Rookies : ‘ดิน-ธีร์รชตะ’นักแสดงสายเลือดกีฬา ดีกรีแชมป์โบว์ลิ่งประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/316730

Rookies :  ‘ดิน-ธีร์รชตะ’นักแสดงสายเลือดกีฬา  ดีกรีแชมป์โบว์ลิ่งประเทศไทย

Rookies : ‘ดิน-ธีร์รชตะ’นักแสดงสายเลือดกีฬา ดีกรีแชมป์โบว์ลิ่งประเทศไทย

วันเสาร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาของ “ดิน-ธีร์รชตะ รชตะหิรัญกาล”บวกกับดีกรีนักกีฬาโบว์ลิ่งระดับแชมป์ประเทศไทย จึงเข้าตาผู้จัดฯ ตู่-นพพล โกมารชุน แห่งค่ายเป่าจินจง ชวนมาเล่นละครเรื่องแรก“ริมฝั่งน้ำ” ผลงานกำกับของ กัปตัน-ภูธเนศ ซึ่งเตรียมออกอากาศทางช่อง 3 ซึ่งงานนี้หนุ่มดินต้องมาเจอบทดราม่าเข้มข้น แถมปะทะฝีมือกับนักแสดงรุ่นใหญ่เพียบ เรียกว่าทั้งเกร็งทั้งกดดัน

จากนักกีฬาโบว์ลิ่งสู่นักแสดงดาวรุ่ง

ก่อนเข้ามาแสดงละคร ผมมีถ่ายแบบนิตยสารมาบ้างครับ เล่นละครสั้นของช่อง 3 “ศัพท์สอนรวย” ส่วนการเป็นนักกีฬาโบว์ลิ่ง ผมเล่นมาตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ลงแข่งจริงๆ ตอนอายุ 13 ปี แล้วก็แข่งได้แชมป์แรก ชิงแชมป์ประเทศไทย อีกปีก็ได้ชิงแชมป์ประเทศไทย ไทยแลนด์โอเพ่น แล้วก็มีไปแข่งต่างประเทศด้วย แต่ช่วงนี้ในพาร์ทการแข่งโบว์ลิ่ง ก็พักก่อน ต้องมุ่งเรียนก่อนครับ เพราะเพิ่งเข้าปี 1 อยากเรียนให้เต็มที่กับคณะที่เราเลือก แต่ยังไงก็กลับไปแข่งอีกแน่นอน ไม่ทิ้งไปไหนครับ

ประเดิมงานแสดงเรื่องแรก

ในละคร ริมฝั่งน้ำ ผมรับบทเป็น ต้น เป็นเด็กเรียบร้อยแต่จะมีหลงผิดไปทางยาเสพติด แล้วกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดี ละครเรื่องนี้เป็นละครอบอุ่นครับ มีหลายเจนเนอเรชั่น แล้วก็มีปัญหาให้ต้องแก้ตลอดเวลา อย่างเช่นแต่ละเจนฯ เป็นยังไงจะแก้แบบไหน เช่น เจนเนอเรชั่นของผมก็จะเป็นวัยรุ่นที่ค่อนข้างติดเรื่องราวความรัก หรืออีกเจนเนอเรชั่นหนึ่งวัยทำงานก็จะเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง เจนเนอเรชั่นอาวุโส ก็จะมี มี้-พิศมัย, อาสะอาดเปี่ยมพงศ์สานต์, พ่ออี๊ด-สุประวัติ, อาต้อย-เศรษฐา ก็เป็นเรื่องราวของครอบครัวที่ต่างวัยกัน ผมเป็นหลานของตาชาญชัย จะมีปัญหาทางครอบครัว โดนพี่แกล้ง โดนพี่กดดันตลอดเวลา แล้วก็มีหลงผิดไปบ้าง แต่ก็กลับมาได้ เพราะคุณปู่ แล้วก็พี่เพื่อน (เพื่อน-คณิน ชอบประดิถ) ที่เล่นเป็นพระเอก จะเป็นแนวดราม่า ปนแอ๊กชั่นครับ

มุมของตัวละคร ที่ใกล้เคียงชีวิตจริง

เรื่องของเวลาเราเจอปัญหา เราก็ต้องหาทางแก้ แล้วเราก็จะมีคุณปู่ที่คอยช่วยเราตลอดเวลา ตรงนี้ก็จะมีความคล้ายคลึงชีวิตจริงผมนะครับ คือบางอย่างก็เหมือนเขียนมาจากตัวเราด้วย ใกล้ตัวนิดหนึ่งครับ ช่วยให้เราเล่นง่ายขึ้น หลังจากอ่านบทไปแล้ว จินตนาการได้ไม่ยาก ซึ่งสิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ เลยก็คือเรื่องของ ครอบครัว กีฬา คือก่อนที่จะได้มาเล่นละครเรื่อง ริมฝั่งน้ำ เหมือนเขามีเปิดแคสต์แล้วทางทีมงานก็ต้องการคนที่เล่นโบว์ลิ่งได้ ก็เลยตรงกับผมเลย วัยเดียวกัน ตัวละครตามบทเลย

เรียนรู้งานแสดงจริงจากกองถ่าย

การที่เราเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เพราะฉะนั้นเวลาเข้าฉากกับนักแสดงรุ่นใหญ่ ก็จะเกร็งๆ ตื่นกล้องบ้าง ทำอะไรไม่ถูก แต่ทุกคนก็ช่วยเราดีมาก ว่าจะต้องทำยังไง มุมกล้องจะรับหน้าจะหันซ้ายขวายังไง ก็จะเรียกคุณปู่ๆ ตามบทบาทในเรื่องเลยครับ ก็จะอินนิดหนึ่ง เข้าฉากกับคุณปู่เยอะครับ แล้วก็ได้เรียนรู้ที่คุณปู่สอนคือ เราอย่าไปคิดมาก อย่าคิดไปก่อนว่าเราต้องทำอะไร คือเหมือนเราต้องอิมโพรไวส์ขึ้นมา ไม่ต้องไปนั่งคิดว่าเราต้องทำอันนี้นะ หรือแบบนี้นะ แล้วค่อยไปเอาหน้ากล้องอีกทีหนึ่ง ปล่อยตัวเองสบายๆ พอเรียนรู้เข้าใจแล้ว ความเกร็งเวลาเข้าฉากกับคุณปู่ก็น้อยลงครับ เขามีความอบอุ่นอยู่ในนั้น ทำให้เรารู้สึกและสัมผัสได้จริงๆ

ร่วมงานผู้กำกับฯ กัปตัน ภูธเนศ

พี่กัปตัน เขาน่ารักครับ คอยช่วยเราตลอดเวลา ว่าบทนี้จะเล่นประมาณไหน ถ้าตรงไหนเราไม่เข้าใจก็ถามเขา แล้วเขาก็จะบอกเรา สอนเรา แนะนำว่าต้องทำแบบไหน พี่กัปตันเป็นผู้กำกับที่ทำให้เราเข้าใจง่ายนะ ช่วงแรกๆ เกร็งครับ กลัวว่าจะโดนดุหรือเปล่า เพราะเราก็หน้าใหม่ เรายังไม่กล้าทำอะไรมาก ถ้าเราทำอะไรมากเกินไป มันอาจจะไม่ดีก็ได้ ก็มีการทำความเข้าใจกันก่อน แล้วพี่กัปตันก็บิ้วท์ตอนหน้ากล้องอีกทีหนึ่ง บรีฟอีกรอบเพื่อความมั่นใจ แล้วก็มีพี่เฟรช (อริศรา วงษ์ชาลี) คอยช่วยเราอีกคนด้วย เป็นแอ๊กติ้งโค้ชให้ บิ้วท์ว่าเราต้องทำอะไร เสริมอารมณ์เราจากข้างใน ใส่อินเนอร์เข้าไป

เริ่มสนุกและติดใจ

วงการนี้มีเรื่องท้าทายเข้ามาตลอด ทำให้เรารู้สึกว่าสนุกดีครับ และสนุกยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเราได้แก้อะไรหลายๆ อย่าง ยังไงผมก็ฝากติดตามละครเรื่อง ริมฝั่งน้ำ ละครเรื่องแรกของผมด้วยนะครับ
เป็นละครแนวอบอุ่น แนะแนวทางวิธีการแก้ปัญหา เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เสริมหัวใจให้อบอุ่นในครอบครัว หรือถ้าแฟนๆ อยากพูดคุยกับผมก็สามารถเข้าไปติดตามกันได้ที่แฟนเพจ p din teerachata และ IG Teerachatar ครับ

Rookies : ‘ยิ้มหวาน-กมลสรวง’ น้องใหม่ขอสู้ไม่ถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/315334

Rookies : ‘ยิ้มหวาน-กมลสรวง’  น้องใหม่ขอสู้ไม่ถอย

Rookies : ‘ยิ้มหวาน-กมลสรวง’ น้องใหม่ขอสู้ไม่ถอย

วันเสาร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประเดิมงานแสดงเรื่องแรกก็เจองานหินซะแล้ว เมื่อสาวน้อยหน้าใส ยิ้มหวาน- กมลสรวง อักษรานุเคราะห์ ต้องมารับบทเพื่อนซี้ของนางเอก (วาววา-ณิชารีย์) ในละคร “ไข่มุกมังกรไฟ”(ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ หลังข่าวช่อง 3) ผลงานการกำกับของ ตู่-นพพล ที่ขอจัดหนักต้อนรับน้องใหม่ ด้วยคิวบู๊ที่ปนมากับความดราม่า งานนี้ยิ้มหวานรับมือกับประสบการณ์ใหม่ครั้งนี้อย่างไร แล้วเธอได้เรียนรู้อะไรจากการแสดงบ้างไปฟังกันค่ะ

บทบาทท้าทายที่ได้รับ

รับบทเป็น ยิ้มหวาน เป็นเพื่อนของนางเอก (วาววา-ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด) ในเรื่องเล่นเป็นเพื่อนที่คอยซัพพอร์ต ช่วยเหลือ คอยดูแลเขา เพราะชีวิตของเขาจะต้องเจอความขัดแย้ง อุปสรรคมากมายท่ามกลางความโหดร้ายที่เขาเจอก็จะมีเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ก็คือหนูแล้วก็พี่พราว-การัญชิดา คุ้มสุวรรณ ที่รับบท เข็มทอง เรื่องราวของละคร ไข่มุกมังกรไฟ จะเป็นเรื่องวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็จะมีการต่อสู้กันระหว่าง พ่อค้ายาเสพติดกับตำรวจ เหมือนความดีกับความชั่วจะต้องมาต่อสู้กันประมาณนั้นค่ะ

เข้าฉากกับนักแสดงรุ่นพี่

หนูจะเข้าฉากกับพี่พราวแล้วก็พี่วาววาเยอะสุดค่ะ เพราะเป็นแก๊งเพื่อนกัน ความสนุกสนานที่ได้รับก็ตั้งแต่ตอนแอ๊กติ้ง 3 คนเลยค่ะ เพราะ 3 คาแร็กเตอร์ ก็จะมีคาแร็กเตอร์แตกต่างกันออกไปชัดเจนมาก เปรี้ยว หวาน เข้มเครียด ของหนูจะเป็นหวานๆ พอ 3 คน ที่คาแร็กเตอร์ต่างกันมาเจอกันมันก็เลยสนุก ในเรื่องก็วุ่นวายนิดหนึ่ง แต่พอเจอกันจริงๆ เบื้องหลังก็ไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไหร่นะคะ คุยกันตามประสาอารมณ์สาวๆ ทั่วไปค่ะ

น้องใหม่ได้เรียนรู้อะไรบ้างในกอง

ก็มีพี่ๆ หลายคนในกองถ่ายคอยดูแล สอน แนะนำวิธีการแสดงให้เพราะเราก็เป็นเด็กใหม่ พี่กล้วย (ปรารถนา สัชฌุกร)พี่ก้อย (ปาริฉัตร ไพรหิรัญ) ก็คอยให้คำแนะนำอย่างโน่นบ้างอย่างนี้บ้าง แล้วก็มีพี่พราว (การัญชิดา คุ้มสุวรรณ) ที่อยู่ด้วยกันบ่อยมาก พี่พราวจะเซียนเรื่องมุมกล้องมาก ส่วนพี่วาววาก็จะให้คำแนะนำให้กำลังใจ บางทีเรายังไม่ได้พูดเลย พี่วาววาก็สัมผัสได้ว่าเรากังวลนะเขาก็จะเข้ามาแล้วก็แนะนำเรา ช่วยให้เราผ่อนคลายมากเลยหนูรู้สึกเซอร์ไพรส์มากที่พี่เขารู้ว่าเราคิดอะไรในขณะที่เรายังไม่ได้พูดอะไรเลย

อุปสรรคน้องใหม่

ปัญหาหนักที่ถึงขั้นไปต่อไม่ไหวยังไม่เคยเจอค่ะเพราะว่าพี่ๆ ทุกคนไม่ได้กดดันหรือว่าไม่ได้ทำให้หนูรู้สึกไม่สบายใจ ทุกคนคอยซัพพอร์ตตลอดเวลาเลย จะมีแค่ต้องปรับตัว อย่าง อาตู่ (นพพล โกมารชุน) ก็ไม่ดุ ใจดี ยกเว้นว่าถ้าเราเหมือนทำผิดหลายๆ ครั้งอาตู่ก็มีบ้างว่า เราต้องจริงจัง เราต้องทำให้ได้แล้วนะ เป็นผู้ใหญ่ที่อยากให้เราได้ดี เหมือนเป็นคุณพ่อค่ะ อาตู่สอนเยอะค่ะมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนูประทับใจคืออาตู่จะชอบให้นักแสดงเล่นจริงๆ รู้สึกจริงๆ อาตู่เคารพความรู้สึกของนักแสดงในการทำการแสดง อาตู่จะชอบให้แสดงจริงเพราะว่าแต่ละเหตุการณ์ที่ตัวละครเจอเราก็ต้องรู้สึกและเข้าใจด้วย จะให้คนอื่นมาเป็นสแตนอินแทนก็ไม่อิน แต่ทุกการถ่ายทำก็เซฟตี้ตลอดเวลาก่อนเข้าฉากค่ะ

เรียนการแสดงเพิ่มเติม?

หนูจะมีพื้นฐานการแสดงมาอยู่แล้วค่ะ ที่รู้สึกว่าจะต้องฝึกน่าจะเป็นเรื่องของมุมกล้อง การปรับตัว มีกล้องหนึ่งกล้องสองนะ ก็มีความกังวล คือจริงๆ หนูเรียนละครเวทีมาค่ะ เรียกว่าก็แตกต่างจากการแสดงเหมือนกันนะคะ แต่ก็อยู่ที่เราจะปรับใช้ยังไง คือพอมาเป็นละครทีวี.ก็ต้องมาหากันใหม่แล้วล่ะ ปรับจูนให้พอดีกับงานที่เราทำ หนูเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการละคร เอกกำกับการแสดง ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพิ่งจบรับปริญญาไปค่ะ

เส้นทางก่อนเข้าวงการบันเทิง

ก่อนหน้านี้ก็มีผลงานโฆษณาบ้าง แล้วก็มีงานละครเวทีโรงเล็ก คือเหมือนเป็นเทศกาลละครเวทีบ้าง ไปตามโรงละครพระจันทร์เสี้ยวบ้างค่ะ สิ่งที่หนูอยากจะทำมากๆ คือ อยากจะเป็นผู้กำกับค่ะ เรียกว่าเป็นความฝันก็ว่าได้ คิดว่าในอนาคตถ้ามีโอกาสก็จะกำกับการแสดงค่ะ ล่าสุดก็มีทำละครเวที กำกับเป็นธีสิสชื่อเรื่อง “Crucible หมอผีครองเมือง” แปลว่า การเผชิญหน้ากับความยากลำบาก พอได้มากำกับเรื่องนี้ก็ความรู้สึกต่างกันกับตอนแสดงนะคะ ตอนแสดงจะสนุกมากที่เราได้ลองเป็นตัวละคร แต่พอได้ลองกำกับก็จะสนุกอีกแบบหนึ่งกับการที่เราได้สร้างตัวละครขึ้นมา เราต้องรู้จักกับตัวละครของเราเป็นอย่างดีกว่าที่เราจะต้องถ่ายทอดไปให้ตัวแสดงคนอื่นๆ เข้าใจเราด้วย

วางแผนอนาคต

พยายามพัฒนาตัวเองในทุกๆ เรื่องค่ะ เพราะเราก็เป็นน้องใหม่และต้องกระตือรือร้นมากกว่าเดิม ทำการบ้านเยอะๆ ถ้ามีโอกาสเลือกบทที่ชอบก็อยากจะเล่นบทคอเมดี้ค่ะ ท้าทายดี หนูว่าการเล่นคอเมดี้ยากนะคะ จะทำยังไงให้คนมาสนุก ตลก หัวเราะ ขำไปกับเรา แล้วเราสามารถเป็นตัวละครอย่างจริงใจโดยที่ยังต้องตลกอยู่ได้ไม่ใช่ขำอยู่คนเดียวคนดูไม่สนุกด้วย อยากจะลองจังหวะตลกบ้างส่วนงานการกำกับถ้ามีโอกาสทำได้อยากทำกำกับทุกอย่างไม่ว่าจะหนัง ละคร ละครเวที

ฝากติดตามผลงาน

ถือว่าเป็นละครเรื่องแรกของยิ้มหวานค่ะ อยากให้แฟนๆ ช่วยติชมกันนะคะ หรือติดตามไอจีหนูได้ที่ yimwannn_n หรือถ้าแฟนละครอยากร่วมสนุกชิงรางวัลจากละครก็ติดตามกันได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ เป่า จิน จง paujinjong official ค่ะ มีเล่นเกมแจกของมากมาย เสื้อยืดละคร ไข่มุกมังกรไฟ พร้อมลายเซ็นนักแสดงนำเข้าไปร่วมสนุกกันได้ค่ะ ง่ายมาก แค่ดูละครก็ตอบได้แน่นอน

Rookies : ‘คะน้า’ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ เขาว่าเธอเป็น นางร้าย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/313877

Rookies : ‘คะน้า’ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ  เขาว่าเธอเป็น นางร้าย!!

Rookies : ‘คะน้า’ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ เขาว่าเธอเป็น นางร้าย!!

วันเสาร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เจาะตัวตน “คนมายา” ฉบับนี้ ขอพาไปรู้จักกับ “คะน้า” ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ นักแสดงรุ่นใหม่ไฟแรง จากวิกหมอชิต ที่มีงานละครมาเข้าคิวต่อยอดไม่ได้หยุด ยิ่งล่าสุดแจ้งเกิดกับ
บทร้ายใน “มัสยา” จนดูเหมือนว่าโลโก้ นางร้าย จะนำพาให้เธอเดินบนเส้นทางสายมายาได้อย่างสวยงาม

จุดเริ่มต้นบนถนนสายบันเทิง

โลกกลมมากค่ะ คือหนูไปถ่ายโฆษณาให้กับมหา’ลัยหอการค้าไทย เพราะเคยเรียนที่นั่นค่ะ และตอนนั้นทางหอการค้า เขาจ้าง GTH มากำกับฯ หนูก็ได้มีโอกาสไปเป็นนางเอกโฆษณา แล้วพี่ที่ช่อง 7 พี่ตู่ เขาก็มาเม้นต์ในไอจีหนู ถามว่าสนใจอยากแสดงละครไหม แล้วก็ให้ไลน์ไว้ จากนั้นก็ได้ไปแคส เราก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านการแสดงเลย แต่ว่าคืนก่อนหน้านั้นหนูทะเลาะกับแฟน เลิกกับแฟนมา เลยยังอินอยู่ หนูยังจำได้เลย เขาให้เล่นแบบโกรธ ดีใจ เสียใจ แล้วจริงๆ สมัยก่อนอีโมชั่นหนูจะไม่ได้เยอะขนาดนี้ จะนิ่งกว่านี้ เขาให้โกรธ หนูก็ “นี่เธอ…” เขาก็บอก “ไม่.. ต้องขึ้นกว่านี้อีก” หนูก็นิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจเอาชื่อผู้หญิงคนนั้นมา แล้วก็ใส่เต็ม มือสั่น ผู้กำกับฯ บอกเล่นดีมาก.. จนหนูได้เล่นละครอาฉลอง เรื่อง ทอง 10 ก่อนที่จะได้เซ็นกับช่อง 7 อีกค่ะ

การศึกษา

ใกล้จบแล้วค่ะ กำลังเรียนรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่ คณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง เพราะเด็กๆ เคยแอบอยากเป็นทูตเบาๆ ค่ะ

ผลงานที่ผ่านมา

มีละครที่ออนแอร์ไปแล้ว คือ “ทอง 10, คู่วุ่นลุ้นแผนรัก” และเรื่องที่เพิ่งจบไป “มัสยา” เป็นการพลิกคาแร็กเตอร์ มาเล่นร้ายเป็นเรื่องแรก และเหมือนช่องจะติดใจค่ะ เพราะตอนนี้ที่ถ่ายอยู่ “นางร้าย” ก็แนวตัวร้ายอีกค่ะ ซึ่งดีใจมากค่ะ เพราะเป็นบทของ พี่กิ๊ก-มยุริญ เคยเล่นไว้ แต่จริงๆ ก็ไม่เชิงร้ายนะคะ คือไม่ได้ร้ายกับนางเอก แต่ว่าเป็นบทที่มีมิติ มีความทะเยอทะยาน เป็นตัวที่ทำให้เกิดอุปสรรคของความรักระหว่างพระเอกนางเอก ตอนแรกที่เล่นมัสยา ก็จะงงๆ ว่าต้องประมาณไหน แต่พอจับคาแร็กเตอร์ได้ สนุกมากค่ะ เพราะได้ปลดปล่อยหมด ในชีวิตจริงเราคงไม่ได้กรี๊ดอะไรแบบนี้ และในมัสยาเป็นพีเรียด ก็จะร้ายแบบจัดเต็ม เดินไปด่าไป เดินไปตบ แต่สุดท้ายก็จะโดนนางเอกตอกกลับตลอดค่ะ(หัวเราะ) สนุกค่ะ ได้ทำอะไรแปลกๆ ได้ระบายอารมณ์

บทบาทที่อยากเล่น

มีเยอะเลยค่ะ คอเมดี้ก็อยากเล่น ยังไม่เคยได้เล่น หรือดราม่าจัดๆ เลย ก็อยาก จริงๆ ทุกบทที่ได้รับมาก็เป็นคนที่ดีค่ะ การที่ตัวละครมีมิติ ก็ทำให้เราสนุกกับการแสดง และอยากจะพัฒนาฝีมือต่อไป

ส่วนของภาพยนตร์

อยากเล่นมากกกกค่ะ มีไปแคสมาบ้าง ตอนนี้รอผู้ใหญ่ให้โอกาสค่ะ

รายได้หลัก-รายได้เสริม

หลักๆ ตอนนี้เป็นนักแสดงค่ะ ซึ่งตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเป็น แต่พอมีโอกาสเข้ามาทำ ได้สัมผัสจริงๆ ก็รักงานตรงนี้ค่ะ กลายเป็นหลงใหลในการแสดง ไล่ดูหนังแบบลึกมาก อินมาก จนตอนนี้ไม่มีเพื่อนคนไหนอยากดูหนังกับหนูแล้วค่ะ จากที่ตอนแรกคิดว่าละครเรื่องแรกไม่ใช่ทาง แต่พอได้เรียนแอ๊กติ้งกับครูเบลครูเงาะ ก็ทำให้เราสนุก ทุกวันนี้หนูยังต้องพัฒนาอีกเยอะมากๆ แต่พอเรารู้ว่ามีอะไรต้องทำ ให้เราจับทางได้ ก็จะเริ่มสนุกขึ้น เมื่อก่อนไปกองเครียด เจอผู้กำกับเตรียมตัวโดนด่า แต่ตอนนี้ได้หรือไม่ได้ แต่เราสนุกที่จะทำ ส่วนอีกงานที่ทำควบคู่กันคือ จิวเวลรี่ค่ะ เพื่อนสนิทหนูจบจิวเวลรี่จาก มศว บวกกับหนูเข้าวงการพอดี ก็เลยชวนเพื่อนทำกัน เพราะเรารู้จักดาราเยอะ ก็เลยเกิดแบรนด์ชื่อ Wynz ขายทางออนไลน์ แล้วก็มีครีม Winky secret และกำลังจะมีอีกแบรนด์หนึ่งค่ะ ยังอยู่ในช่วงค้นคว้าอยู่ ซึ่งจะครบสูตรทั้งเซรั่ม ครีมทาหน้า ครีมกันแดด

งานอดิเรก

“ตอนนี้กำลังฝึกถ่ายรูปค่ะ คือเริ่มมาจากไปงาน “เอท เอเลเมนท์” (8 Elements) จัดแสดงภาพถ่ายขาว-ดำ เพื่อนำเงินรายได้ไปมอบให้มูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย มีภาพหลายแบบมากค่ะ แต่มีไอดอลของหนู คือคุณหมออรอินทร์ ซีอีโอแบรนด์ ดร.สมชาย เขาถ่ายแนวสตรีทไลฟ์ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ผ่านถ่ายรูปแค่ 2 ปี ได้รางวัลมาแล้ว 50 รางวัลทั่วโลก แล้วก็ได้จัดแสดงนิทรรศการในยุโรป อย่างประเทศอังกฤษ ทำให้หนูสตั้น แล้วก็อยู่กับรูปเขา ตรงนั้นนานมาก หลังจากนั้นก็เลยได้แรงบันดาลใจ อยากที่จะฝึกถ่ายรูป ตอนนี้ก็มีลองถ่ายผ่านมือถือ และส่งไปให้คุณหมอดู เป็นแนวสตรีทไลฟ์ขาว-ดำ ทั้งหมดค่ะ เพราะมีความคิดว่าวันหนึ่งหนูอยากจะส่งรูปภาพเข้าประกวดบ้าง กำลังรอกล้องไลก้า Leica M 240มือสองที่สั่งไปอยู่ค่ะ ตอนแรกจะซื้อที่เป็น auto แต่คุณหมอเขาบอกกลัวหนูติดการที่เป็น auto ก็เลยต้องฝึกกันไปค่ะ เพราะเป็นมือหมุน แต่ก็มีคนแซวว่า subject (อุปกรณ์) ไปนู่นแล้ว นำหน้าไปแล้ว(หัวเราะ) และคุณหมอแนะนำว่าให้เริ่มจากดิจิตอล แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นฟิล์ม เพราะคุณหมอใช้ฟิล์มหมดเลยค่ะ คือนอกจากฟิล์มแล้ว ยังเป็นมือหมุนด้วย คือเก่งมากค่ะ ต้องเร็วมาก หนูก็พยายามฝึกมุมมอง การวางคอมโพสต์ต่างๆ จากการถ่ายไอโฟนก่อนค่ะ เพราะกล้องดีแค่ไหน ถ้าเราไม่มีความรู้ไม่ได้เรื่องมุมมองก็คงไม่มีประโยชน์ค่ะ และที่ทำควบคู่กันคือเสพงานช่างภาพคนอื่นๆ ทั้งในไทยในต่างประเทศ พอเราเริ่มถ่ายสตรีทไลฟ์ ก็กลายเป็นว่าเราเป็นคนที่สังเกตคนมากขึ้นค่ะ จริงๆ มีกล้อง Nikon ฟิล์มตัวหนึ่งอยู่ด้วยค่ะ เอาไว้ไปฝึก ทำให้เราเริ่มสังเกตอารมณ์คนรอบข้างมากขึ้น อันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งงานอดิเรกที่ตั้งใจไว้ว่าอยากจะต่อยอดไปเรื่อยๆ ค่ะ

และก็มีเรียนร้องเพลง พัฒนาในเรื่องของการออกเสียง เพื่อใช้ในการแสดงค่ะ คือชอบร้องเพลงนะคะ แต่ก็ไม่ได้จริงจังถึงขั้นจะต้องเป็นนักร้อง ร้องให้แม่ให้น้องฟังพอแล้วค่ะ(หัวเราะ) ส่วนดนตรี เล่นจะเข้ได้ค่ะ คือเริ่มมาจากอยากเรียนไวโอลิน แล้วตอนนั้นห้องไวโอลินเต็ม ที่สยามกลการ เขาก็เลยให้ไปเดินดู ไปทดลองเล่นดนตรีอะไรก่อนก็ได้ หนูเห็นห้องดนตรีไทยว่าง ก็เลยเดินเข้าไปเล่น และก็ได้เรียนจะเข้ค่ะ แต่ก็หยุดเล่นไปตั้งแต่ ม.ปลายแล้วค่ะ

ช่องทางการติดตาม

ฝากอินสตาแกรมด้วยนะคะ kana_rinyarat กดติดตามคอมเม้นต์กันได้ค่ะ

Rookies : ‘อ๋อ-ญาดา’สาวงามจากมิสแกรนด์ พร้อมแจ้งเกิดในบทนางร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/312595

Rookies : ‘อ๋อ-ญาดา’สาวงามจากมิสแกรนด์ พร้อมแจ้งเกิดในบทนางร้าย

Rookies : ‘อ๋อ-ญาดา’สาวงามจากมิสแกรนด์ พร้อมแจ้งเกิดในบทนางร้าย

วันเสาร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การันตีความสวยและความสามารถจากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ สำหรับนักแสดงสาว “อ๋อ-ญาดา เทพนม” และจากเด็กสาวที่กล้าแสดงออกชอบทำกิจกรรม จึงทำให้เธอพร้อมที่จะก้าวเข้ามาสัมผัสกับงานในวงการบันเทิง

เด็กกิจกรรมตัวยง

เป็นเด็กที่ขึ้นเวทีตั้งแต่อนุบาลเลยค่ะเป็นคนที่แฮปปี้กับการได้ขึ้นเวทีมาก งานปีใหม่วันเด็กเอาหมดเต้นเล่นกิจกรรมต่างๆ คือแม่ผลักดันอ๋อตั้งแต่เด็กและอ๋อก็ชอบเองด้วยค่ะ ชอบเต้นมาก่อนหลังจากนั้นก็เริ่มทำกิจกรรมมากขึ้น พอโตเป็นสาวก็เริ่มประกวดนางงามเวทีในอำเภอบ้างในจังหวัดบ้างได้ตำแหน่งกลับมาบ้างเหมือนกันจากหลายเวที แต่ระดับจังหวัดยังไม่เคยได้ ก็ประกวดขำๆ ตามประสาแม่ดันลูก (ยิ้ม) และอ๋อมาหยุดกิจกรรมช่วง ม.ปลาย แต่ก็ได้เป็นประธานชมรมทูบีนัมเบอร์วันเพราะว่าอ๋อเรียนอยู่ที่โรงเรียนบางสะพานวิทยา ตอนนั้นก็มีไปแข่งเต้นทูบีนัมเบอร์วันแดนเซอร์ไซส์เป็นทีมเต้น ซึ่งเราก็เหมือนเป็นตัวแทนโรงเรียน แล้วก็เป็นตัวแทนชมรมไปประกวดไอดอล ตอนอยู่ ม.5 เขาจะคัดเลือกตั้งแต่ระดับจังหวัดแล้วก็ภาค แล้วก็เข้ารอบประเทศคือเก็บตัวในบ้าน ก็เลยได้ไปเก็บตัวห้าสัปดาห์ เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ จากต่างโรงเรียนได้มาโชว์การแสดงร้องเพลงเต้น ทั้งหมด 40 คนทั่วประเทศ เราได้ที่ 3 ของประเทศ ตอนนั้นอายุ 18 ค่ะ

ก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

ช่วงใกล้จบปี 1 ก็เลยเข้าประกวดนางงาม ซึ่งเป็นมิสแกรนด์ไทยแลนด์ที่เขาเพิ่งจัดประกวดเป็นปีแรก ก่อนหน้านี้ไม่เคยไปเวทีระดับประเทศอะไรเลย คือมีแต่เวทีเล็กๆ อย่างที่บอก และส่วนใหญ่คือประกวดเป็นโมเดล แต่จริงๆ ตอนนั้นอ๋อก็ไม่อยากประกวดหรอกค่ะเพราะว่าดัดฟันอยู่ ทีนี้แม่ก็บอกว่าเขาจัดเป็นปีแรกนะ “พี่ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” ก็เป็นคนจัดเองด้วย เราก็รู้จักชื่อเสียงของพี่เขาว่าเคยจัดเวทีไหนมาก่อน พอเขามาทำมิสแกรนด์ให้กับทางช่อง 7 เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเวทีใหม่นะแต่ว่าด้วยเครดิตผู้จัดมันน่าเชื่อถือเงินรางวัลก็เยอะ บ้านรถอีกก็เลยคิดว่าขำๆ ลองดูละกัน พอมาลองก็รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง คือเราก็เหมือนจะมีออร่าในสายตาพี่เขาอยู่นะ เราก็ทำตามหน้าที่ทุกอย่างแต่งตัวเก็บตัวก็ทำตัวดีๆ และมีช่อง 7 มาแคสด้วย สำหรับตำแหน่งมิสแกรนด์ไรซิงสตาร์ อ๋อก็ไปแคสกับเขาด้วย และที่อึ้งสุดก็คืออ๋อได้สองตำแหน่งอ๋อได้มงกฎตำแหน่งมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2013 แล้วอ๋อก็ได้มิสแกรนด์ไรซิงสตาร์ด้วย มันเป็นเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่าเราไม่คาดหวังว่าเราจะได้ตรงนั้น ได้เซ็นสัญญา 3 ปี กับทางช่อง 7 ก็จะเห็นว่าหลังๆ จะไม่มีปีไหนที่ได้ตำแหน่งควบแบบนี้เลย

ด้วยจังหวะและโอกาส

ตอนนี้สัญญากับทางช่อง 7 หมดไปแล้วค่ะ 3 ปี แต่เหมือนว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ยังไม่ลงตัว มีการเปลี่ยนแปลงมากมายแล้วก็พี่ณวัฒน์เองก็เพิ่งมาทำงานกับช่อง 7 เป็นครั้งแรกก็เลยยังไม่ได้มีงานเข้ามาในช่วง 3 ปีนั้น แต่ว่าพอหมดสัญญาแป๊บเดียวงานละครก็เข้ามาเลยซึ่งหนูก็โอเคนะคือคนเรามันก็ไม่ได้ทุกอย่างเหมือนกันหรอกแล้วแต่จังหวะและโอกาสมันยังไม่ถึง ซึ่งตอนนี้อ๋อก็เรียนจบพอดี สามารถรับงานละครได้เต็มที่เลยมันเกินกว่าที่ตัวเองหวังมาก เพราะว่าเราคิดว่าอย่างมากเราก็คงจะเป็นแค่นางงาม แล้ววันนึงก็หายไป แต่ว่าวันนี้อ๋อรู้สึกว่าอ๋อมาไกลกว่าที่คิดไว้มาก อ๋อได้รับโอกาสจากพระเจ้ามากที่อ๋อมีวันนี้ ถามว่ามันมีรู้สึกแป้วๆ ไหมว่าเราทำไมยังเพิ่งมาได้ตอนนี้มันเลทมากเลยนะ แต่ก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร ทุกอย่างมันมีจังหวะและโอกาสเสมอยังมองว่าตัวเองโชคดีมาก

เมื่อความฝันเปลี่ยน

หนูเพิ่งจะมาคิดตอนที่โตแล้วนี่แหละค่ะว่าอยากจะลองเล่นละครดูบ้าง และยิ่งพอเขาเพิ่มตำแหน่งมิสแกรนด์ไรซิงสตาร์ขึ้นมาว่าเป็นนักแสดงกับทางช่อง 7 เราก็คิดว่าเราไม่เป็นนางงามก็ได้นะ เป็นนักแสดงช่อง 7 ก็โอเคเหมือนกัน เราก็มีความสามารถอยู่นะทำกิจกรรมมาตั้งเยอะเรียนแอ๊กติ้งมาในบ้านทูบี ก็เลยคิดว่าไม่เป็นไรมงกุฎไม่เอาก็ได้เป็นนักแสดงก็พอ แล้วพอได้จริงปุ๊บคือมันได้ทั้งสองอย่างเลย มันไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวังตั้งแต่แรกหรอก คือความฝันของอ๋อคืออยากเป็นทูตถึงได้เข้าคณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่พอเราได้นางงามทุกอย่างมันเปลี่ยนหมดอาชีพเราก็เปลี่ยน ซึ่งตอนนี้หนูก็อายุ 25 แล้วก็คงไม่ทันแล้ว คือถ้าจะเป็นนักการทูตเราจะต้องเริ่มตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ คือเรียกว่าการได้นางงามมันเหมือนเปลี่ยนชีวิตเราไปเลยเราไม่เคยแม้แต่จะคาดฝันว่าเราจะเป็นได้ มันเป็นชีวิตที่เด็กธรรมดาคนนึงจากบ้านนอกไม่คิดว่าจะทำได้ หนูก็รู้สึกว่าเราโชคดีที่เรามีทางเลือกให้ชีวิตตัวเอง เสียดายไหมกับสิ่งที่เคยฝันไม่เสียดาย เพราะว่าอาชีพนักการทูตมันก็อาจจะเหมาะกับคนที่เขาเก่งๆ มากกว่าเรา

ครอบครัวคาดหวังกับเราอย่างไร

แม่ไม่เคยฟิกซ์นะคะว่าจะเป็นอะไร แม่ตามใจลูก แต่แม่บอกว่าไม่ค่อยอยากให้เป็นแอร์เท่าไหร่นะเพราะว่าแม่กลัวอันตราย พอเรามาตรงนี้แล้วแม่ก็เลยบอกว่าให้เราลองทำงานในวงการไปก่อนถ้าหากว่ารู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวตนของเราหรือว่าเงินที่ได้มามันไม่พอกินพอใช้ก็ค่อยเบนไปทำอย่างอื่นก็ได้

อีกหนึ่งอาชีพที่อยากลอง

อยากทำอาชีพทางด้านการข่าวค่ะ ตอนได้นางงามใหม่ๆ แล้วมันไม่ได้ละคร ก็กะว่าเรียนจบแล้วจะเป็นนักวิเคราะห์ข่าว เป็นพิธีกรรายการ เพราะว่าที่เรียนมาก็ตรงด้วย รัฐศาสตร์คือการเรียนด้านสังคมด้านการเมือง ด้านวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เอามาเป็นฐานข้อมูลในการทำงานด้านการข่าวได้ แอบคิดว่าถ้าเราอิ่มกับการเป็นนักแสดงแล้วเราจะลองไปชิมลางงานผู้ประกาศข่าวดู ในช่วงแรกคงไม่ได้นั่งประกาศหรอกเพราะว่ามันต้องฝึกเรื่องการพูดอีกเยอะ แต่หนูสามารถวิเคราะห์ข่าวได้ แปลข่าวอังกฤษเป็นไทยได้ เป็นคนที่สนใจข่าวสารตามข่าวตลอด เพราะว่าเราอยู่ในมหา’ลัย 4 ปีมันก็กล่อมเกลาเราจากเด็กที่โลกแคบก็จะรู้จักโลกมากขึ้น เรื่องการต่างประเทศมันเป็นคอนเทนท์ที่อ๋อว่าไม่มีวันสิ้นสุด

ทัศนคติที่โตขึ้น

เป็นคนที่เสรีนิยมสูงเปิดๆ ไม่ค่อย conservative เท่าไหร่ คือเป็นคนที่เรียกว่าให้เสรีภาพกับตัวเองแต่ก็ไม่เบียดเบียนคนอื่นแม่เป็นครูนะคะแม่จะมีกรอบเยอะ แต่ว่า 4 ปี ในคณะมันทำให้เราเปลี่ยนค่ะ รัฐศาสตร์มันคือศาสตร์ที่เรียนทางด้านการเมืองแนวคิด มันทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น กรอบทุกอย่างมันก็เลยค่อยๆ หายไป แนวคิดเสรีนิยม conservative ทุนนิยมมันเยอะมาก ก็จะมีโต้เถียงกันบ้างกับที่บ้าน ยิ่งโตยิ่งเรียนเยอะก็ยิ่งรู้เยอะ (ยิ้ม) แต่แม่ก็โอเคนะคะแม่เข้าใจและเริ่มเห็นในความเปลี่ยนแปลงของเราว่ามันเกิดอะไรขึ้นเราเรียนอะไรมา

กับผลงานการแสดง

ตอนนี้มีละครเรื่อง “มหาหิน” เป็นรับเชิญ และกำลังออนแอร์อยู่ ที่ถ่ายทำอยู่คือเรื่อง “เล็บครุฑ” ของ “พี่โอลิเวอร์ บีเวอร์” เป็นละครยาวเรื่องแรกเต็มตัวเรื่องแรก และได้ร่วมงานกับ “พี่ยุ้ย-จีรนันท์” ไอดอลทางการแสดงของหนูด้วย พี่ยุ้ยเก่งมาก เขาร้องไห้แบบสั่งได้เลยทั้งที่เรายังส่งอารมณ์ให้เขาไม่เต็มที่ ได้เล่นเรื่องนี้อันดับแรกเลยคือรู้สึกขอบคุณพี่เวอร์ ขอบคุณพี่ณวัฒน์ที่เป็นต้นสังกัดของหนูนะคะที่ให้หนูได้มาเล่น ตอนที่ไปแคสพอรู้ว่าเป็นละครฟอร์มใหญ่ที่พี่เวอร์ตั้งใจทำมากก็รู้สึกตื่นเต้นและลุ้นมากว่าเราจะได้เล่นหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ได้เล่นและดีใจมากที่ได้รับบทนี้เพราะว่าเป็นบทที่ท้าทายความสามารถมากๆ

หลงเสน่ห์บทร้าย

ด้วยเราเป็นนางงามมาก่อนซึ่งนางงามจะมีองค์มีกรอบเยอะที่ทำให้เราต้องวางตัวต้องสวย แต่พอมาเรื่องนี้ภายนอกเขาต้องดูสวยเป็นนางงามจริง แต่ว่าคาแร็กเตอร์เขาคือจะยั่วผู้ชายตลอดเวลาทั่วถึงโรคจิตนิดๆ มีรสนิยมแปลกๆ ทางด้านเพศ และต้องเข้ากับผู้ชายหลายคนจริงๆชอบบทร้ายนะคะเพราะว่ามันท้าทายดี หนูหลงกับบท “กินรี” มากเลยนะแม้ว่าเราจะเกลียดเขาแค่ไหนแต่เราก็หลงกับบทบาทนี้ เรื่องต่อไปหนูก็อยากได้บทที่ร้ายอีกถ้าเลือกได้นะคะ แต่ว่าอาจจะเป็นร้ายแนวอื่นบ้างถึงพริกถึงขิงมากขึ้นแล้วค่อยกลับมาดีก็ได้ เพราะว่าบทดีมันยังใกล้เคียงตัวเอง อยากลองเล่นอะไรที่มันห่างๆ ตัวเองไปก่อน

อ๋อขอฝากผลงานแสดงทุกเรื่องด้วยนะคะ ก็จะมีออกมาให้ชมเรื่อยๆ อ๋อสนุกกับการทำงานทุกชิ้นมาก เลยอยากให้ผู้ชมสนุกกับมันด้วยเช่นกันค่ะ

ชื่อ – สกุล : ญาดา เทพนม

ชื่อเล่น : อ๋อ

วัน / เดือน / ปี เกิด : 10 มกราคม 2535

ส่วนสูง : 169 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 51 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : A

ภูมิลำเนา : ประจวบคีรีขันธ์

การศึกษา : ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

งานอดิเรก : เต้น, ร้องเพลง

อาหารจานโปรด : ข้าวกะเพราหมูสับ ไข่ดาว

ไอดอลในการแสดง : คุณดวงดาว จารุจินดา, พี่อั้ม-พัชราภา,พี่ยุ้ย-จีรนันท์

ผลงานที่ผ่านมา : รองชนะเลิศอันดับ 2 ทูบีนัมเบอร์วันไอดอลรุ่น 1, ชนะเลิศมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2013, ฟ้ามีตา

ผลงานปัจจุบัน : ละครเรื่อง มหาหิน, เล็บครุฑ

คติประจำใจ : เราไม่ใช่คนที่เก่งมาก แต่เราเป็นคนที่มีความพยายาม

IG : Yada_thep

Facebook : YadaTheppanom

Rookies : ‘นิ้ง-ศรัณยา’แรงผลักดันจากเพื่อน ส่งเด็กขี้อาย กลายเป็นดารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/311715

Rookies :  ‘นิ้ง-ศรัณยา’แรงผลักดันจากเพื่อน  ส่งเด็กขี้อาย กลายเป็นดารา

Rookies : ‘นิ้ง-ศรัณยา’แรงผลักดันจากเพื่อน ส่งเด็กขี้อาย กลายเป็นดารา

วันเสาร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันนี้ขอพามาทำความรู้จักกับนักแสดงน้องใหม่จากวิก 3 พระราม 4 “นิ้ง-ศรัณยา จำปาทิพย์” สาววัยใส ที่ออกตัวว่ามีวันนี้ได้เพราะเพื่อน!? ส่วนที่มาที่ไปเป็นอย่างไรนั้น ลองฟังจากคำบอกเล่าของเจ้าตัวกันค่ะ

“นิ้ง” ในวัยเด็ก

เป็นเด็กขี้อาย ไม่พูด แล้วก็อ่อนไหว ร้องไห้ง่าย ไม่มีแววทางด้านการแสดงเลยค่ะ เพราะว่าไม่ชอบกิจกรรมทางโรงเรียนด้วยความเขิน เวลาครูบอกว่าใครอยากเต้นไหม ก็จะไม่แสดงตัวเลย ถึงเราจะอยาก แต่เราก็จะไม่ เป็นคนนิ่งมากเลย ตอนเด็กๆ คือจะไม่พูดเลย จนเหมือนแบบทุกคนที่บ้านคิดว่าเป็นใบ้ (หัวเราะ) แต่จริงๆ คือเราไม่พูดเองมากกว่า

เพื่อนคือผู้ผลักดัน

เพราะเพื่อนเลยค่ะ ที่ทำให้เรากล้าแสดงออกขึ้น คือครั้งแรกที่แคสก็อายเหมือนกัน เกร็ง แล้วก็แบบบทนี้ต้องทำธรรมชาตินิ้งก็ท่องเลยค่ะ เลยไม่ผ่าน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรียนอยู่ ม.6 หรือมหาวิทยาลัย ปี 1 อะไรแบบนี้ ซึ่งเราก็เรียนอยู่ที่ปราจีนฯด้วย นานๆ ค่อยมาแคสที และแล้วก็ได้งานแรกเป็นพรีเซ็นเตอร์ โตโยต้า เข้ารอบ 20 คน แล้วก็มีโอกาสได้ไปแคสหนัง ได้เล่น MV มาเรื่อยๆ ได้เล่นหนังกับพี่พจน์ แล้วพี่ผู้จัดการส่วนตัว ก็เลยพามาแคสกับทางช่อง 3 แล้วก็ได้ไปเรียนการแสดง ซึ่งเหนื่อย เพราะว่าช่วงนั้นก็เรียนมหา’ลัยด้วย แล้วก็ขึ้นมาเรียนทุกอาทิตย์ เหนื่อยค่ะเราต้องใช้แรงเยอะ

เมื่อต้องลงสนามจริง

โอ้โห! เครียดเลยค่ะ เห็นบทแล้วแบบ ตกใจ เล่นไม่ถูกตื่นเต้น มันเกร็งไปหมด แม้ว่าเราจะเรียนการแสดงมาแล้วนะคะ แต่ด้วยความที่เราเองก็ใหม่มาก และบางคนก็ว่าละครมันยาก มันต้องมีความต่อเนื่องของตัวละคร ไม่ใช่สั้นๆ แล้วก็จบ คือแบบต้องมีระยะ ตัวละครเป็นยังไงเจออะไรมาแล้ว หรือว่ายังไม่เจออะไร ต้องทำการบ้านกับตัวละครตัวนั้น ด้วยอารมณ์ตอนนั้นคือหนูเครียดไปเอง เครียดไปไกล เรียนหนังสือด้วยอีก เครียดจนร้องไห้ แต่ว่าก็ได้พี่ๆ ในกองช่วยสอนเยอะเลย “พี่กอบสุข” ก็เหมือนจะดุแต่ว่าจริงๆ ทุกคนใจดีเป็นกันเอง และให้กำลังใจเรามาก เพราะร่างกายหนูไม่ไหวจริงๆ เลยถือว่าเรามาเล่นเรื่องแรก “บุญหล่นทับ” แล้วเป็นอะไรที่ยากมาก คือเราต้องเล่นเป็นลูกคุณหนูด้วยค่ะ ฉลาดเรียนหมอ ซึ่งมันห่างไกลจากตัวจริงของหนูมาก แต่โชคดีที่คนที่เล่น
เป็นเพื่อนหนูในเรื่องนี้ เป็นคนที่เรียนแอ๊กติ้งมาด้วยกัน ก็เลยเหมือนสนิทกันอยู่แล้ว พอไปเล่นก็ไม่เกร็งค่ะ แต่พอเข้ากับผู้ใหญ่นี่ตอนแรกจะเกร็งและกลัว แต่เขาก็สอน หลายๆ ท่านเข้าใจและช่วยแนะนำช่วยสอนเรา

จากสิ่งที่ยากกลายเป็นความชอบ

ชอบเลยค่ะ ชอบที่ตัวเองได้ทำอะไรที่ชีวิตนี้เราก็คงจะไม่ได้ทำ ไม่ได้เป็น ซึ่งมันสนุกมากๆ แม้ว่าเราจะเครียด แต่ก็ไม่ท้อ อยากทำให้ออกมาดีที่สุด เพราะกว่าเราจะเข้ามาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราต้องผ่านการแคส การทดสอบบทมาก่อน จนกระทั่งมาถึงละครเรื่องที่ 2 “เด็ดปีกนางฟ้า” ของ “พี่ไก่-วรายุทธ” พอรู้ว่าได้เล่นละครของพี่ไก่นี่ คือหนูตื่นเต้นมากค่ะ เดินเข้าไปกองแบบเกร็งๆ ตอนไปแคสเขาก็ถามว่า บทที่ส่งให้ อยากเป็นตัวไหน แล้วรู้สึกว่าตัวละครตัวนี้นิสัยเป็นยังไง ก็เลยแคสบทตัวละครชื่อ “ผักกาด”แล้วก็ได้ เพราะมันใกล้ตัวเรา

บทบาทกับอาชีพในฝัน

ในเรื่องคือได้เล่นเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งตอนเด็กๆ ก็แอบมีความฝันว่าอยากจะทำอาชีพนี้เหมือนกันค่ะ แล้วพอได้สัมผัสคนใกล้ตัวที่เป็นแอร์ จากคนที่ลูกหลานเขาเป็นแอร์แล้ว รู้สึกโหดมาก ไม่ใช่ว่าแค่คุณไปยืนสวยแล้วก็เสิร์ฟ เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องสดชื่นตลอดเวลา คือหนูเป็นคนที่เวลาเหนื่อยหน้าหนูก็จะรู้ว่าเหนื่อย จะแสดงออกทันที คือตาจะลอยไปเลย อีกอย่างคือหนูต้องนอนเยอะๆ แต่แอร์โฮสเตสได้นอนน้อยมาก ต้องอดทนจริงๆ ส่วนละครเรื่องที่ 3 คือซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ตอน “ปัทม์” รับบทเป็น “หนูตุ่น” เป็นเด็กสดใสร่าเริง เอาแต่ใจเล็กน้อย ตามประสาลูกคนเดียวของที่บ้าน แต่เป็นคนที่มีความคิด ช่างพูดช่างสงสัย ชอบช่วยเหลือคนอื่น ขี้สงสารเห็นอกเห็นใจคนอื่น คือจิตใจดีค่ะ แล้วตัว “ปัทม์” พระเอกของเรื่องเขาเคยช่วยชีวิตเราเอาไว้ ทำให้เราเกิดความประทับใจ และเห็นปัทม์เป็นทั้งพี่ชายและฮีโร่ ตั้งแต่นั้นมาหนูตุ่นก็จะคอยอยู่เคียงข้างปัทม์ตลอด คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจปัทม์ ในช่วงแย่ๆ ของชีวิต รับรู้ทุกอย่างที่ปัทม์ต้องเจอ ถึงแม้บางทีจะมีงอนไม่เข้าใจไม่พอใจกันบ้าง แต่ลึกๆ ก็ห่วงและรักปัทม์เสมอ

ขึ้นแท่นเป็นนางเอกเต็มตัว

ด้วยความที่เรายังใหม่ ก็จะตื่นเต้นและกดดันค่ะ แต่ก็พยายามทำการบ้านให้เยอะๆ เพื่อให้ผิดพลาดน้อยที่สุดเวลาอยู่หน้างาน แล้วในเรื่องเราจะต้องเล่นหลายช่วงวัย เราก็ต้องทำการบ้านในทุกช่วงวัย เพื่อให้ทุกช่วงวัยมีความแตกต่างกัน เนื้อเรื่องเป็นพีเรียด คำพูดบางคำก็จะพูดแตกต่างกับสมัยนี้บ้าง บางทีเราก็จะติดคำพูดสมัยนี้ ก็ต้องปรับต้องแก้ ซึ่งในการทำงานทุกคนจะคอยช่วย คอยให้คำปรึกษา คอยสอนทำให้งานออกมาดี และบรรยากาศในกองก็สนุกไม่เครียดค่ะ

ความเห็นจากครอบครัว

ที่บ้านก็ไม่ได้ห้ามอะไร เรื่องเรียนหรือว่าเราอยากจะเป็นอยากจะทำอะไรเขาปล่อยให้เราเลือกได้เลย พอเข้ามาทำงานตรงนี้เราก็เต็มที่ทั้งงานและเรียน และปกติหนูก็ไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ก็มีเที่ยวกับเพื่อนๆ แล้วก็ทำงานก็เลยมีเวลามาโฟกัสการเรียนนิดเดียวก็เลยต้องตั้งใจขึ้นเวลาเพื่อนไปเที่ยวกันก็จะอิจฉาบ้างที่เราไม่ได้ไปด้วย แต่ตอนนี้ก็เรียนจบแล้วเพิ่งรับปริญญาไป ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ด้วยเขามีส่วนช่วยหนูเยอะมากค่ะ เอาแบบจริงๆ ถ้าไม่มีเพื่อนบางทีตอนนี้หนูอาจจะติดอยู่หลายตัวอาจจะยังเรียนไม่จบก็ได้ ขอบคุณเพื่อนทุกคนเลยค่ะ แม้ว่าเราจะจบช้ากว่าเขา ก็แอบเสียใจร้องไห้เล็กๆ แต่ก็เพราะเป็นตัวเราเองด้วยแล้วตอนนั้นเราก็รู้ว่าเราไม่มีเวลาอยู่แล้ว แต่มันก็น้อยคนที่จะมาอยู่ตรงนี้ได้

วันนี้ของเรากับเพื่อนๆ

เพื่อนก็ขำค่ะ (ยิ้ม) มีแอบแซวๆ แล้วก็ถามว่ามีงานละครอะไรบ้างเขาจะตามดูอะไรแบบนี้ เขาดีใจไหมที่เรามาถึงตรงนี้ หนูว่าก็คงจะมีบ้าง แต่ว่าเราก็ไม่ได้แสดงออกกันเท่าไหร่

ฝากถึงแฟนๆ

ก็อยากจะให้ติดตามผลงานด้วยนะคะ แล้วก็ดูการพัฒนาการของหนูไปเรื่อยๆ จะตั้งใจทำเต็มที่ค่ะ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘ไวท์-สยามรัฐ’จากหนุ่มนักกีฬา หันเห มาทางบันเทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/310384

Rookies : ‘ไวท์-สยามรัฐ’จากหนุ่มนักกีฬา หันเห มาทางบันเทิง

Rookies : ‘ไวท์-สยามรัฐ’จากหนุ่มนักกีฬา หันเห มาทางบันเทิง

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นเด็กหนุ่มที่รักในกีฬาฟุตบอล และเรียกว่าฝีเท้าไม่เป็นสองรองใคร สำหรับนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่จากวิก 7 สี “ไวท์-สยามรัฐบัวเจริญ” แต่เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสกับงานในวงการบันเทิง ก็ทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะทำและค้นพบว่านี่คืออีกหนึ่งความฝันที่น่าค้นหา

เส้นทางสู่วงการบันเทิง

ตอนแรกคือผมอยู่ต่างจังหวัดอยู่กาญจนบุรี พอจบ ม.6ก็มาเรียนในเมือง และผมก็เป็นนักกีฬาฟุตบอลอยู่แล้ว จากนั้นก็ได้เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แล้วเขามีประกวดดาวเดือน จริงๆ เราก็ไม่อยากประกวด (หัวเราะ) แต่ว่าโดนบังคับไป แล้วก็ได้รางวัลป๊อปปูล่าและรองอันดับหนึ่งมา เลยมีโอกาสได้เจอพี่ๆ ที่เป็นโมเดลลิ่งและเขาก็ชวนไปประกวดเวทีต่างๆ และได้เล่นมิวสิกวีดีโอของ “พี่กล้วย อาร์สยาม” เพลงที่ฉันเจ้าชู้ มีงานไปเรื่อยๆ จนได้มาเล่นละครเรื่องแรกเรื่อง “แม่สื่อจอมป่วน” ก็ยังงงๆ คือว่ามี “พี่กร”พี่ที่เขาดูแลผมตอนนั้นเขาส่งรูปผมไปแล้วทางค่ายก็เลือกเข้าไปแคสและได้เข้ามาเล่นละครของ “พี่กบ-ปภัสรา” แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับทางช่อง 7 และละครก็ยังไม่ได้ออนแอร์ หลังจากนั้นก็ได้มาเจอกับ “พี่แป๊ะ” ที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวในตอนนี้ และได้เข้ามาแคสงานมาเซ็นสัญญากับทางช่อง 7

จากสิ่งที่ไกลตัว

ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นดารานักแสดงเลยครับ เพราะว่าผมเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก มันไกลตัวเรามาก ครอบครัวก็อยากให้รับราชการเหมือนพ่อเพราะว่าพ่อเป็นตำรวจ เราเองก็อยากเป็นแบบพ่อตอนแรกคิดแบบนี้นะครับ หรือไม่ก็เล่นฟุตบอลเป็นอาชีพไปเลย แต่คือช่วงที่เราเป็นนักฟุตบอลจริงๆ ฟุตบอลมันไม่ได้บูมเหมือนทุกวันนี้ จนพอเรามีโอกาสได้มาเล่นมิวสิกวีดีโอตอนอยู่ปี 1 ได้เข้ามาลองทำงานตรงนี้ก็รู้สึกว่ามันก็สนุกดีนะ (ยิ้ม) ได้เจอคนเยอะด้วยกลับไปบ้านแม่เปิดทีวีดู ใจเริ่มเอนเอียงแล้ว พอมีช่องทางได้เข้ามาเล่นละครกับช่อง 7 เราก็มาเลยจากที่ไม่ได้สนใจการแสดงเลยแต่พอเราได้ลองทำก็รู้สึกชอบเลยครับ มันสนุกดีเหมือนกันนะ แต่มันก็มีบ้างตอนเด็กๆ ที่เราดูทีวีคนนี้เขาแสดงเราก็อยากลองสักครั้ง เพราะความจริงอีกความฝันลึกๆ คืออยากเป็นพระเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ เราตื่นเช้ามาดูเลยแอบคิดแอบฝัน แต่เราไม่คิดว่าเราจะได้มีโอกาสมายืนตรงจุดนี้เพราะเราไม่รู้จักใคร ขนาดว่าตอนที่ประกวดดาวเดือนของมหา’ลัยแล้วได้รองอันดับหนึ่งมาเราก็ยังไม่คิดเลยนะว่าจะมีโอกาส เพราะว่าผมวิ่งหนีทั่วมหา’ลัยเลยเขาไล่ให้ไปประกวดแต่ผมไม่สนใจ อย่างเรื่องการเรียนตอนนี้ผมก็ย้ายมาเรียนที่รามคำแหง เพราะว่าตอนที่เรียนที่เกษมบัณฑิตผมเรียนการบินซึ่งเรียนยากมากเราก็ไม่ไหวเลยย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

งานละครเรื่องแรก

ไม่ได้แคสเลยนะครับเขาก็คัดจากรูปแล้วก็นัดเวิร์กช็อปกัน เราใช่หรือเราไม่ใช่หรือว่าเขาจะเลือกเราหรือไม่เลือกมันก็เหมือนการเข้าไปแคสมั้งครับ (ยิ้ม) แต่สุดท้ายเราก็ได้เล่น ส่วนเรื่องแอ๊กติ้งตอนนั้นเราก็ยังไม่เก่งเลยครับ คือพอไปได้ไหมก็พอได้เพราะว่าเราก็เรียนการแสดงมาบ้างก็เอาไปใช้และให้พี่เขาช่วยด้วยเลยผ่านมาได้กับเรื่องแรก ซึ่งในเรื่องนั้นผมเล่นเป็นโจรครับ แล้วเป็นโจรที่ไม่มีพรรคพวกคือทรยศฝั่งนี้ไปอยู่กับอีกฝั่งเพื่อไปเอาสมบัติ ก็ยากเลยเจอบู๊ซะด้วยแต่ว่าก็ผ่านมาได้

ผลงานปัจจุบันที่แน่นมาก

หลังจากนั้นก็มีงานละครเข้ามาอีกคือเรื่อง “พ่อมดเจ้าเสน่ห์” แล้วก็ “นางร้าย” ที่กำลังถ่ายทำอยู่ก็ต้องขอบคุณทางผู้ใหญ่ครับที่มอบโอกาสนี้ให้ นอกจากนี้ผมก็ยังมีโอกาสได้ไปเล่นละครฟ้ามีตาด้วยครับ

ความฝันไม่ได้เป็นดังที่วาดไว้

การรับราชการแบบพ่อคงจะเป็นไปไม่ได้แล้วครับ เพราะว่าเรามาทางบันเทิงแล้ว และใจเราก็ชอบทางการแสดงด้วย ส่วนฟุตบอลเราก็ไม่อยากทิ้งเพราะว่าเราเล่นมาตั้งแต่เด็กมันอยู่ในสายเลือดแล้ว แค่ไปซ้อมตามที่โค้ชเขานัดหมาย ทางคุณพ่อก็บอกว่าไม่เป็นไรเอาที่เราชอบจริงๆเขาก็ไม่อยากฝืนเรา คือถ้าฝืนมันก็ไม่ดี ตอนแรกที่ทางบ้านรู้ว่าเราได้มาเล่นละครเขาก็ดีใจแล้วก็สนับสนุนเราเต็มที่ครับมีอะไรก็บอกเขาขาดเหลืออะไร คือเขาก็มองเราว่าเราพัฒนาหรือเปล่า เราก็ต้องพยายามแหละ คือตอนแรกผมก็เกร็งนะพ่อจะว่าไหมนะ แต่เรามาได้ขนาดนี้ เราเซ็นสัญญากับช่องเราได้เล่นละครแล้วเขาก็ดีใจกับเราด้วย ที่เราหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่ว่าตอนนี้พูดตรงๆ ผมก็ไม่ได้หวังไม่กล้าหวังมากคือผู้ใหญ่มีอะไรมาให้เราก็ทำเต็มที่ ตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่าเราจะไปได้ประมาณไหนให้ผู้ใหญ่ช่วยประเมิน แต่ว่าเราก็ทำเต็มที่แน่นอน

หลงใหลในกีฬาฟุตบอล

คนอื่นจะชอบมองว่าเราเป็นคนนิ่งๆ จริงๆ คือผมเป็นคนง่ายๆ ทำอะไรก็ง่ายหมดไม่ค่อยเยอะ ตอนเด็กก็เป็นคนแบบนี้แหละครับ อยากทำอะไรก็ทำใครให้ทำอะไรก็ทำ สนใจและเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ได้เป็นตัวแทนจังหวัดตั้งแต่เด็กแล้วครับ ผมชอบเองผมว่าฟุตบอลเป็นกีฬาของผู้ชาย แต่เดี๋ยวนี้ผู้หญิงก็เล่นเยอะนะ คือผู้ชายกับฟุตบอลผมว่ามันเป็นของคู่กัน ผู้ชายจะรู้จักทีมฟุตบอลหมด ก่อนหน้านี้ตอนที่เล่นทีมเยาวชนของจังหวัดผมเล่นตำแหน่งกองกลาง แต่ในสโมสร PAD SIAM ผมเล่นศูนย์หน้า PAD SIAM เป็นสโมสรใหม่ของ “พี่โดโด้-ยุทธพิชัย” ก็ต้องฝากไว้ด้วยครับ เรากำลังจะเพลย์ออฟเตะไทยลีก 5

ฝากด้วยนะครับผมเป็นนักแสดงใหม่ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ครับ พยายามทำให้ถูกใจคนดูมีอะไรติติงกันได้ครับ ไม่โกรธกัน

ว้าว! แล้วแบบนี้จะเรียกว่าวงการบันเทิงมีนักบอลมาเสริมทัพความแกร่ง หรือว่าวงการนักบอลมีนักแสดงหล่อๆ มากความสามารถมาล่อใจสาวๆ ให้หันมาชมมาเชียร์กีฬาฟุตบอลกันกันดีละเนี่ย

Rookies : ‘จีน่า-ซุง’2 วัยรุ่นสุดแนว ประเดิมจอเงินหนังผีฮาป่าราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/309050

Rookies : 'จีน่า-ซุง’2 วัยรุ่นสุดแนว ประเดิมจอเงินหนังผีฮาป่าราบ

Rookies : ‘จีน่า-ซุง’2 วัยรุ่นสุดแนว ประเดิมจอเงินหนังผีฮาป่าราบ

วันเสาร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดบนจอเงินตอนนี้สำหรับ“จีน่า เดอซูซ่า” นักร้องจากค่ายMBO ที่กำลังมีซิงเกิ้ลที่ 2 “เรื่องของชั้น (M. Y. B) และ “ซุง-กิดาการ ฉัตรแก้วมณี” นักดนตรีสุดเท่ ที่ทั้งคู่ตอนนี้ขอวางไมค์แป๊บมาประเดิมเป็นนักแสดงนำจากภาพยนตร์ “เปรมิกาป่าราบ” จากค่าย “ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม และจัดหน่ายโดยค่าย เอ็ม พิคเจอร์ส” ซึ่งมีโปรแกรมเข้าฉาย 28 ธ.ค.นี้ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ วันนี้มีโอกาสจับทั้งคู่มาพูดคุยถึงผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตกัน ว่าจะเป็นอย่างไรบ้างลองติดตามกันได้เลย

ก่อนจะมาเป็น “เปรมิกาป่าราบ”

ซุง : พี่อาร์ตเรียกเข้ามาแคสในบทเอก ซึ่งเป็นมีกีตาร์เป็นหัวหน้าวงในหนังครับ ตอนแรกที่รู้ว่าจะได้มาแคสบทนี้เรารู้สึกว่ามันมีความคล้ายตัวเรามาก เพราะว่าเราก็เป็นมือกีตาร์เป็นหัวหน้าวงอยู่แล้ว ตอนแคสก็เลยเล่นเป็นตัวเองแล้วก็ได้บทนั้นมา พอเล่นไปแล้วรู้สึกเลยว่าเขาคล้ายผมในมุมที่จริงจัง แต่ว่าตัวเราก็จะมีมุมเล่นๆ แต่ว่าเอกเขาไม่มีเลยจะจริงจังซีเรียสตลอดเวลาก็เลยทำให้เราต้องไปทำการบ้านในจุดนี้

จีน่า : ตอนแรกที่เข้ามาแคสพี่เขาไม่ได้เล่าอะไรมาก บอกแค่ว่าอยากให้มาลองแคสเป็นผีให้มาทำหน้าตาน่ากลัวๆ แล้วก็ให้ลองพูดเหมือนคนที่พูดภาษาไทยไม่ชัด คือคนที่อยู่บนภูเขาแล้วพี่เขาก็แค่ถ่ายรูปเก็บไว้ ไม่ได้เล่นบทในเรื่องเลยนะคะ สุดท้ายแล้วพี่เขาก็เลือกเราให้มารับบทเปรมิกา ไม่รู้ว่าเพราะเราทำตาเหลือกๆ แล้วน่ากลัวหรือเปล่า (หัวเราะ)

ก้าวแรกของทั้งคู่กับการแสดงภาพยนตร์

จีน่า : ปกติจีน่าเล่นแต่ซีรี่ส์ ซึ่งมันจะมีกล้องหลายกล้องมันจะไม่ต้องคอนตินิวขนาดนั้น แต่ว่าพอมาเป็นหนังมันมีกล้องเดียวหรือว่ามากสุดก็แค่สองกล้อง แล้วเราก็เลยต้องคีฟคอนตินิวเหมือนเราต้องเล่นตั้งแต่แรกต้องเล่นซีนนั้นให้เหมือนเดิม มันก็เลยเป็นข้อยากแล้วหนังจะมีความเป็นจริงความเป็นคนมีอารมณ์จริงๆ ขึ้นมามันยากที่เราชินกับการเล่นซีรี่ส์แล้วพอมาเล่นหนังเราก็ต้องศึกษาใหม่และเข้าใจวิธีการเล่นใหม่

ซุง : ผมจะชอบเอาการแสดงไปเปรียบเทียบกับการแต่งเพลงครับ ผมรู้สึกว่ามันมีจุดคิดที่เหมือนกัน คือเวลาเราแต่งเพลงเราก็ต้องเอาความรู้สึกข้างในออกมาโดยที่ยังไม่ต้องคิดเลยว่าเพลงจะเป็นคำอะไร ซึ่งพอมาแสดงแล้วได้เวิร์กช็อปกับครูบิว เขายิ่งสอนให้เราเอาข้างในเป็นหลัก คือเราจะแสดงออกมายังไงจะยิ้มจะร้องไห้น้ำตาเราจะหยดไหมไม่สำคัญถ้าข้างในมันถูกต้อง ผมชอบการแสดงเพราะมันใช้ความจริงเป็นตัวขับเคลื่อน

ความท้าทาย

จีน่า : ด้วยความที่ต้องเล่นเป็นผีก็จะมีขึ้นสลิง ห้อยตัวลงมาบ้าง ซึ่งสนุกดีค่ะชอบ แล้วจีนาไม่เคยแต่งเอฟเฟกท์มาก่อนเลยนี่เป็นครั้งแรก มันทำให้เราเข้าใจคนที่เขาเล่นหนังผีแล้วบอกว่ามันทรมานเลยค่ะ คือมันเหนอะหนะมันอึดอัดเราไปถ่ายในป่าเวลาเขาหนาวกันเขาก็เอาเสื้อผ้ามาห่มมาคลุมได้แต่เราทำไม่ได้เลยเพราะว่าเลือดมันจะติดผ้า แล้วนั่งก็ไม่ได้ เดี๋ยวนั่งแล้วเลือดที่ขามันจะเลอะเก้าอี้

ซุง : เป็นบทดราม่ากับเพื่อนครับ คือเราเป็นเพื่อนกับเบสแล้วจะมีเรื่องทะเลาะกันมีปมบางอย่างที่ขัดแย้งกันทั้งที่เราอยู่วงเดียวกัน ดราม่าก็เล่นยากนะครับ แต่ว่าด้วยความที่มันใกล้ตัวเราเลยทำให้เราเข้าใจตัวละครก็เลยช่วยได้เยอะๆ

บรรยากาศการทำงาน

จีน่า : ต้องเปลี่ยนมานอนกลางวันบ้างค่ะ เพราะว่าเราต้องถ่ายกันกลางคืนถึงเช้าอีกวันนึง หลังจากนั้นก็จะติดนอนเช้า ซึ่งเป็นแบบนี้อยู่พักนึงเหมือนเราชินกับมันไปแล้ว ส่วนสถานที่การถ่ายทำส่วนมากจะไม่มีอะไร มันถ่ายในป่าในที่มืดก็จริงแต่ว่าที่กองคนเยอะมากเลยไม่น่ากลัว

ซุง : ผมค่อนข้างชินกับการทำงานในเวลากลางคืน แต่ว่าโดยรวมสนุกครับเพราะว่าตอนที่เราถ่ายนั้นเป็นช่วงหน้าหนาวพอดี บรรยากาศดีเหมือนได้ไปเที่ยวด้วย

ลุ้นกับผลงานชิ้นนี้อย่างไรบ้าง

ซุง : ลุ้นครับ คืออยากดูมากว่าเขาจะตัดต่อร้อยเรียงเรื่องราวยังไง เพราะว่าตัวละครเยอะแล้วก็มีหลายแก๊ง ซึ่งแต่ละคนก็มีปมเป็นของตัวเองก็เลยค่อนข้างลุ้นว่าเขาจะเล่าเรื่องเหล่านี้ยังไง

จีน่า : มีหลายซีนเหมือนกันที่จีน่าไม่ได้ไปดูตอนที่เขาดำเนินเรื่องกัน แล้วเราก็อยากรู้ว่าคนอื่นเขาเล่นแล้วเรื่องมันเป็นยังไง อยากเห็นหนังรวมๆ ส่วนเรื่องกระแสตอบรับไม่ได้คาดหวัง เราก็รู้ทุกคนตั้งใจเล่นมากแล้วมันก็ค่อนข้างมีหลายอารมณ์ในเรื่องเดียวก็น่าจะเป็นหนังผีที่แปลกใหม่ คือน่ารู้สึกว่ายังไม่มีหนังเรื่องไหนที่เอาสิ่งของมาทำให้มันเกิดเรื่องทั้งเรื่องขนาดนี้ อย่างในเรื่องนี้ก็คือจะเป็นตู้คาราโอเกะตอนแรกที่ฟังเราก็ยังไม่เห็นภาพว่ามันจะน่ากลัวได้ยังไง แต่ว่าพอเรามาเห็นก็เริ่มทำให้มันหลอนขึ้นค่ะ แล้วแปลกอีกอย่างคือแต่ละคนเวลาโดนหลอกแล้วก่อนจะตายคือจะมีเกมให้เล่นเป็นแบบที่ไม่เคยมีหนังผีเรื่องไหนทำ

ซุง : ผมรู้สึกว่าการที่หนังมีตัวละครหลายกลุ่มหลายอาชีพหลายนิสัยมาอยู่ในที่เดียวกันแล้วมันอยู่ในกฎเดียวกันอาจจะเป็นกฎของการร้องเพลงกฎของการฆ่าก็เถอะ แต่ผมว่ามันก็จำลองโลกใบเล็กๆ ของโลกนี้ คือคนที่ต่างที่มาต่างความคิดมาอยู่ในที่เดียวกันมันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ละกลุ่มก็มีปมของตัวเอง

ความฝันที่ต่างวาดเอาไว้

ซุง : เป็นความฝันเลยครับ ถ้าไม่นับว่าเราเป็นคนที่ได้ทำ เราก็ชอบที่จะเสพงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือว่าดนตรีก็ตาม แต่พอวันนึงเราได้มาทำเราก็ยิ่งดีใจและเต็มที่กับมันงานเพลงของวงผมจะเป็นแนวร็อกครับ แต่ก็จะผสมกับซาวนด์อื่นๆ ที่ไม่ใช่วงร็อกซะทีเดียว

จีน่า : ส่วนมากน่าจะตั้งเป้าหมายไว้กับการร้องเพลง เพลงที่น่าร้องเป็นสไตล์แท็ปป๊อป มีความเท่ๆ การแสดงส่วนมากน่าจะไม่ได้ตั้ง แล้วพอมันมีโอกาสดีๆ ตรงนี้เข้ามาน่าก็รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ

เป้าหมายต่อไป

ซุง : บางส่วนเป็นเรื่องที่เราตั้งเป้าไว้ยากเหมือนกัน แต่อย่างเรื่องดนตรีเราสามารถแต่งเพลงให้ตัวเองร้องได้หรือเราอยากมีอัลบั้มเราก็สร้างขึ้นมาเองได้ แต่ว่าเรื่องของการแสดงบางทีเราต้องรอโอกาสรอจังหวะ แต่รู้สึกว่าเรายังตั้งใจกับมันและอยากพัฒนามันต่อไป

จีน่า: อยากมีโอกาสไปทำงานต่างประเทศค่ะ รู้สึกว่าโปรดักชั่นมันต่างกับบ้านเรา วิธีการคิดวิธีการกำเนิดของเพลงเพลงหนึ่งมันก็เริ่มกันมาคนละแบบอยากลองไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ไปหาสไตล์ลูกเล่นใหม่ๆ พอเรารู้แล้วว่าเขาทำงานกันยังไงก็อยากจะเอากลับมาทำเพลงไทยให้มันดีขึ้นค่ะ แต่การที่จะไปตรงนั้นได้เราต้องมีทุนก่อนค่ะ (หัวเราะ) ก่อนจะมีทุนทุกคนก็สามารถจ้างจีน่าได้ค่ะ

กระแสตอบรับของคนฟังกับเพลงของจีน่า

จีน่า : มันก็มากกว่าที่คิดไว้นะคะ ตอนแรกก็แอบรู้สึกเสี่ยงเหมือนกันกลัวคนจะไม่ชอบเพราะว่าความหมายมันก็ค่อนข้างจะประชดประชัน ดูมั่นใจในตัวเองมาก แล้วพอเราปล่อยต่อมาภาพลักษณ์ของเรามันก็จะกลายเป็นคนที่ดูดื้อๆไปตลอดแต่โชคดีที่พอปล่อยเพลงแรกออกมามันมีคนชอบเยอะและมีคนที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังอ่อนแออยู่พอฟังเพลงเราแล้วตัวเองเข้มแข็งขึ้น เขาทักเข้ามาขอบคุณเราก็เป็นกำลังใจที่ดี

แนวเพลงที่อยากจะแต่ง

ซุง : ผมแต่งเพลงเศร้ามาเยอะมาก ก็เลยอยากจะแต่งเพลงที่มันบวกๆ บ้าง แต่ว่ายังไม่เคยทำก็ต้องค่อยๆ เก็บเรื่องราวไปเรื่อยๆ เพลงมันเป็นตัวบ่งบอกว่าที่ผ่านมาเราเก็บอะไรมาบ้าง อย่างตัวผมก็จะมีทั้งสุขแล้วก็เศร้าแล้วผมมักจะเขียนเพลงตอนที่ผมเศร้ามากกว่า เวลามีความสุขเราก็ใช้ชีวิตแฮปปี้ปกติ แต่ถ้าเศร้าเราก็ต้องหาที่พึ่ง การแต่งเพลงก็เหมือนเป็นที่ระบาย

ฝากผลงานกันสักนิด

จีน่า : ฝากด้วยนะคะ เปรมิกาป่าราบ กำลังจะเข้าโรงภาพยนตร์อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่าในตัวอย่างที่เห็นว่าสนุกแล้วแต่ในหนังยังแอบเก็บความสนุกพีคๆ ไว้อีกมาก ก็อยากจะชวนทุกคนให้มาดูค่ะเข้าวันที่ 28 ธันวาคมนี้ และจะมีรอบสื่ในวันที่ 26 นี้ที่พารากอนถ้าเกิดใครอยากมาให้กำลังใจพวกเราก็มาได้ค่ะ ส่วนงานเพลงซิงเกิ้ลใหม่เพิ่งปล่อยไปชื่อเพลงเรื่องของชั้น ก็ฝากติดตามได้ค่ะ

ซุง : ก็ฝากหนังเรื่องเปรมิกาป่าราบด้วยนะครับเป็นเรื่องแรกที่ผมได้แสดง จากตัวอย่างที่ได้ดูนั้นนิดหน่อย จริงๆ ยังมีอีกเยอะมากจากที่อ่านบทจากที่ถ่ายทำกันยังมีฉากที่มันดราม่ามากๆ คือหนังไม่ได้ไขเกินไปยังเปิดโอกาสให้คนได้มาเจอมาดูในโรงภาพยนตร์กันก็เลยอยากจะชวนให้ทุกคนมาดูกันครับ เป็นหนังที่มีส่วนที่คนไทยชอบ
อยู่แล้วและมีส่วนแปลกใหม่เสริมเข้าไปด้วย แล้วคนที่อยู่ในยุค 80-90 ก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้ย้อนวัยกลับไปตอนเด็กๆ เพราะว่าใช้เพลงในยุคนั้นเข้ามาประกอบด้วยครับ

Rookies : แม็กซ์-ตุลย์’ 2 หนุ่มสุดแซ่บ! ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/307739

Rookies : แม็กซ์-ตุลย์’ 2 หนุ่มสุดแซ่บ! ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

Rookies : แม็กซ์-ตุลย์’ 2 หนุ่มสุดแซ่บ! ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คู่จิ้นชาย-ชาย กระแสแรงจาก Together with me the series “แม็กซ์-ณัฐพล ดิลกนวฤทธิ์” และ “ตุลย์-ภากร ธนศรีวนิชชัย” ที่นับวันความฮอตของสองหนุ่มก็ยิ่งพุ่งแรง แถมยังพุ่งไกลไปถึงต่างแดนอีกด้วย ฮอตขนาดนี้ เราจึงไม่พลาดที่นำทั้งคู่มาให้ทุกคนรู้จักกัน

เสียงตอบรับ “กร-น็อค” จาก Togetherwith me the series

ตุลย์ : เราไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนะครับสำหรับฐานแฟนคลับในประเทศ แต่ว่าตอนนี้ก็มีฟีดแบ๊กที่ดีกลับมาทั้งใน Instagram Twitter ก็จะมีทั้งในบ้านเราและประเทศต่างๆ เราก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่เขาเห็นผลงานและเขาชอบ คือมันไม่ได้ออนใน YouTube ที่คนดูเป็นหลัก แต่เขาก็ยังไปค้นหาเพื่อไปดูแล้วบอกต่อกัน

แม็กซ์ :ตอนนี้เรามีแฟนคลับที่จีน บลาซิล, รัสเซีย, ลาตินอเมริกา, อาร์เจนตินารวมทั้งอีกหลายประเทศ อยากจะบอกว่าเราทำจากภาคแรกพอมาเป็นภาค 2 ความคาดหวังมันสูงขึ้นเราก็อยากตอบแทนแฟนคลับ ซึ่งเราคงจะมานั่งตอบคอมเม้นต์ว่าขอบคุณทุกคนไม่ได้ ดังนั้นเราก็เลยอยากทำให้มันดีที่สุดแสดงเป็นตัวละคร ไม่ได้คาดหวังว่าให้ดังแต่แค่ทำให้มันดี แล้วพอฟีดแบ๊กออกมาว่าเป็นซีรี่ส์ที่ดีนะแค่นี้เราก็ชื่นใจ เรารู้สึกว่ามัน complete ทุกอย่างแล้วไม่ได้หวังว่ามันจะไปไกลขนาดนั้น เรื่องนั้นมันเป็นของรางวัล และรู้สึกดีใจที่เราทำให้คนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกได้เห็น

เสน่ห์ของคู่เราที่มัดใจแฟนๆ

ตุลย์ : แม็กซ์เล่นเก่งมากเลย เรื่องนี้ใช้สายตาเก่งมากหลายคนที่ดูมาก็บอกว่านี่คือการแสดงอีกขั้นเลย

แม็กซ์ : พี่ตุลย์เขาเป็นคนยิ้มน่ารักมากนี่แอบส่องๆ มาจากใน Twitter แล้วการที่เขาเป็นน็อคคือเป็นได้แรดน่าตบมากอ่อยแฟนทุกวันอยู่กับแฟน แต่ก็ยังมาหาเราบอกว่าขาดเราไม่ได้ เขาเล่นเข้าถึงมากแต่ไม่รู้ว่าตัวจริงแรดหรือเปล่า (หัวเราะ) ซีรี่ส์จบไปตั้งนานแล้วทุกวันนี้ยังเป็นอยู่เลย เจอกล้องไม่ได้กัดปากตลอด หรี่ตา ซึ่งผมว่าเขาคงค้นพบตัวเองว่ามันสนุก

ตุลย์ : (หัวเราะ) เจอแฟนคลับผมก็แกล้งหรี่ตา แอบเซ็กซี่

ความรู้สึกเมื่อต้องมาเล่นซีรี่ส์วาย

ตุลย์ : ความรู้สึกแรกคือเราจะทำได้ไหม ก่อนที่จะมาเล่นเรื่องนี้เราก็เล่นมาหลายเรื่องนะก็กังวลนิดหน่อยว่ามันจะเป็นยังไงแต่พอภาคแรกมันออกมาแล้วมีฟีดแบ๊กที่ดีและเราเองก็เรียนการแสดงมาหลายครูเราก็คิดว่าเล่นให้มันจริงที่สุดคือดีที่สุดแล้ว

แม็กซ์ : อย่างภาคแรกเราเป็นคู่ 2มันเป็นแบบใสๆ ไม่ได้อะไรมาก ก็เลยเล่นได้เพราะว่าเราก็อยากพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดง แต่พอเรามาเป็นภาค 2 เราเป็นคู่หลักการเดิมพันมันสูงขึ้นเราต้องเป็นคนดำเนินเรื่องทั้ง 2 คน มันเลยต้องอินต้องซีเรียสและผู้กำกับก็เปลี่ยนให้มันเป็นดาร์กขึ้นมีมติมากขึ้น ให้รู้สึกว่ามันมีในชีวิตจริงๆ จนมีคนส่ง message หาผมกับพี่ตุลย์ว่า เขาดูซีรี่ส์เรื่องนี้แล้วเขาไปบอกชอบเพื่อนตัวเอง คือมันมีหลายอย่างในซีรี่ส์ของเราที่มันเกิดขึ้นจริง

ก่อนที่จะมาเป็น “กร-น็อค”

ตุลย์ : ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นนิสิตคณะสถาปัตย์ ที่จุฬาฯ และได้เป็นดรัมเมเยอร์งานบอลจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์ มีคนมาเจอก็เลยได้เข้ามาสู่วงการเดินแบบถ่ายแฟชั่น แต่ว่าตอนนั้นเรียนหนัก จากนั้นก็ได้มาแคสละครกับทางทีวีธันเดอร์ ซึ่งทางธันเดอร์แบ่งคิวให้ดีมาก ผ่านผลงานมาเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ 8 จากเด็กที่เล่นละครไม่ได้เลยก็มั่นใจในการแสดงมากขึ้น ตอนที่เรียนตุลย์เคยเจอแม็กซ์นะเพราะว่ามีคนบอกว่าเขาหน้าเหมือนเรามากก็เลยแอบไป

แม็กซ์ : ตอนแรกผมไม่เอาเลยครับ สนุกกับชีวิต จนมาประมาณปี 2 หลังจากที่มาเป็นลีดจุฬาฯ หลังจากนั้นก็มีคนมาชวนทำงานเยอะมาก จนมาเจอ “คุณสมษ์” กับ “คุณโจ้” ซึ่งเป็น CEO ของทีวีธันเดอร์ได้มีโอกาสพูดคุยกัน และเหมือนว่าเรามีหน่วยก้านที่เขาอยากให้โอกาส เราก็รู้สึกว่าผู้ใหญ่ให้โอกาสเราแล้วและตอนนั้นมันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตที่คิดขึ้นมาว่าอยากจะแสดงให้คุณพ่อเห็นว่าเราเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยตัดสินใจเข้ามาที่ทีวีธันเดอร์และได้เล่น Bad Romance the series กับพี่ตุลย์

ตุลย์ 

มุมมองที่มีต่อกันและกัน

แม็กซ์ : เคยได้ยินมาว่าเขาเฟอร์เฟกท์มาก พลังทำลายล้างสูงมาก อันนี้ผมพูดจริง คือเรียนเก่ง หล่อ รวย มันครบอ่ะ แล้วเป็นคนที่คุยด้วยแล้วเราดูโง่ไปเลย (หัวเราะ) เขาเป็นคนที่มี vision มี attitude ซึ่งมันทำให้เขาต่างจากคนอื่น

ตุลย์ : มองว่าไอ้นี่หล่อมาก มาฆ่าผมแน่ (แม็กซ์ : ต้องมีให้ตังค์ใต้โต๊ะกันแน่ๆ) คือเขามีรัศมีของเขายิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งรู้สึกว่าเขาshine มากขึ้นเขาเริ่มมีเสน่ห์ เริ่มมีการทำงานที่เป็นตัวของเขาจริงๆ เขา original ไม่ได้ตามใคร เราก็รู้สึกว่าในอนาคตสมมุติว่าถ้าเราไม่ได้เป็นศิลปินแล้วเราก็อยากจะดูศิลปินคนนี้ต่อ แล้วอยู่ไปอยู่มาเขาเป็นเหมือนน้องผม เราไม่รู้ว่าเราจะอยู่วงการนี้นานแค่ไหน ผมก็ถือว่าผมอยู่มานานกว่าเขา ถ้าถ่ายทอดอะไรให้เขาได้ผมก็จะถ่ายทอด

ความฝันที่วาดไว้

แม็กซ์ : ผมอยากจะทำธุรกิจผมชอบขายของ อยากลองอะไรที่พ่อผมเคยทำมา คือพ่อทำธุรกิจค้าผ้าอยู่ที่สงขลา ส่งออกไปสิงคโปร์ มาเลเซีย รู้สึกว่าพ่อเก่งมากเพราะว่าพ่อก็เข็นมาจากรถเข็นข้างทางแล้วโตมาถึงขนาดนี้ผมก็เลยรู้สึกว่าอยากจะทำให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเขา

ตุลย์ : ที่บ้านตุลย์ทำงานพวกพัฒนาที่ดิน จริงๆ ความฝันคืออยากทำอสังหาฯ หมู่บ้าน คอนโดฯเราก็ข้าใจว่ามันเป็นงานที่ไซส์ใหญ่ไม่ได้จับต้องง่ายๆก็พยายามหาประสบการณ์เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ความเป็นพี่เป็นน้องกับการทำงาน

แม็กซ์ : มันดีครับต้องบอกว่าประเทศไทยเราจะมีความเป็นโซตัส มีความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องยิ่งเราเรียนมหา’ลัยเดียวกันเขาก็จะเอ็นดูผมเป็นพิเศษคอยแนะนำ ซึ่งจริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องมาแนะนำเราเขาอยู่เฉยๆ ก็ได้แต่เขาก็เลือกที่จะมาคอยแนะนำเรามาเตือนเราก็เลยรู้สึกดีครับ

ตุลย์ : ทำงานกับแม็กซ์ เราก็ได้มีความมั่นใจในตัวเราเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เราทำงานออกมาได้ดี ก่อนจะไม่มีแม็กซ์ผมเหงามากนะ หลังจากที่มีมาก็เจอกันตลอด เจอบ่อยกว่าแม่อีกครับ

แม็กซ์ : 7 วันเราก็เจอกัน 8 วันครับ (หัวเราะ) นอนด้วยกันด้วย

แม็กซ์

กับความสำเร็จ ณ วันนี้

แม็กซ์ : ต้องขอบคุณแฟนๆ ที่ทำให้มันเกิดขึ้นครับ อย่างซีซั่น 2Together with me เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเป็นซีรี่ส์ เพราะว่าตอนนั้นเราก็เป็นคู่รองอยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็นคู่หลัก มันก็เป็นโชคของเรา

ตุลย์ : เรารู้สึกว่าเราพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ และเราก็พยายามจะเป็นแรงกระตุ้นให้ไม่ว่าน้องๆ ศิลปินคนอื่นหรือว่าแฟนคลับที่มาตามพวกเราก็คอยเป็นกำลังใจให้ด้วยละกัน เรารู้สึกดีใจที่เรามีทุกคนคอยรับฟังมี follower มีคนที่คอย appreciate ผลงาน

อีกหนึ่งผลงานที่ภาคภูมิใจ

ตุลย์ : รายการอาทิตย์อุทัยThe Journey เพิ่งจบ แต่ว่าสามารถดูย้อนหลังได้ทางไลน์ทีวี ภาพสวยมากทุกคนตั้งใจเราไปถ่ายกันที่ญี่ปุ่นถึงสองครั้ง

แม็กซ์ : อยากบอกว่าเราเป็นมากกว่าพิธีกร เพราะว่าเราต้องทำให้ทั้งสองประเทศ คือไทยและญี่ปุ่นเข้าใจถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพราะเราไปตามรอยพระบาทของพระองค์ท่าน แล้วเราก็เป็นตัวแทนที่ทำให้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยญี่ปุ่น 130 ปี เป็นงานใหญ่เป็นหน้าตาของประเทศ เลยดีใจที่ได้มาทำตรงนี้ครับ

โปรเจกท์ต่อไปที่ทำร่วมกัน

ตุลย์ : มีละครที่ถ่ายจบไปแล้วทางช่อง 3 อยู่ระหว่างการตัดต่อครับ คือเรื่องสิงหะนาคะ กับสะใภ้กาฝาก ซึ่งเล่นด้วยกันแต่ว่าในฉากจะไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ แต่ว่าเราอยู่ด้วยกันตลอดในกองครับ ไม่ได้เป็นแนวเดิมแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายโปรเจกท์เลยครับก็อยากให้ติดตาม แต่ยังพูดไม่ได้

แม็กซ์ : สำหรับแฟนคลับต่างชาติเราได้ไปจัดแฟนมีตติ้งที่จีนเมื่อวันที่ 1-4 ธันวาคมที่ผ่านมา ครับ แล้วจะมีหลายๆประเทศเราก็จะพยายามไป อยากจะขอบคุณทุกอย่าง ทุกคนที่ทำให้มันเกิดแฟนมีตติ้งได้ขอบคุณที่ช่วยแชร์ขอบคุณที่ทำให้มันไปไกลถึงตรงนั้น

ตุลย์ : สำหรับแฟนคลับไทยเราก็กำลังเตรียมโปรเจกท์กันนะครับ ยังไงก็ได้ชื่นใจแน่นอน ขอบคุณที่คอยติดตามตุลย์และแม็กซ์นะครับ เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าความรักที่เราได้รับมาทุกวันนี้มันจะเยอะมาก เราก็อยากตอบแทนความรักด้วยการตั้งใจทำงานครับ

แม็กซ์

ชื่อ – สกุล : ณัฐพล ดิลกนวฤทธิ์

ชื่อเล่น : แม็กซ์

วัน / เดือน / ปี เกิด : 09 มิถุนายน 1994

ส่วนสูง : 183 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 73 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : AB

งานอดิเรก : ดูหนัง, ฟิตเนส, ดูแฟชั่น

อาหารจานโปรด : อาหารจีน (เป็ดปักกิ่ง, หมูหัน, ติ่มซำ)

ไอดอลในการแสดง : Robert De Niro

ผลงานที่ผ่านมา : Bad Romance the series, Together with me the series

ผลงานปัจจุบัน : ละครสิงหะนาคะ, สะใภ้กาฝาก

คติประจำใจ : work until you no longer have to introduce yourself

IG : maxiiin_Twitter : @Maxiiin1

ตุลย์

ชื่อ – สกุล : ภากร ธนศรีวนิชชัย

ชื่อเล่น : ตุลย์

วัน / เดือน / ปี เกิด : 08 ตุลาคม 1992

ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 72 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : โอ

งานอดิเรก : อ่านหนังสือ, ออกกำลังกาย, เที่ยว

อาหารจานโปรด : อาหารญี่ปุ่น

ไอดอลในการแสดง : Benedict Cumberbatch

ผลงานที่ผ่านมา : ละครตะวันบ้านทุ่ง, หลวงตามหาชน, ทางผ่านกามเทพ, คอนโด บาริสต้า สถาปนิก, Bad Romance the series, Together with me the series

ผลงานปัจจุบัน : ละครสิงหะนาคะ, สะใภ้กาฝาก

คติประจำใจ : You can be better than yesterday’s you

IG : tul_pakorn Twitter : @octotul

กุหลาบสีเงิน

ตุลย์

ตุลย์
แม็กซ์

แม็กซ์
แม็กซ์

แม็กซ์
ตุลย์

ตุลย์

Rookies : ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ลบภาพสาวเอ๋อ ด้วยมาดนางเอกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/306483

Rookies : ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ลบภาพสาวเอ๋อ ด้วยมาดนางเอกอินเตอร์

Rookies : ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ลบภาพสาวเอ๋อ ด้วยมาดนางเอกอินเตอร์

วันเสาร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แจ้งเกิดบนจอเงินจนกลายเป็นนางเอกร้อยล้านไปเรียบร้อยสำหรับ ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง กับผลงานเรื่องแรก ที่กลายเป็นผลงานสร้างชื่อ จากภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” ล่าสุดสาวออกแบบยังได้ชิมลางงานละครเรื่องแรกในชีวิต กับเรื่อง “Dark Fairy Tale ยัยตัวร้ายกับนายซาตาน” ทางช่องจีเอ็มเอ็มยี่สิบห้า กลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่เจิดจ้าไกลไปถึงต่างแดนแล้วค่ะ

จุดเริ่มต้นสู่งานวงการบันเทิง

ตอนนั้นมีงาน 111 ปี ศรีอยุธยาเกมส์ หนูเป็นหนึ่งในทีมงาน Backstage ก็คุมคนดูคิว แล้วพอเหนื่อย ไปนั่งพัก ก็มีพี่ศิษย์เก่าคนหนึ่งเข้ามาทักว่า น้องอยากเป็นนางแบบไหม เราก็โอเคลองดู เขาก็พาเราเข้าไปพบโมเดลลิ่ง แล้วเขาก็สอนเดินแบบ เรียนเดินแบบอยู่ 3 เดือนค่ะ แล้วก็ถ่ายแบบให้รุ่นพี่ที่ศิลปากร พี่เขาก็แนะนำเรารู้จักกับ Cheeze Magazine แล้วก็ถ่ายปกแรกเป็น Shopping Guide หลังจากนั้นก็ถ่ายแบบเดินแบบมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปีนี้ก็อยู่ในวงการมา 6 ปีแล้วค่ะ

พลิกผันสู่งานแสดง

เริ่มถ่ายโฆษณาค่ะ ตัวแรกในชีวิตเลยคือ Oriental Princess แล้วหลังจากนั้นก็เล่นเอ็มวี แล้วก็เล่นภาพยนตร์สั้นเรื่อง “Thankyou For Sharing” แล้วค่อยมา “ฉลาดเกมส์โกง” ถือว่ากระแสดีมากๆ เราก็ไม่ได้คิดอะไร ตอนทำงานก็เต็มที่ทุกครั้ง เวลาทำงานทุกชิ้นเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็ต้องทำสุดความสามารถ พอเล่นหนังเสร็จ ก็เริ่มได้เล่นละครเรื่องแรกในชีวิตอีกเหมือนกันกับเรื่อง Dark Fairy Tale ยัยตัวร้ายกับนายซาตาน เล่นคู่กับพี่เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพิ่งจบไปค่ะ

ทำทุกงานด้วยความตั้งใจ

พอทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มรัก อยากทำหลากหลายงาน เล่นหลายๆ บทบาท เพื่อพัฒนาตัวเองค่ะ อยากสร้างประสบการณ์ เก็บสะสมแต้มให้กับชีวิตไปเรื่อยๆ

ความฝันในวัยเด็ก

ก็มีบ้างตอนเด็กๆ ตามเทรนด์เพื่อนๆ ว่าอยากเป็นดาราจังเลย แต่ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นนะคะ แต่ที่ซีเรียสคืออยากเป็นหมอ จิตแพทย์ จิตวิทยา อะไรประมาณนี้ค่ะ แต่พอตอนเข้าสู่วงการบันเทิง เราก็รู้สึกว่าการเป็นแพทย์อาจจะยังไม่ Success กับชีวิตเรา แล้วก็ค้นพบว่ารักตัวเองมากกว่ารักคนอื่น (หัวเราะ) เลยมาทางนี้ดีกว่า ตอนนี้หนูเรียน ภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขานิทรรศการศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้ปี 3 แล้วค่ะ เราได้เรียนรู้ถึงกระบวนการคิดที่บอกเลยว่าละเอียดมากๆ ยิ่งเรียนยิ่งได้เรียนรู้ลึกขึ้นเรื่อยๆ ก็ดีค่ะ ทำให้เราต่อยอดชีวิตตัวเองได้ เผื่อไปออกแบบบ้านของตัวเองในอนาคตค่ะ

ครอบครัวออกแบบ

หนูมีพี่น้อง 3 มี พี่คนโตชื่อ ออมสิน เพราะว่าแม่ถูกสลากออมสิน คนกลางชื่อ อนึ่ง เพราะเกิดปี 2536 ส่วน ออกแบบ เพราะว่า ป๋าเป็นวิศวกร แล้วพ่อทำงานเป็นสถาปนิก เขาไม่ได้พูดว่า
เขียนแบบ เขาใช้ว่า งานออกแบบ ก็เลยเอามาตั้งชื่อลูก เป็นอะไรที่ติดหูเขา ก็เลยเอามาเรียกเป็นชื่อเรา ก็เป็นตระกูล อ. อ่าง ทั้งบ้านค่ะ พ่อชื่อ อ้วน แม่ชื่อ อ้อย แล้วหนูก็เห็นพ่อทำงานออกแบบมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พี่คนโตก็เรียนสถาปัตย์ คนกลางก็เรียนวิศวะ เราก็มาทางนี้ ทางเดียวกันหมดเลย

เรื่องเปิ่นๆ

หนูเป็นคนง่ายๆ เจอหนูได้ตามสถานที่เรียน พารากอนนั่งทำงานตามร้านกาแฟ เป็นเด็กปกติทั่วไป เอ๋อๆ หน่อย ถ้ารู้จักสนิทก็จะเป็นคนพูดมาก และเป็นคนจำชื่อคนไม่ค่อยได้ ตอนนั้นวันเกิดเพื่อนทำสมุดรายชื่อคนให้แล้วให้เราไปท่องนะ ใส่รูปหน้าคนนั้นๆ ให้ด้วย คือหนูเคยจำพี่เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ กับ พี่เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ผิดขนาดนั้นเลยค่ะ เป็นหนัก หนูเป็นคนที่ชอบจำชื่อสลับไม่ว่าจะสถานที่หรืออะไรก็ตาม แต่จำแผนที่ จำบทแม่นนะคะ ไม่มีปัญหา (หัวเราะ)

แหล่งท่องเที่ยวประทับใจ

ชอบเที่ยวนะคะเพราะรู้สึกว่าการท่องเที่ยวคือการหาประสบการณ์ให้กับชีวิต จริงๆ ไม่ค่อยได้เที่ยวในประเทศไทยเลย แต่อยากไปกระบี่ ไปดำน้ำ ไม่เคยไปเลยในชีวิต เชียงใหม่ไปบ่อยเคยไปอยู่เชียงใหม่เป็นเดือน แล้วก็เช่ารถแดงเที่ยวกัน ในเชียงใหม่ที่ชอบคือ ดอยอินทนนท์ ตอนนั้นขึ้นไปประมาณตีสี่เพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้น ก็เห็นตั้งแต่เป็นสีน้ำเงินจนเป็นสีแดง สวยงามมากค่ะ อาหารการกินเมนูเด็ดที่หนูไปกินตอนนั้นคือ ร้าน ต๋อง เต็ม โต๊ะ อาหารอร่อยมาก แล้วก็ที่ ร้านเฮือนม่วนใจ๋ ที่นี่ก็อร่อย แล้วก็ไปถนนคนเดิน มีทุกอย่างให้เลือกช็อปปิ้ง ฝรั่งก็เดินเยอะค่ะ สนุกชอบค่ะ

วางแผนอนาคต

ตอนนี้ที่รู้สึกอยากจะโดเนท บริจาค ทำเป็นเอ็กซิบิชั่น เป็นของตัวเองให้กับมูลนิธิอะไรสักมูลนิธิหนึ่ง คือเหมือนทำการกุศลนะคะ เพราะถ้าทำให้ตัวเองแล้วไม่รู้จะทำไปทำไมอยากทำให้คนอื่นมากกว่า ส่วนงานในวงการบันเทิงก็ทำไปเรื่อยๆ ค่ะ ช่วงนี้มีงานที่อยู่ต่างประเทศและในไทย ก็มีไปที่ประเทศจีน แล้วตอนนี้ก็มีคุยเรื่องหนังกับที่จีนเรื่องสองเรื่อง เล่นหนังจีนก็คุยๆ กันอยู่ค่ะ ส่วนละครไทยก็รอปีหน้าค่ะ หรือเข้าไปติดตามผลงานความเคลื่อนไหวต่างๆ ของออกแบบได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ IG: aokbab, Weibo.com (เวยโป๋) ของออกแบบได้นะคะ

Rookies : ทำความรู้จัก หนุ่มอาร์ตชื่อเท่ ‘ซีเกมส์-ศุภวิชญ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/305121

Rookies : ทำความรู้จัก หนุ่มอาร์ตชื่อเท่ ‘ซีเกมส์-ศุภวิชญ์’

Rookies : ทำความรู้จัก หนุ่มอาร์ตชื่อเท่ ‘ซีเกมส์-ศุภวิชญ์’

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กำลังเป็นที่จับตามอง สำหรับหนุ่มมากความสามารถ “ซีเกมส์-ศุภวิชญ์ ตันติมาภรณ์” ด้วยทักษะการร้อง เต้นและเล่นละคร จึงไม่แปลกเลยที่สาวๆ ตามกรี๊ดกันมากมาย ล่าสุดหนุ่มซีเกมส์และเพื่อนๆ ในนามศิลปิน Ch8nce ก็ได้มีงานเพลงออกมาเอาใจแฟนๆ กันอีก ดังนั้นอย่ารอช้า เรามารู้จักกับตัวตนหนุ่มคนนี้กันเลยดีกว่า

กับชื่อเล่นที่ไม่ซ้ำใคร

จริงๆ ก็ชอบมากนะครับกับชื่อนี้ เป็นชื่อที่ไม่ค่อยได้ยินจากไหน รู้สึกแปลกดี เป็นเอกลักษณ์ดี บางคนก็มีเรียกพยางค์เดียวซีบ้าง เกมส์บ้าง แล้วส่วนตัวผมถ้าพูดแทนตัวเองสั้นๆ ก็เกมส์คำเดียว แต่ยังไงก็เรียกได้หมดครับ

ซีเกมส์ในวัยเด็ก

จำได้ว่าเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมมากครับ ไม่เคยทิ้งเลย ตั้งแต่อนุบาลประถมก็คือจะเป็นเด็กที่ช่างพูดเรียนเก่งด้วย พอโตมาในช่วงมัธยมก็เริ่มไปสนใจดนตรีเล่นวงโยธวาทิตได้ตีกลอง เริ่มเล่นกีตาร์ เริ่มร้องเพลง คือเริ่มสนใจในดนตรีแล้วก็ฟังเพลงเยอะ มีร้องเพลงลงในยูทูบค่อยเป็นค่อยไป ฝึกฝนมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนอยู่ที่ตรัง ก็จะทำกิจกรรมของโรงเรียนตลอด มีไปประกวดเวทีเล็กๆ ประกวดโครงงานระดับประเทศ ประกวดร้องเพลงก็ผ่านมาหมดแล้ว คือค่อนข้างกล้าที่จะแสดงออกครับ แต่ว่ายังไม่เคยประกวดเวทีร้องเพลงแบบเวทีใหญ่ๆ เพราะไม่คิดว่าเป็นทางของเรา คือเราจะเล่นกีตาร์เอง ไม่ใช่ว่าจะมาร้องเพลงแล้วก็เต้น การเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่างๆ เรายังไม่ค่อยได้ ก็เลยไม่ไป ผมฝันว่าอยากจะมีเพลงมีอัลบั้มเป็นของตัวเองเหมือนกัน แต่ว่าเป็นสิ่งที่เราทำเองนะครับ ผมแต่งเพลงเอง เล่นดนตรีเอง เคยลงยูทูบด้วย เป็นเพลงที่ทำจริงจังไปอัดเสียงในห้องอัดเลย ทำออกมาแล้วเรารู้สึกมีความสุขมาก คือมันเป็นเพลงของเราเองก็เลยรู้สึกปลื้ม

ก้าวแรกกับการเดินตามฝัน

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้มีโอกาสไปเล่นดนตรีตามร้านอาหารงานกลางคืน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ฝึกฝนไปเรื่อยๆ เล่นกีตาร์ร้องเพลง และคัพเวอร์เพลงลงในยูทูบ จนได้มีโอกาสเห็น รายการLabanda ของทีวีธันเดอร์ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีการเต้นเข้ามาประกอบแล้วล่ะ แต่ว่าเหมือนมันถึงเวลาที่เราจะต้องลองแล้ว และเขาจัดเป็นปีแรกด้วย น่าสนใจดี เลยลองไปประกวด แต่ตอนที่ประกวดผมก็เอากีตาร์ไปเล่นบนเวทีด้วย เพราะรู้สึกไม่ชินกับการที่เราจะไม่มีมันไปด้วย มันจะเขินๆ ก็เลยเอากีตาร์ไปเล่นด้วยในรอบแรก แล้วก็ไม่รู้ว่าฟลุคหรือว่าอะไร ติดเข้ามา (หัวเราะ) และช่วงที่ประกวดก็ได้รวมวงกับเพื่อนๆ พอได้ทำงานกันเป็นกลุ่มก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบเหมือนกัน ได้ไปซ้อมเต้นซึ่งผมเป็นคนอ่อนเต้นมาก เต้นไม่ค่อยเก่ง อาศัยคุณครูสอนและดูเพื่อนๆ ฝึกตัวเองมาเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่าเราก็ทำได้นะ สุดท้ายก็ชนะมา และได้รวมวงกับเพื่อนๆ ชื่อวง Ch8nce ที่แปลว่า โอกาส ตัว A จะเขียนเป็นเลข 8 เพราะว่าเรามี 8 คน และตอนนี้เรากำลังมีซิงเกิ้ลที่สองปล่อยออกมา ชื่อว่าเพลง “เปลี่ยนที่ยืน” เนื้อหาของเพลงจะเป็นเพลงเกี่ยวกับความรัก และเราทั้ง 8 คนได้ใช้ความสามารถลงไปในนั้น แต่ก่อนหน้าเราเคยมีซิงเกิ้ลเพลง “ไม่ต้องคาดหวัง” มาก่อนครับ

กับงานแสดงที่ท้าทาย

หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปแคสซีรี่ส์ Together with me แล้วก็ได้เล่น อาจจะเนื่องจากว่าคาแร็กเตอร์เราตรงกับตัวละครพอดี ตอนแรกก็รู้สึกเขินๆ เพราะว่ามันเป็นบทผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ตกใจหรือว่ากลัวอะไรนะครับคือเราก็ทำความเข้าใจกับบท ว่าตัวละครฟาร์มทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้คิดแบบนี้ แล้วพอเราได้อ่านบทแล้วมันก็น่าสนใจดีเราก็เข้าใจตัวละคร มาทำการบ้านในเรื่องความคิดว่าเข้าคิดยังไงตีความออกมา ซึ่งก็เล่นยากนะครับ เพราะว่าเราจะต้องเข้ากับ “พี่พอร์ช” ที่เล่นเป็นหมอไบร์ท และเราก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน ก็มาคุยกันว่าพี่เล่นเต็มที่เราก็เล่นเต็มที่เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เราก็เลยไม่ค่อยเขินกันเท่าไหร่ ตอนแรกที่รู้ว่าจะต้องเล่นฉากกุ๊กกิ๊กก็กลัวก็หวั่นใจเหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าจะเล่นได้หรือเปล่าเพราะว่าเป็นซีนที่ยาก แต่ว่าคู่ “ตุลย์-แม็ค” เขาก็ไม่เขินกัน และหน้าเซตที่เราถ่ายทำมีพี่ๆ ทีมงานที่รออยู่งานมันต้องไวต้องทำให้ได้ผมก็บอกพี่พอร์ชว่าเล่นเต็มที่เลยผมก็เต็มที่จะได้ไม่ต้องเล่นกันหลายเทค งานจะได้ออกมาดี

ความเหมือนและต่างของฟาร์มและซีเกมส์

ฟาร์มกับซีเกมส์ มีความคล้ายกันครับก็น่าจะเป็นเรื่องของการที่มีความเด็กอยู่ในตัวที่ผมมีอยู่ค่อนข้างเยอะเวลาไปกับเพื่อนๆ ก็จะเห็นว่าเรายังซนอยู่ยังเป็นเด็ก แต่ว่าอีกมุมผมก็มีความเป็นผู้ใหญ่ในนั้น ก็คิดว่าดีที่มันจะได้ทำให้เราไม่เครียดมากที่เราก็มีความเหมือนความคล้ายตัวละครก็ค้นพบว่าการแสดงเป็นอีกด้านหนึ่งของเราที่เราชอบเหมือนกัน ชอบที่เราได้เล่นเป็นคนอื่น การที่เราทำให้คนอื่นเชื่อว่าเราเป็นคนนั้นมันก็สนุกดีเหมือนกัน และยิ่งได้รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

ได้แรงสนับสนุนจากครอบครัว

พอได้เข้ามาตรงจุดนี้แล้วที่บ้านก็โอเคครับ ที่บ้านสนับสนุนตั้งแต่ตอนที่เราชอบดนตรีแล้วครับ ก็เลยเป็นความโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนมาโดยตลอด เวลาอยากจะฝึกกีตาร์ก็จะอ้อนคุณแม่ พอท่านเห็นว่าเราตั้งใจอยากจะเล่นก็เลยยอมซื้อกีตาร์ให้ คุณพ่อก็เป็นคนสอนกีตาร์คอร์ดแรกให้ เราก็เลยเหมือนได้ทักษะการเล่นกีตาร์มาจากคุณพ่อด้วยครับ ตอนที่ซีรี่ส์ออนแอร์ไปคุณพ่อคุณแม่ก็ดูครับ ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านชอบบางซีนที่เป็นซีนตลกก็ไลน์มาบอกว่าชอบนะ แต่ถ้าเป็นซีนเลิฟๆ ท่านก็ดูเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้พูดอะไร (ยิ้ม) คือผมว่าท่านก็เข้าใจแหละว่ามันคือการทำงาน

ความสามารถที่พร้อมจะโชว์

เหมือนเป็นความโชคดีครับที่พอเราเล่นกีตาร์และร้องเพลงได้ก็เลยทำให้เรานำมาใช้ในการแสดงได้ด้วย คือผมได้ร้องเพลงประกอบในซีรี่ส์ด้วยครับ อีกหนึ่งความฝันของผมคือผมอยากสร้างงานศิลปะ แต่ศิลปะทางด้านดนตรีหรือการแสดงผมก็ยังอยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ อยากจะมีเพลงสักเพลงที่มาจากตัวเราเอง แต่งเองทำเองแล้วก็อยากเล่นละครเล่นซีรี่ส์ต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้

จากใจซีเกมส์ถึงแฟนๆ

ก็ขอบคุณมากนะครับหลายๆ คนติดตามมาตั้งแต่สมัยที่ผมร้องเพลงอยู่ แล้วจนกระทั่งมาประกวดรายการ Labanda Thailand และมาถึงซีรี่ส์ก็ขอบคุณมากที่เป็นกำลังใจให้กันเวลาไปออกกองหรือไปงานก็จะเอาของกินไปให้เยอะมากและมีของขวัญให้ตลอด ขอบคุณที่คอยเชียร์คอยซัพพอร์ตและติดตามผลงานกัน เป็นกำลังใจอีกอันหนึ่งที่เรามีในการทำงาน ขอบคุณมากๆ นะครับ