เข้าใจการแสดงด้วยคือเขาจะมีให้โชว์การแสดงบนเวทีเราก็เหมือนไปยืนท่องบททื่อๆ ไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่นเลยคิดว่าเราคงยังไม่ถึงจุดนั้น ทัศนคติเราก็ยังไม่ได้เรายังไม่เข้าใจ หลังจากนั้นก็มีงานเดินแบบติดต่อเข้ามาต่อยอดจากตรงนั้นและได้ถ่ายแบบด้วย พอเรารู้สึกว่าจุดหนึ่งเราเดินแบบมาพอสมควรแล้ว เราทำหลายอย่างคิดว่าเราลองเปลี่ยนมาเป็นการแสดงดูไหมก็เลยได้มาประกวดดรีมสตาร์ โดยมี “พี่อู-ภาณุ” เป็นผู้ชักชวนให้เข้ามาประกวด และก่อนหน้านี้ก็มีประกวดโดมอนแมน

มิกซ์ : ผมเข้ามาประกวดดรีมสตาร์ ของสปีดวัน ปี 2011 แต่ได้ประกวดในปี 2012 เนื่องด้วยน้ำท่วม ก็ได้ที่ 1 ชนะเลิศฝ่ายชาย ได้เซ็นสัญญากับสปีดวันและเป็นนักแสดงในสังกัดครับ ด้วยความที่ผมเรียนมาทางนี้ก็เลยคิดว่ามันต้องสร้างอาชีพให้ตัวเราบ้าง ไปเป็นอะไรก็ได้ เป็นผู้ช่วย เป็นคนจัดแสง หรือนักแสดง พอดีผมเห็นเขาประกาศหานักแสดงก็เลยช่วนเพื่อนๆไปกันสนุกๆ 4 คน สรุปก็ติดกันหมด เข้ารอบ 20 คน แล้วพอเข้ารอบ 7 คน มีเพื่อนหลุดไปคนหนึ่งครับ จนเหลือ 3 คน ก็คือเป็นเพื่อนกันหมดเลย ได้เข้ามาเล่นละครมีผลงานกับทางช่อง 7 สปีดวันก็ส่งให้ไปร่วมงานกับค่ายต่างๆ

กับผลงานต่างๆ

ปราชญ์ : มีงานเดินแบบถ่ายแบบมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็ได้เล่นละครเรื่อง “นักบุญทรงกลด” ซีรี่ส์ภารกิจรัก เรื่อง “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก”และ “สมิงจ้าวท่า”และกำลังถ่ายหนังอยู่ด้วย ปกติผมจะเป็นสายนายแบบแต่ว่าพอเข้ามาทำงานแสดงก็ไม่ค่อยได้ไปเดินแบบแล้วครับ คือมีงานเข้ามาเหมือนกันแต่ว่าพอมันชนกับงานละครก็เลยต้องปฏิเสธไป และเมื่อก่อนจะตัวใหญ่กว่านี้ แต่ว่าพอมาเล่นละครก็เลยต้องเปลี่ยนลดลงมา

มิกซ์ : ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นละครเรื่อง “ไฟหวล”“จับกัง”“คู่หู”“นักบุญทรงกลด”“ยึดฟ้าหาพิกัดรัก”และ “สมิงจ้าวท่า” เป็นเรื่องล่าสุด นอกจากนี้ผมยังมีงานพิธีกรที่ออนแอร์ในเพจและยูทูบชื่อรายการว่าโสดต้องเที่ยว

ได้ร่วมงานกับนักแสดงที่เป็นไอดอล

ปราชญ์ : ตอนที่เล่น “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก” ผมได้เล่นกับไอดอลของผมด้วย “มิกค์ ทองระย้า” ผมชอบเขาตั้งแต่ “ลูกผู้ชายพันธุ์ดี” แล้วครับ นี่ยังไม่กล้าบอกเขาเลยนะ (ยิ้ม) อายๆ อยู่ เขาหล่อ สูงด้วย สูงกว่าผมอีก ปกติอยู่บ้านผมว่าผมสูงแล้วนะแต่พอมาเจอมิกค์คือเขาสูงกว่าอีกจบเลย ก็ประทับใจที่ได้เล่นกับนักแสดงในดวงใจ อย่างที่บอกว่าอยู่บ้านผมชอบดูการ์ตูนและหนังแนวฮีโร่ ลูกผู้ชายพันธุ์ดีก็เป็นเหมือนตัวแทนฮีโร่ประเทศไทยก็เลยชอบ เพลงยังติดหูอยู่เลยครับ ส่วนตัวผมก็ชอบละครแนวบู๊ และด้วยสรีระเราก็ได้ด้วย เพราะความที่เป็นคนชอบออกกำลังกายด้วยครับ บู๊มันเลย

มิกซ์ : ผมก็ชอบบู๊นะ แล้วผมมี “พี่ธันญ์ธนากร” เป็นไอดอลทางการแสดง เคยดูหนังที่พี่เขาเล่นก็เลยชอบและติดตามผลงานการบู๊ของพี่เขามาตลอด เขาบู๊แล้วเท่ ท่าสวยมากดูดีตอนเด็กผมชอบต่อยมวยด้วยเห็นพี่เขาเล่นหนังแล้วรู้สึกว่าเขาเจ๋งมาก ตอนที่ได้เข้ามาเจอกันก็ดีใจเวลาพูดคุยกันปกติ ผมไม่เคยบอกพี่เขาเลยว่าเขาเป็นไอดอล (ยิ้ม) ตอนที่เล่น “นักบุญทรงกลด” พี่ธันญ์ก็มาสอนคิวบู๊ให้ด้วย ได้มาเจอไอดอลตัวเองก็รู้สึกดีใจอุ่นใจนะครับเพราะว่าเขาก็อยู่ในครอบครัวสปีดวันเหมือนกับเรา มีอะไรเขาก็จะคอยบอกคอยสอน รู้สึกดีแฮปปี้มาก ไม่เกร็งนะครับรู้สึกสนุกมากกว่า

เป้าหมายสูงสุด

มิกซ์ : ผมแอบคิดว่า ถ้าเราได้ถ้วยรางวัลนักแสดงสักถ้วยในชีวิตแค่นี้ก็พอแล้วครับ และผมจบกำกับการแสดงมาโดยตรง ถ้ามีโอกาสก็อยากเป็นผู้กำกับ ตอนที่ทำทีสิส
ผมมีโอกาสได้กำกับละครเวทีมาแล้วเรื่องหนึ่งครับ อยากจะบอกว่าถ้าคนทั่วไปจะรู้สึกว่าเป็นนักแสดงเหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ แต่ว่าเป็นผู้กำกับเหนื่อยยิ่งกว่าอีกผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนประมาณ 2 วัน เพราะว่าจะต้องแสดงแล้วทุกอย่างยังไม่พร้อมให้คนเข้ามาชมมันเป็นประสบการณ์ที่ต้องแบกไว้ทุกอย่าง

ปราชญ์ : ก็อยากจะเล่นเป็นตัวร้ายเพราะผมเริ่มมาจากตรงนี้ด้วยมั้งครับและรู้สึกว่าตัวร้ายมันสามารถที่จะเล่นอะไรได้มากกว่าพระเอกหรือว่าคนดีที่เขาจะต้องเก็บอารมณ์ คือถ้าโกรธก็โกรธจัดไปได้เลย สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างชัดเจน ถ้าเทียบเป็นสีคือมันไม่ใช่มีแค่สีขาว แต่ว่าจะมีสีแดง สีดำ ถ้าเป็นส้มตำก็คงจะเป็นส้มตำที่เผ็ดมากๆ กินแล้วเหงื่อต้องแตก

ฝากผลงาน

ปราชญ์ : ฝากติดตามผลงานเรื่องต่อไปของผมด้วยนะครับ จะมีออกมาให้ได้ชมกันแน่นอน หรือเข้ามาทักทายติดตามกันได้ในไอจี @name_prach

มิกซ์ : เข้ามาทักทายกันได้ในไอจี @mix_marut และฝากให้ติดตามผมคอยดูผลงานของผมนะครับ ถึงจะเป็นตัวละครที่อาจจะไม่ได้เห็นเด่นชัดมาก แต่ผมก็ทำเต็มที่ครับ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’ สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/354173

Rookirs : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’  สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

Rookirs : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’ สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

วันเสาร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ว่าความร้ายในจอจะแรง แต่ออร่าความหล่อใสดูท่าจะพุ่งแรงกว่า สำหรับนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ “ไบรท์-รพีพงศ์ ทับสุวรรณ” จากละครสะท้อนสังคม “ข้ามสีทันดร” ทางช่อง 3 ที่ตอนนี้สาวๆ ต่างอยากจะรู้จัก “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ไม่รอช้า รีบจับมานั่งเล่าแถลงไข ถึงความเป็นไปกันแบบหมดเปลือก

“ตอนนี้ไปไหนก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นครับ มีคนมองๆ แล้วไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า และในสื่อโซเชียลไอจีก็มีคนมาติดตามมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าร้ายมาก เกลียด แล้วก็ให้ “พี่พีช” (พชร จิราธิวัฒน์) หรือว่า “ดวล” ในเรื่องเลิกคบกับเราซะ ได้รับฉายาว่า ออกยา ครับ (ยิ้ม) สำหรับผมเองก็รู้สึกดีและรู้สึกดีใจที่เห็นฟีดแบ๊กออกมาดี เขาก็บอกว่าเราเล่นได้สมบทบาทในระดับหนึ่ง”

กว่าจะมาเป็น “เอน” ใน “ข้ามสีทันดร”

ก็ต้องผ่านการเคี่ยวมาอย่างหนักเหมือนกันครับ ต้องทำเวิร์กช็อปมีการหาเรฟเฟอเร้นเพิ่มเติม ได้มีโอกาสไปเจอไปขอคำแนะนำจากพี่ๆ ที่เขามีประสบการณ์ตรงด้วยคือเขาเลิกเสพแล้วแต่ก็มาช่วยพูดเพื่อเป็นวิทยาทาน ถือเป็นการเริ่มต้นการแสดงของไบรท์ด้วยบทที่ท้าทายมาก ซึ่งมันก็ส่งผลดีให้เรามากเพราะว่าการที่เราได้ทำอะไรที่มันยากๆ มันก็เหมือนเป็นการที่เราพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น แล้วอีกอย่างเราก็โชคดีที่ได้ผู้กำกับเก่งและพี่ๆ ในกองคอยช่วยเรา ซึ่งพอเราได้ไปสัมผัสตรงนั้นแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก แล้วนอกจากมีก็ยังมีกระแสจิ้นกับพี่พีชด้วยครับ แต่ในละครคือเราหลอกเขาก็เขินๆ แปลกๆ เหมือนกันครับ คือไบรท์ยังไม่เคยทำงานในวงการมาก่อนเลย ละครเรื่องข้ามสีทันดรเป็นผลงานแสดงชิ้นแรกอาจจะเคยถ่ายแบบนิตยสารบ้าง นอกนั้นก็คือไม่มีอะไรเลย แล้วก่อนที่จะได้มาเล่นเรื่องนี้ก็ต้องไปออดิชั่น และได้รับการคัดเลือกจาก “พี่วุธ” (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) เป็นการออดิชั่นด้วยบทเอนเลยครับ โดยตอนนั้นอาจจะเป็นบทที่ไม่ยากมากเท่าไหร่เราก็ทำมันออกมาโอเคครับ แล้วมันก็รวดเร็วมากพอไปออดิชั่นสักแป๊บหนึ่งเขาก็ประกาศเลยว่าเราได้เล่นและมีการฟิตติ้งเริ่มถ่ายเลย ใช้ระยะเวลาไม่กี่เดือนก็ได้เล่นเลย

เมื่อโอกาสมาถึง

ตอนแรกคิดว่าการแสดงมันเป็นอะไรที่ห่างไกลตัวเรามากเลยนะครับ เมื่อก่อนไบรท์อยู่โคราชไงครับ การที่จะมาเป็นนักแสดงโอกาสมันยากมากและไม่ได้คิดใฝ่ฝันอะไรขนาดนั้น แล้วพอดีว่า “พี่พลอย-พี่แพร”ที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของ “พี่เบลล่า-ราณี” กับ “พี่หมาก-ปริญ” ได้ไปเห็นรูปไบรท์ในอินเตอร์เนตแล้วเขาก็เลยไปหาที่โคราช ไบรท์ยังเรียนอยู่ประมาณ ม.4-ม.5 พี่เขาก็แนะนำตัวและถามเราว่าสนใจไหม ซึ่งเราก็สนใจระดับหนึ่งครับก็เลยไปปรึกษาพ่อกับแม่ก่อนพ่อกับแม่ก็บอกว่าลองดูสิในเมื่อโอกาสมันมาถึงแล้ว ทั้งพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ดันเต็มที่แต่เหมือนกับว่าถ้าลูกอยากทำอะไรก็ให้ลองทำดูครับพอเรียนจบ ม.ปลายก็ได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ พอดีว่าสอบติดที่ธรรมศาสตร์ พี่พลอย-พี่แพร ก็ยังคอนแท็กกับเราเรื่อยๆ และส่งให้ไปเรียนการแสดง พอได้ลองทำเราก็รู้สึกว่ามันสนุกดีท้าทายเป็นอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน เริ่มซึมซับแล้วก็ชอบมันไปเรื่อยๆ เราก็ใช้เวลาพัฒนาตัวเอง เมื่อก่อนผอมมากก็ได้ไปเล่นฟิตเนส จนได้มาออดิชั่น ไม่ได้รู้สึกว่ารอนานนะครับ คือมันก็เป็นช่วงจังหวะเวลา ถ้าเกิดว่าเราทำตอนที่เรียนมัธยมเราก็ต้องโฟกัสเรื่องการเรียน แต่พอเรามาทำตอนเราเรียนจบเราก็มีเวลาได้ฝึกฝนได้เรียนรู้เรื่อยๆ

บรรยากาศในการทำงาน

รู้สึกค่อนข้างกดดันตัวเองครับ เพราะว่านักแสดงทุกคนก็เรียกว่าเป็นยอดฝีมือเก่งหมดเลย แต่ว่าพี่ๆ ในกองก็ช่วยพูดให้เราหายกดดัน ให้เราเล่นไปตามอารมณ์เลยแล้วก็มีพี่วุธพี่พีชและพี่ๆ ในกองครับที่คอยช่วยตลอดเลย พี่วุธดุเหมือนกันครับ คือ เขามีภาพในหัวแล้วก็จริงจังกับงานครับ เขาก็จะคอยบอกเราเวลาเราทำไม่ได้ ก็ช่วยเราได้เยอะเลยครับ ก่อนจะมาทำงานไบรท์คิดไว้ว่าการทำงานน่าจะสบายๆ เพราะเราเห็นแต่หน้าจอ แต่ว่าพอเรามาทำจริงๆ แล้วมันเหนื่อยมากกว่าจะได้ภาพออกมาในแต่ละฉากต้องใช้เวลา

แพลนชีวิต

ผมอยากแสดงออกมาให้ดีเรื่อยๆ สมบทบาทและเต็มที่ให้เป็นที่รักและเป็นที่จดจำของทุกคน ที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรแม้ว่าเราจะเริ่มต้นด้วยบทแรงๆ คือมันก็เป็นบทบาท ไม่ใช่ชีวิตจริง เขาก็สนับสนุน บางทีก็มีแซวเล่นร้ายมากเลยนะดูอยู่นะ สำหรับเพื่อนๆ หรือว่าคนเพื่อนบ้านที่โคราชยังไม่มีโอกาสได้กลับไปเช็คเรตติ้ง แต่คิดว่าคงจะมีแซวๆ คืออย่างเวลาที่ละครออนเขาก็จะถ่ายลงในสตอรี่ไอจีแล้วก็แท็กมาหาเรา มีแอบด่าบ้าง (ยิ้ม) เราไม่ได้รู้สึกว่ามันบั่นทอนอะไรเรานะครับ รู้สึกว่าคำติคำชมนั้นมันเป็นเหมือนแรงผลักเรามากกว่า เขาติเราก็จะได้นำจุดนั้นไปแก้มากกว่า ส่วนเรื่องการทำงานกับการเรียนตอนนี้กำลังขึ้นชั้นปีที่ 4ก็ไม่ได้ลำบากมากครับในเรื่องของการจัดสรรเวลา คือจะจัดตารางเรียนให้มันไม่ตรงกับวันที่มีละคร ก็จะมีพี่ๆ เขาคอยช่วยจัดให้อยู่แล้วครับ ถ้าเรียนจบแล้วจริงๆ ก็มองไว้บ้างว่าจะทำงานอะไร คือสาขาที่ไบรท์เรียนมันเป็นเรื่องการทำธุรกิจด้านกีฬาไบรท์ก็มีความคิดว่าอาจจะทำพวกเสื้อผ้ากีฬา

ไบรท์สไตล์

เป็นเด็กซนครับ ปีนป่ายต่อยตีตามประสาเด็กผู้ชาย รอยแผลเต็มตัวเลย (หัวเราะ) เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกด้วยครับ ครูจะเลือกให้เป็นตัวแทนไปทำกิจกรรมเรื่อยๆ ในหมู่เพื่อนฝูง
เราก็เป็นที่รู้จักมีสาวๆ มากรี๊ดบ้างเหมือนกัน (ยิ้ม) ส่วนตอนโตถ้าเวลาอยู่กับเพื่อนที่สนิทกันเราก็จะมีแกล้งๆ ซนๆ กันเหมือนเด็กผู้ชายปกติครับ แต่ถ้าอยู่กับคนที่ไม่สนิทก็จะขรึมๆ เงียบๆ ไบรท์เป็นคนชอบเล่นกีฬาหลายประเภทมากเลยครับ เรียกว่าเห็นกีฬาแล้วอยากเล่นหมดเลย บางอย่างเราอาจจะเล่นไม่เป็นแต่ก็สนใจอยากจะเล่น กีฬาที่ไบรท์ชอบก็จะมีฟุตบอล บาสเกตบอล
ว่ายน้ำ และตอนนี้กำลังเล่นเวฟบอร์ดอยู่ครับเป็นกีฬาที่กำลังเห่อในตอนนี้คือรุ่นพี่ที่เล่นฟิตเนสด้วยกันเขาไปลองเล่นดูแล้วเขาก็มาชวนเรา ก็เลยสนใจเพราะว่าเป็นกีฬาทางน้ำ ไม่น่าเหงื่อออกมากเราก็เลยไปเล่น ก็ยังอยู่ในช่วงฝึกหัดเล่นอยู่ครับเป็นกีฬาใหม่ที่สนใจ

เรื่องของหัวใจ

ก็มีคนคุยๆ อยู่บ้างครับ (ยิ้ม) สเปกคือชอบผู้หญิงตัวเล็กๆ ขาวหน่อย เป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น การที่เราจะมีแฟนไบรท์มองว่ามันเป็นเรื่องของอนาคตมากกว่าครับ ก็คุยคบกันไปเป็นเพื่อนก่อนมันน่าจะยืนยาวมากกว่า ดูกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้เปิดตัวไม่ออกตัวว่านี่คือแฟนนะ แต่ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเราคิดว่ามันใช่ก็คงจะใช่ แต่เราคุยกันไปแบบนี้รักษาความสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ เป็นกำลังใจคอยแชร์เรื่องราวกันบางทีเพื่อนผู้ชายอาจจะช่วยเราไม่ได้แต่พอมีเพื่อนผู้หญิงสักคนที่สนิทคอยเป็นที่ปรึกษาแชร์เรื่องราวก็น่าจะดีอีกแบบหนึ่ง

ขอฝากละครเรื่อง “ข้ามสีทันดร” ด้วยนะครับ เป็นละครเรื่องแรกของไบรท์เลย ละครเรื่องนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติด ยังให้แง่คิดเกี่ยวกับครอบครัว และเรื่องสิ่งเสพติดมันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการใช้ยาอย่างเดียว แต่ว่ามันยังมีเรื่องของการเสพติดศัลยกรรม เสพติดความดัง เสพติดเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์มากมายครับ ดูละครแล้วก็ลองเอาแง่คิด
ไปปรับใช้ แล้วถ้าเจอไบรท์ก็เข้ามาทักทายขอถ่ายรูปได้ครับ

Rookies : ‘เอ็กซ์-พรเลิศ’พระเอกนักบู๊ป้ายแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352869

Rookies : ‘เอ็กซ์-พรเลิศ’พระเอกนักบู๊ป้ายแดง

Rookies : ‘เอ็กซ์-พรเลิศ’พระเอกนักบู๊ป้ายแดง

วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากหนุ่มที่รักในศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยความสามารถในการเล่นโขนและการต่อสู้ นำมาสู่บทบาทการเป็นนักแสดง วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับหนุ่มหน้าไทย “เอ็กซ์-พรเลิศ พิพัฒน์รุ่งเรือง” พระเอกป้ายแดงจากภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ “400 นักรบขุนรองปลัดชู”

บทบาทหน้าที่รับผิดชอบ

ปัจจุบันคือผมรับราชการที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตำแหน่งนาฏศิลปิน ชำนาญงานมีหน้าที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมก็คือแสดงโขน แสดงศิลปวัฒนธรรมอะไรที่เกี่ยวกับไทยๆ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองโดยการแสดงโขนให้ชม เล่นโขนมาตั้งแต่ ปี2537 โดยผมถูกฝึกให้เล่นเป็นตัวลิง จะเล่นได้ทุกตัวครับ ตอนเด็กก็จะเริ่มเล่นลิงเล็กๆ แล้วก็พัฒนาไปเป็นลิง 18 มงกุฎลิงพญา จนได้มีโอกาสเข้ามาสอนฟันดาบให้กับพี่ๆนักแสดงในภาพยนตร์เรื่อง 400 นักรบขุนรองปลัดชู และผมได้ร่วมแสดงด้วยในบทอื่นในตอนแรก แล้วค่อยได้ขยับมาเล่นเป็นพระเอกจากการเลือกของ “ป๋าพยัพ คำพันธุ์” และ “พี่โอ๋-ฐาปกรณ์” รวมทั้ง “พี่บอย-เจตนิพัทธ์ ” ผู้กำกับด้วยครับ

สิ่งที่ฝันและรอคอย

เคยฝันตอนอายุ 20 กว่าๆ ว่าอยากจะเล่นหนังเล่นละคร เพราะเราคิดว่าเราทำได้อย่างที่เขาทำนะ แต่ก็ไม่มีโอกาสคือเคยไปแคสละคร และเกือบจะได้เล่นละครเรื่องหนึ่งแล้วก็เงียบไป จนผ่านมาสิบปีผมก็เห็นละครเรื่องนั้นออนแอร์ แต่ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งซึ่งเราจำพล็อตเรื่องได้ เราก็เลยเลิกคิดไปแล้วกับการเข้าวงการ มุ่งมาทางโขนเลยดีกว่า เวลาผ่านไปเราได้มาเป็นนักแสดงแล้วมันเหมือนฝันที่เป็นจริง (ยิ้ม) และเราได้ทำในสิ่งที่เราถนัดในวัย 37 ซึ่งผมรู้จักกับพี่บอยผู้กำกับเพราะว่าเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่วิทยาลัยนาฏศิลป์พอมีโปรเจกท์หนังเรื่องนี้พี่บอยเห็นว่าผมถนัดอยู่แล้วก็เลยชวนให้ลองมาช่วยเล่นเป็นพ่อดอกพ่อแก้วคู่กับ “พี่เก่ง-ชัชวาล” และมาเป็นครูสอนด้วย เราก็ซ้อมไปซ้อมมา จนถูกขยับบทบาทมาเป็นขุนรองปลัดชูก็ไม่รู้ว่าด้วยดวงหรือเปล่าและด้วยหลายอย่างประกอบกับผมไปเข้าฟิตเนสฟิตหุ่นเฟิร์มพอดีตอนแรกที่รู้ว่าได้เล่นเป็นพระเอกผมก็งงๆ เพราะว่าผมไปเล่นโขนอยู่ที่สุพรรณบุรีแล้วพี่บอยก็โทร.มาบอกว่าให้เข้ามาหาป๋าด่วนเลย แล้วป๋าก็บอกว่าให้ผมเล่นเป็นตัวนี้ ก็รู้สึกดีใจมากก็เลยรีบเอาพวงมาลัยไปไหว้พี่โอ๋ฝากตัวเป็นลูกศิษย์

กับบทบาทที่ได้รับ

ขุนรองปลัดชูที่ผมได้รับนี้ ผมตีความว่าท่านแบกภาระหนักอึ้ง ท่านรู้ว่าถ้าออกไปแล้วจะเป็นยังไง การที่ถูกสั่งให้คุมคน 400 คน ออกไปยันทัพก็เหมือนว่าต้องไปเสียสละเสี่ยงชีวิต แต่ว่าก็ต้องไป แล้วไม่ได้ไปคนเดียวคือเราพาพ่อคนนู้นมาพาสามีคนนั้นมา แต่ลึกๆ ก็หวังว่าจะไม่เป็นอะไร เป็นคนที่มุ่งมั่นรักชาติบ้านเมืองรักเพื่อนฝูงเสียสละเป็นผู้นำกล้าตัดสินใจ กับบทนี้ด้วยความที่ผมได้มีการพูดคุยกับป๋าพยัพ แล้วก็พี่บอยและพี่โอ๋แล้ว และด้วยบุคลิกผมเป็นคนตาเศร้าด้วยมั้งครับ รวมทั้งชั้นเชิงการฟันดาบผมค่อนข้างทำได้ถนัดคล่องอย่างที่ป๋าต้องการก็เลยมอบให้ผมรับบทบาทนี้ คาแร็กเตอร์อาจจะตรงพอดีในสายตาของผู้ใหญ่

โชว์ศักยภาพการบู๊เต็มที่

ผมบู๊ทุกอย่างครับ ตั้งแต่บู๊บนพื้นดินบู๊บนหลังม้าสู้กับช้างดำน้ำไปสู่ฝึกวิชาใต้น้ำ ตั้งแต่ล่างสุดยันบนสุด แต่ได้ไม่เหนื่อยนะครับผมชอบมันก็เลยผ่านไปได้มีความสุขที่ได้ทำ อย่างฉากที่เพนียดคล้องช้างเป็นฉากที่ผมต้องเดินบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยหนามกระสุนทีมงานพยายามเคลียร์แล้วแต่มันก็ยังไม่หมด ผมก็เดินจนเท้าพรุนไปหมด แต่ด้วยความรักมันก็เลยไม่เหนื่อย

นักแสดงใหม่ขอพิสูจน์ฝีมือ

เป็นนักแสดงใหม่คนเดียว แรกๆ ยอมรับว่ากดดันมากครับ แต่ว่าพี่ๆ นักแสดงพี่บอย ป๋าพยัพก็ช่วยกันตะล่อมผมและทำให้ทุกคนเชื่อในตัวผมให้ได้ ถ้าได้ชมในภาพยนตร์จะเห็นว่าฉากสุดท้ายที่ผมคุยกันแล้วว่าไม่เป็นไรนะสิ่งที่เราทำเนี่ยเราทำเพื่อแผ่นดินเราจะยังคงอยู่สืบต่อไป ฉากนี้ผมเข้าไปในตัวละครมาก พี่ๆ ทุกคนก็ร้องไห้ตาม ผมเองพูดไปก็ไม่ได้อยากจะร้องไห้แต่ว่าน้ำตามันไหลออกมาเองมันอินมาก คนที่เข้าไปดูแล้วผมไปเซอร์ไพรส์หน้าโรงทุกคนออกมาร้องให้เพราะว่าเขาอินกับหนัง แต่ผมมีความสุขมาก ตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจว่าใช่เราหรือเปล่าเพราะว่าการแต่งตัวเราไม่เหมือนกับในหนังพอเขารู้ว่าใช่เขาก็โผเข้ามากอดขนลุกเลย เด็กๆ ก็เดินร้องไห้เข้ามารุม เราก็รู้สึกดีครับ แล้วมีอยู่ช็อตหนึ่งคุณพ่อเขาส่งคลิปมาให้ดูว่าก่อนเข้าโรงหนังลูกชายเขาพูดไดอะล็อกที่ผมพูดในทีเซอร์เลย พอเขาออกจากโรงหนังมาเขาก็เดินร้องให้แล้วมาคุกเข่าตรงหน้าโปสเตอร์หนังแล้วก้มลงกราบเด็กเขาอินครับเขารู้สึกยังไงเข้าก็แสดงออกอย่างนั้น แต่ก็เข้าใจนะว่าเขาอาจจะไม่รู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ แต่เขารู้ว่าขุนรองปลัดชูเป็นฮีโร่ของเขา ฮีโร่ต้องชนะสิแต่สุดท้ายไม่ชนะเขาก็เลยเศร้า ผมก็เลยบอกเขาไปว่าอาจจะแพ้ในเรื่องนะ แต่ว่าชนะข้าศึกที่เขายังต้องยอมให้นำร่างขุนรองปลัดชูกลับมาอย่างสมเกียรติ ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ในหนังคือเราจะไม่ให้ใครเกลียดใครเขาก็รักบ้านเขาเราก็รักบ้านเรา

ย้อนวันวานในวัยเด็ก

ตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูปนะแล้วก็ชอบฟันดาบตัดทางมะพร้าวมาแล้วก็เหลาทำเป็นดาบเล่นฟันกับเพื่อนความบู๊ความซนนี่มีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับชอบดูหนังจีนเห็นเขาฟันดาบเราก็ชอบและทำตาม แล้วพอดีพี่สาวผมเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ เขาก็ชักชวนให้มาเรียนด้วยกัน ก็เลยเริ่มชอบแล้วในขณะที่เรียนก็ได้ไปแสดงตามงานต่างๆ ได้เบี้ยเลี้ยงเราสามารถหาเงินได้เองตั้งแต่เด็กและค่าเทอมก็ถูกมากแค่สองร้อยกว่าบาทเอง ไม่ได้ขอเงินพ่อแม่เลย เราเรียนไปเราก็ได้นำพื้นฐานนั้นไปแสดงเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ยังแสดงอยู่นะครับที่โรงละครแห่งชาติ

ความภาคภูมิใจสูงสุด

ทุกครั้งก็เต็มที่กับการแสดง แต่การแสดงที่ให้พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทอดพระเนตร เป็นความภูมิใจหมดเลยครับ ตั้งแต่ผมเป็นลิงเล็กๆ ตอนเด็กๆ เวลามีพระราชอาคันตุกะมา ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านก็จะเสวยในพระที่นั่งจักรีพอท่านเสวยเสร็จก็ลงมาประทับชมการแสดง เราเล่นเป็นลิงเล็กๆ ก็ดีใจแล้วครับ จะมีความภูมิใจทุกครั้ง และมีครั้งหนึ่งที่ใกล้ชิดที่สุดก็น่าจะเป็นเมื่อปี 2553 เป็นโขนพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ครูเลือกให้ผมเป็นตัวแทนรับช่อดอกไม้จากพระองค์ท่านด้วยครับ นอกจากนี้ก็มีตามเสด็จฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปเจริญสัมพันธไมตรี

ฉายแววนักบู๊

คือในขณะที่เราเรียนโขนซึ่งโขนก็จะเป็นวิชาเอก แล้ววิชาโทผมเลือกกระบี่กระบอง ซึ่งพื้นฐานผมชอบตั้งแต่เด็กอยู่แล้วฟันดาบชอบก่อนที่จะชอบโขนอีก ตอนที่เรียนโขนชั้นกลางก็เห็นพี่ๆ เขาเรียนกระบี่กระบองเราก็ไปนั่งดูชอบเลยแอบเล่นบ้าง พอถึง ม.4 มันมีวิชาที่ให้เรียนเราก็เลยได้เรียนหลังจากเรียนในชั่วโมงแล้วเราก็ยังไปขอครูเขาเรียนนอกเวลาอีก ตอนแรกครูยังไม่ยอมสอนนะครับก็ไปช่วยงานครูต่างๆ นานาจนครูเห็นใจในความพยายามของเราก็เลยยอมสอนให้ผมกับเพื่อนสองคน ได้เรียนพื้นฐานกระบี่กระบองซึ่งเป็นดาบสองมือก่อน แล้วก็เรียนอาวุธไทยต่างๆ มวยไทยคาดเชือก

ศิลปะไทยกับความภาคภูมิใจ

มันเหมือนเราถูกขีดมาแล้วมั้งครับผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าผมชอบด้านนี้ได้ยังไง สำหรับผม ผมว่ามันง่ายนะ บางคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของโขนเพราะใกล้เกินไป หรืออาจจะยากเกินไปสำหรับเขา แต่กลับกันเวลาที่ผมมีโอกาสได้ไปแสดงยังต่างประเทศ คนไทยที่นู่นพอเห็นเราไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมแล้วชาวต่างชาติเขาเฮเขาชื่นชม ในฐานะที่พวกเขาเป็นคนไทยเขาจะมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมาก แล้วเขามาพูดกับผมเลยว่าตอนที่เขาอยู่เมืองไทยเขาไม่เคยสนใจทางด้านนี้เลย เขาภูมิใจกันมากแล้วพอกลับมาเมืองไทยเขามาเรียนโขนก็มีครับ ส่วนในครอบครัวของผมเองก็สนับสนุน คอยดูคอยให้กำลังใจเวลาเราซ้อมเราเหนื่อย พอเราประสบความสำเร็จระดับหนึ่งก็เหมือนจะเป็นแบบอย่างให้กับน้องๆ ก็จะมีลูกๆ หลานๆ หรือว่าน้องๆ ที่เขาอยากจะมาเรียนโขน ซึ่งผมก็จะแนะนำให้ไปเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เลยเพราะว่าเขาจะได้ไปเจอเพื่อนๆ ถ้าจะมาเรียนตัวต่อตัวกับผมก็ได้แต่ว่าเขาจะไม่มีสังคม การที่เขาไปเรียนกับเพื่อนๆ ได้ไปปรับพื้นฐานละลายพฤติกรรมไปเรียนเป็นกลุ่มเพราะโขนสอนให้อดทนสามัคคี โขนไม่สามารถเล่นคนเดียวได้ในหนึ่งตอนมันต้องเป็นทีม การยกขาจะต้องพร้อมกันระดับเดียวกันมันสวยด้วยความพร้อมลองคิดดูว่าเราใส่หน้ากากหมดแล้วตามองเห็นแค่นิดเดียวหายใจก็แทบจะไม่ได้ แต่ทำไมขาเรายกพร้อมกัน เพราะว่าถูกฝึกมาอย่างหนักกว่าจะเล่นได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย

ผมภูมิใจที่ได้สืบสานศิลปะประจำชาติของเรานะครับ และถือว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาทำในสิ่งที่รัก ภาพยนตร์เรื่อง 400 นักรบขุนรองปลัดชู เป็นการปลูกจิตสำนึกและเป็นประโยชน์เพื่อแผ่นดิน ถึงคนดูจะไม่เยอะมากในเวลานี้แต่ว่าเชื่อว่าคนที่เขาไปดูจะประทับใจ เท่าที่ผมได้ฟีดแบ๊กกลับมา และแม้ว่าตอนนี้ภาพยนตร์จะออกโรงไปแล้ว แต่ก็สามารถติดตามในรูปแบบดีวีดีได้ครับ แต่ถ้าใจร้อนรวมตัวคนได้เยอะๆ เหมาโรงดูกันได้ ก็ฝากผลงานของผมไว้ด้วยนะครับ

Rookies : ค่าย Mello เอาใจวัยรุ่นยุค4G แจ้งเกิดนางเอกแก้มบุ๋ม ‘ไข่มุก-อาภาสิริ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/350053

Rookies : ค่าย Mello เอาใจวัยรุ่นยุค4G  แจ้งเกิดนางเอกแก้มบุ๋ม  ‘ไข่มุก-อาภาสิริ’

Rookies : ค่าย Mello เอาใจวัยรุ่นยุค4G แจ้งเกิดนางเอกแก้มบุ๋ม ‘ไข่มุก-อาภาสิริ’

วันเสาร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปล่อยคอนเทนต์เอาใจวัยรุ่นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ ค่าย Mello เว็บดังที่ผลิตและนำเสนอละครซีรี่ส์,รายการ และวาไรตี้ผ่านแอพพลิเคชั่น MelloThailand และเว็บไซต์ Mello.me โดยล่าสุด รับหน้าที่ผู้จัดและผลิตละครซีรี่ส์ “แกล้งแอ๊บแอบรัก”(Love Lie Hide Fake) ละครสไตล์โรแมนติกคอเมดี้เอาใจวัยรุ่นยุค 4G กับเรื่องของ นางเอก ที่เป็นสาวยุคใหม่ไฟแรงมีอาชีพเป็น AR (Artist Relations) ดูแลศิลปิน โดยต้องเฟ้นหาสาวยุคใหม่ที่ดูกระฉับกระเฉง ทันคน และมีเสน่ห์ เพราะรอบตัวนางเอกจะมีแต่เพศทางเลือกเปรี้ยวจี๊ด ซึ่งก็ลงตัวที่สาว “ไข่มุก-อาภาสิริ” สาวน้อยหน้าใส เจ้าของฉายา “ลักยิ้มพิฆาตใจ” มารับบทนางเอกเต็มตัวครั้งแรก

สาว “ไข่มุก-อาภาสิริ กิจติถานนท์” โปรไฟล์น่าสนใจทีเดียว เพราะมีดีกรีเป็นเชียร์ลีดเดอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ อินเตอร์ฯ โดยเป็นผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71 ไข่มุก เป็นสาวมากความสามารถ ทั้ง ร้อง เล่น เต้น แสดง ทำได้ดีทั้งหมด เสน่ห์ของเธอคือลักยิ้มบนแก้มที่มีถึง 4 อัน ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและด้วยไลฟ์สไตล์เป็นคนยิ้มเก่งบวกหน้าหวาน หลายคนคิดว่าเป็นสาวหวาน แต่จริงๆ แล้วเธอบอกว่า “ไม่ได้เป็นผู้หญิงชอบสีชมพูค่ะเป็นผู้หญิงแข็งแรงที่ชอบดูหนัง ฟังเพลงป๊อปร็อก ตามเทรนด์สังคมนะคะ”

กับบทบาท “จริงใจ” AR สาวหน้าใสที่มีความจริงใจเหมือนชื่อ เพิ่งเข้าไปทำงานใน Fact Radio เธอต้องดูแล “สัตยา”รับบทโดย “จ๊อบ-ธัชพล กู้วงศ์บัณฑิต” ดีเจหนุ่มตกผังที่ต้องแกล้งแอ๊บเป็นเกย์เพื่อหาเงินใช้หนี้ โดย “จริงใจ” ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริง “สัตยา”เป็นผู้ชายแท้ๆ เมื่อความใกล้ชิดบังเกิด แต่ต้องแอ๊บเป็นเพื่อนสาว ความรักครั้งนี้จะเป็นอย่างไร? ติดตามความสนุกได้ทุกวันเสาร์ 2 ทุ่มทางแอพพลิเคชั่น Mello Thailand และเว็บไซต์ Mello.me

นอกจากคู่ พระ-นาง ที่ดูจะวุ่นวายแล้ว ยังมีคู่จิ้น“เพศทางเลือก” อีกคู่ที่มารอให้ลุ้นว่าจะลงเอยกันอย่างไร ซึ่งมีผู้ติดตามเชียร์กันเพียบ

“ไข่มุก” เผยว่า “ละครเรื่องนี้เป็นการเปิดมิติใหม่ที่มีหลายทางเลือกไม่ได้มีแค่สองเพศแต่มีหลายเพศมากว่าสี่ด้วยซ้ำไป ในคอมเม้นท์เค้าจะถามกันว่า ช่อง 3 จะทำละคร “วายด์” แล้วเหรอ ดูเค้าตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็น บางคอมเม้นท์ที่เชียร์คู่ ชายกับชายยังบอกว่า ไม่มีผู้หญิงมาเล่นก็ได้นะ อยากให้เป็นแบบชายล้วนได้มั้ย??”

เอาล่ะสิ! ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม เชื่อว่าถ้าได้ติดตาม“ไข่มุก-อาภาสิริ” แล้ว ต้องใจอ่อนยวบ อดหลงรักเธอไม่ได้!!

Rookies : ‘ยูโร-ยศวรรธน์’พระเอกป้ายแดง ซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของเด็กๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347098

Rookies : ‘ยูโร-ยศวรรธน์’พระเอกป้ายแดง ซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของเด็กๆ

Rookies : ‘ยูโร-ยศวรรธน์’พระเอกป้ายแดง ซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของเด็กๆ

วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงจากละครแนวซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” ทางช่อง 7 สี สำหรับหนุ่มเลือดอีสานจากอุดรธานี “ยูโร-ยศวรรธน์ ทะวาปี” ฮอตขนาดนี้เราไม่รอช้ารีบคว้าตัวหนุ่มยูโรมาล้วงลึกทุกซอกมุมของชีวิต

ต้องบอกว่าท้าทายมากครับ (ยิ้ม) สำหรับละครเรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” และรู้สึกดีใจที่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ด้วย ได้มาเป็นขวัญใจคนใหม่ของน้องๆ แต่ถ้าถามว่าผมคาดหวังยังไงไหม ก็คาดหวังให้งานออกมาดีและทุกคนชอบในการแสดงของผมมากกว่า โดยส่วนตัวแล้วอ่านบทผมชอบนะ เพราะว่าเราได้ใช้จินตนาการเยอะมากในการแสดง ได้แปลงร่างด้วยถ้ามีเหตุการณ์ร้ายๆ อะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านเราก็ต้องไปช่วยปกป้องไว้ ซึ่งจะมีหน้ากากและมีชุด อาวุธคู่กายก็จะเป็นมีดอีโต้ แต่ว่าเราไม่ได้ใช่อีโต้ไปไล่ฟันใครนะครับ เราจะใช้ฟันลงพื้นหรือว่าขึ้นฟ้า แล้วจะมีวลีเด็ดคำพูดประจำตัว“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เหล่าอธรรมและความชั่วร้ายบนโลกนี้ต้องหมดไป” เรื่องนี้มันจะจบเป็นตอนๆมีผู้ร้ายรับเชิญมาเรื่อยๆ

ระดับความหวานกับนางเอก

สำหรับ “ชิงชิง” (คริษฐา สังสะโอภาส) เราเคยร่วมงานกันมาแล้วครั้งหนึ่ง คือไปเต้นที่งานไทยซูเปอร์โมเดล ซ้อมด้วยกัน 10 กว่าวัน เลยทำให้เราสนิทกัน พอได้มาเล่นเรื่องนี้ด้วยกันก็เลยไม่ค่อยเขินเท่าไหร่ ไม่คิดว่าจะได้มาเล่นละครด้วยกันอยู่ๆ ก็ได้ปุ๊บปั๊บมาก น้องชิงน่ารักครับ พูดไม่หยุดเลย มีฉากกุ๊กกิ๊กกันด้วย แต่ด้วยความที่เราเป็นนักแสดงหน้าใหม่มันก็เลยทำอะไรไม่ค่อยถูก นอกจอผมก็ชินกันนะคือเล่นกันได้ แต่พอ 5 4 3 2 ปุ๊บผมจะเกร็งทันทีเลย ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เกรงใจน้องเขาด้วย

กับผลงานก่อนหน้านี้

จริงๆ “เล่ห์รักบุษบา” เป็นละครเรื่องแรกของผมนะครับ ซึ่งกำลังถ่ายทำอยู่ เรื่องนั้นผมเล่นเป็นหนุ่มนักเรียนนอก เก่งทางด้านดนตรีกีฬาแล้วก็ค่อนข้างที่จะป๊อปปูล่าร์ในมหาวิทยาลัยเป็นแฟนกับ “มะเหมี่ยว” (พรชดา เครือคช) แต่ว่าพอกลับมาเมืองไทยเราก็ต้องเข้าไปทำงานในไร่ของพระเอก เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับแฟน ต้องปิดบังแอบไปเจอกัน กับบทนี้ก็โอเคชอบครับเข้ากับวัยไม่ไกลตัวเราเท่าไหร่มันมีความกุ๊กกิ๊กในบทด้วยครับ

ประสบการณ์จากงานเบื้องหลัง

ผมไปฝึกงานที่ “บริษัทมีเดียสตูดิโอ” ในกองละครเรื่อง “ไฮโซสะออน” กับ “สกาวเดือน” เหมือนไปดูงานว่าโดยรวมแล้วกองถ่ายเป็นยังไงบ้าง เพื่อเรียนรู้งาน เป็นการฝึกงานของทางมหาวิทยาลัยครับคือพอเราเรียนจบเขาก็จะให้ไปฝึกผมก็เลยเลือกไปฝึกที่มีเดีย อยู่กองผมต้องทำทุกอย่างเลยครับเรียนรู้ทุกตำแหน่ง ดูว่าผู้กำกับทำงานยังไง ผู้ช่วยผู้กำกับทำงานยังไงพี่เขาก็จะสอนว่าแต่ละตำแหน่งในกองถ่ายมีหน้าที่กันยังไงบ้างย้ายไปเรื่อยๆทำทุกแผนกครับ ใครขาดเหลืออะไรผมช่วยหมด แต่จริงๆช่วยอยู่เฉยๆ จะดีกว่าครับ (หัวเราะ) จริงๆ ผมก็ชอบตำแหน่งผู้กำกับนะพอได้เข้าไปสัมผัสรู้สึกว่าเจ๋งดี แต่ว่าผมคงเป็นไม่ได้หรอก ตอนนี้ฝึกงานจบแล้วครับ

ที่มาที่ไปก่อนจะมาเป็นนักแสดง

เริ่มต้นจาก “พี่ตั้ม” ผู้จัดการส่วนตัวผมครับ คือเขาไปเจอผมในเฟซบุ๊ค ผมออกงานงานหนึ่งซึ่งนานๆ จะเดินแบบทีแล้วพี่เขาไปเห็นรูปผมในเฟซของผู้จัดงาน พี่ตั้มเขาก็เลยไปตามและทักเข้ามาผมถามว่าอยากเป็นนักแสดงไหมอยากมาเล่นละครหรือเปล่า ผมก็คิดว่าลองดูก็ได้ และลองปรึกษากับแม่ดู เราก็ไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือเปล่า เพราะว่าการเป็นนักแสดงมันไม่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆ แต่ว่าพอเข้าไปดูในโปรไฟล์ของพี่ตั้มเขาก็มีนักแสดงในสังกัดนะ ก็เลยลองเข้ามาดูแล้วก็เลยได้พี่ตั้มพาเข้ามาทำเทปที่ช่อง 7 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาที่ช่อง 7 ผมก็ได้ไปเรียนรู้เรื่องการแสดงแบบปุ๊บปั๊บมาก แค่ 2 วัน คือเป็นการเรียนแอ๊กติ้งแบบเร่งรัดเพราะว่ามีนัดทำเทปแล้วซึ่งผมก็ยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้ เพียงแต่ว่าเราพอมีประสบการณ์ในการเล่นละครเวทีของมหา’ลัย แต่ว่าพอเข้ามาตรงนี้มันเหมือนคนละแบบกันเลยครับ ละครเวทีกับละครทีวีก็เรียน 2 วันแล้วก็เข้าไปทำเทปประมาณเดือนนึงก็รู้ผลว่าเราได้เล่นละครกับทางช่อง 7

ความฝันของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

คือเราได้รับโอกาสเข้ามาแล้วเราก็อยากเป็นแหละนะนักแสดง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า มันก็ไม่ได้ง่ายๆ แต่เราดันฟลุคได้ แค่เดือนกว่าๆ ก็รู้ผลแล้วและได้เซ็นสัญญา 5 ปีเลยครับก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ จริงๆ ความใฝ่ฝันของผมตอนเด็กนี่คืออยากเป็นนักแสดงนะ แต่เราไม่รู้ว่าจะหาช่องทางไหนเข้ามาตรงนี้เพราะว่ามันไม่ใช่ง่ายๆ ว่าเราจะเข้ามาได้ยังไงเป็นนักแสดงได้ยังไง ตอนสัก 5-6 ขวบ ก็เริ่มตัดๆ ความฝันนั้นทิ้งไปแล้วเพราะคิดว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ เลยล้างความคิดนั้นไปแล้ว (แต่เรียนนิเทศ?) คือเรียนให้มันจบ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าจะเรียนคณะอะไร แต่ตอนที่เรียนก็พอมีคนรู้จักเราบ้าง มีกิจกรรมของมหา’ลัยเราก็ร่วมตลอด เป็นคนที่กล้าแสดงออกระดับนึงครับ

ครอบครัวผลักดัน

ครอบครัวก็สนับสนุนนะครับ ก็อยากให้เป็นนักแสดง และถ้าเรามีโอกาสแล้วก็อยากให้เราทำให้เต็มที่ พ่อเป็นครูแม่ทำธุรกิจ พ่อก็อยากให้ผมเป็นครูเหมือนกัน แต่ว่าผมไม่อยากเป็น ทุกวันนี้เขาเห็นเรามีผลงานเห็นเราตามข่าวต่างๆ ก็ดีใจแล้วครับ มันเหมือนเป็นอีกก้าวของเราก็จะทักมาในเฟซบุ๊ค ในไลน์ยินดีด้วยดีใจด้วยนะอะไรอย่างนี้ เมื่อก่อนตอนที่อยู่ที่บ้านเราจะทานข้าวด้วยกันในครอบครัวตลอด แต่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้อยู่กับที่บ้านแล้วเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯคนเดียว ที่บ้านก็มีบ่นคิดถึงตลอดครับ

ชีวิตเปลี่ยน

ตอนนี้ก็เปลี่ยนในระดับหนึ่งครับ ยังไม่มากเท่าไหร่ยังเป็นคนเดิมอยู่ ก็เปลี่ยนอะไรที่มันต้องเปลี่ยน ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น อะไรที่มันไม่ดีก็จะทิ้งมันไปไม่ทำ อย่างเรื่องการแต่งตัวคือผมจะเป็นคนที่แต่งตัวชิลๆ พี่ตั้มก็บอกว่าถ้ามาอยู่ในนี้แล้วเราก็ต้องแต่งตัวให้มันดูดีหน่อย เราเป็นนักแสดงแล้วนะไม่ใช่ว่านึกอยากจะแต่งตัวยังไงก็ได้ เมื่อก่อนผมไปห้างจะใส่รองเท้าแตะสบายๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้แล้วต้องให้เกียรติช่องให้เกียรติผู้ใหญ่ด้วย ตัวผมเป็นคนเฮฮาเฟรนด์ลี่นะครับ สนุกสนานไม่ซีเรียสอะไรเลย มองโลกในแง่ดีไม่มีร้ายครับ (ยิ้ม) ก็แอบตื่นเต้นปกติจากคนธรรมดา จากคนที่อยู่อุดรอยู่ต่างจังหวัด ใช้ชีวิตทั่วไปพอมาอยู่ตรงนี้มันก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งเลย วันนี้มีคนมาขอถ่ายรูปด้วย ก็รู้สึกดีครับดีใจ

เรื่องของหัวใจ

ตอนนี้ก็ทำงานอย่างเดียวครับ ไม่ว่างเลยจริงๆ มีงาน 7 วันเลย ถ่ายละคร 2 เรื่อง ก่อนเข้าวงการประมาณ 4 เดือนก็โสดนะครับ คือโสดก่อนที่จะมารู้จักพี่ตั้มอีก ไม่เกี่ยวว่าเข้าวงการแล้วเลิกกัน คือเราห้างกันเพราะว่าเราเรียนกันคนละที่ ผมคบรุ่นพี่ ซึ่งพี่เขาเรียนจบไปแล้วและมาทำงานในกรุงเทพฯ แต่ว่าเรายังเรียนอยู่ที่อุดรอีกปีหนึ่ง ก็เลยเหมือนห่างกันไปและเลิกรากันไป ไม่ได้เจอกันเลยครับ สเปกผมไม่มีครับถ้าชอบใครก็ชอบ อายุก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่ว่าไม่ชอบเด็ก เพราะว่าผมเป็นคนง้องแง้งไง (ยิ้ม) ถ้าไปเจอคนง้องแง้งด้วยอีกก็น่าจะไม่รอดครับ

อนาคตทางการแสดง

ที่ผ่านมาผมก็ได้ประสบการณ์จากการฝึกงาน ได้เรียนมาสายนี้โดยตรง ก็อาจจะไม่เชิงว่าเราใช้ความรู้ที่เราเรียนและฝึกงานมาต่อยอดทางการแสดงนะครับ แต่ว่าเป็นความรู้มากกว่าก็ทำงานตรงนี้ไปก่อนเต็มที่ครับ อนาคตจะเป็นยังไงผมก็ยังไม่รู้ก็อยู่ยาวๆ ไปก่อน 5 ปี แล้วก็หมั่นพัฒนาฝีมือตัวเองให้ผู้ใหญ่เห็นครับ ก็ฝากนะครับสำหรับละครเรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” ซึ่งผมได้เล่นเป็นพระเอกเรื่องแรกจะทำให้เต็มที่ครับ ฝากแฟนๆ ทุกคนด้วย ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 17.15 น.เจอกันนะครับ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘ปลา-เกวลิน’สาวหาดใหญ่ ผู้ลุยทุกโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344072

Rookies : ‘ปลา-เกวลิน’สาวหาดใหญ่ ผู้ลุยทุกโอกาส

Rookies : ‘ปลา-เกวลิน’สาวหาดใหญ่ ผู้ลุยทุกโอกาส

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพราะความท้าทายและหลากหลายของวงการบันเทิงทำให้ ปลา-เกวลิน อุดมอักษร ตกหลุมรักงานด้านนี้เข้าอย่างจัง ซึ่งแม้ว่าเธอจะต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่กี่รอบก็ยอม เรียกว่าทุ่มเทสุดๆ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต เอาเป็นว่าไปทำความรู้จักตัวตนและเส้นทางก่อนเข้าวงการบันเทิงอย่างเต็มตัวของสาวน้อยวัยใสที่มาไกลจากหาดใหญ่คนนี้กันค่ะ

จุดเริ่มต้น

ก่อนหน้านี้ได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ค่ะ อย่าง GSB Gen Campus Star 2016, Miss Motor Show Hatyai 2017 แล้วก็เดินแบบให้เสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ส่วนละครก็มีเล่นรับเชิญในละคร “คมแฝก 2018” ช่อง 3 ซึ่งก็จะมีคนมาทาบทามให้เข้าวงการเรื่อยๆ แต่พี่ที่บ้านยังไม่อยากให้ไปจนกระทั่งได้เข้ามาเป็น 1 ใน 8 “GMM25 NEW FACE 2018”คุณพ่อคุณแม่ก็เปิดโอกาสให้เรามากขึ้น ซึ่งตอนเด็กๆ เท่าที่ปลาจำความได้ก็จะมีความฝันอยากจะเป็นนักแสดงเหมือนกัน แต่พอเริ่มโตขึ้นประมาณมัธยมก็ไม่คิดอะไรเกี่ยวกับการเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงเลย เพราะอยากจะมีอาชีพที่มั่นคงจนแก่เฒ่าไปเลยหรือมีธุรกิจส่วนตัว แต่พอมาตอนนี้ได้เข้ามาก็โอเคค่ะ (ยิ้ม)

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เดินสู่วงการ

โอกาสค่ะ ปลามีโอกาสเยอะมาก พอเราเห็นโอกาสตรงนี้ก็ไม่อยากให้เสียโอกาสไป เลยลองดูค่ะ ลองดูสักตั้งหนึ่ง จะเป็นไงก็เป็นกัน โอกาสแรกที่เข้ามาคือ มีพี่ที่รู้จักเขาชวนไปประกวดตามห้างสรรพสินค้า แบรนด์เสื้อผ้า ถ่ายแบบ เดินแบบก็เลยไปลองดู ถือว่าเป็นประสบการณ์เก็บเกี่ยวไว้ไม่เสียหาย เราหาประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้ง่าย จนมาถึงวันนี้ทุกอย่างถือว่าเกินฝันเยอะเลยค่ะ เพราะความตั้งใจแรกเราเพียงแค่คิดไว้ว่าอยากให้มีคนชื่นชอบ รู้จัก ไปไหนมีคนรู้จัก อยากให้มีคนรับฟังเรามากขึ้น พูดคุยกับเราเกี่ยวกับผลงานเราและติดตามเราแค่นั้น ตอนนี้ก็เริ่มมีบ้างแล้วดีใจค่ะ

ครอบครัวคือแฟนคลับนัมเบอร์วัน

ที่สุดค่ะ ทุกคนดีใจมาก อย่างซีรี่ส์เรื่อง Love Songs Love Series ตอน เราและนาย ทางช่อง GMM25 ที่ผ่านมาเขาเปิดดูตลอดเลย วันละหลายๆ รอบ แม่จะชอบดูทีวี.มาก แล้วชอบดูลูกเล่น แค่ปลาเดินออกมาก็ยิ้ม อย่างตอนวันที่ละครฉายวันแรก ปลาโทร.บอกที่บ้านทุกคนก็จะรีบเปิดดูกัน ถือว่า
ค่อนข้างเห่อค่ะ (หัวเราะร่วน) แม่จะบอกว่า ปลายังเสียงเหน่ออยู่นะ (หัวเราะร่วน) จะชอบติเรื่องเสียง ส่วนคุณพ่อจะมาแนวสอนและเตือนให้ระวังการทำงานเป็นยังไง การอยู่ในวงการ

หลงใหลงานแสดง

พอได้มาเล่นละครก็สนุกดีค่ะ ต้องมีการปรับหลายอย่างเพราะว่าปลาก็ยังไม่มืออาชีพมากอยู่ในขั้นของการฝึกและหาประสบการณ์ และถือว่ายากกว่าที่คิดนะ เพราะตอนแรกเห็นคนอื่นเขาแสดงก็รู้สึกว่าเอ้ย น่าจะง่ายจัง แต่พอเข้ามาเล่นจริงๆ แล้วก็ยากนะคะ เพราะต้องถ่ายหลายเทค เปลี่ยนมุมกล้อง กว่าจะได้แต่ละฉาก รวมทั้งคำพูดอะไรต่างๆ ก็ไม่เข้าปากเรา อย่างเรื่อง Love Songs Love Series ตอน จะรักหรือจะร้าย ของช่อง GMM25 ปลาก็เล่นเป็น ปุ๊กกี้ เป็นเพื่อนสนิทนางเอก แก๊งห่วยสุดในโรงเรียน แล้วก็พยายามทำตัวเองให้เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เล่นเป็นสาวหวาน และแอบเปรี้ยวนิดหนึ่ง ถือว่าไกลตัวมากค่ะ ไม่เหมือนเรื่องแรกที่เป็นตัวปลาเองเลย ความยากก็มาอีกสเต็ปหนึ่ง

เรียนรู้การใช้ชีวิต

การที่เรามายืนตรงจุดนี้ปลาว่ามันทำให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเยอะในตัวเราเองเยอะมาก ตั้งแต่การปรับเวลาในการทำงาน เพราะปลาอยู่หาดใหญ่ก็ต้องบินไปกลับ ถ่ายเสร็จก็กลับหาดใหญ่เลย จะมีเวลาอ่านหนังสือน้อยกว่าเพื่อนๆ ฉะนั้นปลาก็ต้องขยันกว่าเดิม และเหนื่อยขึ้นเยอะเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็ยอมพยายามทำให้ดีที่สุดทั้งสองอย่าง เพราะพ่อมักจะบอกว่า อย่าเอาการเรียนไปกระทบกับการงาน(หัวเราะร่วน) ยังไงงานก็เป็นอาชีพของเราในอนาคตก็ลองปรับเวลาเรียนเวลาดู ช่วงนี้ก็เลยจะโฟกัสงานที่เข้ามาซึ่งถือเป็นโอกาสดีๆ ค่ะ

วางอนาคต

ปลาคิดว่าการเรียน Marketing จำเป็นมากๆ ทุกอย่างในปัจจุบันนี้ต้องใช้ Marketing หมดเลย ปลาคิดว่าหลายคนรู้จัก Marketing นะ แต่ปลารู้สึกอยากรู้ลึกลงไปมากกว่าก็เลยเลือกเรียน เพราะต่อไปปลาคิดว่าถ้าจะไปทำอาชีพอะไรก็ต้องได้ใช้ Marketing นี่อยู่แล้ว ที่บ้านปลาก็เป็นโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรนั้นก็ต้องใช้ด้าน Marketing เยอะมาก
ซึ่งตอนแรกคุณพ่อก็มีเปรยๆ ไว้ค่ะว่าอยากให้ลูกสานต่อด้านนี้แต่พอมาเป็นนักแสดง คุณพ่อก็เริ่มลังเล จะให้ใครมาทำต่อ (หัวเราะร่วน) เพราะพี่ก็เรียนทันตแพทย์ ส่วนปลาเองก็คงพยายามทำงานในวงการให้ดีที่สุด และอยากจะลองเล่นบทบาทแตกต่างอย่างเช่นแนวพีเรียดบ้างก็น่าจะท้าทายความสามารถเราดีค่ะ

ชื่อ : เกวลิน อุดมอักษร

ชื่อเล่น : ปลา

วัน เดือน ปี เกิด : 18 ธันวาคม 2539

สีที่ชอบ : สีหลากหลาย หรือไม่ก็สีดำ

การศึกษา : คณะวิทยาการจัดการ สาขา marketing มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปี 3

อาหารที่ชอบ : โกโก้เข้มๆ หวานปกติ

กิจกรรมที่หลงใหล : เล่นกีฬาบาส แบดมินตัน ตอนนี้
ก็จะเหลือแค่ ฟิตเนส กับ ว่ายน้ำ

คติในการดำเนินชีวิต : ทำวันนี้ให้ดีที่สุด