Rookies : ‘พลัสเตอร์-พรพิพัฒน์’ ฝันอยากโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/274584

Rookies : ‘พลัสเตอร์-พรพิพัฒน์’ ฝันอยากโกอินเตอร์

Rookies : ‘พลัสเตอร์-พรพิพัฒน์’ ฝันอยากโกอินเตอร์

วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยความสามารถที่หลากหลาย บวกกับการพัฒนาตัวเองไม่ให้หยุด ทำให้วันนี้ พลัสเตอร์-พรพิพัฒน์ พัฒนเศรษฐานนท์ มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งละคร พิธีกร ล่าสุดกำลังจะโกอินเตอร์อีกด้วย!?

สมัยเป็นเด็กชายพลัสเตอร์

เป็นคนที่ค่อนข้างหัวร้อนครับ ไม่ชอบคนที่มายั่วยุ ด้วยตอนนั้นเรามีเหตุผลของเรา เคยโยนก้อนหินใส่หัวเพื่อน แล้วพ่อก็ถามว่า ทำไมไปทำเขา ผมก็บอกว่า ก็เขาท้าผมน่ะ คือเราก็มีเหตุผลของเราในตอนนั้น เพราะเป็นเด็กไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ก็เขายุ เราก็ทำผิดตรงไหน (หัวเราะ) ผมเป็นคนที่ซนนะ ดื้อเงียบ ไม่ยอม ถ้าอะไรที่ขัดหูขัดตา หรือถ้าเราถูกต้อง ก็ควรจะเรียกสิทธิความถูกต้องให้ตัวเอง อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองอย่าเสียมันไปเฉยๆ เด็ดขาด

พลัสเตอร์ ชื่อนี้มีที่มา

จริงๆ แล้วชื่อ พัฒน์ ที่แปลว่า พัฒนา ก็เลยรู้สึกว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนล่ะ แล้วก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กต่างจังหวัดกับเด็กกรุงเทพฯ จะมีชื่อสร้อยตามหลัง ผมมีไอดดอลคือพี่โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ ก็เลยใช้ว่า พลัสโต๋ แต่คนอ่านเป็น พลัสเตอร์ ตอนแรกอยากชื่อ พอตเตอร์ แต่แม่ก็ไม่เรียก ก็เรียก พัฒน์ หรือตอนเด็กๆ เพื่อนเรียก พี่หมี เพราะเมื่อก่อนตัวใหญ่ และที่บ้านมีตุ๊กตาหมีเยอะ แต่ตอนนี้เพื่อนเรียก บวก ซึ่งมาจากคำว่า พลัส ที่แปลว่า บวก (ยิ้ม)

จุดเริ่มต้นงานในวงการ

คือสมัยก่อนจะมีโซเชียลแคม แล้วผมมียอดวิวสูง คนรู้จักผมมาจากตรงนั้น แล้ววันนั้นเป็นวันพิเศษอะไรไม่รู้ มีคนติดตาม
สองหมื่นกว่าคนภายในคืนเดียว ตอนนั้นก็ร้องเพลง เธอคือของขวัญ แล้วก็ถ่ายวีดีโอ คนก็เข้ามาดู แล้วกลายเป็นว่าคลิปนี้มีชื่อเสียงมีคนเอาไปออกรายการต่างๆ คนก็สนใจอยากรู้ว่าเราเป็นใคร ก็เริ่มมีติดต่องานมา แล้วก็ลองไปแคสต์ดู ทั้งพิธีกร นักแสดง แต่จริงๆ แล้วผมอยากเป็นนักร้อง เคยไปออดิชั่น AF ตอนอายุ 15 ร้องเพลงเร็วแล้วรวนตกรอบ เวทีประกวด The Star12 ก็เคย แต่ไม่ได้ คือแค่อยากลองว่าความฝันเราจริงๆ ที่บอกว่า อยากเป็นนักร้องจะไปรอดหรือเปล่า ตอนนี้รู้แล้วว่าวางไว้ก่อนแล้วกัน ถ้ามีโอกาสก็คงจะได้เอง (หัวเราะ)

เริ่มงานในวงการบันเทิงอย่างจริงจัง

ได้เริ่มต้นในวงการบันเทิงจริงๆ ตอนอายุ 18 จากการเป็นพิธีกรสตรอเบอร์รี่ครับเค้ก (Strawberry Krubcake) รุ่นที่ 6 ก็ทำอยู่ตรงนี้ประมาณ 2 ปี แล้วก็มีเล่นละครเรื่อง เฮฮาเมียนาวี รอออกอากาศอยู่ครับ ทางช่อง 3 ส่วนตอนนี้ก็ได้มาเซ็นสัญญากับจีเอ็มเอ็มทีวี ก็ได้เล่นซีรี่ส์เรื่องแรกคือ U-PRINCE Series | ตอน ธีสิส (Thesis) ตอนนั้นเล่นเป็น หล่อเทพ เล่นยากและกดดันมาก ด้วยความที่เราไม่ได้เล่นละครจริงจังมาสักพักเพราะไปทำพิธีกร ก็ยิ่งทำให้เรากดดันบวกกับต้องเล่นกับ ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์ ด้วย กลัวว่าเขาต้องเทคเพราะเรา สุดท้ายก็ผ่านไปได้ แล้วก็ได้รู้ว่าเออไม่รู้ว่าเราจะเครียดไปทำไม แต่เราคิดไปก่อนไงว่ากลัวโน้นนี่นั่น กลัวว่าทุกคนจะเสียเวลาเพราะเรา ท่องบทมาอย่างดีเลย หลังจากนั้นก็มีเรื่อง Lovey Dovey, เมคอินเลิฟ รักเธอคุณหมอฝึกหัด เล่นเป็นพระเอกครั้งแรก ออนแอร์ทางช่อง One, อีกเรื่องที่ถ่ายทำอยู่ My Dear Loser รักไม่เอาถ่าน

บทไหนที่ใฝ่ฝันอยากจะเล่นมาก

อยากเล่นอะไรที่โตขึ้น อยากเล่นแบบที่ไม่เคยเล่นเช่น โรคจิต ฆาตกร ผี แต่เอาจริงๆ ก็อยากลองในหลายๆ แบบครับ

จากคนธรรมดาพอเป็นดาราชีวิตก็เปลี่ยน

พอเข้ามาอยู่ตรงนี้ชีวิตก็เปลี่ยน เราเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป พอกลับบ้านที่ขอนแก่น ทุกครั้ง ผมรู้สึกว่ามีค่ามาก เพราะกลับทีไรเหมือน สส. ทุกทีเลย เหมือนได้นั่งเก้าอี้ทองคำ (หัวเราะ) มีคนมาขอถ่ายรูป แรกๆ ก็ใช้เวลาปรับตัวให้ชินอยู่สักพักหนึ่งครับ ตอนแรกแม่ไม่เชื่อว่าเราเป็นนักแสดง แต่พอเขาเห็นผลงานต่างๆ เขาก็ดีใจ ส่งเสริมเราเพราะงานตรงนี้ก็น่าจะส่งเสริมครอบครัวเราได้ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ด้วย

ความท้าทายของงานในวงการ

คือก่อนหน้านี้ทำพิธีกรมาก่อน ก็จะคิดว่า พิธีกร เป็นงานที่ยากพอสมควรนะ แล้วพอมาเจอละคร ก็ยากเหมือนกัน กว่าจะต้องอ่านบท จำบท แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ผมเริ่มชอบแล้วล่ะ แต่ละบทบาทท้าทายความสามารถเราดีน่ะ ว่าเราจะเล่นได้หรือเปล่า ทำให้เราได้เรียนแบบความเป็นมนุษย์หลากหลายรูปแบบ ได้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา ก็สนุกดีครับ ทำงานในวงการบันเทิงตอนนี้ถือว่าแฮปปี้เลยล่ะ

แบ่งเวลาเรียน

ตอนนี้เรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ ที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กำลังจะขึ้นปี 4 เรื่องการเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้เลย คือเราต้องจัดเวลาให้ไม่ชนกัน แบ่งกันให้ชัดเจนไปเลยวันไหนเรียน วันไหนจะทำงาน เทอมนี้ก็จะพยายามเรียนอัดอยากจบพร้อมเพื่อน ก็จะเรียนหนักหน่อยครับช่วงนี้

ความฝัน

คืออยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่งานในวงการบันเทิงผมก็มองว่าเป็นโอกาสที่ดี ถ้ามีมาก็รับไว้หมดครับ ตรงไหนทำได้ก็ทำ ทุกอย่างอยู่ที่การบริหารจัดการเวลาให้ชีวิตตัวเราเองว่าจะเป็นไปแบบไหน แต่เป้าหมายใหญ่ๆ ตอนนี้คืออยากโกอินเตอร์ อยากไปทำงานที่ต่างประเทศบ้าง อยากลองดูว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเลยว่าเข้าวงการมาแล้วจะต้องมีโฆษณา ภาพยนตร์ ละคร หรืออะไรเลย ทุกวันนี้ก็ถือว่าสำเร็จไปประมาณ 70% ได้แล้วล่ะ เหลือโกอินเตอร์นี่แหละว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องลองดูครับ ล่าสุดมีไปจีนมา เร็วๆ นี้อาจจะได้ยินข่าวดีเหมือนกัน จะเป็นอะไร ขออุบไว้ก่อน

กับไอดอล โต๋-ศักดิ์สิทธิ์

ผมชอบพี่เขามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเราเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถ คือตอนนั้นพี่เขามีคอนเสิร์ต ผมซื้อบัตรแล้วบินจากขอนแก่นเพื่อมาดูคอนเสิร์ตเขาเลยนะ พอเข้ามาอยู่ตรงนี้ก็ทำให้เราเจอตัวจริงเขาแบบจังๆ แต่ไม่เคยร่วมงานด้วยกันนะ ขอแค่ยืนมองดูเขาจากไกลๆ ก็พอแล้วครับ

Rookies : ‘ฟิล์ม-เฟิร์น’จับคู่สร้างสีสัน หมายมั่น‘กับดักเสน่หา’เปรี้ยง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/272174

Rookies : ‘ฟิล์ม-เฟิร์น’จับคู่สร้างสีสัน หมายมั่น‘กับดักเสน่หา’เปรี้ยง!!

Rookies : ‘ฟิล์ม-เฟิร์น’จับคู่สร้างสีสัน หมายมั่น‘กับดักเสน่หา’เปรี้ยง!!

วันเสาร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นอกจากจะเป็นน้องใหม่มาแรงแล้ว ยังหล่อสุดๆ คร่า สำหรับหนุ่ม ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ ที่ถูกดึงมาร่วมเป็นตัวแปรสำคัญในละคร “กับดักเสน่หา” ตอนแรกของซีรี่ส์ชุด “เสน่หาไดอารี่” ที่ ช่องวัน 31 เขียนพล็อตขึ้นมาใหม่ ด้วยการหมายมั่นปั้นมือของบอสใหญ่ บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ที่ลงมาคุมงานกำกับฯด้วยตนเอง นำแสดงโดย ป้อง-ณวัฒน์ และ อ้อม-พิยดา ด้าน “ฟิล์ม” ถูกส่งมาจับคู่กับสาวหน้าหวาน ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย เคมี “ฟิล์ม-เฟิร์น” คู่นี้ จะเป็นยังไง เรามีบทสัมภาษณ์ของทั้งคู่มาเรียกน้ำย่อย ก่อนละครออนแอร์ตอนแรกจันทร์นี้ (29 พ.ค.) 2 ทุ่มครึ่งคร่า

เมื่อถูกจับคู่ลงละคร ‘กับดักเสน่หา’

ฟิล์ม : ผมรู้สึกไม่ค่อยเกร็งเท่าไหร่นะครับ เหมือนจริงๆ เราผ่านโปรเจกท์เป็นนิวเจนฯรุ่นเดียวกัน เคยได้ต่อบท
ไม่รู้จักกันมาก่อนแล้ว ก็เลยไม่ค่อยเกร็ง

ใบเฟิร์น : เหมือนเราไม่ได้เจอกันครั้งแรกค่ะ เคยเห็นหน้า เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน พอมาทำงานด้วยกันก็เลยโอเคค่ะ

ผลงานก่อนหน้า

ฟิล์ม : ผมเคยได้ชิมลางกับซีรี่ส์ “รักฝุ่นตลบ” ไปนิดหนึ่งครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีบทบาทเต็มตัว เรื่องนี้จะเป็นเรื่องแรกของผมเลยครับ

ใบเฟิร์น : ของเฟิร์นตอนนี้ก็มาเล่นกับทาง ช่องวันค่ะ (เคยมีผลงานละครกับช่อง 3) ที่ผ่านมาก็มี เล่ห์รตี, สลักจิต, โสดสตอรี่ และปีนี้ก็มีเรื่องนี้ “กับดักหัวใจ” กับ “ภารกิจลิขิตหัวใจ” ค่ะ

ประชันนักแสดงซุป’ตาร์

ใบเฟิร์น : เฟิร์นจะเข้าฉากกับพี่ป้อง (ณวัฒน์) พี่อ้อม (พิยดา) ซะส่วนใหญ่ค่ะ ซึ่งแฮบปี้มาก พอเราได้เจอ
คนเก่ง แล้วเขาส่งได้ดี ทำให้เราสนุก ทำงานด้วยแล้วอินเป็นพิเศษ เหมือนไม่ได้เล่น เหมือนเราเชื่อว่าเขาเป็น
ตัวละครตัวนั้นจริงๆ

ฟิล์ม : พอได้เข้าฉากด้วยกัน ผมจะรู้สึกเหมือนเราได้รับพลังงานบางอย่างมาจากเขา และยังได้เรียนรู้ในหลายๆ เรื่องเพิ่มขึ้น ได้พี่ๆ คอยช่วยบอก ช่วยสอน ชี้แนะ ทำให้เราโตได้ไวกว่าปกติ เหมือนเรามีโค้ชที่ดีครับ

เม้าท์รุ่นพี่

ใบเฟิร์น : พระ-นางของเราจะไม่ได้มาสายโหดอะไรเลยค่ะ พี่ๆ น่ารักมาก (มีเสียงกระซิบว่าไม่มีใครโหดกว่าพี่บอยแล้ว) เพราะเรามีคนที่โหดกว่าแล้วค่ะ(หัวเราะ) ไม่ๆ คือพี่ป้องจะสนุกสนานเฮฮา แต่ว่าพี่อ้อมจะคอยสอนมากกว่า เพราะพี่อ้อมมาทางสายเบื้องหลังด้วย พี่ป้องจะมาช่วยกันหามากกว่า ว่าฉากนี้เรายังไงกันดี อีกอย่าง พี่ๆ ทั้งสองกันเองมากอยู่แล้วด้วยค่ะ ไม่ได้ทำให้เราเกร็งว่าเขาเป็นรุ่นใหญ่เลยค่ะ

ร่วมงานผู้กำกับฯ บอย-ถกลเกียรติ

ใบเฟิร์น : ตอนแรกที่ทราบมีเกร็งค่ะ เพราะได้ยินมาว่าโหดมาก เราก็คิดจะรอดไหมน้า แต่ว่าสุดท้ายพอได้มาทำงานจริงๆ ถามว่าพี่บอยดุขนาดนั้นไหม เฟิร์นว่าเขาแค่มีภาพ อยากให้งานออกมาดี แค่นั้นเอง แต่ว่าสุดท้ายแล้วเขาค่อนข้างบอกละเอียดว่าเขาต้องการอะไร อยากได้ภาพแบบไหน ทำให้เราค่อนข้างเก็ทสิ่งที่เขาบอก และสามารถทำได้ จะไม่เคยโดนดุถึงขนาดกลับบ้านไปร้องไห้ ไม่เคยเลยค่ะ หนูแฮบปี้มากเลยนะคะ หนูชอบทำงานกับพี่บอยค่ะ

ฟิล์ม : ตอนแรกเกร็งเยอะเลยครับ เพราะเราใหม่มากกับบทบาทนักแสดงเต็มตัว แล้วเรื่องแรกมาเจอผู้กำกับฯระดับนี้ ทำให้เราได้เจออะไรหลายๆ อย่างในกองเข้าไป ถามว่าโดนดุไหม โดนครับ แต่ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้ทำให้ผมเติบโต ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง สามารถพัฒนาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง (โดนดุด้านไหนมากเป็นพิเศษ?) การแสดงครับ ด้วยความที่ผมยังใหม่ แล้วพี่บอยเป็นคนมีภาพชัดเจน พอทำไม่ได้พี่เขาก็จะพยายามดึงเราออกมาให้เราทำได้ ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนเหมือนกัน เป็นเรื่องที่ดีนะครับ การที่ผู้กำกับเคี่ยวเข็ญเราไปในทางที่ดีขึ้น ดีกว่าการที่เขาไม่พูดเลย ปล่อยเลยตามเลย พอภาพออกไปสู่สายตาคนอื่น ก็จะถูกตำหนิได้ แต่ตรงนี้ทำให้เราได้ประสบการณ์ และได้งานที่มีคุณภาพ วินวินทั้ง 2 ฝ่ายครับ (เทคเยอะสุดกี่ครั้ง?) 10 ถึงอยู่ครับ เป็นฉากที่เข้ากับพี่ป้อง แล้วต้องแอ๊กชั่น ชกต่อย ด้วยมุมกล้อง ด้วยความใหม่ ยอมรับว่าโดนดุพอสมควรในฉากนั้นครับ แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี

คาแร็กเตอร์ใหม่ ที่จะได้เห็นจากใบเฟิร์น

ใบเฟิร์น : ใหม่มากค่ะ ไม่เคยเจอคาแร็กเตอร์แบบนี้มาก่อน อย่างในโสดสตอรี่ คนก็จะจำภาพว่าเราเป็นยายแว่น เรียบร้อย แต่เรื่องนี้คือฉีกแนวทุกอย่าง ทั้งการแต่งตัว คาแร็กเตอร์ วิธีการเล่นก็แซ่บขึ้น โตขึ้น เซ็กซี่ขึ้น (หัวเราะ) และก็จะมีความลึกของตัวละครมากขึ้น เพราะบท “มายด์” มีปูมหลังที่ค่อนข้างซับซ้อน แสดงยากขึ้นมากค่ะ ที่เห็นในทีเซอร์ว่าเยอะแล้ว แต่ของจริง ขอบอกว่าหมกเม็ดไว้เยอะมากค่ะ ในละครจะได้เห็นอีกเพียบทุกอารมณ์ดราม่า เชือดเฉือนเลยค่ะ

ซีนที่ห้ามพลาด

ใบเฟิร์น : เยอะมากเลยค่ะ เฟิร์นอ่านบทมาทุกซีนสนุกหมดเลยค่ะ คือเข้มข้นทั้งเรื่อง ไม่มีช่วงที่ไม่สนุกเลยค่ะ ด้วยความที่ 1 ไม่ใช่ละครยาว 20 กว่าตอน ที่จะมีช่วงที่ผ่อนบ้างอะไรบ้าง แต่อันนี้เนื้อเรื่องหนัก แล้วมีแค่ 8-10 ตอน เพราะฉะนั้นทุกอย่างเข้มข้นหมดค่ะ ตื่นเต้นทุกซีนค่ะ

ฟิล์ม : ผมอยากให้ติดตามทุกตอน เพราะผมพยายามอย่างมากกับผลงานนี้ อาจจะดีไม่ได้เท่าที่ใจทุกคนอยากให้เป็น แต่ผม
น้อมรับทุกคำติชมครับ อยากให้ดูทุกตอน

ใบเฟิร์น : ตอนจบเขาหล่อมาก บอกเลยค่ะ อยากให้ได้ดู (ให้คะแนนฟิล์ม?)เฟิร์นเห็นถึงความตั้งใจมากๆ ของเขานะคะ เพราะเฟิร์นเคยเป็น ถ้าเราตั้งใจทำอะไรมากเกินไป เราจะเกร็ง แล้วบางทีเราหวังว่ามันจะต้องดีสิ กลายเป็นกดดันตัวเอง ถ้าให้แนะนำก็อยากจะบอกว่าอย่ากดดันตัวเองมากเกินไปค่ะ อยากให้ผ่อนคลายมากกว่านี้

ฟิล์ม : ผมกดดันค่อนข้างสูง เพราะด้วยความที่พี่บอยกำกับฯ ทำให้กังวลตลอดว่าจะผ่านไปได้ไหม วันนี้จะโดนดุหรือเปล่า แล้วทุกคนรอเราอยู่ ก็จะได้เฟิร์นช่วยแหย่ (หัวเราะ) คือช่วยสร้างบรรยากาศให้รีแล็กซ์ สนุกกับการทำงานมากขึ้นครับ

สิ่งที่คนดูจะได้รับจาก ‘กับดักเสน่หา’

ใบเฟิร์น : เยอะมากเลยค่ะ ไม่ใช่ละครที่แรงอย่างเดียว แต่มีข้อคิดหลายๆ อย่าง ทั้งในแง่ของครอบครัว ความสัมพันธ์ ถ้าพูดตรงๆ คือผู้ชายที่อาจจะรู้สึกว่าครั้งเดียวไม่เป็นไรหรอก เล่นๆ แต่จริงๆ เราไม่รู้ว่าเราจะไปเจอแจ๊กพอต หรือเจอกับดักเมื่อไหร่ มันจะเปลี่ยนชีวิตของเรา หรือครอบครัวเราไปอย่างไรบ้าง อย่าไปคิดว่าผิดพลาดครั้งเดียว แล้วจะจบ คือเนื้อเรื่องจะพูดถึงข้อผิดพลาดที่มาจากความเสน่หา ความรักใคร่ ซึ่งใน 3 ตอน ของซีรี่ส์ “เสน่หาไดอารี่” จะเจอในรูปแบบที่ต่างกันไปค่ะ

ฟิล์ม : ทุกฉากมีความเข้มข้น และแฝงข้อคิด ผมอยากให้คนดูสัมผัสเองว่าเขาจะได้อะไรจากเรื่องนี้ แต่ผมรับรองว่าทุกฉาก
ทุกตอน จะไม่ได้แค่ความสนุก แต่ได้ข้อคิดกลับไปทุกตอนแน่นอนครับ ด้านภรรยา ก็จะได้แง่คิดว่าในฐานะภรรยาควรจะทำยังไง เมื่อเจอสถานการณ์นี้ รวมถึงเรื่องของแม่ผัวลูกสะใภ้ด้วยครับ

Rookies : เด็กดื้อสุดแสบ ‘คริส-พีรวัส’ กับความสำเร็จที่เกินฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/271019

Rookies : เด็กดื้อสุดแสบ ‘คริส-พีรวัส’ กับความสำเร็จที่เกินฝัน

Rookies : เด็กดื้อสุดแสบ ‘คริส-พีรวัส’ กับความสำเร็จที่เกินฝัน

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แจ้งเกิดจากบท พี่ว้ากสุดโหด ในซีรี่ส์วาย “โซตัสเดอะซีรี่ส์” จนทำให้เกิดคู่จิ้นชาย-ชาย “คริส-สิงโต” และด้วยความฮอตของ “คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์” ที่ดูท่าจะแรงจนฉุดไม่อยู่ พุ่งไกลไปถึงเมืองจีน เราไม่รอช้ารีบคว้าตัวหนุ่มคริสมาค้นตัวตนทุกซอกมุม ให้หัวใจสาววายได้พองโตกัน

บุคลิกและตัวตนของคริส

คนจะชอบคิดว่าคริสเป็นคนขี้เก๊ก แต่ว่าตัวตนเป็นคนที่รั่วมากเฮฮามาก ชอบความสนุกชอบความตื่นเต้น เป็นคนซ่าๆ พูดมาก อยู่นิ่งไม่เป็น ในวัยเด็กเป็นเด็กที่ดื้อมากครับ มีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างสูง ถ้าเรามองว่าความคิดนี้ถูก เราก็จะออกตัวแรงเลยหัวดื้อนิดหน่อยครับ แต่ว่าก็เป็นคนที่รักเพื่อนมากๆ ให้ความสำคัญกับเพื่อนมาก

วีรกรรมนี้จำไม่ลืม

คริสเคยทะเลาะกับพี่ชายที่เซ็นทรัลลาดพร้าว แล้วก็วิ่งหนีไป พอกลับมาอีกทีก็ไม่เจอเขาแล้ว เลยต้องเดินจากเซ็นทรัลลาดพร้าวกลับมาบ้าน ใช้เวลา 3 ชั่วโมง คุณแม่ก็ตามหาว่าเราหายไปไหน แล้วคุณแม่ก็เสียใจ เพราะความดื้อของเรา ตอนนั้นอยู่ป.4ยังไม่มีโทรศัพท์ ตังค์ก็ไม่มี เลยใช้วิธีเดินกลับบ้าน เมื่อก่อนคริสอยู่โรงเรียนทับทอง มันเป็นเส้นทางเดียวกับเวลาที่เราออกจากบ้านไปโรงเรียน เลยจำได้ว่าทางกลับบ้านคือตรงไหน ตอนนั้นรู้สึกกลัวนะครับ แต่ว่าไม่ได้ร้องไห้

ความฝันของเด็กชายพีรวัส

คริสอยากเป็นนักแสดงนี่แหละครับ แต่ว่ามันจะมีหลายช่วงคือช่วงประถมถึงม.ต้น อยากเป็นนักแสดงมากเลย แต่ว่าพอ ม.ปลาย และมาถึงช่วงมหา’ลัย เราหันไปเสพดนตรีหนักมาก ก็เลยอยากเป็นนักดนตรี ด้วยความที่เราเป็นมือกลองและมี “พี่ชัชบอดี้แสลม” เป็นไอดอลในตอนนั้นด้วย ฝันอยากจะมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง อยากเป็นมือกลองที่ตีอยู่ข้างหลัง มีคนดูเยอะๆ ความฝันคริสจะเปลี่ยนสองช่วง แต่ก็คืออยู่ในวงการหมดเลย ความฝันแรก เพราะคุณพ่อครับ คือคุณพ่อน่าจะชอบจากที่เราสัมผัสมา คือคุณพ่อจะชอบหางานให้เราไปแคส แล้วเราก็จะงอแงไม่อยากไป แคสตั้งแต่ ป.4 ไปจนถึง ม.3 คือเราก็อยากจะเล่นดนตรีแล้วนะ อยากเป็นมือกลอง แต่ป๊าจะชอบให้เราเป็นนักร้องเป็นนักแสดง ป๊าบอกว่าถ้าอยากจะรุ่งให้เป็นนักร้องดีกว่าไหม เพราะว่าคุณพ่อเป็นนักดนตรีมาก่อนเรียกว่าคริสก็ซึมซับความเป็นนักดนตรีมาจากคุณพ่อด้วยครับ

Born to be

ตอนแรกคุณพ่อไม่สนับสนุนให้ตีกลองเลยนะครับ เพราะว่าคุณพ่อเป็นมือกีตาร์ เป็นนักร้องมาก่อน แต่ด้วยความที่ว่าห้องเรียนคริสกว่าจะเดินไปถึง ก็ต้องผ่านห้องกลองก่อน แล้วเราก็จะไปเกาะอยู่หน้ากระจก อารมณ์ว่าเราชอบอันนี้จังเลย เรารู้สึกว่ามันน่าจะเหมาะกับเรานะ พอเรียนกีตาร์เราก็ไปช้า มีวันนึงคริสไปเกาะกระจกจนอาจารย์เขาเห็นว่าเด็กคนนี้มาส่องทุกวัน เขาเลยเรียกให้เข้าไปลองตีกลอง ด้วยความที่ว่าเราชอบมันมาก คือเหมือนเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เราสามารถไปได้ไวมาก เร็วกว่าคนอื่นๆ อาจารย์เลยไปขอคุณพ่อให้ ว่าให้ลูกมาเรียนกลอง

ก้าวแรกของงานแสดง

ตอน ป.4 เริ่มงานแรกคือถ่ายปฏิทินครับ มีคนให้ไปถ่าย เป็นงานแรกที่ไปแคส แล้วก็ผ่านเลย คุณพ่อเลยคิดว่ามันง่ายสำหรับเรามั้ง (ยิ้ม) เลยพาไปแคสต่อเรื่อยๆ แต่ว่าช่วงก่อนๆ จะเป็นละครเด็ก เป็นตัวประกอบตลอดครับ ไม่เคยได้เป็นตัวเมนเลย แล้วก็มีโฆษณาบ้าง ตอนเด็กผลงานจะเยอะ แต่ก็เป็นผลงานเล็กๆ ช่วงมัธยมจะมีละครธรรม แต่ถ้าเป็นตอนโตเลย งานแสดงเรื่องแรกก็เป็น “โซตัส เดอะซีรี่ส์”

ความคาดหวังแรกกับ “SOTUS The Series พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง”

คือด้วยความที่ว่าเรื่องนี้เป็นนิยายมาก่อน แล้วก็มีแฟนคลับอยู่จำนวนหนึ่ง เราพอรู้แล้วว่าเรื่องนี้เราได้มีแฟนคลับแน่ๆ จะมีมากมีน้อยเราก็มั่นใจแล้วว่าเรามี เพราะเป็นแฟนคลับนิยาย แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเราจะมาถึงตรงนี้แน่นอน คิดแค่ว่าเราอาจจะมีคนรู้จักมากขึ้น อาจจะพอมีคนคุ้นตามากขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะมีคนรู้จักมากขนาดนี้ มันมากจนไปถึงจีน ซึ่งแฟนคลับต่างประเทศบอกเลยว่าไม่เคยคิดว่าจะมี ไม่เคยคิดว่าคนต่างประเทศจะรู้จักเรา เพราะว่าแค่ในประเทศคนรู้จักเรายังไม่เยอะเลย ตกใจมาก ทุกวันนี้คริสยังคุยกับพี่สิง (สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์) อยู่เลย ว่าพี่เรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง ทุกอย่างมันเกินความคาดหมายไว้เยอะ

ตั้งรับกับกระแสความนิยม

ไม่ได้ตั้งรับอะไรเลยครับ คือแฟนคลับจะรู้ว่าคริสเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก คริสเป็นคนที่เฮฮาสนุกสนาน ความเป็นตัวเองของเรามันไม่ได้เป็นเรื่องไม่ดี เราก็คัดสรรว่าเรื่องไหนดีเรื่องไหนไม่ดี จะเป็นตัวเองในด้านที่แฟนคลับชอบ อย่างเช่นมีความเป็นกันเองขี้เม้าท์ขี้คุย ชอบแกล้งแฟนคลับ คือเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้วกับเพื่อน เรามองว่าแฟนคลับเป็นเพื่อน แต่อาจจะไม่ใช่เพื่อนสนิท อาจจะไม่ใช่คนใกล้ตัวเรา ก็จะเล่นกับเขาเหมือนที่เราเล่นกับเพื่อนนั่นแหละ เราไม่ได้มีระยะห่างชัดเจนไปเลยว่านี่คือแฟนคลับนี่คือศิลปิน ที่คริสเล่นทวิตเตอร์ก็เพื่อแฟนคลับ คริสจะไม่รีทวิตข่าวสารอะไร คริสสร้างทวิตเตอร์ของตัวเองมาเพื่อที่เราจะได้เอาไว้คุยกับแฟนคลับจริงๆ บางทีไม่ได้เจอกันนานคิดถึงเราก็จะทวิตว่ามาเจอกันไหม เราก็นัดเองเลย มาเจอที่ตึกแกรมมี่

กับคำว่า “คู่จิ้น”

ตอนแคสน่ะรู้อยู่แล้วว่าเป็นซีรี่ส์วาย แต่ว่าเรายังไม่ค่อยอินกับการมีคู่จิ้นเท่าไหร่ เรายังงงๆ คือแฟนคลับมองว่าคู่นี้เคมีเข้ากันคู่นี้เคมียังไม่ได้นะแต่เรายังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย และยังไม่รู้ว่าคำว่าเคมีคืออะไรด้วยซ้ำ (ยิ้ม) เรารู้แค่ว่าเราต้องเล่นคู่กับคนนี้ เราไม่รู้เลยว่าจะกลายมาเป็นคู่จิ้น แต่ว่าตอนนี้เข้าใจหมดแล้ว เข้าใจทู้กกกอย่าง (หัวเราะ)

บทบาทที่อยากเล่น

บทบาทคริสไม่ได้สติ๊ก แต่คริสชอบหนังผี หนังแอ๊กชั่นหนังสยองขวัญ คือคริสอยากลองให้หมดครับ มันเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งตอนนี้อยากมากที่สุดคืออยากเล่นหนังผี อยากเป็นคนที่กลัวผีมากๆ ในเรื่อง เพราะชีวิตจริงก็กลัวผี และอยากจะไปเจอสถานการณ์ในหนัง
มันน่าจะสนุกมาก

หลากหลายฉายาที่แฟนคลับตั้งให้

เขาจะชอบเรียกว่าก้อน เรียกว่าเต่า เพราะว่าคริสเป็นคนคางสั้น แล้วเราเป็นคนที่มีแก้มเยอะ เราไม่ได้มาสายหล่อเข้ม เราเป็นสายหล่อแบ๊ว แบบที่แฟนคลับชอบเรียกก็จะมีคำว่าก้อน เต่า ท่านผู้เฒ่าเต่า หรือว่าอะไรกลมๆ ซึ่งมันทำให้แฟนคลับชอบเรามากขึ้นนะครับ บางคนเขาไม่ได้อยากให้เราผอมเลย ไม่ได้อยากให้เราแก้มหายไป อยากจะให้มีตรงนี้ต่อไป ถ้าแฟนๆ เขาชอบยังไง โอเคเราก็เป็นอย่างนั้นก็ได้ คริสยังคงเป็นคริสคนเดิม ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนไปคงจะเป็นเรื่องการวางตัวการแต่งตัว ซึ่งถ้าเราออกไปข้างนอก เราจะต้องเคารพสถานที่ แต่ว่าการทำตัวก็ยังเป็นปกติเหมือนเดิมครับ

ชื่อ : พีรวัส แสงโพธิรัตน์

ชื่อเล่น : คริส

วัน / เดือน / ปี เกิด : 18 ตุลาคม 2538

ส่วนสูง : 176 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 62 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : A

การศึกษา : ประถมโรงเรียนทับทอง/มัธยมโรงเรียนสตรีวิทยา 2/ปริญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาควิชาสหกรณ์ KU73

งานอดิเรก : ฟังเพลง, เล่นดนตรี, เล่นกีฬา

อาหารจานโปรด : ปลากะพงทอดน้ำปลา

ศิลปินต้นแบบ : พี่ปั๊บ โปเตโต้

ผลงานที่ผ่านมา : ว้าวุ่นรุ่นเล็ก ตอน ไม่อ้วนเท่าไร, ละครฟื้นฟูศีลธรรมโลก ตอน จ่อยนายแน่มาก, SOTUS The Series พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง, Little Big Dream ความฝันอันสูงสุด, รุ่นพี่ Secret Love ตอน Puppy Honey 2 สแกนหัวใจ นายหมอหมา

ผลงานปัจจุบัน : คุณแม่วัยใส, SOTUS S The Series, โฆษณาโทรศัพท์มือถือ OPPO R9s, ซิงเกิ้ล เธอทำให้ฉันโชคดี (My Smile) “你让我幸福” (หนี่-ร่(ย)าง-หว่อ-ซิ่ง-ฝู) “My Smile”

คติประจำใจ : ไม่มีครับ (ยิ้ม) คติประจำใจส่วนใหญ่คริสก็จะเชื่อฟังพ่อแม่ครับ (หัวเราะ) IG/Twitter : @KristtpsFB :PerawatKristtpsSangpotirat

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘สไมล์’ภาลฎา ฐิตะวชิระ วัยรุ่นยุคใหม่ ใช้ธรรมะนำทาง!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/268809

วันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลายคนคงรู้จักกันดีกับ น้องสไมล์ เดอะสตาร์ จากการเป็นนักร้องประกวดสู่การเป็นนักแสดง เส้นทางของเธอไม่ได้ง่าย และสวยงามอย่างที่ฝัน สไมล์ต้องผ่านด่านทดสอบมากมาย กว่าจะก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และที่เซอร์ไพรส์ไม่น้อย เพราะสาวน้อยหน้าใสวัยทีน “สไมล์” ภาลฎา ฐิตะวชิระ บอกมีสิ่งหนึ่งช่วยประคับประคองชีวิตของเธอให้ดีขึ้น นั่นคือ หลักธรรมะ!?

เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง

ประกวดเดอะสตาร์ปี 8 ค่ะ ปีนี้ก็ครบ 5 ปี ตั้งแต่นั้นมาก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มีอะไรที่พีคมาก ตอนเดอะสตาร์ 8 และมีตอนที่ดาวน์ลง แล้วก็จะมีจุดที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาอีก อย่างช่วงแรกๆ ของการประกวดยังพอมีกระแสบ้างทำให้มีงานละครให้เราเล่น มีภาพยนตร์ด้วย เรื่องแรกเป็นซิทคอม บ้านนี้มีรัก เรื่องที่สอง เรื่องฝันเฟื่อง แล้วก็ภาพยนตร์เรื่องแผลเก่า, เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน ประมาณนี้ค่ะ

เมื่อได้รับบทเป็นนางเอกครั้งแรก

เรื่อง แด๊ดดี้จำเป็น ค่ะ คือเมื่อเราเล่นเป็นตัวเมนก็ต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ตื่นเช้า กลับดึกกว่าใคร ทำให้เรารู้สึกว่าต้องอัพเลเวลตัวเอง เราจะทำเหมือนเมื่อก่อนไปเรื่อยไม่ได้ ต้องห้ามมีข้ออ้างให้ตัวเองเราทำแค่นี้ไม่ได้ เราต้องพยายาม มีบางฉากที่ยากอย่างเช่นในวันที่เราจะต้องร้องไห้ ตั้งแต่เช้ายันสี่ทุ่ม คือหนูไม่ได้พักตาเลย ตาบวมแดงตลอด ไม่ได้ร้องเยอะแต่น้ำตาต้องไหลแล้วต้องเล่นไงให้ตลกควบร้องไห้ ยาก แต่หนูพยายามทำการบ้านทุกวัน ก่อนที่จะได้เล่นบทนี้ หนูพยายามไปศึกษา ดูหนังเยอะมาก พยายามทำการบ้านดูคาแร็กเตอร์ว่าจะไปทางใด ต้องศึกษาเป็นพิเศษ เราเป็นตัวเมนเรามีความสัมพันธ์กับตัวละครทุกตัวในเรื่อง เราก็ต้องรู้สถานการณ์ของเรื่อง ต้องทำการบ้านเยอะนิดนึง และผลตอบรับที่ได้กลับมาก็ทำให้หายเหนื่อยค่ะ

เคยอ้วนมากจนต้องหยุดงานในวงการบันเทิง

ใช่ค่ะ หนูเคยมีปัญหากับตัวเอง เลยออกไปแป๊บนึง เพื่อมาเคลียร์ปัญหาต่างๆ นานา บวกกับช่วงนั้นก็อ้วนมาก เลยต้องลดน้ำหนัก ดูแลตัวเองมากขึ้น ตั้งใจลดน้ำหนัก พอเริ่มลดน้ำหนักได้แล้ว ก็เริ่มแต่งเพลง เล่นกีตาร์ ลงยูทูบ ทำบิวตี้บล็อกเกอร์ใน facebook แชร์บทความเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก แชร์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองลงไป พอคนเริ่มเห็น เขาก็เริ่มรู้ว่าสไมล์ผอมแล้ว มีงานเข้ามาคือเรื่อง แด๊ดดี้จำเป็น ได้เล่นเป็นนางเอก เราก็งง เพราะล่าสุดยังเล่นเป็นคนใช้อยู่เลย (หัวเราะ) แต่ก็ดีใจที่ผู้ใหญ่เขาเชื่อมั่นในตัวเรา

วงการบันเทิงให้อะไรเราบ้าง

ให้เยอะมาก การที่หนูเดินเข้ามาตรงนี้ หนูคิดว่าทุกอย่างจะต้องสวยหรู ไม่มีอะไรที่น่ากลัว พอเราเดินเข้ามา มันไม่ได้มีแค่แง่มุมเดียว มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีหนาม เราเหยียบเจอหนามเลือดเราก็ออก แต่เราต้องห้ามเลือดให้เป็น เราต้องเข้าใจคนที่อยู่ตรงหน้าเราให้มากที่สุด ต้องให้เกียรติคนที่อยู่ข้างๆ เราต้องเข้าใจสัมคมมากขึ้น จริงๆ หนูอยากเข้ามาด้วยการร้องเพลง พอเราประกวด เราติดปุ๊บ เราก็ได้อยู่วงการเพลงปีนึง หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการนักแสดง ซึ่งดีนะคะ ได้เป็นอีกคนคนนึง ได้เข้าใจอย่าง “เปียกปูน” ในซีรี่ส์ “Love Songs Love Series To Be Continued ตอน ขอบคุณที่รักกัน” ทางช่อง GMM25 เป็นตัวละครที่เห็นแก่ตัว เห็นผู้ชายเป็นหลัก ถ้าเรามองภายนอก เราจะไม่รู้เลยว่าคาแร็กเตอร์นั้นเขาเป็นยังไง แต่พอเราแสดง เราจะรู้ว่าเขาเป็นยังไง เขาคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร หนูเคยเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย คือหนูเรียนทุกอาทิตย์ เพราะตอนนั้นทางเอ็กแซ็กท์ส่งให้เรียนค่ะ

ผลงานเพลงที่หลงใหล

ตอนนี้ไม่ได้ทิ้งการร้องเพลง แต่ไม่ได้จะเป็นนักร้องอะไรขนาดนั้น เพราะเคยออกซิงเกิ้ลแล้ว ซึ่งสำหรับหนูแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แค่ตอนนี้เรารักษาสิ่งที่เราเป็นไว้อยู่เสมออย่างเช่น หนูยังคงเล่นกีตาร์ทุกวัน ยังคงร้องเพลงทุกวัน เพราะว่าดนตรีมันหล่อเลี้ยงจิตใจหนู แล้วหนูทำคลิปลงยูทูบ แค่นี้ก็เป็นความสุขมากๆ แล้ว หนูมีสตูดิโอเป็นของตัวเองชื่อ “YIMKAN ยิ้มกันสตูดิโอ” ทำร่วมกับแฟนค่ะ เพราะเขาก็ชอบด้านนี้ด้วย เราเองก็ชอบค่ะไม่ว่าจะเป็น Photoshop ตัดต่อ ทำแอดโฆษณา ทำแล้วสนุกดีค่ะ ส่วนเพลงตอนนี้ก็ทำไว้ 2 เพลงแต่งเองทำทุกอย่างเองหมดเลย เตรียมปล่อยลงชาแนลของตัวเองเร็วๆ นี้ ค่ะ

วัยรุ่นยุคใหม่ที่สนใจเรื่องธรรมะ

หนูเป็นคนที่ชอบอยู่แบบสงบๆ ชอบไปปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เด็กเราชอบมานานแล้ว บางทีไปคนเดียวก็ไป ไปวัดปัญญาค่ะ ถ้ามีเวลาเราก็ไป อันนี้ก็เป็นเหมือนไลฟ์สไตล์ของเราที่เราชอบ เราก็ทำ เราชอบอะไรที่ไม่เสียงดัง แค่นั้นเอง เลยชอบอะไรที่เย็นๆ มีความสุขแปลกๆ ดี สวดมนต์ทุกวันเป็นเรื่องปกติของเรา คือบทสวดเราต้องเข้าใจว่าเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง พอใจเรานิ่งปุ๊บ บทสวดจะกลั่นกรองจิตใจเราให้ละเอียดขึ้น เมื่อเราสวดทุกวัน ทำให้ใจเรามีสมาธิ ทำให้ใจเรานิ่ง ยิ่งเราทำงานในวงการบันเทิงแบบนี้ เราต้องเจออะไรเยอะ อะไรไม่ดีเข้ามาเราก็ตัดออก เราเข้าใจโลกมากขึ้นเราก็ต้องใช้ธรรมะ เราทำงานเราก็ต้องทำสมาธิฝึกทุกวัน นี่คือภารกิจของหนูเลยว่าจะต้องทำทุกวันสวด 15 นาที หนูก็ไม่ได้ชอบทำแต่พยายามบังคับตัวเองให้ทำให้ได้ หนูเชื่อว่าคนเราไม่สามารถอดทนกับอะไรที่นานๆ แต่เราต้องควบคุมตัวเราเองให้ทำให้ได้ค่ะ

คำแนะนำสำหรับคนที่ไล่ตามหาฝัน

หนูคงไม่มีทริกอะไรมากมาย เพราะตอนแรกที่หนูเดินเข้ามา หนูไม่มีทริกคอะไรเลย ที่หนูแนะนำก็คือความกล้าและความเชื่อ เราเชื่อว่าความฝันนี้เราสามารถแตะต้องมันได้เราฝันว่าจะเป็นเดอะสตาร์ เราเชื่อและต้องทำได้ ไม่ใช่แค่เชื่ออย่างเดียว เหมือนเราอยากจะประกวดเดอะสตาร์เราก็เดินเข้าไปสมัครเลย กล้าที่จะก้าวไปในจุดที่เราอยากไป

 

Rookies : ‘แชป-วรากร’อดีตเด็กดื้อ วันนี้คือความภูมิใจของครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/267645

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ย้ายบ้านจาก พระราม 4 มาสังกัดวิกหมอชิต ประเดิมละครเย็นเรื่อง “สื่อสองโลก” หนุ่ม แชป-วรากร ศวัสกร บอกเส้นทางนี้
ไม่ง่ายเลย…

เมื่อครั้งยังเด็ก

ผมเป็นเด็กดื้อครับ เป็นเด็กที่ไม่ค่อยฟังพ่อแม่แล้วก็ชอบกลับบ้านดึก แอบออกไปเล่นบ้านเพื่อนโดยไม่ได้บอกแม่ แล้วคือ
เมื่อก่อนก็ยังไม่มีมือถือก็เลยจะติดต่อกันไม่ได้เราก็แอบไปเลยก็เลยทำให้โดนตีบ่อยๆ เพราะว่ากลับบ้านดึกแต่ว่าก็ไม่เข็ด ผมจะอยู่ที่เมืองไทยที่โคราชถึงประมาณแค่ 9-10 ขวบ ผมก็ไปอยู่เยอรมนีที่เบอร์ลิน กลับมาอีกทีก็คือ 17-18

กับชีวิตในต่างแดน

ผมไปเรียนครับไปกับแม่และพี่ชายคือแม่อยากให้เราไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งพอไปถึงที่นู่นก็ต้องปรับตัวเยอะเลยครับ เรื่องภาษาก็ไม่ได้แล้วเพราะว่าต้องใช้ภาษาเยอรมันด้วย เราก็ต้องไปเรียนเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรก และด้วยความที่เราเป็นเด็กเอเชียด้วยก็เลยจะโดนแกล้งบ่อยแรกๆ จะมีท้อแอบร้องไห้บ้าง พอเริ่มปรับตัวได้เริ่มพูดได้มันก็เลยไม่ค่อยมีความรู้สึกตรงนั้นแล้ว ภาษาเยอรมันถือเป็นภาษาที่สองของผมรองจากภาษาไทยเลยครับ แต่ว่ามันก็ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ ตอนที่อยู่ที่นู่นก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องอยู่นานแค่ไหนแต่ก็อยากกลับเมืองไทยมาก อยากอยู่เมืองไทย

เป้าหมายชีวิตที่คุณแม่วางไว้

คือแม่อยากให้เราได้เรื่องของภาษา อยากให้เป็นนักบินก็ส่งให้ไปเรียน ซึ่งถามความรู้สึกของผมแล้วผมก็อยากเป็นแหละ เพียงแต่ว่านักบินมันไม่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆ อาชีพนักบินผมว่าน่าจะเป็นอาชีพในฝันของเด็กผู้ชาย ทุกคนคนแหละรวมทั้งผมด้วย เพราะเป็นอาชีพที่ดูเท่ดูดี แต่ว่าตอนนี้อาจจะยังไปไม่ถึงฝันนั้น แต่ก็คิดว่าจะไปเรียนมีแพลนที่คุยไว้ว่าอาจจะไปเรียนการบินต่อ แต่ว่าตอนนี้ขอมาทุ่มให้กับงานแสดงก่อน

ก้าวแรกกับงานในวงการบันเทิง

เริ่มต้นก็คือผมได้มีโอกาสไปทำบุญปกติที่เชียงรายแล้วบังเอิญได้เจอ “พี่ผักกาด” ที่เป็นดีไซเนอร์ของ HOOK’s เขาก็แนะนำว่าสนใจอยากไปเดินแบบไหม ผมก็สนใจรู้สึกว่าก็ดีเหมือนกันเลยเริ่มไปเดินแบบ พี่ผักกาดได้ฝากผมไปกับพี่อีกคนนึง เลยเริ่มต้น
จากการเดินแบบ ถ่ายโฆษณา ถ่ายเอ็มวี และจนได้เข้าไปแคสละครกับทางช่อง 3 ได้เล่นละครเรื่องแรกคือเรื่องสามี และมีเรื่องต่อมาก็คือสี่หล่อขอสืบ ปาฏิหาริย์รักแม่โพสพ ปาฏิหาริย์รักข้ามขอบฟ้าแล้วก็ดั่งพรหมลิขิตรัก แต่ว่าที่ออนแอร์ไปแล้วก็มีแค่เรื่องสามีกับเรื่องปาฏิหาริย์รักข้ามขอบฟ้า ช่วงแรกที่มาเล่นละครเป็นนักแสดงก็รู้สึกชอบนะครับ รู้สึกว่าชอบอยู่กองชอบการถ่ายทำ แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรคือถ้าเราอยากทำเขาก็ให้ทำแต่เราก็ต้องเรียนไปด้วยต้องไม่ทิ้งการเรียนนะ ส่วนงานเดินแบบก็คือหยุดไปเลย เพราะว่าเราก็มามุ่งกับการแสดงอย่างเดียว ด้วยคิวที่มันไม่แน่นอนกับการถ่ายทำ อีกอย่างคือเราไม่อยากให้เสียงานละครด้วย

ความรู้สึกกับการแสดงละคร

ตอนเล่นละครแรกๆ เราก็รู้สึกว่ามันยากนะครับทำไมเราเล่นไม่ได้ แต่ว่าพอได้สะสมประสบการณ์แล้วก็เลยทำให้รู้สึกว่าสนุกเริ่มโอเคขึ้น แรกๆมันเกร็งตื่นเต้นเขินทำตัวไม่ถูก ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเล่นละครเป็นนักแสดง ก็เลยไม่ได้วาดไว้ว่าการเล่นละครมันจะต้องเป็นยังไงไม่นึกเลยจริงๆ ครับ แต่พอได้มาเล่นเราเห็นอะไรหลายๆ อย่างเรื่องการถ่ายทำเรื่องมุมกล้องมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ กว่าที่ละครเรื่องนึงจะออกมามันใช้เวลานานมากๆ บางเรื่องใช้เวลาเป็นปี ครึ่งปีก็มี พอเห็นผลงานตัวเองก็รู้สึกตื่นเต้นครับมันก็มีพอใจบ้างแต่บางอันก็รู้สึกว่ามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ แต่เราก็ทำเต็มที่แหละ ที่บ้านเขาก็ดีใจครับเห่อเหมือนกันด้วยความที่เราเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยและญาติๆ เราโคราชอยู่ขอนแก่นพอเราได้มายืนตรงนี้แล้วมันเป็นอะไรที่สร้างความภูมิใจให้ครอบครัวเป็นอย่างมาก เราเองก็ภูมิใจครับเพราะว่าไม่เคยคิดไม่เคยฝันอยู่แล้ว

กับชายคาบ้านหลังใหม่ วิก 7 สี

ก็เหมือนเป็นการมาเริ่มต้นใหม่กับที่นี่ก็ต้องปรับหลายอย่าง แต่วิธีการทำงานจริงๆ มันก็คล้ายๆ กันแหละครับทุกที่ที่ทำงานเขาก็จะเต็มที่กันแต่ด้วยความที่เราก็ยังไม่ค่อยรู้จักใครเราก็เลยต้องมีการปรับตัวเหมือนมาหาประสบการณ์ใหม่ ตื่นเต้นครับแต่ก็ดีใจที่เราได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้เล่นเรื่องแรกกับช่อง 7 คือเรื่อง “สื่อสองโลก” ของค่ายปรากฏการณ์ดีซึ่งกำลังออนแอร์อยู่เป็นละครเย็น คาแร็กเตอร์ของผมในเรื่องนี้คือจะเป็นช่างภาพ และเป็นคนที่มีปมเรื่องความรักทำให้ไม่กล้าที่จะรักใครอีก เพราะว่าเคยโดนแฟนทิ้งไป ซึ่งเราอยู่กับแม่สอง เหมือนแม่หนีตามผู้ชายมาแต่สุดท้ายผู้ชายก็ทิ้งไป เรากับแม่ก็เลยจะมีกันอยู่สองคน และผมก็จะเป็นคนที่รักแม่มากชีวิตดราม่านิดหนึ่ง แต่ว่าพอมาเจอกับนางเอกมันก็จะมีฉากกุ๊กกิ๊กทำให้เราเริ่มรู้สึกชอบใครขึ้นมาใหม่ เขามาเปลี่ยนชีวิตเรา สำหรับเรื่องนี้ก็เล่นยากครับด้วยความที่เป็นละครผีด้วยต้องใช้ซีจี คือนางเอกเขาสามารถสื่อสารกับผีได้ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้ครับ

เรื่องที่สองเรื่อง “ว่าความตามรัก” เล่นเป็นเด็กจบกฎหมายมาจากนอก จะเรียกว่าเป็นทนายก็ได้ แล้วกลับมาที่เมืองไทยที่บ้านเป็นเจ้าของตลาดแต่ว่าจะมีเจ๊หนูที่เป็นภรรยาของปู่ที่เขาจะฮุบตลาดเราไป ปู่เป็นคนที่รักตลาดนี้มากและได้ฝากฝังไว้กับเราว่าห้ามขายตลาดนี้นะทำให้เราต้องลุกขึ้นมาปกป้องตลาด ซึ่งเราก็จะต้องใช้กฎหมายที่เราเรียนมาใช้กับการปกป้องตลาด บทเรื่องนี้จะยากขึ้นเพราะว่าเป็นแนววิชาการซึ่งเราจะต้องเป๊ะและไม่ใช่คำพูดที่คนธรรมดาพูดทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้จังหวะในการเล่นซิทคอม และเล่นคอเมดี้ด้วย ผมรู้สึกดีใจและขอบคุณผู้ใหญ่ช่อง 7 นะครับที่มอบโอกาสดีๆ ให้กับผม ผมรู้สึกสนุกกับการทำงานในทุกกองทุกๆ เรื่องที่เราเล่น ไปแต่ละกองเราก็จะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมเองเข้ากับใครก็ได้ไม่มีปัญหาอะไร ก็วางตัวเองไว้ว่าจะทำตรงนี้ให้เต็มที่ครับ คือคนอื่นก็ต้องตัดสินด้วยไม่ใช่แค่เราคนเดียว เราก็อยากทำตรงนี้แหละแต่เราก็ต้องรอดูว่ามันจะเป็นยังไงคนจะชอบเราไหม

Special Thanks

สุดท้ายผมขอขอบคุณแฟนคลับทุกคน ทั้งแฟนคลับที่ช่อง 3 ก็ยังตามมาให้กำลังใจเราอยู่ยังสนับสนุนยังรักเราไม่ว่าเราจะอยู่ช่องไหน แล้วก็ขอบคุณที่บ้านที่ไม่ห้าม บางทีเราท้อเขาก็ให้กำลังใจเรา และคอยอยู่เคียงข้างเราตลอดและขอบคุณผู้ใหญ่พี่ๆ ทุกคนทีมงานที่แฮปปี้กับเราคอยสอนคอยให้โอกาสเราในการทำงาน ขอบคุณทุกคนมากๆ ผมเองก็สัญญาว่าจะตั้งใจเต็มที่ทำให้เต็มที่ครับ

Rookies : ‘ไฮป์ฟริคส์’ วงดนตรีน้องใหม่ หน้าฝรั่ง หัวใจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/266476

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จาก เพื่อนวัยเด็ก สู่ เพื่อร่วมงาน ที่เข้าขาถูกคอ Rookies สัปดาห์นี้จึงขอหยิบเรื่องราวฉบับย่อของ คริซด์ และ อียิปต์ 2 คู่หู วงไฮป์ฟริคส์ ศิลปินน้องใหม่หน้าฝรั่ง หัวใจไทย ผู้อยากเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับเพลงไทย

คริซด์ : จริงๆ แล้วผมเป็นเพื่อนสนิทกับอียิปต์ ตั้งแต่อายุ6 ขวบ ตอนอยู่อเมริกา เราเรียนมาด้วยกัน โตมาด้วยกัน จากนั้นผมได้ย้ายไปอยู่ฮ่องกง อินเดีย จนมาอยู่กรุงเทพฯ เรารักเพลง และชอบการเอ็นเตอร์เทนตั้งแต่เด็ก ผมเลยเริ่มจากการเป็นดีเจ และเขียนจดหมายไปหาอียิปต์ที่อเมริกา เขาก็ตอบมาว่า ตอนนี้เขาแร็พ (แร็ปเปอร์) อยู่ ผมเลยชวนเขามาที่นี่ มาแจมกัน มาทำเพลงด้วยกัน จนได้โปรดิวซ์งานเพลงขึ้นมา

อียิปต์ : ที่ผ่านมา 7-8 ปี ผมมาเที่ยวกรุงเทพฯประจำอยู่แล้ว เลยชินกับกรุงเทพฯ และอยู่ที่นี่ได้แบบสบาย ถึงวันนี้ผมอยู่มา2 ปีแล้วครับ ส่วนคริซด์อยู่มา 10 ปีแล้ว

เริ่มต้นทำงานเพลงอย่างจริงจัง?

ตอนนี้เราทำเรื่องเพลงอย่างเดียวเลยครับ คือผมจะเป็นทางโปรดักชั่น อียิปต์เป็นทางซาวนด์ดนตรีแล้วเราก็จะมีโคโรกราฟแดนซ์ด้วยครับ ตอนนี้ตัวผมเองก็มีธุรกิจประจำเกี่ยวกับอสังหาฯอยู่ แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมรัก ผมกับอียิปต์เลยเหมือนทำตามความฝันกันครับ

ทำไมต้องเป็นเมืองไทย?

พูดตรงๆ เมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เป็นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราชอบที่ได้สัมผัส แบ๊กกราวนด์ต่างๆ ของแต่ละคนที่เข้ามา โดยที่เราไม่ต้องเดินทางไปหลายๆ ประเทศเรามากรุงเทพฯเราก็ได้เจอทุกแนวเลย

ซิงเกิ้ลแรกในนามวงไฮป์ฟริคส์?

ซิงเกิ้ลแรกที่เราอยากให้ทุกคนรู้จักก็คือ “Ride It Like BTS” แล้วก็มีเพลงที่เป็นภาษาอังกฤษกับไทย คือคริซต์จะเป็นคนที่แร็พเป็นภาษาไทยส่วนใหญ่ และซิงเกิ้ลใหม่ที่เพิ่งปล่อยเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา คือ Get It Wet เพลงปาร์ตี้สนุกๆ รับสงกรานต์ครับ

ศิลปินไทยที่อยากร่วมงานด้วย?

มี 2 คน คนแรกคือ ปาล์มมี่ เราชอบเธอมาก และคนที่ 2 เราสองคนแน่นอก ใบเตย ครับ เราอยากร่วมงานกับเขา เต้นสนุกๆ เราอยากให้ทุกคนมาเอ็นจอยกับเรา

เริ่มเรียนภาษาไทย?

จริงๆ คริซต์อยู่เมืองไทยมา 10 ปี ก็เรียนมา 10 ปีครับ เริ่มเรียนตั้งแต่มาเลยครับ เราชอบไปเที่ยว แล้วก็ไปพูดคุยกับคนไทย
ผมไม่ใช่แค่เรียนรู้ภาษานะครับ ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยด้วยนั่นเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน เรา 2 คนกับคุณแซม (ผู้จัดการส่วนตัว) ชอบไปเยี่ยมเด็กกำพร้าที่อยู่เชียงใหม่ ชอบไปมิสเตอร์โดนัท เราจะเหมาซื้อหมด แล้วก็ไปให้เด็กที่นั่น เรามีอีเว้นท์ใหญ่ที่จะจัดคอนเสิร์ตเพื่อเด็กๆ โดยที่ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าเราทำในสิ่งที่เรารัก

ฝากทิ้งท้าย?

สิ่งที่เราทำกับตัวเราเอง เราไม่มีการคิดลบ เรามีแต่คิดบวก แล้วพลังที่เราส่งก็คือพลังที่เราส่งให้ ไม่ว่าจะเป็นทางเพลง หรือว่าจะเจอเรา ทักทายเรา จะมีแต่ความสุขกับความรักให้ทุกคนนะครับ เราอยากจะแนะนำทุกคน ไม่ว่าคุณชอบอะไร หรือใฝ่ฝันว่าอยากจะทำอะไร ทุกคนพูดอยู่แล้วว่า อย่ายอมแพ้ แต่เวลาเราเจอปัญหาอุปสรรคอะไรก็ช่าง อย่าลืมนะครับว่ามันมีวิธีแก้เสมอ เวลาเราเจอวิธีแก้นั้นคืออีกสเต็ปหนึ่งที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายของเรา

ถ้าอยากทำความรู้จักกับพวกเขาให้มากขึ้น สามารถตามติดผลงานของ 2 หนุ่มหน้าฝรั่งหัวใจไทย ได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ HypeFreaX ผลงานเพลงของพวกเขา ยังมีอีกหลายสีสันให้ติดตามกัน!!

 

Rookies : สาวน้อยจอมซน‘ไอซ์-ณธษา’ กับมนต์เสน่ห์ของละครคอเมดี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/264288

วันเสาร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับตัวตนของนักแสดงสาววัยใส “ไอซ์-ณธษา เวชประสิทธิ์” ที่กำลังมีผลงานละครเรื่อง “แหวนปราบมาร” ทางช่อง 7 สี

ผลงานปัจจุบัน

ละคร “แหวนปราบมาร” กำลังออนแอร์อยู่ค่ะ บทบาทในเรื่องนี้คือเล่นเป็นเพื่อนสนิทกับ “พี่แม็กกี้-อาภา” เราจะเป็นคนหวงเพื่อน มีอคติกับผู้ชาย ใครที่เข้ามายุ่งเราจะคิดว่าเขาเข้ามาไม่ดี แล้วเพื่อนเราเป็นคนสวยเป็นดาวมหา’ลัย เราก็เลยจะห้าวๆ แก่นๆ สู้คน คอยปกป้องเพื่อนใครมาแกล้งเพื่อนก็จะไม่ยอมจะสู้แทน เรื่องจะมีเกี่ยวกับอภินิหารด้วย ซึ่งหนูจะเป็นทายาทของแก้วหน้าม้า “พี่โหน-ธนากร” พระเอกเขามีแหวน แล้วเขาจะต้องตามหาของ 12 สิ่ง ซึ่งเป็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทยในวรรณคดี ต้องแต่งตัวเป็นแก้วหน้าม้ามีฟันเป็นม้า แต่ว่าตรงนี้จะมีไม่เยอะเท่าไหร่ แล้วหนูเล่นคู่กับ “พี่เขต-ธาราเขต” เป็นเหมือนคู่กัดกัน แต่พอหนูกลายเป็นแก้วหน้าม้ามันก็ทำให้เรามองเห็นความจริงใจของเขา ก็เลยทำให้เรามีความรู้สึกดีต่อกัน กับบทแก้วหน้าม้าก็เล่นไม่ยากนะคะโชคดีที่หนูไม่ต้องเจอซีจีเท่าไหร่ก็เลยไม่ยุ่งยาก แต่ว่าจะมีปัญหาเวลาพูดที่พูดไม่ค่อยชัด เพราะว่าฟันมันเหยิน

เจอนักแสดงที่แอบปลื้มถึงกับเล่นไม่ออก

ต้องมีฉากกุ๊กกิ๊กกับพี่เขตด้วย ตอนแรกหนูเกร็งมากค่ะ ไม่ค่อยกล้าเล่นเท่าไหร่ แต่ว่าก็โชคดีที่วัยเราใกล้ๆ กันทั้ง 4 คน เลยเราก็เลยกล้าที่จะเล่นกัน ก็เลยทำให้การทำงานง่ายขึ้น แต่ว่าคิวแรกที่เล่นหนูต้องเจอแมลงสาบแล้วต้องกระโดดกอดพี่เขต ก็เขินมากไม่กล้าเล่น เลยทำให้กว่าจะผ่านก็หลายเทคมาก และโดยส่วนตัวก่อนที่จะได้มาร่วมงานกันหนูแอบปลื้มพี่เขตอยู่แล้วไงคะ (ยิ้มเขิน) แต่พี่เขาไม่รู้หรอกเพราะว่าไม่เคยบอกเขา วันฟิตติ้งพอรู้ว่าได้เล่นด้วยกันก็ยิ่งเขิน

เนื้อหอมงานละครเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ค่ะที่เอ็นดูและเมตตามอบงานให้ ก็รู้สึกดีใจค่ะการทำงานกับทุกกองคือสนุกสนาน ทำงานกันไม่เครียดสบายๆ ตอนนี้ที่ถ่ายทำอยู่ก็มีเรื่อง “มือปืนพ่อลูกติด” แล้วก็ “ว่าความตามรัก” ก่อนหน้านี้หนูเคยมีผลงานละครมาแล้วคือเรื่อง “โก๊ะ 8 ตะลุยแดนมหัศจรรย์” แล้วก็ “คุณนายสายลับ” การแสดงตอนนั้นก็ไม่ยากมากนะคะเพราะว่าคาแร็กเตอร์จะคล้ายๆ กับตัวหนูเป็นบทแก่นๆ วัยพอๆ กับตัวเรา ได้มีโอกาสมาเล่นละครก็ชอบนะคะเพราะว่ามันสนุกดี จริงๆ ไม่คิดว่าจะได้มาเล่นเลย ตัวหนูเองไม่เคยไปแคสงานหรือว่าไปตามโมเดลลิ่งเลย คือ พอดีว่ามีพี่นักแสดงท่านหนึ่งที่เล่นเรื่องโก๊ะ 8 แล้วบ้านเขากับบ้านหนูอยู่ใกล้กันเขาก็เห็นว่าเราน่าจะพอเล่นละครได้ เขาก็เลยเอารูปหนูไปให้ “อาคมน์ อรรฆเดช” ดูแล้วอาคมน์ก็ชอบ ก็เลยให้หนูเข้าไปลองเรียนคิวบู๊ดู หนูก็ทำได้อาคมน์เลยชอบ ก่อนอาจะเสียอาก็คงจะสั่งไว้ว่าอยากจะให้หนูได้เล่นละคร แล้วพอดีพี่ทีมงานเขาก็ได้สานต่อทำตามที่อาคมน์สั่งไว้ ก็เลยเป็นที่มาว่าได้เล่นละครเรื่องแรกกับทางโคลีเซี่ยม พอหลังจากนั้น “พี่ธันญ์-ธนากร”ที่เล่นเรื่องนี้ด้วยกันเขาเห็นแววก็เลยให้หนูลองมาแคสที่ช่อง หลังจากนั้นทางสปีดวันก็เลยเป็นคนดูแลหนู ต้องบอกว่าพี่ธันญ์เป็นเหมือนคนชักชวนให้เข้ามาอยู่ในค่าย และหลังจากนั้นก็ได้เป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 ได้เล่นละครเรื่อง “คุณนายสายลับ”

เมื่อความฝันเปลี่ยน

จริงๆ ตอนแรกที่เข้ามาแคสก็ยังไม่คิดว่าเราจะได้เล่นละครนะคะ เพราะว่านักแสดงไม่ได้เป็นอาชีพในฝันที่หนูฝันไว้เลย คือเด็กๆหนูฝันอยากเป็นแอร์ ความคิดที่จะมาเป็นนักแสดงไม่มีเลย มันเพิ่งจะมารู้สึกและคิดว่าอยากจะเป็นก็ตอนที่เราได้ลองเข้ามาแคสงานและลองเล่นละครแล้วนี่แหละค่ะ เพราะว่าเราก็ทำได้นะ แล้วตอนนี้ก็เลยกลายเป็นว่าหนูจะทำตรงนี้ให้มันดีที่สุด โครงการที่จะเป็นแอร์ขอพับเก็บไปเลยค่ะ

คือความภูมิใจของครอบครัว

ที่บ้านก็ดีใจมากที่เห็นเราเข้ามาตรงนี้ได้ เขาก็ชอบเขาตื่นเต้น คือบ้านหนูอยู่ต่างจังหวัดที่ลพบุรียายจะเห่อมากเฝ้าหน้าจอช่อง 7 พอรู้ว่าละครเรื่องแหวนปราบมารจะได้ออนแอร์แล้วในวันที่ 1 เมษายนนี้ ยายก็บอกเพื่อนบ้านเลยว่าให้ดูด้วยนะ เขาตื่นเต้น เราเองก็รู้สึกดีใจที่ทำให้ที่บ้านมีความสุข เพราะว่าปกติหนูเป็นเด็กที่ชอบทำให้ที่บ้านทำให้ยายหัวเราะอยู่แล้ว แล้วพอเราได้มาทำจุดจุดนี้ เราสามารถหาเงินให้แม่เลี้ยงแม่ได้ก็ยิ่งมีความสุข เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่เราทำมันช่วยแม่ช่วยที่บ้านได้ เราก็ต้องทำให้เต็มที่ แม้ว่าจะไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมบ้านบ่อยแต่ว่าถ้าเป็นช่วงเทศกาลเราก็จะกลับ กลับไปทีทุกคนก็เห่อ แล้วป้าหนูเขาก็จะชวนไปตลาด ต่างจังหวัดคนเขาจะรู้จักกันเยอะใช่ไหมคะ หนูก็ไหว้ตั้งแต่ทางเข้าตลาดยันกลับบ้านเลยค่ะ แต่ว่าตอนนั้นคุณนายสายลับ บทเราจะยังไม่เยอะมากยังไม่ได้เห็นชัดมาก พอบอกไปบางทีเขาก็จะยังจำไม่ได้ แค่อ๋อว่าคนนี้เหรอที่เล่นละคร แต่เรื่องที่เขารอดูก็คือเรื่องแหวนปราบมาร เพราะว่าบทบาทเราก็ได้ขยับความสำคัญขึ้นมาแล้วคือเล่นเป็นคู่ 2 แต่ถ้าฉากที่หนูเป็นแก้วหน้าม้าออกมาเนี่ยยายจะต้องจำหนูไม่ได้แน่ๆเลย ขนาดว่าคุณนายสายลับหนูถักเปียธรรมดาเขาก็ถามว่าไอซ์อยู่ไหน หาไม่เจอเขาบอกว่าไม่เหมือน ด้วยการแต่งหน้าทำผม ยายเลยจำหลานตัวเองไม่ได้ ก็คงต้องบอกยายไว้ก่อนเลยค่ะว่าเราเล่นเป็นแก้วหน้าม้าด้วยยายจะได้หาเจอ (หัวเราะ)

มีคุณแม่คอยดูแลไม่ห่าง

เขาก็ห่วงค่ะ แต่เขาก็เชื่อใจเราว่าเรารู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ แต่ว่าหนูก็มาอยู่ที่กรุงเทพฯกับแม่นะคะ คือแม่อยู่ที่นี่อยู่แล้ว ตอนแรกหนูอยู่กับป้ากับยายที่ลพบุรีหลังจากนั้นก็ย้ายเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯเพราะว่าพ่อแยกกันอยู่ เวลาไปกองถ่ายก็จะมีแม่ไปเป็นเพื่อนบ้าง แต่ว่าสำหรับกองมงคลการละคร หนูเคยเล่นกับที่นี่แล้วรู้จักทุกคนสนิทกันแม่ก็เลยไม่ได้มาด้วย ถ้ากองไหนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยหรือว่าจะต้องไปต่างจังหวัด แม่ก็จะไปด้วยหรือไม่ก็จะมีพี่ที่สปีดวันไปด้วย การที่มีแม่ไปด้วยก็ดีตรงที่ว่ามีคนคอยคุ้มกันเรา แต่บางครั้งเราก็นึกสงสารแม่นะคะเพราะว่าเขาจะต้องมารอเราทั้งวันกว่าจะถ่ายเสร็จ ดังนั้นถ้ากองไหนที่เราพอจะคุ้นเคยชินกับกองแล้วก็จะไม่ให้แม่มา เพราะบางทีมาคนรอมันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ต้องตื่นเช้ากลับดึก ให้แม่อยู่บ้านทำงานของแม่ไป

บทบาทในฝันที่อยากจะเล่น

อยากเล่นคอเมดี้มากเลย ซึ่งตอนนี้หนูก็ได้เล่นแล้วคือเรื่องว่าความตามรัก พอได้มาสัมผัสมันรู้สึกสนุกรู้สึกว่าเราได้รีแล็กซ์การทำงานผ่านไปเร็วมากไม่ติดขัดก็สนุกดี ตัวจริงหนูเป็นคนตลกโก๊ะๆ มีมุขอยู่แล้ว คือตัวป่วนเลยค่ะ ยิ่งได้มาเล่นว่าความตามรักนี่เหมือนเล่นเป็นตัวเองเลย หลายคนว่าการเล่นละครตลกมันยากนะ คือเราจะเล่นยังไงให้ตลกแล้วก็ต้องรู้จังหวะมันถึงจะสนุก แต่โชคดีที่หนูมาคิวแรกแล้วทุกคนก็โอเคถูกใจหนูว่าหนูเล่นได้นะเพราะเราไม่ได้พยายามทำให้มันตลกเราเข้าใจธรรมชาติของการเล่นตลก ตอนที่เรียนแอ๊กติ้งที่ช่องแล้วมันจะมีคอเมดี้ให้เรียนให้สอบหนูก็เป็นคนเดียวที่เล่นได้ แล้วก็อยากจะเล่นบทที่ตรงข้ามกับตัวหนูด้วยเหมือนกันเช่นบทเรียบร้อย ส่วนดราม่าก็อยากเล่นนะแต่ว่ากลัวร้องไห้ไม่ได้เพราะหนูเป็นคนร้องไห้ยากมาก

ตอนนี้ “แหวนปราบมาร” กำลังออนแอร์อยู่ ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 น. ทางช่อง 7 นะคะ ก็อยากจะฝากทุกคนติดตามและให้กำลังใจไอซ์ด้วยนะคะ รวมทั้งฝากติดตาม “มือปืนพ่อลูกติด” กับ “ว่าความตามรัก” ก็กำลังถ่ายทำอยู่ด้วยค่ะ

 

Rookies : ‘แบงค์-บีม’ดาววิ้ง เดือนว้าว กับก้าวใหม่บนเส้นทางมายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/263176

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปั้นดาวมาประดับวงการอีก 2 ดวง แถมยังเป็น ดาววิ้ง-เดือนว้าว ที่ ช่องวัน 31 หมายมั่นปั้นมือ เตรียมยื่นบทให้แจ้งเกิดในฐานะนักแสดงของช่อง “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” เลยต้องรีบคว้าตัวมาทำความรู้จักกันแบบ 360 องศา!! กับ 2 นักแสดงอักษรย่อ บ. หนุ่ม แบงค์-ชนาธิป พิสุทธิ์เสรีวงศ์ และสาว บีม-ณัชชาภัทร แสงฤทธิ์

เปิดประตูสู่เมืองมายา

แบงค์ : ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 3 ม.รังสิต คณะนิเทศฯ สาขาภาพยนตร์ครับ วันนั้นเจอพี่ทีมงานที่มหาวิทยาลัย พี่เขาเลยเรียกมาดูตัว จากนั้นรายการก็โทร.มาบอกว่าผ่านเข้ารอบ 10 คนนะ ผมก็ตกใจ ตอนแรกผมเขินมาก ไม่กล้ามา แต่ก็…ไหนๆ มีโอกาสแล้ว ลองดูซะหน่อยครับ

บีม : บีมเรียนอยู่ปี 2 คณะบริหารธุรกิจ ม.กรุงเทพค่ะ ที่ได้เข้ามาประกวดโครงการนี้ เพราะพี่ที่มหาวิทยาลัยแนะให้ลองสมัครดูค่ะ เขาเห็นว่าบีมเป็นดาวคณะเมื่อปีที่แล้ว เลยอยากให้เราเป็นตัวแทนมหา’ลัยด้วยค่ะ

กว่าจะคว้าชัย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องลับฝีมือกับนักแสดงตัวจริง

บีม : ประทับใจมากค่ะ ได้เรียนรู้หลายๆ อย่างจากนักแสดงรุ่นพี่ จากที่ก่อนหน้านี้ ติดตามผลงานเขามานาน แต่ว่าไม่รู้ชื่อพี่เขา ตอนแรกเขาบอกว่าพี่อัค-อัครัฐ เราก็งงว่าคนไหน พอเจอตัว ก็อ๋อ…เคยดูผลงานพี่เขามาก่อนค่ะ พอได้โจทย์ว่าต้องแสดงกับพี่เขากดดันค่ะ ตอนนั้นกังวล ว่าพี่เขาจะดุเราไหม บีมนั่งท่องบทอย่างเดียว จนพี่อัคเดินมาบอกว่าอย่าท่องบท เพราะท่องแต่บท ก็จะจำแต่บท จะไม่สนใจแอ๊กติ้ง พี่เขาแนะนำเรื่องการแสดงเยอะมากค่ะ ซีนนั้นต้องเล่นหลายอารมณ์ ตอนแรกจะกุ๊กกิ๊ก หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นดราม่า แสดงเสร็จรู้สึกโล่งมากค่ะ

แบงค์ : ของผมเล่นกับพี่เบญ-เรวิญานันท์ กดดันครับ เพราะเขาเซตเหมือนกองถ่ายจริงๆ ทีมงานไม่ได้มีแค่กล้อง แต่ยกมาชุดใหญ่ ผู้ใหญ่ก็มาดู แต่ว่า พี่เบญเฟรนลี่ เข้ามาคุยกับเรา ทำให้คลายเครียดได้ ไม่ต้องตื่นเต้น แล้วก็มีพี่อาร์ตที่เป็นครูแอ๊กติ้งเขาก็มาสอน มาบิ้วเพื่อให้เราเข้าถึงบทบาทให้มากขึ้น

ให้คะแนนตัวเองกับงานหน้ากล้องครั้งแรก

แบงค์ : ตอนนั้นทุกคนตั้งใจมาก ผมก็ตั้งใจเหมือนกัน แต่พอได้ดูที่เขาประกาศผลแล้ว รู้สึกว่าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ รู้สึกว่ายังไม่ดีเลยครับ

บีม : บีมไม่ค่อยชอบในช่วงแรก คิดว่าตัวเองยังแสดงเข้าไม่ถึงบทบาทค่ะ

ความเห็นจากครอบครัว

แบงค์ : ตอนแรกที่เขาเรียกตัว ผมคุยกับคุณแม่ว่าไม่ไปดีไหม ไม่กล้าขึ้นเวที เดี๋ยวเขามีให้ร้องเพลง เต้น เราไม่ได้ฝึกมา ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เขาดีใจครับ ที่เห็นเรามีอนาคตที่ดี ผมเองก็พยายามรักษาระดับการเรียนไม่ให้เสีย เพราะเรียนสายนี้อยู่แล้วด้วย

บีม : ตอนสมัครบีมไม่ได้บอกที่บ้านค่ะ แต่พอประกาศผลว่าติดแล้วถึงได้บอก หลังจากได้ตำแหน่งมาที่บ้านไม่ได้ตั้งกฎอะไรค่ะ เพียงแต่สอน ให้เราจัดการตัวเองให้ดี ส่วนมากจะคอยให้คำแนะนำค่ะ เขาคงเห็นว่าบีมเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เลยให้หัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถ้าตรงไหนผิดเขาจะแนะนำ

กิจกรรมยามว่าง

แบงค์ : นอกจากเรียน ก็จะชอบฟังเพลง ชอบดูหนัง ชอบซื้อเสื้อผ้า ผมสะสมกางเกงยีนส์ครับ นอกนั้นก็จะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ และก็เขียนบทภาพยนตร์

บีม : ของบีมถ้าว่างจริงๆ จะดูสารคดีสัตว์โลกค่ะ รู้สึกว่าดูแล้วได้ผ่อนคลาย

ไอดอลในวงการ

แบงค์ : ผมชอบพี่ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ กับ พี่เต๋อ-ฉันทวิชช์ ติดตามงานแสดงพี่เขาแล้ว คาแร็กเตอร์เขาชัดดีครับเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงในหนังจริงๆ อินไปกับบทนั้นๆ อย่างพี่ซันนี่มีโกนหัวด้วย เป็นไอดอลที่ลงทุนกับการแสดงจริงๆ

บีม : บีมชอบหลายคนมาก ล่าสุด ชอบพี่โดนัท-มนัสนันท์ ค่ะเขาแสดงเป็นธรรมชาติมาก

สไตล์การท่องเที่ยว

บีม : ชอบเที่ยวภูเขา ขึ้นดอย ชอบอากาศธรรมชาติ อยู่ในเมืองไม่ค่อยเจอบรรยากาศดีๆ หนูอยากไปที่ไกลๆ แต่คุณแม่ไม่ชอบเลยไม่ค่อยได้ไป ล่าสุดไปภูทับเบิก หนาวดีค่ะ แต่คนเยอะมาก

แบงค์ : ของผมเด็กผู้ชาย คุณแม่ปล่อย อยากไปไหนก็ไป ผมไปขึ้นดอยทุกครับ แบกกระเป๋า ค่ำไหนนอนนั่น ไม่ชอบเดินเที่ยวในเมืองเพราะคนเยอะ

เมนูโปรด

แบงค์ : มีเยอะครับ อาหารญี่ปุ่นก็ชอบ อีสานก็ชอบ ทุกวันนี้
กินอาหารอีสานบ่อย เพราะเพื่อนๆ มาจากโคราชกัน

บีม : ได้ทุกแนวเลยค่ะ แต่ที่ชอบมากคือ ปูผัดผงกะหรี่

ความเปลี่ยนแปลงหลังได้เป็นดาววิ้ง เดือนว้าว

แบงค์ : อย่างแรกเลยโดนตัดผมครับ (ทำหน้าเศร้า) ผมไว้ผมยาวมาประมาณปีกว่า แล้วก็มีเรื่องปรับลุคการแต่งตัว ปกติไปไหน
ผมจะใส่เสื้อยืดธรรมดา ก็ปรับให้ดูสะอาดมากขึ้น (หัวเราะ) จากที่ไม่เคย
รู้สึกว่าต้องคิด ผู้ชายแค่เชิ้ตก็ได้ แต่พอเข้าวงการ ต้องคิดมากขึ้น ภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญ พอเริ่มจับทางถูก ก็ไม่อึดอัดครับ

บีม : ต้องปรับเรื่องของเวลาค่ะ บีมว่าบีมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทุกด้าน ใส่ใจในทุกรายละเอียดมากขึ้น สนุกดีค่ะ เหมือนกับว่าเราได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง และดูว่าเราจะทำได้ไหม

แบงค์ : ผมก็ว่าสนุกนะที่ได้มาทำอะไรตรงนี้ ถือเป็นอาชีพที่โชคดีครับ

และแน่นอนก้าวต่อไปของทั้ง 2 คือ งานเบื้องหน้า ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ต้นสังกัดยังขออุบไว้ก่อน ตอนนี้สามารถตามติดไลฟ์สไตล์ของทั้งคู่ได้ทางโซเชียล IG :bankchanatip / FB: Bank Chanatip Pisutseriwong และ IG: b.natchapat / FB : Natchapat Sangrit หรือใครจะสมัคร FC ก็รีบเลยจ้า

เกศรา ทองปิ่น

Rookies : ‘นนนี่-ณัฐชา’ กดดัน วอน!! อย่าเปรียบเทียบ ‘ใหม่-ดาวิกา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/262000

วันเสาร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นนางเอกหน้าใหม่ที่ถูกเปรียบเทียบว่าหน้าเหมือน “ใหม่-ดาวิกา” สำหรับสาวน้อยลูกครึ่งไทย-เยอรมัน “นนนี่-ณัฐชา เจกะ” ที่เคยผ่านงานละครและภาพยนตร์จนมีแฟนคลับมากมายที่ติดตามผลงานของสาวน้อยคนนี้ ล่าสุดกำลังมีผลงานละครซีรี่ส์เรื่อง “หัวใจและไกปืน” (ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.30 น.) ทางช่อง MONO 29(โมโนทเวนตี้ไนน์) ประกบพระเอกหนุ่ม “แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์” หรือ “แบงค์ แคลช” ที่งานนี้ได้มีโอกาสขึ้นแท่นเป็นนางเอก

เริ่มเข้าวงการ

“นนนี่เริ่มเข้าวงการจากการประกวด Young Model 2012 อายุ 13 ปี หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าชอบงานด้านวงการบันเทิง และมีโอกาสได้ทำงานละคร 2-3 เรื่อง เรื่องยมบาลเจ้าขา, ร้อยป่าด้วยรัก, เจ้าสาวของอานนท์ แล้วก็มีซีรี่ส์ “กอสซิปเกิร์ล ไทยแลนด์” ค่ะ ส่วนภาพยนตร์เรื่อง “มอญซ่อนผี” ล่าสุดก็มีโอกาสได้มาเล่นซีรี่ส์เรื่อง “หัวใจและไกปืน” ให้กับช่อง MONO 29 ค่ะ”

บทบาทที่ได้รับ

“รับบทเป็น “แจ๋ม” ภายนอกจะแสดงออกว่าตัวเองมีความมั่นใจ เป็นหญิงแกร่งแต่ตัวตนจริงๆ แล้วเป็นผู้หญิงอ่อนหวานจิตใจดี โตมาในครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ถูกแม่ไล่ออกจากบ้านเพื่อหนีจากการโดนสามีฝรั่งของแม่ทำร้าย บังเอิญเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ลอบยิงของ “ราเชนทร์” (พี่แบงค์ แคลช) ทำให้บาดเจ็บจนเป็นเหตุให้สูญเสียการได้ยินไปบางส่วนทำให้ไม่สามารถเรียนแพทย์ตามที่ตัวเองใฝ่ฝันได้ และยังมารู้ทีหลังว่าแท้ที่จริงแล้ว “พี่แบงค์”คนที่เราแอบชอบ ก็คือมือปืนคนที่ที่ทำลายอนาคตของเราค่ะ”

ความยากง่ายของการแสดง

“ในเรื่องนี้สำหรับ “นนนี่” ถือว่าค่อนข้างยากเลยค่ะ เพราะต้องสวมคาแร็กเตอร์ที่โตกว่าตัวเอง ตัวละครที่เล่นมันดูไกลตัวมาก ส่วนฉากที่รู้สึกว่ายาก และโหดมาก คือโดนจับตัวมัดเชือกซึ่งเอาขาชี้ฟ้า และเอาหัวลงพื้น มันทำให้เลือดลงศีรษะ และ “นนนี่” เลือดลงหัวเร็วมาก พอเริ่มถ่ายเอาหัวห้อยลงมาทำให้หน้าแดงเลย หายใจไม่ออกอึดอัดและทรมานมาก แต่ก็ตั้งใจทำออกมาอย่างเต็มที่ค่ะ”

เข้าฉากเลิฟซีนกับ “แบงค์”

“มีฉากเลิฟซีนกับพี่แบงค์ ก็ค่อนข้างเกร็ง และกดดันเหมือนกันค่ะ ซีนที่ต้องจูบกันก็ใช้นิ้วโป้งมาช่วยปิดไว้ แต่ซีนที่นอนด้วยกันอยู่บนเตียงภาพออกมาค่อนข้างดูแรงไปนิดหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเราใช้มุมกล้องช่วยเยอะเลยค่ะ”

เสียดายชีวิตวัยรุ่นไหม

“มันก็มีนะคะ แต่มันทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จนบางครั้งเพื่อนๆ ก็ไม่เข้าใจกับการทำงานของเรา 7 วัน โดยไม่มีเวลาอยู่กับเพื่อนเลย ยอมรับว่าตอนนี้เหลือเพื่อนสนิทจริงๆ แค่ 2 คนเองค่ะ (หัวเราะ)”

ถูกยกให้เป็น “ใหม่-ดาวิกา 2”

“มีคนเข้ามาตามในไอจีบอกว่าหน้าเหมือนพี่ใหม่เลย หลังจากนั้นก็มีคนเอารูปไปแชร์ในโซเชียลต่างๆ เอารูปไปเทียบกับพี่ใหม่บ้าง สำหรับ “นนนี่” คิดว่าพี่เค้าเป็นซุป’ตาร์ ที่สวยมาก แล้วก็อยู่ในวงการมานาน ส่วนเรายังเด็กเพิ่งเริ่มทำงาน ไม่อยากให้เอาไปคิดเทียบกับพี่เค้าค่ะ ถามว่ารู้สึกยังไง “นนนี่” ก็รู้สึกเฉยๆ นะคะ เพราะเห็นดาราหลายๆ คนก็โดนเปรียบเทียบกันหมดว่าเหมือนคนนั้นคนนี้ค่ะ”

อยากฝากอะไรถึงแฟนคลับ

“ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณทุกคนนะคะที่ชื่นชอบในตัวตนของ “นนนี่” ขอบคุณที่คอยอยู่เคียงข้างกัน คอยชมคอยเป็นกำลังใจให้ และก็อยากจะฝากให้ติดตามผลงานซีรี่ส์เรื่อง “หัวใจและไกปืน” ค่ะ”

 

Rookies : ‘ชัย-ฐณัตชนม์’จากสจ๊วต พลิกฝันมาสู่งานแสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/260833

วันเสาร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ชัย-ฐณัตชนม์ ฉัตรจีระเศรษฐ” นักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ที่มากับจังหวะและโอกาส พร้อมประเดิมบทบาททางการแสดงเป็นครั้งแรกในละครเรื่อง “บ่วงหงส์” ทางช่อง 3

ผลงานการแสดงเรื่องแรก?

“บ่วงหงส์” เป็นละครเรื่องแรกของผมครับ ดีใจและรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้มาเล่นละครกับ “ป้าแจ๋ว” (ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์)ได้ดูผลงานของป้าแจ๋วมาเยอะ ซึ่งแต่ละผลงานก็เป็นงานที่ดีมากๆ แต่ว่าการแสดงสำหรับผมมันยากมากเลยครับ เพราะว่าป้าดุมาก แต่ป้าก็สอนอะไรชัยหลายอย่าง การที่ป้าดุก็เพราะว่าป้าอยากให้เราพัฒนา ด้วยความใหม่และยังไม่ชินกับการแสดง ป้าก็เลยต้องดุแล้วก็ต้องสั่งสอนนิดนึง ผมใหม่ที่สุดคนเดียวในเรื่องเลยครับ คือคนอื่นเขาเคยมีผลงานกันมาบ้าง แต่ว่าชัยยังไม่เคยมีผลงานทางการแสดงมาก่อนเลย เคยแค่เดินแบบอยู่ที่เชียงใหม่เท่านั้นเอง

จุดเริ่มต้นของการเข้ามาในวงการบันเทิง?

ปกติชัยเดินแบบอยู่ที่เชียงใหม่ครับ ประจวบกับจังหวะที่ป้าแจ๋วไปถ่ายละครเรื่อง “ตามรักคืนใจ” ที่เชียงใหม่พอดี ป้าแจ๋วเลยทาบทามให้มาเล่นละครเรื่องบ่วงหงส์ ซึ่งตอนนั้นเราก็สนใจเลยครับ เพราะเป็นประสบการณ์ใหม่และผมก็อยากจะลองแสดงละครดู ก็ต้องขอบคุณป้าแจ๋วจริงๆ ครับ เพราะถ้าไม่มีป้าแจ๋ว ชัยก็คงไม่มีโอกาสได้มาเล่นละคร (ป้าแจ๋ว ชักชวนยังไงถึงยอมใจอ่อน) คือเราได้นั่งคุยกันที่ร้านอาหารแถวซอยนิมมาน เป็นร้านพิซซ่า คุยกันสักพักป้าก็บอกว่าลักษณะของเราตรงกับคาแร็กเตอร์ที่เขากำลังมองหาอยู่ในเรื่องบ่วงหงส์ เราสนใจจะมาเล่นไหม แต่ก่อนจะเล่นป้าก็ให้ลองอ่านบทดูก่อน และลองเล่นลองพูดบทให้ป้าดูว่าเราตีความตัวละครยังไง ตัดสินใจทันทีเลยครับ เพราะเราอยู่ในวงการเดินแบบ เราก็รู้อยู่แล้วว่าโอกาสแบบนี้มันไม่ได้มีมากันบ่อยๆ คือมีคนหน้าตาดีกว่าผมอีกเยอะแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสแบบนี้ให้มาเล่นละคร

จากวันนั้นกว่าจะได้มาสัมผัสงานแสดงจริงๆ ใช้เวลานานไหม?

ประมาณ 4 เดือน และก่อนที่จะมาลงสนามจริง ป้าก็ได้ส่งให้ไปเวิร์กช็อปก่อนประมาณ 3-4 เดือนไม่ค่อยยากเท่าไหร่ครับ เหมือนเป็นการปรับให้เราเข้าใจเรื่องการแสดง เรื่องวิธีการทำงานในกอง ให้ผมมีข้อมูลนิดนึงก่อน ว่าในกองเขาทำงานกันยังไง ก็ไม่ได้
รู้สึกตื่นเต้นอะไรนะครับ เพราะว่ามี “เอม” (สาธิดา ปิ่นสินชัย) กับ “น้ำ” (กัญญ์กุลณัช ปัญญากิตตินันท์) ไปเรียนด้วย เพราะว่าป้าขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบในการทำงาน ป้าก็เลยไม่อยากมาเสียเวลาเทรนด์ใหม่ก็เลยส่งให้พวกเราไปเรียนเลยดีกว่า

ลงสนามจริง ?

ฉากแรกตื่นเต้นมาก ตัวแข็งไปหมดเลย ฉากแรกก็เข้ากับ “พี่คิมเบอร์ลี่” เลยครับ เกร็งไปหมด เหมือนกับว่าเราเตรียมตัวมามากเกินไป ท่องบทมาเป๊ะมาก แล้วพอถึงเวลาจริงๆ เราก็พูดพ่นๆ สิ่งที่เราท่องมา โดยที่เราไม่ได้ฟังไม่ได้สนใจนักแสดงร่วมเลย มันก็เลยไม่เป็นธรรมชาติป้าก็เลยแจกขนมตุ้บตั้บให้นิดหน่อย (หัวเราะ) เทคเพราะผมประมาณ 5 เทคได้ วันแรกๆ ผมเทคเยอะมากครับ เหงื่อแตกตื่นเต้นไปหมดคนอื่นเขาต้องมาเสียเวลามาเทคเพราะเรา แต่พอหลังๆ ก็เริ่มดีขึ้นเทคน้อยลง

ว่าด้วยเรื่องความฝันในวัยเยาว์?

ความฝันจริงๆ อยากเป็นสจ๊วตครับ แต่ว่าพอได้มาเดินแบบก็มีความฝันว่าสักวันนึงถ้ามีโอกาสก็อยากจะเข้ามาเล่นละคร ลองดูว่ามันจะเป็นความรู้สึกยังไง พอเราได้เข้ามาในวงการบันเทิงแล้วคิดว่าความฝันที่อยากจะเป็นสจ๊วตก็คงจะต้องพับโครงการไปก่อน การเป็นนักแสดงรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เราใฝ่ฝันและมีเกียรติ น้อยคนนักที่จะได้เข้ามาผมขอทุ่มให้กับการแสดงไปก่อนครับ จากที่เมื่อก่อนเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ก็เลยย้ายมาอยู่กับพี่ชายที่กรุงเทพฯและย้ายมาเรียนที่นี่ด้วย

อีกหนึ่งแรงเชียร์ที่สำคัญ ?

ที่บ้านก็ดีใจครับที่เราได้เข้ามาถึงจุดนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็ดูทีวี.ดูละครอยู่แล้ว ยิ่งลูกชายได้มาอยู่ในจอทีวี เขาก็ประกาศข่าวบอกให้คนทั้งหมู่บ้านรู้จักกันว่าเราได้เล่นละครแล้วเขาก็รอดูกัน ประกาศทั้งหมู่บ้านเลยมั้งครับ (หัวเราะ) เจอใครก็บังคับให้เขาดูกันหมดเลย

กับบทบาทในละครเรื่อง “บ่วงหงส์” ?

ในเรื่แงรับบทเป็น “อภิชาติ” เป็นกัปตันห้องอาหารในโรงแรมของพระเอก คาแร็กเตอร์เราจะเป็นผู้ชายใสซื่อคนหนึ่งครับแล้วพอเราเจอนางเอกที่เข้ามาทำงานในโรงแรมเราก็หลงรักเขาตั้งแต่แรกเห็น และคิดว่าเราก็น่าจะมีโอกาสก็จะแอบรักเขาข้างเดียวคอยเป็นห่วงเป็นใยเขาดูแลช่วยเหลือ แต่ก็รู้ว่ามันไกลเกินเอื้อม ต้องมีฉากผิดหวังดราม่าด้วย เรารู้ว่าเขาชอบใครอยู่ แสดงฉากอารมณ์ก็ยากเหมือนกันใช้เวลาพอสมควรป้าแจ๋วต้องช่วยบิ้วให้ผมแสดงออกมาให้ได้ คือมันไม่ใช่คำพูดครับแต่ว่าเราจะต้องแสดงออกมาทางสีหน้าเววตาให้คนดูรู้ว่าเรากำลังเศร้าอยู่

ฝากแฟนๆละครช่อง 3 นะครับ ฝากแฟนพี่คิม เจมส์ พี่บี แล้วก็เอม น้ำ ผมเองถือว่าเป็นน้องใหม่แกะกล่องที่สุดสำหรับเรื่องนี้
ก็อยากจะฝากให้แบ่งกำลังใจนิดนึงมาเชียร์ชัยด้วยนะครับ ถ้าชัยเล่นไม่ดียังไงก็ขอรับไว้พิจารณาด้วยครับ