Rookies : ‘โอนีล-ฐิตินันท์’ กว่าที่ฝันนั้น จะเป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/259769

วันเสาร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มีความฝันและมุ่งมั่นอยากจะเป็นนักแสดงและทำงานในวงการบันเทิง แต่กว่าที่จะมาถึงฝันนี้ได้ สาวน้อยชื่อฟังดูเก๋ไม่ซ้ำใครอย่าง “โอนีล-ฐิตินันท์ คลังเพชร” ต้องข้ามผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบ

มุ่งมั่นที่จะเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก

ตอนแรกหนูอยู่เชียงใหม่ค่ะ แล้วด้วยใจคืออยากทำงานในวงการอยากเป็นนักแสดงอยู่แล้ว แต่เคยดับความฝันตัวเองไปตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปี 3 ปี 4 เพราะว่าเราเป็นคนเชียงใหม่ ซึ่งเชียงใหม่มันไม่ได้มีงานเลยคิดว่ามันคงไม่มีทางแล้วแหละ จนกระทั่งหนูได้มาฝึกงานที่กรุงเทพฯ 2 ครั้ง ครั้งแรกมาฝึกที่กองละครซึ่งเป็นฝ่ายคอสตูม แล้วก็ไปฝึกพีอาร์ของ GDH มันก็ยิ่งทำให้หนูรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ คือ โอเคว่าเรามาฝึกตรงนี้ก็เพื่อหาช่องทางการแสดง แต่พอได้มาสัมผัสแล้วเราก็รู้สึกว่าถึงมันจะเป็นงานวงการบันเทิงเหมือนกันแต่ว่ามันก็ดูไกลจากตัวเรา ก็เลยคิดว่าคงเป็นดาราแล้วไม่ได้จริงๆ เพราะว่าดาราเขาต้องสวย มีโมเดลลิ่ง ส่วนงานเบื้องหลังไม่ได้อยากทำมากนักเพราะรู้สึกว่ามันเหนื่อยมาก ตอนที่ไปฝึกงานคอสตูมเราก็เข้าใจ

เมื่อสิ่งที่รอคอยมาถึง

แล้วพออยู่ปี 4 ทางมหาวิทยาลัยส่งไปฝึกงาน ก็ไปฝึกที่โรงเรียนสอนการแสดงของครูเงาะ ซึ่งบังเอิญว่าเขามีโมเดลลิ่งด้วย เขาก็ส่งหนูไปที่นั่นที่นี่ นับตั้งแต่นั้นมาหนูก็เลยมีงานเข้ามาเรื่อยๆเลย จนมีโอกาสได้เข้าไปแคสหนังเรื่องหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้เขาถ่าย
ไม่จบก็เลยปิดโปรเจกท์นั้นไปแล้ว ระหว่างนั้นหนูก็มีโอกาสได้รู้จักกับคุณแม่ช่างแต่งหน้าทำผมแล้วเขารู้จักกับ “พี่เจี๊ยบ” ที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของ “พี่อนันดา” (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) 2 คนนี้เขาเปิดบริษัท เฮโลโปรดักส์ชั่น ที่เขาทำซีรี่ส์ และก็มีรับนักแสดงในสังกัดด้วย คุณแม่ที่เป็นช่างแต่งหน้าทำผมเขาได้แนะนำให้หนูรู้จักกับพี่เจี๊ยบ หลังจากนั้นก็ได้เซ็นสัญญากับพี่เจี๊ยบและได้เล่นซิทคอมเรื่องแรก “ครอบครัวตัวสลับ” แล้วก็ได้เล่นละครทางช่อง 28 ด้วย

จากที่เคยดับฝันตัวเองไป

โห!ตอนแรกที่ได้งานโฆษณาก็บอกกับตัวเองไว้ว่าโอเคเราจะรับงานโฆษณาแค่ปีเดียวนะ ถ้ามันไม่รุ่งหรือมันไม่มีแววจะไปต่อได้แล้วก็จะไปทำงานต่างประเทศ เพราะว่าหนูเป็นคนที่ไม่ชอบทำงานนั่งโต๊ะ คงจะทำงานออฟฟิศไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราไปอยู่ต่างประเทศค่าเงินจะเยอะกว่าแล้วก็เหนื่อยพอๆ กัน แต่กลายเป็นว่าพอหนูได้มาเซ็นสัญญามันยิ่งแบบใกล้มากเลย แต่ว่าความยากหลังจากที่เรามาเซ็นสัญญามันก็จะยากขึ้นตรงที่ว่าเราจะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น จากที่เราเป็นเด็กไม่มีสังกัดไม่มีสัญญาอะไรเลยอยากทำอะไรก็ทำ แต่ตอนนี้เราต้องดูแลตัวเองเพิ่มขึ้นมันก็หนักขึ้นค่ะ

ตัวตนของโอนีล

เป็นคนที่โก๊ะมาก มองง่ายๆ เลยค่ะแบบ พี่อิม, พี่ซาร่า เอเอฟ นั่นคือหนูเลยค่ะ แต่ว่าโอเคมันก็แล้วแต่งานนะ งานไหนที่เราจะต้องคีฟลุคราก็ต้องคีฟ แต่เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ที่สนิทกัน หนูจะเล่นเบอร์นั้นเลยค่ะเป็นคนที่หลุดๆสายฮาเลย

บทบาทในซิทคอม ครอบครัวตัวสลับ มีความใกล้เคียงกับตัวเราบ้างไหม

มันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้นค่ะด้วยความที่หนูต้องเล่นเป็น “น้องลีวาย” ต้องเล่นเป็นเด็กผู้ชายซึ่งมันก็จะไม่มีความเป็นตัวเราเองเลย พอเป็นเด็กผู้ชายความกวนความทะเล้นเราก็เลยจะมีไม่เท่าเขา จริงๆหนูแอบกังวลนะเวลาเล่นคือหนูอาจจะไม่ได้น่ารักเท่าเขาในตอนที่ยังไม่ได้สลับร่างกัน ก็ยากขึ้นพอเป็นคอเมดี้เราก็ยิ่งกลัวว่ามันจะไม่ขำ เครียดมากจนบางที “พี่เอ๋” ผู้กำกับก็บอกว่าอย่าพยายามจนเกินไป ให้เล่นในสิ่งที่เราเข้าใจ ส่วนละครอีกเรื่องคือเหยื่อพยาบาทก็จะเป็นอีกขั้วหนึ่งไปเลย คือจะเล่นเป็นตัวเองค่อนข้างสูงมากค่ะเราไม่ต้องห่วงสวยเลยคือเล่นเป็นเพื่อนนางเอกที่ชอบพระเอกพยายามทำให้เขาสนใจในตัวเรา 2 เรื่องก็เป็น 2 บทบาท ที่เราได้ลองในตอนนี้ค่ะ

จากที่ฝันพอได้มาสัมผัสงานแสดงจริง

ตอนแรกที่มาทำโฆษณาหนูแฮปปี้มากนะ แต่พอเราได้มาเซ็นสัญญาก็แอบมีกังวลค่ะ แอบนอยด์ตัวเองเพราะว่าเราต้องดูแลอะไรอีกมากมายเลย ซึ่งช่วงแรกหนูไม่อยากอยู่ไม่เอาแล้ว แต่พอมันผ่านไปแล้วจุดหนึ่งพอมันผ่านช่วงเวลาโอเคเราเริ่มเรียนรู้แล้วว่ามันเป็นยังไง เราก็อยู่ได้นะคะ ไม่ได้ยากเย็นอะไร ถ้าเราเลือกจะมาสายนี้เราก็ต้องทำให้ได้

ครอบครัวจากที่ไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ก็ห้ามไม่ได้

ที่บ้านตอนแรกจะไม่ให้มาเลยนะคะ ป๊าบอกว่ายังไงก็ไม่ให้อยู่กรุงเทพฯ แต่หนูเป็นคนดื้อด้วย ก็บอกเขาไปเลยว่าจะต้องทำ
อันนั้นอันนี้ หนูเคยคิดอยากจะลาออกตอนที่เรียนอยู่ปี 4 เพราะว่าหนูหาเงินเองได้แล้วตั้งแต่ปี 1 แล้วโดยการหารายได้พิเศษ เป็น
พิธีกรเป็นสต๊าฟงานต่างๆ ป๊ากับม้าก็เลยห้ามไม่ค่อยได้ แต่เขาก็ห่วงนะ การเข้ามาทำงานในวงการเขาก็ไม่ได้ห่วงอะไรแล้วก็ไม่ได้มีข้อห้ามอะไรในการรับงาน พอเขาเห็นผลงานเราเขาก็ดูภูมิใจนะคะ ตามประสาพ่อ-แม่ก็มีอวดเพื่อนบ้าง แล้วก็จะแอบขำในแต่ละงานแต่ละโฆษณาที่เราเล่นเพราะเขารู้ว่าเราเป็นคนยังไง อย่างโฆษณาบางตัวเขานั่งหัวเราะเลยโดยเฉพาะแม่ค่ะ

ฝากทั้งผลงานทั้ง 2 เรื่องด้วยนะคะ ซิทคอมเรื่องครอบครัวตัวสลับ ออนแอร์ทางช่อง True4U สามทุ่มครึ่งทุกวันจันทร์ ส่วนละครเรื่องเหยื่อพยาบาท น่าจะออนแอร์ภายในปีนี้ค่ะ

 

Rookies : ค้นประวัติ นางเอกวัยใส ‘มายด์’ ฑาริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/258787

วันเสาร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โชว์ผลงานนางเอกเรื่องแรกจาก “ร้อยป่าไว้ด้วยรัก” ที่เพิ่งจบไป ได้เข้าตาแฟนละคร “มายด์” ฑาริกา อินสุวรรณ์ กลายเป็น นางเอกเนื้อหอม ที่มีผู้จัดฯต่อคิวรอ ดึงไปร่วมงานเพียบ!!

เข้าวงการได้อย่างไร?

พี่แพร & พี่พลอย ผจก.ส่วนตัว เจอจาก IG ค่ะ แล้วพี่เขาก็นัดเจอ แต่มายด์เพิ่งมารู้ทีหลังว่า เป็นเพราะมายด์ชอบไปกด Like รูปพี่เบลล่า (ราณี แคมเปน) บางทีก็เม้นท์ แล้วพี่เบลคงกดกลับเข้ามาดูมั้งคะ เลยเอารูปหนูให้พี่แพร&พี่พลอยดู เค้าก็ชอบ ก็เลยนัดเจอกัน ถามว่าสนใจทำงานตรงนี้มั้ย จริงๆ มายด์เองก็ชอบมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ก็เลยได้มาอยู่กับพี่ๆ เค้า พี่ๆ เค้าก็ให้มายด์ไปเรียนการแสดง เรียน Voice เพื่อเตรียมความพร้อม จากนั้นก็ได้เข้า ช่อง 3 แล้วก็ได้มาเล่น ซีรี่ส์ชุด แม่ของแผ่นดิน ตอน ร้อยป่าไว้ด้วยรัก ของ พี่คิง (สมจริง ศรีสุภาพ) เป็นเรื่องแรกค่ะ

ความรู้สึกกับละครเรื่องแรก?

ความรู้สึกแรกคือ ดีใจค่ะ หลังจากนั้นก็เป็นความตื่นเต้น ประหม่า จำได้ว่าเข้าฉากแรกๆ นี่มือไม้เย็นไปหมด แต่เหงื่อนี่แต่ซิก
เลยนะคะ (หัวเราะ) พอมาเจอคนเยอะๆ ก็เกร็งมาก เพราะไม่เคยผ่านอะไรงานในวงการมาก่อน ไม่รู้มุมกล้อง ไม่รู้จังหวะรับส่ง เรียกว่ามายด์มานับหนึ่งที่กองนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ แต่ก็โชคดีที่พี่ๆ ทีมงานและนักแสดงทุกคนน่ารักมาก พี่คิง, พี่ปู ผู้กำกับ, แม่ตุ๊ก-ดวงตา, พี่ไก่-สุปราณี ก็จะคอยบอก คอยสอน ให้คำแนะนำและกำลังใจตลอด มายด์เองก็พยายามทำการบ้าน อ่านบท ทำความเข้าใจตัวละครเยอะๆ ถามว่ายากมั้ย ก็ยากนะคะ ละครเรื่องแรกก็จัดหนักเลย มีทั้งโรแมนติก, คอเมดี้, ดราม่า และแอ๊กชั่น ครบรสเลย พอผ่านมาได้ก็ดีใจค่ะ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี

ฟีดแบ๊กจากคนดู?

ฟีดแบ๊กค่อนข้างดีค่ะ มายด์นี่หายเหนื่อยเลย ตอนนี้ไปไหนก็เริ่มมีคนจำได้ เรียกมายด์ว่า ขิม ไม่ก็ พรนับพัน ชื่อในละคร ส่วนคอมเม้นท์ในโซเชียลต่างๆ ก็มีทั้งคนที่ติและก็ชมนะคะ ถามว่าที่คนติมีแอบนอยด์มั้ย ก็ไม่นะคะ มายด์ยินดีก็น้อมรับทุกความเห็น คำชมก็เก็บไว้เป็นกำลังใจ ส่วนคำติก็จะนำไปปรับปรุงตัวค่ะ

ละครเรื่องที่ 2 เสน่ห์รักนางซิน?

เรื่องที่ 2 แตกต่างจากเรื่องแรกโดยสิ้นเชิงค่ะ ใน เสน่ห์รักนางซิน มายด์รับบท บุสกร เป็นผู้หญิงที่ห้าวมากๆ จนบางครั้งพี่พีช-พชร พระเอกที่คู่มายด์ในเรื่อง เข้าใจผิดคิดว่าเป็นทอม (หัวเราะ) บุสกรเป็นเด็กที่โตมาจากบ้านเด็กกำพร้า เลยเป็นคนที่เข้มแข็ง ชอบดูแลและปกป้องคนอื่น แต่ในใจก็อยากเป็นฝ่ายที่ได้รับความรักบ้าง เพราะมีอดีตที่ฝังใจ มองว่าโลกนี้อันตราย ไม่ไว้ใจผู้ชายทุกคนที่เข้ามาหาคนรอบๆ ตัว

ทำงานไป เรียนไป มีกระทบเรื่องเรียนมั้ย?

แรกๆ ที่ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ก็มีบ้างค่ะ คือต้องบอกก่อนว่ามายด์เรียนแฟชั่นดีไซน์ ซึ่งค่อนข้างที่จะต้องทำงานดีไซน์ต่างๆ ส่งอาจารย์ตลอด แรกๆ ก็มีบ้างที่ทำไม่ทัน ส่งช้า เพราะยังจัดสรรเวลาได้ไม่ลงตัว แต่พอเริ่มปรับตัวได้ ทุกอย่างก็เข้าที่ ทำงานควบคู่ไปกับการเรียนได้ ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งตรงนี้มายด์ก็ได้ พี่ผู้จัดการคอยช่วยดูคิวงานให้ไม่ชนกับเวลาเรียน ไม่กระทบกับเรื่องเรียนแน่นอนค่ะ

มีใครเป็นไอดอลในการแสดง?

พี่เบลล่า (ราณี แคมเปน) ค่ะ เพราะพี่เขาเป็นคนที่เก่งมาก เล่นละครได้หลากหลายแนว สวมบทบาทตัวละครได้หลากหลายคาแร็กเตอร์ และก็เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน มีวินัยกับตัวเองทั้งในเรื่องของการทำงาน การเรียน การดูแลตัวเอง ที่สำคัญพี่เค้าสวย น่ารัก วางตัวดี อีกทั้งยังรักและดูแลครอบครัวดีมากๆ พี่เขาเป็นตัวอย่างที่ดีของหนู ในทุกๆ เรื่องเลยค่ะ

Rookies : ‘นนน-กรภัทร์’หนุ่มขี้เล่น ใฝ่เรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/256920

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นนักแสดงที่เข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุยังไม่ถึงขวบ มาวันนี้ นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์ เป็นเด็กหนุ่มที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น เริ่มฉายแววหล่อเหลาแถมยังมีเสน่ห์ตรงลักยิ้มที่สาวๆ รุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ต่างพากันหลงใหลและเอ็นดู มีแฟนคลับที่ตามติดทั้งไอจี และเฟซบุ๊คมากมาย อีกทั้งความสามารถเข้าตาผู้จัด และผู้กำกับฯ จนมีงานละครติดกันหลายเรื่อง และที่กระแสแรงพอควร คือเรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรี่ส์” ในบทของ “มังกยอชวา”

เข้าวงการมาตั้งแต่เด็ก

คุณแม่เล่าว่าผมทำงานตั้งแต่อายุ 6 เดือน เริ่มจากถ่ายงานพวกสกู๊ปสารคดี ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายคอลัมน์ และโฆษณาต่างๆ มีงานมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ ก่อนหน้านี้ไม่ได้เล่นละครเลยครับ ส่วนใหญ่งานที่รับชิ้นหนึ่งจะจบภายในสองสามวัน แต่ถ้าละครจะใช้เวลาถ่ายทำนาน ด้วยความที่ยังเด็กทางบ้านก็กลัวว่าจะเหนื่อยเกินไป ยังไม่อยากให้มีปัญหาในเรื่องของการเรียนครับ

ตอนนี้เล่นละครมีผลต่อการเรียนมั้ย

พอเริ่มรับงานละครจริงจัง ก็มาติดกัน 5-6 เรื่องเลยครับ แรกๆ กลัวว่าจะมีผลกับการเรียน ซึ่งพอถึงเวลาก็ไม่มีผลกับการเรียนเท่าไหร่เลยครับ เพราะที่ผ่านมาผมได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่าตลอด ตอนนี้เกรดก็ไม่ตกครับได้ประมาณ 3.17 ทางบ้านมองว่าก็ยังโอเคครับ

เลือกเรียนสายไหน

ตอนนี้ผมเรียนอยู่ ม.4 เลือกเรียนสายวิทย์ เพราะมันสามารถเลือกเรียนคณะได้เยอะกว่า เลยอยากเรียนกว้างๆ ไว้ก่อน เพราะผมสนใจหลายอย่าง อยากเรียนพวกจิตวิทยา วิศวะคอมพ์ แต่ก็มีความฝันถึงอนาคตอยากเป็นผู้กำกับเหมือนกัน คือเราทำงานเบื้องหน้าแล้ว วันหนึ่งก็อยากไปทำเบื้องหลังบ้างครับ

เคล็ดลับในการเรียน

สำหรับผมไม่ได้เรียนพิเศษเลยครับ คุณแม่บอกว่าไม่อยากให้เครียดเรื่องเรียนอย่างเดียว จะให้ใช้ชีวิตตัวเองและให้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ให้มีประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน เพราะการเรียนที่มันเคร่งเครียดมากเกินไปมันจะกดดันตัวเอง ซึ่งคุณแม่เคยโดนแบบนั้นมาก่อน ส่วนเรื่องอ่านหนังสือ ผมก็ไม่ค่อยได้อ่าน แต่จะตั้งใจตอนที่อยู่ในห้องเรียน คุณแม่บอกให้เต็มที่ไปเลย บางคนก็ถามผมว่าทำยังไงถึงได้เกรด 3 อาจจะเป็นเพราะอาศัยความเข้าใจมากกว่าการจำ เช่น วิชาเลขผมไม่อ่านแต่ก็สอบได้เพราะผมเข้าใจ ผมเป็นคนที่เข้าใจอะไรปุ๊บ!ก็จะเก็ทไปเลย วิธีแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใช้วิธีอ่านเยอะๆ และต่อด้วยเรียนพิเศษอีก แต่ผมโชคดีมากที่เป็นคนเข้าใจแล้วจบเลยครับ ส่วนการขาดเรียนก็ต้องตามเพื่อนให้ทัน เช่น เทอมที่แล้วถ่ายซีรี่ส์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ทางช่อง “MONO29” (โมโน ทเวนตี้ไนน์) ทำให้หยุดเรียนทุกอาทิตย์ ต้องไปตามกับเพื่อนกับครู ไปทำงานทำการบ้านส่งเพื่อชดเชยที่หยุดเรียนไป

เวลาว่างจากการเรียนและการทำงาน

ผมชอบเล่นเกมส์ ดูบอล เป็นคนชอบอยู่บ้านไม่ค่อยออกไปเที่ยวข้างนอก ชอบเล่นกีฬาหลายอย่าง บาส บอล ปิงปอง ตีแบด เทนนิส เล่นได้เกือบทุกอย่าง แต่ที่ชอบมากคือ ฟุตบอล บางครั้งก็ชอบทำอาหาร ทำขนม ถ้าว่างก็จะขอคุณแม่ทำครับ

นิสัยส่วนตัว

นิสัยส่วนตัวผมจะเป็นคนกวนๆ ขี้เล่น ค่อนข้างติดคุณแม่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด มีคนถามว่ากลัวไหมโตมาจะโดนว่าติดแม่ ผมไม่คิดแบบนั้นนะครับ เพราะคุณแม่ดูแลผมทุกอย่างทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องตารางเวลาในแต่ละวันมีคุณแม่ไปรับส่งตลอด บางครั้งไอจี เฟซบุ๊คก็มีดูให้บ้างครับ (ดื้อบ้างไหม?) ผมว่าผมไม่ดื้อนะครับ (หัวเราะ) แต่ช่วงนี้ก็เริ่มอยากอยู่คนเดียว ชอบเล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีตาร์อยู่ในห้องคนเดียวอยู่ได้ทั้งวัน คุณแม่บอกว่าอาจจะเป็นเพราะเริ่มโตขึ้น กำลังเป็นช่วงวัยรุ่นก็ได้ครับ ส่วนที่บ้านไม่ดุเท่าไหร่ มีบ้างทีผมเล่นเกมส์นานเกินไปก็จะมีดุกัน แต่ไม่ได้มีกรอบเคร่งครัดมาก อย่างเช่น ที่บ้านนอนสองทุ่ม ทุ่มครึ่งก็ควรจะเข้าห้องได้แล้วเพราะกว่าจะได้นอนจริงๆ ก็ประมาณสามทุ่มแล้ว ทำให้มีวินัยกับตัวเองครับ

มีสาวๆ กรี๊ดเยอะ มีแฟนหรือยัง

ยังไม่มีแฟน เคยจีบผู้หญิงนานมาแล้วครับ ผมไม่มีสเปกหรือผู้หญิงในอุดมคติเลยครับ ถ้าคุยแล้วใช่ก็ใช่เลยครับ ส่วนผมจะชอบผู้หญิงอายุมากกว่า เพราะน่าจะคุยรู้เรื่อง แบบมีเหตุผลหน่อยครับ

ไอดอลที่ยึดเป็นแบบอย่าง

ผมจะแยกไอดอลเป็นเรื่องๆ ถ้าเรื่องกีฬาผมชอบนักฟุตบอล ทาร์ซาน และ โรนัลโด เขาเก่งเพราะว่าเขาฝึกฝน พัฒนาและมีความพยายาม ส่วนไอดอลเรื่องการทำงาน แนวทางการใช้ชีวิตคงเป็นคุณพ่อครับ เพราะคุณพ่อสอนให้เป็นนักแสดงที่มีวินัย มีความรับผิดชอบในงานแสดง อ่านบททำการบ้านก่อนไปถึงหน้ากอง ให้รู้จักตรงต่อเวลา รวมถึงมารยาทในการทำงานด้วยครับ

สิ่งที่ภาคภูมิใจ

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ทำอะไรให้ครอบครัวได้ แต่ผมภูมิใจในตัวเองอย่างหนึ่งคือผมสามารถหาเงิน เลี้ยงดูครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง สามารถพาครอบครัวไปทานข้าวด้วยเงินของผมเอง ผมสามารถซื้อของให้พ่อ-แม่ได้ แค่นี้คือภูมิใจในตัวเองแล้วครับ

 

Rookies : ‘ออกัส-วชิรวิชญ์’ งานแสดงทลายความขี้อาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/256050

วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โด่งดังในหมู่วัยรุ่น หลังแจ้งเกิดจากบทชายรักชาย จนใครต่อใครเรียกเขาว่า “ออกัส Love Sick” Star Rookies สัปดาห์นี้จึงขอสะกิด มาตีสนิทกับพระเอกวัยใสที่มีสาวกรี๊ดค่อนประเทศ!!

ย้อนเส้นทางบันเทิง

ตอนแรกผมเป็นนักเทนนิสครับ คุณพ่อเป็นนักบิน ส่วนคุณแม่ก็ดูแลลูกๆ สามคนครับ คือผมมีพี่ชายกับพี่สาว ผมเป็นลูกคนเล็ก และที่ชื่อ ออกัส เพราะว่า ผมเกิดเดือนสิงหาคม ตอนแรกคุณพ่อคิดว่าจะให้ผมเป็นนักบิน แต่ผมเรียนไม่เก่ง (หัวเราะ) พอผมเข้ามหาวิทยาลัยก็หยุดเล่นเทนนิสไป และเริ่มมองหาทางอื่น เพราะคิดว่าคงเป็นนักเทนนิสไม่ได้แล้วล่ะ จังหวะนั้นเองเขามีเปิดแคสซีรี่ส์ Love Sick The Series คุณแม่เห็น ก็เลยพาเราไปแคสเรื่องนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นกัน แล้วผมก็แคสได้เล่นเรื่องนี้ รับบทเป็นพีท รองประธานชมรมเชียร์ คือจริงๆ แม่บอกตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าอยากให้เป็นดารานักแสดง เพราะคุณแม่ชอบ ซึ่งผมเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่พอเข้ามาจริงๆ ก็ทำได้ จนวันนี้แม่บอกว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำได้ นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของผมครับ

เรื่องแรกเปิดซิงงานแสดง

ซีรี่ส์ Love Sick The Series ตอนแรกก็ถามเขาก่อนว่าแนวไหน เขาบอกว่าเป็นแนวชายรักชาย ผมก็เสียวนะว่าเราจะคู่ชายหรือเปล่าเขาบอกว่าไม่แน่นอน เราก็เลยตัดสินใจเล่น ตอนแรกก็เล่นไม่เป็นหรอก แต่เขาก็มีเวิร์กช็อปกันก่อน ก็พอเล่นได้ครับ ซึ่งทุกคนในเรื่องก็ใหม่หมดเลย เริ่มต้นมาด้วยกันทุกคน

เรื่องที่สองก็เป็นพระเอกเลย

เป็นซีรี่ส์ซิทคอมทางช่อง 9 ครับ เรื่อง คลื่นแทรกผี Ghost Wave หลังจากนั้นก็มาเล่นเรื่อง Part Of Love The Series เป็นเด็กนักเรียนวัยรุ่น มีไปรับเชิญในซีรี่ส์ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ แล้วก็มาเรื่อง Behind the scene หรือว่าเรื่อง ลับหลัง ของค่ายบรอดคาซท์ฯ เป็นพระเอกเต็มตัวเรื่องแรก

งานแสดงทลายความขี้อาย

ก็รู้สึกหายไปนะครับ พอเล่นหลายเรื่องมากยิ่งขึ้น ไม่อายแล้ว การแสดงช่วยได้ครับ พอเล่นมาสักพักก็รู้สึกว่าดีครับ มีคนรู้จักเรา มีแฟนคลับคอยให้การสนับสนุนเรา เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เราตั้งใจทำงานและฝึกฝนตัวเองไปเรื่อยๆ และอยากจะอยู่สร้างผลงานดีๆ ในวงการบันเทิง ให้แฟนๆ ได้ติดตามไปนานๆ

การแสดงให้อะไรเราบ้าง

ทำให้เราโตขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น จากเมื่อก่อนเราเป็นเด็กคนหนึ่งธรรมดาๆ ไม่มีแฟนคลับมารอเจอถ่ายรูป หรือไม่มีคนสนใจ แต่ว่าพอวันหนึ่งเรามีชื่อเสียงคนรู้จักเรามากขึ้น เราก็ต้องวางตัวใหม่

ผลงานใหม่สุดท้าทาย

บทบาทในละครเรื่อง ตะวันยอแสง ท้าทายมาก ยากมากครับ เพราะเป็นพีเรียด ตอนต้นเรื่องเราจะเป็นเด็กชาวเรือจนๆ คนหนึ่ง ต้องปรับตัวเข้าหาคาแร็กเตอร์ เพราะเราเล่นแต่วัยรุ่นมา นี่เป็นครั้งแรกเลยที่พลิกมาเล่นพีเรียด ดราม่า ผมรับบทเป็นเอี้ยง (นพดล) ซึ่งเขาชอบผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนรวย ก็เลยตั้งใจเรียนเพื่อที่จะเสมอเท่าเขา เพราะเรารักเขาชอบเขา จากที่ไม่เคยทำการบ้านเยอะ พอมาเรื่องนี้ทำการบ้านเยอะมาก อ่านบทตั้งแต่ตอนแรกจนจบ ห้ามหลุดออกจากตัวละคร เพราะถ้าเราหลุดพี่นก (สินจัย เปล่งพานิช) ก็จะรู้ และดูออกทันทีเลย หรืออย่างบทพูด บางทีเราชอบจะติดศัพท์วัยรุ่นก็โดนดุบ้างเหมือนกันครับ ผมว่าผมยังใหม่มากๆ กับบทบาทที่มีอะไรให้เราแสดงเยอะๆ ทั้งอารมณ์และความรู้สึก แต่ก็โชคดีที่ได้พี่ป๋อ (ณัฐวุฒิ สกิดใจ) กับพี่น้ำตาล (พิจักขณา วงศารัตนศิลป์) ช่วยแนะนำตลอด ช่วงที่ถ่ายทำ อย่างวันแรกเข้าฉากเจอพี่ป๋อเลย เกร็ง พูดผิด ทำให้เขาต้องรอ แต่พี่เขานิสัยดีมากครับ ทำให้เราไม่เครียด พยายามคุยกับเรา ช่วยให้เราผ่อนคลาย และบอกเทคนิคว่าเวลาเราจำบทไม่ได้ให้เรากินน้ำมันจะทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น พี่เขาช่วยคุยจนกัสรู้สึกว่าคลายความกดดันลงไปได้เยอะเลยเวลาเข้าฉากกับพี่เขา เล่นได้ราบรื่นขึ้นกว่าแรกๆ ครับ

ฝากติดตามผลงาน

ตะวันยอแสง ก็เป็นอีกเรื่องที่คาดหวังครับ และตั้งใจทุกเรื่องนะ อยากให้ออกมาดีทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ละครเรื่อง ลับหลัง ของค่ายบรอดคาซท์ฯ ทางช่อง 3 และก็ซีรี่ส์ U-Prince The Series ทางช่อง GMM 25

 

Rookies : ‘มะเหมี่ยว-พรชดา’ สาวน้อยหลายบุคลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/254215

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กำลังโด่งดังจากละครเรื่อง “สาปดอกสร้อย” ทางช่อง 7 สี วันนี้เลยขอหนีบแขนสาววัยใส “มะเหมี่ยว-พรชดา เครือคช” มาล้วงค้นทุกซอกทุกมุม ให้แฟนๆ “บันเทิงแนวหน้า” ได้ทำความรู้จักกัน

นี่แหละมะเหมี่ยว

หนูเป็นคนไม่มีสไตล์เลยค่ะ บางคนว่าหนูติสท์ แต่หนูก็ไม่ติสท์นะบางทีอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ หนูก็จะไม่พูดกับใครเลย เดินออกไปวาดรูปเล่น ถ้าอยู่กับเพื่อนจะเป็นคนที่พูดมาก แล้วถ้ามีคนแปลกหน้าที่หนูไม่รู้จักเดินเข้ามาในกลุ่ม หนูก็จะไม่พูดเลย ดังนั้นหนูเลยไม่รู้ว่าหนูเป็นคนยังไง แล้วแต่สถานการณ์นะคะ คือส่วนตัวไม่คิดว่าตัวเองติสท์ เพราะว่าเราก็ชอบเล่นชอบคุยกับเพื่อน แต่แค่จะมีมุมหนึ่งที่เราไม่อยากคุยกับใคร

ความฝันเมื่อครั้งยังเด็ก

หนูฝันว่าอยากจะเป็นเชฟทำอาหารค่ะ แต่ว่าก็จะชอบใส่ส้นสูงนะ ก็เลยสรุปตัวเองไม่ได้ว่าอยากจะเป็นอะไรกันแน่ หนูยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง จะชอบแอบขโมยรองเท้าส้นสูงของแม่มาเดิน แล้วพอโตมาเพื่อนชวนให้หนูมาประกวดมิสทีนไทยแลนด์

ก้าวแรกในวงการแบบไม่ทันตั้งตัว

จริงๆ คือตอนแรกไม่รู้จักเวทีมิสทีนเลย หนูไม่ดูทีวี.เลย เป็นคนไม่ติดโซเชียล หนูก็เลยไม่รู้ เพื่อนก็ชวนว่าเขาอยากจะสมัครมิสทีนให้เราช่วยไปเป็นเพื่อนหน่อย หนูก็เลยอ่ะไปก็ได้ แล้วพอไปเห็นโปสเตอร์เชิญชวนสมัครก็รู้สึกว่าโอเคคือประกวดเสร็จก็ได้มงกุฎได้ตังค์กลับบ้านก็เลยลองประกวดกับเพื่อน ประกวดเล่นๆ แต่ว่าเพื่อนที่ชวนเราไป เขาตกรอบแรกเลยค่ะ เพื่อนก็บอกว่าให้เราสู้ต่อ ใจหนูก็คิดว่าสู้แค่รอบสองรอบก็พอ เพราะว่าเราก็ไม่ได้หวังตรงนั้น แต่พอผ่านเข้ารอบ 50 คนสุดท้าย เราก็ยังคิดว่าแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ แต่กลับเป็นว่าเขาจับเซ็นสัญญาเลย หนูก็เลยถอนตัวไม่ได้ นอกจากนี้เขาก็ให้มีโชว์ความสามารถพิเศษบนเวทีด้วยคนละหนึ่งนาที หนูเล่นซึงค่ะ เป็นเครื่องดนตรีทางภาคเหนือ จริงๆ หนูเล่นระนาดตั้งแต่ม.1-ม.3 แล้วครูที่สอนระนาดก็ลาออก ครูที่มาสอนแทนเขาเลยสอนพิณของทางภาคอีสาน หนูก็เล่นพิณได้ แล้วทางโรงเรียนมีนิทรรศการของทางภาคเหนือเขาก็เห็นว่าหนูน่าจะเล่นซึงได้ ดูมีทักษะในการเล่นเครื่องดนตรีสาย ก็เลยเล่นเป็นหมด แต่พอตอนประกวดหนูจำเป็นที่จะต้องเลือกเล่นดนตรีอะไรที่มันไม่ต้องเสียบลำโพง คือเล่นสดได้ก็เลยเลือกเล่นซึง

จากที่ไม่ได้หวังตำแหน่ง

ใช่ค่ะ เพราะว่าเราไม่มีอะไรที่จะสู้ใครเขาได้เลย ตั้งแต่การแต่งตัวแล้ว ไปครั้งแรกเขาให้ใส่รองเท้าผ้าใบ ทุกคนก็มาแบบ adidas nike หนูมาแบบผ้าใบนันยาง ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร คือมาประกวดวันนี้พรุ่งนี้เก็บตัวเลย แล้วเรามีแต่รองเท้าผ้าใบนันยาง ที่บ้านก็ไม่คิดว่าเราจะได้ ไม่จริงหรือเปล่า เขาก็คิดว่าเราไม่น่าสู้ใครได้เลยด้วย ทั้งบอดี้หรือว่าประสบการณ์ แต่พอได้ เขาก็ตกใจ และชมว่าเออเราก็เก่งนะ

งานแสดงชิ้นแรก

ประมาณ 6 เดือนต่อมาก็ได้มาเล่นละครค่ะ เป็นเรื่องแรกที่ยังไม่เซ็นสัญญากับช่อง เล่นซิทคอมซึ่งก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่
ได้ลองใน “ครอบครัวตึ๋งหนืด ตืดขั้นเทพ” เป็นการแสดงที่ไม่ยากเท่าไหร่ไม่ค่อยตื่นเต้น เพราะว่ามีเพื่อนร่วมรุ่นมิสทีนเล่นด้วย พระเอกก็ใหม่เหมือนกันคือ “พี่ปาแปง” (กุมภ์ ทองพุทธรักษ์) แต่ความรู้สึกหนูสำหรับการแสดงเรื่องนี้ ดูตัวเองแล้วรู้สึกว่าทำไมเราเล่นได้แค่นี้เองนะ ทั้งที่เวลาถ่ายทำเรารู้สึกว่าเราเต็มที่ของเราแล้ว ก็เลยเป็นแรงฮึดว่าเรื่องหน้าไม่ได้แล้วนะ เราจะต้องเต็มที่มากกว่านี้ เรื่องที่ 2 “พญาโศก” ก็เลยได้เล่นเต็มมีทั้งดราม่าแล้วก็เป็นเรื่องที่สอนให้หนูเล่นเรียล เล่นจริงมากขึ้น อย่างตึ๋งหนืดจะเล่นแบบตามใจฉันเอาแบบเฮฮา แต่ว่าพญาโศกจะต้องซีเรียสจริงจังเป็นละครชีวิต และถือเป็นเรื่องที่สอนให้หนูร้องไห้ได้ หนูได้มีโอกาสเรียนการแสดงด้วยเพราะว่าทางดีด้าได้ส่งโค้ชแอ๊กติ้งมาสอนให้ที่กอง รวมทั้งหนูก็ได้ไปเรียนการแสดงที่ช่อง หนูเซ็นสัญญากับช่อง 7 ตั้งแต่ตอนที่ครอบครัวตึ๋งหนืดออนแอร์ไปประมาณกลางๆ เรื่องค่ะ ซึ่งตอนที่ “พี่กัณ”ผู้จัดการมาบอกว่าจะได้เซ็นสัญญาแล้วนะ จากที่หนูนั่งอยู่ข้างล่างของบ้านก็วิ่งขึ้นบันไดรีบไปบอกพ่อแม่เลยค่ะ รู้สึกดีใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของช่อง 7 ถึงเราจะไม่ได้เจอกันเยอะเท่าไหร่ คือนักแสดงไม่ค่อยได้เจอกันแต่ก็รู้สึกว่าทุกคนเหมือนจะรู้จักกันดูอบอุ่นเจอหน้ากันทักทายสวัสดี ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันโดยส่วนตัว แต่ว่าทุกคนเคยได้ยินชื่อของกันและกันก็จะทักทายกัน

เป็นนางเอกที่อายุยังน้อย

ตอนนั้นอายุ 15-16 ค่ะ อายุน้อยก็จริงแต่ว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่าหนูเรียนมหาวิทยาลัยแล้วมากกว่า แต่พอมารู้จักหนูจริงๆ เขาก็จะรู้ว่าเราเด็กอยู่ ยังใส่ชุดนักเรียนไปกองถ่ายอยู่เลยค่ะตอนนั้น แต่ว่าเรื่องช่องว่างระหว่างวัยในการแสดงไม่มีนะคะ เพราะว่าหนู
ยังไม่เคยเล่นบทที่โตกว่าตัวเองมากนัก ถึงจะเล่นเป็นนักศึกษาแต่มันก็ไม่ได้ไกลเรามาก

กับ 2 ผลงานสุดท้าทาย

ได้ขยับมาเล่นละครหลังข่าวแล้ว ซึ่งตอนนี้ “สาปดอกสร้อย” กำลังออนแอร์อยู่กระแสถือว่าโอเคมากเลยนะคะ หนูก็ไปเปิดอ่านในพันทิปทุกครั้งที่ละครออนแอร์ ก็จะมีกระทู้ขึ้นมาใหม่ 5-6 กระทู้มีคนพูดถึงซอมพอตัวละครที่หนูเล่นบ้าง ว่าสำเนียงในการพูดว่าพูดเก่งเหมือนกันนะแต่ว่าแอบเพี้ยนนิดนึง หนูก็รู้สึกว่ายังโอเค คือด้วยความที่พี่ๆ คนอื่นเขาเป็นคนเหนือตัวจริงเสียงจริงกันเยอะไงคะ เขาก็จะได้รับคำชมกัน ซึ่งกว่าจะได้แบบนี้หนูก็ต้องทำการบ้านหนักเหมือนกันค่ะ ด้วยความที่อีกเรื่อง “แม่อายสะอื้น” ก็เป็นเรื่องทางภาคเหนือเหมือนกัน เราต้องทำให้ดีที่สุดคือเหนือ 2 เรื่อง ถ้าทำเรื่องนี้พังแล้วเรื่องหน้าคนก็จะต้องจับตามองว่าเราพูดไม่ได้อีกไหม กับแม่อายสะอื้นตอนแรกก็แอบกดดันนิดหนึ่ง แต่พอหลังจากเวิร์กช็อปหรือว่าฟิตติ้งมาแล้ว ไหนๆ หนูก็รับมาแล้วก็คิดว่ามันต้องมีกระแสเปรียบเทียบแน่นอน แต่หนูพยายามจะไม่คิดมากเพราะว่าถ้ายิ่งคิดเราจะยิ่งกดดันตัวเองทำให้เราทำงานไม่มีความสุข พอคิดแบบนี้แล้วก็ทำงานเต็มที่ แต่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงก็ต้องยอมรับมันค่ะ เรื่องนี้หนูก็ทุ่มเทมากๆ อีกเช่นกันเพราะว่าจะต้องไปเรียนตีกลองสะบัดชัย เรียนฟ้อนผางซึ่งเป็นการฟ้อนแบบถือเทียน รวมทั้งเรียนภาษาเพิ่มอีกด้วย ก็เรียกว่า 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายหนูมาก บางคนจะมองว่าแม่อายสะอื้นดูยากนะ แต่หนูว่าสาปดอกสร้อยก็ยากเหมือนกัน เพราะว่าเป็นละครพีเรียดที่หนูไม่เคยเล่นมาก่อน หนูก็ไม่รู้ว่าคนโบราณเขาหวงเนื้อหวงตัวกันขนาดไหน

บทบาทในฝัน

อยากจะเล่นละครแนวแฟนตาซี แบบเรื่อง “สาวน้อยในตะเกียงแก้ว”อะไรแบบนี้ค่ะ หนูอยากปล่อยเวทมนตร์ คือสมัยเด็กๆ หนูได้ดูเรื่องนี้นะและขอพ่อไปเรียนมายากลคือจริงจังมาก (หัวเราะ) ถ้ามีโอกาสอยากจะเล่นละครแบบนี้ค่ะ แบบที่มีอภินิหารเวทมนตร์เล่นได้หมดเลยเข้าใจว่ามันยากและเหนื่อยต้องใช้เวลาในการถ่ายทำนาน แต่ว่าหนูผ่านละครแนวผีมาแล้วก็เลยรู้สึกว่าไม่น่ามีอะไรยากไปกว่านี้

แอบอ้อนนิดนึง

อยากจะฝากทุกคนให้ติดตามมะเหมี่ยวด้วยนะคะ ในอนาคตมะเหมี่ยวจะมีผลงานอะไรอีกก็อยากให้ติดตามและเป็นกำลังใจให้เรื่อยๆอย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ

ชื่อ – สกุล : พรชดา เครือคช

ชื่อเล่น : มะเหมี่ยว

วัน / เดือน / ปี เกิด : 16 ธันวาคม 2540

ส่วนสูง : 170 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 49 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : O

ภูมิลำเนา : กรุงเทพฯ

การศึกษา : มัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี/ปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

งานอดิเรก : วาดรูป ฟังเพลง

อาหารจานโปรด : ชอบทานอาหารรสเผ็ด ไข่ และชอบดื่มนม

ไอดอลในการแสดง : พี่เซฟฟานี่ อาวะนิค

ผลงานที่ผ่านมา : มิสทีนไทยแลนด์ 2013/ซิทคอมครอบครัวตึ๋งหนืด ตืดขั้นเทพ/ละครเรื่อง พญาโศก/ซิทคอมหอเฮ้วขนหัวลุก

ผลงานปัจจุบัน : ละครเรื่อง สาปดอกสร้อย/แม่อายสะอื้น

คติประจำใจ : ไม่กดดันตัวเองเวลาทำงาน ทำให้ดีที่สุดก็พอ

ช่องทางการติดตาม IG :Chada_meaw/

Facebook : Mameaw Krueakoch

Rookies : หนุ่มกล้ามแน่น งานชุก‘เบน สันติราษฎร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/252333

วันเสาร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Rookies สัปดาห์นี้ ขอพาหนุ่มนักแสดงเลือดใหม่วิกหมอชิต “เบน” สันติราษฎร์ กุลนพเกียรติ มาค้นทุกซอกทุกมุมความเป็น “เบน” ให้ได้รู้จักกัน

ความใฝ่ฝันเมื่อครั้งยังเด็ก

ฝันอยากจะเป็นตำรวจครับ เพราะว่าพ่อผมเป็นตำรวจก็เลยตั้งชื่อผมว่าสันติราษฎร์ นี่คือที่มาของชื่อจริงเลยครับ แล้วตอนเด็กๆก็จะไปไหนมาไหนกับพ่อตลอด ไปโรงพักไปเที่ยวเล่นประจำ และพ่อก็เป็นนักฟุตบอลเลยจะชอบพาผมไปเล่นกีฬาเล่นฟุตบอลด้วย ไปสนามยิงปืน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้ชายชอบทำกัน เราก็ทำตามพ่อมาตลอด แต่พอโตมาเรื่อยๆ ความฝันตรงนั้นก็ค่อยๆ เลือนไป แล้วบวกกับว่าพ่อมาเสียตอนที่ผมอยู่ประมาณ ม.1 เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังจากนั้นผมก็เรียนหนังสือไปปกติ พอเริ่มเข้าสู่ ม.ปลายเราก็เริ่มอยากจะเรียนทางด้านนิเทศศาสตร์ ไม่เชิงว่าเราอยากจะเข้าวงการนะครับ แต่คือสนใจงานเบื้องหลัง ก็เลยสอบเข้านิเทศน์ที่สวนดุสิต พอเข้าไปเรียนก็รู้สึกว่ามันสนุกดี และนอกจากนี้ก็ได้ประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัย ก็ได้เป็นเดือนของมหาวิทยาลัยด้วย ถ้าถามว่าตอนนั้นเราป๊อปไหมก็ไม่แน่ใจ (หัวเราะ) แต่ว่าพอเราเป็นเดือนก็น่าจะพอมีคนรู้จักบ้าง แต่ก็เฉพาะในมหาวิทยาลัย

ฉายแววความเป็นดารา

หลังจากที่เรียนจบสักพักนึงผมก็เริ่มได้ทำงาน คือมีเดินแบบถ่ายหนังสือ ถ่ายโฆษณาบ้าง แล้วพอทำไปสักพักประมาณปีถึงสองปี ก็ได้มีโอกาสเข้าไปประกวด Asia New Star Model Face Of Thailand 2013 แล้วเราก็ชนะเลยได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดที่เกาหลี ซึ่งปีนั้นผมประกวดพร้อมกับ น้องแนท (อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์) ที่เกาหลีก็ได้รางวัลกลับมาเหมือนกัน เหมือนว่าผมจะมาสายนายแบบ หลังจากนั้นพี่เจนนี่ ที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของผมก็พาไปแคสละครที่ค่ายมงคลการละคร ของพี่เติ้ล (ตะวัน จารุจินดา) คือเขากำลังต้องการหานักแสดงมาเล่นเป็นมาเฟีย อยู่ในแก๊งพระเอกเรื่องกาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ ซึ่งก็จะต้องเป็นแบบแมนๆ เท่ๆ ถอดเสื้อมีรอยสัก ต่อยเตะบู๊ได้ ซึ่งเราก็ผ่านและได้เล่นเรื่องนี้ (ไม่ได้เกี่ยวกับว่าหน้าตาที่บังเอิญคล้ายกับหนุ่มเติ้ล ?) อันนี้น่าจะเป็นผลพลอยได้ครับ (หัวเราะ) มีคนบอกเยอะมากว่าหน้าคล้ายกันมาก แต่พี่เติ้ลก็บอกมาเหมือนกันว่าตอนที่เขาเด็กเท่าผมน่ะ เขาหล่อกว่าผมเยอะ (หัวเราะ) ผมก็ยอมอยู่แล้วครับ แต่คือมีคนทักเยอะมากว่าเป็นญาติกับพี่เติ้ลหรือเปล่า ยิ่งตอนละครออกอากาศอยู่ในทีวี.หน้ายิ่งเหมือนกัน ผมดูเองก็รู้สึกว่าตัวเองหน้าคล้ายพี่เติ้ลเหมือนกัน ยินดีมากครับที่หน้าคล้ายพี่เติ้ล

สัมผัสการแสดงครั้งแรก

รู้สึกว่าตื่นเต้นมากไม่รู้มุมกล้องเลย เพราะว่าเราไม่เคยเล่นมาก่อน นั่นคือประสบการณ์ใหม่ เดินแบบเราก็ชินแล้วล่ะไม่ว่าจะคนเยอะหรือว่าเวทีใหญ่ขนาดไหนเราก็ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่พอเป็นละครปุ๊บ เราไม่รู้มุมกล้องเราไม่รู้อะไรเลย ก็ตื่นเต้นมากแล้วพี่เติ้ลก็ช่วยได้เยอะมากเลยครับ แต่ตอนที่พอรู้ว่าจะได้เล่นละครผมก็ได้ไปเรียนการแสดงมาบ้างเป็นคอร์สสั้นๆ เพื่อเอามาใช้เหมือนเป็นพื้นฐานแล้วต้องบอกว่าโชคดีที่ในซีนแรกๆ ของการถ่ายทำพี่เติ้ลเขาวางบทให้ผมแบบเป็นซีนที่ยังไม่ได้เล่นอะไรมาก เหมือนกับว่าเขาให้เราได้ชินกับบรรยากาศในการถ่ายทำก่อนก็เลยไม่ค่อยมีบทพูด จะเหมือนพูดน้อยต่อยหนัก การเคลื่อนไหวให้มันดูเป็นธรรมชาติ แล้วพอเราชินกับการแสดงมากขึ้น บทหนักๆ ซีนอารมณ์ก็เริ่มเข้ามา ส่วนในเรื่องของการบู๊ผมเหมือนว่ามีพื้นฐานมาแล้วก็เลยไม่ต้องไปเรียนคิวบู๊ เราจับปืนเป็นแอ๊กติ้งได้

ความคาดหวังกับงานชิ้นใหม่

ผมไม่คิดเลยครับ ต้องบอกตามตรงเลยว่ามันได้ผลตอบรับกลับมาที่เกินคาดมากๆ เรียกว่าดังไกลไปถึงเมืองจีนเลย มีแฟนละครจากจีนเข้ามาเมนท์ในอินสตาร์แกรมเยอะมาก กรี๊ดกร๊าดแก๊งมังกรทอง ยกให้เราเป็น F4 (หัวเราะ) ขนาดนั้นเลยครับ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เพราะว่าผลตอบรับกลับมามันเกินคาดจริงๆ ซึ่งตอนแรกที่มาแสดงเราไม่คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จขนาดนั้น เราก็เล่นเต็มที่ในแต่ละซีนที่พี่เติ้ลกำกับมา บู๊บางวันถ่ายทั้งวันเลย แต่พอตัดต่อมาเหลือแค่นาทีเดียว ทุกคนก็ทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่ว่าเราก็เข้าใจ

ยอดฟอลโล่พุ่งกระฉูด

พุ่งเลยครับประมาณเป็นสิบเท่าเลยครับ คอมเมนท์ก็เพิ่มมาเป็นสิบเท่าเหมือนกัน โดยเฉพาะฉากที่ผมต้องตาย โอ้โห! มาเป็นร้อยเท่าพันเท่าเลยดีใจ ดีใจแทนพี่เติ้ล ดีใจแทนนักแสดงทุกคน ผมจึงถือว่าละครเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ เป็นละครที่แจ้งเกิดสำหรับผม พอหลังจากมีกระแสจากเรื่องนี้ทางช่อง 7 ก็ได้เรียกเข้าไปคุย และได้มีโอกาสเซ็นสัญญากับช่อง 7 มันเป็นความรู้สึกที่เกินความคาดหมายเลยครับ เพราะว่าอย่างที่บอกว่าตอนที่เล่นเรื่องกาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ ผมยังไม่คิดเลยว่ามันจะมีกระแสตอบรับกลับมาดีขนาดนี้ และทำให้เราได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เรารักต่อไป ผู้ใหญ่ได้เห็นในสิ่งที่เราทำและให้โอกาสสนับสนุนก็ดีใจ แล้วก็เหมือนเป็นจังหวะด้วยครับ ที่มีละครเข้ามาอีก ก็จะมีทั้งแนวบู๊และหนุ่มแสนดี อย่างในเรื่องโซ่เสน่หา จะเป็นแบบดราม่าหน่อยๆ เป็นผู้ช่วยนางเอกแล้วแอบรักเขา ส่วนเรื่องนักรบตาปีศาจ และ เล่ห์รักยาใจ ได้เล่นเป็นตำรวจทั้ง 2 เรื่องเลย อีกเรื่องคือมัสยา ที่ได้เล่นเป็นนักธุรกิจ เป็นเพื่อนซี้กับพระเอก ทุกเรื่องจะชอบนางเอกหมดเลย แล้วก็ไม่ได้สมหวัง เป็นหนุ่มที่เสียสละตลอด

แรงผลักดันที่สำคัญ

ผมได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวครับ คุณแม่ผมเขาเห่อบ้างนิดหน่อย อย่างตอนแรกที่ละครออนแอร์แล้วเราไปกินข้าวกัน มีคนมาถามว่าเราเล่นเรื่องนี้ใช่ไหม แต่ผมเองจะรู้สึกเขินๆ ก็ไม่กล้าตอบ แต่ว่าแม่จะตอบแทนไปแล้วว่าออใช่ค่ะอย่างนั้นอย่างนี้ แม่คือพยายามพรีเซ็นต์เราเหมือนกัน พอเราเห็นเขามีความสุขเราก็ดีใจครับ แต่จริงๆ แล้วผมอยากจะเป็นอะไรอยากจะทำงานด้านไหนแม่เขาก็จะไม่ค่อยมายุ่งจะให้เราตัดสินใจเองมากกว่า แต่ในอนาคตนอกจากการเป็นนักแสดงแล้ว ผมก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรต่อไป เนื่องจากว่าผมเพิ่งเข้ามา ก็อยากจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อนอยากจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ในอีก 3-4 ปี ก็คงจะมีทำธุรกิจกับครอบครัว คือเราก็มีแพลนคุยกันไว้บ้างกับแม่และพี่สาว แต่ว่าหลักๆ แม่ก็อยากให้ผมโฟกัสเรื่องการแสดงก่อน

เหมือนเป็นเสาหลักให้ครอบครัว

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ คือผมมีพี่สาวคนนึง เราก็เหมือนจะช่วยๆ กัน เราเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านเราก็อยากจะเป็นเสาหลักเป็นแกนให้กับที่บ้าน แต่แม่กับพี่สาวเขาก็ไม่ได้อยากต้องการให้ผมเป็นหัวหน้า คือเขาก็มีความเป็นผู้ชายด้วยเหมือนกันเขาก็แข็งแกร่งพอสมควร แต่ใจผมเองก็อยากจะเป็นเสาหลักให้กับครอบครัว

บ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่น

วันแรกที่รู้ว่าได้เป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 7 และเราได้เซ็นสัญญานะ ผู้ใหญ่โอเคกับเรามาก ก็รู้สึกดีใจครับ คือช่อง 7 เป็นองค์กรใหญ่ เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีสมาชิกมากมาย มีพี่ๆ นักแสดงที่เราชื่นชอบและติดตามมากมายอยู่ในบ้านหลังนี้ วันนี้เราก็ได้มาอยู่ครอบครัวเดียวกับเขาแล้วนะ ก็รู้สึกดีใจและยินดีมากๆ ครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากละคร และขอให้ทุกคนติดตามช่อง 7ไปเรื่อยๆ จะได้เห็นผลงานการแสดงของผมทั้ง 4 เรื่อง และเรื่องอื่นๆตามมาอีกนะครับ อยากจะฝากเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

 

Rookies : ฝันเล็กๆ ที่เป็นจริงของสาวหน้าหวาน‘ฟิล์ม-ฉัตรดาว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/251385

วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Rookies สัปดาห์นี้ทำความรู้จักสาวน้อยน้องใหม่ ฟิล์ม-ฉัตรดาว สิทธิผล ที่เริ่มงานแสดงด้วยบทร้ายสุดท้าทาย

ความฝันที่แอบเก็บไว้ในใจ

ฟิล์มมีภาพในหัวอยู่แล้วว่าอยากจะเป็นนักแสดง แต่ไม่เคยบอกใครนะคะ คุณแม่ก็ไม่บอก เพราะที่บ้านเราโตมาแบบไทยๆ ไม่ได้สนับสนุนมาก จนกระทั่งมีโอกาสเข้ามาก็เลยขอลองทำดู และโชคดีที่ได้เจอผู้จัดการ พี่วุธ (สราวุธ เลิศพิสัณห์) ต้องเท้าความก่อนว่าช่วงก่อนที่ฟิล์มจะเรียนจบ คุณย่าก็เสียแล้วเราก็ได้เจอผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งได้แนะนำให้ได้รู้จักพี่วุธ หลังจากนั้นมาพี่วุธก็ให้ไปลดน้ำหนักแล้วก็พาไปแคสที่ช่อง 7 ตอนนั้นเราก็เหมือนสองจิตสองใจว่าจะไปดีไหม แต่ว่ามันก็เป็นความฝันเล็กๆ ของเรานะ อยากลองอยากทำดูก็เลยไปขออนุญาตคุณแม่ คือคุยจริงจังมากเลยนะคะ เพราะว่าตอนนั้นหนูกำลังทำเรื่องเรียนต่อโท และจะไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศด้วย มันก็เป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกันพอดี ระหว่างที่รอฟังผลจากช่อง 7 เราก็รอผลที่จะไปต่างประเทศเหมือนกัน แต่ว่าผลของช่องออกก่อน ก็เลยต้องยกเลิกไปต่างประเทศ คือตอนนั้นฟิล์มคำนวณเวลาดูแล้วว่าไปประมาณ 3 เดือน กลับมาเราก็จะทันต่อโทพอดี

เริ่มต้นการแสดงด้วยบทร้าย

เข้ามาเล่นละครเรื่องแรกคือ อกธรณี ซึ่งเป็นบทร้าย คือตอนนั้นเขากำลังหาตัวคนที่จะมารับบทนี้อยู่พอดี แม่ก็เลยบอกว่างั้นเลือกการแสดงเลยแล้วกัน ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นการเสียโอกาสหรอกค่ะ เพราะว่าฟิล์มเคยไปมาแล้วครั้งหนึ่งตอนอยู่ปี 2 แต่ก็อยากไปอีกกับเพื่อน ได้ไปดิสนีย์เวิลด์เลยนะแลกเปลี่ยนเราสนุกอยากไปมาก แต่ถ้าเทียบความสำคัญและโอกาสแล้ว ซึ่งการแสดง
เป็นโอกาสแรกในชีวิตเลยนะก็เลยเลือก แต่ไปวันแรกเกร็งมาก เหมือนธรรมชาติในการแสดงเราไม่มี มันไม่เหมือนตอนไปแคส
ที่ตอนนั้นเราไม่กดดัน แต่พอเข้ากอง อุ๊ย!กล้อง 3 ตัว มีช่างหน้า ช่างผม ช่างไฟ ไดอะลอกก็ย้าวยาว วันหนึ่งไม่ได้ถ่ายซีนเดียว แล้วเขาก็ไม่ได้ถ่ายเรียง 1-2-3-4 ก็ตื่นเต้นตกใจทำอะไรไม่ถูก แต่ว่าก็โชคดีค่ะเหมือนผู้กำกับก็สอนแล้วหนูโชคดีมากๆ ที่ได้ “พี่ไอซ์-อธิชนัน” และ “พี่อู ภาณุ” เป็นเมนเทอร์ส่วนตัวสอนทุกอย่าง และเป็นกำลังใจให้สุดฤทธิ์เลยค่ะ ตอนแรกจะไม่ค่อยเข้าใจความเป็นตัวละคร อย่างในบทเราจะต้องเคียดแค้นเหมือนกำลังจะฆ่าคนเราจะทำยังไงล่ะ ชีวิตนี้ยังไม่เคยคิดจะฆ่าใคร (หัวเราะ) แต่พอหลังๆ เราเล่นไปเราเริ่มอินมันก็เริ่มง่ายขึ้น คือเหมือนเราเริ่มจับคาแร็กเตอร์ตัวละครถูกค่ะ หลังๆ ก็จะเริ่มโฟลว์ง่ายขึ้น แต่
บทร้ายก็ดีค่ะมันเหมือนเราไม่เคยทำในชีวิต

บทบาทที่หนักขึ้นกับละครเรื่องที่ 2

ต่อมาก็ได้เล่นเรื่องโซ่เสน่หา ซึ่งเป็นการพลิกเลยค่ะ คือจะเป็นผู้หญิงที่จิตใจดีใฝ่หาธรรมะและจะไม่ค่อยทันคนเท่าไหร่ เลยทำให้เราเกิดผิดพลาดในชีวิต ต้องมาแต่งงานมีลูก ชีวิตดราม่าบทค่อนข้างโตและมีพัฒนาการของตัวละครซึ่งก็ยากไปอีกแบบ

นางเอกเต็มตัวครั้งแรก

เรื่องลูกหลงค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ก็พลิกอีกเหมือนกัน ตอนแรกที่รู้ว่าเราจะได้เล่นเรื่องนี้และเป็นนางเอกด้วยก็ดีใจค่ะ แต่ว่าเราก็จะพยายามทำการบ้าน ช่วงแรกๆ ถ้ามีปัญหาเราก็จะค่อยๆ ปรับไป อย่างเช่นเรื่องของภาษาในบทละครที่มันจะเป็นย้อนยุคนิดหนึ่ง คือประมาณปี 2535 ก็จะมีพวกสิ่งของอะไรที่เราต้องเรียนรู้ แล้วเป็นการพลิกมาเล่นบทห้าว คือโจทย์ที่ทางผู้กำกับและผู้จัดให้มาคือเราไม่ได้เป็นทอมนะ และเราก็ไม่ได้แอ๊บฮะด้วย แต่ว่าเราคือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความต้องการอยากจะปกป้องครอบครัว ที่ต้องทำผมสั้นก็เพราะว่าเราอยู่ในชุมชนที่เราต้องแกร่ง ความห้วนของคำพูดความแกร่งมันก็ต้องมี ปกติอย่างเรื่องนี้กับเรื่องก่อนอาจจะมีพูดคะ แต่เรื่องลูกหลงจะเป็นภาษาแบบบ้านๆ ตรงๆ ซื่อๆ และที่ชอบสำหรับเรื่องนี้อีกอย่างคือได้ใส่วิกผมสั้น และเสื้อผ้าก็ช่วยเหมือนกันวันไหนที่เราใส่วิกสวมเสื้อผ้าในละครแล้ววันนั้นวิธีการนั่งพฤติกรรมของเราจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ ดูแมนขึ้น ชอบวิกนี้เพราะว่าชอบที่ใส่แล้วสวยดีไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตัดผมสั้นแล้วรอด ดีใจมากชอบค่ะลุคนี้

ความภาคภูมิใจในฐานะนักแสดงน้องใหม่

ได้เล่นละครเทิดพระเกียรติเรื่องจากฟากฟ้าสุราลัย ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อต้นเดือนธันวาคม เราเด็กใหม่เพิ่งเข้ามาแล้วได้รับโอกาสนี้ก็รู้สึกดีใจมากค่ะ ตอนเล่นจะมีฉากหนึ่งที่เหมือนตอนจบของตอนที่เรารู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงเห็นถึงความยากลำบากแล้วก็พระราชทานความช่วยเหลือมา เป็นซีนที่ไม่ต้องบิวท์เลยค่ะ ทุกคนน้ำตาไหลเลย เป็นโอกาสที่ดีและเราได้ลงไปถ่ายทำที่ภาคใต้ด้วย ก็ไปเห็นบรรยากาศทางใต้ ผลงานออกมาหนูก็นั่งชิดติดจอดูเลยค่ะ ดูไปก็ร้องไห้ตาม

ฝากไว้ในใจแฟนๆ

ก็อยากขอฝากให้แฟนๆ ทุกคนติดตามผลงานของฟิล์มนะคะ ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่องอกธรณี โซ่เสน่หา แล้วก็ลูกหลง สำหรับละครเทิดพระเกียรติ เรื่องจากฟากฟ้าสุราลัยถ้าใครยังไม่ได้ดู ก็สามารถรับชมได้ทาง BUGABOO.TV ค่ะ

ชื่อ – สกุล : ฉัตรดาว สิทธิผล

ชื่อเล่น : ฟิล์ม

วัน / เดือน / ปี เกิด : 5 ธันวาคม 2535

ส่วนสูง : 167 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 45 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : AB

ภูมิลำเนา : กรุงเทพมหานคร

การศึกษา : ปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท คณะจิตวิทยา สาขาจิตวิทยาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานอดิเรก : วาดภาพ อ่านหนังสือ ดูหนัง
ฟังเพลง ทำงานศิลปะ ทำอาหารคลีน

อาหารจานโปรด : ข้าวแช่ มัสมั่น กุ้งแช่น้ำปลา พิซซ่า ลาซานญ่า ช่วงนี้ไดเอทก็จะทานอาหารคลีน

ไอดอลในการแสดง : พี่นก สินจัย

ผลงานที่ผ่านมา : ละครเทิดพระเกียรติเรื่องจากฟากฟ้าสุราลัย

ผลงานปัจจุบัน : ละครเรื่องอกธรณี โซ่เสน่หา ลูกหลง

คติประจำใจ : ควรจะทำทุกวันให้ดีที่สุด ทำให้สุดความสามารถ ทุกๆวันในการใช้ชีวิตของเรามันเป็นเหมือนการเขียนประวัติศาสตร์ให้ชีวิตเรา

ช่องทางการติดตาม IG : Film_chatdao

 

Rookies : คนนี้สิมาแรงส์… ‘ไอซ์’นิธิศ วงศ์เหรียญไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/249015

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หนุ่มหน้ามน เรียงคิวแจ้งเกิดกันเป็นทิวแถว Rookies หน้าไทยแท้ “ไอซ์” นิธิศ วงศ์เหรียญไทย แทรกคิวมาฉายแววได้อย่างไร มาค้นหาคำตอบกัน

“ก่อนหน้านี้ผมก็เคยผ่านเวทีประกวดมาบ้างครับ และมีผลงานเล็กๆ น้อยๆ แต่คือยังไม่ได้เป็นชิ้นที่ใหญ่โตมาก อาจจะด้วยความที่เราอายุยังน้อย ประมาณ 17-18 เหมือนว่าเรายังโตไม่เต็มที่ รูปร่างเราโตก็จริงแต่ว่ามันยังไม่เฟิร์ม หน้าตายังอาจจะมีความเป็นเด็กอยู่ น้ำเสียงก็ยังไม่ได้เต็มที่เท่าที่ควร”

ฉายแววแต่เล็ก

“จริงๆ ตอนเด็กประมาณ 9 ขวบ เคยมีคนชวนให้เข้าวงการ เขาเป็นเพื่อนของพ่อ ลูกชายเค้าทำงานในวงการนี้ แล้วเค้าก็เห็นเรา จะเรียกว่าเห็นแววไหมผมก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน เค้าเห็นเราตั้งแต่ตอนนั้น เลยให้ลองมาแคสพวกโฆษณาดู แต่ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยได้ เพราะว่ายุคนั้นเป็นยุคของเด็กลูกครึ่ง หรือไม่ก็ต้องเป็นเด็กผมยาวผิวขาวเกาหลี ซึ่งเราไทยจ๋า เป็นคนผิวคล้ำและอวบนิดนึง งานที่ได้ก็มีงานเป็นตัวประกอบบ้าง ส่วนงานโฆษณาจะน้อยมาก จนเราเริ่มท้อเสียใจร้องไห้ แม่ผมก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวแม่จะปั้นเราเอง จะทำให้เราดูดีขึ้นมาให้ได้”

คุณแม่ทั้งผลักและดัน

“คือแม่เป็นคนผลักดันมากๆ ไปไหนมาไหนแม่จะตามไปด้วยตลอด ตั้งแต่ผมเกิดมาแม่ก็คือออกจากที่ทำงานแล้ว เพื่อมาดูแลเรา
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังตามดูแลอยู่ และสนับสนุน แม่บอกว่าไม่รู้ว่าจะทำให้เราดังหรือไม่ดังมากน้อยแค่ไหน แต่แม่จะทำให้เราก้าวขึ้นมาในระดับนึงให้ได้ ให้เราได้เท่าเทียมกับเด็กรุ่นเดียวกัน ผมมีความมุ่งมั่นมีความฝันอยู่แล้วและเราก็ดูแลตัวเองมาตลอดครับ”

ยิ้มรับเมื่องานเข้า

“ผลงานปัจจุบันของผม นอกจากจะมีละครเรื่อง “มือเหนือเมฆ” ทางช่อง 7 แล้ว ก็ยังมีเรื่อง “บัลลังก์รักคู่จิ้น” กับทางช่อง 3 ด้วยความที่เรายังไม่ได้เซ็นสัญญากับที่ไหน ซึ่งก่อนที่จะเล่นเรื่องบัลลังก์รักคู่จิ้น ผมก็ได้ไปเรียนการแสดงกับเพื่อนๆ แล้วก็เรียนคิวบู๊เพราะว่าผมเล่นเป็นทหาร แล้ว พี่อ๊อดที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับเรื่องมือเหนือเมฆ เค้าก็เห็นผม คือพี่อ๊อดก็ทำเรื่องนั้นอยู่ด้วยในส่วนของแอ๊กชั่น พี่อ๊อดเลยถามทางผู้ใหญ่ว่าในกลุ่มนักแสดงเซตนั้น มีใครบ้างที่พอจะบู๊ได้ ทางผู้ใหญ่เขาก็ยังตอบได้ไม่เต็มที่ เพราะว่ายังอยู่ในระหว่างการเรียนคิวบู๊ พี่อ๊อดเลยตามไปดูที่พวกผมเรียน แล้วเขาก็เลยมาคุยกับผมว่ามีเรื่องนึงของพี่เวอร์ (โอลิเวอร์ บีเวอร์) ให้ลองเล่น ซึ่งพี่เวอร์ทำเรื่อง “ขุนกระทิง” อยู่ในตอนนั้น เขาก็เปิดงานของพี่เวอร์ให้ดู ซึ่งผมชอบมาก พี่ซี-ศิวัฒน์ เล่นได้เท่มาก ผมใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากจะเล่นละครสไตล์นี้ บู๊แอ๊กชั่นแบบนี้ พี่อ๊อดก็เลยบอกว่ามีบทของ “สุธรรม” ให้ ซึ่งบทดี แม้ว่าจะรับเชิญ 5-6 ตอน แต่ว่าบทมันดีนะ ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี แล้วทางพี่อ๊อดก็ไปคุยกับทางผู้ใหญ่ให้ เหมือนกับว่า “บัลลังก์รักคู่จิ้น” เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้เล่นเต็มตัว และเป็นโอกาสต่อยอดให้ผมได้มาเล่นเรื่อง “มือเหนือเมฆ” ครับ”

ก่อนจากกัน ไอซ์ฝากอ้อนแฟนๆ ว่า “ผมขอฝากผลงานเรื่องนี้ด้วยนะครับ นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญของผมในการที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปในวงการและในอาชีพนี้ ผมจะทำให้เต็มที่ครับอยากให้คนดูมีความสุข และอยากให้ผู้ใหญ่ได้เห็นศักยภาพของเราว่าเราทำได้และเรามีความตั้งใจพร้อมครับ”

ชื่อ – สกุล : นิธิศ วงศ์เหรียญไทย

ชื่อเล่น : ไอซ์

วัน / เดือน / ปี เกิด : 26 เมษายน

ส่วนสูง : 185 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 75 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : B

ภูมิลำเนา : กรุงเทพมหานคร

การศึกษา : RBAC ปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

งานอดิเรก : ฟิตเนส, ฟังเพลง, ดูหนัง, ซ้อมดนตรี (เล่นกลอง)

อาหารจานโปรด : พิซซ่า

ไอดอลในการแสดง : พี่เคน-ธีรเดช, พี่เวียร์-
ศุกลวัฒน์

ผลงานที่ผ่านมา : เดินแบบ, ภาพยนตร์เรื่องหนูกันภัย ศึกมหายันต์,ละครสองหัวใจนี้เพื่อเธอ (ช่อง 3) , ละครพันล้าน พนันรัก (ช่อง True4U), ชนะเลิศ การประกวด Gateway siam model idol 2014

ผลงานปัจจุบัน : ละครมือเหนือเมฆ (ช่อง 7) บัลลังก์รักคู่จิ้น (ช่อง 3)

คติประจำใจ : อ่อนน้อมถ่อมตน เสมอต้นเสมอปลาย อย่าอวดเก่ง

ช่องทางการติดตาม : Facebook : Nitid vongreanthai

 

Rookies : โดนัท-พระพาย ถ่ายทอดชีวิตเด็กอาชีวะ ละครเทิดพระเกียรติ‘แสงสุดท้าย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/248172

วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สำหรับสองพระ-นางเลือดใหม่แห่งวิกเจ็ดสี โดนัท-ภัทรพลฒ์ เดชพงษ์วรานนท์ และ พระพาย-รมิดา ธีรพัฒน์ ที่โดดร่วมงานกันเป็นครั้งแรกในละครเทิดพระเกียรติ ชุดใต้ร่มพระบารมี เรื่อง“แสงสุดท้าย” ผลิตโดยบริษัท ดูมันดี จำกัด กำกับการแสดงโดย วุธ-อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร

เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กอาชีวะกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา รุ่นเพิ่งโตของรัชกาลที่ 9 อายุราวๆ 16-18 ปี ที่อยู่ในวัยคึกคะนอง พลังเยอะแต่เลือกวิธีปล่อยพลังออกไปในแนวก้าวร้าว ดุดัน บางทีถึงขั้นนองเลือด แม้จะมีคนพยายามจะจัดการด้วยวิธีต่างๆ ให้สงบลงแต่ก็ไม่เป็นผลจนถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต ไม่กี่วันหลังจากนั้น น้องๆ กลุ่มนี้ก็ออกมาถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะเลิกเกเร เพื่อถวายพ่อหลวง!!!

คาแร็กเตอร์ในละครเรื่องนี้เป็นอย่างไร

โดนัท

ผมรับบท แสงเทียน เป็นลูกชายของ ประทีป (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) ชายที่พิการทางสายตาครับ ซึ่งเป็นลูกที่รักพ่อนะ แต่ไม่รู้ว่าพ่อรักตัวเองหรือเปล่า เพราะการกระทำหรือการแสดงออกเหมือนไม่ค่อยรักเราเท่าไหร่ แต่ลูกก็ได้เห็นพ่อกระทำบางอย่างให้กับใครคนหนึ่ง นั่นก็คือในหลวงของเรานั่นเอง เลยทำให้รู้สึกมาตลอดว่า พ่อไม่สนใจเรา เราก็เลยให้ความรักกับเพื่อนมากกว่า คาแร็กเตอร์จะเป็นเด็กอาชีวะที่ไม่ได้เกเร แต่รักเพื่อน เวลามีเรื่องชกต่อยก็อยากไปช่วยเพื่อน ตอนหลังที่คิดได้ก็เพราะ เพลงชนก (พระพาย รมิดา) มาคอยบอกเตือน พร้อมกับมีเหตุการณ์การสูญเสียมากมาย ก็เลยทำให้นึกได้กลับตัวกลับใจครับ

พระพาย

หนูรับบทเป็น เพลงชนก อายุ 16-17 ปี (แต่ตัวจริงอายุ19 ปี)เรียนอยู่ประมาณ ม.ปลายแต่สายอาชีวะ คาแร็กเตอร์ในเรื่องนี้ก็เป็นเด็กที่สดใส มีความก๋ากั่น แต่อยู่กับผู้ใหญ่ก็จะรู้จักกาลเทศะมีครอบครัวเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งความรักและฐานะที่อยู่ได้แบบพอมีพอกิน ซึ่งถือว่าฐานะดีกว่าเพื่อนๆ นะคะ ซึ่งในเรื่อง เพลงชนกก็จะพยายามดึง เทียน ให้กลับมาทางปกติ เพราะเราเห็นว่า เทียน เขาเป็นคนดีนะ แต่จะเป็นคนรักเพื่อน เพื่อนชวนให้ไปไหนทำอะไรก็มักจะทำตามเพื่อน เพลงชนกก็เลยเป็นคนคอยดึงห้ามเทียนไว้ค่ะ

ความรู้สึกที่ได้เล่นละครเทิดพระเกียรติเรื่องนี้

โดนัท

ผมรู้สึกเป็นเกียรติ และภาคภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของละครเทิดพระเกียรติที่ถวายเป็นพระราชกุศลให้กับในหลวงรัชกาลที่๙ พ่อ-แม่ผม พอรู้ว่าผมได้รับโอกาสนี้ท่านก็ดีใจมาก โดยเฉพาะแม่ ท่านเหมือนพ่อ (ประทีป) ในเรื่องนี้เลย รักในหลวงมาก เพราะแม่เกิดในยุคสมัยที่ท่านทรงงานหนัก แม่ก็เห็นมาตลอดในน้ำพระทัยของท่าน ตอนที่แม่ได้ทราบข่าวท่านสวรรคตแม่ร้องไห้ทั้งอาทิตย์เลย พอรู้ว่าผมจะได้เล่นละครเทิดพระเกียรติแม่ก็บอกว่า ทำให้เต็มที่ สู้ๆ นะลูก เพราะเป็นละครที่ดีมาก ซึ่งเราจะได้รับบทบาทที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์หนึ่ง ที่สื่อออกมาถึงความจงรักภักดีต่อในหลวง…แม่ก็เลยอยากให้ผมทำให้ดีที่สุดครับ

พระพาย

โอ้โห…ยอมรับว่าอยากเล่นมาก ดีใจที่สุดที่ค่ายดูมันดี คิดถึงหนูหนูก็บอกพี่ที่ติดต่อมาว่า “พูดแล้วอย่าคืนคำนะ” ซึ่งทางพี่เขาก็บอกว่าขอเสนอช่องก่อนนะ ถ้าผ่านก็ได้เล่นแน่ ยอมรับว่าในระหว่างที่รอคอนเฟิร์ม หนูรู้สึกว่านานมากเป็นอาทิตย์กว่าจะคอนเฟิร์ม พอได้คำตอบว่าลุย บอกตรงๆ ดีใจมาก ซึ่งก็บอกกับตัวเองว่าจะทำออกมาให้ดีที่สุดค่ะ

ความยาก-ง่าย กับบทบาทที่ได้รับ

โดนัท

ก็ไม่ค่อยยากนะแต่ก็ไม่ค่อยง่ายเหมือนกัน เพราะบทของผมก็เป็นช่วงวัยรุ่น บางอย่างก็ตรงกับคาแร็กเตอร์เรา ซึ่งก็ได้พี่วุธ (อัษฎาวุธ)ผู้กำกับฯ คอยบอกคาแร็กเตอร์ คอยบอกความคิดของตัวละครในแต่ละซีน มันก็ยิ่งทำให้เข้าใจแสดงได้ง่ายขึ้นครับ โดยในเรื่องนี้นอกจากพี่วุธจะกำกับแล้ว พี่เขายังแสดงเป็นพ่อผมด้วย ซึ่งเวลาเข้าฉากด้วยกันพี่เขาก็ส่งอารมณ์ให้ผมเต็มที่ มันช่วยผมได้มากจริงๆ ครับ

พระพาย

ไม่รู้สึกว่ายากหรือง่ายนะคะ ก่อนแสดงหนูก็ต้องรู้ก่อนว่าตัว เพลงชนก นั้นเป็นคนยังไง หลังจากนั้นก็ต้องพยายามศึกษาทำความเข้าใจกับบทในฉากนั้นก่อนการแสดงทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อเวลาแสดงเราจะได้แสดงอารมณ์ของตัวละครตัวนี้ออกมาถูก เพราะการแสดงของหนูคือการรู้สึกจริงๆ ใส่ความเป็นตัวเพลงชนกเข้าไป 60% ความเป็นพระพายเข้าไป 40% มันก็จะทำให้การแสดงของเรามีอะไรมากขึ้น นะคะ

พูดถึงซีน ดราม่า

โดนัท

ผมต้องเจอบทดราม่าเยอะมาก ถ้าอ่านเรื่องย่อก็จะรู้เลยว่าเรื่องนี้ดราม่าที่ใคร ใครจะดราม่า จุดที่ดราม่าก็เยอะ คือมีทั้งพ่อที่ตาบอด แต่มีทักษะในศิลปะ ซึ่งลูกก็ได้รับสายเลือดนี้ แต่กลับไปชกต่อย ดราม่าเรื่องเพื่อน ซึ่งในตอนจบทุกอย่างก็พลิกหมดทำให้เกิดดราม่ามาก

พระพาย

ของหนูจะไม่ดราม่า แต่เนื้อเรื่องโดยรวมจะดราม่ามาก ที่หนูอ่านเรื่องมาไม่คิดว่ามันจะเศร้าขนาดนี้ มีฉากที่กินใจเยอะมาก อ่านบทแล้วน้ำตาคลอเลยค่ะ

ได้ยินมาว่าโดนัทร้องไห้เก่งมาก

ปกติผมเป็นคนขี้อายนะ ไม่เคยร้องไห้เลย แต่พอมีโอกาสได้แสดงละครมาหลายเรื่อง ก็ทำให้รู้สึกชอบด้านนี้ ตอนที่ต้องเล่นฉากร้องไห้ผมก็ใช้ความรู้สึก แล้วมันก็ไหลออกมาเอง โดยผมจะนึกว่าตัวละครนี้เคยผ่านอะไรมาบ้าง ความคิดของตัวละครนี้เจอแบบนี้จะเป็นยังไง พอเราอินกับบทบาท น้ำตามันก็ไหลออกมาเองครับ

ในละครเรื่องนี้ชอบฉากไหนที่สุด

ผมชอบทุกฉากเลยไม่มีอันไหนพิเศษ เพราะทุกฉากมันมีความสำคัญน่าสนใจหมด ตอนแสดงผมก็เต็มที่ผมเหมือนกันครับ

ร่วมงานกับพระพายเป็นไงบ้าง

ก็ดีนะครับ เราก็ยังอยู่ในวัยเดียวกันเหมือนเพื่อน มีอะไรก็สามารถให้คำปรึกษากันได้ ซึ่งในตอนแรกพระพายก็พยายามเขามาคุยด้วยก็เพื่อสร้างความสนิทสนม ทำให้เวลาเข้าฉากด้วยกันแล้วราบรื่น ซึ่งมันก็เป็นผลดีครับ

พระพายละ ! ร่วมงานกับ โดนัท เป็นอย่างไรบ้าง

วันแรกที่เข้าฉากกับเขารู้สึกว่ายังอายๆ นิ่งๆ อยู่ หนูก็เลยเข้าไปชวนเขาคุยก่อน เพื่อเวลาสนิทกันจะได้เข้าฉากกันง่ายขึ้น ซึ่งอยากบอกว่าโดนัทเป็นคนที่แกล้งแล้วสนุกมาก คือแรกๆ เขาจะนิ่งก่อน แล้วก็จะสวนกลับมาตอนท้าย นี่แหละความสนุกที่ทำให้หนูอยากแกล้งเขา ในเรื่องของการแสดงของโดนัทแรกๆหนูก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนขี้เล่น แต่พอเข้าฉากแล้วมันคนละคนเลย เป็นคนที่แสดงเก่งมาก ปรบมือให้เลยค่ะ

พระพาย … ได้ร่วมงานกับผู้กำกับฯ วุธ-อัษฎาวุธ เป็นครั้งแรก

หนูยังประสบการณ์น้อย เล่นละครเรื่องนี้เรื่องที่ 3 แต่ 2 เรื่องที่เล่นมาก็ยังไม่ได้ออนแอร์นะ พี่วุธเป็นคนน่ารักนะ ตลอดเวลาที่ทำงาน เราได้เห็นความมุ่งมั่นของพี่เขา เป็นคนที่มีความเป็นศิลปินสูง อธิบายให้เราทุกอย่างทั้งเรื่องอารมณ์ แอ๊กติ้ง บ๊อกกิ้ง ซึ่งในฐานะนักแสดงเราก็จะฟังแล้วพยายามทำตามที่ผู้กำกับฯ ต้องการให้ได้ค่ะ ก็ฝากติดตามชมละครเทิดพระเกียรติ ชุดใต้ร่มพระบารมี เรื่อง “แสงสุดท้าย” ด้วยนะค่ะ ออกอากาศวันพุธ เวลา 20.20 น.ทางช่อง 7 สี

Rookies : ย้อนวัยไปกับ ‘สตาร์-กรปภา’ ใน‘สี่แผ่นดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/244276

วันเสาร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เรื่องราวกำลังดำเนินมาถึงช่วงภาพในอดีตที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ชมที่มีอยู่ในขณะนี้สำหรับละครพีเรียดฟอร์มใหญ่อย่าง “สี่แผ่นดิน”ซึ่งออกอากาศทาง PPTV HD 36 ได้สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของคนไทยที่อาศัยอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร รวมถึง อีกทั้งยังถ่ายทอดให้เห็นถึงความจงรักภักดีของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีมาอย่างยาวนานละครที่สะท้อนความรู้สึกในปัจจุบันอย่าง “สี่แผ่นดิน”เวอร์ชั่นสุดละเมียดละไมของ “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ซึ่งตัวเอกที่โดดเด่นเป็นที่จดจำของผู้ชมมากอีกคนหนึ่งก็คือ “แม่พลอย” ผู้เติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถึง 4 สมัยรัชกาล

สาวสตาร์-กรปภา น้องสาวของพระเอกหนุ่ม ซัน-พิชยดนย์ นักแสดงมากความสามารถที่เพิ่งคว้าใบปริญญาเป็นบัณฑิตมาหมาดๆ จากรั้วลูกแม่โดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้รับบท แม่พลอยในวัยเด็ก ผ่านมาถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 13 ปีแล้ว โดยหลังจาก “สี่แผ่นดิน” ของช่อง PPTV HD 36 ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้กระแสความนิยมในตัวเธอ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

สตาร์-กรปภา

“จากในละครตอนนั้นเราแค่รับรู้ถึงความโศกเศร้าเสียใจ แต่ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศจริงๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในวังและนอกวัง แต่วันนี้เข้าใจและรู้ถึงความรู้สึกเสียใจของแม่พลอยมากขึ้นเพราะเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นในยุคของเราจริงๆ เราได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญของชีวิต ทุกข์และเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก พระองค์ท่านเปรียบเหมือนพ่อที่มอบแต่สิ่งที่ดีให้กับลูกทุกคน ทรงเหน็ดเหนื่อยทำงานหนัก เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน แต่ตอนนี้ไปทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ ไม่ต่างกับในละคร “สี่แผ่นดิน” ตอนหนึ่งที่กล่าวว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ มีแต่เสียงร่ำไห้น้ำตานองทั้งแผ่นดิน”

“ตอนนี้ ช่อง PPTV ได้นำละครเรื่อง “สี่แผ่นดิน” กลับมาออกอากาศอีกครั้ง เราได้ทราบว่ามีคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจติดตามชมละครเรื่องนี้ขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจค่ะที่คนรุ่นใหม่มีความใส่ใจและสนใจในประวัติศาสตร์ชาติไทยมากขึ้น โดยสตาร์เองในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง ซึ่งรักและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่แพ้ชาวไทยคนอื่นๆ ก็ได้นำเอาหลักคำสอนของพระองค์ที่จำได้ขึ้นใจมาปฏิบัติในทุกวันเช่นกัน คือ ลืมอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมตัว เสียอะไรก็ได้ แต่อย่าเสียคนผิดอะไรก็ได้ แต่อย่าผิดศีลธรรมค่ะ ก็อยากให้ติดตามชมกันเยอะๆ นะคะ ออกอากาศทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.00–09.25 น. 16.05-17.30 น. และ 20.15–21.40 น. ทาง PPTV HD 36 และดูย้อนหลังทางเว็บไซต์ http://www.pptvthailand.com”