Rookies : ‘ไอซ์-ภาณุวัฒน์’ หนุ่มขี้อาย ผู้มีสไตล์ไม่ซํ้าใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/341082

Rookies : ‘ไอซ์-ภาณุวัฒน์’ หนุ่มขี้อาย ผู้มีสไตล์ไม่ซํ้าใคร

Rookies : ‘ไอซ์-ภาณุวัฒน์’ หนุ่มขี้อาย ผู้มีสไตล์ไม่ซํ้าใคร

วันเสาร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หนุ่มหล่อมาดเซอร์หน้าใสที่น่าจับตามองสัปดาห์นี้ยกให้ ไอซ์-ภาณุวัฒน์ เปรมมณีนันท์ ดาวรุ่งดวงใหม่ของช่อง 3 และช่อง 28 เพราะหลังจากหนุ่มไอซ์ได้ซุ่มซ้อมฝึกฝนการแสดง รวมทั้งร้อง เล่น เต้น โชว์เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาพักใหญ่ วันนี้หนุ่มไอซ์ก็พร้อมมาขโมยหัวใจสาวๆ กันด้วยบทบาทแรกในการแสดงซีรี่ส์เรื่อง “SOCIAL DEATH VOTE” ผลงานของสองผู้จัด หนุ่ม- กฤษณ์ ศุกระมงคล และ หนึ่ง-ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ โดยออนแอร์ให้ได้ชมกันทุกคืนวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 28 แต่กว่าจะหล่อมีเสน่ห์ขนาดนี้ใครจะเชื่อไอซ์เป็นหนุ่มที่ขี้อายสุดๆ

แนะนำตัวให้แฟนๆ รู้จัก

ผมเกิดที่เชียงใหม่ แต่มาโตที่พัทยาเพราะว่าคุณพ่อต้องย้ายมาทำงานเป็นไกด์ท่องเที่ยวที่นี่ ผมก็เลยได้ย้ายมาอยู่ที่พัทยาตอน ป.1 แล้วผมก็มีพี่ชายคนหนึ่งซึ่งพี่ชายมีลูก 2 คนแล้ว อยากอู้คำเมืองให้ฟังแต่ตอนนี้ อู้ไม่ได้แล้วครับ ตอนเด็กๆ แม่เคยบอกว่าอู้เยอะจนน่ารำคาญ (หัวเราะร่วน) แต่พอพูดพื้นฐานญี่ปุ่นได้บ้างเพราะตอนอายุ 20 ได้ทุนจากโยชิโมโต้ต้องไปเรียนที่โอซากาประมาณครึ่งปี

ความฝันในวัยเด็ก

ไม่เคยมีความฝันว่าอยากจะเป็นนักแสดงหรืออยู่ในวงการบันเทิง และไม่มีเป้าหมายในวงการบันเทิงเลยด้วยซ้ำครับ ตอนเด็กๆ ก็อยากจะเป็นไกด์เหมือนพ่อ เรามองเห็นและสัมผัสจากสิ่งรอบตัวเรา อย่างพ่อเราทำงานเป็นไกด์ก็อยากจะช่วยท่านทำงาน แต่พอมีโอกาสเข้ามาในวงการบันเทิงความฝันก็เปลี่ยนไป จริงๆ ความฝันคนเราก็เปลี่ยนได้ตลอดนะครับ แค่ตอนนั้นเรายังไม่มีเป้าหมาย ตอนนี้เรามีแล้ว ก็อยากจะทำงานหาเงินช่วยเลี้ยงดูครอบครัว ทำอะไรก็ได้อย่างตอนนี้เรามาอยู่จุดนี้แล้วก็ต้องทุ่มเทและมุ่งมั่นให้กับการแสดงครับ

วีรกรรมแสบวัยเด็ก

เป็นความไม่ตั้งใจมากกว่าครับ ประมาณ ม.3 คือผมเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่กำลังจะคายทิ้งแต่กลับร่วงไปโดนเก้าอี้อาจารย์ แล้วอาจารย์มาก็นั่ง แล้วมันก็ติดเหนียวเป็นยางยืด อาจารย์ก็โมโหถามหาว่าใครทำ เพื่อนก็ชี้มาที่ผม หลังจากนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้ออกไปยืนหน้าเสาธงคนเดียว แล้วก็วิ่งรอบสนามคนเดียวท่ามกลางคนทั้งโรงเรียน อายมาก (หัวเราะ) และนอกจากเรื่องนี้แล้วก็จะมีความแสบเพิ่มขึ้นคือ ซื้อไอติมโคน วานิลลา ช็อกโกแลต มาเล่น เอามาทิ่มหัวเพื่อนเล่นให้มันล้างออกยากๆ ก็เป็นวีรกรรมที่แสบและการเล่นพิเรนทร์ๆในวัยเด็กครับ อย่าทำตามนะครับ มันไม่ดี

จุดประกายงานในวงการบันเทิง

ตอนนั้นผมอยู่ ม.5 รู้สึกว่าอยากจะแบ่งเบาภาระครอบครัว ก็เลยส่งอีเมล์หาพี่ปิ๊ก จากการที่เราเสิร์ชหางานในกูเกิ้ล แล้วเห็นอีเมล์พี่ปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) แปลกๆ ไม่เหมือนใคร ก็เลยส่งประวัติไป และทิ้งท้ายข้อความไปว่า“พี่ครับถ้าไม่รับช่วยติดต่อมาด้วย ผมจะได้ไปหาที่อื่น” (หัวเราะ) หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงก็มีทีมงานติดต่อมาว่าให้ผมเข้ามาเจอพี่ปิ๊กที่กรุงเทพฯ เป็นวันนั้นวันเดียวด้วยที่เขาอยู่ ผมก็บอกพ่อกับแม่ ท่านก็ไม่อยากให้ไปกลัวโดนหลอก ผมก็ไม่ฟัง ก็นั่งรถตู้มาคนเดียว แล้วทั้งคันไม่มีใครเลยนอกจากผม เหมือนเหมารถตู้มาเลย (หัวเราะ) แล้วก็มาเจอพี่ปิ๊ก ผมก็บอกว่าผมเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกนะครับ อยากจะเป็นนายแบบอย่างเดียว แต่พี่ปิ๊กบอกว่าเราต้องฝึกฝนให้เป็นทุกด้าน เขาก็เลยส่งไปเรียน การแสดงร้อง เต้น ซึ่งพอมาเรียนกลายเป็นว่าผมชอบการแสดงนะ แล้วแบบว่าจากที่เป็นคนขี้อาย ก็กล้าแสดงออกมากขึ้น จนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนตกใจว่าทำไมเราเปลี่ยนไป และดูโตขึ้น งานกิจกรรมก็ทำหมด

ปรับลุคสร้างบุคลิกให้โดดเด่น

จริงๆ ผมไม่ได้อยากไว้ผมยาวเลยนะ แต่ว่าพี่ปิ๊กอยากให้ปรับลุคดูบ้างก็เลยไว้ แล้วตอนนี้กลายเป็นว่าชอบ ไม่อยากตัดแล้ว ตัดทีก็เสียดายมาก (เน้นเสียง) เคยตัดไปทีหนึ่งซึมไปหลายวันเลยล่ะ ต้องรอยาวใหม่กว่าจะได้ขนาดนี้ 2 ปีเลยนะครับ แต่ถ้ามีบทบาทละครเข้ามาให้เล่นแล้วต้องตัด ผมก็ตัดได้นะครับ (หัวเราะ)

ชิมลางงานแสดง

สนุกมากครับ และการแสดงก็ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้หลายอย่างมาก แม้กระทั่งเวลาเรานั่งรถมองออกไปข้างทางเห็นคนขายพวงมาลัย ทุกอย่างมีรีแอ๊กแล้วเราเกิดการจำ แล้วก็สามารถนำมาใช้ได้ หรือแม้กระทั่งการดูหนังก็สำคัญมากๆ จากที่ผมขี้เบื่อง่ายไม่ชอบดูหนังตอนนี้กลับชอบ หนังญี่ปุ่น หนังจีน ศึกษาไว้ใช้ในการแสดง อย่างหนังพวกแอ๊กชั่นก็ดูไว้แล้วก็อยากจะลองเล่นบ้าง แต่ที่อยากเล่นมากที่สุดก็เป็นหนังผี แม้จะเป็นคนกลัวผีก็อยากลองดูครับ (หัวเราะ)

บทบาทแรกก็กดดัน

ในเรื่อง “SOCIAL DEATH VOTE” นี้รับบทเป็น คิว เป็นคนที่ลึกลับไม่คุยกับใคร ไม่เข้าสังคม เก็บกด เก็บตัว เล่นค่อนข้างยากมากเพราะเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยพูดด้วย ต้องใช้อารมณ์เยอะและสื่อสารทางสายตา แล้วจะทำยังไงให้ตัวละครนี้ไม่น่าเบื่อ บวกกับซีนอารมณ์ก็ค่อนข้างเยอะ หัวเราะอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ออกมา ก็ยากนะแต่ก็ดีใจที่ตัวเองทำได้ พอทำได้ก็กลายเป็นหลงรักตัวละคร และทำให้เราเข้าใจและเห็นใจคนที่เขาเป็นแบบนี้จริงๆ นะ อย่าตัดสินคนที่ภายนอกต้องดูข้างในลึกๆ เขาด้วย

สร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องกับซิงเกิ้ลแรกในนามวง The FINS

พวกเรามีกัน 4 คน คือ สมิธ ภาสวิชญ์ (ร้องนำ), นินิว-ศุภฤกษ์ (กีตาร์) แฟรงค์กี้-วีรภัฎ (กีตาร์) และผม มือเบส กำลังจะมีซิงเกิ้ลชื่อเพลง ใครก็พูดกันได้ ให้ฟังกันครับ ซึ่งกว่าจะมาถึงขนาดนี้ก็ฝึกฝนเยอะครับ อย่างที่บอกผมไม่เก่งไม่เป็นอะไรเลย พอมาเล่นก็ยากนะเหมือนมือเบสต้องเป็นกระดูกสันหลังของวงเลยล่ะ และกดดันมากด้วย เราต้องควบคุมวง ตามน้องๆ มาซ้อมดูแลน้องสามคนที่โคตรซนเลย (หัวเราะ) แต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ก็ฝากด้วยนะครับ ทั้งละครและงานดนตรี

Rookies : ค้นหัวใจหนุ่มขี้อ่อย‘ลี-ฐานัฐพ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/335613

Rookies : ค้นหัวใจหนุ่มขี้อ่อย‘ลี-ฐานัฐพ์’

Rookies : ค้นหัวใจหนุ่มขี้อ่อย‘ลี-ฐานัฐพ์’

วันเสาร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561, 09.01 น.

กลายเป็นพระเอกเนื้อหอมไปแล้ว สำหรับ “ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ”ที่พอกระโดดเข้าวงการมาก็มีงานชุกไม่ขาดสาย จนเป็นที่จดจำของสาวๆ ประเดิมด้วย U-Prince Series ตามมาด้วย ยุทธการสลัดนอ, Secret Seven เธอคนเหงากับเขาทั้งเจ็ด และที่ขโมยหัวใจสาวๆ หลายคนไปเต็มๆ ก็เห็นจะเป็นบทแบดบอยจาก My Dear Loser รักไม่เอาถ่าน และล่าสุดกับ Wake Up ชะนี The Series ที่กำลังออนแอร์อยู่ทุกวันเสาร์ เวลา 22.15 น. ทางช่อง one 31 ฮอตขนาดนี้เราไม่พลาดที่จะคว้าตัวหนุ่มลีมาค้นใจ อุ๊ปส์!! ค้นที่มาที่ไปกันจ้า

หน้าที่การงาน ณ วันนี้

ตอนนี้ก็ถือว่าค่อยเป็นค่อยไปครับ จากหลากหลายบทบาทที่เล่น ทั้งเป็นนักศึกษา เด็กแว้น จนมาถึงเรื่องนี้ ก็ต้องมี ฟิตร่างกายสุขภาพให้ดีให้พร้อม และกำลังลุ้นกับผลงานเรื่องใหม่อยู่ครับ ซึ่งจะได้รับบทที่ต่างออกไป ผมว่าผมโชคดีเลย และรอเปิดกล้อง Friend Zone เอา•ให้•ชัดอีกเรื่อง ตอนนี้เหมือนอยู่ในช่วงค่อยๆ ปรับตัวมีเรียนการแสดง มีเพิ่มทักษะไปเรื่อยๆ เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็เจอโจทย์ยากนะอย่างเรื่อง My Dear Loser ก็ยากที่การถ่ายทำ ฟ้าฝนที่ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่รวมทั้งยุงที่ชอบกัด เพราะว่าเราทำงานกันยันเช้า คือบทบาทผมในเรื่องจะเป็นเด็กแว้นแล้วเราก็จะถ่ายกันตอนกลางคืนซะมากกว่า ซึ่งเราก็ต้องเตรียมสุขภาพร่างกายเรามาให้พร้อม

บทที่คล้ายตัวเรามากที่สุด

จริงๆ ก็มี 2 เรื่องที่คล้ายตัวผม คือ Secret Seven ที่เป็นนักดนตรีขี้อ่อยหน่อยๆ ซึ่งผมก็เคยเล่นดนตรีแล้วผมว่ามันมีเสน่ห์ แล้วจะต้องทำยังไงที่จะต้องดึงลูกค้าให้อยู่กับการเล่นดนตรีบนเวที ซึ่งในบทเป็นอย่างนั้นเลย ก็มีอะไรคล้ายจากชีวิตจริงๆ ของผมบ้าง อาจจะทำจนเป็นนิสัยไปแล้ว ส่วน My Dear Loser ก็เป็นความรักครอบครัว รักเพื่อนพ้อง แล้วมันมาสะเทือนใจผมก็มีนะร้องไห้นะบางที ค่อนข้างที่จะอิน ก่อนผู้กำกับสั่งแอ๊กชั่นก็มีร้องไห้น้ำตาคลอแล้ว จะเป็นคนซีเรียสมากกับเรื่องครอบครัวและเรื่องเพื่อนๆ นะครับ (ยิ้ม) ส่วนความแบดบอยผมว่าผมจะคล้ายอยู่บ้างอย่างบท พี่ป้องจะนิ่งกว่าผม แต่ผมจะขี้เล่นกวนประสาทซะมากกว่าแต่ป้องจะนิ่งๆ และพร้อมตลอดเวลาว่าจะมีเรื่องเข้ามาแล้ว แต่เราไม่ใช่ขาลุย อย่าไปลุยเลยโตแล้ว อยู่เฉยๆ ดีกว่า

ที่มาที่ไปก่อนจะมาถึงวันนี้

ผมเริ่มมาตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นแล้วล่ะ สมัยนั้นไปเป็น extra ไปเดินผ่านกองนั้นกองนี้ และแคสงานมาตั้งแต่ ม.3 ปลายๆ จนเกือบจะขึ้น ม.4 ตอนนั้นเป็นแค่ extra ครับ เขาเรียกอะไรเราก็ไป ไม่มีบทพูดแค่เดินผ่านเฉยๆ ที่ทำตอนนั้นเราอยากช่วยพ่อ-แม่แบ่งเบาภาระบางส่วนเท่านั้นเอง ตอนเด็กๆ เราอาจจะอยากได้ของเล่นบ้าง อยากมีอะไรเป็นของตัวเองบ้างเราก็เลยหาอะไรทำเพื่อจะเอาเงินตรงนั้นมาเป็นค่าขนมเสียมากกว่า ช่วงแรกจะมีเพื่อนไปด้วย แต่หลังๆ ไปคนเดียว แล้วก็เริ่มแคสงานอื่นๆ มาเรื่อยๆ

เป้าหมายคือวงการบันเทิง

ก็ไม่ได้มุ่งมั่นว่าอยากเป็นนักแสดงนะครับ อยากเป็นนักดนตรีมากกว่า ผมชอบเล่นดนตรี เพราะด้วยความที่ผมเองก็มีวงของตัวเอง ก็อยากจะทำเพลงประกวดมาตลอด ผมแคสงานมาประมาณ 10 ปี ไม่เคยได้เลยสักงาน ทั้งโฆษณา ซีรี่ส์ เอ็มวีผ่านมาหมดแล้ว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (ยิ้ม) ซึ่งแรกๆ ก็ยอมรับนะว่ามีท้อครับท้อมาก แต่ก็ยังพยายามอยู่ เพราะมองว่าเมื่อมีโอกาสก็ต้องทำดีกว่า ลองไปเรื่อยๆ สักวันก็จะเป็นของเราเอง

ผลงานแสดงชิ้นแรก

U-Prince Series ซึ่งเป็นการประกวดเข้ามา ต้องขอบคุณจีเอ็มเอ็มทีวี และผู้ใหญ่มองเห็นเด็กคนหนึ่งและให้โอกาสผมได้มาทำตรงนี้ครับ

ความคิดเห็นจากครอบครัว

คือก็มีเพื่อนมีพี่บ้างที่บอกว่าหยุดเถอะ เพราะใช้เวลานานแล้ว แต่ว่าดีที่พ่อแม่ผมยังสนับสนุน เขาเชื่อว่าเราต้องทำได้และเขาไม่เคยขัดความคิดของผมนะครับ ซึ่งผมก็ลองมาแคสติ้งดู ถ้าได้ก็ดีมากถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระพ่อ-แม่ได้บ้างไม่มากก็น้อยก็อยากจะลองทำอะไรด้วยตัวเองดู ทุกวันนี้ที่บ้านเขาก็ดีใจกันแบบเงียบๆ ไม่กล้ากระโตกกระตาก (ยิ้ม) สำหรับผมเองพอได้โอกาสตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นการที่เราจะได้ปล่อยของไหมนะ แต่ว่าทุกวันผมก็พยายามทำมันให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้วันนี้เราได้หนึ่งเปอร์เซ็นต์พรุ่งนี้เราขอได้หนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ต้องทำดีขึ้นเรื่อยๆ จนที่บ้านเห็นความสามารถ ไม่ได้ว่าปล่อยของ แต่ผมพยายามทำมาเรื่อยๆเราทำสายนี้จะปล่อยให้ความพยายามที่มีลดลงไม่ได้ ต้องพยายามพัฒนาไปเรื่อยๆ

กับงานด้านดนตรี

ก็ไม่เป็นไรผมมีความสุขที่ได้เล่นดนตรี หยิบกีตาร์มาเล่นอยู่ที่บ้านผมคิดว่ามันเป็นกิจกรรมยามว่างที่มีประโยชน์ไม่ได้ทำร้ายใคร หรือทำเรื่องไม่ดี มันเป็นเรื่องดีที่ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์กล้าแสดงออกทุกอย่าง แต่ก็ถ้ามีเวลาก็ยังไปเล่นกับวงเหมือนเดิมนะครับ ไม่เคยทิ้งและทางต้นสังกัดก็ไม่ได้ว่าอะไรก็มีบอกนะครับว่า ผมไปเล่นดนตรีนะ

ได้ใช้ดนตรีในงานแสดงมากน้อยแค่ไหน

หลักๆ ที่ผมมองว่าการเล่นดนตรีที่ช่วยผมได้เยอะคืออินเนอร์ครับ ผมเล่นดนตรีมา 15 ปี แล้วผมรู้สึกว่าจะพัฒนามาจนเล่นเพลง แล้วรู้สึกแล้วถ่ายทอดมันออกมาได้ แล้วดีมากที่มีคนบอกว่ารู้สึกว่าเพลงมันเศร้ามากมีซีนหนึ่งใน Secret Seven เป็นการแสดงศักยภาพผมได้ดีมากเลย ผมรู้สึกว่าเล่นเพลงเศร้าผมทำได้ในระดับที่ดีระดับหนึ่ง ผมเล่นเพลงมีความสุขผมทำได้ดีพอมีคนฟังออก บอกมีความสุขมากเลยตรงนั้นก็เอามาพัฒนาตัวละคร ที่ทำให้อินเนอร์ตัวละครที่ผมได้เล่นทุกเรื่องเลยครับ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีของผมครั้งหนึ่งเลย อย่างตอนนั้นที่เข้าฉากผมจะเล่นเปียโนได้บ้างนิดหน่อย แล้วก็กีตาร์ เบส ตอนนี้ชอบเพลงบรรเลง ผมเชื่อในเรื่องดนตรีบำบัด ดนตรีสื่ออารมณ์นิยามตัวลีเอง

ตัวตนของลี

การพูดการจาของผมอาจจะดูแบดบอย ห้วนๆ แต่สิ่งที่ผมทำผมไม่ได้ทำให้เดือดร้อนใคร ไม่ได้ก้าวร้าวผมเป็นตัวของตัวเอง ผมไม่ได้แย่ ผมไม่ใช่คนเลวนะ ผมเป็นคนเรื่อยๆ ชิวๆ เป็นคนสนุก รักในเสียงดนตรีและงานศิลปะ เรียกว่าติสท์ได้ไหมแบบนี้ก่อนเข้าวงการก็ไม่ค่อยอยากเจอคนเยอะ เข้าห้องเล่นกีตาร์แต่งเพลงคิดโน่นคิดนี่ แต่พอได้ทำงานที่อยู่หน้าผู้คนเยอะขึ้น ก็ค่อยๆ ปรับตัวเอง จะมาติสท์แตกในการทำงานไม่ได้ทีมงานเขาต้องมารอเรา เขามีลูกมีครอบครัวของเขาที่ต้องกลับไปดูแล ก็ต้องมาเสียเวลา ไม่ได้งานก็คืองาน

กระแสความฮอต

ไม่นะ ผมไม่คิดว่าผมฮอตนะ (ยิ้ม) ก็เป็นเด็กคนเดิมที่เข้ามาตั้งแต่วันแรกก็ยังเป็นเหมือนเดิม ผมว่าผมต้องขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจมาตั้งแต่วันแรกและมากขึ้น ก็พยายามทำตัวให้ดีและพัฒนางานเรื่อยๆ ถามว่างานเยอะมั้ย สำหรับผมตอนนี้ถือว่ายังไม่เยอะมาก แต่ถ้ามีมาเพิ่มอีกก็ยิ่งดี(หัวเราะ) กับแฟนคลับเราก็มีพื้นที่ที่เราได้ไปเจอกันบ่อยๆ ก็คือที่ 1416 memo cafe อยู่แถวเอกมัย เป็นร้านกาแฟที่ผมทำร่วมกับ “เมฆ-จิรกิตติ์” และ “น้องมุก-วรนิษฐ์” ผมมีความสุขนะที่เห็นเขาได้ยิ้ม เป็นพื้นที่หนึ่งที่อยากให้เขามากัน ผมเห็นกลุ่มใหญ่ขึ้นแล้วผมดีใจมากเลยนะ ในวันนี้ก็ยังไม่ได้ภูมิใจขนาดนั้น ผมต้องบอกว่าผมดีใจและประทับใจที่พ่อ-แม่ไม่ขัดผมเลย ผมเองก็คือคนที่ทำงานคนหนึ่ง ได้ทำงานในวงการบันเทิงจริงๆ ก็คือเด็กคนหนึ่งเหมือนเดิม ยังสม่ำเสมอกับเพื่อนตลอดภูมิใจที่ทุกคนให้โอกาส และคอยสนับสนุนผมไปแบบนี้เรื่อยๆ นะครับ

บทบาทที่อยากเล่น

ผมไม่เกี่ยงเลยบทไหนก็ได้ แต่ว่าแตกต่างกันได้ก็ดีเพราะทักษะจะได้พัฒนาไปเรื่อยๆ เล่นเหมือนเดิมอาจจะได้เรื่องเทคนิคเรื่องมุมกล้องเรื่องบท แต่ผมเล่นเหมือนเดิมแค่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นพี่ป้องได้นะ เพลย์บอยขี้อ่อยได้นะเป็นคุณชายได้นะ ก็อยากจะบอกกับทุกๆ คน ว่าผมยังอยากทำงานที่หลากหลาย และขอบคุณที่ติดตามมาตลอด ขอบคุณทุกโอกาสที่ได้รับ และรักทุกคนมากนะครับ ที่คอยสนับสนุนผมมาตลอดเวลา (ยิ้มอ่อย)

กุหลาบสีเงิน

Rookies : หนุ่มลักยิ้ม‘เซินเจิ้น-พสธร’ ผู้หลงใหลการแสดง และงานสถาปนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/332842

Rookies : หนุ่มลักยิ้ม‘เซินเจิ้น-พสธร’ ผู้หลงใหลการแสดง และงานสถาปนิก

Rookies : หนุ่มลักยิ้ม‘เซินเจิ้น-พสธร’ ผู้หลงใหลการแสดง และงานสถาปนิก

วันเสาร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เห็นแก้มบุ๋มๆ ที่เกิดจากรอยยิ้มกว้างมาแต่ไกล สำหรับหนุ่มชื่อเท่ไม่ซ้ำใคร “เซินเจิ้น-พสธร ทรงถาวรทวี” นักแสดงหนุ่มเลือดใหม่จากช่อง 7 สี ที่เพิ่งจะฝากฝีมือจากซิทคอมเรื่อง “รักหวานบ้านวุ่น” แว่วมาว่าละครเรื่องต่อไปก็จ่อคิวเข้ามาอีกเพียบ แหม…เนื้อหอมขนาดนี้เห็นทีเราต้องรีบเข้าไปทำความรู้จักอย่างด่วนๆ

“กับผลงานที่เพิ่งจบไปคือซิทคอมรื่อง “รักหวาน บ้านวุ่น” ซึ่งต้องบอกว่าบทคล้ายตัวผมมากหลายคนก็พูดว่าเหมือนผม คือเขาเป็นคนใจเย็นมีเหตุผล นอกจากคาแร็กเตอร์ใกล้ตัวแล้วกิจกรรมชอบถ่ายรูปถ่ายคลิปของตัวละครก็เหมือนผมอีก การทำสนุกดีครับมีแต่เสียงหัวเราะเพราะมีนักแสดงรุ่นเดียวกันเต็มไปหมด เรื่องราวเป็นคอเมดี้ซึ่งตรงนี้จะยากหน่อยเพราะว่ามันจะต้องมีจังหวะ ส่วนผลงานอื่นที่กำลังถ่ายทำอยู่ก็มีละครเรื่อง “แม่สื่อปากร้าย ผู้ชายรสจัด” เรื่องนี้ผมเล่นเป็นเพื่อนสนิทพระเอก (พอร์ช-ศรัณย์) บ้านรวยทำธุรกิจ เป็นคาแร็กเตอร์แบบคนที่มีมาดแต่งตัวทุกอย่างต้องเนี้ยบถือเป็นละครหลังข่าวเรื่องแรกของผมก็อยากให้ทุกคนติดตามกันส่วนอีกเรื่องก็ “คุณหนูเรือนเล็ก” ที่ถ่ายเสร็จไปแล้ว แต่ว่าเล่นรับเชิญซึ่งเป็นบทที่ดราม่ามากที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาเลย ชีวิตรุนแรงมากแฟนโดนฆ่าแล้วพอมีลูกก็ยังถูกพรากไปอีก และเราก็ต้องติดคุก”

บอกเล่าที่มาที่ไป

ผมเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผลงานโฆษณา มิวสิกวีดีโอเพลง รักอยู่ ของ ETC เคยถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “รักสุดท้ายป้ายหน้า” เหมือนเป็นการลองชิมลาง แล้วหลังจากนั้นก็มีเรื่อง Happiness The Series เรื่องนี้จะเล่นเป็นพระเอกซึ่งเรื่องมันจะเกี่ยวกับผู้ป่วยทางจิต เกี่ยวกับจิตเวชก็สนุกดีครับ หลังจากนั้นก็มีเรื่อง“ภูติสาวสื่อรัก” “ลูกหลง” ผมเคยอยู่กับ “พี่โกโก้-นิรุณ”มาก่อนครับ แต่ตอนนี้พี่เขาเสียไป คือช่วงที่ผมเรียนสถาปัตย์ก็ใช้ทุนเรียนฟรี 5 ปี ยังไม่ได้ทำงานอะไรพอเรียนจบก็เริ่มมาทำงาน เคยประกวด KPN ปีที่ “พี่ไต้ฝุ่น-กนกฉัตร” ได้ตำแหน่ง แต่ว่าผมสละสิทธิ์ไม่ได้แข่งต่อเพราะว่าเราติดเรื่องเรียน ซึ่งการเข้ารอบสุดท้ายเราต้องเข้าบ้าน ผมก็เสียดายแต่เราต้องเลือก คือเราก็มีความสามารถในการร้องเพลง ร้องได้ทุกสไตล์นะครับ แล้วก็เคยเรียนร้องเพลงมาบ้าง

เหมือนจะมาคนละทางกับงานบันเทิง

จากที่ผมจบคือจะเป็นสถาปนิกนะครับ มันก็ไม่ตรงสายเลยแต่ก็รู้สึกชอบมากเลยนะพอได้เข้ามาทำงานตรงนี้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ไม่จำเจในการทำงานที่นี่คือเราได้เจอคนใหม่ๆ และได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เราต้องบังคับตัวเองจัดการตัวเองให้มันโอเคตลอดเวลา แล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ซึ่งผมเองเป็นคนที่ชอบอะไรที่มันไม่ซ้ำอยู่แล้วอย่างถ้าให้ทำงานออฟฟิศนั่งๆ
หน้าคอม ผมจะไม่มีความสุขเลย แต่ในการทำงานวงการนี้ก็ทำให้มีความสุขมากท้าทายกับงานต่างๆ ที่หยิบยื่นเข้ามาให้เรา

ผลงานที่ได้โชว์ฝีมือ

ก็มีได้ทำบ้างครับ ได้รีโนเวทออฟฟิศให้ “พี่ตั๊ก-มยุรา” คือเขาซื้อทาวน์โฮมใหม่เราก็แค่ไปตกแต่ง ทำคนเดียวครับออกแบบให้เขา ซึ่งเขาก็ชอบนะครับผมก็ทำ 3D ทำเป็นกราฟิกให้เขาชมเข้า
ห้องประชุมใหญ่โตเลย (ยิ้ม) ทั้งพี่ตั๊กทีมงานพี่ตั๊กผมก็ตื่นเต้นมากแล้วเขาเป็นคนละเอียดมากด้วย มันเลยทำให้ผมฝึกตรงนี้ คือเหมือนเราไปขายงานเลยครับอธิบายรายละเอียดเขาชอบแบบไหนสไตล์ไหนแล้วเราก็เอาไปให้เขาเลือก ทำเมื่อปีที่แล้ว จริงๆ ก็มีผลงานหลายชิ้นแล้วนะ มีพวกสะพานปลาที่ผมทำธีสิสและที่สมุทรสาครเขาอยากซื้อแบบไปทำ แล้วงานอดิเรกผมคือชอบต่อเรือประมงครับผมชอบเรือประมงมาก ว่างๆ จะชอบไปดูเรือประมง แล้วก็มานั่งต่อเอากระดาษทีละแผ่นมาต่อเป็นโมเดล ลำหนึ่งใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึงครับ เป็นความชอบล้วนๆ เราอยากจะเห็นเรือแบบนี้นะเราก็ต่อก็ทำมันขึ้นมาเองเลย เพราะเรารู้หมดแล้วว่าส่วนประกอบของเรือมีอะไรบ้าง

โปรเจกท์ต่อไป

ผมก็ว่าจะทำเป็นของตกแต่งบ้าน แล้วก็ใส่ความเชื่อเข้าไปว่าการมีเรือในบ้านหันเรือเข้าบ้านจะมีความร่ำรวย เหมือนเป็นเรื่องฮวงจุ้ย แต่ว่าเรือของเราเป็นเรือประมง ปกติเป็นเรือสำเภาใช่ไหมครับ นี่คือผมต่อเยอะมากเลยนะเรือ

แรงบันดาลใจที่ทำให้ชอบเรือ

คือมันมีสตอรี่ครับเพราะว่าหลังบ้านผมเป็นสะพานปลา แล้วตอนที่ผมเด็กๆ พ่อจะชอบพาไปป้อนข้าวตรงสะพานปลาข้าวถ้วยนึงกับน้ำแก้วนึงแล้วพ่อก็จะถือเดินตามผมพาผมไปเที่ยว ซึ่งผมจะจำเรือได้ทุกลำเห็นเรือมาแค่นี้ก็รู้แล้วว่าชื่อเรืออะไร แล้วผมก็รู้จักกับเจ้าของเรือ วันว่างๆ ก็จะไปดูเรือซึ่งมีความสุขมาก (ยิ้ม)มีอารมณ์แบบขับรถไปจากรุงเทพฯเพื่อที่จะดูเรือที่สมุทรสาครตอนเช้าแล้วก็กลับ แล้วผมก็ได้ออกแบบกระโจงเรือให้เขาด้วย เป็นงานที่ทำแล้วเหมือนทำให้เราได้รายได้เข้ามา

อนาคตที่วางไว้

ก็คงต้องรอดูก่อนครับ เพราะว่าจริงๆ มันเป็นงานแฮนด์เมดเป็นงานที่จะต้องใช้ฝีมือ ก็ไม่มีใครต่อเหมือนผมได้เพราะว่ามันเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดต่อให้ใครต่อฝีมือมันก็จะไม่เหมือนกัน เพราะว่าแต่ละคนก็จะมีเทคนิคของตัวเอง ส่วนงานตกแต่งภายในก็มีติดต่อเข้ามาเหมือนกันแต่ว่าเราก็ส่งให้เพื่อนเพราะว่าบางทีเราถ่ายละครเราก็ไม่มีเวลาทำ คือถ้าทำออกมาแล้วไม่ดีก็ไม่ทำดีกว่า เราก็อธิบายให้ลูกค้าฟังก่อนว่าผมไม่ค่อยมีเวลานะถ้าผมทำมันจะไม่ค่อยดี ให้เพื่อนดีกว่า เพื่อนก็จะได้รายได้ตรงนั้นไป ส่วนงานแสดงตอนนี้เราก็เข้ามาทำเต็มตัวแล้วก็คงจะทำต่อไปจนชั่วอายุขัย (หัวเราะ) งานสถาปนิกก็ทำด้วยครับ ควบคู่กันไปคือผมก็พยายามทำโปรแกรมอะไรที่มันจะทำให้เราไม่ลืมที่เรียนมานะ อุตส่าห์เรียนมาตั้ง 5 ปี คงเสียดายถ้าเกิดลืมแล้ว ก็คิดว่าจะทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไปแน่นอนครับ ถ้าอันไหนที่เราลืมก็จะให้เพื่อนมาสอน อาจจะมีอายๆบ้างเพราะว่าเพื่อนเขาก็ไประดับเซียนแล้ว แต่เรายังมีความรู้แค่นี้ คือเพื่อนเขาก็จะมีประสบการณ์ในการทำงานใช่ไหมครับ แต่การที่เราผ่านพี่ตั๊กมาได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว มีแต่คนชม เพราะว่าตอนนั้นต้องยอมรับว่าเขาก็คอมเมนต์ค่อนข้างเยอะแหละ การทำงานมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เขาอยากได้แบบนี้ แต่หลักๆ เราดีไซน์ได้ถูกใจเขา สำหรับเรามันก็โอเคมากแล้วครับ เขาก็ชมว่าสวยดีนะ

ว่าด้วยเรื่องความฝันของเด็กชายเซินเจิ้น

ตอนเด็กๆ ผมฝันว่าอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับ เพราะผมเป็นคนชอบสังเกตแล้วก็เป็นคนที่ชอบถามพ่อตลอดเวลาว่าป้ายนี้ทำไมขาถึงเป็นสีนี้ล่ะ ทำไมเขาต้องออกแบบเป็นทรงกลม ทั้งที่เด็กคนอื่นเขาไม่สงสัยไม่สังเกตกัน ก็เลยคิดว่าการที่เราช่างสังเกตมันก็น่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์มั้ง ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเข้ามาวงการบันเทิง แต่พอได้เข้ามายืนตรงนี้แล้วมันก็คงเป็นความฝันที่อยากจะทำออกมาให้ดีที่สุด เหมือนดวงมันก็ทำให้เราได้เข้ามาแคสติ้งดูได้ลองทำงานแล้วเราก็เริ่มชอบมัน การที่เรามาทำงานตรงนี้ทางบ้านก็เห็นด้วยทุกอย่างครับ พ่อกับแม่นี่เป็นกำลังใจสำคัญเลยคือเขาสนับสนุนทุกอย่างไม่เคยห้าม จะช่วยกันปรึกษาครอบครัวผมจะเป็นแบบนี้มากกว่า ไม่ใช่แค่พ่อแม่นะครับแต่จะมีอาม่าอากู๋เขาก็จะบอกเลยว่ามีอะไรก็บอกเลยนะ

ที่มาของชื่อเล่น

ทุกคนก็จะถามว่าเปลี่ยนเพราะเข้ามาในวงการหรือเปล่า ความจริงแล้วไม่ใช่นะ เป็นชื่อเซินเจิ้นมาตั้งแต่เกิดเลยครับ เพราะว่าก๋งผมเขาอพยพมาจากเมืองจีนแล้วมาอยู่นราธิวาส พอได้หลานชายคนแรกเขาก็เลยให้ชื่อนี้ แต่พี่สาวผมไม่จีนเลยนะชื่อเชอรี่ คือบ้านเราจะไม่ได้อินว่าจะต้องชื่อคล้ายกัน ผมก็จะเรียกตัวเองว่าเจิ้น เพื่อนบางคนจะเรียกว่าเซิน แล้วแต่นะเราก็หันหมด ไม่ได้รู้สึกว่าชื่อตัวเองแปลก จะแทนตัวเองพยางค์เดียวมาตลอดไม่ค่อยใช้ 2 พยางค์จะเขินก็ตอนที่ต้องเรียก 2 พยางค์นี่แหละ (ยิ้ม) เซินเจิ้น ทุกคนจะบอกว่ามันดูปลอมหรือเปล่า แต่ยืนยันว่าชื่อนี้ได้มาแต่เกิดเลยครับด้วยความที่เป็นครอบครัวคนจีน เป็นจีนฮกเกี้ยน เมื่อก่อนจะพูดจีนได้นะแต่ตอนนี้พูดไม่ได้แล้ว ตอนเด็กๆ จะพูดถามตอบกับป๊านี่สบายมาก

สำเนียงไม่ค่อยจะใต้

โอ้ย…ตอนปี 1 ทองแดงเลยครับ ไม่มีทีอ่ะ อะไรนิ จนเพื่อนบอกว่าอะไรเจิ้นนิ (หัวเราะ) แต่ต้องบอกเลยว่าคนใต้นราธิวาสเขาจะไม่ค่อยพูดใต้กันจะพูดยาวี ซึ่งผมก็จะพูดใต้ไม่ค่อยเป็นนะ เพื่อนๆ ผมก็จะจีนขาวมาเลย แล้วพูดกลางอย่างเดียวเลยครับ คนที่เป็นมุสลิมเขาก็จะพูดภาษายาวีกัน เราก็เลยไม่ค่อยได้พูดภาษาใต้เท่าไหร่

อีกหนึ่งกำลังใจ

ก็มีป้ายไฟเป็นของตัวเองบ้างครับ (ยิ้ม) มีพี่ๆ เขาทำให้แล้วก็มีมีทติ้งกันด้วย แฟนคลับเรายังไม่มากเพราะว่าเราก็เพิ่งมาแสดงละคร ก็รู้สึกดีใจนะครับที่เขาชอบและเขามองเห็นในตัวเรา ก็คงทำอะไรไม่ได้มากเท่ากับการพูดคุยเป็นเพื่อนกับเขาต้อนรับเขา บางทีเขาซื้อดอกไม้ ซื้อหมีตัวเท่าบ้านมาให้ผมเกรงใจมากเลยไปซื้อมาเปลืองเงินมากเลยนะไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ครับ แต่พอเอากลับบ้านไปแม่ชอบมากแม่บอกว่าดีเลยเอามากอด

ทิ้งท้ายสักนิด

ยังไงผมก็ฝากเชียร์ด้วยนะครับ ผมเองก็เหมือนเพิ่งเริ่มเข้ามาทำงานตรงนี้รู้สึกอยากให้ทุกคนรักและเชียร์กันผมตั้งใจทำงานที่สุดแล้วก็อยากให้ชื่นชอบในผลงานของผมด้วย แวะเข้ามาทักทายกันในไอจีก็ได้ @zernjern ผมมีงานอดิเรกเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง แล้วก็มีคนมาติดตามเรือประมงของผมด้วย#zjsketching ก็รู้สึกโอเคครับผมพยายามจะทำอะไรให้มันหลายๆ ด้าน ทั้งเรียนร้องเพลง เล่นกีฬา ผมเป็นนักกีฬาแบดมินตันด้วยนะ ตอนเด็กเคยติดระดับจังหวัดระดับเขต ทุกวันนี้ก็ยังตีมีแข่งอยู่บ้างครับ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ค้นประวัติหนุ่มโอปป้า โปรไฟล์ดี๊ดี ‘นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331625

Rookies : ค้นประวัติหนุ่มโอปป้า โปรไฟล์ดี๊ดี  ‘นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช’

Rookies : ค้นประวัติหนุ่มโอปป้า โปรไฟล์ดี๊ดี ‘นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช’

วันเสาร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพิ่งลาจอไปสำหรับละครเรื่อง “เด็ดปีกนางฟ้า” ของผู้จัด “ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา” ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นการแจ้งเกิดนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่อย่าง “นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช” ที่เจ๊ไก่หมายมั่น
ปั้นเองกับมือ เห็นทีเราจะรอช้าไม่ได้แล้ว รีบคว้าตัวหนุ่มนัทมานั่งพูดคุยค้นตัวตนกันแบบลึกสุดๆ

กับผลงานละครเรื่อง ‘เด็ดปีกนางฟ้า’

ตอนนี้ไปไหนก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นครับ เข้ามาทักว่าใช่ไคริหรือเปล่า (ยิ้ม) ด้วยความที่ตัวไคริเขาเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นดังนั้นในเรื่องนี้นัทก็เลยจะพูดไทยไม่ค่อยชัด ไคริเขาเป็นผู้ชายอบอุ่นอารมณ์ดียิ้มง่าย มองโลกในแง่ดีมาก สดใส นั่นคือเสน่ห์ของเขา เป็นบุคลิกที่ค่อนข้างไปทางคนญี่ปุ่นเลย และด้วยความที่เป็นเรื่องแรกของนัท “พี่ไก่” (วรายุฑ มิลินทจินดา) ก็เลยให้ลองเล่นบทที่ไม่ยากมากก่อน ถือเป็นบทที่ไม่ไกลจากตัวเราเท่าไหร่ แต่ก็เป็นตัวละครที่เข้ามาทำให้ความรักของพระเอกนางเอกสั่นคลอนนิดหนึ่ง (ยิ้ม) กับการแสดงจริงๆก็ต้องทำการบ้านหนักเหมือนกันนะครับ คือไปต่อบทเพิ่มเติม แล้วพี่ไก่ก็ส่งให้ไปเรียนการแสดง ตอนแรกรู้สึกตื่นเต้นแล้วก็เกร็งมาก แต่พอลองถ่ายและมันผ่านฉากแรกไปแล้ว ก็ลื่นไหลและสนุกขึ้นเรื่อยๆ

ผู้จุดประกายความเป็นนักแสดง

คือนัทไปเจอกับพี่ไก่ที่ร้านอาหารครับ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วก็มีคุยกัน พี่ไก่ก็ถามว่าสนใจจะมาเล่นละครไหม ลองมาแคสดู แต่ว่าตอนนั้นยังไม่มั่นใจว่าเราชอบทางนี้หรือเปล่า จนกระทั่งพี่ไก่ส่งให้ไปเรียนการแสดงก่อน เพราะว่านัทเป็นคนขี้อายมาก คือออกมาข้างนอก ถ้าคนที่ไม่รู้จักเราจะไม่กล้าคุยกับเขาเลย จะเงียบมาก แล้วพอได้เรียนการแสดงครั้งแรก ยากมาก เพราะว่าปกติเป็นคนเก็บตัว โลกส่วนตัวสูง อยู่กับตัวเอง พอเรียนไปสัก 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกว่ามันสนุกแล้วนะครับ เราได้พัฒนาบุคลิกภาพด้วย เลยรู้สึกชอบ ไปๆมาๆกลายเป็นเรารู้สึกรักไปแล้ว

จากเด็กติดเกมสู่แชมป์ระดับประเทศ

นัทเป็นเด็กติดเกมมาตั้งแต่เด็ก คือเล่นเกมแร็กนาร็อก และนัทเป็นคนที่ทำอะไรแล้วมุ่งมั่นมาก กับเกมก็เช่นกัน เล่นจนแข่งแล้วได้เป็นแชมป์ ไม่ใช่แค่นั่งเล่นเฉยๆ ไปวันๆ ตอนเริ่มแรกที่เล่นก็ไม่ได้อะไรมาก แต่พอรู้สึกว่าเราชอบมันไปแล้ว เราก็รู้สึกว่าอยากจะทำให้มันดีที่สุด เพราะมันก็ต้องมีการแข่งขันอยู่ในเกม เราเลยคิดว่าไปให้สุด จนได้ตำแหน่งแชมป์แร็กนาร็อกของประเทศไทย และเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตรุ่นแรกของประเทศไทย คือที่เมืองนอกเขามีมาสักพักแล้ว แต่ที่บ้านเราเพิ่งรองรับอีสปอร์ต ถือว่าเกมเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง มีไปแข่งและมีเงินรางวัล ได้แชมป์เมื่อปีที่แล้วครับ แข่งเป็นทีม ทีมละ 7 คน ตอนแรกคุณพ่อก็จะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ (หัวเราะ) เหมือนเล่นไปแล้วไม่ได้อะไร แต่ว่าพอได้แชมป์ประเทศไทย และได้เงินรางวัลหลักแสนเขาก็โอเค เลิกบ่นเราแล้ว บางคนถามว่าเล่นเกมแล้วได้อะไร สำหรับนัทมองว่าสิ่งสำคัญคือเราได้มิตรภาพระหว่างเพื่อน จากที่เราคุยกันแค่ในเกม แต่กลับได้มารู้จักกันจริงๆ ก็เลยแฮปปี้ตรงนี้มาก เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คืออยากจะได้แชมป์ประเทศไทยตั้งแต่เล่นเกมแล้ว พอได้มาแล้วก็รู้สึกว่ามันคือความสำเร็จของเกมที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ทุกวันนี้ก็มีเล่นบ้าง แต่จะหันมาทุ่มเทให้กับการแสดงมากกว่าครับ

ไม่ใช่สิ่งที่ฝันและหวังไว้

ไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาเป็นนักแสดงเลยนะครับ ก่อนหน้าที่จะมาเจอพี่ไก่ก็มีคนเคยมาติดต่อว่าให้ไปแคสบ้างเหมือนกัน แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าไปแคสมันคืออะไร เราต้องเตรียมตัวยังไงไปก็ลองดู และไม่เคยได้งานเลย อาจจะด้วยความที่เราเป็นคนขี้อายด้วยมั้งครับ คือเขาก็จะมีบทมาให้เรา เราก็อ่านแล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ต้องทำยังไง เพราะว่าเราไม่เคยสนใจทางด้านนี้เลย ไม่ดูหนังไม่ดูละคร จะมีดูบ้างพวกการ์ตูนแล้วก็อยู่ในโลกของเกมของเราไป (ยิ้ม) พอไปแคสแล้วไม่ได้ เราก็ไม่สนใจตรงนั้นเลย และไม่เคยเรียนการแสดงเลยด้วย แต่นัทเรียนนิเทศนะครับ นิเทศที่เรียนคือสื่อสารการตลาดจะเน้นไปทางการทำการตลาด ไม่ได้เกี่ยวกับการแสดง

นัทในวัยเด็ก

ก็ประมาณนี้ครับ เก็บตัว เป็นคนนิ่ง แต่ว่าอย่ามาหาเรื่องนะเราก็สู้เหมือนกัน ตอนเด็กๆ ที่จำได้คืออยากเป็นหมอ แต่ว่าเรียนไม่เก่ง พอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็คงไม่ใช่แล้ว แต่ที่คิดไว้ว่าน่าจะทำก็คือกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน ตอนแรกเรียนบริหารแล้วรู้สึกว่ามันยากและไม่ชอบมันไม่สนุกไม่เอ็นจอยไปกับมันก็เลยเลือกนิเทศ ซึ่งคุณพ่อก็บอกว่าให้ดูอะไรที่มันมีเกี่ยวกับบริหารบ้างได้ไหม ก็เลยเป็นนิเทศสื่อสารการตลาด คุณพ่ออยากให้นัทกลับไปทำธุรกิจของที่บ้าน แต่ด้วยความที่เราไม่ยอมด้วย (หัวเราะ) ก็คิดว่าคุณพ่อก็ต้องยอมนัทแล้วแหละ นัทรู้สึกว่าการที่เราได้เข้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว ถ้ามันได้เป็นอาชีพและเราทำมันด้วยความสุข มันจะโอเคมากๆ กว่าที่ไปทำอะไรที่ต่อให้มันได้ค่าบัดเจ็ทที่มันเยอะก็จริง แต่ว่ามันอาจจะไม่มีความสุขเท่านี้

เด็กปั้นคนล่าสุดของพี่ไก่

เจอพี่ไก่ตอนอายุ 23 ตอนนี้นัทอายุ 25 ก็มองว่าโอเคนะครับ คือถ้าเรามาเร็วก่อนหน้านี้เราอาจจะยังไม่เก่งเท่านี้ ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขนาดนี้ ยิ่งเราเด็กด้วย เราก็ยังไม่ได้สนใจด้วย กับพี่ไก่ไม่ได้เซ็นสัญญาอะไรครับ เหมือนเป็นสัญญาใจกันมากกว่า คือพี่ไก่สอนนัททุกอย่าง สอนแม้กระทั่งท่าเดิน คือนัทบุคลิกภาพแย่มาก (หัวเราะ) คนปกติเวลาเดิน ถ้าก้าวเท้าซ้ายต้องแกว่งแขนขวา แต่นัทแกว่งแขนข้างเดียวกับขาไม่ได้สังเกตตัวเองเลยครับ แล้วพี่ไก่เห็นก็มาปรับกันตั้งแต่ตรงนี้ รวมทั้งการพูดการมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ใช่แค่การแสดงเรื่องงาน ถ้าเรื่องต่อไปพี่ไก่ยื่นบทอะไรมาให้ ก็คือตามนั้นเลยครับ เคารพและให้เกียรติพี่ไก่ตัดสินใจ และถ้ามีละครของที่อื่นติดต่อมา ยังไงเราก็รับได้ พี่ไก่ไม่ได้ติดตรงนี้เลยครับ ถ้ามีโอกาสแล้วนัทอยากจะเล่นพี่ไก่ก็สนับสนุนเต็มที่ เวลามีปัญหาเรื่องการแสดงก็จะโทร.ปรึกษาพี่ไก่ได้ตลอด

พระเอกซีรี่ส์ My Engineer เมีย’S วิศวะ

พอดีทาง “พี่เจน” ผู้กำกับเขาเป็นรุ่นพี่นัทที่วชิราวุธ แต่ว่านัทไม่ทันรุ่นเขานะครับ เขาคงเห็นนัทจากไอจี หลังจากนั้นเขาก็เลยขอคอนแท็กนัทจากรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง และมาคุยว่าสนใจไหมว่าบทและเรื่องราวเป็นประมาณนี้นะ แต่เขายังไม่บอกว่าเล่นเป็นตัวไหน เขาก็บอกว่าเป็นซีรี่ส์วาย นัทก็โอเค เพราะว่าเป็นจังหวะที่นัทปิดกล้องเด็ดปีกนางฟ้าไปแล้ว ก็เลยลองไปแคสดูในบทของ “บ่น” พระเอกของเรื่อง แล้วก็ได้เล่น ตอนแรกยังไม่ได้บอกแม่ กลัวเขาจะไม่เข้าใจ ว่ามันจะยังไง แต่นัทก็ไม่ได้ติดกับอะไรอย่างนี้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สังคมก็เปิดรับ แต่พอมารู้ว่าตัวบ่นเขาเป็นตัวที่ต่างจากนัทมาก หน้ามือเป็นหลังมือเลย ก็หนักใจมาก แต่นัทว่าด้วยความที่มันต่างกันไปเลย ก็น่าจะมีอะไรที่ชัดเจน เรารู้สึกว่าถ้าเล่นเรื่องนี้ได้ ก็เหมือนเราประสบความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง พอเขาติดต่อมานัทก็บอกพี่ไก่ตั้งแต่แรกเลย พี่ไก่ก็บอกว่าดี เพราะตอนนี้ซีรี่ส์วายกำลังมาแรง เขาก็ถามว่าชอบไหม นัทก็โอเคและพี่ไก่เขาก็โอเคเลยครับ แต่ก็คงจะต้องมีปรับเรื่องการแสดงเพราะว่าสไตล์จะไม่เหมือนกับละคร

ก็ขอขอบคุณทุกกำลังใจทุกคำติชมสำหรับละครเรื่องแรกของนัท “เด็ดปีกนางฟ้า” นะครับ และขอฝากผลงานเรื่องต่อๆ ไปด้วย ฝากซีรี่ส์ My Engineer ซึ่งกำลังจะถ่ายทำและได้ชมกันเร็วๆ นี้ครับ

Rookies : สีสันชีวิต ที่น่าค้นหา ของ‘เหม่เหม-ธัญญวีร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/330145

Rookies : สีสันชีวิต ที่น่าค้นหา ของ‘เหม่เหม-ธัญญวีร์’

Rookies : สีสันชีวิต ที่น่าค้นหา ของ‘เหม่เหม-ธัญญวีร์’

วันเสาร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสาร์นี้ได้เวลาทำความรู้จักกับสาวน้อยเลือดใหม่จากช่อง 7 สี “เหม่เหม-ธัญญวีร์ ชุณหสวัสดิกุล” ที่กำลังมีผลงานซิทคอมเรื่อง “รักหวานบ้านวุ่น”

ผลงานล่าสุด

ตอนนี้ซิทคอมเรื่อง “รักหวานบ้านวุ่น” ออกอากาศอยู่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 9 โมงเช้า ทางช่อง 7 ค่ะ แล้วก็จะมีโฆษณา เอ็มวี สำหรับบทบาทในซิทคอมจะเป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปค่ะ มีความแก่นกวนบ้าง เป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็น ด้วยความที่เจออะไรใหม่ๆ เลยทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เป็นคาแร็กเตอร์ที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเองมากๆ อายุก็ประมาณกัน คือกำลังจะเข้ามหา’ลัย แล้วก็เรียนหนักเหมือนกัน เรื่องนี้ถือเป็นละครเรื่องที่ 2 ค่ะ เรื่องแรกคือเรื่อง “บาปบริสุทธิ์ Live” ก่อนหน้านี้ก็มีหนังเรื่อง “สยามสแควร์”

ความฝันในวัยเด็ก

จริงๆ ยังไม่รู้นะคะว่าตัวเองชอบอะไร ก็เหมือนตัวละคร“น้ำหวาน” ในเรื่องนี่แหละ พอไม่รู้ก็เลยอยากลอง พอเข้ามาในวงการแล้ว เราก็อยากจะทำออกมาให้มันเต็มที่ที่สุด เริ่มเข้ามาทำงานก็เพราะว่าคุณน้าทำงานอยู่ที่ช่อง 7 เป็นพิธีกร “น้าทอม” (ครูทอม คำไทย) คือน้าอยากให้หนูลองเข้ามาทำงานตรงนี้ดู ก็เลยมาประกวด Young Model ปี 2013 ซึ่งตอนนั้นยังเด็กมาก แล้วก็ไม่ได้ตำแหน่งอะไร ติด 25 คน ได้เก็บตัวประมาณ 2 เดือน ก็ได้ประสบการณ์มากมาย หลังจากนั้นก็ไม่คิดว่าจะเข้าวงการ จนมาปี 2015 เริ่มโตขึ้นมานิดหนึ่ง น้าก็บอกว่าให้มาอีก เพื่อนก็บอกว่ามาๆ แต่ในวันที่ไปประกวด ก็ไปแบบงงๆ ไม่ได้ตั้งตัว สุดท้ายก็ได้ตำแหน่งมา แล้วทางช่องก็ให้ไปเรียนแอ๊กติ้งได้อ่านข่าวผู้เยาว์อยู่ช่วงนึง หลังจากนั้นก็มีงานติดต่อเข้ามา ก็เลยลองรับดู รู้สึกว่าโอเคนะคะ สนุกดี เป็นประสบการณ์อีกอย่างนึง ที่ได้รู้จักคนเยอะด้วย มีโฆษณา มีเอ็มวี และภาพยนตร์ หลังจากนั้นถึงได้เล่นละครค่ะ

“น้าทอม” ผู้ผลักดัน

พอเห็นเราวันนี้ น้าทอมเขาก็ชอบ เขาก็ปลื้มใจค่ะ ก็อยากให้เราทำให้เต็มที่ แต่เขาก็ไม่อยากให้ทิ้งการเรียนมาก คือหนูก็เห็นการทำงานของน้าทอม ได้ไปนั่งดูน้าทอมประกวดแฟนพันธุ์แท้ ก็ประทับใจกับน้าและรู้สึกว่ามันก็สนุกดีนะกับการทำงานตรงนี้ แล้วพอได้มาทำก็รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ทำหลายอย่างมากๆ แค่ในซิทคอมเรื่องนี้ก็ได้ทำอะไรเยอะแยะแล้วค่ะ คือเราต้องตามหาตัวเองว่าเราชอบอะไร จะเรียนคณะไหน ได้วาดรูป ได้ปลอมตัวเป็นผู้ชาย ได้บู๊ ได้เป็นหมอ คือเรียกว่าครบรสมาก

วุฒิภาวะเปลี่ยนไป

รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมาก จากตอนแรกที่เข้ามาปี 2015 ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรก็ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะคะ คือวงการนี้มีทั้งข้อดีข้อเสียค่ะ แต่ว่ามันก็ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็โตกว่าเด็กปกติ ข้อเสียของเราคือจะคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง เพราะว่าเพื่อนที่โรงเรียนเขาก็จะมีความง่องแง่งอยู่ แต่เราจะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลามากขึ้น ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าคนอื่น คือต้องเรียนด้วย สอบด้วย และทำงานด้วย มันก็เหนื่อย แต่ก็เป็นการสอนเรา แล้วเมื่อก่อนหนูจะเป็นคนที่เชื่อคนง่ายมาก แต่ว่าตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อน คือปกป้องตัวเองมากขึ้น รู้จักคนมากขึ้น

พิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวเห็น

ตอนแรกที่มาประกวด ป๊าไม่ยอมให้มาเลย แม่ก็อยากสนับสนุนอยู่แล้ว และตอนนี้แม่ก็เป็นคนที่มารับมาส่งที่กอง แต่ป๊าตอนแรกเขาก็ไม่คิดว่าเราจะทำได้ อย่างเรื่องแรกป๊าก็จะคอยติคอยบอก เราก็พยายามเอาคำแนะนำตรงนั้นจากป๊ามาใช้ และพอมาถึงตอนนี้ ป๊าก็เริ่มไม่ขัดเราแล้ว ถ้าวันไหนแม่ไม่ว่าง ป๊าก็จะมาส่งที่กอง และมีแอบมาดูด้วยว่าเราทำงานเป็นยังไงบ้าง จริงๆ ป๊าเป็นคนที่ไม่ได้ห้าม เขาก็แค่บอกว่าไม่อยากให้ทำนะ รู้สึกว่าไม่มั่นคง ทุกวันนี้ก็ไม่อยากให้ทำ แต่เขาก็ไม่ขัด คือโตแล้วอยากให้เราคิดเองมากกว่า ตอนนี้ก็ยังพอมีเวลาแบ่งมาทำตรงนี้ได้ เพราะว่าช่วงนี้ก็เรียนจบม.ปลายแล้ว สอบติดมหา’ลัยแล้ว ป๊าก็เลยเริ่มปล่อย แต่หนูยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนที่ไหน คือตอนนี้สอบติดมหา’ลัยที่อังกฤษ ด้านแฟชั่นดีไซน์ ถ้าจะไปเรียนก็คือต้องไปช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนค่ะ ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่ทางช่องทราบแล้ว ซึ่งทางช่องก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่กับงานที่นี่ก็ยังไม่อยากทิ้ง เพราะว่างานก็เป็นอนาคตของเราเหมือนกัน ก็เลยยังตอบไม่ถูกว่าจะไปทางไหนดี แต่อาจจะเรียนมหา’ลัยที่ไทยก็ได้ (ยิ้ม)

สีสันในชีวิต

การเข้ามาตรงนี้หนูรู้สึกว่ามันสนุก เป็นสีสันในชีวิตมากกว่า เหมือนได้มาเจอเพื่อน ถึงจะไม่ได้เจอเพื่อนที่โรงเรียน แต่เราก็ได้มาเจอเพื่อนที่ทำงานในกอง ซึ่งมันก็เป็นอีกแบบนึงที่เราได้มาทำงานร่วมกัน ได้หลายอย่างได้เพื่อนกลุ่มใหม่ รู้จักคนเยอะขึ้น แต่ก็มีเหนื่อยบ้าง ตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเราต้องมารับภาระมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ที่เขาเรียนอย่างเดียวสอบอย่างเดียว มีเครียดบ้าง แอบเก็บไปคิดว่ามันเหนื่อยเหมือนกันนะ แต่ว่ายังไม่เคยร้องไห้ คือตอนนั้นมันเป็นช่วงสอบตัวนึงที่ยากมาก เพื่อนๆ เขาก็จะติวกันหนัก แต่ว่าหนูต้องถ่ายละครอย่างเดียว แทบไม่มีเวลาติวเลย ถ่ายละครเสร็จก็ไปสอบ ถือเป็นช่วงเวลาที่โหดมาก แต่ว่ามันก็ผ่านมาได้ เลยรู้สึกว่าไหนๆ เราก็ผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว งั้นก็ทำตรงนี้ให้เต็มที่และดีที่สุด มองว่าเราได้โอกาสมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ อายุแค่นี้แต่ได้มาทำงานขนาดนี้แล้ว ซึ่งเพื่อนๆ คนอื่นเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้มาทำ

ตัวตนของ “เหม่เหม”

เป็นเด็กแบบแสบๆ พี่เขาชอบพูดแบบนั้น แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่ (หัวเราะ) คือหนูก็เป็นเด็กธรรมดาวัยรุ่นทั่วไป ที่กำลังโต จะเป็นคนที่ไม่ค่อยเครียดไม่เก็บอะไรมาคิดมาก อาจจะมีแต่พยายามตัดเรื่องเครียดออกไป และมีความสุขกับตรงนั้น เวลาอยู่กับเพื่อนก็เป็นคนที่เฮฮาคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับเพื่อน ไม่อยากให้เพื่อนเครียด เป็นคนที่ชอบแต่งตัว แล้วก็ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ อยู่ที่โรงเรียนหนูเรียนจริงจังมาก ก็เลยได้ลองอะไรเยอะแยะมากมาย และคะแนนการวาดรูปของหนูคือโดดขึ้นมา ก็เลยคิดว่าเราจะต้องเลือกอะไรสายนี้แล้วแหละ

ฉายาที่ได้รับ

ส่วนใหญ่จะเป็นทางกองถ่ายตั้งให้ ซึ่งหนูก็งงมากว่าทุกเรื่องตั้งเหมือนกัน โดยที่ไม่ได้คุยกัน คือจะเรียกว่าลิง ไอ้ลิง (ยิ้ม) ผู้กำกับเรื่องที่แล้วกับเรื่องนี้เขาก็เรียกว่าไอ้ลิงเหมือนกัน คือพี่ๆ เขาน่ารัก ก็เลยมีแกล้งกันบ้าง อย่างในกองนี้ก็จะชอบแกล้งผู้กำกับเลยค่ะ และทุกคนด้วยไม่เลือก เพราะว่าไม่อยากจะให้ทุกคนเครียดในการทำงาน แต่เหมือนพอโดนหนูแกล้งแล้วทุกคนจะยิ่งเครียดนะ (หัวเราะ)

อีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ

ดีใจที่ทุกคนติดตามและชอบผลงาน ดีใจที่ทุกคนมาให้กำลังใจอยู่เรื่อยๆ ส่วนมากคนจะรู้จักหนูจากในไอจี เฟชบุ๊ค คือมีช่างภาพเขาถ่ายรูปหนูไป แล้วเขาแท็กหา หนูก็เอามาแชร์ เลยทำให้มีคนรู้จักและติดตามเรามากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาก็จากภาพยนตร์จากเอ็มวีที่หนูเล่น แล้วก็จากที่ร้อง cover เพลงลงในยูทูบ จนกระทั่งได้มาเล่นละคร ก็ตกใจมากๆ ขอบคุณที่คอยสนับสนุน หนูลงอะไรก็คอยมาติดตามมีมาคอมเม้นท์ ทั้งดีและไม่ดี สิ่งที่ดีก็เป็นกำลังใจให้เราทำงานทุกวัน สิ่งที่ไม่ดีก็เอามาปรับ หนูก็จะตั้งใจทำทุกงานที่เข้ามาดีใจที่มีคนเห็นสิ่งที่เราทำ อยากให้ติดตามชมต่อไปเรื่อยๆ นะคะ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ทำความรู้จัก‘กุ๊กกิ๊ก-มรกต พูลผล’ นางเอกคนล่าสุดของ‘ติ๊ก-เจษฎาภรณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/328623

Rookies : ทำความรู้จัก‘กุ๊กกิ๊ก-มรกต พูลผล’  นางเอกคนล่าสุดของ‘ติ๊ก-เจษฎาภรณ์’

Rookies : ทำความรู้จัก‘กุ๊กกิ๊ก-มรกต พูลผล’ นางเอกคนล่าสุดของ‘ติ๊ก-เจษฎาภรณ์’

วันเสาร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้เวลาค้นประวัตินางเอกน้องใหม่ป้ายแดงจากช่องเวิร์คพอยท์ 23 “กุ๊กกิ๊ก-มรกต พูลผล” ที่ตอนนี้กำลังมีผลงานละครเรื่อง “คู่ซี้ผีมือปราบ” ประกบคู่กับพระเอกหนุ่ม “ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี” ด้วยความสามารถและประสบการณ์ในวงการที่สะสมมา จนที่สุดกับการก้าวขึ้นสู่ทำเนียบนางเอกเต็มตัวครั้งแรก ไม่รอช้าเรามาทำความรู้จักกับสาวคนนี้กันเลยจ้า

ชีวิตในวัยเด็ก

เป็นเด็กเก็บตัวเหมือนกันนะคะ คือไม่ชอบสุงสิงกับใคร ด้วยความที่มาอยู่กับคุณอาที่ภาคใต้ แม่เสียชีวิตแล้ว เราก็อยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงสักพักพอถึง ม.5 ก็ย้ายมาอยู่กับอา และอาก็ส่งเสียให้เรียนเหมือนเป็นผู้ปกครองเลย แล้วอีกไม่นานพ่อก็มาเสียอีก (น้ำตาคลอ) ก็เลยกลายเป็นคนเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่ จะมีเพื่อนบ้านที่เล่นด้วยบ้าง แต่หนูก็มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง

เพื่อนคือแรงผลักดัน

ความกล้าแสดงออกเริ่มมามีตอนโตเลยค่ะตอนที่ประกวดเวทีต่างๆ คือพออยู่ในวงการเยอะๆ มันก็จะต้องกล้า ตอนที่เรียนจะเรียนอย่างเดียว ไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาวงการนี้เลย คือหนูเรียนบริหารมา ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกับบันเทิงเลยด้วย ไม่คิดว่าอยากจะเข้าวงการเลยด้วยค่ะ แต่ว่าจะมีเพื่อนช่วยส่งรูปไปประกวดให้เรียบร้อย ก็เลยมีไปประกวดตามเวทีต่างๆ ที่เกี่ยวกับนางแบบ แต่เราก็ยัง
ไม่ชอบอยู่ดีค่ะ ตามใจเพื่อนไปก็ได้ เพราะอย่างที่บอก คือเราเรียนที่หาดใหญ่ด้วย ไกลค่ะ ถ้าต้องมากรุงเทพฯลำบาก ก็เลยประกวดเวทีเดียวพอ เป็นเวทีเล็กๆ ซึ่งก็ไม่ได้ตำแหน่งอะไรได้แค่ประสบการณ์ และไม่ไปอีกเลย ขอเรียนให้จบก่อน เรารู้สึกว่ามันลำบาก ต้องเดินทางไกลๆ ไม่ชอบเดินทางไกลเลย ก็บอกเพื่อนว่าขอเรียนก่อนนะ หยุดเลย พอเรียนจบก็ยังไม่เข้าวงการค่ะ ทำงานก่อน ที่ดีแทคเกี่ยวกับโทรศัพท์ พอทำไปได้ปีนึงก็ได้แรงยุจากพี่คนนึงติดต่อมา อยากให้ไปประกวด เราก็เลยไป ทีนี้ก็เลยยาวมาเลยค่ะ รวมทั้งงานเดินแบบถ่ายแบบ

ฝันที่เกือบจะเลิกฝัน

จริงๆ ก็ฝันเหมือนกันนะคะ คือพอเราเข้ามาจุดหนึ่งแล้วเราก็ฝันว่าเราจะต้องไปเป็นนักแสดงหรือเปล่า แต่พอผ่านมาช่วงนึงการเป็นนักแสดงมันไม่เกิดขึ้นในชีวิตเราสักที จนมาตอนนี้เราเลิกฝันไปแล้ว แต่เรากลับได้มาทำ เราก็รู้สึกตกใจมาก เป็นช่วงจังหวะชีวิตจริงๆ เข้าวงการตอนอายุ 30 แล้ว ซึ่งเราก็ต้องตั้งใจค่ะ เพราะว่าเราเข้ามาช้ากว่าคนอื่น เด็กใหม่เกิดตลอดเวลาในวงการ เราใหม่ในวงการก็จริง แต่เราก็เหมือนโตแล้ว เราต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ในคำว่าเรื่องแรก เราก็ต้องทำให้ดีที่สุดค่ะ

ที่มาที่ไปก่อนจะได้มาเล่นละคร “คู่ซี้ผีมือปราบ”

คือเห็นเพื่อนไปออกรายการ I Can See Your Voice นักร้องซ่อนแอบ ทางช่องเวิร์คพอยท์ เราก็เลยลองไปบ้าง ตอนนั้นนักร้องคือ “พี่ตู่-ภพธร” แล้ว “พี่ดีเจนุ้ย” บอกว่าถ้าคนนี้ร้องเพราะ เขาจะเอาสีมาทาตัว ก็ปรากฏว่าร้องเพราะ แต่พฤติกรรมในรายการเพี้ยนเลย เต้นบ้าๆ เขาก็เลยเห็นเราจากตรงนั้น แต่ก่อนหน้านี้เราไม่เคยคิดเลยนะคะว่ามาตรงนี้แล้วจะเป็นยังไงต่อไป คือหนูเหมือนกับว่าพอได้งานทุกอย่างก็ทำงานให้สำเร็จ ไม่คิดอะไร มีงานก็ทำงาน เพราะเราไม่ได้คาดหวัง ด้วยอายุเราที่มันมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเราหมดแล้วเราไม่มีสิทธิ์แล้วที่จะเป็นดารา เด็กสมัยนี้ 17-18 เขาเก่งกันมาก เหมือนเขาเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง แต่เราไม่ได้มาจากตรงนั้นเลย ก็รู้สึกดีใจและตื่นเต้นด้วยว่าเราจะทำได้ไหม พอไปออกรายการเขาก็เรียกไปแคส หลังจากนั้นเขาก็เห็นว่าเรากล้าแสดงออก

คาแร็กเตอร์ที่ไม่ไกลตัว

ตัวตนของหนูคือเป็นคนแมนๆ ห้าวๆ ลุยๆ ลำบากได้ ชอบความลุย ชอบแดด พอได้มาเล่นละครเรื่องแรก ซึ่งเป็นบทที่ไม่ได้ไกลจากตัวเรามาก ก็เลยโอเคค่ะ กลายเป็นว่าตรงพอดี มีละครเรื่องนี้
พอดี เราเพิ่งเข้ามาพอดีด้วย แต่กว่าจะได้มาเล่นก็ต้องไปเรียนการแสดงก่อนเพราะว่าเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการแสดงเลย เตรียมตัวเพื่อเล่นเรื่องนี้ แต่พอมาเจอพี่ๆ ทุกคนซุป’ตาร์หมดเลย ผลงานการแสดงก็แน่นมาก เห็นพี่เขามาตลอด เราก็ทั้งตกใจ ทั้งรู้สึกดีใจด้วย และขอขอบคุณเวิร์คพอยท์ที่ให้โอกาสหนูได้เข้ามาเล่นเรื่องนี้ค่ะ

ประกบคู่ครั้งแรกกับ “พี่ติ๊ก-เจษฎาภรณ์”

รู้สึกดีใจมาก ตื่นเต้นมากกับการเข้าฉากแรกกับพี่ติ๊ก ยากมากกับการที่จะต้องจ้องตามองตาพี่ติ๊กนานๆ (หัวเราะ) ก็หลุดบ้างเหมือนกัน ใหม่ๆ คือ เรารู้สึกเกรงใจ แล้วก็ตื่นเต้นอยู่ ทั้งที่เป็นฉากง่ายๆ ก็ยังเทคเยอะเลย ประมาณ 5 เทคได้ ก็ต้องมาจูนใหม่ ได้“พี่หนุ่ม-อรรถพร” ผู้กำกับพี่ๆ ช่างกล้องช่วย คือเราต้องฟังมากขึ้น พี่เขาก็จะบอกว่ามองตรงนี้นะ เขาจะไปแบบนี้นะ คือ แรกๆ เราจะไม่ค่อยฟัง เราจะฟังแค่ผ่านๆ เราไม่รู้ว่าเราต้องโฟกัสจริงๆ อันนี้สำคัญมากค่ะ ก็มาจูนกันใหม่ และเข้าใจการแสดงมากขึ้น แต่คำว่าชอบการแสดงหรือเปล่านี้ยังไม่ชอบเลยค่ะ ยังรู้สึกตื่นเต้นและเกร็งอยู่ ยังหาไม่เจอว่าเราชอบตรงนั้นหรือเปล่า

พร้อมรับทุกกระแสวิจารณ์

สำหรับกิ๊กก็น่าจะรับไหว ถ้าจะมีใครมาวิจารณ์ว่าอะไร เพราะว่าเราก็ใหม่มาก ความที่เป็นเรื่องแรกก็ต้องมีเกร็งบ้าง แข็งบ้างเราก็ต้องรับไปปรับปรุง เพราะว่าที่ผ่านมาเราเดินแบบถ่ายแบบ เราก็จะแค่ยืนนิ่งๆ ถ่ายรูปเราไม่ต้องพูดกับใครเราไม่ต้องแสดงอารมณ์สีหน้ามันก็ต่างกันเลย

ทิศทางในการทำงานต่อไป

แล้วแต่ผู้ใหญ่มอบหมายงานให้ค่ะ อนาคตเรื่องต่อไปจะเป็นยังไง จะได้เป็นนางเอกไหม ยังไม่คิดเลย แค่เรื่องเดียวก็ได้ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตและเป็นอะไรที่แปลกใหม่ที่เราต้องทำ ต้องตั้งใจกับมันมาก หวังว่าทุกคนจะชอบค่ะ คือหนูก็ได้หมดเลยในสายบันเทิง หนูทำมาหมดแล้ว ประกวดเดินแบบถ่ายแบบก็คือทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าถามถึงบทบาทที่อยากจะเล่น คืออยากเล่นอะไรตลกๆ แต่ตัวเองก็ไม่ตลกเลย มุขแป๊ก (หัวเราะ) เข้ามาตรงนี้คุณอาก็แปลกใจ ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าเราจะทำได้ แล้วจะต้องทำยังไงบ้าง เขาก็ถามค่ะ เขาเป็นห่วง เพราะว่าเห็นเรามาตลอดว่าเราเก็บตัว จะกล้าแสดงออกไหม ก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงค่ะลองดู ส่วนเพื่อนที่คอยผลักดันเรามาตั้งแต่ต้น ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน คือเขาก็อยู่ที่ภาคใต้เลย เขาก็ดีใจกับเราด้วยและคอยสนับสนุนเรา เป็นกำลังใจให้เราค่ะ

อยากฝากให้ติดตามด้วยนะคะ ละครเรื่อง “คู่ซี้ผีมือปราบ” หนูเป็นเด็กใหม่มาก มีอะไรติชมได้เลยค่ะ น้อมรับและจะนำไปปรับปรุงค่ะ

Rookies : เกรท-สพล’จากหนุ่มฮอตในโซเชียล สู่บทพิสูจน์การเป็นนักแสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/327220

Rookies : เกรท-สพล’จากหนุ่มฮอตในโซเชียล สู่บทพิสูจน์การเป็นนักแสดง

Rookies : เกรท-สพล’จากหนุ่มฮอตในโซเชียล สู่บทพิสูจน์การเป็นนักแสดง

วันเสาร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ฮอตฮิตติดอันดับ TU Sexy Boy และการันตีความแน่นของซิกแพ็กด้วยตำแหน่ง Cleo Most Eligible Bachelor 2016 สู่การเป็นพระเอกน้องใหม่ทางช่อง 7 สี “เกรท-สพล อัศวมั่นคง” โปรไฟล์ดีแบบนี้ เราไม่รอช้าจับหนุ่มเกรทมานั่งเปิดอก อุ๊ปส์!! เปิดใจทันที

กับผลงานปัจจุบัน

ตอนนี้มีซิทคอมเรื่อง “รักหวานบ้านวุ่น” ของค่ายภาพไทครับ ที่กำลังออกอากาศอยู่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์เวลา 9 โมงเช้าทางช่อง 7 แล้วมีรับเชิญละครเรื่อง “หลงเงาจันทร์” มีที่ปิดกล้องไปแล้วของค่ายมากกว่าฝัน เรื่อง “เจ้าสาวช่างยนต์” เป็นละครเย็นซึ่งก็น่าจะออนแอร์เร็วๆ นี้แล้วครับ มีทั้งละครยาวและซิทคอมเลย ซึ่งก็ถือเป็นความต่างกันที่เราต้องปรับตัว เพราะว่าซิทคอมจะมีจังหวะในการเล่นที่มันจะฮาหน่อย ส่วนละครจะมีการเทคไทม์ให้นานขึ้นกว่าซิทคอมครับ อย่างในเรื่องรักหวานบ้านวุ่นนี้ก็จะมีความใกล้กับตัวผมบ้าง แต่คาแร็กเตอร์มันก็อาจจะไม่ได้เป็นเราร้อยเปอร์เซ็นต์ คือเสาเอกเขาจะเป็นคนที่นิ่งๆ เก๊กๆ ปากไม่ค่อยตรงกับใจแล้วก็จะกวนๆ

แม้ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะครับว่าจะมาทำอะไรในด้านนี้ แต่ก่อนนี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่าอยากเป็นอะไร มีที่เราชอบจริงๆ ก็คือนักบินคืออยากจะเป็นนักบินแล้วก็เคยมีโอกาสได้ไปลองสอบอยู่แต่ก็ยังไม่ติด ตอนนั้นเราทั้งทำงานด้วยและอ่านหนังสือไปด้วยมันก็ยังไม่ฟิตเท่าคนอื่นเขา ซึ่งถ้ามีโอกาสก็อยากไปลองสอบอีก แต่ว่าตอนนี้ก็ขอทำหน้าที่การเป็นศิลปินนักแสดงตรงนี้ให้เต็มที่ไปก่อนครับ และถ้ามันถึงจุดไหนที่เรารู้สึกว่าเราพอแล้วหรือว่ายังไงเราก็ค่อยคิดอีกที

เส้นทางก่อนที่จะมาถึงวันนี้

น่าจะเป็นเพราะว่าเกรทเป็นรีดที่ธรรมศาสตร์แล้วก็มีรุ่นพี่ที่รู้จักชวนกันมาทำดีเจที่ Click iconic เป็นคลื่นออนไลน์ แล้วช่วงนั้นประจวบเหมาะกับทาง GMM เห็นก็เลยให้มาเล่นซีรี่ส์ Room Alone Season 2 ตีคู่กันมากับการเป็นดีเจ แล้วก็มี TU Sexy Boy รวมทั้งงานรับปริญญาคนก็เริ่มเห็นเรามากขึ้นในโซเชียลคืองานเราตอนนั้นต้องบอกว่าก็ไม่ได้มีคนเห็นเป็นวงกว้างจะเฉพาะกลุ่มมากกว่า และมีกลุ่มแฟนคลับเล็กๆ ที่ติดตามเรามาชื่นชอบผลงานเราประมาณสิบกว่าคนมาหาตามงานดูหนังมาถ่ายรูปกัน ตอนแรกผมยังไม่ได้มีเป้าหมายไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน และจังหวะมันได้พอดีตอนที่เป็นหนุ่มคลีโอปี 2016 และได้ตำแหน่ง Cleo Most Eligible Bachelor 2016 แล้วมันก็เริ่มมีกระแสคู่จิ้นเข้ามาอีกกับ “พอร์ช” ได้เล่น Bangkok Love Story ตอน please มันก็เลยมีฐานมากขึ้นคนรู้จักมากขึ้น เราก็รู้สึกว่ามันสนุกดีนะถ้าเราลองทำตรงนี้แล้วก็อยากจะทำให้เต็มที่ครับ เพราะโดยส่วนตัวแล้วเกรทเป็นคนที่ทำอะไรแล้วอยากทำให้มันดี ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ดีมากหรอกแต่ว่าเราก็พยายามพัฒนาตัวเองให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ

สู่บ้านหลังใหญ่ ช่อง 7

ก็อาจจะด้วยจังหวะด้วยครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อาจจะมีคุยกับผู้ใหญ่หลายทางแล้วพอดีจังหวะมันเขามาจากที่รุ่นพี่เขาชวนมาคุยกับผู้ใหญ่แล้วเขาเห็นแววเรา ซึ่งก่อนที่เกรทจะมาแสดงละครก็ได้รับ
มอบหมายให้ไปทำพิธีกรรายการ SPOTLIGHT ON TV ก่อนด้วย ซึ่งเป็นรายการออนไลน์เป็นไลฟ์สด และตอนนี้ก็มีออนในทีวี.แล้ว เหมือนว่าเราเริ่มต้นจากการเป็นพิธีกรก่อนเลยครับกับทางช่อง 7

เกรทในวัยเด็ก

ตอนเด็กก็จะเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาคนนึงครับ คือถ้ากับคนไม่สนิทเกรทจะเหมือนเป็นคนขี้เก๊กไปเลยเดินผ่านมองหน้าก็จะไม่ได้ยิ้มแย้มอะไรมาก แต่กับเพื่อนคือจะยิ้มแย้มสนุกสนานเฮฮาเป็นคนกวนๆคนนึงเลยครับ แล้วพอมาทำงานในด้านนี้ปุ๊บเราก็ต้องพยายามปรับตัวอีกมันก็ไม่เชิงเฟคนะครับ แต่คือเราต้องพยายามเปิดตัวเองมากขึ้น อย่างคนที่ไม่รู้จักเราจะไม่คุยหรือไม่ยิ้มแย้มกับเขาเลยก็ไม่ได้ต้องเข้าหาคนมากขึ้น ตอนเด็กไม่เคยคิดที่จะทำงานอะไรสักอย่างเลยที่จะให้คนเห็น (หัวเราะ) คือก็เป็นผู้ชายธรรมดาที่เที่ยวกับเพื่อนนั่งแฮงเอาท์กับเพื่อนโดยไม่ต้องสนใจใคร แต่ก็ด้วยครั้งนึงที่รุ่นพี่เขาชวนให้ไปเป็นลีดเขาชวนปีแรกเราไม่ไป จนอยู่ปี 2 เขาก็ชวนอีกก็เลยลองไปดู พอไปแล้วสังคมมันกว้างขึ้นครับการปรับตัวของเราก็กว้างขึ้นทัศนคติบางอย่างของเราก็เปลี่ยนไปด้วย เริ่มกล้ามากขึ้น

มุมของหนุ่มอารมณ์ดีขี้แกล้ง

มันก็เป็นอีกหนึ่งบุคลิกของเกรทอยู่แล้วครับ คือถ้าเราสนิทกับเขานะ ถ้าไม่สนิทก็ไม่ไปแกล้งเขาหรอก บางทีภาพที่ออกไปก็มีแต่ภาพแกล้งแรงๆเนาะจะบอกว่าไม่ใช่ก็คงจะไม่ได้ (ยิ้ม) ก็คือปกติเราก็จะเล่นกันแบบนี้ หน้ากล้องยังไงหลังกล้องก็เป็นอย่างนั้นครับ ซึ่งเราก็ไม่ได้เฟคอะไร แต่เวลาอยู่กับแฟนคลับก็ต้องมีคีฟนิดนึง หลังๆ ก็หลุดจนทุกคนเขาเข้าใจแล้วครับว่าตัวตนเราเป็นแบบนี้ ตอนแรกบางคนเขาจะมองว่าเราเป็นคนนิ่งๆ ขรึมๆ ซึ่งมันก็เป็นอีกด้านนึงของเราเหมือนในจุดที่เราต้องทำงาน แต่ถ้าอยู่ในจุดที่เราสบายใจเราก็จะเล่น

หนุ่มHealthy

จริงๆ แล้วถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเริ่มออกกำลังกายก็คือตอนที่ไปแลกเปลี่ยน AFS ตอน ม.5 เริ่มออกกำลังกายเริ่มดูแลสุขภาพคือก็ไม่ได้กินคลีนหรอกครับเพียงแต่ว่าเราออกกำลังกายเยอะขึ้นเพราะว่าเด็กที่ไปอยู่ที่นู่นเขาจะทำกิจกรรมกันเยอะมากเตะบอลปั่นจักรยาน แต่เราเป็นเด็กแห้งๆก็เลยหันมาเข้ายิมเล่นฟิตเนสพอกลับมาก็ทิ้งไปประมาณ 2 ปี เพราะว่าเข้ามหา’ลัยก็สนุกสนานตามวัย และกลับมาฟิตจริงจังอีกทีตอนอยู่ปี 3 พอดีว่าเราไปเจอกลุ่มเพื่อนที่ชอบออกกำลังกายเหมือนกันและมีรุ่นพี่เขาทำอาหารคลีนอยู่เราก็เลยอุดหนุนเขาและไปออกกำลังกายด้วยกันได้สังคมใหม่ขึ้นมา ก็เลยดูแลตัวเองฟิตเนสคุมอาหาร ตอนนั้นเรียกได้ว่าเรียนเสร็จปุ๊บเข้าฟิตเนสกลับหอเรียนชีวิตอยู่แบบนี้แทบทุกวัน ก็เลยได้หุ่นแบบนี้มาแต่ว่าช่วงหลังอาจจะทำงานมากขึ้นก็เลยทำให้ออกกำลังกายน้อยลงและหุ่นอาจจะไม่ได้ฟิตเหมือนเดิม แต่ก็พยายามคีฟในสิ่งที่มันพอรักษาได้อยู่ คุมอาหารบ้างออกกำลังกายไม่ได้หักโหมมากเข้ายิมที่เปิด 24 ชั่วโมง คือไปออกกำลังกายสักชั่วโมงนึงแล้วค่อยเข้าบ้านบททวนบทและนอน

กลายเป็นขวัญใจสาวๆและเพศเดียวกัน

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพี่ๆ ผู้ชายมากกว่า (ยิ้ม) ก็รู้สึกดีนะที่เขาชื่นชอบเราและเราเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่อยากจะออกกำลังกาย ด้วยลุคเกรทที่ใครมองเข้ามาก็จะเป็นหนุ่มรักสุขภาพหุ่นดี เราก็พยายามคีฟตรงนี้ไว้เพราะว่ายังมีหลายคนที่เขายังมองตรงนี้เราอยู่และเห็นเราเป็นแรงบันดาลใจ

ผู้หญิงในอุดมคติ

ยังไม่เจอสักทีสาวในอุดมคติเนี่ย (ยิ้ม) จริงๆ แล้วผมชอบผู้หญิงยิ้มสวย คือจะหลงเสน่ห์ผู้หญิงที่รอยยิ้มมากกว่า นิสัยก็ค่อยๆเรียนรู้กันไป first impression คือการที่เราเห็นหน้าเขาคือสวยนะแต่บางคนดูไม่ค่อยสดใสร่าเริงไม่ค่อยยิ้ม ซึ่งมันก็ยังไม่ใช่

อีกหนึ่งแรงผลักดัน

ตอนนี้ที่บ้านสนับสนุนครับก็ค่อนข้างเต็มที่เลยว่าเราอยากจะทำอะไรเราชอบตรงนี้ใช่ไหมก็ทุ่มเทให้เต็มที่เลย เขาจะห่วงเรื่องการพักผ่อนก็จะโดนที่บ้านว่าเสมอเพราะว่าไม่ค่อยพักเท่าไหร่นอนดึก
แล้วก็ต้องตื่นเช้า เขาจะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพเรื่องการพักผ่อนของเรามากกว่า แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน ก่อนที่จะมาเริ่มตรงนี้ทางบ้านจะไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่ มองว่ามันไม่แน่นอนเราจะไปได้แค่ไหนไม่รู้ แต่หลังๆเราเริ่มทำให้เห็นเริ่มสร้างฐานให้เขารู้ว่าเราไปได้นะเขาก็เริ่มเชื่อ

เกรทก็อยากจะฝากผลงานกับทางช่อง 7 นะครับ ทำเต็มที่ที่สุดเลยดีมากน้อยแค่ไหนติชมกันได้ครับ แล้วจะเอาไปแก้ไขปรับปรุงก็หวังว่าจะถูกใจทุกคน และจะมีผลงานดีๆ ให้ติดตามกันแน่นอนครับ

ชื่อ – สกุล : สพล อัศวมั่นคง

ชื่อเล่น : เกรท

วัน / เดือน / ปี เกิด : 6 ธันวาคม 2536

ส่วนสูง : 177 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 74 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : A

การศึกษา : ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร สาขา Engineering Management

งานอดิเรก : เข้ายิม, ฟังเพลง, เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม

อาหารจานโปรด : ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ไก่ทอด, สตรอเบอร์รี่

ไอดอลในการแสดง : ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

ผลงานที่ผ่านมา : ดีเจคลื่น Click iconic, ซีรี่ส์ Room Alone Season 2, Bangkok Love Story ตอน please, เชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 70, Cleo Most Eligible Bachelor 2016, พิธีกรรายการSPOTLIGHT ON TV, โฆษณาSamsung Galaxy Note 8, TrueMove Net Sim 4G, MV เพลง หลุมรัก – Instinct, MV เพลง ไว้ใจ – Klear

ผลงานปัจจุบัน : ซิทคอมรักหวานบ้านวุ่น, ละครเจ้าสาว

ช่างยนต์, หลงเงาจันทร์

คติประจำใจ : สิ่งที่น่ากลัวกว่าความพยายามคือความเคยชิน เพราะความเคยชินมันคือหายนะของทุกอย่าง

IG :grtspTwitter : @Mistergrtsp

กุหลาบสีเงิน

Rookies : หนุ่มอารมณ์ดี โปรไฟล์เก๋ ‘ปั้น’ธนพล พีชะพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/322698

Rookies :  หนุ่มอารมณ์ดี โปรไฟล์เก๋  ‘ปั้น’ธนพล พีชะพัฒน์

Rookies : หนุ่มอารมณ์ดี โปรไฟล์เก๋ ‘ปั้น’ธนพล พีชะพัฒน์

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โดดเด่นทีเดียว จากการเป็นพระรองในละคร “พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง” ทาง ช่อง 3 พอได้โอกาสพบปะเจรจา “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” จึงคว้าแขน “ปั้น” ธนพล พีชะพัฒน์ มาทำความรู้จักกันค่ะ

วัยเด็ก

ปั้นมีพี่น้องทั้งหมด 3 คนครับ ปั้นเป็นคนเล็ก ผู้ชายหมดเลย ซึ่งวัยเด็กส่วนใหญ่ผมก็ตามพี่ๆ ครับ พี่ว่าไง เราก็ตาม พี่คนโตกับผมจะห่างกัน 7 ปี แต่คนกลางกับผม 2 ปี เวลาเขาจะไปเล่นอะไรกัน ส่วนใหญ่เขาจะไปกัน 2 คน เราก็อยู่กับแม่ ติดแม่มากกว่า เด็กๆ เลยจะไม่ค่อยได้ซนเท่าไหร่ มีเรียนเปียโน ประกวดเปียโนบ้าง แต่ไม่ค่อยใช่แนว เพราะผมไม่ชอบอ่านโน้ต ชอบจำนิ้วเอา เลยทิ้งๆ ไป มาช่วง ม.ปลาย เรียนโรงเรียนชายล้วน เซนต์คาเบรียล แล้วตอนนั้นเป็นยุคของดนตรี การประกวดเวทีต่างๆ ผมเลยจับเบส ฟอร์มวงกับเพื่อนตอน ม.5 ชื่อวง “โชเล่” มาจากตอนนั้นเพื่อนชอบเล่น Winning เกมฟุตบอลใน Play station จะมีจังหวะหนึ่งที่เพลงร้องว่า โชเล่ เพื่อนผมก็เลยเอามาตั้งชื่อวง (หัวเราะ) พอได้เพลง ก็ส่งประกวดฮอตเวฟกัน จนได้ติด 30 วงสุดท้าย เราก็แบบโอ้โห… ดีใจมาก เปิดวิทยุฟังประกาศกัน และก็ไปเล่นที่เซ็นทรัลเวิลด์ ตอนซ้อมนี่อย่างปึกมาก ปรากฏวันจริงมือกลองที่เก่งที่สุดในวง กลับหลุด ลืมตีอินโทร ไปตีเข้าเพลงเลย นักร้องก็ร้องผิดคีย์ หน้าซีดกันหมด ตอนนั้นเล่นเพลง “ข้าน้อยสมควรตาย” แล้วโรงเรียนผมไปเชียร์กันเยอะมาก ไปทีเป็น 100 คน ยึดหน้าเวทีกันหมดเลย เรามันส์กันมาก คนดูก็กระโดดกันมันส์ แต่สุดท้ายตกรอบ 30 วงครับ (หัวเราะ) ม.6 ก็ทำการบ้านกันใหม่ ส่งไปใหม่ ติด 30 วงได้ไปเล่นโชว์อีก แต่คราวนี้มือกลองหลุดหนักกว่าเดิมอีก เล่นเพลง “แค่นิยาย” ค่อมจังหวะเลยคราวนี้ ตกรอบเหมือนเดิมครับ

เข้ามหา’ลัย

ผมไปสอบตรง ติด SIIT วิศวะอินเตอร์ ธรรมศาสตร์ครับ พอเข้าไปเรียนก็ค่อนข้างยากมาก จนเราไม่มีเวลาจับเครื่องดนตรีอะไรเลย จนเรียนจบ 4-5 ปีไม่ได้จับเบสอีกเลยครับ แต่ก็คุยกับเพื่อนในวงอยู่เรื่อยๆ ว่าคิดถึงช่วงเวลานั้น ที่ซ้อมกันหนักมาก ตั้งแต่ 11 โมงเช้า จนข้ามวันข้ามคืนกัน เพื่อหวังจะติด 10 วงของฮอตเวฟ พอเป็นนักศึกษา ก็ได้ใช้ชีวิตแบบคนอยู่หอครับ กิน เที่ยว กับเพื่อนฝูง เวลาจะสอบก็นัดเป็นกลุ่มไปติวกัน พอนึกย้อนกลับไป มิน่าคนเขาถึงบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่มันส์ที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะไม่ต้องคิดอะไรเลย ตอนนั้นผมก็งงนะ มันส์อะไร ไหนจะต้องสอบ ต้องเรียน แต่พอเรามาอยู่จุดนี้มองไป เออ…หนุกจริง (หัวเราะ)

ครอบครัว

คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้วางกรอบให้ครับ ผมเป็นคนเล็ก ถ้าพี่เดินไปทางไหนก็จะเดินไปทางนั้น พี่เรียนเซนต์คาเบรียล ผมก็เรียนเซนต์คาเบรียล เรียนกันทั้งบ้าน ธรรมศาสตร์ก็ธรรมศาสตร์ทั้งบ้าน วิศวะเหมือนกันหมดเลย(หัวเราะ) คนโตวิศวะอุตสาหกรรม คนกลางวิศวะเครื่องกล ส่วนผมตอนแรกจะไปทางอุตสาหกรรมแต่ดูแล้วมาทางการจัดการดีกว่า ก็เลยเรียนวิศวะการจัดการ เรียนเรื่องมาร์เกตติ้ง เมเนจเม้นต์ แม่บอกว่าจะเอามาจัดการพวกพี่ๆ อีกทีหนึ่ง (หัวเราะ)ธุรกิจหลักของที่บ้าน คือทำโรงงานขนมปังครับ ที่เป็นขนมปังปอนด์โยนให้ปลากิน ตอนมหา’ลัยก็ช่วยที่บ้านเยอะมาก ช่วยส่งของ ขับรถ ผมก็ชอบนะ คิดว่าโตขึ้นคงสานต่อที่บ้านแน่นอน แล้วก็แตกไลน์เป็นปังกรอบอะไรไป พี่ผมคนโตเขาทำงานอยู่ ปตท. คนกลาง อยู่เชฟรอน ที่แท่นน้ำมันเลย ก็เลยเหลือผมที่วางแผนสานต่อที่บ้าน เพราะตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องงานในวงการเลย

เข้าวงการ

เป็นจังหวะตอนนั้นอยู่หอ แล้วไปกินข้าวที่ร้านแถวมหา’ลัย พี่เอ-ศุภชัยก็ไปเปิดร้านอยู่แถวนั้น แกก็เข้ามาขอไลน์ เขาบอกเสียงปั้นน่าจะไปเป็นนักข่าวนะ
แล้วเดือนต่อมาแกก็บอกนัดแคสให้แล้ว ผมก็เข้าไปแคส แล้วตอนนั้นขี้อายมาก เล่นดนตรีผมก็เล่นอยู่แบ๊กอัพข้างหลัง พอต้องไปพูดกับกล้องกลัวมาก รู้ตัวเลยว่าไม่ได้เรื่อง เพราะประหม่า ตื่นเต้น แล้วก็ไม่ติดครับ ผมก็บอกพี่เขาว่าผมคงไม่เหมาะ แต่พี่เขาก็พาไปหาผู้จัดฯอยู่เรื่อยๆ จนได้เจอ อาปิ่น (ณัฏฐนันท์ฉวีวงษ์ ค่ายทีวีซีน) เข้าเห็นผมเข้าไปแคส เขาก็บอกกำลังหาคาแร็กเตอร์แบบนี้อยู่ เป็นผู้ชายดูนิ่มๆ อบอุ่น แล้วผู้กำกับพี่ฟิวส์ (กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล) เขาก็อยากได้คนที่ไม่เคยเล่นบทนี้มาก่อน ผมก็เลยได้เริ่มเรื่องแรก เล่น “ใต้เงาจันทร์” เป็นเพื่อนนางเอก ดีใจมากครับ ไปวันแรกก็ได้งานเลย แล้วก็ได้ไปเรียนแอ๊กติ้งเริ่มเก็ทการแสดงว่าเป็นแบบนี้นะ แต่ทฤษฎีกับปฏิบัติต่างกันเยอะมาก จำได้ว่าซีนแรกแค่ขึ้นบันไดเลื่อนแบบไม่ต้องพูดกับใคร ล่อไป 5 เทค (หัวเราะ) แล้วตอนนั้นเพิ่งจบเลยครับ ก็เลยเหมือนเป็นการลองหาประสบการณ์ให้กับตัวเองด้วย

ละครเข้ามาต่อเนื่อง

พอจบเรื่องแรก ก็เซ็นสัญญากับทั้งพี่เอ และอาปิ่น คนละ 5 ปีเหมือนกันครับ และก็ได้เล่นเรื่อง “ดั่งพรหมลิขิตรัก” ต่อ ถ่ายเสร็จไป 2 ปีแล้วครับ (หัวเราะ) ในเรื่องเป็นท่านชาย 3 คน 3 หนุ่ม 3 มุม ร่วมกับ บอมบ์-ธนิน และ เฟิร์ส-เอกพงษ์ เป็นเรื่องที่สนุกนะครับ ต้องรอดูว่าจะได้ออนแอร์เมื่อไหร่ จากนั้นก็รับเชิญมาเรื่อยๆ ครับ ชั่วโมงต้องมนต์, เพชรกลางไฟ จนมาถึง “พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง” ที่เต็มตัวหน่อย และก็มี “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว” กับ “ชาติเสือพันธุ์มังกร” ที่กำลังถ่ายทำครับ

ชีวิตขึ้นๆ ลงๆ

3 ปีกว่าแล้วครับ แต่ผมมีหายเป็นปีเหมือนกันก็มีคิดว่า เอ๊ะ..หรือจะไม่ใช่ทาง ก็ปรึกษาพี่ๆ หลายท่าน เขาก็บอกทุกคนต้องเจอโมเม้นต์แบบนี้ ปี 2 ปี มันจะหายไป ถามว่าคาดหวังไหม ก็ยอมรับว่ามีบ้างครับ เพราะเราเลือกที่จะเข้ามาตรงนี้แล้ว เลือกที่จะไม่เรียนต่อแต่จุดหนึ่งเราโอเค ไม่ได้ผิดหวังอะไร เพราะว่างเราก็ไปช่วยที่บ้าน ทำขนมปัง มีความสุข ไม่ได้ยึดติดกับงานในวงการ

เริ่มต้นธุรกิจตัวเอง

ทำไก่ขายอยู่ตรงทองหล่อครับ เป็นรถเข็นเล็กๆ ข้างทาง คือมีคนที่ผมรู้จักเขาทำขายมาประมาณ 3 ปีกว่าแล้ว เรากินแล้วเราชอบ ก็เลยชวนเขามารีแบรนด์กัน ด้วยความที่ไก่ทอดสามารถทดแทนมื้อหนึ่งของคนได้ และผมคิดว่ายังไงคนก็ต้องกิน ซึ่งกลุ่มลูกค้ากว้างมาก แล้วกิจการที่บ้านผมเอง ป๊าผมเขาก็ทำมาเป็น 10 ปีแล้ว เรามีความคิดอะไรใหม่ๆ อยากจะเปลี่ยนสูตร จะทำอะไร เขาก็จะบอกเปลือง อย่างนั้นอย่างนี้ เลยทำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งนะครับ ยังช่วยดูอยู่ อย่าง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ขยั้นขยอให้ป๊าทำแบรนด์ขนมปัง ตอนนี้ก็ได้แบรนด์ชื่อ “เพิ่มบุญ” ขึ้นมาครับ เพียงแต่เราก็อยากมีอะไรที่เป็นของตัวเองจริงๆ ดูบ้าง ก็เลยตั้งเป็นชื่อ “ไก่ทอดอร่อยเหาะ” อยู่ภายใต้บริษัทอร่อยเหาะฟู้ด เป็นบริษัทของผมเอง เราเห็นว่ากำไรดีระดับหนึ่ง ก็เลยอยากให้คนที่กำลังหารายได้หลัก หรือรายได้พิเศษเอาไปขายกัน ตอนแรกที่ผมขายแฟรนไชน์ ผมก็ขายให้เขาไปเปิดเองเลย ผมมีอันเดียวคือสาขาที่ทองหล่อ สุขุมวิท 49 ข้างๆ วิลล่า ที่เหลือคนเขาสนใจ เขาก็ขอซื้อไปเปิดกัน พอตอนหลังเพื่อนคุณพ่อเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งสำเร็จรูป ก็เลยไปดิวกับเขา แล้วโรงงานเขาสเกลใหญ่ ได้มาตรฐานสากลครบทุกอย่าง เขาก็คิดราคาทุนๆ ให้ผม ถึงต้นทุนจะกระโดดไปเยอะมาก ถ้าเราทำเอง กำไรจะเยอะกว่า แต่ธุรกิจเราก็จะไม่โต พอเราฝากไว้ตรงนั้นปุ๊บ กำลังเราสามารถส่งได้หมดทั่วประเทศเลย เขาทำให้เราได้หมด

เตรียมโกอินเตอร์

ไก่นะครับ ไม่ใช่ผม (หัวเราะ) คือผมได้โอกาสดี จากทางปั๊ม PT เขาดิวให้ไปขายที่ปั๊มเขาได้เลย ซึ่งปั๊มเขาตั้งเป้าไว้ 100 สาขาในปีนี้ และมีทางกัมพูชา ติดต่อขอรับไปขายด้วยครับ ที่บ้านก็แฮปปี้ ที่เราทำอะไรประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราภูมิใจตัวเองด้วยครับ (ไม่ได้จะสร้างรากฐาน เพื่อเตรียมสร้างครอบครัวใช่ไหม?) ยังครับ มีโอกาสเข้ามาพอดีครับ ก็เลยลองดู(หัวเราะ)

ความรัก

รักครั้งแรกของผมเกิดขึ้นสมัย ม.ปลายครับเขาอยู่เตรียมอุดมฯ แต่พอเข้ามหา’ลัยก็แยกกัน เพราะผมอยู่ธรรมศาสตร์ เขาอยู่จุฬาฯ แล้วผมอยู่หอด้วย ก็เลยห่างๆ กัน ปัจจุบันก็มีคนคุยบ้างครับ คือคุยกับคนเดียวนะ (หัวเราะ) แต่จะเป็นเหมือนเพื่อนกันมากกว่า คือศึกษากันไปก่อนครับ (สเปก?) หมวยๆ เหม่งๆ เป็นสเปกในอุดมคติมาตั้งแต่เด็กๆ เลยครับ (ถ้ายกตัวอย่างดารา?) พี่เต้ย-จรินทร์พร ครับ ผมตามพี่เขามาตั้งแต่ก่อนเข้าวงการแล้วครับ

เป็นหนุ่มหล่อคนขยันที่ไม่อยู่นิ่ง ส่วนใครที่อยากวิ่งตาม เอ้ย!! ติดตาม ชี้ช่องให้ทางไอจี @Panntp เลยค่ะ แล้วจะรู้ว่าหนุ่ม “ปั้น” เสน่ห์แรงมว๊ากก!!

Rookies : เปิดโลกสดใสของนางเอกติดดิน‘พระพาย-รมิดา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/321224

Rookies : เปิดโลกสดใสของนางเอกติดดิน‘พระพาย-รมิดา’

Rookies : เปิดโลกสดใสของนางเอกติดดิน‘พระพาย-รมิดา’

วันเสาร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กำลังสร้างเสียงหัวเราะให้กับแฟนๆ ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ที่หน้าจอช่อง 7 ในซิทคอมเรื่อง “รักกันมันแจ๋ว” สำหรับนางเอกสาว “พระพาย-รมิดา ธีรพัฒน์” เราไม่รอช้า จับเธอมานั่งพูดคุยล้วงลึกถึงที่มาที่ไปและตัวตนของเธอ

กับผลงานปัจจุบัน

กำลังออกอากาศอยู่คือซิทคอมเรื่อง “รักกันมันแจ๋ว” ค่ะ หนูรับบทเป็นแจ๋ว เป็นเจ้าของสุขสันต์เวดดิ้ง ที่ไม่ได้อยากจะมาทำงานตรงนี้ แต่แม่เราเปิดเวดดิ้ง แล้วแม่เสีย เราอยู่ที่เมืองนอกก็เลยต้องกลับมารับช่วงต่อ พ่อก็เสียใจที่แม่เสีย เลยไปบวชเป็นพระ จากที่เป็นเด็กสปอยไม่เคยทำอะไร แต่ว่าต้องมาบริหารเวดดิ้ง ก็คิดว่าตัวเองเจ๋ง แต่จริงๆ แล้วไม่เลย ก็จะมีพระเอกที่เป็นหุ้นส่วนในร้านและแอบชอบเรามาตั้งแต่เด็กมาคอยช่วยเหลือเรา โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยเรื่องจะคอเมดี้ค่ะ แจ๋วจะบ้าๆ บอๆ คิดว่าตัวเองทำงานเก่ง ซึ่งไม่เหมือนหนูเท่าไหร่นะคะ (หัวเราะ) เพราะว่าหนูเป็นคนอยู่บนความจริงไม่ค่อยเพ้อเจ้อเหมือนแจ๋ว แต่ก็จะมีความงุ้งงิ้งกวนประสาทคนอื่นเขาไปเรื่อยคล้ายกัน ซึ่งยากนะคะ เพราะว่าความเป็นคอเมดี้จะต้องอาศัยทักษะประสบการณ์และจังหวะหลายอย่างในการเล่น ดราม่าก็ยาก แต่มันคนละแบบ คอเมดี้ต้องมีจังหวะบวกกับหนูรับมุขไม่ค่อยเก่ง และต้องใช้พลังงานเยอะ และหนูเป็นคนติดพูดเร็วด้วย ก็ต้องค่อยๆ ปรับ บทจะโตกว่าตัวหนู 5 ปี คือเป็นวัยทำงานเลย ก็ไกลอยู่ แต่ด้วยความที่ตัวละครเขาเหมือนไม่โต ยังง้องแง้งเลยสามารถแสดงออกมาได้

ตัวตนของพระพาย

ยากนะคะที่จะบอกตัวตนของตัวเอง (หัวเราะ) หนูเป็นอย่างนี้ค่ะเป็นเด็กไฮเปอร์นิดหนึ่งแล้วก็มีพลังสูงมาก ไม่ใช่พลังทำลายล้างนะคะ แต่คือเป็นพลังแอ๊กทีฟ สมมุติว่าถ้าหนูไปเที่ยวกับเพื่อนถึง
ตี 3 แล้วเพื่อนคนอื่นเขาสลบกันถึงเช้า แต่หนูก็ยังได้อยู่ ตื่นขึ้นมา 9 โมงเช้า ยังเย้วๆ ได้ แต่บางทีถ้าเหนื่อยมากๆ จะเป็นช่วงที่ถ่ายละครกับเรียนพร้อมๆ กัน มันอึดอัด แล้วมันเครียด มันจะทำให้หนูท้อแต่ถ้าไม่เครียดหนูก็จะไม่เหนื่อย

มองโลกในแง่ดี

เพื่อนหนูเคยโทร.มาหา แล้วหนูแค่พูดว่า…ว่าไงแก ฮัลโหลๆ แล้วเขาก็วางสายไป ตอนนั้นเพื่อนทะเลาะกับแฟนอยู่ แล้วเขาบอกว่าแค่ได้ยินเสียงเรา เขาก็สบายใจ เพราะว่าหนูเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากกับทุกเรื่อง ถ้าเวลาเพื่อนหงุดหงิดอะไรมา ก็จะบอกให้เขาใจเย็นๆ ไม่คิดมาก ใครเคยมาทำอะไรเรา หรือว่าด่าเรา ก็ไม่เคยโกรธใครเลย คือหนูคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เราจะเอามาคิด เราอย่าไปให้น้ำหนักคนที่เขาไม่ให้น้ำหนักเรา หนูไม่เคยโกรธ ไม่เคยเกลียดใครเลยเพื่อนก็จะบอกว่าอย่าโลกสวยมากได้ไหม หนูไม่ได้โลกสวยนะ แต่หนูมองโลกในแง่ดี รู้ว่ามันมีอันตราย รู้ว่าใครเป็นยังไง เราแค่ไม่ไปยุ่งกับเขา เรื่องบางเรื่องเราปล่อยผ่านไปก็ได้ ชีวิตมันง่ายกว่า ดีกว่ามานั่งคิดแค้นกันซ้ำไปซ้ำมา เพื่อนกลัวว่าจะโดนเอาเปรียบ หนูเป็นคนแปลกนะคะบางเรื่องยอมให้คนเอาเปรียบได้ แต่บางเรื่องจะไม่ยอมเลย อย่างเช่นอาหาร ถ้าหนูสั่งไปแล้วได้ไม่ครบ หรือเขาให้มาผิดแต่เรามั่นใจว่าเราถูก อย่างนี้จะไม่ยอม (หัวเราะ)

ย้อนเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้

ตอนนั้นอยู่ ม.6 ที่เตรียมอุดม แล้วเว็บ Dek. D เขามาโรดโชว์ที่โรงเรียน เขามาเห็น ก็เลยชวนให้ไปลงคอลัมน์ หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อมา และชวนเข้ามาอ่านคั่นรายการที่ช่อง 7 ตอนนั้น
คนขาดอยู่พอดีเลยค่ะ ก็เข้ามาเทสต์และผ่าน แล้วผู้ใหญ่ทางช่องเห็นก็เลยให้มาเทสต์นักแสดง แล้วก็ได้มาเล่นละครเรื่องแรก“เกิดเป็นกา” แต่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นผู้ประกาศอยู่นะคะ (หัวเราะ)หนูชอบมากจริงๆ ทำมาตั้งแต่อยู่ปี 1 ถึงตอนนี้สองปีกว่าแล้วหนูเพิ่งเข้ามาวงการจริงๆ ตอนจบ ม.6 เพราะว่าแม่ไม่ยอมให้ทำงานจนกระทั่งเรียนจบ สอบติดแล้ว แม่ถึงให้มาทำงาน

ดีกรีความป๊อปในรั้วโรงเรียน

ทำกิจกรรมนะคะ แต่ว่าไม่ได้ทำเยอะ หนูเป็นดรัมเมเยอร์ของโรงเรียน ก็เลยเกิดเพราะดรัมเมเยอร์เลยค่ะ (หัวเราะ) ทุกคนในโรงเรียนรู้จักหมด เพราะว่าต้องแต่งตัวสวยใส่ชุดสูทดูดี และตอนนั้นเพิ่งมีเฟซบุ๊ค ทุกคนก็เล่นกันกระหน่ำ ก็จะมีตากล้องที่เขาแอบมาถ่ายเรา และเขาเอาไปแชร์ลงในเฟซ แท็กโรงเรียนหนูคนเขาเห็น เลยแท็กหนูมา เพื่อนๆ หนูเขาก็เห็น เลยกลายเป็นว่าดันเพจขึ้นไปเป็นหมี่นๆ เป็นเนตไอดอลไปโดยปริยาย หนูยังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ด้วย ตอนนี้กลับไปมองรูปนั้นยังคิดเลยนะว่ามันสวยตรงไหน (หัวเราะ) จริงๆ ค่ะ หนูออกไปข้างนอกก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็นดารา กินหมูปิ้ง นั่งวินมอเตอร์ไซค์ ปกติมาก หนูไม่ชอบเลยนะเวลาที่เพื่อนมาเรียกว่าดารา จะไม่หันเลย

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร

เปลี่ยนเลยค่ะ มีเงินใช้ของตัวเอง ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้แล้ว รู้สึกดีมาก เอาเงินพวกนั้นไปทำในสิ่งที่ฝันไว้ก็คือไปเที่ยวค่ะ เงินก้อนแรกให้พ่อแม่คนละครึ่ง แล้วเขาก็เอาไปเล่นหุ้นไปลงทุนต่อ จะแบ่งบัญชีงาน แล้วพ่อแม่ก็จะให้รายเดือนไว้ หนูก็จะใช้แค่งบตรงนั้นได้แค่ 8,000 ต่อเดือน เมื่อก่อนได้ 7,000 แต่ไม่พอ เลยขอพ่อเพิ่ม คือมันไม่พอจริงๆ (หัวเราะ) นี่ก็ประหยัดแล้วนะ คือไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บ้านอยู่รามคำแหง มันไม่ไกลมากนะคะ ถ้าขับรถ แต่มันติดมาก เลยนั่งเรือคลองแสนแสบต่อแว้นไม่ก็นั่งรถเมล์ มีคนจำได้นะพี่ที่ขายอาหารอยู่หน้ามอ ก็จำได้ เขาก็ทักทาย หนูก็จะบอกว่าตัวจริงหนูสวยกว่าใช่ไหม จะชอบแกล้งชอบยอตัวเอง (หัวเราะ)

สิ่งที่ได้จากวงการนี้

ได้เยอะกว่าห้องเรียนอีกค่ะ คือได้เรียนรู้ว่าการทำงานจริงๆ เป็นยังไง การที่หนูมาอยู่ตรงนี้ การแสดงของหนู มันขึ้นอยู่กับชีวิตของหลายคน พี่ๆ ตากล้อง พี่ๆ ทีมงานเขาต้องดูแลหนู เขาจะโดน
นายว่า เขาจะโดนหักเงิน ถ่ายทันเวลาไหม ก็ขึ้นอยู่ที่หนู เพราะฉะนั้นเราต้องมีความรับผิดชอบ ต้องตรงต่อเวลา และเราได้เรียนรู้ความคิดของพี่ๆ แต่ละคน เขาถ่ายทอดให้ฟัง ว่าเป็นยังไง เจอปัญหาระหว่างการทำงาน เราแก้ปัญหานั้นยังไง เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียนค่ะ เราต้องเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตจริงๆ หนูเลยรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่มันไม่เหมือนที่เราคิดไว้ จากที่ไม่คิดว่าจะเข้ามาวงการเลย เพราะว่าตอนเด็กๆ หนูอ้วนมาก แล้วก็ดำด้วย ตอน ม.4 หนูยังน้ำหนัก 60 อยู่เลย สูงเท่านี้คืออ้วนอวบเลยค่ะ แต่ที่ทำให้ลดน้ำหนัก ก็ต้องขอบคุณกีฬาสีค่ะ คือหนูอยากเป็นดรัมเมเยอร์มาก เพื่อนคนหนึ่งเขาผอมสวยมาก หนูก็กลัวว่าจะมีข้อเปรียบเทียบ เลยลดน้ำหนักไป 15 กิโล และค่อยๆ เปลี่ยน
ถ้าเห็นหนูสมัยก่อนจะไม่เชื่อเลยว่าคนเดียวกัน

ความเห็นจากคุณพ่อคุณแม่

แม่ไม่ค่อยชอบนะคะที่เรามาทำตรงนี้ แต่ว่าพ่อจะเฉยๆพ่อแม่เลี้ยงหนูแบบมีกรอบค่ะ แต่กรอบใหญ่มาก คือเขาจะคอยดูหนูอยู่ห่างๆ เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง ถ้ามันไม่ได้จริงๆ เขาถึงจะยื่นมือเข้ามาช่วย พ่อจะเหมือนไพ่ใบสุดท้าย แต่ยังไม่เคยเปิดไพ่พ่อนะคะ ส่วนมากจะผ่านด่านแม่ก่อน เรื่องชีวิต พ่อแม่ก็ปล่อยให้หนูจัดการเองหมดเลย หนูไม่กลับบ้านพ่อแม่ไม่เคยโทร.ตามเลย เพราะว่าหนูจะไลน์บอกตลอดว่าอยู่ไหนทำอะไร พ่อแม่รู้ว่าเราเป็นคนไม่ชอบเที่ยวอยู่แล้ว เขาก็ไว้ใจ

มุมมองสำหรับวงการบันเทิง

มีทั้งดีและทั้งไม่ดี ชอบไหมก็ชอบ คือถ้าผู้ใหญ่ให้โอกาส แล้วเรายังเอ็นจอยสนุกกับตรงนี้อยู่ ก็แฮปปี้ที่จะทำตรงนี้ต่อค่ะ แต่ว่าหนูก็คิดว่าหนูยังอยากลองอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่การแสดงบ้าง ที่หนูสนใจคือทำธุรกิจ ไปเมืองนอกที่เป็นการจัดการ เป็นการใช้สมองเยอะๆ ชอบเครียดแต่มันท้าทายค่ะ แต่ ณ ตอนนี้หนูก็จะตั้งใจทำงาน ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด และต้องขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้พระพายนะคะ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘พิม-ภัสร์ศริญา’ สาวไทยผู้ได้สวมมงฯ ที่อเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/319667

Rookies :  ‘พิม-ภัสร์ศริญา’  สาวไทยผู้ได้สวมมงฯ ที่อเมริกา

Rookies : ‘พิม-ภัสร์ศริญา’ สาวไทยผู้ได้สวมมงฯ ที่อเมริกา

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้จะไม่ใช่เวทีใหญ่ แต่ก็เป็นเวทีที่มีมายาวนานกว่า 29 ปีสำหรับ Mrs. Asia USA ที่เปิดโอกาสให้สาวงามซึ่งผ่านการมีครอบครัวแล้ว ได้โชว์ความสามารถ และปีที่ผ่านมา 2017ม่ายสาวไทย พิม-ภัสร์ศริญา กุลพร้อมพงศ์ ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ด้วยการคว้ามงกุฎมาครอง!!

วัยเด็กของพิม

“ตอนเด็กๆ ทำกิจกรรมบ้างค่ะ คือจะมีอาจารย์หรือทางโรงเรียนส่งประกวด สมัยนั้นคือตื่นเต้นมาก

ความชอบส่วนตัว

“จริงๆ ก่อนหน้านี้ พิมชอบเดินแบบ คิดว่ามันง่ายดี แล้วก็ไม่ต้องยิ้ม แต่เดินไม่เก่ง พอไปลองแล้วมันยาก เหมือนไม่ใช่ตัวเรา ส่วนด้านนางงามก็ชอบมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ ตั้งแต่มีน้องก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ครั้งนี้กรรมการบริษัทที่พิมทำอยู่ เป็นโรงงานผลิตอาหารเสริม เขาลงความเห็นกันว่า พิมไปเถอะ อะไรประมาณนี้(หัวเราะ) โดยตัวพิมเคยอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต เป็นหนึ่งในผู้บริหารค่ะ”

นาทีสวมมงฯ Mrs. Asia USA 2017

“เริ่มจากมีลูกค้าติดต่อมา ลูกค้าคนนี้เขาเคยอยู่งานเบื้องหน้ามาก่อน เขาก็เลยมาชวนให้ลองไปประกวดดู ตอนแรกว่าจะไปที่เวทีของประเทศจีน ผู้บริหารทุกคนก็ลงความเห็นว่าให้ไป เพื่อขยายโอกาสธุรกิจด้วย เราก็เลยไปก็ไป แต่ไปๆ มาๆ กลับได้ไปที่เวทีของอเมริกา ตอนแรกไม่คิดเลยว่าจะได้ เพราะไปด้วยเรื่องธุรกิจล้วนๆ เลย และด้วยวัยนี้แล้วก็ไม่คิดว่าจะไปสู้เขาได้ แต่พอเขาประกาศชื่อเรา ก็ยังนิ่งอยู่ เพราะไม่แน่ใจว่าประกาศใคร

เคล็ดลับความสำเร็จ

“พิมได้ไปเรียนเดินแบบและออกกำลังตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัว ไม่กระทบต่อการทำงานธุรกิจ เพราะเรื่องชุดหรืออะไรเราก็นัดกันวันหยุด แต่เรื่องชุดได้ดีไซเนอร์ที่ LA เป็นคนจัดการให้ชุดประจำชาติไทย ชุดราตรี เพราะเรามีดีไซเนอร์ทำงานอยู่ที่โน่นค่ะชื่อพี่ใหญ่”

แพลนอนาคต

“พิมอยากจะเดินสายไปทางธุรกิจมากกว่า อยากจะติดต่อConnection ให้กับคนทั่วไปเขารู้จักเกี่ยวกับบริษัทเรามากขึ้นอีกอย่างเลยนะ พิมเป็นคนชอบทำบุญ เหมือนอยากไปให้เด็กๆ รู้จักเราและเหมือนว่าเราได้เป็นกระบอกเสียงในการช่วยเหลือสังคมเลยอยากไปร่วมงานกับมูลนิธิที่พวกพี่นางงามเขาทำกันค่ะ ตอนนี้ต้องกลับมาวางแผนว่าต่อไปนี้เราจะทำยังไงต่อ แต่ปีหน้าช่วงเมษายน ก็ต้องกลับไปที่อเมริกาอีก เพื่อร่วมงาน “Thai Town” ซึ่งพิมได้ทุนการศึกษาจากการประกวด ได้เรียนแอ๊กติ้งจากครูดาราฮอลลีวู้ดแบบฟูลคอร์ส โดยจะเริ่มเรียนปีหน้าค่ะ”

ครอบครัว

“ตอนนี้ลูก 3 ขวบแล้วค่ะ อยากจะอยู่กับเขาให้มากที่สุด ถ้าต้องไปเรียน ก็คิดว่าจะไปช่วงที่ลูกเปิดเทอม คอร์สถึงก่อนพอลูกปิดเทอมก็กลับมาอยู่กับเขา เพราะคุยกับทางนั้นไว้แล้วว่าจะขอดรอปเป็นช่วงๆ ไม่ได้เรียนต่อเนื่องทีเดียวค่ะ”

งานด้านบันเทิง

“ชอบนะคะ แต่ว่าในใจคิดว่าอาจจะเลยวัยแล้ว แต่ถ้ามีหนทาง ก็จะทำให้ดีที่สุดค่ะ”

เห็นเอ่ยปากแบบนี้… เผลออีกที มีงานวิ่งเข้าชนไม่ขาดสายมาหลายรายแล้วเจ้าค่า