สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไต้หวันและสหรัฐเดินหน้าแผนการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

บลูมเบิร์กรายงาน ซู เจนรอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันและสหรัฐกำลังเดินหน้าแผนการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพลังงานในเอเชียและละตินอเมริกา และคาดว่าจะได้เห็นผลงานภายใน1 หรือ 2 ปีข้างหน้า

โดยไต้หวันเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศล่าสุดจากทั้งหมด 16 ประเทศที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐในการร่วมมือกับบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

แผนดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการลงนามร่วมกันระหว่างไต้หวันและสหรัฐในเดือนกันยายน เพื่อระดมเงินทุนโดยมุ่งเป้าไปที่ธนาคารไต้หวัน บริษัทประกัน และทุนส่วนบุคคลอื่นๆ ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับไต้หวันและสหรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ซู เจนรอง กล่าวว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) รัฐบาลจีนอาศัยเงินกู้อย่างมาก โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจของจีน ขณะที่แผนการของไต้หวันและสหรัฐมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนซึ่งจะทำให้มีความโปร่งใสสูง

การให้กู้ยืมโครงสร้างพื้นฐานของไต้หวันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ไต้หวันเป็นเสาหลักของความพยามยามในการต่อต้านจีน และซูมองว่าแม้โจ ไบเดน จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ความร่วมมือทางด้านการเงินของไต้หวันและสหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ทั้งนี้ สหรัฐคาดว่าจะมีเงินลงทุนรวม 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐในประเทศกำลังพัฒนาภายในปี 2025 ผ่านทางบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐเกิดเหตุชุลมุนในรัฐสภาไต้หวันหลังพรรคก๊กมินตั๋งไม่พอใจที่รัฐบาลอนุมัตินำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ

รอยเตอร์สรายงาน สืบเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ประกาศว่ารัฐบาลจะอนุมัติให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐซึ่งมีแรคโตพามีน (Ractopamine) หนึ่งในสารเร่งเนื้อแดงที่ถูกห้ามใช้ในสหภาพยุโรปและจีน นอกจากนี้สหรัฐยังมีเนื้อวัวที่มีอายุมากกว่า 30 เดือน

ส่งผลให้พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) คัดค้านการตัดสินใจดังกล่าวโดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารและสุขภาพของประชาชน ขณะที่รัฐบาลกล่าวว่าสารดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัย และข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐ

ล่าสุด วันที่ 27 พ.ย. สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคก๊กมินตั๋งซึงเป็นฝ่ายคัดค้านการอนุมัติเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐ ประท้วงในรัฐสภาโดยการเป่านกหวีด ถือป้าย และเป่าแตร รวมทั้งยังมีการโยนเนื้อหมูสดและเครื่องในหมูในรัฐสภา ส่งผลให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างพรรคฝ่ายค้านและพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

ขณะที่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าออกมาประณามการประท้วงดังกล่าวที่ขว้างปาเนื้อหมูลงบนพื้นรัฐสภาว่าเป็นการประท้วงที่เหม็นและน่าขยะแขยง พร้อมเรียกร้องให้มีการเจรจากันด้วยเหตุผล

สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง ‘เส้นทางสายไหมดิจิทัล’ หวังกระชับสัมพันธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง ‘เส้นทางสายไหมดิจิทัล’ หวังกระชับสัมพันธ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 15:30 น.สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง 'เส้นทางสายไหมดิจิทัล' หวังกระชับสัมพันธ์จีนแข่งสหรัฐ เร่งสร้างความสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเสนอความร่วมมือเส้นทางสายไหมดิจิทัล

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงาน วันที่ 27 พ.ย. สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวในงาน China-Asean Expo โดยให้คำมั่นว่าจะกระชับความร่วมมือและส่งเสริมเส้นทางสายไหมดิจิทัลกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพยายามให้ความมั่นใจกับผู้นำประเทศอาเซียนว่าจีนให้ความสำคัญต่อสมาคมสหประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมถึงชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของโลกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ส่งผลดีต่ออาเซียน”

“จีนจะขยายออกไปสู่โลกภายนอกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงขับเคลื่อนการฟื้นตัวร่วมกันของทุกประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งอาเซียน” สี จิ้นผิงกล่าว

โดยสียังได้เสนอว่าจีนสามารถทำงานร่วมกับอาเซียนในการสร้าง “ท่าเรือดิจิทัลจีน-อาเซียน” เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อแบบดิจิทัลและสร้าง “เส้นทางสายไหมดิจิทัล”

ทั้งนี้ คำพูดของสีเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่โจ ไบเดนได้ประกาศนโยบายต่างประเทศของสหรัฐซึ่งมุ่งที่จะยึดบทบาทความเป็นผู้นำโลกและเสริมสร้างพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังได้ไปเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐ และให้คำมั่นกับทั้ง 2 ประเทศว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ จีนกำลังเร่งสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อพยายามชดเชยแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมานานในช่วงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวัน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 14:00 น.เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวันเกาหลีใต้เผชิญโควิดระลอก 3 ติดเชื้อรายวันเกิน 500 ราย หวั่นเตียงผู้ป่วยขาดแคลน

รอยเตอร์สรายงาน วันที่ 27 พ.ย. เกาหลีใต้มีจำนวนผู้ติดโควิด-19 มากกว่า 500 รายเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเนื่องจากการติดเชื้อในระลอกที่ 3 แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

ช็อง เซกยุน นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เตือนว่ายอดผู้ติดเชื้อรายวันอาจเพิ่มถึง 1,000 ราย และจะส่งผลให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่รวมถึงปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาลหากมาตรการต่างๆ ไม่สามารถป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

ช็อง เรียกร้องให้ทางการเพิ่มเตียงในโรงพยาบาลเพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนเตียงผู้ป่วย ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าขณะนี้ยังมีเตียงเพียงพอ แต่หากจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์นี้อาจต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาล

โดยขณะนี้เกาหลีใต้กำลังเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงใน 17 เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงโซล ซึ่งล่าสุดมีผู้ติติดเดเชื้อรายวัน 525 ราย โดยมากกว่าร้อยละ 64 เป็นผู้ป่วยจากกรุงโซล

ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเข้มงวดในมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบมากขึ้น ซึ่งมีการจำกัดการรับประทานอาหารนอกบ้านรวมถึงสถานบันเทิง

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 เดือนหลังมาตรการต่างๆ ได้รับการผ่อนคลายลงเนื่องจากการแพร่ระบาดในระลอก 2 ลดลง

Photo by Jung Yeon-je / AFP

‘แอสตราเซเนกา’ พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘แอสตราเซเนกา’ พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.'แอสตราเซเนกา' พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพแอสตราเซเนกาเตรียมทดลองวัคซีนเพิ่มเติมหลังพบว่าวัคซีนเพียงครึ่งโดสอาจได้ผลดีกว่าเต็มโดส

เดอะการ์เดียน รายงานว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (Oxford) จะทำการทดลองเพิ่มเติมหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน

โดยในตอนแรกบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเผยผลการทดสอบวัคซีนในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 70% แต่ภายหลังได้ออกมาประกาศว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวัคซีนครึ่งโดส

ส่งผลให้หลายคนตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ รวมทั้งนักวิเคราะห์รายหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าวัคซีนดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตในสหรัฐ และกล่าวหาว่าบริษัทผู้ผลิตพยายามโกงประสิทธิภาพของวัคซีน

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. จอห์น เบลล์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ของออกฟอร์ดและที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว และยืนยันว่าผลลัพธ์ประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นเกิดจากการทดลองจริงไม่ได้มีการโกงแต่อย่างใด และข้อมูลทั้งหมดคาดว่าจะได้รับการตีพิมพ์ลงบนวารสารการแพทย์แลนซิตในสุดสัปดาห์นี้

ขณะที่ ปาสคาล โซเรียต ประธานกรรมการบริหารของแอสตราเซนเนกาเผยว่า จะทำการทดลองวัคซีนใหม่โดยให้วัคซีนในโดสที่ต่ำลงเพื่อประเมินว่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการให้วัคซีนเต็มโดสหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าการทดสอบครั้งใหม่จะไม่ทำให้การอนุมัติวัคซีนในยุโรปล่าช้าลง

ด้าน แมตต์ ฮานค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ขอให้หน่วยงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (MHRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีส่วนในการอนุมัติวัคซีน ทำการประเมินวัคซีนอย่างเป็นทางการ เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลและพิจารณาว่าวัคซีนดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

รมว.ต่างประเทศสวีเดนจี้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสประชาชนแสดงออกอย่างเสรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 12:00 น.รมว.ต่างประเทศสวีเดนจี้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสประชาชนแสดงออกอย่างเสรีรัฐสภาสวีเดนเผยจดหมายเปิดผนึกจี้ไทยทำตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ย้ำยุโรปจับตาอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา รัฐสภาสวีเดนเผยจดหมายเปิดผนึกจาก Ann Linde รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดนที่กล่าวถึงแนวทางของสวีเดนและสหภาพยุโรปในการลดความเสี่ยงจากความรุนแรง และส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย

โดยในจดหมายระบุว่า การเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงของไทยขณะนี้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ขณะนี้ สวีเดนกำลังติดตามความเคลื่อนไหวในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย นอกจากนี้ควรหันหน้าเข้าหากันและเปิดให้มีการเจรจา

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในประเทศไทยถูกหยิบยกโดยประเทศสวีเดนและสหภาพยุโรป ซึ่งได้ส่งข้อเสนอแนะไปยังกรุงสตอกโฮล์มและกรุงเทพมหานคร

โดยสวีเดนกำลังหารืออย่างใกล้ชิดกับตัวแทนพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสถานทูตสวีเดนในกรุงเทพมหานครก็มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ และได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเจรจาอีกด้วย

พร้อมทิ้งท้ายว่าสวีเดนจะติดตามประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

Photo by Tobias SCHWARZ / AFP

โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 10:41 น.โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับโจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว บอกสบายดี แค่นอนไม่หลับนิดหน่อยเพราะแสงไฟแยงตา  

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเรียกร้องการแยกตัวจากจีนแผ่นดินใหญ่ชาวฮ่องกงเผยกับหนังสือพิมพ์รายวัน Die Welt ของเยอรมนีผ่านจดหมายหลังถูกคุมขังว่า สบายดีแม้จะถูกแยกขังเดี่ยว และนอนไม่หลับเนื่องจากถูกแสงไฟแยงตาตลอด 24 ชั่วโมง

“ผมนอนไม่ค่อยหลับ เพราะแสงไฟในห้องขังเปิดสว่างจ้าตลอด 24 ชั่วโมง ผมต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดตาถึงจะนอนหลับ”

นักเคลื่อนไหววัย 24 ปีบอกอีกว่า เจ้าตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องขังเดี่ยวหรือพบปะกับผู้ต้องขังรายอื่น รวมทั้งถูกห้ามไม่ให้เล่นกีฬา

หว่องยังเผยอีกว่า ไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรมในวันที่ 2 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

“ผมสูญเสียความเชื่อมันในระบบยุติธรรมมานานแล้ว ผมต้องการบอกให้โลกทราบว่าการเคลื่อนไหวในฮ่องกงจะไม่ยุติลง แม้ แอกเนส โจว อิวาน หลั่ม และตัวผมจะอยู่ในคุก” หว่องระบุในจดหมายตอบ Die Welt

หว่องเผยอีกว่า เข้ามองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของโลก “บรรดามหาวิทยาลัย นักข่าว บริษัทต่างๆ ทุกคนล้วนถูกบังคับให้ยึดมั่นในมาตรฐานของจีน”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หว่องรับสารภาพในข้อหาเป็นผู้จัดและปลุกระดมให้ชาวฮ่องกงออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่หน้ากองบัญชาการตำรวจเมื่อปีที่แล้ว โดยเจ้าตัวอาจต้องรับโทษจำคุกสูงุดถึง 3 ปี

อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 09:03 น.อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปียุโรปหลายประเทศยังไม่พ้นวิบากกรรมจากการะบาดรอบใหม่ เศรษฐกิจของบางประเทศกำลังพบกับเรื่องเลวร้ายที่สุด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หริศรี สุนาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะหดตัวร้อยละ 11.3 ในปี 2020 ถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 300 ปี อันมีสาเหตุมาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

สุนากกล่าวต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรว่า สำนักงบประมาณ (OBR) คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่สามารถฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้จนถึงสิ้นปี 2022

รัฐมนตรีคาดว่าการระบาดใหญ่จะส่งผลกระทบ “อย่างยาวนาน” พร้อมอ้างอิงสถิติจากสำนักฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะสูงแตะร้อยละ 7.5 หรือมีคนตกงาน 2.6 ล้านคนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2021

“ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น” สุนากกล่าวเตือน พร้อมเผยรายงานตรวจสอบการใช้จ่ายฉบับแรกหลังเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยรายงานระบุว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรใช้จ่ายเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตโรคโควิด-19 ทั้งหมด 2.8 แสนล้านปอนด์ (ราว 11.35 ล้านล้านบาท) และวางแผนจะใช้จ่ายเงินอีก 5.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 2.23 ล้านล้านบาท) เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่ในปีหน้า

ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะของสหราชอาณาจักรจะอยู่ที่ 3.94 แสนล้านปอนด์ (ราว 15.98 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2020/21 เทียบเท่าร้อยละ 19 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ จีดีพี (GDP) ของประเทศ

เพื่อกระตุ้นการเติบโตและสนับสนุนการจ้างงาน สุนากคาดว่าในปี 2021 สหราชอาณาจักรต้องใช้จ่ายด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 1 แสนล้านปอนด์ (ราว 4.05 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้สหราชอาณาจักรจะจัดตั้งธนาคารสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแห่งใหม่ โดยจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษ มีหน้าที่ประสานงานกับภาคเอกชนเพื่อระดมเงินในการดำเนินโครงการลงทุนใหม่ๆ ทั่วประเทศ

สุนากกล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตโรคโควิด-19 หลังเมื่อวันอังคาร (24 พ.ย.) สหราชอาณาจักรมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 พุ่งสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. โดยสถิติทางการระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในวันอังคารเพิ่มขึ้น 608 ราย อยู่ที่ 55,838 ราย

Photo by Tolga Akmen / AFP

ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 21:03 น.ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ เสียงเรียกร้องขอรัฐสวัสดิการในไทยดังขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันจะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แล้วเราพร้อมที่จะจ่ายหรือไม่?

การชุมนุมประท้วงในประเทศมีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆ คือการผลักดันรัฐสวัสดิการ (#ถ้าการเมืองดี) พร้อมๆ กับการแสดงความไม่พอใจที่ภาษีของพวกเขานำไปใช้ “อย่างไม่ถูกต้อง” (ตะโกนพร้อมๆ กันว่าภาษีกูๆ)

เราไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจะรู้หรือไม่หรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ เพราะการสร้างรัฐสวัสดิการที่ประชาชนได้รับบริการที่ดีนั้นเกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย

การเรียกร้องรัฐสวัสดิการไม่ใช่เพิ่งจะมี แต่พูดกันมาหลายสิบปีแล้ว งานเขียนชิ้นหนึ่งว่าด้วยรัฐสวัสดิการที่ง่ายแก่การเข้าใจคือ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของศ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งท่านได้วาดหวังไว้ว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งควรได้รับบริการอะไรจากรัฐบ้างจึงจะเรียกว่าคุ้มค่าที่เกิดมาเป็นคนของรัฐนั้นๆ

แต่ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ง่ายเกินไปเพราะเป็นลักษณะของ “อุดมคติ” จนไม่ได้พูดถึงความซับซ้อนของสังคมที่คนรวย คนจน คนชั้นกลาง มีรายได้ห่างกันมากในประเทศไทย ห่างเสียจนการเก็บรายได้อย่างเป็นธรรมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

ปัญหาเฉพาะหน้าที่สุดของของการสร้างรัฐสวัสดิการคือจะเอาเงินมาจากไหน?

ของฟรีไม่มีในโลกฉันใด รัฐสวัสดิการไม่เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ฉันนั้น ทั้งการศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี ทั้งหมดต้องจ่ายด้วยเงินทั้งสิ้น

รัฐสวัสดิการคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน รับประกันว่าพวกเขาจะมีกิน มีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน รัฐเองต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเองก่อน

โดยทั่วไปเงินทุนของรัฐสวัสดิการมาจากสองแหล่งหลัก ได้แก่ (1) รายได้จากภาษีทั่วไป (2) เงินประกันสังคมที่นายจ้างและ/หรือลูกจ้างจ่ายให้ ส่วนอื่นๆ มีบทบาทเล็กน้อยเท่านั้น

ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีเลิศส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปเหนือประเทศเหล่านี้เก็บภาษีในอัตราสูงมาก เช่น สวีเดนเก็บในอัตราสูงถึง 60% ของรายได้ แต่ “ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นรัฐในการจัดการภาษีด้วยดี มีความศรัทธาอย่างลึกซึ้งในวงกว้างว่าเงินที่ไปสู่รัฐสวัสดิการนั้นจะถูกใช้อย่างเป็นประโยชน์”

ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องสร้างคือ ความเชื่อมั่นในรัฐ เชื่อว่าจะบริหารเงินของเราได้ ไม่ใช่ควักกระเป๋า

เมื่อดูสถานการณ์ของไทยตอนนี้ห่างชั้นจากความว่าเชื่อมั่นในรัฐอย่างมาก หากตัดเรื่องการเมืองออกไปแล้วดูแค่ดัชนีคอร์รัปชั่น จะพบว่าไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก

เทียบกับประเทศที่คอร์รัปชั่นต่ำและความโปร่งใสสูง ประเทศหล่านี้ล้วนแต่เป็นรัฐสวัสดิการเต็มตัวทั้งสิ้่น คือ เดนมาร์กกับนิวซีแลนด์ที่คอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลก ตามด้วยฟินแลนด์ สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์

เดนมาร์กเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึง 55.80% ฟินแลนด์เก็บ 53.52% สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นสหพันธรัฐเก็บ 2 ระดับคือระดับสหพันธ์ ประมาณต่ำกว่า 1% – 11.5% และระดับท้องถิ่นอาจสูงถึง 48.0% (ในเจนีวา)

ส่วนนิวซีแลนด์เก็บที่ 10.5% – 33% และสิงคโปร์ 22% ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ในยุโรปเหนือและไม่ใช่รัฐสวัสดิการเต็มตัวดังนั้นเราจะละสองประเทศนี้ไว้ฐานที่เข้าใจ

หันกลับมามองที่ไทย การเก็บภาษีของไทยนั้นไม่ครอบคลุม คนที่เสียภาษีจริงๆ มีแค่ 4 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด ส่วนที่เหลือไม่ถึงเกณฑ์จะเสีย (เพราะจนเกินไป) หรือได้งดเว้นภาษี (เพราะเป็นคนชั้นกลางที่สร้างตัว) คนที่เสียภาษีจริงๆ จึงเหลือแต่คนที่มีรายมาก ดูแล้วเหมือนจะเป็นการเก็บภาษีก้าวหน้าที่แฟร์ เพราะเกลี่ยคนรวยมาช่วยคนจน แต่ถ้าเราจะสร้างรัฐสวัสดิการเราจะมา “เตี้ยอุ้มค่อม” แบบนี้ไม่ได้

หากยังไม่ชัดว่ามันเตี้ยอุ้มค่อมอย่างไร ให้เทียบดูสัดส่วนคนเสียภาษีของไทยที่มี 4 ล้านจากประชากร 69.43 ล้านคน ส่วนสวีเดนมีประชากร 10.23 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษีประมาณ 7 ล้านคน

คิดกลมๆ ก็คือทั้งประเทศไทยมีคนเสียภาษีแค่ 5.7% ส่วนสวีเดนมีคนเสียภาษีถึง 68.4% ของประชากรทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าใครที่สามารถจะสร้างสังคมสวัสดิการที่มั่นคง และ “แฟร์” มากกว่าเพราะเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยและครอบคลุมมากกว่ากัน

ดังนั้นภารกิจแรกก่อนจะสร้างรัฐสวัสดิการที่มั่นคงคือ “ต้องกำจัดความยากจนให้หมดก่อน”

แน่นอนว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ที่สังคมหนึ่งๆ จะไม่มีคนจนเลย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะทำไม่ได้ อย่างน้อยจีนก็พยายามทำอยู่ หรือหากไม่ได้เล่นใหญ่แบบจีน เราก็สามารถช่วยให้ประชาชนเกือบทั้งหมดหลุดพ้นจากภาวะไม่มีจะกินให้ได้เสียก่อน

มีผู้กล่าวว่า “เป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการลดความยากจน แทนที่จะลดความเหลื่อมล้ำ” (real goal should be reducing poverty rather than reducing inequality.)

ไม่มีสังคมไหนในโลกที่ไม่เหลื่อมล้ำ แต่เราสามารถให้โอกาสคนอย่างเท่าเทียมกันได้เพื่อให้เขาเลือเอาว่าจะกดตัวเองให้ต่ำลง อยู่ในสถานะเดิม หรือมุ่งไปสู่ภาวะที่สูงกว่า การให้โอกาสคนที่เท่ากับและให้พวกเขาทำให้ที่ประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมกันต่างหากคือสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกก่อน

ถามว่าถ้าไม่ลดความยากจนเพื่อที่จะสร้างผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมขึ้น เราจะมุ่งเก็บแต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้หรือไม่?

ประเด็นเรื่อง VAT กลุ่มผู้ประท้วงในไทยยกขึ้นมาอ้างหลายครั้งหลายหนว่าเป็นเหตุให้พวกเขาเรียกร้องบริการสาธารณะจากรัฐเพราะเสียภาษีไปแล้วในรูปของ VAT

มาดูที่ข้อเท็จจริงกันก่อน VAT เป็นภาษีได้เข้ารัฐสูงสุดคือ 37% เทียบกับภาษีรายได้บุคคลธรรมดาที่คิดเป็น 15% และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 29% ของภาษีทั้งหมด อีก 19% ที่เหลือเป็นภาษีอื่นๆ

จะเห็นว่า VAT คือขุมกำลังสำคัญของรายได้ภาษีและเป็นภาษีที่ทุกคนมีส่วนร่วมจ่าย ยิ่งใช้มากยิ่งจ่ายมาก ไม่ต้องรอให้รวยก่อนแล้วค่อยจ่ายมาก

ในสวีเดนเองก็มีการยกความดีความชอบให้กับ VAT ว่าเป็นพลังสำคัญที่ช่วยหนุนรัฐสวัสดิการ แต่แน่นอนว่ามันเดินขาเดียวไม่ได้ VAT ต้องเก็บมากขึ้นโดยมีการลดเพดานการเก็บภาษีเพื่อเก็บภาษีให้ครอบคลุมคนทุกชั้นมากขึ้น ลดมาตรการผ่อนผันภาษี และเพิ่มอัตรา VAT อยู่ที่ 25% ซึ่งสูงที่สุดในยุโรป

ดังนั้นคีย์เวิร์ดก็ยังอยู่ที่ “เก็บภาษีโดยเท่าเทียมกัน”

ปัญหาคือไทยยังลดความยากจนไม่สำเร็จจึงสร้างฐาน Tax ไม่กว้าง ขณะเดียวกันพอจะขึ้น VAT ก็มีเสียงโวยวายจากประชาชนขึ้นมาอีกว่าเป็นภาระกับพวกเขา

ลงแบบนี้คนไทยจะเข้าทำนอง “เสียคืบจะเอาศอก” ภาษีไม่อยากจ่ายเพิ่ม แต่อยากจะได้สวัสดิการ

ตอนนี้ไทยก็มีสวัสดิการที่ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วเสียอีก นั่นคือ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” ซึ่งได้รับคำชมจากทั่วโลก แต่มีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือมันไม่ค่อยจะยั่งยืนเรื่องการเงิน ทั้งเงินไม่พอ และมีเหลือบหากินกับนโยบายนี้

ปัญหาจึงกลับมาที่จุดเดิมคือไทยขาดทั้งเงินและขาดทั้งความโปร่งใส หากแก้เรื่องนี้ไม่ได้ก็เป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้

แต่ไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนกล้าเสี่ยงขึ้นภาษีบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมันคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง ดังนั้นก่อนที่จะทำให้รัฐมีเงินเข้ามามาก เราต้อง “ศรัทธาในรัฐ” แบบชาวสวีเดนเสียก่อน ศรัทธาว่าเจ้าหน้าที่จะไม่โกงกินและนำเงินภาษีของเราไปใช้อย่างคุ้มค่า

เรื่องทั้งหมดนี้เหมือนงูกินหาง ไม่รู้จะแก้จุดไหนก่อน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

Remote school is leaving children sad and angry #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Remote school is leaving children sad and angry (nationthailand.com)

Remote school is leaving children sad and angry

InternationalNov 27. 2020Karen James embraces her daughter Olivia James, 7, during a break from school and work at their home in Alexandria, Va. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Amanda Andrade-RhoadesKaren James embraces her daughter Olivia James, 7, during a break from school and work at their home in Alexandria, Va. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Amanda Andrade-Rhoades 

By The Washington Post · Hannah Natanson, Laura Meckler · NATIONAL, HEALTH, EDUCATION, HEALTH-FEATURES

Sophia Sanchez, age 9 and stuck in perpetual Zoom school, is crying a lot lately.

Hannah Hopkins, 9, who attends fourth-grade in Lexington, Ky., drew this picture to capture how she thinks the coronavirus has affected life in the United States. MUST CREDIT: Courtesy of Hannah Hopkins

Hannah Hopkins, 9, who attends fourth-grade in Lexington, Ky., drew this picture to capture how she thinks the coronavirus has affected life in the United States. MUST CREDIT: Courtesy of Hannah Hopkins

Her mother and sister rush in and ask what went wrong. Did the Internet go out again? Is her computer plugged in? Is the math too confusing? Sophia can’t really answer. She’s too upset, wondering whether she’ll ever learn new things again, fearing she’ll fail the fourth grade and, more than anything, missing her friends. She hasn’t seen a single friend since March, when she was in third grade.

“So I just get really angry and frustrated,” she said. “I cry.”

Some children are doing fine with remote school; some even prefer it. But many others are like Sophia: They are suffering emotionally, mentally and even physically from so many hours, often alone, in front of a computer screen.

To gauge the struggle, The Washington Post asked parents nationwide to share stories and artwork produced by youths participating in the mandatory home-school experiment, garnering more than 60 responses from families living in 18 states.

School-age children are losing interest in food. They are complaining of back pain and burning eyes. They are developing feelings of depression.

It is unsurprising, even predictable, experts say, and likely to get worse the longer school campuses throughout the country remain shut down.

“The strain on kids is enormous,” said Matthew Biel, chief of the child and adolescent psychiatry division at Georgetown University School of Medicine. “Your 7-year-old wants to be recognized when they raise their hand. Oftentimes doesn’t happen on Zoom. They want to be able to make a comment, make a joke with a peer – can’t do that, no chatting allowed. Wants to be able to get up and walk around the classroom and move – can’t do that, we need to see your face on screen.”

He said it can be particularly hard for children with special needs, developmental delays or social struggles, but it can also be challenging for youths who simply crave friendship and the comfort of school rituals.

Especially for younger children, Biel said, the only way to express shock, sadness and displeasure is through emotional, sometimes violent outbursts and tantrums. And, although parents across the United States are rushing to reassure their children, they cannot provide the one answer that would help most – telling children when the pandemic will be over.

“This is just how life is now,” Biel said. “None of us can really share with our kids when it is going to end. We don’t know.”

Toby Weissbratten, who attends second-grade in Ashburn, Va., drew this picture of a globe wearing a mask to show how the novel coronavirus pandemic has reshaped the world. MUST CREDIT: Courtesy of Toby Weissbratten

Toby Weissbratten, who attends second-grade in Ashburn, Va., drew this picture of a globe wearing a mask to show how the novel coronavirus pandemic has reshaped the world. MUST CREDIT: Courtesy of Toby Weissbratten

For Creedence Peterson, the school day has become a lesson in discomfort.

It starts when the 12-year-old pulls on his uniform: white button-down shirt, gray slacks, blazer and tie, as mandated by his New York City private school. Then he sits down on his bed, where he will spend the next six hours attending an almost unbroken string of Zoom classes.

Immediately, the waistband cuts into his stomach. The blazer feels hot.

Two hours in, his neck starts to bother him. His muscles feel strained, stretched. Holding his head in the same position for so long is unnatural, just plain wrong.

But the worst is when his eyes start to water and itch, which they almost always do. Creedence rubs them, and that helps, but within seconds they hurt worse. Soon they’re bloodshot, so ghastly looking that his parents at one point tested him for pinkeye – but no, it was just from staring at a screen for so long.

One room over, his 8-year-old sister, Piper, who attends Zoom classes while in her bedroom, usually starts feeling lightheaded at Hour 3. Her eyes begin burning around then, too. She takes every one of the “stretch breaks” her school offers, but what she would really like to do is run out to the playground for a game of tag.

That, Piper is sure, would make her feel better – or at least closer to how she used to feel before the pandemic, back when she woke up every morning feeling happy. There wasn’t a particular reason, she said. She just remembers being excited for the day.

That almost never happens now. Instead, “you get frustrated and furious,” Piper said. “Like, you don’t want to look at a screen. You don’t want to be at online school. You start crying.”

Creedence said he is just as frustrated as his sister. He would like to complain about school to his friends – in online chats, because he can’t see them in person – but so many of his friends have moved away. There was the family that left for Florida, and the twins, once his best friends, who now live in the Hamptons. Their parents decided they didn’t like New York anymore, Creedence said.

Piper misses her soccer team. Creedence misses the doughnut shop across the street, which recently shut down because of a lack of customers.

When things get too sad or weird, the siblings like to lose themselves in video games. The nice thing about a video game, Creedence said, is that it lets you shape the world the way you want it to look – or, he clarified, the way you need it to look.

But as soon as he closes the console, the same fear surges back.

“We might never be able to go back to some of our favorite restaurants, because they closed down, and we might never really see our friends again, because they moved away,” Creedence said. “This may never get back to normal.”

Karen James works in late October while her daughter Olivia attends virtual school at their home in Alexandria, Va. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Amanda Andrade-Rhoades

Karen James works in late October while her daughter Olivia attends virtual school at their home in Alexandria, Va. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Amanda Andrade-Rhoades

At the start of the school year, Karen James tried to make things as normal as she could for her 7-year-old daughter, Olivia Gabriela James. She took first-day-of-school photos and dressed her up in nice school clothes. Olivia was right on time to her at-home workstation, in the dining room of the family’s home in Alexandria, Va.

But as time went by, James found there were holes she could not fill. Sometimes the mother felt helpless.

“Hands tied, I can’t change anything myself,” she thought. “And I’m doing the best that I can. Right? Which on some days doesn’t seem good enough.”

A single mom, James had to balance helping her daughter with her own demanding work-from-home responsibilities.

Olivia complained about technology (“It’s glitchy”) and missing her friends (“It’s really hard”). She longed to be in the same room with her teacher. The death of George Floyd added a layer of pain that Olivia, who is Black, is barely able to process. The second-grader glimpsed some of the news footage, and her mother felt forced to talk with her about injustices years before she would have liked.

“George Floyd died, and it just made me really sad, upset,” Olivia said. She knows exactly what happened. “The officer put his knee in his neck so he couldn’t breathe.”

The hardest blow came just before Olivia’s birthday, on Aug. 2, when James had to tell Olivia that her grandfather would not be coming to the house for her party. He comes every year, so when James told her daughter that he wouldn’t be showing up this year, she feared Olivia would think it was a trick, setting up some kind of super-special surprise.

“No, baby, really, this time Grandpa can’t come from Florida,” she told her. “It’s real.”

Olivia was in tears. So was her grandfather, leaving Jones forced to comfort both her father and daughter.

“I just think about the long term and how it will affect her academically as well as emotionally, and I try to give as many hugs and kisses and support as I can,” James said. “And I tell her, you know, we’re all doing this, like everyone in America this is happening to right now. But I wonder sometimes, you know – am I just talking over her head? So [I] just try to love on her, the best I can.”

Luke Pages, 12, who attends sixth-grade in Gaithersburg, Md., drew this picture to show how he thinks the novel coronavirus pandemic has reshaped his life. MUST CREDIT: Courtesy of Luke Pages

Luke Pages, 12, who attends sixth-grade in Gaithersburg, Md., drew this picture to show how he thinks the novel coronavirus pandemic has reshaped his life. MUST CREDIT: Courtesy of Luke Pages

Luke Pages, 12, has a lot of trouble guessing how his days are going to go.

Not because of online school – that’s predictable. He knows how many 15-minute screen breaks to expect. He knows he will be taught by seven teachers over the course of the week. And he knows exactly how tired he will be – and how much his head will hurt – by the third Zoom class.

The uncertainty is due to his constantly shifting emotions.

“Emotions” is not a word Luke used a lot pre-coronavirus. The sixth-grader, who lives in Gaithersburg, Md., with his parents and little brother, Ethan, never spent time thinking about how he was feeling before. The answer was almost always “good.”

He is still happy, sometimes. But that sense of well-being has an expiration date now, and he never knows how long it will last. On good days, an hour. On not-so-good days, 10 minutes.

On the most stressful days, he just starts crying and can’t stop.

Ethan Pages, 10, who attends fifth-grade in Gaithersburg, Md., drew this picture to capture how he feels most of the time since the pandemic began. MUST CREDIT: Courtesy of Ethan Pages

Ethan Pages, 10, who attends fifth-grade in Gaithersburg, Md., drew this picture to capture how he feels most of the time since the pandemic began. MUST CREDIT: Courtesy of Ethan Pages

“I don’t know why,” Luke said. “It’s like a roller coaster of emotions.”

Ethan, who is in fifth grade, has come up with his own words to describe what is happening inside his head. “Big feelings,” he calls it.

“I am feeling very sad and angry,” Ethan said. “Sad because I can’t see my friends and the people I miss. Angry because I have to see the same people, including my annoying brother.”

He also wishes he could see his teachers in person. Watching them on Zoom is “fine,” but the 10-year-old sometimes feels as if his teachers are not really his teachers – and he’s not a real fifth-grader – because he has never actually set foot in a classroom.

Ethan has questions about his lessons, and he doesn’t know how to put them into words that will make sense in an online chat or an email, which is the only way to win private time with the teacher. He would like to walk up to his teacher and explain his confusion with his hands. Sometimes, especially when school is hard, he closes his eyes and imagines doing that.

Luke, meanwhile, daydreams about something he always took for granted – the several-minute slices between every lesson. Back in real school, that is when he walked the hallways with his friends, headed for the next classroom. He can’t remember what they talked about – just random stuff, probably. Now, he can’t even see his friends’ faces, because not everybody likes to turn their cameras on for Zoom class.

Although the rest of his emotions have gone haywire, the 12-year-old said there is one feeling he can always count on: The end of every school day brings the same exhaustion and disappointment. If Luke could just go play football with his best friend after school, the way he used to, that might make him feel better. Instead, he’s developed a mantra.

“We’re all in this together,” he tells himself. “We will get through it.”

Annabelle Lisberg, 5, who attends kindergarten in Montclair, N.J., drew this picture to represent her feelings about online learning. MUST CREDIT: Courtesy of Annabelle Lisberg

Annabelle Lisberg, 5, who attends kindergarten in Montclair, N.J., drew this picture to represent her feelings about online learning. MUST CREDIT: Courtesy of Annabelle Lisberg

Sophia Sanchez in Los Angeles knows who she would like to tell about everything going wrong with her life – her best friend, Sofia, who shares her name and whom she has known since first grade. Before the pandemic, she and Sofia were working on an illustrated book about a spy. They drew side by side at recess, unfolding new details of the plot with every picture. And they talked – about school, what was happening that day, how it made them feel.

Sofia is the only friend Sophia has spoken to since school shut down. But her mother doesn’t have Sofia’s mother’s number, so Sophia messages Sofia through the chat function of an online game they both play. It’s OK, Sophia said, but it doesn’t really feel like she’s talking to her best friend.

If the coronavirus were somehow gone tomorrow, that’s who Sophia would want to see first. She would march straight back to normal school. She would head for the monkey bars, where she would race Sofia, just like before.

This time, for once, she’d let Sofia win.