Rookies : ‘พรอยมน-มนสภรณ์’ ท้อแต่ไม่ถอย เพราะ‘โอกาสไม่ได้มีทุกคน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/300993

Rookies :  ‘พรอยมน-มนสภรณ์’  ท้อแต่ไม่ถอย เพราะ‘โอกาสไม่ได้มีทุกคน’

Rookies : ‘พรอยมน-มนสภรณ์’ ท้อแต่ไม่ถอย เพราะ‘โอกาสไม่ได้มีทุกคน’

วันเสาร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยลุคชิคๆ มีสไตล์เป็นของตัวเองทำให้ พรอยมน-มนสภรณ์ ชาญเฉลิม สามารถดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะกระดิกตัวถ่ายแบบ เล่นเอ็มวี หรือเล่นซีรี่ส์ ก็มัดใจแฟนๆ ได้อยู่หมัดจดจำความน่ารักสดใสของเธอมาโดยตลอด ซึ่งนอกจากนี้พรอยมนยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่เธอรักและทุ่มเทเต็มที่ไม่แพ้งานแสดงนั่นคืองานด้านแฟชั่น กับตำแหน่ง Personal Stylist เรียกว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่เก่งรอบด้านมากๆ ไปทำความรู้จักตัวตนของเธอกันค่ะ

เริ่มงานในวงการบันเทิง

พรอยเข้ามาวงการตอนเข้ามหาวิทยาลัยปี 1 ไปถ่ายเสื้อผ้าลงนิตยสารคลีโอ แล้วก็มีพี่ช่างทำผมถ่ายรูปเราไปแล้วก็ส่งให้โมเดลลิ่ง ตอนแรกๆ คุณแม่จะพาไปแคสทุกอย่างทุกงานที่เขาแนะนำมา จนเรารู้สึกว่าเหนื่อยละนะไม่สนุกล่ะ ตอนนั้นไปแคสเยอะมากแรกๆ ไม่ได้หรอกแต่พอบ่อยเข้าก็เรียนรู้กันไปก็มีได้เอง ก็เล่นไปจนชิน แต่ช่วงที่ได้ก็สนุก พอไม่ได้ก็เหนื่อยเฟล ก็ไม่อยากไป แต่พอโตขึ้นก็จะมาคลิกคำหนึ่งว่า “โอกาสไม่ได้มีทุกคน” แล้วเราก็ต้องแก่ขึ้นเรื่อยๆ ก็เออว่ะ แต่ก็โชคดีที่ช่วงหลังๆ มางานเราก็หลากหลายมากขึ้น ทั้งละคร ถ่ายโฆษณา เอ็มวี ต่างๆ นานา แต่จริงๆ เราจะอยู่สายแฟชั่นมากกว่าค่ะ เน้นแฟชั่น เพราะส่วนตัวชอบแฟชั่นอยู่แล้ว

จุดประกายความชอบแฟชั่น

พรอยเป็นคนที่ติดตามแฟชั่นตลอดอยู่แล้วไม่ได้ติดตามมาจากผลงานไหนผลงานหนึ่ง ชอบที่เราแต่งตัวมากกว่าการแต่งตัวก็สนุกค่ะ ถ้าวันไหนรู้สึกไม่ดี เฟลมากๆ แล้วได้แต่งตัวก็จะรู้สึกสนุกหายเฟลทันที แฮปปี้ แค่นั้นจริงๆ ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะแม่ชอบแต่งตัว จับเราแต่งตัว สนิทกัน ช็อปปิ้ง ด้วยกันตลอดค่ะ

เข้าสู่งานด้านการแสดง

เรื่องแรกที่เล่นคือ ซีรี่ส์หมอผี แต่ก็ยังไม่ได้เข้ามาเล่นเต็มตัวนะ หลังจากนั้นก็มีซีรี่ส์ Love Songs Love Series To Be Continued ตอน เพื่อนสนิท, ซีรี่ส์ Make it right the series รักออกเดิน ซีซั่น 2 แล้วก็ซีรี่ส์ Love Songs Love Series ตอน แพ้คำว่ารัก ได้ประกบคู่กับพี่ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และล่าสุดก็มีซีรี่ส์เรื่อง The Seven Year Itch 7 ปี รักโดนใจ เล่นคู่ กับ เก้า-จิรายุ แต่ละเรื่องก็สนุกกันคนละแบบค่ะ ตอนนี้ชอบนะการแสดง แต่เมื่อก่อนพรอยดื้อมากไม่ชอบทำงาน การแสดง อะไรแบบนี้ แต่พอทำแล้วรู้สึกว่าชอบ สามารถทำให้พรอยเข้าใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น เพราะเราได้รู้จักตัวละคร ทำให้เรารู้ว่าเขาเจออะไรมาถึงเป็นแบบนี้ พอเราไปเจอคนอื่นที่นิสัยไม่ดี เรากลับไม่ได้มองเขาแค่ตรงนั้น เรากลับมามองว่าเขาอาจจะเจออะไรที่ไม่ดีมาหรือเปล่า ทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น เข้าใจโลกและโตขึ้นได้จริงๆ

ยังไม่ทิ้งงานแฟชั่นที่รัก

พรอยมีงานประจำอยู่ที่ Fly Now พรอยทำมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปี 1 เป็น Personal Stylist อยู่หน้าช็อป ตอนนี้ก็ทำ อยู่ที่สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 3 ก็จะเข้าร้านอาทิตย์ละครั้ง เสาร์-อาทิตย์ แล้วแต่ ตอนนี้ก็ทำมาประมาณ 3 ปีค่ะ ก็เป็นสิ่งที่ชอบแน่นอนอยู่แล้วล่ะ เราดีใจที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ในฐานะที่เราก็เป็นนักแสดงก็จะมีคนรู้จักมากขึ้น และที่สำคัญทำให้เราได้ฝึกภาษาในการสื่อสารไปด้วยเพราะ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ ได้คุย ได้เรียนรู้ การตลาดเป็นอย่างไร ก็ได้ทำหลายอย่าง เราต้องรู้เรื่องเผื่อลูกค้าถามจะได้ตอบเขาได้ และอีกอย่างก็ลิงค์กับสิ่งที่พรอยเรียนด้วย ตอนนี้ก็เรียนจบแล้วเรียบร้อย

เรียงลำดับความชอบ

ถ่ายแบบ แฟชั่น สไตลิสต์ งานศิลปะ การแสดงละคร แต่พรอยก็เคยเป็นพิธีกรด้วยนะคะ ตอนนั้นทำที่ทรูประมาณ2 ปี แล้วก็ออกมา เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่สไตล์เรา ประสบการณ์น้อยด้วยก็เลยไม่ถนัด

อยากเห็นตัวเองในวงการบันเทิงอย่างไร

อยากเห็นตัวเองในแบบที่เป็นตัวเองจริงๆ รู้สึกว่าคนรอบตัวบางคน พอเข้ามายืนอยู่ในวงการบันเทิงแล้วเปลี่ยนไปกันเยอะ เราสัมผัสได้ สไตล์ความเป็นตัวตนจริงๆ หายไป ไม่รู้ว่าอาจจะมีกำแพงหรือเปล่าแต่เรารู้สึกว่าถ้าการเข้ามาเป็นดาราแล้วจะต้องสวย แต่เราอยากเห็นตัวเองในแบบที่อยากทำจริงๆ คือเหมือนบางคนจะมองว่าเขาให้ทำอะไรก็ทำไปก่อนมีโอกาสแล้วนี่คือบันไดนะ แต่ในความคิดของพรอยกลับรู้สึกว่า เฮ้ย ต้องเป็นอะไรที่อยากจะทำจริงๆ สิ ก็อยากเป็นแบบนั้นค่ะ แต่ก็ไม่ได้ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือเอาตัวเองเป็นหลักนะ คือพรอยก็ไม่ได้จะปฏิเสธทุกอย่างนะ แค่จะเลือกหน่อยและทำในสิ่งที่ชอบ และตรงกับความเป็นตัวเราจริงๆ เห็นแล้วคลิกแล้วอยากทำ ไม่ใช่ว่าไม่ยากแต่ทำก็เดี๋ยวจะทะเลาะกัน

ชื่อ สกุล : มนสภรณ์ ชาญเฉลิม (พรอยมน)

การศึกษา : จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์

บ้านเกิด : กรุงเทพมหานคร

วันเกิด : 6 มีนาคม 2538

พี่น้อง : พี่ชาย 1 คน

สูง : 170 เซนติเมตร

น้ำหนัก. : 46 กิโลกรัม

อาหารที่ชอบ : ชอบกินซดๆ ร้อนๆ ทุกมื้อต้องมีน้ำซด

คติประจำใจ : ทุกปัญหาที่เจอให้สนุกกับมัน สิ่งที่เกิดอาจจะแย่ในตอนนั้นแต่อาจจะเกิดผลดีในตอนหลังก็ได้

Ig: @manasaproyy

สนับสนุนโดย……

รายชื่อผู้โชคดีได้รับหนังสือ “แรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเกาหลี”

1.คุณอารยา บุญประสาน กทม.

2.คุณนิภาพร เสถียรณรงค์ กทม.

3.คุณสุวดี เม่นขัน จ.สุราษฎร์ธานี

ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จะจัดส่งหนังสือไปให้ถึงบ้าน ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ค่ะ

Rookies : จำได้ไหม‘น้องตาหวาน’ อดีตดาราเด็ก‘แพร-ณัฏฐธิดา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/298592

Rookies : จำได้ไหม‘น้องตาหวาน’ อดีตดาราเด็ก‘แพร-ณัฏฐธิดา’

Rookies : จำได้ไหม‘น้องตาหวาน’ อดีตดาราเด็ก‘แพร-ณัฏฐธิดา’

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เคยฝากผลงานทางการแสดงให้แฟนๆ ได้ประทับใจตั้งแต่เมื่อครั้งยังเล็ก สำหรับอดีตดาราเด็กผมม้าหน้าเปื้อนยิ้ม “แพร-ณัฏฐธิดา ดำรงวิเศษพาณิชย์” วันนี้เธอหวนกลับเข้าสู่วงการอีกครั้ง พร้อมกับงานแสดงที่หลากหลาย

ตอนนี้อายุยี่สิบสองแล้วค่ะ แพรเข้าวงการตั้งแต่อายุ 5 ขวบคือเริ่มถ่ายโฆษณา พอ 6 ขวบก็มาเล่นละครเรื่องแรก แต่ว่ามาเล่นเต็มตัวคือตอน 7 ขวบค่ะ เล่นละครเรื่อยๆจนอายุประมาณ 12 ขวบก็หยุดไป หายไปจนมาอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 ถึงเริ่มกลับเข้ามาวงการอีกครั้ง ที่หายไป หนึ่งด้วยวัยค่ะ คือพอเราก้ำกึ่ง บทก็ไม่ได้มีให้เราเหมือนเดิม สองคือทางครอบครัวอยากให้ไปโฟกัสเรื่องการเรียน เพราะว่าตอนนั้นอยู่ในช่วงที่กำลังจะเข้าม.ปลาย และเตรียมตัวเข้ามหา’ลัย แต่ยังมีรับงานแสดงบ้างประปรายนะคะ ดูที่ไม่ให้มากระทบการเรียนเช่นไปเล่นรับเชิญซิทคอม

ความฝันในวัยเด็ก

แพรอยากเป็นหมอมาก แต่ว่าพอเรียนมาถึงมัธยมปลายก็รู้สึกว่าเราหัวไม่ถึงแน่ๆ ก็เลยเบี่ยงไปเรียนเป็นสถาปัตย์ เริ่มมาชอบการออกแบบการสร้างบ้าน ตอนนี้ก็จบแล้วค่ะ ไม่ได้เรียนนิเทศคือพี่ชายแพรเรียนนะ ก็จะเห็นเขาทำงานเกี่ยวกับพวกเบื้องหลังวงการ เรารู้สึกว่าเราคลุกคลีกับตรงนี้เยอะแล้ว เราอยากมีอีกโลกหนึ่ง สถาปัตย์สำหรับแพรรู้สึกว่ามันครีเอทีฟและมันฟรีค่ะ เราได้ออกแบบและจินตนาการ

รู้สึกเสียดายโอกาสไหม

คือแว้บแรกเราจะรู้สึกว่าเราจะกลับเข้ามาในวงการอีกรอบได้ไหม เพราะว่าตอนนี้ดาราใหม่มีเยอะ นักแสดงหน้าใหม่เก่งๆ มีเยอะมาก ผู้ใหญ่จะยังเห็นโอกาสเราไหม แล้วโตขึ้นเราจะหน้าตาเป็นยังไง (ยิ้ม) มันมีความกังวลเยอะมาก เราไม่เหมือนเด็กผู้ชายที่พอเขาโตแล้วจะโตเร็ว แต่เราจะมีช่วงก้ำกึ่งเดี๋ยวอ้วนบ้าง ก็เลยกังวลว่าเราจะกลับมายืนที่เดิมได้ไหม

ช่วงเวลาแห่งความสุขในวัยเด็ก

ช่วงที่ทำงานเล่นละครเรารู้สึกสนุกกับมันมากค่ะ ไม่คิดว่าการมากองเป็นการทำงาน คือไปเล่น ทีมงานทุกคนจะรู้เลยว่าเวลามีดาราเด็กอยู่ด้วยกัน มันเหมือนเขามาเล่นกัน เราก็เลยจะไม่เคยเครียดกับการทำงานเลย ไม่มีความกดดัน รู้สึกสนุกเหมือนเรามีสังคม ไม่รู้สึกขาดเพื่อน แต่บอกตามตรงว่าแพรก็มีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนนะ เพราะว่าเราหยุดเรียนเยอะ เพื่อนก็จะไม่คบ ไม่ให้เข้ากลุ่ม แต่ว่าคุณแม่เป็นคนตรอง(หัวเราะ) ก็เลยสอนให้เราสตรอง คือไม่เป็นไรหรอกก็ยังมีคนที่รักเราอยู่ ชอบงานแสดงนะคะ คือชอบเพราะอย่างที่บอกว่าเราไม่คิดว่ามันคือการทำงาน มีคนอ่านบทให้เราฟัง แล้วเราก็ไปเล่นหน้ากล้อง แล้วพี่ๆ ทีมงานจะปฏิบัติกับเราเหมือนมาเล่นกับเรา เอ็นดูเรา เลยทำให้เรารู้สึกเอ็นจอย ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว เรามีเพื่อนเยอะมากทั้งกอง รู้สึกชอบ

บทบาทตอนเด็กที่แฟนๆจดจำได้

น่าจะเป็นเรื่อง “ยอดรักร้อยล้าน” เล่นเป็นน้องตาหวานลูกสาวของ “พี่หน่อย-บุษกร” ซึ่งเรื่องนั้นถือเป็นเรื่องที่สร้างชื่อให้กับแพร ทุกวันนี้คนยังเรียกแพรอยู่เลยว่าน้องตาหวาน แล้วก็มีเรื่อง “วัยซนคนมหัศจรรย์” เรื่องนี้คือเด็กยุคเดียวกันจะชอบมาก แล้วในเรื่องเราจะข้ามทะลุมิติไป ก็เป็นเรื่องที่สร้างชื่อ จะมีบางคนบอกว่าแพรคือน้องตาหวานที่เล่นวัยซน (หัวเราะ) วัยซนจะเริ่มโตมาแล้ว และซนมาก มีคนคิดว่าเราจะเป็นทอมด้วยซ้ำ แพรเองก็คิดค่ะ เพราะว่าไม่ชอบอะไรที่เป็นผู้หญิงเลย ไม่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง ชอบสบายๆ เป็นเด็กลุยๆ โตขึ้นมาก็ยังลุยนะคะเพียงแต่ว่าเรามาดูแลตัวเองมากขึ้น

การต้อนรับสำหรับการกลับมา

ตกใจมากนะคะ คือก็มีไม่เยอะนะ นักแสดงเด็กที่กลับมาแล้วจะฟื้นขึ้นมาอีกรอบ ก็รู้สึกดีใจที่ผู้ใหญ่ยังให้โอกาสเรา และแฟนๆ ยังไม่ลืมเรา คือพอเราเล่นอินสตาแกรมแล้วเราลงรูปตอนเด็ก เขาก็จะเข้ามาทักว่าจำได้ น้องคนนี้คิดถึงมาก ยอดดูเป็นแสนค่ะ คนรักเราเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ก็รู้สึกดีใจค่ะ ส่วนใหญ่แฟนคลับที่เข้ามา เขาจะมาจากซีรี่ส์ เราไปเล่นซีรี่ส์เยอะ เขาก็จะชอบจากซีรี่ส์ แล้วเขาค่อยมารู้ว่าเราเป็นดาราเด็กมาก่อน ส่วนผู้ใหญ่ในวงการบางคนจำเราไม่ได้ก็มีนะคะ เขาจะแบบคุ้นๆ คือในความทรงจำของเขา เราจะยังเด็กอยู่ แล้วโตขึ้นมาก็ไม่น่าใช่หรอก อย่างล่าสุดเจอ “พี่บีม-กวี” แพรเคยเล่น “จ๊ะเอ๋เบบี๋” กับพี่บีมเล่นเป็นลูกเขา พอเขามาเห็นตอนนี้เขาก็บอกว่าคุ้นๆ แต่เขาไม่กล้าทัก กลัวว่าจะไม่ใช่ จนแพรต้องเข้าไปบอกว่าแพรเองพี่ เขาก็ตื่นเต้นกันว่า เราโตแล้ว และมี “พี่วิลลี่” อีกคนที่แพรเคยเล่นเป็นลูกของเขา ตอนแพรอายุห้าขวบในเรื่อง “5 คม” เป็นรับเชิญ ไปเล่นนิดเดียว เราจำเขาได้นะ แต่ว่าเขาจำเราไม่ได้ จนต้องไปเท้าความกันใหญ่ เขาก็ยังคิดอยู่ว่าใช่เด็กคนนั้นจริงเหรอ

วางแผนการทำงานในวงการ

ตั้งใจว่าจะทำให้ครบทุกประเภท คือมีบางอย่างที่แพรยังไม่เคยทำเลย อยากจะลองทำดู ก็ขอโอกาสจากผู้ใหญ่ด้วยนะคะ คือตอนเด็กเคยทำพิธีกร แสดงหนัง ละคร ซิทคอม แต่ยังมีดีเจ และรายการท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยทำ และบทบาททางการแสดงที่อยากจะเล่นอะไรที่หลากหลายบทที่ท้าทาย เราอยากรู้ว่าความสามารถเราจะเล่นได้ขนาดไหน อย่างตอนนี้ผลงานที่เพิ่งจบไปก็มีเรื่อง “ยุทธการสลัดนอ”,Club Friday Celeb Stories ตอนการกลับมา ซึ่งถือเป็นบทบาทที่แรงมากๆ

ความในใจถึงแฟนๆ

อยากจะขอบคุณแฟนๆที่ติดตามแพรมาตั้งแต่เด็กเลยนะคะ รู้สึกดีใจมากที่ยังไม่ลืมกันยังจำได้และก็ยังติดตามกันถึงทุกวันนี้ก็ขอบคุณมากๆ และฝากติดตามกันต่อๆ ไปนะคะอย่าเพิ่งลืมแพรเดี๋ยวจะมีผลงานออกมาให้ได้ชมกันเรื่อยๆ ค่ะ

ชื่อ – สกุล : ณัฏฐธิดา ดำรงวิเศษพาณิชย์ 

ชื่อเล่น:แพร

วัน / เดือน / ปี เกิด : 31 พฤษภาคม 2538

ส่วนสูง : 159 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 42กิโลกรัม

การศึกษา : ปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานอดิเรก : ขับโกคาร์ท,กีฬาความเร็วทุกชนิด

อาหารจานโปรด : อาหารญี่ปุ่น

ศิลปินต้นแบบ : พี่แอน ทองประสม, พี่ก้อง-สหรัถ

ผลงานที่ผ่านมา : ละครเรื่องยอดรักร้อยล้าน,วัยซนคนมหัศจรรย์,จ๊ะเอ๋เบบี้,ซีรี่ส์ Room Alone 2,ซีรี่ส์ Love Song Love Series ตอน เพื่อนสนิท,ยังโสด,ยุทธการสลัดนอ,Club Friday Celeb Stories ตอน การกลับมา

ผลงานปัจจุบัน : ซีรี่ส์ ลูกผู้ชาย ตอนเพชร,7 วัน จองเวร เดอะซีรี่ส์ ซีซั่น 2,ซีรี่ส์ Love Books Love Series ตอน Dark Fairy Tals ยัยตัวร้ายกับนายซาตาน,ภาพยนตร์ คิดถึงทุกปี Memories of New Year,หนังสั้น ฟ้าที่มืดมน

คติประจำใจ : ทำวันนี้ดีที่สุด

ช่องทางการติดตาม : IG/ Pearnattatida

Rookies : พีเค-พัสกร กดดัน ประเดิมงานแสดงครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/296161

Rookies : พีเค-พัสกร กดดัน ประเดิมงานแสดงครั้งแรก

Rookies : พีเค-พัสกร กดดัน ประเดิมงานแสดงครั้งแรก

วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถือเป็นหนุ่มหล่อมาดเท่ที่สาวๆ รุมกรี๊ดหนักมากในขณะนี้สำหรับ พีเค-พัสกร วรรณศิริกุล ซึ่งโด่งดังและเป็นที่รู้จักจากการแข่งขันในรายการ The Face Men Thailand ด้วยหน้าตาและบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้พีเคได้รับความรักจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม ล่าสุดมีโอกาสมาเล่นละครเรื่องแรกในชีวิต แต่เส้นทางในการก้าวสู่นักแสดงไม่ได้ง่าย หนุ่มพีเคจะต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างไรบ้าง ไปติดตามเบื้องหลัง

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาในวงการบันเทิง

แม่ให้ไปลองประกวดในรายการ The Face Men Thailand ผมก็เลยลองไปดู ซึ่งเป็นช่วงที่ผมกลับมาซัมเมอร์พอดี ผมก็ทำงานเป็นนายแบบมาก่อนอยู่แล้ว รับงานเรื่อยๆ เป็นงานอดิเรกของผม ทุกครั้งที่ได้ถ่ายแบบผมรู้สึกดี ทำงานกับคนที่มีความคิดแปลกใหม่หลากหลาย โดยเฉพาะสายแฟชั่นก็จะมีอะไรให้เราได้เรียนรู้เยอะ พออยู่ในการประกวด The Face Men Thailand ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างเครียดนะ เหนื่อยแต่สนุก ได้ทำอะไรใหม่ๆ สำหรับผมเหมือนการเรียน ร.ด. ผู้ชายมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ สนุก

คนรู้จักมากขึ้น

หลังจากรายการออนแอร์ไปก็มีแฟนคลับเยอะขึ้นตอนแรกก็ตกใจนะครับ ตอนแรกที่ไปประกวดเพราะคิดว่าน่าจะสนุกไม่ได้หวังผลอะไร แต่ปรากฏว่าก็มีคนมาชอบเราก็ดีใจและขอบคุณครับ ชีวิตก็เปลี่ยนไปครับยินดีให้ถ่ายรูปทุกคนที่เข้ามานะครับ แต่อาจจะมีบางเวลาที่ก็ขอเวลาส่วนตัวบ้าง แล้วแต่วันนะ

ประเดิมละครเรื่องแรก

ตอนนี้เซ็นสัญญากับกันตนาครับ มีงานละครเข้ามาแบบนี้ก็ดีใจครับ ถือว่าเป็นความโชคดีของเรา ตอนนี้ก็กำลังจะมีซีรี่ส์อีกเรื่องแต่ขออุ๊บไว้ก่อนครับ แต่ที่กำลังออนแอร์อยู่ก็จะมีซีรี่ส์เรื่อง Secret & Summer เผลอใจให้รักเธอ ทางช่อง GMM25 ก็เป็นการเล่นละครครั้งแรกของผมก็สนุกมากๆ ครับ ทีมงานค่อนข้างดีพี่เค (ไชยณรงค์ แต้มพงษ์) ผู้กำกับ ก็จะช่วยสอนว่าจะต้องทำยังไง เขาก็ให้เรามีสมาธิ ช้าๆ ไม่ต้องรีบ ส่วนเพื่อนๆ ที่เล่นด้วย ทอย (ปฐมพงศ์ เรือนใจดี), มายด์-(ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล) และ พลัสเตอร์ (พรพิพัฒน์ พัฒนเศรษฐานนท์) ก็ดีครับคอยช่วยเหลือ เข้ากันได้ มีอะไรทำเล่นกันตลอด ผมจะติดพูดเร็ว น่าจะติดมาจากสำเนียงภาษาอังกฤษ เพราะคนฝรั่งเขาจะพูดเร็วกัน พอผมมาพูดภาษาไทยก็เลยจะเร็วไปนิดหนึ่ง ก็จะเครียดนิดหนึ่ง เฮ้ย ทำยังไงดี จนบางทีก็รัวๆ ทำให้บทดูไม่สมจริง พี่เคก็บอกว่า พัก หายใจเข้าลึกๆ พูดช้าๆ บางทีก็ต้องหยุดถ่ายเอาใหม่ เขาก็ช่วยผมค่อนข้างเยอะ

ความกังวลกับงานใหม่ๆ

พูดตามตรงผมก็จะชอบเดินแบบถ่ายแบบนะเพราะผมทำมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว ส่วนงานแสดงก็สนุกดีครับ วันแรกที่เข้าฉากก็กดดันนะ แต่ก็ได้พี่ๆ ในกองช่วย หลังๆ ก็โอเคกว่าแรกๆ เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ด้วยความที่เป็นละครเรื่องแรกก็จะค่อนข้างกังวล จะทำได้หรือเปล่า กว่าจะจำบทได้ก็ต้องใช้เวลา เพราะภาษาไทยผมไม่ค่อยเก่ง ก็เตรียมใจทำงานนี้ให้ดีที่สุด ก็จะมีครูช่วยแนะนำในการค้นหาตัวเอง เรียนรู้จักกับตัวละครที่เราเล่น ในบทอาจจะไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่ จะเล่นยังไงเพื่อสื่อสารเจตนาของตัวละครผ่านการแสดง ก็ยากนะ แต่ผมเรียนจิตวิทยามาก็จะมีความเข้าใจประมาณหนึ่ง แอ๊กติ้งก็ไม่ได้แสดงกันง่ายๆ เป็นประสบการณ์ที่ดี หลายคนอยากทำแต่ไม่มีโอกาส ผมมีโอกาสก็ถือว่าโชคดีมากๆ ครับ

ตัวตนของหนุ่มมาดเท่ พีเค

ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีน เติบโตที่เมืองไทย เรียนโรงเรียนนานาชาติ จนถึงอายุ 18 ปี แล้วก็ไปเข้ามหาวิทยาลัย อยู่ที่ประเทศแคนาดาแวนคูเวอร์ ตอนนี้อยู่ปี 2 ครับ เรียนเกี่ยวกับจิตวิทยา เดี๋ยวจะต้องกลับไปเรียนต่อ วันแรกผมกลับมาพูดไทยไม่ได้เลยนะ ส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษตลอด อยู่ที่บ้าน เพื่อนก็จะคุยอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ แต่พอมีโอกาสได้มาทำงานในวงการบันเทิงก็เลยได้มีโอกาสได้ใช้ภาษาไทย

ชีวิตในต่างแดน

ตอนอยู่ที่เมืองนอกก็ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ค้นคว้าตัวเองว่าเราเป็นคนยังไง ฝึกทักษะการใช้ชีวิตการเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ต้องทำความสะอาดบ้านเอง ทำกับข้าว ซักผ้า ได้ลงมือทำเองจริงๆ เพราะที่เมืองไทยเราจะมีคนคอยช่วยตลอดทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น แต่พอเราไปอยู่เมืองนอกก็ต้องเอาตัวรอด ค่าครองชีพก็สูง แต่มันก็สอนให้เราเป็นคนที่มีความเอ็นเตอร์เทนมากขึ้นนะ ผมเลยรู้สึกว่าถ้าผมเข้ามาในวงการก่อนที่จะไปเรียนเมืองนอก ผมคงอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่เป็น เอาชีวิตรอดไม่ได้แน่ๆ แต่พอเราได้ไปเรียนรู้ชีวิตที่โน่นทำให้เรารู้จักเอาตัวรอดมากขึ้น ต้องทำตัวยังไง ก็แฮปปี้ครับตอนนี้

รับมือกับความเปลี่ยนแปลง

พอกลับมาเมืองไทยชีวิตผมก็เปลี่ยนไปนะ สังคมไทยกับสังคมเมืองนอกผมว่ามันคือการใช้ชีวิต สังคมที่เปลี่ยนไป คนละแบบกันนะผมชินกับที่โน่นมากกว่านะ ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ครับ

สานต่อธุรกิจครอบครัว

ที่บ้านเลี้ยงดูแบบอิสระครับ ตอนเด็กๆ พ่ออยากให้ทำธุรกิจที่บ้าน ผมมีพี่น้อง 2 คน ก็มีพี่สาวคนหนึ่งที่สืบทอดธุรกิจครอบครัวได้แล้ว พ่อแม่ก็เลี้ยงแบบปล่อย อยากเรียนหรืออยากลองอะไรก็ทำ อาจจะเป็นเพราะเราลูกคนเล็กด้วยก็เป็นไปได้ครับ ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่สาวที่สานต่อธุรกิจที่บ้าน (หัวเราะ)

อยากไปต่อกับงานในวงการบันอย่างไร

งานในวงการบันเทิงก็อยากทำไปเรื่อยๆ ผมไม่นึกว่าจะมาถึงจุดนี้ การที่คลื่นซัดเรามาได้ขนาดนี้ก็ดีใจมากๆ เพราะการแข่งขันในวงการบันเทิงก็สูงซึ่งผมเข้าใจนะ ถ้าเขาต้องการเราก็คือต้องการ ถ้าไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร เพราะบอกไม่ถูกเหมือนกันเรายังไม่มีสถานการณ์ที่ต้องแข่งขันกับคนอื่นครับ แต่เดี๋ยวถ้าทุกอย่างลงตัวแล้วต้องกลับไปเรียนต่ออีก 2 ปีที่เหลือ ก็กำลังคิดอยู่ว่า เราจะใช้ชีวิตยังไง ก็เลือกเอาความสุขของตัวเองมาก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ทำทุกวันให้ดีที่สุด

สิ่งที่ได้จากงานวงการตอนนี้

ทำทุกเวลาให้ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด มีความสุขสนุกกับทุกงาน ใช้เวลาให้คุ้มค่าไม่ว่าจะครอบครัวหรือเพื่อน หรืองาน ครอบครัวก็คอยดูเราห่างๆ มีอะไรไม่ดีก็จะมีเตือนบ้าง ระวังตัว เป็นการเลี้ยงให้เราเป็นตัวเองมากที่สุด พ่อแม่ดีใจและสนับสนุนอยู่แล้วกับงานตรงนี้

สเปกในฝัน

เป็นคนที่จิตใจดี ยังไงก็ได้ ผมไม่ได้หล่อที่จะเลือกได้ขนาดนั้น หาคนที่เข้าใจเรามากกว่า อาจจะเป็นฝรั่ง หรือไม่ก็ลูกครึ่งประมาณสายยุโรป ตอนนี้โสด ไปเรื่อยๆ ครับ ถ้าจะจีบใครสักก็คงไม่พุ่งเข้าไปหาเลยนะแต่จะตามน้ำมากกว่า (หัวเราะ) ค่อยๆ ไป ผมมีหลักว่า ชอบใครจะไม่ได้เขา แต่ไม่ชอบจะได้ (หัวเราะ)

เอาเป็นว่าแฟนๆ ก็อย่าลืมติดตามผลงานหนุ่มพีเคกันเยอะๆ กับ งานแสดง อีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ในวงการบันเทิงที่พีเคทั้งทุ่มเทและตั้งใจมากๆ เพื่อพิสูจน์ความสามารถให้แฟนๆ ได้ประทับใจ

ชื่อ-สกุล: พัสกร วรรณศิริกุล

ชื่อเล่น : พีเค (ที่บ้านเรียก ซันนี่)

วันเกิด : 14 พฤศจิกายน 2539

ส่วนสูง: 180 เซนติเมตร

การศึกษา : กำลังศึกษาด้านจิตวิทยา ปี 2 ที่ The University of British Columbia ประเทศแคนาดา

ภูมิลำเนา : กรุงเทพมหานคร

พี่น้อง : มีพี่สาว 1 คน

อาหารที่ชอบ : ผัดผัก ปลาทอดซีอิ๊ว

งานอดิเรก : ชอบออกกำลังกายโดยการเต้น หรือ อยู่กับหมาพันธุ์ชิวาว่าที่เลี้ยงไว้

ช่องทางการติดต่อ : IG : @peeekks

คติประจำใจ : ทำทุกวันให้ดีที่สุด

Rookies : ‘เนย-ปภาดา’จากเวทีนางแบบ สู่งานแสดงที่ฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/293602

Rookies :  ‘เนย-ปภาดา’จากเวทีนางแบบ สู่งานแสดงที่ฝัน

Rookies : ‘เนย-ปภาดา’จากเวทีนางแบบ สู่งานแสดงที่ฝัน

วันเสาร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางเอกสาวขายาวดีกรีนางแบบ “เนย-ปภาดา กลิ่นสุมาลย์” ที่แจ้งเกิดในละครบู๊เรื่อง “นักรบตาปีศาจ” ของค่ายดีด้า ทางช่อง 7 และตอกย้ำกระแสความแรงกันต่อด้วยละครเรื่อง “ละอองดาว” ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เธอต้องผ่านอะไรมาบ้าง วันนี้เรามีคำตอบให้ทุกคน

จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง

เริ่มเข้าวงการจากการประกวดไทยซูเปอร์โมเดล ไม่ได้เป็นลูกครึ่งค่ะเป็นลูกอีสานแท้ๆ เลย ก็มีคนทักว่าเป็นลูกครึ่งเยอะมาก ได้ตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดลปี 2015 หลังจากนั้นก็ได้เซ็นสัญญากับช่อง 7 และได้เล่นละครเรื่องแรกคือเรื่อง “ละอองดาว” ซึ่งรับบทเป็นหม่อมราชวงศ์ชลทิชา และเรื่อง “นักรบตาปีศาจ” เป็นละครเรื่องที่ 2 แต่ว่าเป็นเรื่องแรกที่ได้รับบทเป็นนางเอกค่ะ และได้ออนแอร์ก่อนพอนักรบตาปีศาจจบก็ได้ชมละอองดาวต่อเลย

ฝันที่เป็นจริง

ความฝันของหนูคืออยากจะเข้าวงการ ยังไม่ได้คิดต่อจากนั้นว่าจะไปด้านไหน เพราะว่าหนูเป็นคนชอบทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ และก็ชอบการแสดงมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คิดแค่ว่าถ้าเรามีโอกาสได้ทำงานในวงการบันเทิงก็คงจะดีนะ ตอนที่หนูมาประกวดไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ที่หนึ่ง คือแม่อยากให้มาเพราะว่าแม่ชอบดูการประกวด แล้วแม่ก็บอกว่าลองไปประกวดดูไหม หนูก็ผลัดมาประมาณสามสี่ครั้งก็ไม่ยอมไปสักที แล้วตอนนั้นอยู่ปี 3 แม่ก็ถามอีกก็เลยลองดูก็ได้ แต่ตอนที่ไปเราไม่ได้ตั้งเป้าอยู่แล้วว่าเราจะได้ พอเรามาได้ 20 คนสุดท้าย เราก็ทำให้มันดีแล้วกันคิดว่ามันเป็นโชว์โชว์นึง ที่เลือกเวทีนี้คือหนูบอกเลยว่าหนูไม่ชอบเวทีนางงาม เพราะว่าหนูไม่ใช่คนหวาน หนูเป็นคนลุยๆ แล้วรู้สึกว่าเราไม่ต้องมายิ้มมาเดินช้าๆ ชอบความฉับๆ ความทะมัดทะแมง ที่มันจะเข้ากับตัวหนูมากกว่า ก็เลยเลือกที่จะมาประกวดเวทีนางแบบ

เมื่อสัมผัสการแสดงครั้งแรก

รู้สึกว่ามันยากมากเลยนะคะ มันตื่นเต้นไปหมดเลย เพราะว่าเรื่องมุมกล้องเราก็ไม่รู้ เราต้องมาเริ่มนับหนึ่งเลยค่ะ แล้วยิ่งมันจะยากก็เพราะว่าละครสองรื่องเป็นคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันมากเรื่องละอองดาวจะเป็นคาแร็กเตอร์เรียบร้อย พูดน้อยอ่อนหวาน และเป็นละครแนวพีเรียดด้วยคำพูดมันก็จะยาก แต่เรื่องนักรบตาปีศาจคือบู๊สุดตัวไปเลยพลิกคาแร็กเตอร์ไปเลยค่ะ การถ่ายทำก็พร้อมกันด้วย แต่ก็จะไม่ค่อยยากในการแยกคาแร็กเตอร์เพราะว่ามันต่างกันมากเลย

เล่นละครเรื่องที่ 2 ก็ได้ขึ้นเป็นนางเอกเลย

ก็รู้สึกดีใจค่ะ เพราะรู้สึกว่าเวทีไทยซูเปอร์โมเดลคือเวทีที่ให้โอกาสคนและเป็นบันไดที่ทำให้หนูได้มาทำงานในวงการอย่างเต็มตัวก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่ช่องด้วยที่ให้โอกาสเราเพราะว่าหนูยังไม่แคยเล่นละครมาก่อนเลย อย่างตอนที่ได้เล่นเรื่องแรกละอองดาว หนูรู้สึกว่าเป็นความโชคดีของหนูที่ผู้ใหญ่กล้าให้หนูมาเล่นบทนี้ ความฝันของหนูคืออยากเป็นนางเอกไหมก็อยากเป็น แต่ไม่คิดว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้ในความรู้สึกคือมันเร็วมากและเป็นความโชคดีมากที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสเราตรงนี้ กับคำว่า “นางเอก” กังวลมากกลัวว่าเราจะทำให้กองต้องล่าช้าหรือเปล่าด้วยความที่มันเป็นบู๊ด้วยค่ะ กลัวว่าจะมาเป็นตัวถ่วงของเขาหรือเปล่าหนูไม่มีพื้นฐานทางการแสดงมาก่อนเลย คือถามว่าเล่นได้ไหมมันก็เล่นได้แต่เราไม่รู้ว่าในมุมมองของผู้กำกับคำว่าได้ของเรากับคำว่าได้ของเขามันไม่เหมือนกัน หนูรู้สึกว่าด้วยความที่เราเป็นเด็กใหม่มาเจอนักแสดงรุ่นใหญ่ที่เขาผ่านประสบการณ์มาเยอะแล้ว เราก็ต้องยิ่งทำการบ้านอย่างหนัก อย่างบทคิวบู๊หนูก็ต้องอ่านอย่างละเอียดเลย แต่ว่าก็โชคดีที่มีผู้กำกับคอยให้คำแนะนำ มีไปเรียนต่อยมวย เรียนการต่อสู้ขั้นพื้นฐานแล้วก็เรียนฝึกยิงปืน

ราชินีนักบู๊คนใหม่

ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเป็นนักบู๊ (ยิ้ม) แค่คิดว่าจะมาเป็นนางเอกหนูก็ยังไม่กล้าคิดเลย บอกตรงๆ นะคะ คือหนูเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดคนนึงที่มีความฝันว่าอยากเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่ามันสูงสุดแล้ว การที่จะได้เข้ามาทำงานในวงการนี้มันเหมือนเป็นความทะเยอทะยานของเด็กต่างจังหวัดคนนึงค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าอยากจะมีชื่อเสียงหนูแค่รู้สึกว่าชอบการแสดง และอยากทำอยากลองทำอยากมีคนให้โอกาสมายืนตรงจุดนี้บ้าง แล้วแม่ก็สนับสนุนเพราะว่าชอบดูประกวดเวทีต่างๆ และส่งเสริมทุกอย่าง โชคดีที่พ่อกับแม่หนูไม่เคยห้ามอะไรเลย อยากทำอะไรทำอยากลองอะไรลอง และอะไรที่ทำแล้วเราคิดว่ามันจะไปได้ดีก็ลองเลย ก่อนที่จะมาประกวด ตอนอยู่ ม.5 ก็ขอแม่ไปเรียนเดินแบบ แต่ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะมาเวทีนี้นะคะ แค่เราอยากฝึกบุคลิกภาพตัวเองแล้วเราอยากมาลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะว่าที่บ้านหนูที่โคราชไม่มีอะไรแบบนี้ ตอนนั้นมันเป็นโรงเรียนสอนเดินแบบของ “พี่โย-ยศวดี” หนูเห็นเขาโฆษณาในทีวีก็เลยขอแม่ว่าอยากเรียนเพราะว่าช่วงนั้นก็ปิดเทอมพอดี แม่ก็เลยเห็นว่าอยากลองก็ลองดู

หลงเสน่ห์การเดินแบบ

พอได้ลองแล้วก็รู้สึกชอบเลยค่ะ รู้สึกว่ามันถูกจริตกับเรา พอลองไปเรียนที่โรงเรียนเดินแบบเขาก็จะมีป้อนงานให้ ได้ไปเดินงานแฟชั่นโชว์ต่างๆแต่อาจจะเป็นเวทีเล็กๆ งานเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งตอนนั้นหนูก็เป็นนางแบบได้แล้วเพราะว่าเป็นคนสูงๆ ผอมๆ มาตั้งแต่เด็กๆ ก็มีงานเดินแบบตั้งแต่ ม.5 แล้วก็นั่งรถทัวร์เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯด้วยค่ะ เย็นวันศุกร์ก็จะนั่งรถทัวร์มาแล้วมาค้างกับพี่สาวที่อยู่หอพักที่กรุงเทพฯ แล้วเราก็ไปเรียนเดินแบบวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ต้องนั่งรถทัวร์กลับ เป็นความรู้เป็นประสบการณ์ที่เราได้นำมาใช้ในเวทีจริงตอนที่ประกวด และอีกอย่างพอเราได้มีโอกาสมาทำงานแม้ว่าจะเป็นแฟชั่นโชว์เล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เราสะสมมาเรื่อยๆ และเป็นประสบการณ์ พอเรามาประกวดเวทีใหญ่เลยเหมือนว่าเรามีพื้นฐานมาบ้างแล้ว

กับความสำเร็จในวันนี้

ก็ดีใจค่ะหนูรู้สึกว่ามันเร็วมากคือระยะเวลาค่อนข้างเร็วหนูดีใจและอยากขอบคุณทุกคนที่อยู่ข้างหลังทั้งพ่อแม่ใครหลายๆ คนที่คอยผลักดันหนูให้มาอยู่ตรงนี้ หนูก็คิดว่าจะเดินตามความฝันไปให้ได้ไกลที่สุด เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เรารักและเราอยากทำมาตั้งนานแล้วก็เต็มที่กับมัน หนูเป็นคนกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็กๆ และเป็นคนลุยๆ ที่บ้านจะเลี้ยงให้กล้าคิดกล้าทำลองผิดลองถูกให้รู้ได้ด้วยตัวเอง พ่อจะไม่ค่อยห้ามเลยอยากไปไหนไปอยากทำอะไรทำ เขาก็จะคอยสอนเราคอยให้วัคซีนเราอยู่เรื่อยๆ อีกอย่างคือพ่อกับแม่ก็มั่นใจอยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาสอนมันจะทำให้เรารู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะว่าหนูเป็นคนที่ถ้าอยากรู้อะไรแล้วก็ต้องลอง

คือความหวังของครอบครัว

แค่วันที่หนูได้ตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดล บอกตรงๆ ว่าหนูไม่กล้ามองลงมาข้างล่างเลยเพราะว่าพ่อกับแม่น้ำตาไหล คือเราอยู่บนเวทีซึ่งมันเป็นวินาทีที่สำคัญมากๆ ในชีวิต ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยแต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทำความฝันของตัวเอง แต่มันคือการทำความหวังของพ่อแม่ให้เป็นจริงด้วย หนูไม่ได้แบกมาแค่ตัวคนเดียว แต่หนูแบกความหวังความตั้งใจของพ่อแม่ที่ผลักดันเรามาถึงตรงจุดนี้ จุดประสงค์หลักที่หนูทำงานที่มายืนจุดนี้ก็เพื่อที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่อยากให้พ่อแม่สบาย

ก็อยากจะฝากละครทั้งสองเรื่องของเนยด้วยนะคะเป็นสองเรื่องที่คาแร็กเตอร์ต่างกันสุดขั้วเลยและเนยก็ตั้งใจทำงานนี้อย่างเต็มที่ไม่อยากให้คนดูผิดหวังอยากฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของแฟนๆด้วยค่ะ

Rookies : ‘ณัฐ-เอ็ม’ 2 หนุ่มกล้ามแน่น จาก‘ราชนาวีที่รัก’ที่สาวๆ ต่างเทใจให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/290575

Rookies : ‘ณัฐ-เอ็ม’ 2 หนุ่มกล้ามแน่น จาก‘ราชนาวีที่รัก’ที่สาวๆ ต่างเทใจให้

Rookies : ‘ณัฐ-เอ็ม’ 2 หนุ่มกล้ามแน่น จาก‘ราชนาวีที่รัก’ที่สาวๆ ต่างเทใจให้

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากสำหรับหนุ่มๆ หน่วยฉลามวาฬ จากซีรี่ส์ภารกิจรัก ตอน “ราชนาวีที่รัก” ทางช่อง 7 เราจึงไม่ยอมพลาดจับสองหนุ่ม “ณัฐ-พศุฑย์ พงศ์พศุตม์”และ “เอ็ม-อดุลยรัศมิ์ สุวรรณจักรา” มาแนะนำให้แฟนๆ ได้รู้จักกัน

แรกเริ่มก่อนที่จะมาสัมผัสงานแสดง

เอ็ม : ผมชอบร้องเพลงครับ เคยประกวดเดอะสตาร์ปีเดียวกับแกงส้ม เข้ารอบร้อยคน และก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นละครเวที คือมาทางสายละครเวที ตั้งแต่อายุ 15 อยู่กับค่ายดรีมบ๊อก พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังเรียนละครเวทีด้วย ชอบร้องเพลงเพราะว่าตอนที่เล่นละครเวทีก็เป็นละครเพลงครับ แรกๆ ฝึกร้องเองแต่ว่าพอมาเล่นละครเวทีก็จะมีครูสอนร้องเพลงสอนการแสดงให้ผมก็โชคดีที่ได้เรียนรู้จากตรงนั้น เพลงก็ยังร้องอยู่จะมีวงประสานเสียงอยู่ที่วงสวนพลูเป็นหนึ่งในสมาชิกตรงซึ่งก็ยังคงมีร้องบ้าง มีอีเว้นท์เรื่อยๆ วงสวนพลูเป็นวงประสานเสียงของไทยที่ชนะเลิศระดับโลก งานมีแทบทุกวัน ถ้าผมว่างก็จะไปเพราะว่าสมาชิกเรามีสี่สิบห้าสิบคนถ้าติดละครผมก็จะขอดรอปการซ้อมไว้ก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ให้ความสำคัญกับเขาคือผมได้เรียนรู้จากตรงนี้แล้วผมก็เคารพในความรู้ที่เขาให้ผมมา ถ้ามีโอกาสที่ผมจะได้กลับไปทำเต็มที่ผมก็จะไป

ณัฐ : ผมมีความฝันว่าอยากจะเป็นนักฟุตบอลครับ เคยเป็นนักเตะฝึกหัดของแมนฯซิตี้ช่วงอายุ 15 ปี ก็ได้ไปซ้อมที่อังกฤษ แล้วผมต้องเลือกระหว่างฟุตบอลกับเรียน มันจุดพลิกผันที่ว่าเราต้องมาคุยกับแม่กับที่บ้านแล้วว่าเราจะเลือกอะไร สุดท้ายพอกลับมาจากอังกฤษก็เลือกที่จะเรียนแล้วก็สอบเข้าที่ธรรมศาสตร์ ไม่ได้รู้สึกเสียดายโอกาสตรงนั้นนะครับ ผมว่าทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตมันจะพาให้เรามาอยู่ในจุด ณ ปัจจุบัน เหมือนกับว่าทุกอย่างมันวางไว้หมดแล้วครับ ตอนนั้นคือคิดว่าอยากจะเป็นนักเตะอาชีพ แต่มีปัญหาที่ว่าเราอายุ 15 มันคาบเกี่ยวระหว่างเรียน ใกล้เข้ามหา’ลัยเลยเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

มีครอบครัวเป็นผู้ผลักดัน

เอ็ม : จุดเริ่มต้นมาจากน้องสาวผมครับที่เขาเห็นว่าเราเรียนมาทางการแสดงแต่ว่ายังไม่เคยเห็นออกทีวี น้องก็เลยแอบส่งโพรไฟล์ของผมเข้าประกวดดรีมสตาร์โดยที่ผมไม่รู้ คือผมจะมีโพรไฟล์แล้วก็รูปเก็บไว้ในคอมพ์พอน้องสาวรู้ว่าเขาเปิดรับสมัครก็เลยส่งไป สักพักมีคนโทร.มาหาผมแล้วบอกว่าโพรไฟล์ผ่านให้ผมเข้าไปคัดตัวอีกรอบหนึ่ง ผมก็ตกใจบอกเขาไปว่าผมไม่ได้ส่งอะไรไปนะครับ เขาก็เลยบอกว่าพอดีมีน้องผู้หญิงติดต่อมา และส่งโพรไฟล์นี้มาก็นึกถึงน้องสาวเลย พอโทร.ไปถามน้องเขาก็ยอมรับว่าเขาส่งไปเอง เพราะอยากเห็นเราออกทีวี ในเมื่อมันเป็นการแสดงซึ่งผมรักการแสดงอยู่แล้วงั้นเราลองเปลี่ยนสายไปดูลองไปทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้างก็เลยได้ไปประกวดและเข้ารอบมาเรื่อยๆ จนชนะ

ณัฐ : ผมเริ่มจากการประกวดของโตโยต้า ที่เขาหาพรีเซ็นเตอร์รถยนต์ ก็เข้าไปประกวด และได้มีโอกาสไปเรียนการแสดง จังหวะนี้เลยทำให้ผมรู้สึกว่าเราเริ่มชอบ คือแม่อยากให้ไปประกวดเพื่อที่เราจะได้กล้าแสดงออก พอได้เรียนการแสดงก็เลยเริ่มชอบ หลังจากนั้นแม่ก็ไป
เห็นว่าทางช่อง 7 มีประกวดดรีมสตาร์ค้นหานักแสดงหน้าใหม่ แม่ก็เลยให้ลองมาประกวด โดยที่ทุกคนเขาแสดงเก่งมากแต่ว่าผมไม่เคยเลย แต่ว่าก็ติดมาได้ อาจจะเป็นเพราะว่าเรามาแบบธรรมชาติด้วยครับ ไม่ได้เก่งก็จริงแต่ว่าเรามาแบบเป็นตัวของตัวเองไม่ได้คิดอะไร เลยได้ตำแหน่งขวัญใจรุ่นพี่ จากพี่ๆ นักแสดงช่อง 7

ฟีดแบ๊กจากครอบครัว

เอ็ม : น้องสาวก็ดีใจครับไม่คิดว่าเราจะไปได้ขนาดนั้น คือเขาคิดว่าเห็นพี่ออกทีวีประกวดเขาก็ดีใจแล้ว พอวันจริงประกาศชื่อผมชนะเลิศก็กรี๊ดกันทั้งบ้านเลยครับ ก็โอเคเขาคิดว่าผมทำในสิ่งที่ผมรักสำเร็จแล้วผมเคยเรียนการแสดงตอนมัธยมที่บ้านก็ไม่สนับสนุนประมาณว่าเราจะมามั่นคงได้ไหมกับอาชีพนี้จะเต้นกินรำกินได้เหรอ แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้นผมรู้สึกว่าผมทำแล้วมีความสุขเพราะฉะนั้นชีวิตนี้ผมขอได้ทำในสิ่งที่มีความสุขแล้วกัน จริงๆที่บ้านเขาก็ไม่เชิงให้หรอกครับแต่ว่าผมดื้อ (หัวเราะ) และเราก็พิสูจน์ให้เขาได้เห็นว่าผมสามารถทำมันได้จริงๆ

ณัฐ : ที่บ้านก็บอกว่าถ้าลูกมีความสุขก็ทำไปเลย ถ้าไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อนคือทุกอาชีพถ้าเกิดว่าเราทำแล้วมีความสุขเราก็ทำไปเถอะครับ พอผมได้ลองถ่ายโฆษณาโตโยต้าไปแล้วเราก็รู้สึกว่าชอบและสนุกที่จะทำได้เจอทีมงานเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้นไม่เขินกล้อง แต่มาประกวดเราก็ไม่ได้หวังอะไรเลยนะครับ ไม่คิดอะไรก็มาแบบสบายๆ เพราะว่าผมไม่ได้มีความฝันว่าวันหนึ่งเราจะเป็นนักแสดงด้วยซ้ำ

พร้อมที่จะเรียนรู้และเปิดรับการแสดง

เอ็ม : ผมต้องปรับเยอะเลยครับเพราะละครเวทีเล่นสดเล่นใหญ่ ก็เลยต้องลดการแสดงของตัวเองลง และเล่นมาจากอินเนอร์ข้างในของตัวละครจริงๆ ว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไงและควรแสดงออกมายังไงผมอุทิศตัวเองกับการแสดงแล้วถึงแม้ว่าต่อไปภายภาคหน้าผมจะไม่ได้เป็นนักแสดง ผมก็จะผันตัวเองมาทำเบื้องหลัง ด้วยความที่สายที่เรียนมาเขาสอนให้เราเหมือนไปเป็นครูการแสดงด้วย ได้เรื่องแอ๊กติ้งโค้ชด้วย ผมก็คิดว่าถ้าวันหนึ่งที่ผมแก่ หรือว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวผมที่ทำให้ไม่สามารถเป็นนักแสดงได้ผมก็จะมาเป็นครูสอนการแสดงแทน

ณัฐ : เข้ามาวงการมาเต็มตัวแล้วรู้สึกมีความสุขมากนะครับ ถึงจะเป็นงานที่ตื่นตีสามตีสี่ก็จริงแต่ว่าก็มีความสุข เลือกไม่ผิดเลยที่ได้มีโอกาสเข้ามา ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะชอบขนาดนี้ แต่ว่าพอเข้ามาทำแล้วเรารู้สึกมีความสุข ก็จะเล่นละครต่อไปเรื่อยๆ คือไม่ได้คิดล่วงหน้าคิดแค่ว่าตอนนี้เราได้รับมอบหมายบทนี้มาเราก็ตั้งใจทำให้เต็มที่ เพราะว่าแต่ละบทบาทมันก็ค่อนข้างหนักเราต้องเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ถ้าเราไปเล่นส่งเดชผมว่ามันก็ไม่ใช่ เดี๋ยวโอกาสที่ผู้ใหญ่ให้มามันจะเสียเปล่า

ด้วยความมุ่งมั่นและพยายาม

เอ็ม :ตอนที่ผมประกวดดรีมสตาร์ ผมหนักเก้าสิบกว่าแต่เวทีนี้เขาไม่ได้คัดเลือกจากรูปร่างหน้าตา เขาเลือกจากความสามารถ ผมอ้วนมากบึ้กมากไม่มีใครคิดว่าผมจะได้ จนมาถึงตอนสัมภาษณ์คัดตัวก็มีผู้ใหญ่หลายคนมากคือเขาให้ผมแสดงแล้วก็พูดคุยถึงเรื่องทัศนคติต่างๆ ผมก็รู้สึกได้ว่าเขาชอบผมแล้วหลังจากนั้นเขาก็ถามว่าผมจะลดน้ำหนักได้ไหม ผมก็ไม่รู้แต่ก็บอกว่าได้เพราะว่าอยากจะทำตรงนี้ ก็เลยลดน้ำหนักมาเรื่อยๆจนถึงวันประกวดซึ่งใช้เวลาประมาณสามเดือนในการเก็บตัว ผมเหลือ 67 คนที่เห็นผมวันแรกกับมาเห็นวันสุดท้ายที่ประกวดเขาช็อกเลยครับ เราทำได้จริงๆ ผมว่าเขาน่าจะเห็นจากความพยายามของผมเลยทำให้ผมชนะการประกวด

จากวันแรกจนถึงวันนี้

ณัฐ : จากละครเรื่องแรก “คู่หู” เล่นเป็นเพื่อนสนิทของนางเอกหลงรักเพื่อน บทจะเป็นใสๆ พอมาเรื่องที่สอง “นายร้อยสอยดาว” ได้เล่นเป็นพระเอก ก็รู้สึกกดดันมากๆ กลัวจะทำออกมาไม่ดี เพราะว่าเรื่องนี้เป็นละครรีเมคแต่ว่าเราก็มีโอกาสได้ไปเวิร์กช็อปถึงสี่เดือน เลยทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นครับ ที่ว่ากดดันก็เพราะว่าเราต้องเล่นเป็นคนในเครื่องแบบเป็นนักเรียนนายร้อยซึ่งดูทรงเกียรติมาก ส่วน “ราชนาวีที่รัก” ต้องบอกว่าผมไม่เคยคิดลุ้นงานตัวเอง แค่คิดว่าเราทำเต็มที่ ผู้ชมก็คือมีหลายๆ ความคิดเห็นเราไม่สามารถไปให้ทุกคนชอบได้เพราะว่าทุกชิ้นงานก็ต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คนที่เขาไม่ชอบไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีนะครับ คือเขาอาจจะมีมุมมองที่ไม่เหมือนกันอาจจะมองว่างานควรจะเป็นแบบนั้นแบบนี้มากกว่าไหม ก็เลยไม่ได้ซีเรียสครับ เราเป็นนักแสดงถ้าผู้กำกับอยากให้เราเล่นไปในทางไหนเราก็ควรจะเล่นแบบนั้น เพราะถ้าเกิดเราไปเล่นไปคิดอะไรมากมายมันเกินหน้าที่ครับเพราะเราเป็นแค่นักแสดง

เอ็ม : ผลงานละครตอนนี้ที่ถ่ายทำมีสามเรื่องและเล่นเป็นทหารหมดเลย แล้วล่าสุดผมเพิ่งจับใบดำใบแดงมาแล้วได้ใบดำเขาก็บอกว่าหน่วยก้านอย่างนี้น่าจะเป็นทหาร ผมก็เลยบอกว่าขอไปรับใช้ทางอื่นแล้วกันนะครับ สุดท้ายก็เลยได้มาเล่นเป็นทหารทั้งสามเรื่อง เรื่อง “นายร้อยสอยดาว” เป็นทหารบก “แม่สื่อจอมป่วน” เป็นทหารอากาศ “ราชนาวีที่รัก” เป็นทหารเรือ ก็โชคดีครับที่ได้ใส่เครื่องแบบของทุกเหล่าทัพเลย ซึ่งก็รู้สึกถึงความเข้มแข็งบางอย่างที่ถ้าเป็นเราเองเราคงไม่รู้สึกแบบนี้ สำหรับฟีดแบ๊กเรื่อง “ราชนาวีที่รัก” ถือว่าดีมากๆ มีคนพูดถึงหน่วยฉลามวาฬกันเยอะเลยก็รู้สึกดีใจครับ

อีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ

เอ็ม : ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาติดตามเราแบบนี้ครับ คือมันเหนือความคาดหมายมากๆ ของผมคือผมรู้สึกว่าเราเป็นแค่คนคนหนึ่งที่รักการแสดง แล้วเราจะทำอาชีพการแสดงให้ดีที่สุด เราไม่ได้คิดว่าเราเข้ามาตรงนี้แล้วเราอยากจะมีแฟนคลับ แต่ได้มาเจอผมติดตามจากผลงานแล้วได้รู้จักตัวตนแล้วเขาชื่นชอบในตัวตน และยอมรับในสิ่งที่ผมเป็นก็ต้องขอบคุณพวกเขามากๆ ป้ายไฟมีแล้วครับ (หัวเราะ)ไม่เคยเจอไม่คิดว่าจะมีแบบนี้

ณัฐ : แฟนคลับมีเหมือนกันครับ และจะมีจับให้เป็นคู่จิ้นกับพี่เอ็มด้วยครับ เหมือนว่าเราได้ร่วมงานกัน ประกวดมาพร้อมกันและได้ร่วมงานด้วยกันบ่อย เรื่องแรกเราอาจจะไม่ได้เล่นด้วยกัน แต่ว่าพอมาเรื่องนายร้อยสอยดาว ผมเล่นเป็นพระเอก พี่เอ็มเขาก็เล่นเป็นพระรอง คือเราเหมือนเป็นคู่ซี้กันเข้าฉากด้วยกันบ่อยเลยครับในเรื่อง และพอมาเรื่องราชนาวีที่รัก ก็ได้เล่นด้วยกันอีก แต่ในบทละครเราไม่ได้เป็นคู่จิ้นอะไรกันนะครับ คือจะเป็นกลุ่มเพื่อนกันปกติ แต่คนอื่นเห็นเขาจะรู้สึกว่าสองคนนี้อีกแล้วเหรอ (ยิ้ม) ความรู้สึกของผมเองผมว่าทำอะไรที่มีความสุขก็ได้หมดครับ ที่คนมองว่าจิ้นก็คืออย่างเวลาไปถ่ายละครผมก็จะติดรถพี่เอ็มไป นอนก็นอนห้องเดียวกัน เข้าบทด้วยกัน พี่เอ็มเขาเป็นพี่ชายครับ คนอื่นจะเห็นยังไงอันนี้ไม่แน่ใจ (หัวเราะ) ไม่ได้ซีเรียสถ้าจะจับให้เป็นคู่จิ้นกัน เพราะสมัยนี้มันเปิดกว้างมาก

ชื่อ – สกุล : พศุฑย์ พงศ์พศุตม์

ชื่อเล่น : ณัฐ

วัน / เดือน / ปี เกิด : 11 พฤศจิกายน 2536

ส่วนสูง: 180 เซนติเมตร

น้ำหนัก: 68 กิโลกรัม

การศึกษา : ปี 4 คณะเศรษฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

งานอดิเรก : เตะฟุตบอล, มวยไทย

อาหารจานโปรด : ทุกอย่างโดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น

ศิลปินต้นแบบ : เวียร์-ศุกลวัฒน์, มิกค์ ทองระย้า

ผลงานที่ผ่านมา : โฆษณาโตโยต้า, ละครเรื่อง คู่หู

ผลงานปัจจุบัน : ซีรี่ส์ภารกิจรักตอน ราชนาวีที่รัก, นายร้อยสอยดาว

คติประจำใจ : ทำอะไรที่มีความสุขจงทำไปเถิดถ้าไม่เดือดร้อนคนอื่น

ช่องทางการติดตาม : IG @nutpasuth

ชื่อ – สกุล : อดุลยรัศมิ์ สุวรรณจักรา

ชื่อเล่น : เอ็ม

วัน / เดือน / ปี เกิด : 24 สิงหาคม 2534

ส่วนสูง:180 เซนติเมตร

น้ำหนัก: 72 กิโลกรัม

การศึกษา : ปริญญาตรี คณะสื่อสารการแสดง วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

งานอดิเรก : ออกกำลังกาย, ปีนหน้าผาจำลอง

อาหารจานโปรด : อาหารไทยทุกชนิด

ศิลปินต้นแบบ : ซี-ศิวัฒน์, นก-สินจัย, แอน ทองประสม, อั้ม-พัชราภา

ผลงานที่ผ่านมา : ชนะเลิศ Dream Star 2014, ละครเรื่อง คนละโลก, คุณนายสายลับ

ผลงานปัจจุบัน : ซีรี่ส์ภารกิจรัก ตอนราชนาวีที่รัก, แม่สื่อจอมป่วน, นายร้อยสอยดาว

คติประจำใจ : เชื่อมั่นในตัวเองและเห็นคุณค่าในตัวเอง

ช่องทางการติดตาม : IG@adulyarasmi

Rookies : ตัวตนที่น่าค้นหา ของหนุ่มยิ้มเสน่ห์‘สิงโต-ปราชญา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/289351

Rookies : ตัวตนที่น่าค้นหา ของหนุ่มยิ้มเสน่ห์‘สิงโต-ปราชญา’

Rookies : ตัวตนที่น่าค้นหา ของหนุ่มยิ้มเสน่ห์‘สิงโต-ปราชญา’

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้ว่า “SOTUS The Series พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง” ทางช่องวัน 31 จะลาจอไปตั้งแต่เมื่อต้นปี แต่กระแสความฮอตของคู่จิ้นขวัญใจสาววาย “คริส-สิงโต”ก็ยังคงแรงดีไม่มีตก ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็ได้ใจแฟนๆ ไปซะหมด ครั้งก่อนเรามีโอกาสรู้จักกับ หนุ่มคริส พี่ว้ากสุดโหด(ในจอ) กันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคิวของ “ก้องภพ” น้องปีหนึ่งอย่าง“สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์” กันบ้าง รับรองว่าแฟนๆ ต้องกรี๊ดไปกับหลากหลายมุมชีวิตของเขา ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยรอยยิ้มและสายตาที่ทรงเสน่ห์อย่างแน่นอน

เมื่อครั้งเป็นเด็กชาย

ในวัยเด็กสิงเป็นคนค่อนข้างที่จะเนิร์ดมากเลยครับ ตั้งแต่ประถมปลายๆ จนถึงม.ต้นเลย จะเป็นเด็กที่เนิร์ดมาก ถ้าเปรียบเทียบก็คือจะเป็นเด็กที่นั่งหน้าตลอด แต่ว่าไม่ได้ตั้งใจเรียนนะ ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองต้องการอะไร (ยิ้ม) แต่ว่าต้องนั่งหน้า ต้องทำตัวให้ดีตลอดเวลา และจะโดนเพื่อนแกล้งตลอด ด้วยความที่เราตัวเล็กที่สุด ส่วนเรื่องการเรียนเป็นคนเรียนไม่เก่งมาก แต่ว่าก็ไม่แย่

ว่าด้วยเรื่องความฝัน

ความฝันของสิงจะมีหลายอาชีพมากครับ ไล่มาเลยคือตอนเด็กๆ อยากจะเป็นหมอ เพราะอยากช่วยคน พอโตมาหน่อยก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดนั้น คือเป็นคนที่ขี้ลืมมากๆ อ่านแป๊บเดียวลืม ก็เลยผันตัวเองว่าอยากเป็นทหาร คืออยากเป็นทหารรักษาพระองค์ ทหารเสือพระราชินี อะไรประมาณนี้ ก็เลยเก็บตัวและสอบเตรียมทหาร 3 ปี แต่ว่าไม่ติดเลย เพราะว่าเตรียมทหารไม่ได้เข้าง่ายๆ ต้องเป็นคนที่เก่งคำนวณ เก่งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่ว่าผมถนัดแค่ภาษาอังกฤษ แล้วอ่อนคำนวณมาก เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ผ่าน ความฝันเลยหยุดอยู่ตรงนั้น ความฝันอาจจะสูงนิดหนึ่ง แต่ก็คิดว่าบางทีเราไม่จำเป็นต้องเป็นทหารอย่างเดียว ถึงจะทำหน้าที่ตรงนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร เราก็สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้เหมือนกัน ผมก็เลยลองถามใจตัวเองดูว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบอะไร แต่ว่างานด้านบันเทิงไม่มีแววหน้าฉากเลยครับ ต้องบอกว่าผมชอบทางด้านการบริการ คือถัดจากทหาร แทบจะเบนเข็มมาโดยสมบูรณ์เลยคืออยากเป็นสจ๊วต เราถามตัวเองแล้วว่าเราชอบด้านบริการ ชอบท่องเที่ยว ก็เลยคิดว่าสจ๊วตน่าจะโอเคนะ แต่ในขณะเดียวกัน ณ ตอนนั้นก็มีโอกาสได้ทำงานพวกตัดต่อวีดีโอ ถ่ายหนังสั้นให้เพื่อน ก็เลยรู้สึกว่าทางนี้มันก็ใช่เรานะ (ตาวาว) ตอนนี้ก็เลยเหลือแค่สองอาชีพแล้วครับคือสจ๊วต กับทำงานเบื้องหลัง ก็เลยอยากเข้านิเทศศาสตร์ คือถึงจะจบอะไรมา ผมก็สามารถไปสอบเป็นสจ๊วตได้อยู่แล้ว แต่ว่านิเทศศาสตร์อาจจะเรียนสายตรงนิดหนึ่ง ตอนนี้เลยย้ายมาเรียนนิเทศศาสตร์ ถ้าจบปี 4 ผมก็คงต้องดูอีกทีว่าใจจริงแล้วตัวเองอยากทำงานในพาร์ทไหน เบื้องหลังหรือว่าเป็นสจ๊วต

กลับมาเริ่มใหม่อีกครั้งสำหรับ ปี 1

แอบรู้สึกเสียดายเบาๆ เหมือนกัน แต่พอคุณพ่อบอกว่าไม่เป็นไรขอแค่เรียนจบปริญญาตรีตามที่ตัวเองได้ บอกแม่ไว้แค่นี้ก็โอเคแล้ว และสิงรู้สึกว่าถ้าเราเริ่มใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบมันก็ไม่น่าจะช้าไป เริ่มเรียนปีหนึ่งใหม่ทั้งที่เรียนที่ ม.เกษตรฯ มาจนถึงปี 4 แล้ว จะซิ่วตอนปี 1 ปี 2 ก็ได้ แต่ว่าเราก็ยังดั้นด้นเรียน เพราะว่าตอนนั้นคุณแม่ยังอยู่ เราก็อยากให้คุณแม่เห็น และเชื่อว่าตัวเองทำได้ แต่ว่าพอเรียนแล้ว เรารู้สึกเรารู้ตัวเองว่ามันไม่ไหว แล้วพอช่วงคุณแม่เสียก็พอดีกับว่าเรื่องเรียนมันยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แย่มาก เลยตัดสินใจไปคุยกับพ่อว่าทำยังไงดี พ่อก็บอกว่าถ้าอยากซิ่วไปเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบก็ทำเลย พ่อไม่ว่าเลย พ่อเปิดโอกาสให้สิงทำในสิ่งที่ตัวเองรักตั้งแต่แรก เพียงแต่ว่าที่สิงเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะว่าอยากเอาใจแม่นิดหนึ่ง เพราะช่วงนั้นคุณแม่ป่วย

ก้าวแรกสัมผัสวงการบันเทิง

จุดเริ่มต้นมาจากที่สิงเป็นพี่ว้ากตอนปี 3 แล้วมีคนถ่ายรูปตอนที่ว้ากน้องปี 1 คนหนึ่งแล้วน้องร้องไห้ ซึ่งน้องคนนั้นเป็นเดือนคณะ ภาพนี้ก็หลุดไป แล้วมีแฮชแท็กพี่ว้ากตัวร้ายกับนายปี 1 แล้วก็มีทีมงานไปเจอ เขาก็ต้องการที่จะให้เข้าไปแคสดู แล้วเขาก็หาไอจีผมจนเจอ และติดต่อเข้ามาครับ พอได้รับการติดต่อมา ยอมรับว่ากลัวครับ เพราะว่าไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน กลัวว่าจะโดนหลอกหรือเปล่า ก็เลยไปถาม “พี่เจน” ซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนตัวของสิง คือเราก็กะว่าจะทำงานในวงการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่างานนี้มาก่อน ผมคิดไว้ว่าอยากจะลองเดินแบบเฉยๆ เราไม่ได้อยากเป็นนักแสดง พอไปแคสก็ได้แคสกับบทพี่อาทิตย์ แล้วพี่เขาก็บอกว่าให้ลองแคสบทก้องภพดู พอเราแคสก้องภพเสร็จปุ๊บ เขาก็บอกว่าโอเค เราเหมาะกับบทก้องภพมากกว่า แต่ว่าก็ต้องไปแคสอีกรอบโดยเข้าคู่แล้วก็มาเจอ “คริส” (พีรวัส แสงโพธิรัตน์) ตอนแรกเข้าใจว่าน้องมาแคสอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเข้าคู่ด้วยกันก็เซอร์ไพรส์ครับ แล้วก็ดีใจด้วย เพราะว่ารู้สึกว่าเราทำงานง่ายขึ้น แต่ต้องขอสารภาพก่อนว่า เมื่อก่อนคุณแม่ก็แอบจะดันเหมือนกัน แต่ว่าคุณพ่อไม่อยากให้เข้าวงการ คือคุณแม่เคยโดนทาบทามขอสิงให้เข้าวงการ แต่คุณพ่อไม่อยากให้เข้า ทุกวันนี้คุณพ่อก็ไม่เชิงว่าสนับสนุนหรือว่าผลักดันแทนคุณแม่นะครับ พ่อบอกว่าทำอะไรที่ตัวเองมีความสุข และสิงก็มีความรู้สึกว่าด้วยความที่ตัวเองอยากไปเรียนอย่างเนี้ยแล้ว เราก็ต้องใช้เงินเยอะแน่ๆ เพราะว่าต้องไปเริ่มต้นใหม่ เราก็เลยอยากจะแบ่งเบาภาระ ตอนนี้พ่อก็อยู่คนเดียวด้วย ก็เลยคิดว่าถ้าเราทำงานได้ มันก็น่าจะดี

ตำแหน่งสูงสุดสำหรับงานเบื้องหลังที่อยากจะทำ

ผู้กำกับครับ (ยิ้ม) อยากกำกับภาพยนตร์ เพราะรู้สึกว่ามุมกล้องของภาพยนตร์และการเล่าเรื่องลำดับภาพมันมีความตื่นเต้น ชวนให้ติดตามครับ เวลาเราไปดูภาพยนตร์แต่ละครั้ง เวลาที่เขาโครสอัพนักแสดงทุกอย่างเขาต้องลำดับภาพออกมาดีจริงๆ และเป็นการเล่าเรื่องที่จบภายในชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง แอบหวังว่าอยากจะมีภาพยนตร์ที่ขึ้นเครดิตชื่อเราเป็นผู้กำกับการแสดง แต่ว่าก็ให้มันเป็นเรื่องของอนาคตดีกว่าครับ

งานเบื้องหน้าเบื้องหลังชอบอะไรมากกว่ากัน

ชอบการแสดงนะครับ ชอบการแสดงมากๆ แต่ว่าก็ยังชอบเบื้องหลังอยู่ อยากทำทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ถ้าให้เลือกก็ไม่อยากอยู่เบื้องหน้ามากนัก อยากจะอยู่เบื้องหลังมากกว่า

กับผลงานล่าสุด Sotus S The Series

ตอนนี้บทกำลังสรุปแล้ว เราก็เริ่มทำเวิร์กช็อปกันแล้ว ผมได้เจอนักแสดงที่เข้ามาร่วมในซีซั่นนี้แล้วครับ สำหรับความเปลี่ยนแปลงของตัวก้องภพมีแน่นอน คือพัฒนาจากเดิมสองปี

จากวันนั้นจนวันนี้

รวมเวลาก็เกือบๆ สองปีแล้วครับ แต่ว่ากระแสความนิยมของโซตัสและของเราสองคนก็ยังมีอยู่ ต้องยกความดีความชอบให้กับทีมงานเบื้องหลังต่างๆ ทุกอย่างเป็นองค์ประกอบที่ทำให้งานมันออกมาดีครับ ไม่ใช่แค่ตัวนักแสดงอย่างเดียว แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองมาไกลมากเกินไปแล้ว (ยิ้ม) จากที่คิดว่าขอแค่มีงานให้เราทำแบ่งเบาภาระพ่อเฉยๆ ทุกวันนี้คือเกินกว่าที่คิดมากพอสมควร

โมเมนท์ประทับใจที่แฟนๆ มอบให้

ล่าสุดก็จะเป็นงานวันเกิดครับ ซึ่งผมไปทำบุญที่บ้านราชาวดี จริงๆ ก็รู้สึกประทับใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพราะไม่คิดว่าจะมีแฟนๆ
มาร่วมทำบุญ และบินมาจากต่างประเทศเยอะขนาดนี้ คือมันประทับใจมากๆ อย่างน้อยเราได้ทำบุญร่วมกัน และก็หลายๆ อย่างที่เขาทำเซอร์ไพรส์ให้เราในวันเกิดก็ประทับใจแทบจะทุกอย่าง รวมไปถึงการที่ซื้อลิขสิทธิ์ชื่อดาวให้ก็ประทับใจ คือไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ของขวัญแบบนี้ (ยิ้ม) เป็นของขวัญที่ตัวเองไม่เคยคาดคิดไว้แล้วมันก็น่ารักมาก เวลาเปิดทวิตเตอร์ไปเจอ เช่นวันนี้เขาทำสิ่งนี้ให้เรานะ หรือว่าทำความดีทำบุญให้เราก็ประทับใจแล้วครับ ขอบคุณนะครับที่ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกันแล้วก็ยังอยู่ตรงนี้ไม่ต้องรักมากขึ้นนะครับ ขอให้รักเท่าเดิมและไม่เปลี่ยนแปลงก็พอครับ

ความในใจฝากถึงคริส

ก็ฝากบอกคริสว่าถ้าเกิดเราไม่ได้เจอกันในวันนั้น ก็อาจจะไม่มีเราในวันนี้นะ (หัวเราะ) รู้สึกว่าก็ดีนะ และขอบคุณน้องที่ให้ความสบายในการทำงานร่วมกันครับ

สุดท้ายนี้สิงก็อยากจะฝากบอกว่า ในวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายนนี้ พวกเราจะมีคอนเสิร์ต Y I LOVE YOU FAN PARTY เป็นปาร์ตี้แฟนมีท ที่นอกจากจะมีคู่เราคริส-สิงโตแล้วก็ยังจะได้พบกับศิลปินอีกมากมาย ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี อยากให้ทุกคนมาเจอกัน แน่นอนว่าเซอร์ไพรส์ต้องเก็บไว้เซอร์ไพรส์ครับ คู่ผมก็ยังเหมือนเดิมคือ คริส-พีรวัส แต่ว่าจะมีอีกคนหนึ่งเพิ่มเข้ามาคือ ก็อต (อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์) นะครับ ผมทีมพีรญาเตรียมตัวให้พร้อมนะมาลงเรือไปด้วยกัน

 

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘หญิง-รังสิกานต์’ ว่าที่ผู้พิพากษาสาว กับอีกก้าวในวงการบันเทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/286832

Rookies : ‘หญิง-รังสิกานต์’ ว่าที่ผู้พิพากษาสาว กับอีกก้าวในวงการบันเทิง

Rookies : ‘หญิง-รังสิกานต์’ ว่าที่ผู้พิพากษาสาว กับอีกก้าวในวงการบันเทิง

วันเสาร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กำลังแผ่รัศมีความร้ายออกมาเบาๆทางหน้าจอช่อง 3 ในละครเรื่อง “The Single Mom คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจฟรุ้งฟริ้ง” สำหรับนักแสดงสาวหน้าหวาน “หญิง-รังสิกานต์ โรจน์ชีวิน” แว่วมาว่ามีคนใจดีอยากจะมอบเปลือกทุเรียนเป็นรางวัลตอบเทนในความร้ายแบบสวยเชิดของเธอ อู้ยยย …เราเลยไม่รอช้ารีบคว้าสาวหญิงมาล้วงลึกถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ

หญิงในวัยเด็ก

ไม่ได้มีแววความเป็นดาราเลยค่ะ เพราะว่าหญิงจะย้ายไปเรื่อยๆ ตอนแรกอยู่ที่ลพบุรี แล้วก็ย้ายไปที่เพชรบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ ค่อยเข้ากรุงเทพฯมาตอน ป.4-ป.5 คือคุณพ่อเป็นผู้พิพากษาครอบครัวก็เลยต้องย้ายตามคุณพ่อตั้งแต่เด็กๆ แต่หญิงเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมค่ะ ร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกไม่ได้เคอะเขิน

ก้าวแรกในวงการบันเทิง

ตอนที่เข้าจุฬาฯ ก็เป็นดรัมเมเยอร์ แล้วมีรุ่นพี่ที่รู้จักให้เราลองไปแคสงานโฆษณาเหมือนหาเงินค่าขนมเราก็สนุกเวลาว่างก็เลยลองไปเล่นๆ พอไปแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองก็ชอบนะ สักพักก็มีงานโฆษณาเรื่อยๆ จนได้มาเล่นละครเรื่องแรก “นางสาวทองสร้อย” ของค่ายมาสเตอร์วัน ซึ่งที่บ้านหญิงคุณแม่สนับสนุนเรื่องการเป็นนักแสดงนะคะส่วนคุณพ่อจะเฉยๆ คุณพ่ออยากให้เรียนมากกว่า หญิงก็เรียนจบแล้ว ก็เลยถือว่าทำงานละกัน แต่ว่าคุณพ่อก็ดูนะคะ (หัวเราะ) เห็นแอบดูละครที่ลูกเล่นอยู่เหมือนกันอาจจะไม่พูดแต่ก็คือดู ส่วนคุณแม่จะชอบมากแต่ก็บอกว่าอย่าให้เราทิ้งการเรียน

มีคุณพ่อเป็นไอดอล

คุณพ่อเป็นผู้พิพากษา หญิงก็เรียนนิติศาสตร์ซึ่งตอนแรกคุณพ่ออยากให้เป็นหมอค่ะ แต่เราสอบไม่ได้ และเราก็อยากเป็นเหมือนคุณพ่อเหมือนมีคุณพ่อเป็นไอดอลก็เลยคิดว่างั้นลองสอบหมอให้ท่านก่อนแล้วกันถ้าไม่ได้ก็ค่อยไปเรียนนิติศาสตร์ สุดท้ายก็เลยได้เรียนนิติศาสตร์ ก็ไม่คิดว่าเป็นการเรียนที่หนักนะคะ หญิงมองว่ามันเป็นอาชีพมากกว่า เหมือนงานแสดงพอเราได้มาสัมผัสเราก็แสดงไปแล้วก็มีงานมีอาชีพทนายรองรับด้วย การเรียนนิติศาสตร์ถ้าเราเข้าใจมันก็ไม่ยากนะคะ แต่การแสดงยากกว่าด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แม้ว่าคุณพ่อจะเป็นไอดอลแต่ว่าเวลามีคำถามอะไรที่เราไม่เข้าใจเวลาไปปรึกษา คุณพ่อจะให้เราหาคำตอบเองก่อนให้กระตือรือร้นเอง ก่อน ถ้าสงสัยหรือว่าต้องเป็นประเด็นจริงๆ ท่านถึงจะบอก

ว่าที่ผู้พิพากษาสาว

อนาคตก็อยากจะเป็นผู้พิพากษาเหมือนคุณพ่อ แต่ว่าตอนนี้ขอทำงานแสดงให้ดีให้เต็มที่ก่อน ก็สอบไปด้วยค่ะเหลือขาสุดท้ายคือมันมีสี่ขา ถ้าขานี้ได้ก็รออายุครบแล้วเราเก็บคดีที่เกี่ยวกับทนายครบ 40 คดีถึงจะสอบผู้พิพากษาได้ แต่หญิงยังไม่รีบค่ะอยากลองทำทางการแสดงก่อนเพราะว่าเราก็รู้สึกชอบทางนี้อยู่ แล้วถ้ามันไปไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยเบนเข็มกลับมาที่วิชาชีพของตัวเอง

ด้วยจังหวะชีวิตที่เป็นไป

งานแสดงหญิงอาจจะไม่ได้มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นด้วยจังหวะโอกาสมากกว่าค่ะ คือหญิงอยู่กับ “แม่ก้อย” (ทาริกา ธิดาทิตย์) ก็ต้องรอจังหวะมีบทบาทที่เหมาะสมกับเรา ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีได้ไปเล่นนอกค่ายแล้ว ก็โอเคค่ะ แต่ถ้างานไม่ได้เยอะเราก็ไม่ได้นอยอะไรนะคะ หญิงว่าคนเรามันมีจังหวะชีวิตที่ไม่เหมือนกัน คนอื่นเขาอาจจะมีงานถี่แต่ของเราอาจจะยังไม่ลงตัวก็ได้ไม่เป็นไรค่ะก็ไม่ได้น้อยใจอะไร ได้แค่นี้ก็ดีใจแล้ว (ยิ้ม)

กับงานแสดงที่ผ่านมา

กับละครเรื่องแรก “นางสาวทองสร้อย” ตอนนั้นหญิงกำลังเรียนอยู่ ปี 3 คือเมื่อประมาณสองสามปีที่แล้ว และตอนนั้นหญิงเหมือนเป็นน้องใหม่ที่สุดในเรื่อง ยอมรับว่าการแสดงตอนนั้นคือตื่นเต้นมากเล่นแข็งไปหมดไม่รู้ว่าจะวางมือไม้ตรงไหนยังไง ให้เดินบล็อกกิ้งยังไงคือมันเหมือนเราไม่ได้รู้สึกออกมาจริงๆ ทั้งที่ตอนนั้นเรียนการแสดงเยอะมาก ทุกคนก็พยายามจะช่วยเรา “พี่ปอ” (ทฤษฎี สหวงษ์) ก็ช่วยเยอะมากคือหญิงเล่นเป็นน้องสาวของพี่ปอในเรื่องนะคะ แต่พอละครออกมาก็รู้สึกว่า “พี่เอิน” (นิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล) ช่วยเยอะในการตัดต่อ (หัวเราะ) ตัดออกมาให้ได้ดีที่สุด แต่ก็ยังไม่ดีอยู่ดีคือถ้ามองผ่านๆ ก็โอเค ไม่พอใจในฝีมือตัวเองเลยค่ะอยากกลับไปเล่นใหม่เหมือนกัน แต่ว่ากระแสจากเพื่อนๆ ก็ดีมีคนพูดถึงบอกว่าชอบรอยยิ้มแต่การแสดงข้ามไป

พลิกบทบาทในละครเรื่องสอง “The single mom คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจฟรุ้งฟริ้ง”

เป็นการมาเล่นร้ายครั้งแรกค่ะ ซึ่งคนละเรื่องกับเรื่องแรกเลยคือ “ตรีดาว” จะค่อนข้างตรงกับความเป็นจริงหน่อย แต่ว่าไม่ได้
เลวร้ายถึงขนาดนั้น เขาจะมีความต้องการของเขา คือถูกเลี้ยงมาตามใจมีอะไรก็ได้หมด อยากได้อะไรก็ได้เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองหญิงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเล่นง่ายกว่าเรื่องแรก เพราะว่าหญิงเป็นคนที่ไม่เรียบร้อยอยู่แล้วไงคะ เป็นคนที่กระโชกโฮกฮากด้วย พอมาเล่นเรื่องที่สองก็รู้สึกว่าดีขึ้นไม่เกร็งกับนักแสดงด้วยกันคือเราก็เหมือนว่ารู้จักกันมาแล้ว แต่ว่าก็ยังติดเรื่องการพูดอยู่ คือพอเป็นประโยคยาวๆ จะแบ่งวรรคไม่ค่อยถูกพอพูดออกไปความหมายมันก็จะผิดแต่พอหลังๆ ก็เริ่มดีขึ้นค่ะ ฟีตแบ๊กเรื่องนี้ค่อนข้างดีค่ะคนเริ่มหมั่นไส้ว่าคอจะแข็งจะเชิดไปไหน แล้วอยากจะมอบทุเรียนให้ (หัวเราะ)

ประสบการณ์ที่ดี

กับละครสองเรื่อง ถือเป็นสองบทบาทที่ท้าทายมากนะคะก็เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงซึ่งหญิงก็ชอบทั้งสองบทเลยค่ะ ส่วนละครเรื่องที่สามที่กำลังถ่ายทำอยู่คือ ซีรี่ส์ลูกผู้ชายเรื่องภูผา เป็นของค่าย “พี่ชุ” (ชุดาภา จันทเขตต์) เรื่องนี้จะเล่นเป็นพี่สาวของนางเอก เป็นการทำงานนอกบ้านครั้งแรกแต่ว่าทุกคนน่ารักมาก พี่ชุก็ได้ส่งให้ไปเวิร์กช็อปก่อนก็สนุกค่ะ

บทบาทที่อยากจะเล่น

หญิงว่าตอนนี้ก็เหมือนได้เล่นครบแล้วนะคะทั้งบทดีและร้าย เรื่องที่สามก็เป็นคนดีแต่ว่าจะไม่ได้นิ่งเรียบร้อยซะทีเดียวคือมีอะไร
ในตัวให้เราได้แสดงความสามารถในตัวคาแร็กเตอร์นี้ ส่วนเรื่องต่อๆ ไปจะมีบทแบบไหนมาก็ยินดีค่ะ (หัวเราะ) อย่างซีรี่ส์ลูกผู้ชายทางพี่เอินกับแม่ก้อยก็เป็นคนดูให้ค่ะแล้วพี่ชุก็เรียกเข้าไปแคสดู แล้วพี่ชุก็โอเคคือเราตรงกับคาแร็กเตอร์ที่เขาอยากได้ แล้วหญิงอ่านก็รู้สึกว่าโอเคกับบทนี้ค่ะชอบ

สำหรับหญิงเองก็รู้สึกภูมิใจนะคะที่ได้ทำให้พ่อแม่มีความสุข คุณพ่อคุณแม่จะคอยให้กำลังใจตลอดค่ะ ให้เราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดไม่ต้องไปคิดอะไร ได้รับงานมาก็ทำแข่งกับตัวเอง

Rookies : ‘ทะเล สงวนดีกุล’ หนุ่มวัยใส มาดกวน ที่กำลังยียวนหัวใจสาวๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/280700

Rookies : ‘ทะเล สงวนดีกุล’ หนุ่มวัยใส มาดกวน ที่กำลังยียวนหัวใจสาวๆ

Rookies : ‘ทะเล สงวนดีกุล’ หนุ่มวัยใส มาดกวน ที่กำลังยียวนหัวใจสาวๆ

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้จะผ่านผลงานมาไม่มาก แต่หนุ่มหน้าหล่อ ใสกิ๊ก ขวัญใจสาวๆ ทะเล สงวนดีกุล เข้าตาผู้จัดฯสุดๆ กับผลงานละครเรื่อง สายลับจับแอ๊บ ทางช่อง 3 ซึ่งทำเอาแฟนคลับติดกันงอมแงม จนเกิดความสงสัยว่าผู้ชายหน้าหล่อผิวดีคนนี้เป็นใครมาจากไหน!?

แนะนำตัวให้แฟนๆ รู้จัก

ผลงานล่าสุดละคร “สายลับจับแอ๊บ” ครับ ก่อนหน้านี้มีเรื่อง “ครั้งนั้นไม่ลืม” ช่อง 28 แล้วก็มี MV เพลง “The Devil” ของ แสตมป์-อภิวัชร์… ถ้าคนรอบข้างอาจจะมองว่าผมซน แต่ผมมองว่าตัวเองเรียบร้อยครับ (หัวเราะ) (วีรกรรมของคนเรียบร้อยมีอะไรบ้าง?) ไม่ค่อยมีอะไรครับ แค่ผมเคยตีกันกับเพื่อนจนหัวแตก ตอนป.1 เหตุเพราะแย่งรีโมทกัน จนตอนนี้ผมยังมีแผลเป็นอยู่เลย…) ตอนอยู่ที่บ้านกับที่โรงเรียนจะต่างกันมากๆ คืออยู่โรงเรียนผมจะพูดมาก ถ้าเป็นเพื่อนที่สนิทนะครับ แต่ถ้าออกไปสังคมใหม่ๆ เจอคนที่ไม่คุ้นเคยก็จะเรียบร้อย เงียบหน่อย ต้องรอสนิทก่อน

ครอบครัวที่อบอุ่นแม้จะสูญเสียคุณพ่อไปตั้งแต่เด็ก

คุณพ่อเป็นสถาปนิกครับ แต่คุณพ่อเสียเพราะอุบัติเหตุ ตอนผมอยู่ ป.1 คุณแม่กับคุณป้าเลยช่วยกันเลี้ยงผมกับน้องมา คุณแม่มีพี่น้องเยอะครับ 5 คน แล้วเขาไม่มีลูกกันเลย ผมกับน้องเลยมีหลายแม่หน่อย (หัวเราะ) ผมกับน้องสนิทกันเพราะอายุใกล้กัน มีอะไรก็คุยกัน เป็นผู้ชายด้วยกัน คุยง่ายครับ น้องก็จะค่อนข้างเรียบร้อย เรียนสายวิทย์ ตอนนี้เรียนอยู่มหิดล ส่วนคุณแม่ก็มีวางกรอบ มีลิมิตให้เรา ถ้าสมมุติไปเที่ยวเยอะๆ แม่ก็มีโมโหบ้าง(หัวเราะ) แต่ไม่ได้ห้ามไปเจอเพื่อน เขาจะชอบงอน ไม่พูดด้วย เงียบ พอเราเห็นอาการก็จะรู้ละ ต้องง้อทันทีครับ

เตรียมตัวสู่รั้วมหาวิทยาลัย

ด้วยความที่ผมเป็นเด็กชอบศิลปะ แต่พอขึ้นมัธยม เพื่อนๆ พี่ๆ เห็นเราเล่นฟรุท เล่นดนตรีได้ก็เลยมาชวนเข้าวงโยฯ ตอนแรก
ผมไม่ยอมเข้า เพราะขี้เกียจซ้อม แต่เขาก็มาตื้อเราทุกวัน ทั้งเพื่อนและรุ่นพี่ มารอหน้าห้องบ้าง จนเราใจอ่อน อยู่กับวงโยธวาทิตประมาณ 11 ปี หลังจากนั้นก็เรียนไปเรื่อยๆ ตอนแรกผมอยากเข้าสถาปัตย์ ตั้งใจไปติววาดรูป แล้วก็ไปสอบเข้าสถาปัตย์ แล้วพอมัธยมตอนปลาย เริ่มชอบการตัดต่อ ก็มีทำวีดีโอกับเพื่อนๆ ช่วงนั้นเกิดความลังเล เลยสอบทั้ง 2 อย่างเลย คือสถาปัตย์ และด้านตัดต่อกราฟิก แล้วสอบติดทั้ง 2 ที่ คือ ติดสถาปัตย์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับด้านตัดต่อกราฟิก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สุดท้ายผมเลือก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพราะผมรู้สึกว่าผมติวเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตย์ มาประมาณ 4 ปีแล้วนะ ถ้าจะให้เรามานั่งทำอย่างนี้ทุกวัน ก็ไม่ใช่แล้วล่ะ ถ้าได้ออกไปถ่ายงาน ทำอะไรกับเพื่อนๆ ที่สนุกเฮฮาน่าจะมันส์มากกว่า แถมได้ไปโน่น ไปนี่ ไม่ได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ หน้าโต๊ะเขียนแบบ ก็เลยเลือกมาเรียน คณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม เอกกราฟิกครับ พอได้เข้ามาเรียน ผมชอบนะ ได้ลองทำพวกเว็บดีไซน์ แอพพลิเคชั่นดีไซน์ แอนิเมชั่น 3D ก็เรียนพวกนี้ตลอดจนขึ้นปี 3 ผมถึงเลือกโปรดักชั่น และกำลังอยู่ในช่วงฝึกงานครับ

สังคมมหาวิทยาลัย

เปลี่ยนไปมากครับ เพราะผมเรียนชายล้วนมา 12 ปี ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล พอเข้ามหาวิทยาลัยสังคมก็กว้างขึ้น ทำอะไรก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น คือจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเรา ไม่ใช่มีอะไรก็ด่ากันพูดกันตรงๆ เหมือนตอนที่เราอยู่โรงเรียนชายล้วน บางทีคนนี้เขาพูดถึงเรา แต่เราไม่รู้ก็มี

เริ่มงานในวงการบันเทิง

ผมเพิ่งเริ่มแคสการแสดงเมื่อประมาณปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นจะเป็นตากล้อง รับจ้างตัดต่อ บริษัทของเพื่อนคุณป้า หารายได้เสริมครับ คือจริงๆ ไม่ค่อยชอบถ่ายภาพเท่าไหร่ จะชอบตัดต่อมากว่า ที่ซื้อกล้องมาตอนแรก เพราะตอนนั้นอยากทำสเปเชียลเอฟเฟกท์ เพราะต้องมีการถ่ายซ้ำที่เดิมหลายๆ รอบ ก็ทำสเปเชียลเอฟเฟกท์เล่นกับน้องชาย ก็ให้น้องมาเล่นนี่แหละครับ ได้ฝึกฝนจากตรงนั้น

ความภูมิใจกับรายได้ก้อนแรก

ก็เป็นงานเสริมที่ดีครับ ปกติเราได้ค่าขนมจากแม่ พอเราทำงานตรงนี้ได้ ก็รู้สึกดีครับ มีตังค์เป็นของตัวเอง อยากได้อะไรก็ไม่ต้องไปขอแม่ เงินก้อนแรกที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงก็พาครอบครัวไปกินข้าวกันครับ เกือบหมดเลย (หัวเราะ)

ก้าวสู่งานแสดง

ผมได้โอกาสไปแคสที่ บริษัท กู๊ดฟีลลิ่ง จำกัด ของพี่คิง (สมจริง ศรีสุภาพ) จนได้เล่นเรื่อง “สายลับจับแอ๊บ” ตอนนั้นตื่นเต้นมาก บอกไม่ถูก ผมไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน ซึ่งการแคสก็ไม่เหมือนการพรีเซ็นต์หน้าห้องเรียน แบบที่เราเคยทำ กดดัน สั่นตลอด แต่พอได้ก็แปลกใจเหมือนกันครับ เขาเอาเราไปทำไม (หัวเราะร่วน) แต่พี่คิงบอกว่าชอบที่ความใหม่ของผม คือยังไม่เคยผ่านงานแสดงอะไรมาก่อนเลย

ผ่านการเคี่ยวเข็น

ผมเล่นเป็นดาราชื่อ ซินเซียร์ ในละครเรื่อง “สายลับจับแอ๊บ” เล่นเป็นแนวชายรักชายหน่อยๆ ครับ พอเข้าฉากแรกๆ จะโดนดุเรื่องไม่นิ่ง ชอบสั่น จังหวะการพูดที่ยังไม่ลงล็อก ก็จะมีผู้กำกับมาค่อยบอกคอยสอนว่าต้องทำอย่างไร แล้วก็ได้ไปเรียนการแสดงด้วย ก็ช่วยได้เยอะครับพี่คิง แนะนำเยอะ เวลาเล่นไม่ดี เล่นไม่ถึงหรือไม่เข้าใจ เขาก็จะมานั่งข้างๆ เลยนะ มาบิ้วท์ให้ร้องไห้ทำอารมณ์ให้ได้ เข้าถึงบทบาท พี่คิงใจดีมากครับ

ตอกย้ำกระแสชายรักชาย

เรื่องแรกที่เล่นก็ชายรักชาย พอมาเรื่องที่สองก็ได้เล่นเป็นคู่ชายรักชายอีกกับเรื่อง “ครั้งนั้นไม่ลืม” (ถ่ายทำที่หลัง แต่ออนแอร์
ก่อน) ก็อยากเล่นกับผู้หญิงบ้างนะ (หัวเราะ) คือการเล่นบทชายรักชายผมก็ไม่ได้กดดันอะไรครับ มีแฟนๆ เอาไปแชร์กันเยอะ ตามเพจชายรักชาย ก็มีโดนจับคู่จิ้น มีเพื่อนแซวบ้าง เขินบ้าง แต่ไม่อึดอัดอะไรครับ

วัน(ไม่ค่อย)ว่าง

ตอนนี้ไม่ค่อยว่างครับ เพราะช่วงนี้ผมฝึกงาน 7 วัน เกี่ยวกับงานโฆษณา สนุกดีครับ แต่ถ้ามีงานที่ต้องไปถ่ายละคร ฟิตติ้ง ก็ต้องลาที่บริษัทมา ถ้าวันไหนว่างจริงๆ ก็จะไปดูหนัง พาเจ้าปูติน (สุนัข) ที่เพิ่งเลี้ยงมาประมาณห้าเดือน ไปหาหมอ เข้าฟิตเนส ออกกำลังกายเมื่อก่อนจะเป็น ว่ายน้ำ ตีแบด ตอนนี้ก็รอเพื่อนชวนเดือนละครั้งสองครั้ง ส่วนใหญ่จะทำทุกภารกิจให้จบในวันเดียว เพราะอย่างที่บอกครับฝึกงานเต็มทุกวัน

จะบอกว่าคิวแน่น เน้นแต่เรื่องงาน เลยไม่มีเวลาให้กับใครบางคน อุ๊ปส์!! ให้กับเรื่องหัวใจรึเปล่าคะ!?

Rookies : ‘โซ่-ธัชพล’หนุ่มเนื้อหอม ที่มีแต่คนอยากค้นหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/279530

Rookies : ‘โซ่-ธัชพล’หนุ่มเนื้อหอม ที่มีแต่คนอยากค้นหัวใจ

Rookies : ‘โซ่-ธัชพล’หนุ่มเนื้อหอม ที่มีแต่คนอยากค้นหัวใจ

วันเสาร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เด็กหนุ่มมาแรง แซงหน้าพี่ๆ กันฝุ่นตลบ โดยเฉพาะหนึ่งในนักแสดงจากละคร “เหยื่อพยาบาท” ที่เพิ่งลาจอไป อย่าง โซ่-ธัชพล เสือทองคำ พระเอกน้องใหม่แกะกล่องของช่อง 3 ด้วยความคล้ายคลึงเบาๆ กับพระเอกเครางาม “บอย-ปกรณ์”
จึงทำให้เขาเป็นที่จ้องจับตา ยิ่งได้ทำความรู้จัก บอกเลย…หนุ่มคนนี้น่าค้นหาไม่เบาคร่า

ชีวิตวัยเยาว์

ผมมีพี่ชาย 1 คนครับ อายุห่างกัน 2 ปี จะชอบทะเลาะกันบ่อยๆ ด้วยความที่ตอนเด็กซนทั้งคู่ ผมจะเป็นประเภทถ้าใครห้ามทำอะไร ก็จะยิ่งทำ ทำตรงข้ามสิ่งที่เขาห้ามทันที แต่รู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ก็มีโดนตีบ้างครับตามประสาเด็ก คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงแบบค่อนข้างตามใจ แต่อันไหนที่ผิดก็ห้าม แล้วผมก็ค่อนข้างดื้อด้วย จำได้มีครั้งหนึ่งเล่นซนกับพี่ชาย ต่อยมวยปล้ำกัน เล่นกันแรงมากจนกระจกที่บ้านแตก คือผมจับพี่ทุ่มลงไปบนโต๊ะ พี่หัวโนนิดหน่อย โดนคุณพ่อคุณแม่ทำโทษตีไปตามระเบียบครับ (ด้านการเรียน?) ผลจะได้เกรดเฉลี่ยประมาณ 3.5 ครับ เพราะช่วงเด็กๆ ไม่ได้มีสิ่งเร้าเยอะ ไปโรงเรียนก็คือตั้งใจเรียนครับ

เข้าช่วงมหา’ลัย

ผมเรียนสายศิลป์คำนวณ ตั้งใจอยากจะสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แต่ผมไม่ได้ไปสอบ เพราะว่าเป็นช่วงที่ผมถ่ายรายการ และกำลังจะได้เล่นละครด้วย ก็ยุ่งๆ เลยตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัยรังสิต คณะนิเทศศาสตร์ สาขาสื่อสารการตลาด ตอนนี้ปี 3 แล้วครับ คุณพ่อคุณแม่ก็โอเคนะครับ เพราะผมก็ชัดเจน ผมไม่ใช่สายเรียนจริงจังอย่างพี่ชายมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เขาก็เลยสนับสนุนให้ไปทางนี้ เปิดทางให้เต็มที่ ส่วนธุรกิจครอบครัวก็ต้องสานต่อสืบทอดอยู่แล้วครับ คุณพ่อเป็นทนายความ พี่ชายเรียนนิติศาสตร์ ไปแล้ว คุณแม่ทำธุรกิจจิวเวลรี่ ตอนแรกเขาให้เราเรียนการตลาด มาร์เก็ตติ้งจริงจังเลย แต่ผมไปเรียนสื่อสารการตลาด เพราะรู้สึกว่าการตลาดต้องคำนวณเยอะเกินไปเราอาจจะยากนิดหนึ่งบวกกับการทำงานของเราตรงนี้ พอเรียนจบผมว่าน่าจะสอนกันได้เรื่องจิวเวลรี่ ซึ่งแม่ก็อยากให้เรามาด้านการแสดงด้วยตั้งแต่แรกครับ

ก้าวเท้าเข้าวงการบันเทิง

จริงๆ ผมเริ่มตั้งแต่อนุบาลนะครับ ตอนนั้นผมไปเดินตลาดนัด โมเดลลิ่งเห็นแล้วชอบ เขาก็เลยติดต่อมาทางแม่ ผมไปแคสตามที่แม่บอก แต่ไปแบบไม่ได้ตั้งใจที่จะทำตามเขาบอก เพราะเรายังไม่เข้าใจว่าเราทำแบบนี้ จะไปออกทีวี.ได้ยังไง เลยไม่ได้ คุณแม่ก็เสียดายนะครับ แต่ไม่ได้ว่าอะไร จนมาช่วงเรียน ม.4 ได้มาทำพิธีกรรายการสตรอเบอร์รี่ครับเค้ก เพราะโมเดลลิ่งที่ผมอยู่เขาส่งไปแคสที่ ดวงมาลี มณีจันทร์ ช่วงนั้นเขาหาพิธีกรรายการอยู่ ผมไปแคส เขาก็ถามประวัติส่วนตัวนั่งคุยกันปกติซึ่งไม่เหมือนการแคสที่อื่นๆ ด้วยความที่เขาต้องการเห็นตัวตนของเราจริงๆ ผมก็เลยได้เริ่มงานในวงการบันเทิง กับการเป็นพิธีกรครับ

เปิดซิงการแสดงเรื่องแรก

เรื่อง “เฮฮาเมียนาวี” พี่ตุ๊ก (จันทร์จิรา จูแจ้ง) ก็ให้มาเล่นละครเรื่องนี้ เพราะเขาเห็นเราจากรายการ สตรอเบอร์รี่ครับเค้ก เขาก็ตั้งใจให้เราไปทดลองงานหาประสบการณ์ เพิ่มความเข้าใจว่าการเล่นละครต้องทำอย่างไร จริงๆ แล้วตอนแรกที่เข้าวงการบันเทิง ผมตั้งใจอยากเล่นละคร แต่พอได้ลองงานพิธีกรก่อน ทำอยู่เกือบ 2 ปี ก็เริ่มสนุก ด้วยความที่เป็นรายการเด็ก ถ่ายเอ้าท์ดอร์ตามสถานที่ต่างๆ ได้เจอเพื่อนอายุเท่าๆ กัน จนทำให้สับสนอยู่เหมือนกันครับว่าเราจะไปทางไหนดี พิธีกร หรือแสดง พอตอนนี้ได้มาเล่นละครก็รู้สึกอีกแบบ เราได้เป็นตัวละครที่เราไม่เคยเป็น ผมว่าเป็นความแปลกใหม่ที่เข้ามาให้เราได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ผลงานต่อเนื่อง

หลังจาก “เฮฮาเมียนาวี” ก็มาเล่น “ที่หนี้มีรัก” เล่นเป็นคู่แข่งพระเอกตามจีบนางเอก ซึ่งเรื่องนี้ผมเล่นเป็นผู้ชายชอบผู้ชาย แต่เริ่มเรื่องปูพื้นฐานให้เราดีมากเลย หล่อ รวย เนี้ยบทุกอย่าง สุดท้ายชอบผู้ชาย ตอนแรกไม่ค่อยกล้ารับเล่นครับ เพราะไม่อยากเปิดตัวด้วยเรื่องที่เล่นเป็นเกย์ แต่ตัวละคร วาคิน จะสอนให้คนยอมรับทุกๆ เพศ และเราไม่ได้เล่นเกย์จ๋าตั้งแต่ต้นจนจบ จะมาเฉลยตอนหลัง ผมก็เลยเล่น ท้าทายดี จริงๆ ผมก็เต็มที่กับทุกตัวละคร กับทุกบทบาทนะ แต่ด้วยความที่บทนี้มันเปลี่ยนมุมมองการชอบของเราไปเลย จากผู้หญิงเป็นผู้ชายด้วยกัน ผมก็ตื่นเต้นด้วย สุดท้ายฟีดแบ๊กดี ก็ภูมิใจครับ

ถูกจับคู่จิ้น

ผมโอเคครับ อย่างน้อยเขาก็ชื่นชอบเรา อย่างล่าสุดก็มีแฟนๆ จับจิ้นกับ ฟีฟ่า-เปรมอนันต์ ใน เหยื่อพยาบาท ผมก็งง เพราะทั้งเรื่องเราเป็นคู่ปรับกันตลอด

ป๊อปปี้เลิฟ

ตอนนั้นประมาณ ม.1 เจอกันใน MSN ผมต้องรีบกลับบ้านมาเปิดคอมพ์เพื่อคุยกับเขาเลยนะ ผมรู้สึกว่าทุกๆ วันจะต้องรีบ
กลับบ้านมาออนเอ็ม คบกันไม่นาน แต่เขาเป็นคนแรกในชีวิตที่เราเริ่มคุยกับผู้หญิง ซึ่งไม่เคยเจอกันด้วยนะ แต่ถ้าแฟนจริงจังมีมาแล้วประมาณ 5-6 คนครับ ส่วนคนคุยตอนนี้มีบ้างครับ (หัวเราะ)

ไอดอลวงการบันเทิง

พี่เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ ผมรู้สึกว่าเขาเท่ดี หน้าตา ผมดูละครเขาตั้งแต่เรื่องแรกๆ เลยนะ ชอบพี่เขามาก เมื่อก่อนดูละครเยอะ เพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ให้เล่น ก็จะติดตามละครตลอดครับ

วางอนาคต

อยากจะทำงานด้านการแสดงให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ทุกๆ งาน ทุกๆ อย่างให้ไปสูงที่สุดเท่าที่เราจะไปได้ และยินดีกับทุกๆ โอกาสที่เข้ามาครับ

Rookies : ‘สัมผัสตัวตน‘โมโน มิวส์เซส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/275798

Rookies : 'สัมผัสตัวตน‘โมโน มิวส์เซส’

Rookies : ‘สัมผัสตัวตน‘โมโน มิวส์เซส’

วันเสาร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สร้างชื่อและปลุกปั้นเกิร์ลกรุ๊ป/บอยแบนด์ให้แจ้งเกิดมาแล้วหลายกลุ่ม ล่าสุดค่ายเพลง “โมโนมิวสิค” สานต่อการสร้างศิลปินอีกครั้ง โดยผุดโปรเจกท์ “MONO MUSES” (โมโน มิวส์เซส) 7หญิงสาวที่พร้อมก้าวสู้การเป็นศิลปินเต็มตัว แต่ต้องท้าทายด้วยกติกา “ทุกๆ 1 วิว, 1 ไลค์, 1 คอมเม้นท์, 1 แชร์ (จากคอนเทนต์ที่มีโลโก้ และ #monomuses) นับเป็น 1 คะแนน” และเมื่อรวมของทุกคนได้ครบ 10 ล้านครั้ง พวกเธอก็จะได้เป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป โดยมี “โคฮีจุง” เทรนเนอร์จากเกาหลีมาดูแลโปรเจกท์

เส้นทางสู่วงการบันเทิง

อะตอม : ด้วยความที่หนูชอบเต้นมาก เต้นมาตั้งแต่เด็กๆ 7 ขวบ เริ่มเต้นแนวลูกทุ่ง แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นปกติ ฮิบฮอฟ แจ๊ส และเคยไปออกเกมพันหน้าได้ 99 คะแนน เต็ม 100 แล้วก็ได้รางวัลไป รายการ Don’t Stop Me Now Thailand ก็ได้รางวัลเหมือนกัน แล้วคุณแม่รู้จักกับแม่เพื่อนของเพื่อนหนูก็เลยพากันรวมตัวไปประกวดเต้นลูกทุ่งกัน แมทช์ภูมิใจคือ เต้นของทูบีนัมเบอร์วัน ได้ถ้วยของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ 1 ระดับประเทศและระดับภาค และอีกอันหนึ่งก็คือ Hiphop international Thailand 2014 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็ได้ที่ 19 ของโลกค่ะ

แคท : เริ่มแรกคือมีโมเดลลิ่งมาติดต่อตอนนั้นอายุ 12 ปี หน้าหนูเหมือนพี่เกรซ มหาดำรงค์กุล ก็เลยได้เล่นเป็น สมเด็จพระสุพรรณกัลยา ตอนเด็ก ในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาคแรก หลังจากนั้นก็เริ่มไปประกวด Miss Gossip Girls 2013 ได้รองอันดับ 1 แล้วก็มีซีรี่ส์เรื่อง GUARDIAN การ์เดี้ยน หักเหลี่ยมมัจจุราช ซีรี่ส์เรื่อง ตี๋ใหญ่ ดับ ดาว โจร ทางช่อง MONO29 และตอนนี้ทำดีเจ อยู่ที่คลื่นวิทยุ Mono Fresh 91.5

ปุยฝ้าย : หนูเริ่มประกวดมิสทีนปี 2015 ตอนนั้นเป็นรองมิสทีนไทยแลนด์ อินเตอร์ฯ2015 ตัวแทนสาวไทย ในการประกวด Miss Charity Queen of One Power International 2015 ที่ประเทศไต้หวัน หลังจากนั้นก็พยายามทำผลงานให้ทุกคนได้ติดตามอยู่เรื่อยๆ ค่ะ รวมทั้งโปรเจกท์นี้ด้วย

โดนัท : ถนัดเรื่องการเต้น มากกว่าการร้อง แต่ตอนนี้เรียนร้องและเต้นไปพร้อมๆ กัน แต่มาสายเต้นมากกว่า แล้วก็มีเรียนรำไทยด้วย เป็นรำไทยประยุกต์ แล้วก็อยู่ชมรมรำไทยตั้งแต่อนุบาล แล้วก็เต้นจินตลีลา ผลงานที่ผ่านมาคือ ถ่ายแบบโฆษณา ถ่ายแบบแฟชั่นค่ะ

วีรกรรมแสบที่ผ่านมา

ปุยฝ้าย : หนูเป็นคนจังหวัดลำพูนค่ะ แล้วจะพูดไม่ค่อยชัด ออกเสียงผิด โดนเพื่อนล้อ แต่ก็จะเป็นคนที่สร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อนๆ ค่ะ แล้วก็จะโดนเพื่อนเรียกว่า โลกสวย หนูสงสัยคำนี้แปลว่าอะไร ก็เลยไปถามเพื่อน แล้วเขาก็ตอบว่า เวลาคนด่า โกรธ แค่ไหน เราก็จะมองบวก คิดบวก แต่จริงๆ อาจจะเป็นคนขี้กลัวด้วย เลยไม่กล้าอะไรมากค่ะ

เกล : เอาชุดตำรวจพ่อเพื่อนมาใส่ทำโน้นนี่นั่น อัพคลิปลงโซเชียล แล้วก็โดนอาจารย์ฝ่ายปกครองดุ

ฮาย : ย้อนกลับไปตอนเด็กประถม ด้วยความที่ชอบเล่นกับเพื่อนผู้ชายและขี้แกล้ง ตอนนั้นมีคนมาจีบเราก็จะโทร.ไปหาเขา โดยใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะ โทร.ไปแกล้งเขาอย่างงั้นอย่างงี้สารพัด แล้วก็จะขำ แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว โตขึ้นมาหน่อยจะไปยืนโบกแทกซี่แล้วทำหน้าตาหน้าเกลียดใส่

อะตอม : ตอนมัธยม 4 มีฉายาว่า กะเทย และ บาร์บี้ เพราะตอนนั้นหนูตัดหน้าม้าย้อมผมสีทองไปโรงเรียน ทาเล็บ แต่งหน้าไปโรงเรียน คือ หนูชอบ ฮานี อยู่ วง EXID เห็นเขาตัดหน้าม้าทำผมสีทองสวยเลย หนูก็เลยไปตัดตาม เพื่อนเรียก กะเทย และฉายา บาร์บี้ ก็เพราะว่า ชอบพกเครื่องสำอางไปโรงเรียนมีลิปสติกประมาณ 4 แท่ง แต่ว่าคนละแบรนด์สีเดียวกัน มีกระจกตั้ง เวลาเรียนก็จะส่องตลอด เพื่อนก็จะเรียก บาร์บี้

ตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์

ปุยฝ้าย : เป็นคนที่มุ่งมั่นเวลามีคนติว่าเต้นไม่ดีร้องไม่ดียังไง เราก็จะหาทุกวิถีทางเพื่อปรับให้ตัวเองดีขึ้นให้ได้

โดนัท: โดยการศึกษาดูจากยูทูบ หรือให้ พ่อกับแม่ดูแล้วหาข้อติเรา จนไม่มีข้อติ ขยันที่จะเรียนรู้ ยิ้มง่าย เรียนรู้เร็ว เข้ากับคนอื่นได้ไง มีสัมพันธไมตรีที่ดี

แคท : เป็นคนตลก รั่ว แต่หน้าดูเหวี่ยง ถ้ารู้จักคือรั่วเลยค่ะ และเป็นคนที่คิดว่าไม่มีอะไรทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้พยายามที่จะทำ ก็เลยคิดว่าทุกอย่างทำได้หมดถ้าเราพยายาม

เกล : เป็นคนนิ่งๆ ถ้าไม่สนิทก็จะไม่สุงสิง แต่ถ้าสนิทแล้วเฮฮาสุดๆ และติดเพื่อนมาก ถ้าทำอะไรจริงๆ แล้วจะมุ่งมั่นและจริงจังกับสิ่งที่เราทำมาก จะเป็น ณ ช่วงเวลานั้น

ฮาย : เป็นคนยิ้มง่าย ตลก ถ้าไม่สนิทก็จะดูเงียบๆ นิ่งๆ แต่สนิทแล้วก็จะเล่นมุขบ้าง หยอดมุขใส่คนอื่น แต่คนอื่นมาเล่นด้วยจะงงๆ อึนๆ ฮายเป็นคนคุยเก่ง ติดเพื่อน ชวนเพื่อนไปเที่ยว ไม่ค่อยคิดอะไรเยอะ ลุคอาจจะมองเป็นผู้หญิงแต่นิสัยเหมือนผู้ชายนะ เป็นคนไม่คิดอะไรเลย มองโลกในแง่ดี เอาใจเขามาใส่ใจเรา ขี้สงสาร ถ้ามีคนแก่หรือเด็กมาขายของก็จะซื้อต่อให้เหลือ 60 บาทสุดท้ายก็ตาม ชอบช่วยเหลือคนอื่น

อะตอม : เป็นคนเรียบง่ายสบายๆ ชอบอยู่นิ่งๆ ทำอะไรทำคนเดียว แต่บางทีก็มีโมเม้นท์ที่เหงา เป็นคนที่ร้องไห้ง่าย แค่หยิกแขนก็ร้องได้เลย หรือเล่นเกมเหยียบลูกโปงถ้าใครมาเหยียบลูกโปงเราแตกนะก็จะร้องไห้เลย ขี้แง ขี้กลัว

ไอดอลในดวงใจ

โดนัท: Ariana Grande เป็นนักร้องที่มีสไตล์มากๆ ชอบเสียงที่มีเสน่ห์น่าหลงใหล

แคท : Beyonce เป็นผู้หญิงเก่ง ร้องเก่งเต้นเก่งมีพลังสุดยอดมากๆ ส่วนคนไทยชอบ พี่ดา เอ็นโดรฟิน

ปุยฝ้าย : พี่แปม วงไกอา ชอบที่เขาเก่งไม่ใช่แค่เต้นเสียงเพราะสามารถเอาไปโชว์ที่อื่นได้อีก

เกล : Ariana Grande เขาน่ารัก เวลาขึ้นโชว์เขาทำเต็มที่ค่ะ รู้สึกชอบ

ฮาย : วง Klear เคยไปดูคอนเสิร์ตมาเห็นพี่เขาร้องสดสุดยอดมาก ร้องเพลงได้อารมณ์สุด ต่างประเทศจะชอบ Girls’ Generation ตอนนั้นได้ดู แทยอนร้องเดี่ยว หลังจากนั้นก็ชอบมาก ชอบสไตล์ของวงนี้ด้วยลุคการแต่งตัว แต่งหน้าของเขา

อะตอม : Candy Mafia เป็นวงที่เต้นเก่ง ร้องเพลงเก่ง น่ารักด้วย เวลาขึ้นคอนเสิร์ตพี่ๆ เขาร้องสดกันด้วย ส่วนเกาหลีชอบ Black Pink

เสน่ห์ที่อยากให้แฟนคลับสัมผัสได้

พวกเราจะเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด ถ้าแฟนๆ อยากให้ทำอะไรก็จะทำ และจะทำทุกอย่างให้เต็มที่ พยายามตั้งใจทำงานอย่างมุ่งมั่นค่อยๆ ฝึกฝนซ้อมบ่อยๆ อยากให้เห็นในสิ่งที่เราเป็นเรา เพราะอยากให้แฟนคลับรักเราที่เราเป็นเราค่ะ

ทั้ง 7 สาวล้วนมีฝัน และถ้าอยากเห็นฝันของพวกเธอเป็นจริง ตามติดได้ที่เฟซบุ๊ค, ไอจี MONOMUSES หรือ ทวิตเตอร์ MONO_MUSES