Rookies : ‘ก้อย’ อรัชพร โภคินภากร 1 สาว O-Negative สานต่อบทเรียกรอยยิ้ม จาก ‘อ้น-ศรีพรรณ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/239004

วันเสาร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฐานแฟนคลับอาจไม่เปรี้ยงเท่าทีมนักแสดงร่วมในซีรี่ส์โอเนกาทีฟ แต่ความแรงจากบท ดิว ฮอร์โมนฯ ทำให้ชื่อของ “ก้อย” อรัชพร โภคินภากร เป็นที่จดจำ และจากจุดนั้นกำลังสานฝันด้านการแสดงให้กับเธอ ด้วยการเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของซีรี่ส์ O-Negative (โอเนกาทีฟ) รักออกแบบไม่ได้ ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก Rookie สัปดาห์นี้เลยถือโอกาสคว้าตัวบัณฑิตป้ายแดงจาก นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ มาทำความรู้จักกัน

วิถีชีวิตเด็กหญิงก้อย

จริงๆไม่ต่างกับตอนนี้เท่าไหร่นะคะ(หัวเราะ) แต่ตอนเด็กจะเรียบร้อยกว่านี้ค่ะ ก้อยมีพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันเป็นหัวหน้าแก๊งในบ้าน ส่วนพี่ชายแท้ๆ ของก้อย จะห่างกัน 8 ปี แล้วเขาไปเรียนที่ออสเตรเลีย เราก็เลยจะไม่ค่อยได้เล่นด้วยกัน แต่ว่าโตขึ้นมาก็สนิทกันนะคะ ก้อยก็จะเรียบร้อยตามพี่สาว พอโตขึ้นสลับกันกลายเป็นพี่ชายเรียบร้อย แล้วก้อยเป็นอย่างงี้แทน (หัวเราะ) คือแต่ก่อนคุณแม่เคยอยู่ในกลุ่มสมาคมผู้ปกครอง เราก็จะถูกวางกรอบ แต่พอเราโดนบังคับถึงจุดหนึ่ง ก็จะถึงจุดระเบิด แต่สุดท้ายก็เข้าใจกับแม่ค่ะ มาถึงตอนนี้ได้แม่ก็โอเคค่ะ(หัวเราะ)

ช่วงเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ช่วงขึ้น ม.4 ค่ะ ก้อยเรียนโรงเรียนบดินทร์เดชา อยู่ห้องคิง แม่ก็ยิ่งแวดล้อมด้วยผู้ปกครองที่เป็นห้องคิง เขาก็จะคาดหวังกับเรามาก มีจุดหนึ่งที่ตลกมากคือ ก้อยเรียนได้ 4 มาตลอด มีครั้งหนึ่งได้ 3.8 เราร้องไห้ แม่ก็ร้องไห้ ตอนหลังเราก็คิดว่ามันไม่ได้แปลว่าเราทำไม่ได้ แต่เราไม่ทำเอง และพอเป็นช่วงสอบเตรียมฯ แม่ก็ทุ่มเงินมหาศาลให้เราเรียนพิเศษ แต่ก้อยโดดตลอดค่ะ สุดท้ายพอสอบเตรียมไม่ติด เห็นแม่ร้องไห้ เราก็เริ่มรู้สึกตัวเราทำให้แม่เสียใจหนักเกินไปแล้ว ทั้งที่เราพร้อมมาก มีโอกาสมากมาย แต่เราไม่เห็นค่าก็เลยเริ่มคิดได้ กลับมาตั้งใจเรียนหนังสือ

เอนทรานซ์ติด นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

จริงๆ แม่อยากให้เป็นหมอค่ะ แต่คงไม่ใช่เราจริงๆ พอเราไม่ได้ทางหมอ ไม่ติดแพทย์ ก้อยก็ขอมาทางที่เราเป็นดีกว่า เพราะก้อยทำกิจกรรมเยอะตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยมาทางนิเทศศาสตร์แทน เรียนเอกประชาสัมพันธ์ โทการแสดงค่ะ

ความชอบทางด้านการแสดง

ก้อยเริ่มจากละครเวทีค่ะ คือที่คณะมีแคสละครเวทีทุกปี แล้วก้อยก็ไปแคสติดตอน ปี 2 ตอนนั้นบอกเขาว่าขอแคสเป็นตัวผู้ชายค่ะ แล้วความห้าวที่เราเล่น คงไปพอดีกับตัวละครผู้หญิงที่เขากำลังหา เขาก็เลยให้กลับไปแคสอีกวันเป็นตัวนั้น และก็ได้เล่นค่ะจากนั้นก็มีพี่ๆผู้กำกับ ทีมแคส มาเห็นเราตอนเล่นละครเวที ก็เลยเรียกก้อยไปแคสซีรี่ส์ฮอร์โมน และจากนั้นก็ได้เข้าวงการค่ะ

ฟีดแบ๊กของครอบครัวหลังจากเข้าวงการ

ตอนแรกแม่ก็งงๆ แต่พอเห็นเราได้ทำงาน เขาก็โอเคค่ะ เหมือนก้อยได้พิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็น ว่าเราอยู่จุดนี้ได้ แม่เขาก็แค่อยากให้เรามีงานมีการที่ดีทำ พอเห็นเราทำได้ เขาก็ดีใจค่ะ

แพลนหลังเรียนจบ

ก้อยอยากแสดงให้สุดก่อนค่ะ และก็มีงานเขียนบท เทศกาลละครของตัวเอง แล้วก็มีเล่นหนังสั้นประกวด ซึ่งพอแสดงไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ก้อยก็อยากเป็นครูสอนการแสดงค่ะ อาจจะมีไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แล้วกลับมาเป็นครู แต่ตอนนี้รักงานแสดงมากค่ะ

จากฮอร์โมนฯ มาถึงโอเนกาทีฟ

ก้อยแฮปปี้นะคะ ที่มีคนรู้จัก และดูผลงานเรา ตอนเป็น ดิวในฮอร์โมนฯ มีคนเข้ามาทักเล่นดีจัง ในใจเราจะคิดละ เกลียดเราแน่ๆ (หัวเราะ) เพราะฟีดแบ๊กความร้ายของดิวในเรื่อง ค่อนข้างแรงพอสมควร ส่วนของความกดดันเรื่องงานแสดง ก้อยรู้สึกว่าคนอื่นจะทำอะไรเราไม่ได้ แต่เราจะทำตัวเองมากกว่า คือจะกดดันตัวเองมากกว่า ซึ่งช่วงที่จะเล่นได้ดีส่วนใหญ่ จะเป็นตอนที่เราไม่เครียดค่ะ เพราะฉะนั้นก็จะพยายามผ่อนคลายกับงานที่ทำให้มากที่สุด

มาถึงโอเนกาทีฟ ก้อยได้เล่นเป็น ชมพู่ เป็นตัวละครที่พี่อ้น-ศรีพรรณ เคยเล่นไว้ในพาร์ทของหนัง พอมาเป็นซีรี่ส์ก็จะขยายเรื่องของแบ๊กกราวนด์เข้ามา มีพ่อแม่ มีแฟน เป็นตัวละครที่สนุกสนาน สร้างสีสัน และก็มีพาร์ทสอนคนดูด้วยค่ะ เพราะพ่อแม่ของชมพู่เป็นคนจีน อยากให้ลูกเรียนเภสัช แต่ชมพู่อยากเรียนแฟชั่น ชมพู่ก็จะรู้สึกว่าพ่อ-แม่รักน้องมากกว่า เขาก็จะใช้เวลากับเพื่อนมากกว่าที่บ้าน พาร์ทไหนที่เป็นเสน่ห์ของเวอร์ชั่นเก่า เขายกมาหมด ในเชิงของคาแร็กเตอร์นะคะ แต่สิ่งที่ก้อยว่าเป็นสีสัน ที่นำมาขยายคือแบ๊กกราวนด์ นักแสดงที่เสริมเข้ามา อย่างแม่หนูในเรื่องคือพี่ตุ๊ดตู่ แม่ของเก้า เป็นพี่อุ๋ม-อาภาศิริ ซึ่งทุกคนมีของกันหมด มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกค่ะ(กับผู้กำกับฯ) พี่กู่ชิลล์มากค่ะ เขาเป็นผู้กำกับที่มีภาพชัดเจนมาก ทำให้นักแสดงตื่นตัวกับการทำการบ้าน แต่หลังฉากพี่กู่จะสนุกมากค่ะ กับการแถะโลมผู้ชายในกอง(หัวเราะ) ทำให้บรรยากาศในกองเฮฮา ไม่เครียด

เตรียมรับข้อเปรียบเทียบจาก อ้น มาเป็น ก้อย

พอได้บทโอเนกาทีฟมา ก้อยก็ไปหาหนังมาดูนะคะ ซึ่งก้อยไม่ได้มานั่งเทียบว่าเราต้องเหมือนหรือต่างกันยังไง เพราะพี่อ้นเขาจัดมากในทางของเขาอยู่แล้ว คิดว่าคงไม่น่ามีใครเหมือนเขา แต่ก้อยก็ทำการบ้านเพิ่ม ด้วยการดูคอเมดี้เยอะๆ เพราะในเรื่องชมพู่จะเป็นตัวเอนเตอร์เทนเพื่อนๆ เราก็ไปหาจังหวะ หาอาวุธใส่ตัว เพราะไม่มีใครเหมือนพี่อ้นได้อยู่แล้วค่ะ ก้อยก็คงเป็นชมพู่ในแบบอื่นแทน

เผชิญหน้าทีมนักแสดงโอเนกาทีฟ

ตอนแรกมีความเจื่อนเบาๆ (หัวเราะ) ไม่หรอกค่ะ คืออีก 4 คน(เก้า-จิรายุ, ต่อ-ธนภพ, เก้า-สุภัสสรา, วี-วิโอเลต) เขาจะมีความเป็นสตาร์ของเขาอยู่แล้ว แรกๆ ก้อยก็จะรู้สึกว่า “เรามาทำอะไรที่นี่” (หัวเราะ) แต่ด้วยความที่เป็นเพื่อนกับวีอยู่แล้ว เรียนมาด้วยกัน ก็ตัวติดวีเลยค่ะ จนพอไปสักพักก็เนียนไปเองค่ะ เพราะเป็นคนรุ่นเดียวกัน ทำงานด้วยกันสักพัก รู้ตัวอีกทีก็สนิทกันไปแล้ว (หัวโจกในกลุ่ม?) แต่ล่ะคนชัดเจนในความเป็นตัวเองมากค่ะ อย่างเก้า-สุภัสสรา ตัวจริงเรียบร้อย ผิดจากภาพสไปร์ท ฮอร์โมนฯมาก เก้า-จิรายุ ที่ดูหล่อๆตัวจริงก็ด๊องๆ มาก (หัวเราะ)

ผลงานในอนาคต

ฝากเรื่อง O-Negative (โอเนกาทีฟ) ค่ะ จะออนแอร์ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ 2 ทุ่ม ช่อง GMM25 เริ่มตอนแรก 27 ตุลาคมนี้แล้วก็มีละคร Princess Hour ทางช่องทรู 4 ยู รวมถึงงานที่ก้อยทำเอง อย่างเขียนบทละครเวที Sorrow Society แสดงที่หอศิลป์และก็ทำหนังสั้นประกวด ได้ขึ้นฉายที่โรงด้วยค่ะ เรื่อง Lost in Blue ก้อยชอบในหลายๆพาร์ทของงานบันเทิง ไม่ใช่แค่เบื้องหน้า คือเริ่มมาจากว่า เราแสดงแล้วเรารู้สึกว่าการที่รู้แค่พาร์ทนี้มันไม่พอเป็นนักแสดงจริงๆ ควรรู้ว่าบทถูกสร้าง ประกอบขึ้นมาได้ยังไง คือเริ่มจากความอยากรู้ค่ะ แล้วพอได้ลองเขียนบท ก็เริ่มสนุก ถ้ามีโอกาสก็อยากทำด้านนี้เพิ่มค่ะ

วันว่าง

เขียนบท ดูหนัง ดูซีรี่ส์ไปเรื่อย การเสพเยอะมันช่วยกับงานเรามากเลยค่ะ แล้วก็เที่ยวกับเพื่อน อยู่กับแม่ก็จะตระเวนกิน ชีวิตไม่มีอะไร (หัวเราะ) (มุมเครียด?) ก็จะลุกขึ้นเต้นเลยค่ะ คือจะมีเป็นสเต็ป น้อยๆ ก็ฟังเพลง ถ้ามากหน่อยก็เต้น คือเป็นสิ่งที่เรียนมาจากละครเวทีค่ะ ว่าเวลารู้สึกแย่ให้ทำแบบนี้ แล้วหนูก็ทำมาตลอด ซึ่งช่วยได้จริงๆ

หัวใจสีชมพู

ก้อยเป็นไบเซ็กชวลมาก่อนค่ะ (หัวเราะ) คือเป็นคนที่ไม่ได้รู้สึกว่าผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชาย ตอนนี้มีแฟนเป็นผู้ชายนะคะ แต่เด็กๆ ก็จะมีแฟนเป็นทอม (ความรักครั้งแรก?) สมัยม.ต้นค่ะคบกัน 4-5 ปี คือก้อยมีแฟนมา 3 คน 2 คนแรกเป็นทอมคนปัจจุบันเป็นผู้ชาย (คนปัจจุบันเจอกันได้ยังไง?) เป็นรุ่นพี่ที่คณะค่ะ รู้จักกันเพราะละครเวที คบกันมา 3 ปีครึ่งแล้วค่ะพอเราชอบอย่างเดียวกัน ก็จะคุยกันได้เรื่อยๆ นี่เขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ค่ะ เจอกันอาทิตย์ละครั้ง (เขาหึงไหมเราทำงานในวงการ?) ไม่มีค่ะ เขาชอบค่ะ บอกรู้สึกดีแฟนสวย (หัวเราะ) ก้อยจะไม่ค่อยได้ปิดบังอะไร ถ้าคนที่ตามไอจีก็จะเห็นลงรูปคู่กันปกติค่ะ

เป็นคนเปิดเผย จริงใจแบบนี้นี่เอง เสน่ห์ของ “ก้อย” ถึงได้ถูกเพ่งเล็ง เข้าตาผู้จัดฯ อย่างต่อเนื่อง

 

Rookies : ‘เบสท์-ณัฐสิทธิ์’ Show Pround รับบท ‘ซีอุย 2’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/236737

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มฮอต สามีแห่งชาติ ที่ดีต่อใจสาวๆ ทุกคน เบสท์- ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์  หนึ่งในนักแสดงซีรี่ส์ “ยายกะลา ตากะลี” ซีรี่ส์ขวัญผวาที่จะทำให้ทุกคนนอนหลอนกันทั้งคืน ซึ่งในตอน “ซีอุย 2” ที่หนุ่มเบสท์ได้ร่วมแสดงนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นตอนที่หลอน ตอนหนึ่ง เพราะจากทีเซอร์ที่เห็นกันผ่านๆ ตานั้นดูเบสท์เหมือนกับจะได้รับบทที่โหดและหนักเอาการ  งานนี้คำตอบจริงที่ทุกคนต้องรีบเกาะจอรอดู

รับเป็นใครในซีรี่ส์เรื่องนี้

รับบทเป็น “ก๋อย” ครับ นักเรียนการแสดงปี 4 ที่ต้องทำโปรเจกท์จบด้วยการแสดงเดี่ยวในบทบาท “ซีอุย” เป็นเด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ไม่มีสังคม ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนอยากคบหาสมาคมด้วย นอกจาก อ.เทิดพร ที่รับบทโดยซีอุยรุ่นใหญ่  (อาอ๊อด ซีอุย)  เทิดพร มโนไพบูลย์ อาจารย์ภาควิชาการแสดงที่คอยขับเคี้ยวให้ ก๋อย เป็นนักแสดงที่มีคุณภาพ ด้วยความกดดันของหัวหน้าภาควิชาและเพื่อนๆ ทำให้ก๋อยต้องพยายามเข้าถึงบทบาทซีอุยให้ได้มากที่สุด ขอบอกเกริ่นๆแค่นี้ได้ไหมครับ ผมอยากให้ทุกคนติดตามตัวละครตัวนี้เองดีกว่า ว่าจริงๆแล้วก๋อยเป็นใครในเรื่องนี้   (หัวเราะ)

ทำไมถึงได้ตอบตกลงรับเล่นบทนี้ มีความชอบหรือถนัดอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

ต้องขอบอกเลยว่าตัวนำเรื่องตัวนี้มีความน่าสนใจสุดๆ เพราะก๋อยนั้นต้องอยู่กับอารมณ์และความคิดของตนเองเป็นหลัก ภูมิต้านทานทางความคิดถูกคนรอบข้างกดขี่กดดันชีวิตตลอดเวลา ต้องพบเจอความกดดันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน  ชีวิต และครอบครัว ทุกๆอย่างรอบตัว แม้กระทั่งเพื่อนเขายังไม่มีเลย ซึ่งเป็นคนที่น่าสงสารมากๆ

ผมเลยอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการแสดง โชคดีที่มีติวเตอร์ดีอย่างอาอ๊อด ซีอุย ที่คอยให้คำปรึกษา  และอยากเห็นคนดูได้เห็นพัฒนาการแสดงของผมในหลายๆ ด้านครับ

สาวๆ ต่างเทใจและปราบปลื้มกับผลงานของเบสท์สุดๆ ไม่กลัวว่าสาวๆ จะกลัวลุคนี้กับบทบาทที่เราแสดงออกมา

ไม่กลัวนะครับ ผมคิดว่าเขาอาจจะชอบก็ได้นะ แบบเราได้รับบทที่แตกต่างกันไปบ้าง ดูแล้วมีสีสันในชีวิตดี แล้วบทแบบนี้ก็หาได้ยากด้วย ซึ่งบทมันไม่ค่อยเหมือนที่เคยเล่นมา อย่างตอนที่เล่นอวสานโลกสวยก็เป็นจิตนิดๆ แต่ไม่ถึงขั้นนี้นะครับ อันนี้คือชื่อก็บอกแล้ว “ซีอุย 2” มันต้องให้ความรู้สึกแบบว่าหยีแน่นอนอ่ะ ผมเลยอยากให้ทุกคนได้ลองดูกันนะครับ

บรรยากาศการทำงานในกองเป็นอย่างไรบ้าง

บรรยากาศในการทำงานในกองนี้เหรอครับ พูดเลย ง่ายๆสบายๆครับ เพราะผมเคยร่วมงานกับ กันตนาโมชั่น พิคเจอร์ส มาก่อนแล้วกับภาพยนตร์อวสานโลกสวย ทุกอย่างเลยยิ่งทำให้ง่ายขึ้น

การทำงานร่วมกับพี่ โอ๊ต-วทัญญู อิงควิวัฒน์  ผู้กำกับในตอนนี้เป็นการร่วมงานกันครั้งแรก ภาพแรกที่ผมเจอพี่เขาผมก็คิดในใจนะว่า “ทำไมเขาเซอร์จังว่ะ(หัวเราะ) บริษัทนี้เขารับพนักงานสไตล์แบบนี้ทุกคนเลยเหรอ” สงสัยพี่โอ๊ตน่าจะมีพี่เต็นท์เป็นไอดอล (หัวเราะ)

แต่ผมก็ต้องขอบคุณพี่โอ๊ตที่คอยแนะนำเทคนิคต่างๆ ให้พี่เขาน่ารักมาก คือเราไม่เคยรับบทแบบนี้ แล้วก็ไม่เคยร่วมงานกัน

ตอนแรกๆ ก็เกร็งๆ ไม่กล้าเล่นมากเท่าไหร่ แต่พี่เขาก็แนะนำให้บอกว่าเล่นแบบไหนยังไง เราก็กล้ามากขึ้นผมโดนพี่โอ๊ตและ “ทีมงานแกล้งให้กินตับหมูสดๆ กัดเข้าไปคำแรกนี่คิดในใจเลยว่าผมจะเลิกกินเครื่องในหมูตลอดชีวิต”

ฝากผลงานเรื่องนี้ให้กับทุกๆ คนที่รอติดตามชมกันหน่อย

ครับ สำหรับซีรี่ส์ยายกะลา ตากะลี ไม่ใช่แค่ตอนซีอุย 2 เท่านั้นที่จะแฝงแง่คิด แต่ในทุกๆ ตอนของซีรี่ส์ จะมีที่มาที่ไป มีเหตุและผลของมันทั้งหมดทั้ง 13 ตอน แน่นอนว่าผู้ชมจะได้รับความหลอนอย่างจัดเต็มแบบหลอนจิกหมอน ถึงขั้นต้องจิกคนข้างๆ ให้สะดุ้ง และจะได้ข้อคิดที่แฝงไว้อย่างแน่นอน ยังไงก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ซีรี่ส์ยายกะลา ตากะลี

ออกอากาศทุกวันพุธ 23.00 น. ทางช่อง 7 และสามารถรับชมย้อนหลังฉบับ Uncensored ได้ทาง iflix ทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นนะครับ

 

Rookies : จากเนตไอดอลสุดฮอต สู่นางร้ายป้ายแดง ‘มุกกี้’ชณิตา ภูวพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/234524

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงเนตไอดอลสุดฮอตขวัญใจหนุ่มๆ สาวมุกกี้-ชณิตา ภูวพิพัฒน์ คงเป็นเบอร์ต้นๆ ที่หลายคนรู้จักกันดี ด้วยรูปร่าง หน้าตา และสัดส่วนที่โดดเด่นจึงไม่ยากที่บรรดาเหล่าแฟนคลับจะตกหลุมรักในความน่ารักของเธอ ยิ่งตอนนี้สาวมุกก็ขยับมาเล่นละครโกยคะแนนจากหนุ่มๆ เพิ่มขึ้นอีกในอีกลุคหนึ่ง ซึ่งบทบาทที่เธอได้รับท้าทายความสามารถของมุกอยู่ไม่น้อย งานนี้สาวมุกจะตั้งรับและเตรียมตัวเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นนักแสดงแบบมืออาชีพอย่างไรบ้างไปฟังจากปากของเธอกัน

เริ่มต้นเข้าสู่วงการงานแสดง

ประเดิมเล่นละครเรื่องแรก บันทึกกรรม ทางช่อง 3 แล้วก็มาเล่นละครเรื่อง รักแรกของฉันกับคดีพิลึกพิลั่นของเจ้าบ่าว ช่อง True4U ล่าสุดก็ ม่านดอกงิ้ว ฉายช่อง 3 SD เรื่องนี้ เป็นบทที่ยากมาก เพราะต้องร้องไห้เยอะมาก เพราะเราก็ไม่เคยผ่านการแสดงอะไรในบทแบบนี้มาก่อน ต้องร้องไห้กับแม่ แสดงมารยาหญิงเก่งด้วย บทแบบนี้มุกว่าโอ้โหต้องดารารุ่นใหญ่เล่นนะ แต่พอผู้ใหญ่ให้โอกาสเราได้เล่น เราก็รู้สึกว่าไม่อยากเสียโอกาสตรงนี้ไปก็เลยต้องทำให้ดี เพราะบทแบบนี้ไม่ได้จะส่งมาให้เล่นกันง่ายๆ แต่ของมุกบังเอิญว่าเข้ามาในบทแรกๆ ที่เพิ่งเริ่มเล่นละคร ทำให้ค่อนข้างจะกดดันค่ะ ก็ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ ค่ะ กว่าจะจูนติด ตอนแรกนี่กังวลมากกับบทร้องไห้เพราะเราเล่นแต่คอเมดี้มา แต่สุดท้ายก็ทำได้

บทที่ได้รับท้าทายความสามารถอย่างไร

รับบทเป็น ไลลา นางร้าย ที่จะต้องไปแก้แค้นนางเอก มีปม เราเป็นคนที่ครอบครัวแตกแยกตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว พอมาเจอนางเอกกลั่นแกล้งในเรื่องของการไม่ให้เรียนมหาวิทยาลัย ไล่ออก แล้วก็ไปติดคุก ก็กลายเป็นคนที่มีประวัติที่ไม่ดีแล้วก็เลยรู้สึกว่าอยากจะกลับมาแก้แค้น คือเรามีเหตุมีผลน่ะที่จะกลับมาเอาคืน

เจองานหินด่านสำคัญสำหรับการเป็นนักแสดง

เป็นเรื่องแรกที่ต้องมารับบทแบบนี้ มีหลากหลายอารมณ์มาก ต้องวีน ต้องเหวี่ยง ร้าย ตบตี กับคนโน้นคนนี้ตลอด เรื่อง
ที่ผ่านมาจะเป็นแนวคอเมดี้ค่ะก็จะคนละเรื่องเลย อันนี้ยากมาก ตอนแรกนี่ยอมให้นางเอกตบก่อน เพื่อจะไปแย่งของๆ เขา ทำให้พระเอกเห็นใจ พยายามจะเข้าไปคั่นกลางระหว่างพระเอกนางเอก ทำให้ความรักของเขาไม่สมบูรณ์แบบ คอยสร้างความสั่นคลอนให้ทั้งคู่ เพราะเราเกลียดเขามาก อะไรที่เขารัก หรือมีปัญหาก็จะเข้าไปแทรกแซง คอยสืบตลอดว่าเขาทำอะไรยังไง คอยเข้าไปแกล้ง จะมีฉากตบกันตลอด เขียวช้ำกันไป

ความสนุกสนานในกองถ่ายละคร

สนุกสนานกันมากค่ะ แต่ผู้กำกับไม่ค่อยให้เล่นกันมาก เพราะเรื่องนี้เป็นละครค่อนข้างเครียด เดี๋ยวจะออกมาไม่ดี เพราะจริงๆ ถ้าเล่นแล้วหลุดเลยนะ เคยเล่นไม่ได้เหมือนกันเป็นฉากร้องไห้ ฉากนี้แหละทำให้มุกเชื่อเลยว่าทำไมเขาไม่ให้เล่นเพราะอารมณ์หลุดจริงๆ อันนี้ก็เป็นประสบกาณ์เหมือนกัน จริงๆ เป็นฉากที่น่าจะทำได้ดีกว่านั้น พอเอาเข้าจริงบิ้วไม่ขึ้นเลย ขนาดว่าฉากยากกว่านี้ยังเล่นได้ ทุกวันนี้ก็ยังเสียดายอยู่เลยว่าไม่น่าเล่นก่อนเข้าฉากเลยจริงๆ เข็ดเลยไม่ทำแล้ว ตอนแรกก็งงว่าทำไมไม่ให้เล่นในกองกัน จนฉากนี้แหละเข้าใจทันที มีผลต่อการแสดงมากๆ อย่างรุ่นใหญ่มาถึงกองทุกคนจะนิ่ง นั่งเครียด บิ้วตัวเอง นี่คือเรื่องจริงค่ะ

อัพเดทผลงานตอนนี้

รับงานทั่วไปในวงการบันเทิงค่ะ เรียนจบนิเทศศาสตร์ สาขาอาร์ทีวี ม.ศรีปทุม ตอนนี้อายุ 30 แล้วค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ทำงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ แล้วก็ออกมาเพราะเราทำไม่ไหวไม่ใช่เราเลย ตาลายด้วย แล้วก็ทำธุรกิจส่วนตัวเปิดร้านอาหารที่ภูเก็ตกับพี่ กลายเป็นว่าดังก็เลยโอเค ตัวเราเองก็เป็นที่รู้จักดังขึ้นก็เริ่มมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ความรักในวันนี้

ไม่มีอะไรเลยค่ะเรื่อยๆ คบกันมาตั้งนานแล้วนะคะ ประมาณ 8 ปีแล้ว ตอนแรกก็เป็นเพื่อนกันมา อยู่ด้วยความเข้าใจ ตอนนี้ก็ต้องทำงานก่อนยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานอะไรค่ะ เขาก็ทำธุรกิจของเขาไป เราสองคนก็คบกันมานานแล้ว เราอยู่ตรงนี้เขาก็เข้าใจนะเพราะเขาเป็นคนใจเย็น แล้วก็รู้ว่าเราเป็นยังไง เขารู้ทุกอย่างเกินที่จะมาหวงแล้วค่ะ

ฝากผลงาน

ฝากละครเรื่องม่านดอกงิ้วด้วยนะคะ เป็นผลงานอีกหนึ่งเรื่องที่ทุ่มเททั้งแรงงานกาย แรงใจ ทุกอย่าง ร้องไห้ ตบตี
จริงทุกอย่าง อยากให้ดูผลงานการแสดงของเราบ้างว่าเราจะกระโดดข้ามจากการเป็นเนตไอดอลมาเป็นนักแสดงแบบนี้ได้ไหม ผ่านไหม ถ้าผิดพลาดประการก็ขออภัยให้โอกาสมุกด้วยนะคะ

แฟนๆ ตามลุ้นตามเชียร์และเป็นกำลังใจให้เธอผ่านจอทีวี.ได้เลยจ้า หรือจะติชมโดยตรง ก็ผ่านทางไอจี Mookies_Zapp เจ้าตัวบอกพร้อมรับทุกคำคอมเม้นท์ค่ะ

Rookies :หนุ่มหล่อ เลือดใหม่ไฟแรง ‘ณภัทร’นัตธนนท์ ปิ่นโรจน์กีรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/233373

วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักแสดงหน้าใหม่แจ้งเกิดกันเพียบในยุคสมัยทีวีดิจิตัลกำลังมาแรงหนึ่งในนั้นแน่นอนต้องมีชื่อหนุ่ม ณภัทร-นัตธนนท์

ปิ่นโรจน์กีรติ นักแสดงเลือดใหม่ที่น่าจับตามองเพราะความสามารถที่หลากหลายของเขาไม่ว่าจะเป็นงานแสดง พิธีกร ดีเจ บวกกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดเขามีโอกาสได้รับเล่นบทที่ท้าทายฝีมือในละครเรื่อง ม่านดอกงิ้ว ทางช่อง 3SD จนหลายคนติดใจ วันนี้เจอเจ้าตัวกำลังเพลินกับมุมโปรดในร้าน Coffee World  เลยได้โอกาสทำความรู้จักกัน

ชีวิตครอบครัว

ผมมีพี่น้องแท้ๆ 4 คนรวมผมด้วย คือ น้องฝาแฝด 4 คน แต่ว่าเสียไปคนหนึ่งเพราะฉะนั้นก็จะเหลือแฝด 3 แล้วก็ผมอีกคนหนึ่ง ผมเป็นคนโต ในบ้านก็อยู่กันเยอะครับ ประมาณ 20 กว่าคน คุณปู่เป็นคนจีน เป็นบ้านสองหลังในรั้วเดียวกัน อบอุ่นดีครับ สนุกดี ลูกพี่ลูกน้องเพียบ ช่วงเด็กๆ ด้วยความที่คุณแม่เป็นเจ้าของโรงงาน บริษัทก่อสร้างภายใน ก็จะมีลูกน้องเยอะ เราก็จะเป็นเด็กอารมณ์แบบว่า ลูกเจ้าของ แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็คิดได้เองว่าทำแบบนี้ไม่ดีนะ

ลูกชายคนโตของตระกูล

พ่อตีบ้าง แต่แม่ไม่ตีครับ อารมณ์โอ๋หน่อย ผมเป็นลูกคนโต และเป็นหลานชายคนแรกของบ้านคนจีนด้วย ประคบประหงม ถูกสปอยด์ อยากได้อะไรก็ต้องได้ เด็กๆ ผมนิสัยไม่ดีหรอกครับ รู้ตัวเองดี เริ่มมาเปลี่ยนและรู้เรื่องก็ตอนประมาณม.1 คือตอนนั้นอยากได้เกมส์เพลย์สเตชั่น 2 ก็เลยหาอาชีพเสริมทำงานเก็บตังค์ซื้อ เพราะพ่อกับแม่ไม่ซื้อให้ เขาบอกว่าอยากได้ก็ต้องเก็บตังค์ซื้อเอง ก็เลยเก็บตังค์และไปซื้อเป็นของมือสองราคา 5,000 บาท ดีใจมากเพราะเป็นเงินที่เราหามาได้เอง แล้วพอได้มานะเล่นทั้งวันเลย

บทบาทพี่ชายของน้องๆ

ตอนเด็กๆ แกล้งน้องไหมก็แกล้งนะ เป็นปกติ เพราะเราจะคิดว่าน้องมาแย่งความรักจากพ่อ-แม่ แต่พอโตขึ้น เราก็มองว่าเขาเป็นน้อง เลยต้องการที่จะดูแลเขา อย่างเมื่อวานก็เพิ่งกลับจากพัทยา พาน้องกับแม่ไปเที่ยวมา คือเรามีความรู้สึกว่าพอเราหาเงินมาได้ ก็อยากจะให้เวลา ให้คนที่เรารักมีความสุข ก็พาเขาไป จริงๆ อยากพาไปไกลๆ นะครับ แต่ยังไม่พร้อม

ชีวิตวัยเรียน

ผมเป็นเด็กกิจกรรมที่ค่อนข้างซน เกเร เป็นนักกีฬา และเล่นดนตรีไทย “จะเข้” จริงจังถึงขั้นประกวดระดับประเทศ ผลการเรียนช่วงแรกไม่ค่อยดีครับ แล้วเมื่อก่อนติดโทรศัพท์ โนเกีย 6600 กำลังฮิต ผมชอบพวกไอที ก็จะรับลงโปรแกรมให้เพื่อนๆ จนติดเกินไป พ่อเลยยึดโทรศัพท์ใส่ตู้เซฟไว้เลย แล้วก็ทำให้เราต้องหันกลับมาตั้งใจเรียน พอ ม.4 อยากจะเข้าสาธิตเพราะอยากจะเรียนวิศวะ แต่สอบไม่ติดคะแนนเลขผมไม่ถึง ก็เลยมาเรียนสายศิลป์คำนวณ ช่วงที่เรียนมัธยมก็ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นประธานนักเรียน พอจบม.6 ก็ได้ทุนเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เอแบค เป็นทุนร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ประหยัดไปได้ปีละแสนกว่าบาท ผมเรียนสาขา BA บริหารธุรกิจการตลาด เทอมแรกร้องไห้เลย เพราะเรียนไม่ไหว สอบเก็บคะแนนไม่ผ่าน เรียนยากมากโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ แต่ก็ตั้งใจเอาใหม่ อ่านหนังสือมากขึ้น

ชิมลางงานในวงการ

ช่วงขึ้นปี 2 พี่สาว (ลูกพี่ลูกน้อง) เขาก็เลยชวนมาลองแคสต์พิธีกรชายที่ทรูมิวสิค แคสต์ประกวดผู้ประกาศของช่อง 9 รายการไนน์เอ็นเตอร์เทนเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย แต่ว่าก็ไม่ได้ มัวแต่เก้ๆ กังๆ เขินอาย แล้วก็ไปแคสต์ที่ทรูมิวสิค คราวนี้ได้ทำรายการเพลง แต่เริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รายการเขาชั่วโมงเดียว ผมใช้เวลาไป 120 กว่าเทค ร่วม 4 ชั่วโมง เพราะผมทำไม่ได้ ทั้งเกร็ง แข็งทื่อ ไม่ธรรมชาติ โดนด่าอยู่เป็นปีเหมือนกันครับ กว่าจะทำได้ดีขึ้น ถึงตอนนี้ทำมา 5 ปีแล้วครับ แล้วก็มีทำที่ทรูอินไซด์ อ่านข่าวบันเทิง เพิ่งมาทำเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราโตขึ้นอีกสเต็ปหนึ่ง

ทำไมถึงอยากเข้าวงการบันเทิง

คิดว่าน่าสนุกดีครับ ได้ลองอะไรใหม่ๆ และได้ตังค์ด้วย ถามว่าอยากจะเป็นดาราไหม เมื่อก่อนอาจจะรู้สึกว่าไม่ชอบการที่ต้องมาทำอะไรต่อหน้าคนเยอะๆ เราเป็นคนพูดไม่เก่ง เราเป็นคนเขิน ไม่กล้า แต่พอมีโอกาสเข้ามาเราก็ลองดู เป็นการพัฒนาตัวเอง เพราะว่าอย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาจะให้ผมเป็นพิธีกรให้มหาวิทยาลัย เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้มหาวิทยาลัย ทำงานมหาวิทยาลัย ก็ทำให้เราได้เจอเพื่อนๆ

ลองแล้วติดใจ

สนุกครับและยังถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ต่อยอดได้เยอะด้วย แต่ว่าผมก็ไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อนนะ มีเรียนเล็กๆ น้อยๆ นานมาแล้ว ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเล่นละครได้ ก็ไปแคสต์เรื่อยๆ จับผลัดจับผลูได้เล่นแบบงงเหมือนกัน ล่าสุดในละครเรื่อง “ม่านดอกงิ้ว” ทางช่อง 3SD ผม รับบท นายแพทย์ธัญเทพ (หมอธัญ) เล่นยากมาก ต้องโกงอายุตัวเอง เพราะต้องเล่นประมาณอายุสามสิบกว่า อึดอัด กดดัน เป็นเรื่องแรกของผมด้วย ก็จะโดนว่าตลอดว่าทำไมทำไม่ได้ แต่ในเรื่อง “เกมรักเกมมายา” ทางช่องทรูโฟร์ยู ผมเล่นเป็นมือปืนโรคจิต บ้าๆ อันนี้เล่นง่ายมากเลยสไตล์เรา (หัวเราะ) พอไปเล่น Club Friday To be Continued ตอน เพื่อนรักเพื่อนร้าย ของช่อง GMM25 เรื่องนี้สนุกเพราะว่าเล่นเป็นตัวไม่ดี พี่กู่ เอกสิทธิ์ กำกับเขาบอกว่าอยากเล่นอะไรใส่เต็มที่เลย อันไหนพี่ไม่ชอบเดี๋ยวพี่บอกเอง เราก็เลยเล่นไปเลยเรียลิตี้ ทำให้เริ่มติดใจงานแสดงแล้วครับ (ยิ้ม)

ทั้งเรียนและทำงานเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตอนนั้นตั้งเป้าให้ตัวเองไว้ว่าจะต้องจบด้วยเกียรตินิยม ก็พยายามทำให้ได้ เกือบหลุดเทอมสุดท้ายแต่ก็ผ่านมาได้ครับ จบด้วยเกียรตินิยมอันดับสาม เกรด 3.4 ที่ม.เอแบค ก็ถือว่าโอเค เพราะช่วงนั้นทำงานหนักมาก เรียนสี่โมงครึ่งกลับมาบ้าน แล้วนั่งรถออกมาทำงานต่อที่สุขุมวิท 39 ให้ทัน 18.30 น. เพราะเป็นรายการสด เขาบอกว่าให้ผมไปทำทุกวัน เพื่อฝึกฝนตัวเอง ก็เลยได้สร้างความรับผิดชอบในตัวเองได้ระดับหนึ่งเหมือนกันครับ

มุมมองพ่อ-แม่ที่เห็นเราในวันนี้

เขาภูมิใจนะ เพราะว่าผมไม่ได้ขอเงินเขาตั้งแต่ผมอยู่ม.ปลายแล้ว เขาแค่ออกค่าเรียนให้ ส่วนค่าขนมอะไรต่างๆ นานา ผมออกเองหมดเลย ต่อไปสิ่งที่ผมอยากทำก็คือ อยากทำงานให้ได้เยอะๆ จะได้ดูแลเขาได้ เพราะเขาก็แก่แล้ว อยากให้อยู่บ้านสบายๆ ไม่ต้องเครียดกับงานแล้ว ซึ่งก็ไม่ง่าย หนทางยังอีกยาวไกล เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ดูแลเขาเท่าที่เราไหว

สถานะหัวใจ

ผมเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมา 9 ปี คือเราเคยเลิกกันแล้วหลายครั้ง แต่ก็ดีกัน รักๆ เลิกๆ สุดท้ายก็เลิกกับเขาจริงๆ กว่าจะทำใจได้ก็ 2 ปี ตอนนี้เป็นเพื่อนกันครับ จากกันด้วยดี เพราะต่างคนต่างทำงานมากขึ้น ฉะนั้นสถานะตอนนี้ก็โสดครับ

อนาคตข้างหน้าในวงการบันเทิง

ผมก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไงสำหรับงานในวงการบันเทิง สุดท้ายอาจจะต้องกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน แต่เดี๋ยวคงไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษก่อนครับ แล้วค่อยกลับมาดูแลบริหารธุรกิจที่บ้าน ส่วนงานในวงการบันเทิงเราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปได้ไกลขนาดไหนก็ต้องมีทางสำรองไว้บ้าง

ฝากถึงแฟนๆ ละครได้ติดตามผลงาน

ถ้าเจอผมเข้ามาทักได้นะ บางคนมาเม้นต์ในไอจีบอกว่าวันนี้เจอด้วยแต่ไม่กล้าทัก ดุจังเลย อยากจะบอกว่าเข้ามาทักได้ครับ ผมไม่ดุ แค่ง่วง (หัวเราะ) หรืออย่างเวลาไปเดินกับน้องบางทีคนอาจจะมองว่าหยิ่ง จริงๆ ไม่ใช่นะครับทักทายกันได้ แล้วก็ฝากติดตามผลงานละคร ม่านดอกงิ้ว ทางช่อง 3SD ละครเรื่อง เกมรักเกมมายา ทางช่องทรูโฟร์ยู จะออนมกราคมปี 2560 และงานวีเจทางช่องทรูอินไซน์ด้วยครับ เป็นกำลังใจให้ผมกับทุกกผลงาน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ

คิวแน่นหมอนกันนะคะ..ใครอยากอัพเดทชีวิตของณภัทรแบบเรียลไทม์ ตามฟอโล่ไอจีเขาได้ที่ไอจี vj_napat รับรองไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของหนุ่มคนนี้แน่นอนจ้า

Rookies : ค้นทุกมุมชีวิต นางเอกใหม่แกะกล่อง ‘อร’ พัทธ์ธีรา ศรุติพงศ์โภคิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/232315

วันเสาร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คอภาพยนตร์อาจจะคุ้นหน้าสาว “อร” พัทธ์ธีรา ศรุติพงศ์โภคิน มาบ้าง กับผลงานก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง “สาระแนสิบล้อ” ก่อนที่เธอจะเบนเข็มไปจับงาน ดีเจ และ พิธีกร และล่าสุดเธอเปิดตัวกับบทบาทใหม่ ในฐานะ นางเอกเต็มตัว จากละครเรื่อง “ม่านดอกงิ้ว” ทางช่อง 28 (ไทยทีวีสีช่อง 3)

วัยเด็ก

ตอนเด็กๆ เลยอรเป็นเด็กเนิร์ดค่ะ ใส่แว่น ไม่กล้าแสดงออก ไม่มั่นใจ ไม่คุยกับคนแปลกหน้า จนแม่เห็นว่าไม่ไหวแล้ว พอ 6 ขวบก็เลยจับไปเรียนการแสดง ไปเรียนละครเวที จนกลายเป็นความชอบ แล้วก็เป็นคนมั่นใจมากขึ้นค่ะ พอเราชอบ เราก็ขอเรียนต่อเรื่อยๆ จนถึง 12 ขวบ หลังๆ ก็มีกลับไปช่วยงานละครเวทีบ้างค่ะ เหมือนยังได้คลุกคลีกับที่นั่นอยู่เรื่อยๆ แต่อรก็ยังรู้สึกตัวเอง เป็นเด็กเนิร์ดมาตลอด เพราะคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนฉลาด ดังนั้นเราต้องขยันเป็นเท่าตัว ก็เลยต้องใจเรียน สิ่งที่ทำให้อร เปลี่ยนจากตอนเด็ก ก็คือช่วงที่อรได้ไปเรียนต่างประเทศ ที่นิวซีแลนด์ ตอนมัธยมปลาย 3 ปี พอกลับมาเราเหมือนได้พัฒนาตัวเอง เรื่องความมั่นใจในตัวเอง การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง กลับมาก็เลยเป็นคนที่มั่นใจมากขึ้น

น้องคนเล็กของบ้าน

อรมีพี่สาว 2 คนค่ะ ที่บ้านมีลูกสาว 3 คน เป็นสามใบเถา อรเฮ้วสุด และอรห่างกับพี่สาวคนโต 8 ปี คนกลาง 7 ปี สองคนนั้นแทบจะเป็นฝาแฝดกันอยู่แล้วค่ะ เกิดวันเดียวกัน เดือนเดียวกัน แต่คนละปี มีอรหลุดโดดออกมา เป็นลูกคนเล็กที่พ่อแม่ค่อนข้างตามใจนิดหนึ่งค่ะ พี่สาว 2 คนก็ไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็กด้วย อรก็แทบจะเหมือนลูกคนเดียวไปแล้ว ตอนที่ไปเรียนนิวซีแลนด์ ก็ไปอยู่กับพี่สาวค่ะ

วีรกรรมสมัยเรียน

เป็นเรื่องที่ไม่น่าเล่าเลยค่ะ(ยิ้มอายๆ) บอกก่อนว่าไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างเลยนะคะ คืออรเรียนโรงเรียนหญิงล้วน แล้วพี่สาวอรเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน แต่อรดันไปทะเลาะกับพี่ ม.6 ตัวเองอยู่ ป.6 คือโยนขวดน้ำ แล้วน้ำไปกระเด็นใส่เขา เขาก็มาแกล้งเรา เพื่อนเขามาจับตัวเราไว้ แล้วก็เอาน้ำส้มคั้นมาเทใส่เสื้อด้านหลังเรา ด้วยความเฮ้วของเรา ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เขาล็อกแขน อรก็กระโดดถีบเขาไป เลยกลายเป็นเรื่องโด่งดังในโรงเรียนพี่สาวสร้างชื่อเสียง แต่น้องสาวสร้างวีรกรรม สุดท้ายโดนครูลงโทษไปตามระเบียบค่ะ พอจบป.6 ที่โรงเรียนเขมศิริอนุสรณ์ ก็ย้ายไปเรียนมัธยมที่โรงเรียนเลิศหล้า เป็นไบลิงกัว สอนสองภาษา จนถึง ม.3 แล้วไปอยู่กับพี่สาวจนจบ ม.ปลาย

จังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป

ช่วงที่อรไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ เป็นช่วงที่รู้ข่าวว่าคุณพ่อป่วยเป็นมะเร็ง ต้องเข้าผ่าตัด ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร แต่พอตัดลำไส้ไปแล้ว ก็ยังลามขึ้นมาใหม่ หลังจากนั้นชีวิตยากมาก อรเลยตัดสินใจกลับมาเรียนต่อมหา’ลัยที่เมืองไทย มาดูแลคุณพ่อใกล้ชิด และที่ตัดสินใจเรียนที่ Raffles International College เป็นมหา’ลัยอินเตอร์ของไทย ด้าน Business Marketing ก็เพราะว่าโปรแกรมเขาเรียนแค่ 2 ปีครึ่งจบ คืออรอยากให้คุณพ่อเห็นวันที่อรเรียนจบ อยากให้เขามางานรับปริญญาของเรา แต่สุดท้ายก็ไม่ทันค่ะ หลังคุณพ่อป่วยได้ปีครึ่งก็จากไป ซึ่งเขาใจสู้มากนะคะ ไม่เคยร้อง ไม่เคยบ่น สู้ทุกอย่าง ช่วงนั้นก็เป็นพี่สาวที่เป็นหัวเรือหลักในการดูแลครอบครัว อรกับแม่ช่วยกันดูแลคุณพ่อ จนคุณพ่อเสียไป อรโชคดีที่มีงานทำพอดี ก็เลยรับหน้าที่ดูแลคุณแม่แทนค่ะ คุณแม่ก็จะไปๆมาๆ ไปอยู่กับพี่สาวที่เมืองนอกบ้าง เพราะเขามีครอบครัวอยู่ที่นั่นกัน หรือไม่ก็กลับมาอยู่เมืองไทยกับอรบ้างค่ะ

จากเด็กเนิร์ด เป็นสาวเสน่ห์แรง

อรใส่แว่นมาตลอด จนถึงอายุ 18 ช่วงนั้นเริ่มรู้สึก ไม่ได้ละ เราต้องทำอะไรสักอย่างกับตัวเอง เพื่อนก็ทัก ก็เลยลองดู ถอดแว่นใส่คอนแทคส์ (เพราะมีแฟนรึเปล่า?) ไม่มีค่ะ ตอนนั้นยังไม่มี แค่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนตนเอง เรียนปี 2 แล้ว ทำได้แล้วล่ะ และหลังจากนั้นก็ได้เรื่องเลยค่ะ ไปเจอพี่ที่เขาเป็นคนหานักแสดงที่สยาม ตอนนั้นอรยืนรอเพื่อนอยู่หน้าร้านนม พี่เขาเป็นสาวประเภทสองตัวใหญ่ แต่ดูแมนมากเลยนะคะ เขาวิ่งตาม เราก็วิ่งหนี จนสุดท้ายมีพี่ผู้หญิงมายื่นนามบัตรให้ ก็เลยพาแม่ไปแคสด้วยกัน ก็ได้ไปเล่นภาพยนตร์เรื่อง สาระแนสิบล้อ เป็นงานแรกในวงการบันเทิงค่ะ

ความเห็นจากทางบ้าน กับงานในวงการ

คุณแม่เห็นด้วยค่ะ เพราะตอนนั้นเรียนจบพอดี ไม่ได้เบียดเบียนการเรียน ช่วงแรกที่ทำงานคุณแม่จะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดค่ะ เพราะกลัวว่าจะถูกหลอกรึเปล่า พอได้เล่นภาพยนตร์สาระแนสิบล้อ หลังจากนั้นก็หันไปทำงานวิทยุ ไปเป็นดีเจที่คลื่นปิ้ง 98 และเริ่มมาเด่นด้านพิธีกรที่ช่องทรูมิวสิค และมีละครบ้างประปราย จนมาเป็นนางเอกเต็มตัวเรื่องแรกใน ม่านดอกงิ้ว ของช่อง 3 ค่ะ

เซอร์ไพร์สกับหน้าที่ใหม่ของตัวเอง

ตอนแรกที่เขาส่งบทมาให้ อรไม่ค่อยมั่นใจว่าใช่เรา ก็ถามย้ำเขาไปว่า “พี่คะ นี่ใช่ชื่อหนูแน่เหรอ หนูเล่นบทนี้เหรอคะ เขาเขียนชื่อเราผิดรึเปล่า” ก็ต้องขอบคุณทางช่อง 3 และผู้จัดฯที่ให้โอกาสหนูค่ะ พอได้บทมายิ่งต้องทำการบ้านเยอะ ไปหาครูที่สนิทให้เขาช่วยดูบทให้ ทำการบ้านล่วงหน้า หานิยายมาอ่าน เรียกว่าทำทุกอย่างก่อนจะเริ่มเปิดกล้อง และก็คุยกับผู้กำกับเยอะๆ ก็จะช่วยได้ค่ะ แล้วเรื่องนี้ซีนแซ่บเยอะมากกกก(ลากเสียงยาว) มีทั้ง ตบกันในห้องน้ำ ฝ่าฟันทุกสิ่งทุกอย่าง โดนทำลายงานแต่งงาน คือคาแร็กเตอร์จะเป็นผู้หญิงมั่นใจในตัวเอง หัวดื้อ พอมาเจอพระเอกรักกันแล้วแต่งงานเลย หลายๆ อย่างเลยเปลี่ยนไป และยิ่งมีผู้หญิงใหม่เข้ามา โดยผู้หญิงคนนั้นเคยมีปัญหากับเรามาก่อน เขาเลยต้องการมาแก้แค้น คือทุกตัวละครในเรื่องมีเหตุผลของตัวเองที่ต้องตามดูกันค่ะ เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก ในกองทุกคนจะพูดว่า เรื่องนี้ไม่มีนางเอกนะ มีแต่นางร้าย กับ นางร้ายกว่า (หัวเราะ)

วันว่างจากกองถ่าย

หลักๆ เลยจะชอบอ่านหนังสือ(หัวเราะ) ยังคงความเนิร์ดอยู่ อ่านนิยาย หลายแนวเลยค่ะ ทั้งวัยรุ่น ผู้หญิง หรือนิยายภาษาอังกฤษ ตอนเด็กๆ เริ่มจากอ่านการ์ตูน พอโตมาก็เริ่มอ่านนิยายไทย เกาหลีบ้าง ตอนนี้ก็มาเป็นนิยายฝรั่ง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่ะ กับเพื่อนๆ ก็นัดเจอกันบ้าง (ทำกิจกรรมอะไรร่วมกัน?) เล่นบอร์ดเกมค่ะ(หัวเราะ) เหมือนเรามาถึงจุดหนึ่งที่เหนื่อยกับการไปเที่ยวผับ เราก็เปลี่ยนไปเที่ยวคอนโดฯเพื่อน ไปเล่นเกม ไปเล่นบอร์ดเกมกันค่ะ ตอนนี้ก็เลยชวนผู้จัดฯ ไปเล่นบอร์ดเกมด้วยกัน กระจายความเนิร์ดออกไปค่ะ(หัวเราะ)

หัวใจที่ไม่ว่าง

(เจอกับ โก้-วศิน อัศวนฤนาท ได้อย่างไร?) เจอกันเพราะว่าทำงานที่ทรูมิวสิคด้วยกันค่ะ คบกันมา 3 ปีครึ่งแล้วค่ะ ก็มีดีบ้าง ไม่ดีบ้างเป็นเรื่องปกติ(หัวเราะ) เพราะว่าช่วงนี้ทำงานเยอะทั้งคู่ เขาก็ถ่ายละคร 2 เรื่อง เราก็มีงานของเรา แต่โชคดีว่าเราทำงานแบบเดียวกัน ก็เลยเข้าใจกันค่ะ (ได้ใบผ่านจากครอบครัวหรือยัง?) ได้ไปเจอกันแล้วค่ะ ทั้ง 2 ฝ่าย (มีแพลนอนาคตไหม?) ดูกันไปเรื่อยๆค่ะ ยังเด็กอยู่ ไม่ได้คบกันแบบหวานแหววอะไร เป็นเพื่อนกันมากกว่า เพราะอายุเท่ากัน ก็ปรึกษากันในหลายๆ เรื่อง (ใครงอนใครมากกว่ากัน?) อรเองค่ะ (หัวเราะ) ก็มีบ้าง ถ้าบอกว่าไม่มีนี่ก็เฟคมากเลย แต่เขาไม่ง้อนะคะ (หัวเราะ)

เห็นสวยหวานแบบนี้ อย่าให้พระเอกในเรื่องอย่าง “ดรีม” ณฐณพ ชื่นหิรัญ ได้เม้าท์ถึงนะคะ ขอบอกว่าเรื่องยาว… ส่วนคดีจะพลิกในรูปแบบไหน “บันเทิงแนวหน้า” เตรียมข่าวไว้แบล็คเมล์เอ้ย!! นำเสนอในบทสัมภาษณ์ของหนุ่ม “ดรีม” เร็วๆ นี้ ค่ะ

 

Rookies : เปิดตัว !! พระเอกหุ่นลํ่า ‘คีม-รพินทร์’ ใน ‘ฮักเขาใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/230150

วันเสาร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นพระเอกน้องใหม่หน้าไทยหุ่นล่ำที่น่าจับตามอง สำหรับหนุ่ม “คีม-รพินทร์ โฉมโสภา”  ที่กำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ไทย “ฮักเขาใหญ่” ให้ได้ชมกันในต้นเดือนกันยายนนี้ กับบทบาทรองหัวหน้าอุทยาน ที่งานนี้หนุ่ม “คิม” ถึงกับตื่นเต้นสุดๆ กับบทบาทนักแสดงหนังเรื่องแรกในชีวิต และการเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว

แนะนำตัว

“คีม-รพินทร์ โฉมโสภา” ครับเป็นคนจังหวัดขอนแก่น เรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นครับ

มาเล่นหนัง “ฮักเขาใหญ่” ได้อย่างไร?

คือมีพี่ที่รู้จักเขาส่งรูปผมไปให้ผู้กำกับครับ จากนั้นพี่ผู้กำกับก็เรียกผมไปคุย พี่เขาก็ให้ผมถอดเสื้อ พอเห็นกล้ามก็บอก โอเคได้ (หัวเราะ) คือด้วยความที่ต้องถ่ายในป่า เลยต้องหาพระเอกหุ่นล่ำๆ มั้งครับ พี่เขาเลยเลือกผม ถือเป็นโอกาสที่ดีของชีวิตที่ได้มาทำงานในด้านนี้ครับ”

บทบาทและคาแร็กเตอร์ที่ได้รับ?

ผมรับบท “กล้า” ที่เป็นรองหัวหน้าอุทยาน รักและหวงแหนธรรมชาติมากๆ มีภรรยาแต่ภรรยาประสบอุบัติเหตุตกนั่งร้านขณะเก็บข้อมูลนกเงือก ทำให้เราต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิต  ผมต้องศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องของป่าเขาแบบละเอียด เพราะเรารับบทเป็นรองหัวหน้าอุทยานต้องรู้จริง สำหรับหนังเรื่องนี้ถ่ายในป่าถามว่ามีอุปสรรคเยอะไหมก็เยอะเหมือนกัน แต่เราสนุกกับมันเลยผ่านไปได้ครับ

เป็นน้องใหม่ทางการแสดงเข้าฉากครั้งแรกรู้สึกอย่างไร?

ผมตื่นเต้นมาก เข้าฉากครั้งแรกกับนางเอก ก็เกร็งๆ ยอมรับว่าเทคบ่อยมาก ด้วยความที่เราใหม่ทั้งคู่ แต่พี่ๆทีมงาน พี่ผู้กำกับให้เวลาเราได้เรียนรู้ เขาเข้าใจว่าเรายังใหม่ จริง ๆ แล้วก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกดดัน แต่คนรอบข้างน่ารัก ไม่ทำให้เรารู้สึกเครียดเท่าไหร่ คอยสอนจนเราผ่านมาได้

เข้าฉากกับนางเอกล่ะ?

น้องแพรว (นางเอก) ชอบแกล้ง  มีซีนหนึ่ง เป็นซีนที่ผมไม่สบาย นอนอยู่บนเตียง น้องเขาก็ป้อนข้าวต้ม แต่เขาแกล้งเอาน้ำส้มใส่เยอะมาก กินคำแรกก็เกือบหลุด ไม่อยากให้เทคเพราะเรา ผมก็ทนกลืน พอป้อนคำที่สอง ก็ยังทน พอป้อนคำที่สาม ผมหลุดเลย ไม่ไหวจริงๆ ครับ น้ำส้มสายชูแบบเข้มข้นมาก  ผู้กำกับฯสั่งคัต แบบเคืองๆ ด้วยแกก็บ่นนิดหน่อย แต่ด้วยความที่น้องแพรวเป็นเด็กแล้วชอบแกล้ง ทุกคนก็เลยให้อภัย

ซีนไหนที่ประทับใจที่สุด?

เป็นซีนที่ต้องเจ็บตัว เจ็บจริง คือตอนนางเอกตกจากต้นไม้ ตอนที่น้องปีนขึ้นไป แล้วตกมาทับใส่ผม เจ็บหัวไหล่เลย คือเรารู้ว่าน้องเขาต้องหล่นมาทับเรา แต่ด้วยความที่เห็นว่าน้องเขาตัวเล็กเลยไม่ได้คิดอะไรรับไหว แต่พอตกลงมาทับจริงๆ นี่คือจุกเลยครับ ตัวน้องหนักมาก สงสัยกระดูกใหญ่ เลยจำซีนนี้ได้แม่นยำมาก ประทับใจจริงๆ ครับ

คาดหวังกับวงการบันเทิงแค่ไหน?

ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะไปจุดสูงสุด หรือโด่งดังอะไร ขอแค่มีงานทำ แล้วเราก็ทำให้ดีที่สุด ผมก็พยายามให้ทุกงานที่ได้รับอย่างเต็มที่ ตอนนี้ผมก็ได้ลงเรียนการแสดงเพิ่ม เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่อยากให้ทีมงานมาเสียเวลากับเรา ดูว่างานไหนที่เหมาะกับผมผมก็ทำครับ  ผมก็ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพราะผมคิดว่าวงการนี้ คนเก่ง คนสวย คนหล่อเยอะมาก ต้องมีการแข่งขันกันสูง ดาราหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน  เราก็แค่พัฒนาฝีมือให้ดียิ่งๆขึ้นไป ไม่ได้เอาไปแข่งกับใคร แต่แข่งกับตัวเองพอครับ

มีไอดอลในวงการบันเทิงไหม?

มีนักแสดงที่ชอบมาก  คือพี่ณเดชน์ ครับเพราะเขาดูเป็นกันเอง สบายๆ เป็นคนเก่ง มีความสามารถหลากหลาย แล้วอีกอย่างก็เป็นคนจังหวัดขอนแก่นเหมือนกัน เคยเจอครับ แต่ไม่เคยร่วมงานกัน

อยากพูดอะไรเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องแรกนี้ “ฮักเขาใหญ่”

สำหรับหนัง ฮักเขาใหญ่ ก็เป็นผลงานหนังเรื่องแรกของผมสิ่งที่ได้รับนอกจากเงินแล้วก็ยังได้ประสบการณ์ที่ดีมากๆ ที่เงินไม่สามารถซึ้อได้เลย เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มาง่ายๆ แม้ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร ผมยอมรับได้ เพราะผมทำเต็มที่แล้ว ถ้ามีโอกาส รับรองว่าจะได้เห็นการพัฒนากว่านี้ครับ ผมดีใจที่ได้รู้จักการถ่ายทำหนังจริงๆ ได้รู้จักพี่ๆ ทีมงาน  เห็นเขาทำงานแล้วชื่นชมครับ กว่าจะออกมาได้แต่ละซีน ไม่ใช่เรื่องง่าย อุปสรรคการเดินทาง การกิน การอยู่ ก็ทำให้เราเข้าใจและอดทนเป็น  อีกอย่างการที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศในเขาใหญ่เป็นเดือนๆ ผม ได้เห็นธรรมชาติที่เราไม่เคยเห็น เช่น นกเงือกที่หายาก และสวยงามมาก ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ  และก็มี “เม่น”  และ “กวาง” ที่เชื่องมากๆ เดินมาเข้าฉาก เดินมาเข้าห้องนอน แบบใกล้ชิดเราขนาดนี้ ก็เป็นอะไรที่ประทับใจมากๆ ครับ

ฝากผลงาน?

ยังไงผมก็อยากฝากผลงานภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ฮักเขาใหญ่” นี้ด้วยนะครับ  เป็นหนังที่จะทำให้คนดูได้ความประทับใจกับธรรมชาติเขาใหญ่บ้านเรา มีความภูมิใจ และช่วยกันรักษาผืนป่าที่เปรียบเสมือนปอด ให้คงความธรรมชาติตลอดไป มีสัตว์อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งอยากให้ลูกหลานได้เห็นของจริง  อย่าให้เห็นเป็นรูปปั้นหรือภาพถ่ายเลย แล้วเรื่องนี้ยังมีข้อคิดในเรื่องความรักของหนุ่ม-สาว ที่ในชีวิตจริงเกิดขึ้นแน่นอน ได้เห็นความยับยั้งชั่งใจ ความซื่อสัตย์ ที่เปรียบเสมือนความรักของคู่นกเงือก ที่ไม่มีวันจะทรยศคู่ตัวเองเด็ดขาด  ก็อยากฝากผลงานด้วยครับเข้าฉายพร้อมกันทั่วประเทศในต้นเดือนกันยายนนี้ครับ

ฝาก Instagram ผมด้วยนะครับ เข้าไปพูดคุย ติดตามกันได้ @ Rapin09 ขอบคุณครับ

Rookies : จำกันได้ไหม? ‘น้องลูกหมี’ ลักษมี ทรัพย์ปรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/225945

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จาก “ดาราเด็ก” ในวันวาน เติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยใส ห่างหายจากวงการบันเทิงที่เคยโลดแล่นสร้างรอยยิ้มให้ใครต่อใคร วันนี้ “น้องลูกหมี” ลักษมี ทรัพย์ปรุง ทำอะไรอยู่ที่ไหน และมีเป้าหมายชีวิตอย่างไร “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” นัดสัมภาณ์เอ็กซ์คลูซีฟมาอัพเดทให้ทราบกันค่ะ

“ชีวิตลูกหมีในวัย 25 ปี แฮปปี้ดีค่ะ สุขภาพแข็งแรงเรียนจบได้ประมาณ 2 ปีแล้วค่ะ ทำงานประจำมาปีกว่าๆ เหมือนเป็นช่วงที่กำลังหาตัวเองอยู่มั้งคะ ก่อนหน้านี้เคยคิดที่จะทำหลายอย่าง คิดจะทำรายการเอง แต่ด้วยความที่เราห่างจากวงการทีวี.มานานตัวหมีเองก็ไม่ค่อยได้ดูทีวี.ด้วย จะดูเป็นซีรี่ส์ฝรั่ง ซีรี่ส์เกาหลี อาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนหมีทำงานเลิกดึก ก็เลยไม่มีเวลามานั่งดูทีวี. และด้วยความที่มีโซเชียลก็เลยเล่นแต่เนต อัพเดทชีวิตตัวเองตลอด แต่ว่าก็มีอารมณ์น่ากลัวนะคะ คือหมีชอบเล่นเฟซบุ๊คมาก ชอบโพสต์ว่าตัวเองไปไหนทำอะไร แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีคือมีคนตามมาเจอเราถึงที่ที่เราโพสต์ ตอนนั้นตกใจมากและคิดว่าเป็นภัยใกล้ตัว ที่อยากเตือนหลายๆ คนด้วยค่ะ”

โปรเจกท์ที่กำลังลงมือทำ

กำลังจะเปิดบริษัททัวร์ร่วมกับพี่ที่รู้จักค่ะ เพราะว่าหมีเป็นคนชอบเที่ยวด้วย เลยพูดคุยกันและกำลังอยู่ในช่วงเตรียมงาน ศึกษาระบบ อยากจะไปแถบยุโรป เพราะว่าพี่ที่รู้จักเขามีประสบการณ์อยู่แล้ว เราเลยจะเริ่มต้นจากนิวซีแลนด์ พอเพื่อนๆ รู้ว่าหมีจะทำทัวร์ เขาก็ช่วยออกไอเดีย อยากให้มีแบบทัวร์คอนเสิร์ตด้วย สักประมาณสิ้นปีนี้น่าจะลงตัวค่ะ แล้วช่วงนี้ก็เริ่มมีงานอ่านสปอตเข้ามา เคยไปฝากเสียงไว้ที่ซีเนซาวด์ และตอนนี้มีงานพากย์เสียงที่ “อาตุ๊กตา-จิตรลดา” มีโครงการจิตอาสาพากย์เสียงอ่านหนังสือให้กับคนตาบอดได้ฟัง ซึ่งตอนนี้หนูก็ไปร่วมด้วย (ชอบอาชีพเกี่ยวกับการใช้เสียง?) ความจริงหนูอยากเป็นดีเจค่ะ เพราะว่าเป็นคนชอบพูด หลายคนก็จะบอกว่าหมีพูดชัด เป็นคนชอบฟังเพลงฟังวิทยุบ่อย เพราะว่าเราขับรถตลอด พอโตมาหมีรู้ตัวว่าตัวเองชอบดนตรีมากกว่าแสดง ชอบฟังเพลงชอบคอนเสิร์ต จริงๆ ก็คือฝันอยากเป็นดีเจ เป็นพิธีกร เพราะว่าเป็นคนชอบพูด หมีชอบแบบ “พี่ดีเจนุ้ย” รูปแบบการจัดแบบเขา สนุกและน่ารักดี พี่นุ้ยเขาเป็นคนมั่นใจ มีเอกลักษณ์ส่วนตัวที่ขำและตลก แล้วก็มี“ดีเจจีโน่ ชูทส์” เพื่อนหนูเองค่ะ ช่วงนี้โน่ชอบ Live พูดแล้วน่าฟังให้แง่คิดและมุมมองชีวิตที่ดีค่ะ

โอกาสที่จะหวนกลับวงการบันเทิง

มีพี่ๆ ติดต่อมาบ้าง แต่บางทีถ้าหนูอ้วน หนูก็จะไม่ไป(หัวเราะ) ถามว่าอยากกลับไหม บางอารมณ์ก็มีอยากกลับนะคะ นึกถึงรายได้ ไม่ได้นึกถึงชื่อเสียงนะ (หัวเราะ) คือรายได้ดีและงานไม่ได้เหนื่อยมาก หนูเคยพยายามที่จะกลับหลายรอบแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จผล เลยคิดว่าอาจจะไม่ใช่ทางของเราแล้วมั้ง เราอาจจะไม่ได้มีดวงทางนี้แล้ว อาจจะไปรุ่งทางอื่นทางการทำงานทำธุรกิจหรือเปล่า การจะกลับเข้าวงการบันเทิงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เราคนเดียวด้วย คือมีหลายปัจจัย ไหนจะผู้จ้าง ความพร้อม ตอนแรกแอบคิดว่าเป็นเพราะเราเคยผ่าตัดหรือเปล่า เรายังป่วยอยู่ไหม จะทำงานไหวหรือเปล่าแต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะคะ ถ้าคนที่รู้จักหมีหรือว่าเห็นในเฟซบุ๊คก็จะเห็นว่าหมีทำอะไรบ้ามาก มันเหมือนเป็นปมของเราด้วยมั้งคะ ที่คนจะมองว่าเราอ่อนแอ ก็เลยทำอะไรบ้าๆ บอๆ บางทีนิสัยเหมือนผู้ชายอยากให้ทุกคนเห็นว่าเราแข็งแรง

พักงานแสดงไปนานแค่ไหน

เล่นละครเรื่องสุดท้ายตอนอายุ 14-15 เล่นเป็นวัยรุ่นแล้วค่ะ เป็นเพื่อนกับ “พี่แต้ว-ณฐพร” และ “มิ้นท์-ชาลิดา” ในเรื่อง “น่ารัก” หลังจากนั้นก็จะมีรับเล่นบ้างเล็กๆ น้อยๆ และออกรายการบ้างประปราย ซึ่งตอนที่เล่นเรื่องนี้หมีรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อม เพราะว่าห่างจากการผ่าตัดมาประมาณ 3-4 ปีเอง รู้สึกแย่มากวันแรกไม่อยากเล่นเลย เทคหลายรอบมาก โทร.ไปถามแม่เลยว่าไม่เล่นแล้วได้ไหม อยากกลับบ้าน คือในเรื่องจะมีเรื่องเกี่ยวกับกีฬาเยอะ บางอย่างหนูก็เล่นไม่ได้ ด้วยร่างกายก็สู้คนอื่นไม่ได้เลยพูดกับแม่ว่าขอหยุด อยากให้ตัวเองเข้มแข็งและร่างกายดีกว่านี้ไม่อยากเป็นตัวถ่วงของคนอื่น ตอนหนูเด็ก เล่นอะไรไปมันก็น่ารักเนอะ จะเล่นผิดพูดอะไรมันก็น่ารัก แต่ว่าพอเราโต ก็ต้องมีบทบาทมากขึ้น หลังจากนั้นเลยเริ่มเฟสตัวเองออกมาพอได้พักร่างกาย เราพร้อมแต่ว่าใจก็ไม่มา คือเราก็เรียนด้วย ดาราใหม่ๆ ก็เยอะบางคนหนูไม่รู้จักเลย

วันวานของน้องลูกหมีดาราเด็กที่อยู่ในใจของหลายๆ คน

เกิดมาหนูก็เล่นละครเลยค่ะ คือคุณแม่เลี้ยงลูกคนเดียว เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เลี้ยงดูลูกสาว 3 คน ตอนแรกแม่พาพี่สาวคนโตไปสมัครเป็นนักแสดงเด็กที่กันตนา ซึ่งเขากำลังจะเปิดละคร หลังจากนั้นพี่ก็เล่นละครมาเรื่อยๆ และพี่สาวคนกลางก็ได้ไปเล่นละครเรื่อง “มนต์รักอสูร” ของ“อาเปี๊ยก-พิศาล” เวลาพาพี่สาวไปถ่ายละครคุณแม่ก็จะกระเตงลูกไปหมดเลย ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็ก หนูก็มีรับจ๊อบบ้าง อย่างที่บอกว่าเข้าวงการตั้งแต่เกิด ก็คือได้เล่นเป็นนางเอกตอนเด็ก ตั้งแต่แบเบาะเลย ในเรื่อง “บัลลังก์เมฆ” ซึ่งแม่ก็เป็นคนอุ้มเรา ในฉากคือเป็นแม่นม พอพี่มาเล่นของอาเปี๊ยก อาก็เห็นเพราะว่าหนูจะชอบไปเจ๊าะแจ๊ะอา ระหว่างนั้นอาก็กำลังจะเปิดละครเรื่อง “ครึ่งของหัวใจ” และเขาก็หาดาราเด็ก อาเปี๊ยกเลยเรียกหนูไปแคส สุดท้ายก็ได้เล่น ถือเป็นละครเรื่องแรกเต็มตัวในวัยสามขวบครึ่ง อาเปี๊ยกเป็นคนพาเข้าวงการผลักดันแนะนำให้ได้รู้จักกับพี่ๆนักข่าวทุกคน พอหลังจากนั้นก็ได้เล่นเรื่อง “รักเดียวของเจนจิรา” ของ “ป้าไก่-วรายุฑ” เป็นเรื่องที่ทำให้มีชื่อเสียง และระหว่างที่เล่นเรื่องนี้ก็มีหนังเข้ามาคือเรื่อง “ศยามล” ซึ่งออกพร้อมกันพอดี ก็เลยทำให้เด็กคนนี้มีชื่อเสียง หมีเป็นลูกครึ่งอินเดียค่ะ แต่ว่าไม่ได้อยู่กับพ่อตั้งแต่เด็กแล้ว จะมีไปเจอไปทานข้าวกันบ้างนานๆ ที

เรียนรู้การแสดง

แม่จะเป็นคนท่องบทให้ แล้วหนูก็ท่องตามและจำ ไม่ได้รู้สึกอิดออดหรือว่าไม่ชอบไม่อยากเล่น อยู่ๆ ก็ชอบเล่นชอบแสดง แต่ว่าเวลาอยู่ที่โรงเรียนแล้วมีกิจกรรมหรือว่าการแสดงหน้าชั้น หมีจะอายมากไม่กล้าเล่นต่อหน้าเพื่อนๆ รู้สึกเขิน หรือว่าเวลาที่ไปออกรายการทีวี.หมีก็จะไม่บอกเพื่อนก่อนนะ จะให้เขาเห็นเอาเอง จะไม่บอกล่วงหน้าเป็นตั้งแต่เด็กจนโตเลยค่ะ แต่ว่าถ้าอยู่หน้ากล้องจะเป็นอีกคนหนึ่ง

เพื่อนร่วมรุ่นนักแสดงในวัยเด็ก

ที่สนิทเลยคือ จีโน่, พี่หม่อมเอ็ม, พี่สำลี, อเล็กซ์เรนเดล, มาตา ที่ติดต่อพูดคุยกันบ่อยก็คงจะเป็นจีโน่ค่ะเขาก็ไลน์มาคุยกับหนูตลอด เวลามาไทยก็จะไปเที่ยวไปเจอกันตอนนั้นงานก็มีเข้ามาทุกวันน้อยมากที่จะได้ไปโรงเรียนผลงานที่สร้างชื่อให้ก็มีหลายเรื่องอย่าง “บุญชู” ทางช่อง 5“เจ้ามอม” ของกันตนา และตอนที่เล่นละครของ “แม่หนูสรวงสุดา” แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้ต้องขอโทษด้วยค่ะ หนูต้องหยุดถ่ายกลางคัน บางซีนเขาก็มาช่วยถ่ายเก็บที่โรงพยาบาลและตอนนั้นเล่นเรื่อง “กองร้อย 501” กับทางช่อง 7 ต้องเข้าป่าบ่อย เลยทำให้สนิทกับ “พี่ฟิวส์-กิตติศักดิ์” ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อทักทายกันอยู่ แต่หมีจำเป็นต้องถอนตัว เพราะมาตรวจพบว่าป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ตอนที่ไปกองถ่าย พี่เขาก็ถามว่าทำไมน้องหมีเดินเซ ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ตัวหรอกค่ะ

เด็กหญิงตัวเล็กต้องมาเผชิญกับความเจ็บป่วย

ตอนนั้นอายุประมาณ 9 ขวบค่ะ จริงๆ หนูตามหาอาการมาปีหนึ่งแล้ว คือมีอาการมาก่อนตั้งแต่ ป.4 จะอาเจียนโดยไม่รู้ตัว ก็นึกว่าเครียด แล้วก็จะมีปวดท้องเมื่อยขา เดินเซ แม่ก็จะหาสาเหตุเยอะมาก บางคนบอกว่ากล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรง แม่เลยส่งไปเรียนบัลเลต์ สุดท้ายแม่ก็พาไปหาหมอกระดูก หมอให้เดินให้ดู พอเขาเห็นก็บอกเลยว่าอาการนี้ไม่ได้มาจากกระดูก แต่มาจากสมอง
เหมือนสมองควบคุมร่างกายไม่ได้ หลังจากนั้นก็รอหมอสมองหนูยังไม่รู้นะคะว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร แต่ว่าเห็นญาติมาเต็มเลย สุดท้ายแม่ก็บอกว่าเป็นเนื้องอก และต้องรอผ่าตัด หนูไม่รู้ว่ามันร้ายแรงแค่ไหน ผ่าตัดเจ็บมากไหมก็ไม่ได้สนใจ แต่ทุกคนรวมทั้งแม่ร้องไห้กัน ก็จะเป็นห่วงแม่มากที่สุด เพราะว่าเขาร้องไห้หนักมาก หลังการผ่าตัดแล้วผลออกมาด้วยดี เพราะว่าเนื้องอกที่หนูเป็นมันไม่ได้เป็นมะเร็ง หรือว่าเนื้อร้าย แต่ว่าจะผ่าตัดสองรอบนะคะ คือผ่าตรงท้ายทอยรอบหนึ่ง เอาเนื้องอกออก แล้วพอเอาออกไปตรงนั้นมันก็จะมีที่วาง เลือดเลยมาคลั่งมันก็เลยต้องเจาะกะโหลกเพื่อเอาเลือดออกไป หลังจากนั้นก็ตรวจเช็คมาตลอด ไม่มีแล้วค่ะ ส่วนของค่ารักษาพยาบาลได้รับความเมตตาจาก“คุณประวิทย์ มาลีนนท์” ช่อง 3 ที่ออกให้ทั้งหมดค่ะ และมีประกันชีวิตด้วย ถ้าไม่มีช่อง 3 หมีและครอบครัวคงลำบากค่ะ

ความผูกพันของ 2 แม่ลูก

ตอนนี้หมีมาออยู่คอนโด แต่ว่าแม่ก็มาอยู่ด้วย เพราะว่าแม่หวง (หัวเราะ) คือหนูดื๊อดื้อค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นลูกคนสุดท้อง แล้วแม่ก็จะอยู่กับเราตลอด พี่ๆ เขาก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว เหลือแต่หนูที่ยังไม่มีแฟนแม่ก็ไม่ได้มีแฟนใหม่ เขาก็อยู่กับหนูนี่แหละ บางทีก็ไปๆ มาๆกลับไปอยู่บ้านบ้างไปดูแลหลาน (แม่ไม่ยอมให้มีแฟน?) จริงๆ แม่ไม่ได้ปิดกั้นค่ะ แต่ก็หวงกลัวเราจะเลือกคนผิด ห่วงเพราะว่าที่บ้านก็มีแต่สาวๆ อีกอย่างคือหมีชอบเที่ยวด้วย ถ้ามีแม่มาอยู่ด้วยอย่างน้อยเราก็จะรู้สึกเกรงใจ เมื่อก่อนตอนเรียนไปต่างจังหวัดกับเพื่อนนี่หนูไปไม่ได้เลย

เรื่องของหัวใจ

ตอนนี้ยังโสดค่ะ กับแฟนคนล่าสุดเลิกไปปีหนึ่งแล้วคบกันประมาณ 6 เดือน เมื่อก่อนหมีจะวางสเปกแฟนไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ชายตี๋สูง แต่ว่าตอนนี้ชอบคนที่คุยกับเรารู้เรื่องและดูแลเราได้ ถามว่ามีเข้ามาไหม ก็มีนะคะ แต่ว่าหนูเป็นคนชอบคนที่เราต้องรู้สึกเองว่าใช่ ไม่ใช่ว่าเราเลือกนะคะ(ส่วนใหญ่คนที่เข้ามา มองเราเป็นดาราหรือเปล่า?)มีบางคนที่มองแบบนี้ค่ะ แต่ว่าก็คบกันได้ไม่นานนะ แล้วก็แบบที่เข้ามาคุยแล้วเริ่มเยอะถามนู่นถามนี่เกี่ยวกับวงการ คือเขาก็ติดตามผลงานหนูตั้งแต่เด็กนั่นแหละ และตอนโตเขาก็ยังมานั่งถามอยู่อีก ก็เลยรู้สึกว่าอยากรู้จักที่เป็นเรา หรือว่าแบบในอดีต ซึ่งหมีเป็นคนตรงด้วย ถ้าไม่ชอบอะไรก็จะพูดเลย อาจจะเพราะเรื่องมากมั้ง สเปกเลยไม่ค่อยมีแล้วค่ะ(หัวเราะ) หนูไม่ค่อยง้อคนค่ะ แต่ถ้ารักก็อาจจะง้อก็ได้

ดาราเด็กกับความพลาดพลั้งหลังออกจากวงการ

สำหรับตัวหนูเองจริงๆ ไม่ใช่คนที่โอ้โห!ดีมาก คือหนูก็เที่ยว และหนูไม่ได้ปิด ไม่ได้สร้างภาพลงในเฟซบุ๊คก็ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาสร้างหรือเปล่านะ แต่หนูเต็มที่เลย จะมีคนมาเม้นต์เหมือนกัน เฮ้ย!หมีเด็กเที่ยวนี่หว่า คือมีคนไปเขียนคอมเม้นต์ในเฟชของจีโน่ ว่าเนี่ยมีน้องดาราคนหนึ่งที่เป็นเด็กดังมาก่อน ชอบเที่ยวกินเหล้าเก่ง แต่ว่าเขาทำงานเก่งหนูรู้เลยว่าเขาหมายถึงหมี เพราะว่าเขาเป็นเพื่อนหมีในเฟซ ก็เลยไปเม้นต์ว่า “ด่าหนูใช่ไหมคะ” (หัวเราะ) หมีก็มองว่าโอเคเราไม่ได้อยู่ในวงการแล้ว เราใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นปกติ แต่หนูอาจจะเที่ยวเยอะกว่าชาวบ้านเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าจะมองอีกแง่ คือเราไม่ได้ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน หรือว่าลำบากใจ และหนูก็ไม่ได้เหลวไหลที่จะแย่ขนาดนั้น สำหรับเด็กบางคนที่เคยเข้าวงการแล้วทำตัวเสียหายหมีว่าจริงๆ ดาราที่ไม่ใช่ดาราเด็กก็มีนะคะ อันนี้หมีคิดว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล เขาอาจจะอยู่ในสังคมของเขา หรือว่าด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง คือไม่ได้เกี่ยวกับการแสดง บางทีอาจจะเป็นความสุขและความชอบส่วนตัว ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และถ้าเขารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดี แล้วกลับตัวกลับใจทัน เราก็ควรจะให้โอกาสเขา อย่างของจีโน่ตอนนี้ก็มีคนติดตามเขาเยอะเขาก็มาเปิดเพจทำอาหาร เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขานะ เขาเขียนเรียงความลงในเฟซซึ่งเป็นแง่คิดที่ดีมาก หนูอ่านแล้วยังรู้สึกกลัวกับสิ่งที่เขากำลังทำเลย คือเขากำลังบำบัด เขาจะบอกด้วยว่าคนที่ไปบำบัดมันไม่ใช่แค่เรื่องยาเสพติด แต่ว่าอาจจะเป็นโรคที่กลัวอ้วน ล้วงคอตลอดเวลากินอาหารเสร็จ ซึ่งเมื่อก่อนหนูก็เป็น คือช่วงที่กลับไปเล่นละครใหม่ๆ พอกินอะไรเข้าไปก็จะล้วงคออ้วก เพราะว่ากลัวอ้วน แต่พอโตขึ้นแล้วมีเพื่อนเยอะก็ไม่ใส่ใจแล้ว อย่าด่าพวกเราเลยค่ะ ทุกคนก็ต้องมีทั้งดีและไม่ดีในโลก มันก็แล้วแต่คน ถ้าเขาไม่ทำร้ายใครถือว่าดีที่สุดแล้ว การที่คนเราตกไปอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดแล้วถ้าเกิดว่าเราช่วยกัน สภาพจิตใจเขาก็จะดีขึ้นใช่ไหมคะแต่ถ้ายิ่งมาโพสต์ซ้ำเติม เกิดว่าเขาคิดฆ่าตัวตายขึ้นมาจะว่ายังไง

ตัวตนที่ลูกหมีเป็น

เป็นคนบ้าๆ บอๆ ค่ะ (หัวเราะ) ไฮเปอร์พูดมากโลกส่วนตัวสูง ดูเหมือนจะเข้าหาง่าย พูดเก่ง แต่ว่าพอได้เข้ามาสัมผัสแล้วจริงๆ เข้ายาก เพราะว่าไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว และจะเป็นคนที่โผงผางถ้าไม่ชอบก็จะแสดงออกเลยถ้าเป็นแฟนกันเข้าถึงเรื่องส่วนตัวกันได้ แต่ถ้าจะมาถามซอกแซกเรื่องการเป็นดาราคนนั้นคนนี้ อยากให้คนที่จะคบหมีชอบที่เราเป็นแบบนี้ไม่ได้เป็นดารา คือหมีเคยมีประสบการณ์ตอนเด็กๆ ปั๊ปปี้เลิฟตอนมัธยมก็คบกับเพื่อนผู้ชาย แล้วพอจะเลิกกันเขาก็พูดมาว่า ได้ดารามาเป็นแฟนนะจะปล่อยไปง่ายๆ ได้ไง ขนาดเพื่อนที่คบกันก็ยังมีอารมณ์แบบ เฮ้ย…มีเพื่อนเป็นดาราเท่จัง หนูก็รู้สึกไม่ดี เพราะว่าเวลาที่คบใครหนูให้ใจและจะเปิดเผยตัวตนว่าฉันเป็นคนแบบนี้และที่ซีเรียสเรื่องความรักก็เพราะว่าตอนที่อยู่ ม.6 มีแฟนแล้วเขาเสียชีวิต พอเข้ามหา’ลัยก็ไม่มีแฟนเลยจนเรียนจบ เพิ่งมามีแฟนเมื่อไม่นานนี้เอง แล้วก็เลิกกันไป แต่ปัจจุบัน คือโสดค่ะ

และนี่คือตัวตน ณ วันนี้ของอดีตดาราเด็กในใจใครหลายคน “ลูกหมี-ลักษมี ทรัพย์ปรุง”

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘ปังปอนด์’อัครวุฒิ มังคลสุต แบดบอยด์วัยใส…หัวใจไม่ว่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/224613

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แซ่บซี๊ดซ๊าดกับบทบาท “สอง” ในละคร ลายหงส์ ที่กำลังออนแอร์ทางช่อง GMM 25 จนแฟนๆ พากันเสิร์ชหาข้อมูลกันยกใหญ่ อยากรู้จักว่า “ปังปอนด์” อัครวุฒิ มังคลสุต เป็นใครมาจากไหน!? “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” จึงต้องรีบลัดคิว จับตัวมาพูดคุยทำความรู้จักกัน

วัยใสวัยซน

“ตอนเด็กผมค่อนข้างเฮี้ยวครับ โดนเรียกพบผู้ปกครองประจำ จนพ่อ-แม่ชิน ด้วยความที่ผมมีพี่น้อง 3 คน มีน้องชายกับน้องสาว
ผมคิดว่าผมน่าจะโดนเลี้ยงมาดีที่สุด แต่ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดที่สุดของเขาเหมือนกัน (ยิ้มเขินๆ) เพราะความที่ผมเป็นลูกคนแรก ผ่านการลองผิดลองถูก แล้วผมก็เฮี้ยวมาก อะไรที่พิเรนทร์นี่ผมมีหมดทั้งแกล้งเพื่อน ทั้งทำลายข้าวของ ผมเป็นเด็กทะเล้นครับ คือจะเล่นอะไรที่คนเขาไม่เล่นกัน เลยโดนเรียกพบผู้ปกครองบ่อยมากๆ (หัวเราะ)”

บทลงโทษ

“ผมโดนตีมาตั้งแต่เด็ก ไม่เรียนหนังสือ แอบไปเที่ยว แล้วผมเคยค้างงานจนเกือบจะไม่จบ ทางโรงเรียนแจ้งมา พ่อผมก็โมโหมาก
คือปกติโดนทั้งพ่อทั้งแม่ตีมาตลออยู่แล้ว แต่ครั้งนี้โดนหนักมาก พ่อตีจนไม้แขวนเสื้อแตก แล้วไม้เกือบทิ่มตาผม แต่เป็นจังหวะที่ผมกะพริบตาพอดี เลยโดนที่หนังตา เป็นแผลนิดหน่อย หลังจากนั้นทั้งพ่อทั้งแม่ก็มาคุยกับผม บอกว่าต่อไปนี้จะไม่ตีแล้ว เพราะตีไปก็เจ็บตัวทั้งคู่ เขาก็เสียใจที่เขาตีผม หลังจากนั้นทั้งผม น้องสาว น้องชาย ไม่เคยโดนตีอีกเลยครับ”

เปลี่ยนตัวเอง

“ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น ช่วงเรียนปี 2 ครับ พอเข้ามหา’ลัยผมเลือกเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สาขาการโรงแรม ที่ม.กรุงเทพ เพราะว่าเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี สามารถเอามาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แล้วชีวิตในมหา’ลัย ไม่มีใครมาดึง เหมือนตอนมัธยม ที่เฮี้ยวยังไง ยังมีครูคอยตาม มีพ่อกับแม่คอยดู แต่ตอนนี้ต้องดูแลตัวเองทุกอย่าง ยิ่งพอทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย พ่อ-แม่ก็เริ่มดีใจที่ผมมีผลงาน และโตขึ้นจากแต่ก่อน พอเริ่มมีงานแสดงจริงจังขึ้น ก็ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว แย่ไปครับ คนส่วนใหญ่จะมองว่าผมเป็นคนเรียบร้อย แต่ผมแค่แสบลึกเฉยๆ ครับ (หัวเราะ)”

เข้าวงการ

“เริ่มจากมีพี่ที่เอไทม์ เขาเห็นผมในเฟซบุ๊ค แล้วก็เรียกเข้ามาเก็บโปรไฟล์ครับ หลังจากนั้นก็ติดเป็นหนึ่งในทีมเกรียน possible และก็ได้เล่นซีรี่ส์ GPA (ไม่ได้เริ่มมาจากงานโฆษณา ถ่ายแบบ?) ไม่มีครับ ผมไม่ค่อยกล้าแสดงออกขนาดนั้น มีคนมาติดต่อให้ไปแคสบ้าง แต่ผมก็จะหลีกเลี่ยงการแคสตลอด ผมคิดว่าโอกาสมันน้อยที่เราจะได้งาน ก็เลยตัดโอกาสตัวเอง ไม่ไปเลยดีกว่า จริงๆคุณแม่เคยพาไปแคสงานตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ แต่เราไม่ทำเอง จนมามีโอกาสได้ทำตอนนี้ ก็รู้สึกดีครับ เพราะสามารถวางอนาคตให้กับเราได้ แต่ช่วงแรกก็ยังทำตัวเละเทะเหมือนเดิมอยู่ เหลวไหลพอสมควรครับ เพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัวช่วงถ่ายละครลายหงส์
ที่ทำให้ผมต้องตั้งใจให้มากขึ้น และก็ดีใจที่หลายคนบอกว่าเล่นดีขึ้น”

เสียงติติง

“เรื่องการแสดงไม่ค่อยโดนติครับ จะโดนเรื่องพูดเหน่อ คือจริงๆ ผมไม่ได้พูดเหน่อ แต่ว่าช่วงที่เข้ามหา’ลัย ผมไปเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ แล้วกลุ่มใหญ่ 10 กว่าคน เป็นคนประจวบฯ หัวหินหมดเลยครับ อยู่หอด้วยกันเจอหน้ากัน คุยกันทุกวัน กลายเป็นว่าผมพูดเหน่อไม่รู้ตัว”

งานอดิเรก

“แต่งรถ เล่นสเก็ตบอร์ดครับ ผมมีรุ่นพี่ที่เขาเปิดร้านทำรถแต่งรถ ทุกวันที่ผมว่างๆ ผมก็จะหาเวลาไปนั่งร้านเขา ไปศึกษาวิธีการทำของเขา บางทีก็ไปช่วยเขาทำบ้าง ผมอยากลองเอง ทำเอง ไม่ได้ไปจ้างเขาแต่งสำเร็จรูปมา เราทำเองจะผิดจะถูกยังไงเรารู้ แต่ถ้าเราไปให้เขาทำให้ เราไม่รู้เขาทำอะไรบ้าง… (มีรถคันแรกเมื่อไหร่?) ผมมีรถคันแรก และคันเดียวครับ ตอนอายุ 19 คุณพ่อซื้อให้ จริงๆ อ้อนพ่อให้ซื้อให้ตั้งแต่ ม.3 อยากได้มาก แต่เขาให้รอมีใบขับขี่ก่อน พอจบ ม.6 ถึงวันเกิดปุ๊บ ผมรีบไปสอบใบขับขี่เลย แต่พ่อก็ยังเงียบอยู่จนตอนหลังตั้งใจจะทำงานเก็บเงินซื้อรถเอง ปรากฏว่าพอมาทำงาน เขาเห็นเราต้องเดินทางบ่อยๆ ก็เลยออกรถให้ ซื้อรถมือ 2 ต่อจากคุณลุงมา เป็นรุ่นที่ผมอยากได้เลยครับ พอได้มาก็ยาวเลยครับ 2 ปี แต่งมาตลอด(หัวเราะ) ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่ได้แต่งรถ ผมจะมีกำลังใจทำงาน ผมไม่เหนื่อย ภูมิใจที่ได้ทำ”

เรื่องของหัวใจ

“ผมมีคนคุยอยู่ครับ คุยกันมาจะ 3 ปีแล้ว ตั้งแต่มัธยมปลาย ผมรู้สึกว่าคุยกับเขาแล้วเราสบายใจ ทุกครั้งที่เรามาทำงานเขาก็ให้กำลังใจเรา ผมก็เลยแบบ วันนี้ผมอยู่ตัวแล้ว กับการที่เขาไม่เรื่องมาก เราก็ไม่ต้องดิ้นรนไปสร้างเรื่องให้ตัวเอง ช่วงที่มารับงานแสดง ก็มีปัญหาบ้างครับ เพราะเขาไม่ได้มายืนอยู่ในจุดที่เราเจอ แต่ผมพยายามพูดให้เขาเข้าใจ ผมเป็นคนชอบพูดให้เคลียร์ด้วย ไม่อยากให้ปัญหาค้างคา จะพูดกับเขาไว้ก่อนแล้ว ว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้ลงรูปอะไรแบบนี้ ต้องเข้าใจเรานะ

ผมบอกเขาว่างานนี้คืออนาคตของผม ซึ่งจะให้ผมมาเลือกเขาก่อน คงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเขาก็เข้าใจและรับได้กับสิ่งที่เป็น เพราะเวลาที่ผมไม่ได้มีงาน ไปเรียนเราก็เจอกันตลอด เราเรียนมหา’ลัยที่เดียวกัน คณะเดียวกัน แต่คนละสาขาเท่านั้นเอง (พาไปเจอคุณพ่อคุณแม่รึยัง?) พาไปแล้วครับ และผมก็ไปเจอกับคุณพ่อคุณแม่เขาแล้วด้วย เราคุยกันอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ และด้วยภาพลักษณ์ภายนอกของผม (หัวเราะ) ผู้ใหญ่ทุกคนก็จะเอ็นดูผมครับ”

แม้จะมีความแบดบอยด์ ในมาดหนุ่มเรียบร้อย แต่พอได้ทำความรู้จักพูดคุย เสน่ห์ของหนุ่ม “ปังปอนด์” มีเยอะใช่ย่อย ไหนจะพูดตรง เปิดเผย ความน่ารักเลยลายล้อมให้น่าค้นหาดี๊ดี

ข้อมูลส่วนตัว

วันเกิด 10 ธันวาคม 2538

อายุ 21 ปี

การศึกษา ปี 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

สูง 177 ซม. น้ำหนัก 66 กก.

เมนูโปรด ข้าวหมูกรอบผัดกระเทียม ไข่ดาว

สีโปรด น้ำเงิน กับแดง

แหล่งท่องเที่ยวที่ชอบไป ทะเล(หัวหิน) เพราะมีเพื่อนอยู่ที่นั่นด้วย

การแต่งตัว ชอบใส่แบบขาดๆ ครับ กางเกงขาด เสื้อยืด

เครื่องประดับ ใส่ประจำคือมีนาฬิกา กับกำไล

ภาพวอลเปเปอร์ในมือถือ ใช้รูปตัวเองครับ เวลาไปวางปนกับคนอื่น ใช้หน้าตัวเองเปิดมาก็รู้เลยว่าของใคร

อินสตาแกรม Pangpondoo

Rookies : น้องใหม่ ‘Z2 (ซี-ทู) กับแนวเพลงฟังก์ร็อก เปิดตัวซิงเกิ้ลแรก ‘เลิฟไซเอนซ์ Love Sci.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/221174

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สวัสดีครับพวกเราวง Z2 จากค่าย Do A Dot

เบนซ์-วุฒิวัฒน์ ฐิติจรัสธนโชติ (ร้องนำ/กีตาร์) ครับ ผม บิว-ณภัทร ชุติธรรมิกุล (กีตาร์), โบ๊ท ครับ อำนาจ ปลั่งประมูล (เบส) และ อั๋น-วริศ เลิศจารุวงศ์ (กลอง)

บิว ณภัทร

จุดเริ่มต้นของทั้ง 4 หนุ่มแห่ง Z2

พวกเราเล่นดนตรีมานานแล้ว ตอนแรกมี อั๋น กับ เบนซ์ เล่นดนตรีมาประมาณมัธยมปลาย และก็ได้มาเจอ โบ๊ท ตอนเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน พวกเราก็ได้มารวมตัวกัน ส่วนที่ได้เข้ามาเป็นศิลปินในค่าย Do A Dot เพราะ อั๋นรู้จักกับพี่ๆข้างในด้วยครับ เพราะอั๋นถ่ายแบบด้วย

ดูจากชื่อวงและสไตล์การแต่งตัวจะออกไปทางบอยแบนด์

ไม่ครับพวกเราก็วงดนตรี มีร้องนำ เบส กีตาร์ กลอง เหมือนทั่วๆ ไป แต่เราจะต่างจากคนอื่นก็สไตล์การแต่งตัว มันเลยทำให้คนมองว่าเราเป็นบอยแบนด์รึเปล่า

เบนซ์ วุฒิวัฒน์

ชื่อวง Z2

Z2 ชื่อวงเราหมายถึง อยากให้ทุกคนมองเข้าไปข้างในไม่ใช่ภายนอก อย่างเช่นที่เราแต่งตัวแบบนี้ไม่อยากให้มองว่าเราจะเป็น
บอยแบนด์นะ เราคือวงดนตรีฟังก์ร็อก

กับเพลงแรกและเปิดตัวครั้งแรกของวง

ครับ กับเพลง “เลิฟ ไซเอนซ์ : Love Sci.” เพลงรักของผู้ชายใจอ่อนที่ไม่ว่าจะฟอร์มดีแค่ไหนก็ต้องหมดมาดทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอสาวที่ชอบ โดยเนื้อหาของเพลง “เลิฟ ไซ-เอนซ์ : Love Sci.” ได้เปรียบเปรยการตกหลุมรักของชายหนุ่มกับวิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แบบที่เคยเรียนมา แต่ไม่ว่าจะคิดวิเคราะห์ยังไง ก็ไม่สามารถหาหนทางสื่อใจถึงเธอได้สักที โดยถ่ายทอดผ่านจังหวะสนุกๆ ในแบบฟังก์ร็อกครับ

โบ๊ท อำนาจ

กระแสฟีดแบ๊กเป็นไงบ้าง

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่ากระแสเป็นไงบ้าง เพราะพวกเราพึ่งปล่อยได้ไม่นาน แต่ก็มีกลุ่มแฟนคลับที่คอยติดตามเรามาตั้งแต่ยังไม่สังกัดค่าย เพราะพวกเราก็เล่นดนตรีกลางคืนตามร้านด้วยครับ

สำหรับอั๋นแล้วเห็นจะมีผลงานมากกว่าสมาชิกในวง

ครับผมก็มีละครบ้างครับ มีงานเดินแบบเข้ามาและก็ร้องเพลงครับ จริงๆ แล้วงานชอบร้องเพลงมากกว่านะ ผมว่ามันคือตัวตนของผม ส่วนงานแสดงอื่นๆ เรียกว่าเป็นผลพลอยได้มากกว่า

อั๋น วริศ

พวกเราวง Z2 ก็ขอฝากผลงานและฝากวงด้วยนะครับ อยากให้ติดตามเพลงของพวกเรา ชอบไม่ชอบยังไง วิจารณ์ได้ครับ พร้อมน้อมรับและปรัปรุงแก้ไขเพื่อแฟนคลับทุกๆ คนครับ สำหรับ “เลิฟ ไซ-เอนซ์ : Love Sci.” เพลงรักจังหวะสนุกสนาน สามารถดาวน์โหลดได้แล้ว ทาง Digital Download โทร.*499260 และทาง iTune Store หรือฟังได้ที่แอพพลิเคชั่น Apple music, Line music, Joox และ KKbox ครับ

Rookies : ‘จีนี่ เร็คคอร์ดส’ดันวงหญิงล้วน‘เดอะ แบล็ค เนลส์’ ปล่อย‘ด้วยดี’ซิงเกิ้ลใหม่ในโปรเจกท์ Showroom3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/218959

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หลังประเดิมโปรเจกท์ Showroom 3 ด้วยเพลง หากคํ่าคืนของวง เดอะ ไดได ได้อย่างสวยหรู…ค่าย genie records (จีนี่ เร็คคอร์ดส) ก็เปิดตัว 3 สาวสวย ซินธ์-ภัทรภร แสงสำอางค์ (ร้องนำ,กีตาร์), เมย์-หนึ่งฤทัย อิสสอาด (คอรัส, เบส), มิว-มาลัยวีณ์ แสวงผล (กลอง) วง The Black Nails (เดอะ แบล็ค เนลส์) ศิลปินลำดับที่ 2 ในโปรเจกท์ Showroom 3ต่อทันที  ที่พร้อมโชว์ฝีมือร้องเองเล่นเองให้คนฟังพิสูจน์กับเพลง “ด้วยดี” เพลงป๊อปร็อกจังหวะช้าๆ พูดถึงเรื่องความรักที่บางครั้งอาจจะต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกดีกว่าต้องทนเสียใจต่อไป โดยได้ ป้อม-สุรชัย พรพิมานแมน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ บอดี้สแลม, บิ๊กแอส, ลาบานูน ฯลฯ มาแต่งเนื้อร้องและทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้ด้วย โดยทั้ง 3 สาว เปิดใจให้ฟังว่า

“เพลง “ด้วยดี” เป็นเพลงที่มีเรื่องราวของพวกเราทั้ง 3 คนอยู่ในเพลงนี้ค่ะ เพราะพี่ป้อมบอกให้พวกเราเล่าชีวิตให้พี่เค้าฟังแล้วพี่เค้าก็หยิบความเข้มแข็งของ ซินธ์ และความเป็นผู้หญิงบอบบางของ เมย์ ไปรวมกัน เลยไปถึงตอนร้องเวลาที่ซินธ์ ร้องจะดูเข้มแข็งทำใจได้ตัดเป็นตัด แต่ก็จะมีเสียงคอรัสของเมย์ เป็นเสียงตัวแทนความรู้สึกของผู้หญิงจริงๆ ที่แย้งกันค่ะ ตอนเข้าห้องอัดตื่นเต้นมากๆ ตอนร้องก็บิวท์อารมณ์ ปล่อยฟิลร้องไปเรื่อยๆ บิวท์ไปบิวท์มา ซินธ์ก็นํ้าตาซึมเหมือนกันค่ะ”

ยังได้เล่นมิวสิกวีดีโอเองด้วย

“พอรู้ว่าจะได้ เล่นเอง ร้องเอง ทำเอานอนไม่หลับเลยค่ะตื่นเต้น ถือเป็นการแอ๊กติ้งหน้ากล้องครั้งแรก เหมือนจะไม่ยากแต่ก็แอบยากบ้าง อย่างฉากที่พี่ผกก.ให้ มิว นอนฟุบกับโต๊ะแล้วคนแก้วกาแฟแต่ไม่มีอะไรในนั้นนะ มิวไม่รู้จะคนยังไง ผู้กำกับก็ปล่อยให้คนจนฟิลได้ถึงจะผ่าน เรื่องราวของเอ็มวี.คือ พวกเราจะอยู่กับสิ่งที่มันเคยมีแต่ไม่มีแล้ว เช่น แก้วกาแฟที่ไม่มีกาแฟ โหลปลาทองที่ไม่มีปลาอยู่แล้วแต่ก็ยังให้อาหารอยู่ หรือดอกไม้ที่เด็ดจนเกลี้ยง สุดท้ายพอเอาไปปักในกระถางดอกไม้ก็ขึ้นมาใหม่ ปลาทองก็กลับมา กาแฟก็เต็มแก้วมันก็คิดได้ค่ะว่าอาจจะมีรักใหม่หรือความรักกลับมาก็ได้

โปรเจกท์ Showroom

พวกเรารู้จักโปรเจกท์ Showroom อยู่แล้ว ดีใจมากๆ ที่ได้เป็น 1 ใน 6 วงของโปรเจกท์ Showroom 3 และภูมิใจด้วยที่ได้เห็นผลงานตัวเอง เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกในชีวิตของพวกเราเลย ขอฝากเพลง “ด้วยดี” กับแฟนเพลงทุกคนด้วยนะคะ พวกเราตั้งใจทำเต็มที่ ตอนนี้มีให้ฟังกันทุกช่องทางแล้ว ฝากติดตามพวกเราวง The Black Nails ด้วยค่ะ เป็นเจ้าของเพลง “ด้วยดี” ได้แล้วทาง *1235588, iTunes Store และ KK Box ขอบคุณมากค่ะ”

The Black Nails (เดอะ แบล็ค เนลส์)

The Black Nails วงร็อก สามชิ้น หญิงล้วน ประกอบด้วยซินธ์ (ร้องนำ, กีตาร์)/เมย์ (คอรัส,เบส)/มิว (กลอง) ที่เล่นได้จริงมีเสน่ห์ผสานความเท่ของวงร็อกไว้ด้วยกัน ประสบการณ์ทางดนตรีของพวกเธอไม่ได้น้อยตามอายุ หลากหลายเวทีที่ผ่านการันตีความสามารถของพวกเธอได้เป็นอย่างดี

The Black Nails โดยมีที่มาจากการที่สมาชิกในวงมักจะทาเล็บสีดำตามสไตล์วงร็อก และยังมีการแฝงความหมายสองแง่มุมคือ Nail=เล็บ สื่อถึงแฟชั่น ความสวยความงาม ความเป็นผู้หญิง และ Nail=ตะปู สื่อถึงความแข็งแรง ดิบของดนตรีร็อก

ซินธ์-ภัทรภร แสงสำอางค์ (ร้องนำ, กีตาร์)

การศึกษา : เรียนหลักสูตรมัธยมดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนจบระดับปริญญาตรี

เมย์-หนึ่งฤทัย อิสสอาด (Bass)

การศึกษา : กำลังศึกษาอยู่ คณะเศรษฐศาสตร์  สาขา เศรษฐศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ชั้นปีที่4

มิว-มาลัยวีณ์ แสวงผล (กลอง)

การศึกษา : มัธยมปลาย สายศิลป์-ฝรั่งเศส จากโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ

ปัจจุบันศึกษา สาขาธุรกิจดนตรี เอกกลองชุดแนวดนตรีสมัยนิยมปีสอง ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดลค่ะ