ไม่ต้องสอบ! กัมพูชาให้นักเรียน ม.6 สอบผ่านอัตโนมัติเพราะโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไม่ต้องสอบ! กัมพูชาให้นักเรียน ม.6 สอบผ่านอัตโนมัติเพราะโควิด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 18:45 น.ไม่ต้องสอบ! กัมพูชาให้นักเรียน ม.6 สอบผ่านอัตโนมัติเพราะโควิดกัมพูชาห่วง Covid-19 ระบาด สั่งนักเรียน ม.6 ทุกคนไม่ต้องสอบแต่ให้ผ่านอัตโนมัติ

ฮาง ชวน นะรน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬาของกัมพูชาเผยว่า นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน มีคำสั่งให้ทางกระทรวงอนุมัติให้นักเรียนเกรด 12 หรือ ม.6 ทุกคนที่กำลังจะเข้ารับการทดสอบแห่งชาติในวันที่ 11 ม.ค.ปีหน้า สอบผ่านโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องเข้าสอบ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ Covid-19 และไม่ให้นักเรียนต้องกังวลว่าจะติดเชื้อระหว่างเข้าทดสอบ

นอกจากนี้ ยังประกาศให้นักเรียนเกรด 9 หรือ ม.3 ที่เข้าสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมาสอบผ่านโดยอัตโนมัติทุกคนเช่นกัน

จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการฯ ปีนี้มีนักเรียนเกรด 12 ทั้งหมด 121,108 คนที่จะต้องเข้ารับการทดสอบ ส่วนเกรด 9 เข้ารับการทดสอบทั้งหมด 158,717 คน

การตัดสินใจงดการทดสอบแห่งชาติเกิดขึ้นหลังจากกัมพูชาพบการติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นสมาชิกครอบครัว 6 คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญและจังหวัดเสียมเรียบ

ปีหน้าสหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้นในทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ปีหน้าสหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้นในทะเลจีนใต้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 17:45 น.ปีหน้าสหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้นในทะเลจีนใต้สหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้น ย้ำจีนเป็นคู่แข่งเพียงประเทศเดียวที่เป็นความท้าทายของสหรัฐในระยะยาว

กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยรายงานยุทธศาสตร์ทางทะเลปี 2021 โดยระบุว่า จีนกำลังใช้แนวทางการขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ และพยายามสร้างความเป็นเจ้าโลกในภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative)

รายงานยังระบุว่ารัสเซียก็เป็นภัยกับสหรัฐเช่นกัน แต่ “จีนเป็นคู่แข่งเพียงประเทศเดียวที่มีศักยภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารในการสร้างความท้าทายให้สหรัฐในระยะยาว…ปฏิบัติการและท่าทีของกองทัพเรือจะเน้นที่การตอบโต้พฤติกรรมมุ่งร้ายของจีนทั่วโลก และสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาคในการป้องปรามในอินโดแปซิฟิก”

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า จีนส่งกองเรือ หน่วยยามฝั่ง และกองเรือสำรองทางทะเลเพื่อทำลายอธิปไตยของประเทศอื่นและอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย อีกทั้งจีนยังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์โดยมีเป้าหมายโจมตีสหรัฐและพันธมิตรในกวมและตะวันออกไกล

ด้วยเหตุนี้กระทรวงกลาโหมสหรัฐย้ำว่า กองทัพเรือสหรัฐจะปรากฏตัวในแปซิฟิกบ่อยขึ้น เพื่อตรวจจับและบันทึกภาพการกระทำที่ล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การขโมยทรัพยากรธรรมชาติ และละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นของคู่แข่ง

ไทยติดท็อป 10 ระบบรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยติดท็อป 10 ระบบรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 16:45 น.ไทยติดท็อป 10 ระบบรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดประเทศเอเชียไต่อันดับดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพระบบรักษาสุขภาพจากการรับมือโควิด-19

บลูมเบิร์กจัดอันดับดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพระบบรักษาสุขภาพ (Health-Efficiency Index) โดยประเมินจากอายุคาดเฉลี่ยและค่าใช้จ่ายในด้านการแพทย์ของแต่ละประเทศ โดยปีนี้มีการเพิ่มเกณฑ์ผลกระทบของโควิด-19 ต่ออัตราการเสียชีวิตและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพื่อจัดอันดับประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านสาธารณสุขมากที่สุด จากทั้งหมด 57 ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

ทั้งนี้เมื่อมีตัวแปรโควิด-19 ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียไต่อันดับขึ้นมาเนื่องจากสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคได้ดี โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตค่อนข้างต่ำ ขณะที่บราซิล รัสเซีย และสหรัฐต้องรั้งท้าย เพราะมีอายุขัยเฉลี่ยน้อยบวกกับอัตรการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูง และแนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอลง

โดยหลักเกณฑ์ในการจัดอันดับปี 2020 นี้ มีการเพิ่มเกณฑ์ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เชนเดียวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่ GDP หดตัว 6% ในปีนี้ ก็จะถูกหัก 6 คะแนน ขณะที่ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 100,000 คน จะถูกหัก 11.5 คะแนน

ปูนัม เคอตาร์ปาล ซิง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่าการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ได้ตอกย้ำว่าสุขภาพทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับสุขภาพของประชาชน และยังขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนด้วย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลให้ระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 8 ใน 10 ระบบของโลกอยู่ในเอเชียแปซิฟิก โดยสิงคโปร์และฮ่องกงติดอันดับต้นๆ ขณะที่ไต้หวัน นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รวมถึงไทย ก้าวแซงหลายประเทศเนื่องจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี

ด้านประเทศจีนซึ่งมีประชากรมากที่สุด ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 12 เมื่อมีการปรับหลักเกณฑ์ หลังจากที่ในการจัดอันดับครั้งที่ผ่านมาจีนอยู่ในอันดับที่ 25

สำหรับอันดับของฝรั่งเศส สเปน และเปรู ในปีนี้ร่วงลงมากที่สุดในบรรดา 57 ประเทศทั้งหมด

Photo by Patrick T. Fallon / AFP

ทำไมบลูมเบิร์กเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีอนาคตที่สุด? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทำไมบลูมเบิร์กเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีอนาคตที่สุด? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 15:38 น.ทำไมบลูมเบิร์กเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีอนาคตที่สุด?บลูมเบิร์กชี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตดีที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยกันในปี 2021

สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ 17 ประเทศในปี 2021 ซึ่งใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงิน 11 ข้อ โดยบลูมเบิร์กจัดให้อนาคตเศรษฐกิจของไทยอยู่ในอันดับ 1 ของตาราง

บลูมเบิร์กให้เหตุผลว่า ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองที่มั่นคงและมีศักยภาพสูงที่จะดึงดูดเงินทุนเข้าประเทศ และยังคาดการณ์ว่าปีหน้าจีดีพีของไทยจะเติบโต 3.9% ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีจะเกินดุล 3.1% และดุลงบประมาณต่อจีดีพีจะขาดดุล 4.9% ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 41%

ส่วนประเทศจีนอยู่อันดับสุดท้ายของตาราง แม้บลูมเบิร์กจะคาดการณ์ว่าปีหน้าจีดีพีของจีนจะขยายตัวถึง 8.1% ก็ตาม เนื่องจากต้องเผชิญกับความคาดหวังสูงอยู่แล้ว

จากการวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กยังพบอีกว่า บรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่มีความพร้อมที่จะฟื้นตัวจากความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชีย เป็นตัวช่วยรองรับแรงสั่นสะเทือนจากปัจจัยภายนอก

แต่ที่ต้องจับตามองคือ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่ต้องประเมินอย่างระมัดระวังเพื่อควบคุมความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพทางการเงิน

ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่บลูมเบิร์กใช้วิเคราะห์ว่าตลาดเกิดใหม่ใดจะรับมือกับความท้าทายและโอกาสเหล่านั้นได้ดีกว่าคู่แข่งสรุปได้ดังนี้

การฟื้นตัวจาก Covid-19

เกิดความกังวลว่าประเทศยากจนและประเทศด้อยพัฒนาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการกระจายวัคซีน และหลายประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 อยู่แล้ว โดยเฉพาะไทยที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กมองว่า เศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Covid-19 ในปีนี้ จะฟื้นตัวและเห็นการเติบโตอย่างมากในปี 2564 โดย 5 อันดับแรกของประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงมากล้วนมาจากเอเชียทั้งสิ้น ได้แก่ อินเดีย จีน และฟิลิปปินส์ 

การฟื้นตัวหลังล็อกดาวน์

โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า เมื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว ประเทสกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามาเลเซีย ชิลี และฟิลิปินส์ อนาคตสดใสที่สุด  

ช่องโหว่ของโครงสร้าง

โครงสร้างทางเศรษฐกิจแย่ลงในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มภาระทางการเงินให้รัฐบาล

หน่วยงานนิวเคลียร์สหรัฐถูกแฮกครั้งใหญ่ ด้านรัสเซียรีบปฏิเสธ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หน่วยงานนิวเคลียร์สหรัฐถูกแฮกครั้งใหญ่ ด้านรัสเซียรีบปฏิเสธ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.หน่วยงานนิวเคลียร์สหรัฐถูกแฮกครั้งใหญ่ ด้านรัสเซียรีบปฏิเสธหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐพบหลักฐานการแฮกสร้างความเสียหายจำนวนมาก ผู้เชี่ยวชาญชี้คล้ายวิธีของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานสหรัฐ (DOE) และสำนักงานความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ (NNSA) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลคลังอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ มีหลักฐานว่าแฮกเกอร์เข้าถึงระบบของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจารกรรมข้อมูลที่อุกอาจและส่งผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐบาลกลางจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังพบกิจกรรมที่น่าสงสัยในเครือข่ายของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ (FERC) โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าแฮกเกอร์สามารถสร้างความเสียหายจำนวนมาก และมีหลักฐานของกิจกรรมที่เป็นอันตรายดังกล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

กระทรวงพลังงานและสำนักงานความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ได้ประสานงานแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐสภา โดยหน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) กล่าวว่าแฮกเกอร์ก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรง” ต่อรัฐบาลกลางและท้องถิ่น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและภาคเอกชน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สืบสวนของรัฐบาลกลางได้รวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงหรือขโมยข้อมูลอะไรไปบ้าง

ด้านเชย์ลิน ไฮเนส โฆษกกระทรวงพลังงานกล่าวว่าจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่องพบว่าแฮกเกอร์ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ และมีการดำเนินการทันทีเพื่ออุดช่องโหว่และลดความเสี่ยงจากการแฮกรวมถึงตัดการเชื่อมต่อซอฟต์แวร์ที่ระบุว่าเสี่ยงต่อการโจมตีเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครือข่ายของรัฐบาลได้โดยการโจมตีบริษัทซอฟต์แวร์โซลาร์วินด์ส (SolarWinds Inc.) ซึ่งให้บริการด้านเครือข่ายระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกับลูกค้าทั้งหน่วยงานรัฐบาลและเอกชนหลายร้อยราย

โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐยังได้แสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยกล่าวว่า การบริหารของเขาจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และการจัดการกับแฮกเกอร์จะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตั้งแต่ที่เข้ารับตำแหน่ง

นอกจากนี้ไบเดนยังให้คำมั่นว่าจะกำหนดบทลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อการโจมตีที่เป็นอันตรายดังกล่าว

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเจาะจงถึงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพิเศษว่าเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กล่าวว่าการโจมตีลักษณะเช่นนี้เป็นจุดเด่นของรัสเซีย ขณะที่รัสเซียปฏิเสธการมีส่วนร่วมใดๆ เกี่ยวกับการแฮกครั้งนี้

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

จีนตะลึง! พบพระพุทธรูปไร้เศียรเก่าแก่ขนาดมหึมาซ่อนกลางชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนตะลึง! พบพระพุทธรูปไร้เศียรเก่าแก่ขนาดมหึมาซ่อนกลางชุมชน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 12:40 น.จีนตะลึง! พบพระพุทธรูปไร้เศียรเก่าแก่ขนาดมหึมาซ่อนกลางชุมชน พระพุทธรูปไร้เศียรขนาดใหญ่อยู่ท่ามกลางอาคารที่พักอาศัยในเมืองฉงชิ่ง คาดอายุหลายร้อยปี

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่ามีการค้นพบพระพุทธรูปไร้เศียรขนาดมหึมาซ่อนอยู่ในย่านที่พักอาศัย บนหน้าผาเขตหนานอัน เมืองฉงชิ่ง ทางตะวันเฉียงใต้ของจีน

พระพุทธรูปไร้เศียรองค์นี้มีความสูง 9 เมตร พระหัตถ์และพระบาทด้านซ้ายสึกกร่อนไปมาก แต่ยังคงมองเห็นลวดลายได้ชัดเจน ถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร้น้ำ กองใบไม้และขยะ และถูกบดบังด้วยอาคาร สิ่งปลูกสร้าง จึงไม่มีใครทราบมาก่อนว่ามีพระพุทธรูปอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งคนงานทำการเคลียร์พื้นที่เพื่อจะซ่อมกำแพงอาคาร จึงได้พบว่ามีพระพุทธรูปองค์นี้ซ่อนอยู่

นอกจากจะเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของชาวเน็ตจีนแล้วยังสร้างความตกตะลึงให้กับชาวบ้านที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยว่ามีพระพุทธรูปอยู่ตรงนั้น

เจ้าหน้าที่กองมรดกวัฒนธรรมประจำเขตยังไม่แน่ใจว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีผู้ให้ความเห็นว่าอาจสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง (ปี 1636-1912) หรือราชวงศ์ซ่ง (ปี 960-1297)

โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ในช่วงปี 1910-1940 บริเวณดังกล่าวเคยเป็นที่ตั้งของวัดเล่ยจู แต่ถูกรื้อทิ้งเมื่อปี 1987 เพื่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยในเวลาต่อมา

IMAGINECHINA VIA AP IMAGES

กษัตริย์สวีเดนตำหนิรัฐบาลคุมโควิดล้มเหลว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กษัตริย์สวีเดนตำหนิรัฐบาลคุมโควิดล้มเหลว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 11:05 น.กษัตริย์สวีเดนตำหนิรัฐบาลคุมโควิดล้มเหลวกษัตริย์สวีเดนตำหนิแนวทางรับมือโควิด-19 ของรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

บีบีซีรายงาน สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดนตรัสว่าสวีเดนล้มเหลวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเราล้มเหลว เรามีคนเสียชีวิตจำนวนมากและนั่นเป็นเรื่องที่แย่มาก ประชาชนชาวสวีเดนต้องทุกข์ทรมาน บางคนไม่สามารถบอกลาสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตได้ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดอย่างยิ่ง”

ด้านนายกรัฐมนตรีสเตฟัน เลอเวน น้อมรับว่า “การเสียชีวิตจำนวนมากไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้นอกจากความล้มเหลว” และเขามองว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนประเมินการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ต่ำไป

ตามรายงานอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่า มาตรการควบคุมโรคของสวีเดนล้มเหลวในการปกป้องผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ซึ่งรัฐบาลยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

รัฐบาลระบุว่า การเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากกว่า 90% เป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ในบ้านพักคนชรา

ทั้งนี้ สวีเดนไม่เคยมีมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศหรือการบังคับให้สวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งบาร์และร้านอาหารยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายเพียงแต่ออกคำแนะนำและเรียกร้องให้ประชาชนตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่พลเมืองเท่านั้น เช่น แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันมากกว่า 8 คน และหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถไฟหรือรถประจำทาง เป็นต้น

ส่งผลให้ขณะนี้สวีเดนมีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเกือบ 350,000 ราย และผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,800 ราย

Photo by Pierre-Philippe MARCOU / AFP

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทยไปยุโรปทำได้จริงอย่างที่นายกพูดหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทยไปยุโรปทำได้จริงอย่างที่นายกพูดหรือไม่ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทยไปยุโรปทำได้จริงอย่างที่นายกพูดหรือไม่เปิดเส้นทางรถไฟที่จะพาคนไทยไปยุโรปโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องบิน

จากคำพูดของนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่างเดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานีกลางบางซื่อเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ว่า กำลังพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่ออนุภูมิภาคและภูมิภาค ในระยะยาวอาจเชื่อมไปถึงยุโรปตะวันออก ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน

คำตอบคือเป็นไปได้ โดยใช้ทางรถไฟของโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ Belt and Road ของจีน ที่เริ่มต้นจากตอนกลางของประเทศจีนไปสุดท้ายที่ยุโรปตะวันออก

อีกเส้นทางคือเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย (Trans-Siberian) ที่เริ่มจากปักกิ่งแล้วเข้ารัสเซียจากนั้นเดินทางไกลจากภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซียไปถึงกรุงมอสโกและจากนั้นเดินทางต่อเข้าไปยังยุโรป

สำหรับเส้นทางแรก การเดินทางจะเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟความเร็วสูงไปยังหนองคาย แล้วข้ามพรมแดนเข้าลาวเพื่อขึ้นรถไฟไปยังกรุงเวียงจันทน์ จากนั้นมุ่งหน้าสู่คุนหมิงในมณฑลยูนนานของจีน ต่อไปยังกรุงปักกิ่งแล้วเดินทางเมืองซีอานในมณฑลส่านซีอันเป็นจุดสตาร์ทของ Belt and Road

จากซีอานมุ่งหน้าผ่านภูมิภาคตะวันตกที่เป็นท้องทุ่งและทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล แล้วออกจากพรมแดนจีนแล่นผ่านคาซักสถาน อาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย ไปยังอุโมงค์บอสพอรัสของตุรกีและอุโมงค์รถไฟใต้ทะเลมาร์มาไรย์ในเมืองอิสตันบูล ช่วงนี้ย่นระยะเวลาเดินทางจากเดิม 1 เดือนเหลือ 12 วัน

จากนั้นเดินทางต่อจากตุรกียิงยาวไปยังกรุงปรากของสาธารณรัฐเชกโดยผ่านบัลแกเรีย ฮังการี และสโลวาเกีย ใช้เวลา 6 วัน รวมระยะทางจากซีอานถึงกรุงปราก 11,483 กิโลเมตร

หรืออีกเส้นทางหนึ่งคือ ใช้เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เดินทางโดยรถไฟสู่จังหวัดหนองคาย เมื่อถึงสถานีหนองคายจึงเดินทางต่อไปยังประเทศลาวผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แล้วขึ้นรถโดยสารประจำทางต่อไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร

จากนั้นจึงเดินทางต่อโดยรถไฟจากฮานอยไปยังกรุงปักกิ่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 วัน รวมระยะทาง 2,966 กิโลเมตร

เมื่อขบวนรถไฟถึงกรุงปักกิ่งก็นั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียต่อไปยังกรุงมอสโกของรัสเซีย  โดยจะผ่านเมืองฉางชุนและฮาร์บิน ก่อนที่จะข้ามพรมแดนรัสเซียเข้าสู่เขตไซบีเรีย ลัดเลาะเลียบทะเลสาบไบคาล ข้ามแม่น้ำเยนีเซย์ ผ่านเขตเทือกเขาอูราล แล้วข้ามแม่น้ำโวลกา ก่อนที่จะสิ้นสุดการเดินทางที่กรุงมอสโคว์ในรัสเซียฝั่งทวีปยุโรป ใช้เวลาเดินทั้งหมด 6 วัน  

เมื่อถึงกรุงมอสโกก็สามารถเดินทางต่อไปที่ไหนก็ได้ในยุโรปโดยทางรถไฟ หากรวมระยะเวลาทั้งหมด จากกรุงเทพฯ ถึงมอสโกก็ประมาณ 10-11 วัน

ดังนั้นการเดินทางโดยรถไฟจากรุงเทพฯ จากยุโรปจึงเป็นไปได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลานานถึงเกือบ 12 วันเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องบินซึ่งใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมง 

การเดินทางที่ใช้เวลานานขนาดนี้อาจเป็นปัญหาสำหรับคนที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับนักเดินทางแบบเสพบรรยากาศที่ไม่รีบร้อน ซึ่งตามปกติแล้วมีนักเดินทางแบบนี้จำนวนไม่น้อยเลยที่เลือกเดินทางจากยุโรปมายังเอเชีย (หรือในทางกลับกันโดยใช้เส้นทางทรานส์ไซบีเรีย) 

แต่ปัญหาก็คือ ทางรถไฟความเร็วสูงในแต่ละประเทศจะสามารถเชื่อมต่อกันเป็นเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ตามที่จีนคาดหวังว่าจะเชื่อมเอเชีย ไปตะวันออกกลาง ไปยุโรปได้หรือไม่

แม้ว่าโครงการนี้จะไปได้ดีในหลายประเทศ อาทิ ในลาวที่การก่อสร้างก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยสามารถติดตั้งรางรถไฟสำเร็จแล้วราว 148 กิโลเมตร หรือ 1 ใน 3 ของทางรถไฟในลาว และเตรียมก่อสร้างและติดตั้งโครงสร้างขนาดใหญ่ รวมทั้งตัวสถานี คาดว่าจะแล้วเสร็จและให้บริการเต็มรูปแบบในเดือน ธ.ค. 2021

แต่กับบางประเทศการดำเนินการต้องหยุดงะชัก อาทิ ปากีสถาน ที่รัฐบาลจีนไม่ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับก่อสร้างทางรถไฟสายหลักที่ 1 ลงเหลือ 1% ตามที่รัฐบาลปากีสถานเรียกร้อง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองของปากีสถานที่ไม่มั่นคง ดังนั้นจากเดิมที่จะเริ่มก่อสร้างในเดือน ม.ค.ปีหน้า จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน

และเมื่อปี 2018 เส้นทางสายไหมก็สะดุดอีกครั้ง เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซียประกาศยกเลิกดีลเส้นทางรถไฟฝั่งตะวันออก (ECRL)

แต่หลังจากพยายามเจรจาต่อรองกันหลายครั้ง โครงการนี้ก็ได้กลับมาอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขว่าจีนต้องลดค่าใช้จ่ายให้มาเลเซียเหลือ 10,680 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 65,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

หรือแม้แต่การก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงในนครราชสีมาและหนองคายของไทยที่ตะกุกตะกักมาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเพราะดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินจีนคิดในอัตราสูง การออกแบบราง และข้อถกเถียงเรื่องความจำเป็นของทางรถไฟสายนี้ จนกระทั่งในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมารัฐบาลไทยตัดสินใจควักกระเป๋า 380 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อรถไฟหัวกระสุนและรางจากจีนเอง โดยไม่ใช้เงินกู้จากจีน

เพียงแค่ 3 ประเทศนี้ก็ทำให้โครงการก่อสร้างล่าช้าออกไปอีกหลายปีแล้ว แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตอีกว่า เส้นทางสายไหมของจีนเน้นประโยชน์ในการขนส่งสินค้าระหว่างกันมากกว่าจะใช้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยว

ดังนั้นความฝันของนักเดินทางท่องเที่ยวที่จะใช้เส้นทางนี้ออกเดินทางสำรวจโลกจากไทยไปยุโรปคงจะเป็นไปได้น้อยกว่าการใช้เส้นทางที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วอย่างเส้นทางสายทรานส์ไซบีเรีย

อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 19:30 น.อดีตครูผู้ร่ำรวยด้วยผงซักฟอกจากอาจารย์มหาวิทยาลัยกลายเป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดัง จนตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดคนหนึ่งของจีน

1. ผาน ตง วัย 55 ปี เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในกวางโจว ประเทศจีน ร่ำรวยอย่างก้าวกระโดดภายใน 20 ปี จนในตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

2. ผานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเคมีอินทรีย์ จากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ในปี 1987 และทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา

3. เธอผันตัวมาเป็นนักธุรกิจในปี 1994 โดยได้เข้าร่วมทำงานในบริษัทผลิตผงซักฟอก “บลูมูน กรุ๊ป โฮลดิง จำกัด” ซึ่งก่อตั้งโดย หลัว เฉียวผิง สามีของเธอ โดยเธอดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท

4. จนกระทั่งผานและสามีโทรหา จาง เล่ย เจ้าของบริษัทฮิลล์เฮาส์แคปิตอล เพื่อเสนอว่าพวกเขาได้พัฒนาน้ำยาซักผ้าชนิดแรกของจีน ซึ่งจางตัดสินใจให้การสนับสนุน ส่งผลให้ฮิลล์เฮาส์เป็นนักลงทุนรายแรกของพวกเขา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวของแบรนด์และนำไปสู่ความร่ำรวยของผาน

5. บลูมูน ได้รับการสนับสนุนจากฮิลล์เฮาส์มาตลอดตั้งแต่ปี 2008 แม้ในช่วงที่ธุรกิจประสบปัญหาอย่างหนัก อีกทั้งยังได้เงินสนับสนุนเพื่อผลิตน้ำยาซักผ้าในปี 2010 ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่เจ้าที่ผลิตน้ำยาซักผ้าในขณะนั้น ขณะที่ตลาดสินค้าประเภทผงซักฟอกถูก 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ครองตลาดอย่างเหนียวแน่น

6. การเปลี่ยนผงซักฟอกมาเป็นน้ำยาซักผ้า แม้ช่วงแรกยังมียอดขายไม่ดีนักแต่ภายหลังก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยจางยกย่องการผลักดันน้ำยาซักผ้าของบลูมูนว่า “บลูมูนเป็นตัวอย่างของแบรนด์ท้องถิ่นที่สามารถเอาชนะบริษัทข้ามชาติได้”

7. ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของผานได้ก้าวข้ามแบรนด์ต่างประเทศอย่างยูนิลีเวอร์ และ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำยาซักผ้าชั้นนำของจีน

8. บลูมูน ซึ่งเป็นแบรนด์ผงซักฟอกจากจีนยังได้สร้างตลาดในฮ่องกง โดยประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นในฮ่องกง ซึ่งคาดว่ามีมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหหรียญสหรัฐ หรือราว 30,000 ล้านบาท ซึ่งบลูมูนได้รับความนิยมสูงสุดในการเปิดให้ระดมทุนครั้งนี้ ท่ามกลางแบรนด์ดังมากมายรวมถึงยูนิลีเวอร์ และ P&G หรือแม้แต่แบรนด์ท้องถิ่นฮ่องกงชื่อดัง

9. บลูมูน ออกมาเปิดเผยรายได้ตลอดปี 2019 ซึ่งมียอดทั้งสิ้น 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 27,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน

10. และยังทำกำไรได้มหาศาลในปีนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ผู้คนหันมาตุนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ และนำไปสู่การปิดตัวลงของร้านค้าหลายแห่งส่งผลให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 39% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยเกือบ 60% มาจากช่องทางออนไลน์

11. นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา บลูมเบิร์กเปิดเผยว่า หุ้นของบลูมูนเติบโตขึ้น 13% โดยผานถือหุ้น 77% ในบลูมูน ซึ่งมีมูลค่า 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 260,000 ล้านบาท

12. จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จนปัจจุบันผานสามารถทำให้บลูมูนกลายเป็นผู้จำหน่ายผงซักฟอกรายใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดแต่ยังครองใจผู้บริโภคจำนวนมาก และกลายเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของจีน

ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.ไทยแทรกแซงค่าเงินอย่างที่สหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่สหรัฐใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้างในการตัดสินว่าประเทศไหนแทรกแซงค่าเงิน

เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา (16 ธ.ค.) ตามเวลาประเทศไทย กระทรวงการคลังสหรัฐได้ขึ้นบัญชีให้ไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่อาจแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ

ในรายงานว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาฉบับล่าสุดที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ระบุถึงไทยว่า “…ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก โดยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7% ของจีดีพีในปี 2019 ทั้งดุลการค้าและดุลบริการ แต่การท่องเที่ยวที่ซบเซาในปี 2020 ทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมาอยู่ที่ 6% ในช่วง 4 ไตรมาสนับจนถึงเดือน มิ.ย. 2020”  

“แต่ถึงอย่างนั้น ดุลการค้าของไทยยังเกินดุลกับสหรัฐ โดยในช่วง 4 ไตรมาสเดียวกันนั้นไทยเกินดุลสหรัฐถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และทางการไทยยังแจ้งสหรัฐว่าไทยซื้อเงินตราต่างประเทศเข้ามาเก็บในกองทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.8% ของจีดีพี” แล้วไทยแทรกแซงจริงอย่างที่สหรัฐบอก หรือถูกสหรัฐกลั่นแกล้งกันแน่?

ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนว่าสหรัฐใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการระบุว่าใครแทรกแซงค่าเงิน 

กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า โดยจะเฝ้าดูประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่มีมูลค่าการค้าขายกับสหรัฐอย่างน้อย 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย 1.เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2.เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3.สะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนและเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน

สำหรับไทย เข้าเกณฑ์ในข้อ 1 คือ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาไทยเกินดุลสหรัฐถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าเพดานที่สหรัฐกำหนดไว้ที่ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนข้อ 2 ไทยก็ไม่รอดเช่นกัน เพราะเงินตราของสหรัฐไหลเข้าประเทศไทยมากกว่าไหลออก แม้ว่าเงินจากนักท่องเที่ยวสหรัฐในช่วงปี 2020 ที่ Covid-19 ระบาดจะลดลงแล้วแต่การส่งออกสินค้าและบริการอื่นๆ ยังเกินดุลอยู่

และข้อ 3 หลายคนอาจงงว่าถ้ามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นแล้วเกี่ยวข้องอย่างไรกับการแทรกแซงค่าเงิน เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยก็จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงด้วยการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างดีมานด์ให้ค่าของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น (แข็งค่า) เงินดอลลาร์ที่ซื้อเข้ามาก็จะถูกเก็บไว้ในกองทุนสำรองระหว่างประเทศ

เมื่อกองทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้น สหรัฐอนุมานว่าไทยแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เนื่องจากพอเงินบาทอ่อนค่าลง ไทยก็จะได้ประโยชน์เวลาส่งออกคือทำให้สินค้าส่งออกราคาถูก หรือได้เงินดอลลาร์มากขึ้นเวลาแลกเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่สหรัฐใช้พิจารณาร่วมกับหลักเกณฑ์ข้างต้น อาทิ การขึ้นลงของค่าเงิน ระบบอัตราแลกเปลี่ยน การควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายการเงิน เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการประเมินของสำนักข่าวบลูมเบิร์กพบว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2014 บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของไทยเกิน 2% ของจีดีพีทุกไตรมาส เมื่อบวกกับการเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าไทยเข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินถึง 2 ข้อ เพียงพอที่สหรัฐจะขึ้นบัญชีไทย

ทว่าในรายงานรายครึ่งปีที่เผยแพร่เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อ ประเทศที่อาจแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของกระทรวงการคลังสหรัฐ

แนวโน้มที่ไทยจะถูกจับตาจากสหรัฐเริ่มชัดเจนขึ้นในเดือน ก.ค. เมื่อธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์เตือนไทยว่าอาจถูกกระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำ

ถูกขึ้นบัญชีแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ

ประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีเฝ้าจับตาจะต้องอยู่ในบัญชีนี้ต่อไปจนกว่าจะมีรายงานเดียวกันนี้จากสหรัฐออกมาอีกอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน (ปกติสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี) เพื่อให้แน่ใจว่าการกระทำที่เข้าเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดเกิดขึ้นยาวนานพอและไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว

หากยังไม่มีการปรับปรุงจนเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 3 ข้อก็จะถูกขยับเป็น “ประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน” เหมือนกับกระณีของเวียดนาม

ในรายงานล่าสุดนี้ เวียดนามถูกสหรัฐหมายหัวว่า “แทรกแซงค่าเงิน” เพื่อให้ได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ เข้าเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดไว้ทั้ง 3 ข้อ โดยเฉพาะการแทรกแซงค่าเงินด่องที่เวียดนามทำมาตั้งแต่ปี 2016 แต่ในช่วง 4 ไตรมาสนับจนถึงเดือน มิ.ย.2020 เวียดนามแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักเพื่อไม่ให้เงินด่องแข็งค่า

ส่วนตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็สูงถึง  4.6% ของจีดีพี และในช่วงเวลาเดียวกันยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐ 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มคู่ค้าของสหรัฐ

ด้วยเหตุนี้สหรัฐจึงจับตามองค่าเงินของเวียดนามอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐได้สอบสวนกรณีที่เวียดนามลดค่าเงินด่องเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ และพบว่าค่าเงินด่องของเวียดนามอ่อนกว่ามูลค่าแท้จริง 4.7% ส่งผลให้สหรัฐลงโทษเวียดนามด้วยการขึ้นภาษียางรถยนต์นำเข้าจากเวียดนามทันที