ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/274584

Rookies : ‘พลัสเตอร์-พรพิพัฒน์’ ฝันอยากโกอินเตอร์
ด้วยความสามารถที่หลากหลาย บวกกับการพัฒนาตัวเองไม่ให้หยุด ทำให้วันนี้ พลัสเตอร์-พรพิพัฒน์ พัฒนเศรษฐานนท์ มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งละคร พิธีกร ล่าสุดกำลังจะโกอินเตอร์อีกด้วย!?

สมัยเป็นเด็กชายพลัสเตอร์
เป็นคนที่ค่อนข้างหัวร้อนครับ ไม่ชอบคนที่มายั่วยุ ด้วยตอนนั้นเรามีเหตุผลของเรา เคยโยนก้อนหินใส่หัวเพื่อน แล้วพ่อก็ถามว่า ทำไมไปทำเขา ผมก็บอกว่า ก็เขาท้าผมน่ะ คือเราก็มีเหตุผลของเราในตอนนั้น เพราะเป็นเด็กไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ก็เขายุ เราก็ทำผิดตรงไหน (หัวเราะ) ผมเป็นคนที่ซนนะ ดื้อเงียบ ไม่ยอม ถ้าอะไรที่ขัดหูขัดตา หรือถ้าเราถูกต้อง ก็ควรจะเรียกสิทธิความถูกต้องให้ตัวเอง อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองอย่าเสียมันไปเฉยๆ เด็ดขาด
พลัสเตอร์ ชื่อนี้มีที่มา
จริงๆ แล้วชื่อ พัฒน์ ที่แปลว่า พัฒนา ก็เลยรู้สึกว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนล่ะ แล้วก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กต่างจังหวัดกับเด็กกรุงเทพฯ จะมีชื่อสร้อยตามหลัง ผมมีไอดดอลคือพี่โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ ก็เลยใช้ว่า พลัสโต๋ แต่คนอ่านเป็น พลัสเตอร์ ตอนแรกอยากชื่อ พอตเตอร์ แต่แม่ก็ไม่เรียก ก็เรียก พัฒน์ หรือตอนเด็กๆ เพื่อนเรียก พี่หมี เพราะเมื่อก่อนตัวใหญ่ และที่บ้านมีตุ๊กตาหมีเยอะ แต่ตอนนี้เพื่อนเรียก บวก ซึ่งมาจากคำว่า พลัส ที่แปลว่า บวก (ยิ้ม)

จุดเริ่มต้นงานในวงการ
คือสมัยก่อนจะมีโซเชียลแคม แล้วผมมียอดวิวสูง คนรู้จักผมมาจากตรงนั้น แล้ววันนั้นเป็นวันพิเศษอะไรไม่รู้ มีคนติดตาม
สองหมื่นกว่าคนภายในคืนเดียว ตอนนั้นก็ร้องเพลง เธอคือของขวัญ แล้วก็ถ่ายวีดีโอ คนก็เข้ามาดู แล้วกลายเป็นว่าคลิปนี้มีชื่อเสียงมีคนเอาไปออกรายการต่างๆ คนก็สนใจอยากรู้ว่าเราเป็นใคร ก็เริ่มมีติดต่องานมา แล้วก็ลองไปแคสต์ดู ทั้งพิธีกร นักแสดง แต่จริงๆ แล้วผมอยากเป็นนักร้อง เคยไปออดิชั่น AF ตอนอายุ 15 ร้องเพลงเร็วแล้วรวนตกรอบ เวทีประกวด The Star12 ก็เคย แต่ไม่ได้ คือแค่อยากลองว่าความฝันเราจริงๆ ที่บอกว่า อยากเป็นนักร้องจะไปรอดหรือเปล่า ตอนนี้รู้แล้วว่าวางไว้ก่อนแล้วกัน ถ้ามีโอกาสก็คงจะได้เอง (หัวเราะ)
เริ่มงานในวงการบันเทิงอย่างจริงจัง
ได้เริ่มต้นในวงการบันเทิงจริงๆ ตอนอายุ 18 จากการเป็นพิธีกรสตรอเบอร์รี่ครับเค้ก (Strawberry Krubcake) รุ่นที่ 6 ก็ทำอยู่ตรงนี้ประมาณ 2 ปี แล้วก็มีเล่นละครเรื่อง เฮฮาเมียนาวี รอออกอากาศอยู่ครับ ทางช่อง 3 ส่วนตอนนี้ก็ได้มาเซ็นสัญญากับจีเอ็มเอ็มทีวี ก็ได้เล่นซีรี่ส์เรื่องแรกคือ U-PRINCE Series | ตอน ธีสิส (Thesis) ตอนนั้นเล่นเป็น หล่อเทพ เล่นยากและกดดันมาก ด้วยความที่เราไม่ได้เล่นละครจริงจังมาสักพักเพราะไปทำพิธีกร ก็ยิ่งทำให้เรากดดันบวกกับต้องเล่นกับ ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์ ด้วย กลัวว่าเขาต้องเทคเพราะเรา สุดท้ายก็ผ่านไปได้ แล้วก็ได้รู้ว่าเออไม่รู้ว่าเราจะเครียดไปทำไม แต่เราคิดไปก่อนไงว่ากลัวโน้นนี่นั่น กลัวว่าทุกคนจะเสียเวลาเพราะเรา ท่องบทมาอย่างดีเลย หลังจากนั้นก็มีเรื่อง Lovey Dovey, เมคอินเลิฟ รักเธอคุณหมอฝึกหัด เล่นเป็นพระเอกครั้งแรก ออนแอร์ทางช่อง One, อีกเรื่องที่ถ่ายทำอยู่ My Dear Loser รักไม่เอาถ่าน

บทไหนที่ใฝ่ฝันอยากจะเล่นมาก
อยากเล่นอะไรที่โตขึ้น อยากเล่นแบบที่ไม่เคยเล่นเช่น โรคจิต ฆาตกร ผี แต่เอาจริงๆ ก็อยากลองในหลายๆ แบบครับ
จากคนธรรมดาพอเป็นดาราชีวิตก็เปลี่ยน
พอเข้ามาอยู่ตรงนี้ชีวิตก็เปลี่ยน เราเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป พอกลับบ้านที่ขอนแก่น ทุกครั้ง ผมรู้สึกว่ามีค่ามาก เพราะกลับทีไรเหมือน สส. ทุกทีเลย เหมือนได้นั่งเก้าอี้ทองคำ (หัวเราะ) มีคนมาขอถ่ายรูป แรกๆ ก็ใช้เวลาปรับตัวให้ชินอยู่สักพักหนึ่งครับ ตอนแรกแม่ไม่เชื่อว่าเราเป็นนักแสดง แต่พอเขาเห็นผลงานต่างๆ เขาก็ดีใจ ส่งเสริมเราเพราะงานตรงนี้ก็น่าจะส่งเสริมครอบครัวเราได้ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ด้วย

ความท้าทายของงานในวงการ
คือก่อนหน้านี้ทำพิธีกรมาก่อน ก็จะคิดว่า พิธีกร เป็นงานที่ยากพอสมควรนะ แล้วพอมาเจอละคร ก็ยากเหมือนกัน กว่าจะต้องอ่านบท จำบท แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ผมเริ่มชอบแล้วล่ะ แต่ละบทบาทท้าทายความสามารถเราดีน่ะ ว่าเราจะเล่นได้หรือเปล่า ทำให้เราได้เรียนแบบความเป็นมนุษย์หลากหลายรูปแบบ ได้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา ก็สนุกดีครับ ทำงานในวงการบันเทิงตอนนี้ถือว่าแฮปปี้เลยล่ะ

แบ่งเวลาเรียน
ตอนนี้เรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ ที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กำลังจะขึ้นปี 4 เรื่องการเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้เลย คือเราต้องจัดเวลาให้ไม่ชนกัน แบ่งกันให้ชัดเจนไปเลยวันไหนเรียน วันไหนจะทำงาน เทอมนี้ก็จะพยายามเรียนอัดอยากจบพร้อมเพื่อน ก็จะเรียนหนักหน่อยครับช่วงนี้
ความฝัน
คืออยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่งานในวงการบันเทิงผมก็มองว่าเป็นโอกาสที่ดี ถ้ามีมาก็รับไว้หมดครับ ตรงไหนทำได้ก็ทำ ทุกอย่างอยู่ที่การบริหารจัดการเวลาให้ชีวิตตัวเราเองว่าจะเป็นไปแบบไหน แต่เป้าหมายใหญ่ๆ ตอนนี้คืออยากโกอินเตอร์ อยากไปทำงานที่ต่างประเทศบ้าง อยากลองดูว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเลยว่าเข้าวงการมาแล้วจะต้องมีโฆษณา ภาพยนตร์ ละคร หรืออะไรเลย ทุกวันนี้ก็ถือว่าสำเร็จไปประมาณ 70% ได้แล้วล่ะ เหลือโกอินเตอร์นี่แหละว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องลองดูครับ ล่าสุดมีไปจีนมา เร็วๆ นี้อาจจะได้ยินข่าวดีเหมือนกัน จะเป็นอะไร ขออุบไว้ก่อน

กับไอดอล โต๋-ศักดิ์สิทธิ์
ผมชอบพี่เขามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเราเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถ คือตอนนั้นพี่เขามีคอนเสิร์ต ผมซื้อบัตรแล้วบินจากขอนแก่นเพื่อมาดูคอนเสิร์ตเขาเลยนะ พอเข้ามาอยู่ตรงนี้ก็ทำให้เราเจอตัวจริงเขาแบบจังๆ แต่ไม่เคยร่วมงานด้วยกันนะ ขอแค่ยืนมองดูเขาจากไกลๆ ก็พอแล้วครับ




























































