อเมริกันแตกแยกยากเยียวยา ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637649

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 16:40 น.อเมริกันแตกแยกยากเยียวยา ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ความขัดแย้งในสหรัฐ ความแตกต่างระหว่าง 2 ขั้วความคิดไม่ใช่แค่พรรคการเมือง

สังคมสหรัฐภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏความขัดแย้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นจากการเผชิญหน้าที่รุนแรงระหว่างผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้ามของทรัมป์ในระหว่างการเลือกตั้ง

ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ กระตุ้นอารมณ์ต่อทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้าม แม้ว่าผู้สนับสนุนจะชื่นชมผลงานต่างๆ ของทรัมป์ แต่พรรคเดโมแครตมองว่าเขาเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยอเมริกัน

อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการแบ่งขั้วระหว่างสองพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ต้นตอของความขัดแย้งในสังคมคือการแบ่งกลุ่มของประชาชนระหว่างชาตินิยมและโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่ว่าใครจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีไปครอง แต่ความขัดแย้งและแตกแยกเหล่านี้จะไม่สามารถคลี่คลายไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน

ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่า “นักโลกาภิวัตน์ที่บุคคลที่ต้องการให้โลกดีโดยไม่สนใจประเทศของตนเองมากนัก แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้” พร้อมยอมรับว่าเขาสนับสนุนแนวคิดชาตินิยม “เราปฏิเสธอุดมการณ์ของโลกนิยมและเราเรายอมรับคำสอนเรื่องการรักชาติ”

อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้มีสองความขัดแย้งหลักในสหรัฐ ประการแรกคือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ระหว่างคนผิวขาวและชนกลุ่มน้อย โดยในระยะหลังมานี้ ตำแหน่งทางการเมืองของคนผิวขาวลดลงและพวกเขาจะสูญเสียอำนาจเหนือประเทศในอนาคต ขณะที่อัตราส่วนของชนกลุ่มน้อยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงเพิ่มความต้องการความเท่าเทียมและสิทธิของพวกเขา

เป็นเรื่องปกติที่ชนกลุ่มน้อยต้องการตำแหน่งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่สอดคล้องกัน แต่สิ่งนี้จะก่อให้เกิดความท้าทายอย่างรุนแรงต่อวัฒนธรรมศาสนาและเชื้อชาติของสหรัฐ

ประการที่สองคือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ซึ่งดูเผินๆ อาจมองว่าเป็นความขัดแย้งจากการแบ่งขั้วระหว่างสองพรรคการเมือง เนื่องจากผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำประชาธิปไตยซึ่งได้รับประโยชน์จากโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีเศรษฐกิจโลก ซึ่งขัดแย้งกับกลุ่มชาตินิยมอย่างรีพับลิกันโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ผู้สนับสนุนรีพับลิกันคือชนชั้นกลางและล่าง รวมถึงกลุ่มอนุรักษนิยม สังเกตได้อย่างชัดเจนในแผนที่การเลือกตั้ง โดยรัฐสีแดงมีจำนวนมากในกลุ่มประชากรและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างล้าหลัง ขณะที่รัฐสีฟ้าใช้ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและประชากรเพื่อนำไปสู่การสนับสนุนทางการเมืองในบางรัฐ

เช่นนี้แล้วความขัดแย้งในสหรัฐไม่อาจจบลงด้วยการเลือกตั้ง เนื่องจากต้นตอของความขัดแย้งนั้นไปไกลเกินกว่าการสนับสนุนรีพับลิกันหรือเดโมแครต แต่มันคือความแตกต่างทางความคิด เชื้อชาติ ฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษาของประชาชนกว่า 300 ล้านคน

โดย เจม ซาล นักจิตอายุรเวชคนหนึ่งไม่เชื่อว่าการเยียวยารักษาความขัดแย้งในชาติจะง่ายเหมือนการเปลี่ยนประธานาธิบดี โดยมองว่ามันต้องใช้เวลาและความพยายามจากทั้งสองฝ่าย พร้อมเผยว่าความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของผู้คนเพิ่มขึ้นจากพลวัตทางการเมือง

ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งต้องสูญเสียความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เกิดความขัดแย้งกับเพื่อนหรือครอบครัวเนื่องจากความเห็นต่างทางการเมือง โดยลูกชายวัย 21 ปีคนหนึ่ง บอกกับแม่ของเขาว่า “แม่จะไม่ใช่แม่ของผมอีกต่อไปถ้าแม่โหวตให้โดนัลด์ ทรัมป์”

ผู้สนับสนุนเดโมแครตวัย 39 ปีเผยว่าเธอได้ตัดเพื่อนหลายคนออกไปจากชีวิตของเธอเนื่องจากพวกเขาสนับสนุนทรัมป์ และเธอไม่สามารถคืนดีกับคนที่ให้การสนับสนุนทรัมป์ได้

หญิงวัย 47 ปีในนอร์ทแคโรไลนาไม่พูดกับแม่ที่สนับสนุนทรัมป์อีกต่อไปและยังกีดกันไม่ให้ลูกชายของเธอพูดกับยายด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นปึกแผ่นจากภายนอกแต่ความแตกแยกภายในจะยังคงอยู่ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีก็ตาม

จับกระแสให้ทัน หลังโควิดศก.ออนไลน์อาเซียนโตพรวด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637630

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 14:33 น.จับกระแสให้ทัน หลังโควิดศก.ออนไลน์อาเซียนโตพรวดเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้จะเกิดปรากฎการณ์บูมหลังการระบาดของโควิด

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตที่ร้อนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซบเซาลงในช่วงที่เกิดโรคระบาด แต่การใช้จ่ายออนไลน์จะกลับมาอย่างรวดเร็วและเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าเป็นมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) จากการประเมินผลการวิจัยของ Google, Temasek Holdings Pte และ Bain & Co.

มูลค่าของธุรกรรมใน 4 เซกเตอร์สำคัญ ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ, การเดินทาง, สื่อและการขนส่ง และอาหารคาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ประมาณ 105,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมาได้เพราะผู้บริโภคจำนวนมากหันมาจับจ่ายผ่านมือถือเป็นครั้งแรกในช่วงการระบาด แต่การระบาดทำให้ผู้บริโภคหยุดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักๆ ของอาเซียน

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของบริษัท Lazada ของ Alibaba Group Holding Ltd. และ Sea Ltd. ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent Holdings Ltd. ซึ่งเป็นสองบริษัทยัษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน

อาเซียนจะมีมูลค่าการค้าขายด้านอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น 63% จากปี 2019 เนื่องจากผู้บริโภคตามบ้านเลือกซื้อของชำและสินค้าจำเป็นจากร้านค้าออนไลน์อย่างแพลตฟอร์ม RedMart ของ Lazada และ Shopee ของ Sea ขณะนี้คาดว่าการซื้อของออนไลน์จะแตะ 172,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025 เมื่อเทียบกับประมาณการ 153,000 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนหน้านี้

งานวิจัยที่รายงานข่าวชิ้นนี้นำมาใช้เป็นการจับตาสถานการณ์ธุรกิจออนไลน์อย่างใกล้ชิดซึ่งครอบคลุม 6 ประเทศและทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอาเซียนนั้นเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่ากระแสที่มาแรงไม่ได้ลดลงเพราะสภาพแวดล้อมที่ท้าทายของปีนี้

ไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ได้รับผลกระทบมากที่สุด มูลค่าธุรกรรมทางธุรกิจลดลง 58% เหลือเพียง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวได้ในที่สุด มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025

แต่ไม่น่าเชื่อว่าการขนส่งและการจัดส่งอาหารซึ่งเป็นเซกเตอร์ที่ครอบครองโดยผู้นำธุรกิจอย่าง Grab Holdings Inc. และ Gojek ก็ได้รับผลกระทบลดลง 11% สู่ระดับ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020

ความต้องการบริการเรียกรถโดยสารลดลงทั่วโลกส่งผลให้สตาร์ทอัพที่มีค่าที่สุด 2 แห่งในภูมิภาคนี้ต้องลดคนงานลง

โดยรวมแล้วการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปีนี้ทำให้ภาคอินเทอร์เน็ตก้าวหน้าขึ้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 40 ล้านคนในปี 2020 ในขณะที่ผู้ใช้บริการดิจิทัล 1 ใน 3 เข้ามาใช้ธุรกิจออนไลน์เป็นครั้งแรกเนื่องจากการระบาดของโควิด-19

อีคอมเมิร์ซกำลังผลักดันการเติบโตในอินโดนีเซียแม้ว่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ในภาวะถดถอยครั้งแรกในไตรมาสที่สามนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อกว่าสองทศวรรษที่แล้วแต่ Google, Temasek และ Bain คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเป็น 124,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025 แม้ว่าจะลดลงจากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 133,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้การแพร่ระบาดยังช่วยเร่งการนำบริการทางการเงินออนไลน์มาใช้เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นพึ่งพาวิธีการชำระเงินและโอนเงินแบบไม่ต้องสัมผัสโดยหลีกเลี่ยงเงินสด อย่างไรก็ตามการให้กู้ยืมแบบดิจิทัลไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าที่ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

การลงทุนด้านเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงตั้งแต่ปี 2018 (พ.ศ. 2561) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการระดมทุนจากยูนิคอร์นขนาดใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีของภูมิภาคนี้ระดมทุนได้ 6.300 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ลดลงจาก 7,700 เหรียญสหรัฐในปีก่อน การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการลงทุนที่ไม่ใช่ยูนิคอร์นกำลังเพิ่มขึ้น

Photo by AFP  / Bay ISMOYO 

บราซิลระงับทดสอบวัคซีนจีน ชี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637622

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.บราซิลระงับทดสอบวัคซีนจีน ชี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงบราซิลพักทดสอบ ‘โคโรนาแวค’ ของจีนเกิดชี้ผลข้างเคียงรุนแรง ขณะที่ไฟเซอร์ได้ผล 90%

CNA รายงานจากบราซิล เมื่อวันที่ 9 พ.ย. หน่วยงานด้านสาธารณสุขบราซิลกล่าวว่าได้ระงับการทดสอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 “โคโรนาแวค” ทีพัฒนาโดยจีน หลังเกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่ออาสาสมัคร

สำนักงานเฝ้าระวังสุขภาพแห่งชาติของบราซิล (Anvisa) แถลงว่ามีคำสั่งให้หยุดการทดสอบทางคลินิกของวัคซีนโคโรนาแวค พัฒนาโดยบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค หนึ่งในผู้ผลิตยารายใหญ่ของจีน หลังเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา

อย่าไรก็ตามไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมโดยอ้างถึงกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัว และไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากประกาศดังกล่าวพร้อมกล่าวว่าการระงับการทดสอบเป็นขั้นตอนมาตรฐานของกรณีดังกล่าว

สถาบันบูตันตัน ศูนย์วิจัยทางชีววิทยาของบราซิลแสดงความประหลาดใจต่อการตัดสินใจดังกล่าวพร้อมเผยว่ากำลังเร่งตรวจสอบโดยละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสาเหตุที่แท้จริงของการระงับการทดสอบ

รัฐบาลบราซิลเผยว่ากำลังตรวจสอบอย่างละเอียดและจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 10 พ.ย. ขณะที่รัฐบาลจีนและซิโนแวคยังไม่มีท่าทีใดๆ

โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซิโนแวคได้เปิดตัวการทดสอบในหลายประเทศ อาทิ บราซิล อินโดนีเซีย และตุรกี ขณะที่อินโดนีเซียและตุรกียังไม่มีรายงานถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการทดสอบวัคซีนดังกล่าว

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันไฟเซอร์ บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐได้แสดงประสิทธิผลถึงร้อยละ 90 โดยวัคซีนจากซิโนแวค, ไฟเซอร์ และออกฟอร์ด ทั้งหมดอยู่ในการทดสอบขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายก่อนเข้าสู่กระบวนการรับรองทางกฎหมาย

ยังไม่จบ! ทรัมป์ลั่นการต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637615

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 11:39 น.ยังไม่จบ! ทรัมป์ลั่นการต่อสู้เพิ่งเริ่มต้นการต่อสู้ทางกฎหมายของทรัมป์ต่อชัยชนะของไบเดนเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

บีบีซี รายงานการต่อสู้ทางกฎหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อแข่งขันกับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของโจ ไบเดน เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

โดย เคย์ลีห์ แมคเอนานี โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่จบ และจะไม่จบเร็วๆ นี้ด้วย” โดยตั้งข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตการเลือกตั้งแม้จะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดก็ตาม ขณะที่ทรัมป์เองก็ยังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน

ขณะเดียวกันทีมหาเสียงของพรรครีพับลิกันเริ่มยื่นฟ้องเมื่อวันจันทร์ (9 พ.ย.) ที่ศาลรัฐบาลกลางเพนซิลเวเนียเพื่อยับยั้งไม่ให้มีการรับรองชัยชนะของไบเดนในรัฐเพนซิลเวเนีย รวมถึงเพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้ผู้ชนะที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ทีมหาเสียงของทรัมป์กำลังรณรงค์ให้ประชาชนเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โปร่งใส และทรัมป์ถูกขโมยชัยชนะผ่านโฆษณาชวนเชื่อที่เผยแพร่ในรัฐต่างๆ โดยเฉพาะรัฐสมรภูมิ

“ผมจะไม่หนุดจนกว่าชาวอเมริกันจะได้รับการนับคะแนนอย่างซื่อสัตย์และโปร่งใสที่พวกเขาสมควรจะได้รับตามหลักประชาธิปไตย” ทรัมป์กล่าว

ขณะที่ทีมหาเสียงของเดโมแครตและไบเดนกำลังพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อต่อสู้หากทรัมป์ยังคงขัดขวางการส่งมอบตำแหน่ง

ขณะนี้รัฐต่างๆ ทั่วประเทศกำลังเร่งสรุปผลการนับคะแนนรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งบางคนได้รับการคุกคาม

อย่างไรก็ตามผูสื่อข่าวประจำทำเนียบขาวคาดว่าทรัมป์จะยอมออกจากตำแหน่งในเดือนมกราคม และกำลังพูดถึงการกลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2024

ซีอีโอไฟเซอร์พร้อมฉีดวัคซีนต้านโควิดเป็นคนแรก หลังพบได้ผลถึง90% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637606

วันที่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 08:13 น.ซีอีโอไฟเซอร์พร้อมฉีดวัคซีนต้านโควิดเป็นคนแรก หลังพบได้ผลถึง90%ซีอีโอไฟเซอร์ เผยพร้อมรับการฉีดวัคซีนที่บริษัทพัฒนาขึ้นเป็นคนแรกๆ หลังพบได้ผลถึง90% เพื่อการันตีความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นพ.อัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ กล่าวว่า พร้อมที่จะเป็นคนแรกๆที่เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นร่วมกับ BioNTech เพื่อคลายความกังวลของผู้ที่ไม่มั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน

นพ.เบอร์ลา คาดว่าความต้องการวัคซีนของบริษัทจะมากกว่าที่บริษัทสามารถผลิตได้ ขณะที่บริษัทมีแผนผลิตวัคซีน 50 ล้านโดสภายในปีนี้ และ 1.3 พันล้านโดสในปีหน้า

“ผมเชื่อว่านี่จะเป็นความคืบหน้าทางการแพทย์ครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 100 ปี นี่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับวิทยาศาสตร์และมนุษยชาติ เมื่อคุณพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงถึง 90%” นพ.เบอร์ลากล่าว

ด้าน สหภาพยุโรป (EU) เตรียมลงนามในข้อตกลงซื้อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จำนวนหลายร้อยล้านโดสของบริษัทไฟเซอร์ หลังมีข่าวว่า วัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ สหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่นก็ได้ประกาศก่อนหน้านี้ในการทำข้อตกลงซื้อวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์เช่นกัน

ทั้งนี้ ไฟเซอร์จะยื่นจดทะเบียนต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในสัปดาห์หน้า

ไบเดนเป็นใหญ่โลกเสรีเบ่งบาน รัฐประหารจะตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637585

วันที่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 21:24 น.ไบเดนเป็นใหญ่โลกเสรีเบ่งบาน รัฐประหารจะตันยุคสมัยของไบเดนจะเป็นการรื้อฟื้นประชาคม “โลกเสรี” ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อสร้างแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านประเทศเผด็จการ

โจ ไบเดนเคยเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยของบารัก โอบามา นโยบายหลายๆ อย่างของคนทั้งสองจึงคล้ายๆ กัน เช่น การลดความพัวพันของสหรัฐในสงครามต่างๆ ซึ่งโอบามาพยายามทำเป็นอันดับแรกๆ และยังพยายามลดการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การพยายามเข้าถึงชาวมุสลิมให้มากขึ้น

ท่าทีเหล่านี้เป็นการเลี้ยวแบบหักมุมจากนโยบายสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่ก่อสงครามในรูปแบบที่อิรักและอัฟกานิสถานและทำให้โลกมุสลิมเพ่งเล็งสหรัฐป็นศัตรูจากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย การที่โอบามาทำตรงกันข้ามหมด ส่งผลให้ประชาคมโลกสรรเสริญและทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2009 ทั้งๆ ที่เพิ่งดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึงปี

แต่โอบามาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้สร้างสันติภาพ ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐนั้นมีภาระอย่างหนึ่งพ่วงมาด้วยคือการเป็น “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ที่มีอำนาจสั่งการทุกเหล่าทัพแบบหันซ้ายเป็นซ้าย หันขวาเป็นขวา เขาคือจอมพลของกองทัพที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลก

โอบามาก็ยังบอกเองในสุนทรพจน์รับรางวัลโนเบลว่า “บางทีประเด็นที่มีความลึกซึ้งที่สุดเกี่ยวกับการได้รับรางวัลนี้ของผม ก็คือความจริงที่ว่าผมเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศท่ามกลางสงครามสองสมรภูมิ” ปรากฎว่าหลังจากนั้นโอบามาถอนทหารจากอิรักและอัฟกานิสถานจริง

แต่เขาเพิ่มการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงโดยใช้โดรนทั้งใน 2 ประเทศนั้นและในปากีสถาน, เยเมน, ซีเรีย, ลิเบีย และโซมาเลีย เรียกว่าสถานการณ์แทบไม่ได้ดีขึ้นเลย เพียงแค่ทหารอเมริกันตายน้อยลงเท่านั้น

จากการวิเคราะห์โดย Council on Foreign Relations ซึ่งเป็นองค์กรด้านนโยบายต่างประเทศที่มีอิทธิพลของสหรัฐพบว่า สหรัฐทิ้งระเบิดมากถึง 79% ในสมรภูมิที่ร่วมรบกับพันธมิตร และโอบามาเป็นประธานาธิบดีที่ทำสงครามยาวนานกว่าประธานาธิบดีคนไหนๆ ของสหรัฐ

เทียบกับโดนัลด์ ทรัมป์แล้วโอบามามีภาพลักษณ์ของสุภาพชนผู้ใฝ่สันติ แต่เขาทำสงคารามไม่หยุดหย่อน ส่วนทรัมป์มีท่าทีโผงผาง แต่กลับถอนสหรัฐจากสงครามจริงๆ จังๆ มากกว่าถึงขนาดจะถอนตัวจากการฟอร์มพันธมิตรความมั่นคงด้วยซ้ำ

ที่ยกเรื่องของโอบามาขึ้นมาก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าภาพลักษณ์และสุนทรพจน์ที่สวยหรูอาจจะหลอกเราได้ ดังนั้นเราต้องมองดูที่ผลของการกระทำ ไม่ีใช่แค่นโยบายเท่านั้น

โจ ไบเดนก็อาจมาอีหรอบเดียวกับโอบามา ไม่ใช่แค่เพราะเขาเคยเป็นคู่หูของโอบามาเท่านั้น แต่เรามีแนวคิดที่เชิงรุกกว่าโอบามามาตั้งแต่ไหนแต่ไร หากเราจะทำนายอนาคตของโลกในยุคไบเดนเราต้องรู้ก่อนว่าวิธีคิดของเขาเป็นอย่างไร และนโยบายของเขามาแนวไหนและจะคล้ายกับสมัยโอบามาหรือไม่?

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าไบเดนมีแนวคิดคล้ายๆ กับเท็ด เคนเนดี นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลล่วงลับไปแล้วซึ่งไบเดนนับถือเขาเป็นเสมือนอาจารย์ เท็ด เคนเนดีมีแนวคิดที่เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของพรรคเดโมแครต คือส่งเสริมรัฐสวัสดิการแบบอ่อนๆ ส่งเสริมการแทรกแซงของรัฐเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ต่อต้านการรวมหัวกันของทุนนิยมเอารัดเอาเปรียบ และสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม

เราจะเห็นว่านโยบายหลายๆ อย่างของไบเดนเหมือนกับแนวคิดของเท็ด เคนเนดีนั่นเอง (และส่วนหนึ่งก็เพราะเท็ด เคนเนดีเป็นตัวแทนแนวคิดแบบเดโมแครต)

ก่อนที่รัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู บุชจะยกกำลังรุกรานอิรักเมือปี 2002 เท็ด เคนเนดีต่อต้านแบบหัวชนฝา ไบเดนนั้นอาจจะสนับสนุนการส่งทหารไปรุกรานอิรักก็จริง แต่เขาสนับสนุนไปก็เพราะโอกาสที่จะแก้ปัญหาทางการทูตไม่มีเหลือแล้ว หลังจากที่เขาสนับสนุนการรุกรานอิรักและการรุกรานเกิดขึ้นจริงๆ ไบเดนก็ยังวิจารณ์บุชออยู่เนืองๆ ว่า “ล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางการทูตให้ถึงที่สุดเสียก่อน ความล้มเหลวในการระดมพลกลุ่มพันธมิตรที่แข็งแกร่งมากกว่านี้ในการทำสงครามและการขาดแผนการฟื้นฟูอิรัก”

ในเวลาต่อมาไบเดนให้สัมภาษณ์ว่าการสนับสนุนให้ส่งกำลังทหารรุกรานอิรักของเขานั้น “เป็นความผิดพลาด เป็นความผิดพลาดที่ไปคาดหวังว่าประธานาธิบดี (บุช) จะใช้อำนาจที่เรามอบให้เขาอย่างเหมาะสม”

มาถึงจุดนี้เราสามารถสรุปได้ว่า ไบเดนสนับสนุนการแทรกแซงโดยรัฐ (ตามแนวคิดของเท็ด เคนเนดี) เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม ก่ารที่เขาสนับสนุนการส่งกำลังไปอิรักเพราะเห็นว่าซัดดัมเป็นภัยคุกคาม แต่ที่สนับสนุนการแทรกแซงนี้ก็เพราะโอกาสทางการทูตไม่มีแล้ว และต่อมายอมรับว่าการแทรกแซงนี้ผิดพลาด เพราะหวังกับบุชสูงเกินไป

ดังนั้นไบเดนไม่ใช่คนทำอะไรบุ่มบ่าม หากจะต้องแทรกแซงเขาจะทำตามกรอบที่ควบคุมการใช้อำนาจไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง คำถามก็คือวันนี้ไบเดนมีอำนาจสูงสุดในฐานะผู้นำประเทศ เขาจะแทรกแซงชาติต่างๆ หรือไม่และจะแทรกแซงแบบไหน?

ในฐานะผู้ที่เชื่อมั่นในการแทรกแซงโดยรัฐ ไบเดนจะแทรกแซงอย่างแน่นอน ในแนวนโยบายของเขาไบเดนได้วางแนวทางเอาไว้ว่าการแทรกแซงจะเริ่มจากภายในประเทศก่อนเพื่อสร้างประเทศที่เข้มแข็งและมีเกียรติภูมิขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่โครงการสวัสดิการต่างๆ ถูกลดทอนลงไปในสมัยทรัมป์ และเขายังจะฟื้นฟูสังคมที่เป็นประชาธิปไตยในสหรัฐขึ้นมาในเว็บไซต์แคมเปญเลือกตั้งของเขากล่าวว่า “สหรัฐจะต้องเป็นผู้นำไม่ใช่แค่เพราะมีอำนาจ แต่เพราะพลังอำนาจของการที่เราทำเป็นตัวอย่าง”

สิ่งที่เขาจะทำคือ “ฟื้นฟูการปกครองของเราเองและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรที่เป็นประชาธิปไตยที่ยืนเคียงข้างเรากับเรา” และไบเดนจะจัดและเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดระดับโลกเพื่อประชาธิปไตยเพื่อฟื้นฟูเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายร่วมกันของประเทศโลกเสรี

การที่เคมเปญของไบเดนใช้คำว่าประเทศโลกเสรี (Free World) อีกครั้งทำให้นึกถึงยุคสงครามเย็นขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะในสมัยสงครามเย็นคำว่าโลกเสรีถูกใช้เพื่อยกย่องสหรัฐและพันธมิตรเป็นดินศิวิไลซ์ตรงกันข้ามกับโลกหลังม่านเหล็กของประเทศคิมมิวนิสต์ที่อยู่กันอย่างไม่เสรีและถูกกดขี่โดยอำนาจเผด็จการ

การเอ่ยถึงโลกเสรีของไบเดนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าไบเดนตั้งใจที่จะฟอร์มพันธมิตรแห่งโลกเสรีขึ้นมาอีกครั้งโดยชูธงแห่งอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย เพื่อจัดการกับใครก็ตามที่ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตย เพราะคนพวกนี้ไม่ได้ “เป็นประชาธิปไตยที่ยืนเคียงข้างเรากับเรา”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไบเดนใช้คำว่า “โลกเสรี” ย้อนกลับไปในปี 2010 ตอนที่เขาเป็นรองประธานาธิบดีเขาเคยกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภายุโรปว่ากรุงบรัสเซลส์อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสหภาพยุโรปและที่ทำการขององค์การนาโตสามารถอ้างได้ว่าเป็น “เมืองหลวงของโลกเสรี” ซึ่งตามปกติจะหมายถึงกรุงวอชิงตันดีซีของสหรัฐ

ดูเหมือนว่า “โลกเสรี” จะเป็นแนวคิดที่ไบเดนสนใจเป็นพิเศษและเขากำลังจะผลักดันมันขึ้นมาให้เป็นรูปธรรมอีกครั้งหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

การประชุมสุดยอดของโลกเสรีจะมีวาระสำคัญ 3 เรื่องคือ 1. ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น 2. ต่อต้านอำนาจนิยมรวมถึงความมั่นคงด้านการเลือกตั้ง และ 3. เสริมสร้างความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศของตนและในต่างประเทศ

หากจัดขึ้นมาจริงๆ การประชุมสุดยอดนี้จะเป็นหมายหลักของการเริ่มต้นยุคที่สหรัฐกลับมาเป็นตำรวจโลกและผู้ตรวจการประชาธิปไตยอีกครั้ง ประเทศไหนที่ทำขัดหูขัดตาสหรัฐก็จะถูกเล่นงานแน่นอน

ในส่วนของไทย อาจจะถูกเพ่งเล็งมากขึ้นในด้านสิทธิมนุษชนแรงงานซึ่งตามปกติจะถูกพิจารณาทบทวนโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเป็นระยะและไทยมักจะมีปัญหาเรื่องนี้อยู่เป็นระยะเช่นกัน จนส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิพิเศษทางการค้ารวมถึงความช่วยเหลือจากสหรัฐ

ในยุคของไบเดนมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่สหรัฐจะเรียกร้องจากไทยจะเข้มข้นขึ้น สหรัฐยังอาจเพ่งเล็ง “รัฐบาลประยุทธ์” มากขึ้นในเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย และมีโอกาสไม่น้อยที่เขาจะสนับสนุนกลุ่มประชาสังคมหรือแม้แต่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล เพราะในวาระการประชุมสุดยอดได้ระบุไว้ว่า “จะรวมเอาองค์กรประชาสังคมจากทั่วโลกที่ยืนอยู่บนแถวหน้าในการปกป้องประชาธิปไตยของเรา”

ในยุคของไบเดน เอ็นจีนโอในเมืองไทยอาจจะเบ่งบานอีกครั้ง องค์กรที่รับเงินสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากรัฐบาลสหรัฐจะมีปากเสียงที่ดังมากขึ้นในเมืองไทย

สหรัฐจะไม่ก่อสงครามเพิ่ม แนวทางของไบเดนคือยุติ “สงครามตลอดกาล” คือทำให้สหรัฐพ้นจากภาระการทำสงครามพัวพันเสียที

แต่สหรัฐในยุคของไบเดนจะใช้ประชาธิปไตยเป็นอาวุธที่ทรงพลัง การก่อสงครามของประธานาธิบดีคนก่อนๆ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและชีวิตอเมริกันชนโดยใช่แต่การใช้ประชาธิปไตยเป็นธงไม่เพียงแต่จะเรียกมิตรสหายให้กลับมาเชื่อมั่นในสหรัฐอีกครั้ง มันยังเป็นยุทธศาสตร์ที่ชอบธรรมกว่าด้วย

ไบเดนเคยบอกว่า “เป็นเรื่องเหมาะสมที่เราจะให้การสนับสนุนที่ไม่ใช่กำลังทหารสำหรับการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านที่แสวงหาสิทธิมนุษยชนสากลและการปกครองระบอบผู้แทนและมีความชอบธรรมมากขึ้น”

ดังนั้นกระบวนการสร้างโลกเสรีอาจไม่รุกอย่างก้าวร้าว เพราะไบเดนเป็นพวกนิยมการทูตในขณะที่เขามีจุดยืนแข็งกร้าวกับจีน แต่เขาคงจะเน้นการเจรจามากว่าประกาศมาตรการเผชิญหน้าแบบทรัมป์ การทูตยังเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่ถูกสหรัฐทอดทิ้งไปในสมัยของทรัมป์

ย้อนกลับไปที่เท็ด เคนเนดี คนที่ไบเดนถือเป็นอาจารย์ทางการเมือง เขาเป็นคนมีแนวคิดแบบ Perfect is the enemy of good หมายความว่าหากมีโอกาสเขาจะผลักดันกฎหมายให้ผ่านสภาไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขให้สมบูรณ์แบบตามกาลเวลา เพราะหากรอให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติโอกาสจะหลุดลอยไปเสียก่อน

ไบเดนก็อาจเป็นคนประเภทนี้ เขาจะผลักดันความเปลี่ยนแปลงเมื่อโอกาสมาถึงแล้วเขาจะคว้ามันไว้ จากนั้นจะค่อยๆ ปรับให้สมบูรณ์แบบในที่สุด เขาไม่ใช่คนประเภทจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว แต่มีธงไว้แล้วในมือ รอไปปักไว้ในเวลาที่เหมาะสม จากนั้นค่อยๆ ปลุกป้ั้นมันขึ้นมาแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น

หากเป็นไปตามตรรกะนี้ แม้ว่าไบเดนจะเน้นการสร้างโลกเสรีขึ้นมาใหม่ แต่เขาจะต้องทำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไปและถนอมน้ำใจประเทศที่จำเป็นในฐานะพันธมิตรแต่ก็มีปัญหาในเรื่องประชาธิปไตย (เช่น ตุรกีและซาอุดีอาระเบีย) และอาจรวมถึงไทยด้วย

แต่มันมีข้อยกเว้นเหมือนกัน

ไบเดนมีท่าทีต่อต้านการใช้กำลังทหารในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เขาเคยตำหนิความพยายามการก่อรัฐประหารในตุรกี แต่ขณะเดียวกันไบเดนและโอบามากลับไม่ยอมส่งตัวผู้พยายามทำรัฐประหารให้รัฐบาลตุรกี

เมื่อรัฐบาลตุรกีตำหนิสหรัฐว่าช่วยเหลือผู้พยายามก่อรัฐประหารและทำการกวาดล้างนักข่าว นักวิชาการ และนักการเมืองครั้งใหญ่จนเรียกได้ว่าเป็นการทำรัฐประหารซ้อนก็ว่าได้ ไบเดนก็กลับตำหนิผู้นำตรุกีเรื่องนี้ กลายเป็นจุดเริ่มความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานของทั้งสองประเทศ

ในกรณีของตุรกีนั้นเกิดคำถามขึ้นมาว่า “ไบเดนจะชิงชังการทำรัฐประหารมากกว่าการแสวงหาพันธมิตรหรือไม่? หรือหากเกิดการทำรัฐประหารในประเทศที่สหรัฐต้องการผูกมิตรด้วย ไบเดนจะเอาหูไปนาเอาตาไปไหร่หรือไม่”

ขอตอบในที่นี้เลยว่า ไบเดนเลือกที่จะต่อต้านการทำรัฐประหารแน่นอนเพราะเขามีธงจะฟื้นฟูโลกเสรีอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ต่อต้านรัฐประหาร หากรัฐบาลใดมาจากการเลือกตั้งแต่ใช้อำนาจดั่งรัฐประหาร เขาก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน เช่นกับตุรกีแม้ว่าจะมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ตะวันออกกลางและเป็นพันธมิตรนาโต แต่ไบเดนแสดงจุดยืนชัดเจนเอามากๆ เขาจะไม่ปราณีกับตุรกีและเขาสนับสนุนให้ฝ่ายค้านตุรกีโค่นล้มผู้นำตุรกีคนปัจจุบันให้ได้

เมื่อเดือนสิงหาคมมีการเผยคลิปวิดีโอซึ่งไบเดนพูดถึงการสนับสนุน “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในตุรกี “เพื่อให้สามารถต่อสู้และเอาชนะแอร์โดอันได้” ปรากฏว่าทั้งรัฐบาลตุรกีและฝ่ายค้านตุรกีโกรธเคืองอย่างมาก เพราะมันแสดงให้เห็นถึงเจตนาของไบเดนที่จะแทรกแซงประเทศอื่นโดยหวังว่าฝ่ายค้านของตุรกีจะเป็นมิตรกับสหรัฐหรืออย่างน้อยควบคุมได้ ไม่เหมือนประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอันที่เป็นตัวของตัวเองสูง

ดังนั้น หากประเทศไทยจะเกิดการรัฐประหารขึ้นมาหรือมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วดันไม่เป็นยอมเป็นพันธมิตรโลกเสรีกับสหรัฐ ก็เตรียมถูกตำรวจโลกที่ชื่อไบเดนหมายหัวไว้ได้เลย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by ANGELA WEISS / AFP

ความหวังชาวโลกเป็นจริง วัคซีนได้ผล 90% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637595

วันที่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 20:23 น.ความหวังชาวโลกเป็นจริง วัคซีนได้ผล 90%วัคซีนที่พัฒนาร่วมกันโดยบริษัท Pfizer และ BioNTech (ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค) มีประสิทธิภาพ 90 เปอร์เซ็นต์ในการป้องกันการติดเชื้อ Covid-19 ในการทดลองระยะที่ 3 อย่างต่อเนื่อง 

เมื่อแถลงการณ์ดังกล่าวได้รับการเผยแพร่หลังจากนั้นตลาดหุ้นยุโรปและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นตามประกาศ

จากผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยจะเกิดขึ้นเจ็ดวันหลังจากได้รับวัคซีนครั้งที่สอง และ 28 วันหลังจากการรับวัคซีนครั้งแรก

บริษัททั้งสองแห่งกล่าวว่าพวกเขาคาดว่าจะจัดหาวัคซีนได้มากถึง 50 ล้านโดสทั่วโลกในปี 2563 และเพิ่มขึ้นถึง 1.3 พันล้านโดสในปี 2564

“ผลการทดลองชุดแรกจากการทดลองวัคซีนโควิด-19 ระยะที่ 3 ของเราเป็นหลักฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับความสามารถของวัคซีนในการป้องกันโควิด -19” อัลเบิร์ต บอร์ลา ประธานและซีอีโอของไฟเซอร์กล่าวในแถลงการณ์

“เรามาถึงก้าวสำคัญที่ใกล้จะมอบความก้าวหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่งให้กับผู้คนทั่วโลกเพื่อช่วยยุติวิกฤตสุขภาพโลกนี้” เขากล่าว “เรากำลังก้าวสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ในโครงการพัฒนาวัคซีนของเราในช่วงเวลาที่โลกต้องการวัคซีนนี้มากที่สุด”

ทั้งนี้ โฆษกของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันเปิดเผยว่าประเทศสหราชอาณาจักรคาดว่าจะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ Pfizer / BioNTech จำนวน 10 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้หากหน่วยงานกำกับดูแลอนุมัติ

Photo by Luka GONZALES / AF

เปิดพระดำรัสรัชทายาทแห่งญี่ปุ่นกับการปรับตัวสู่สังคมยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637583

วันที่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 19:18 น.เปิดพระดำรัสรัชทายาทแห่งญี่ปุ่นกับการปรับตัวสู่สังคมยุคใหม่มกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะตรัสว่าราชวงศ์จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและคำนึงถึงความต้องการของพสกนิกร

มกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ ซึ่งได้รับการประกาศสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (8 พ.ย.) สื่อต่างประเทศเช่น Kyodo มองว่าทรงเป็นปากเป็นเสียงสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของพระราชวงศ์ในยุคสมัยใหม่ โดยก่อนหน้านี้ทรงตรัสว่าราชวงศ์จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และพระองค์พร้อมที่จะทรงงานเคียงข้างและสนับสนุนสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ พระเชษฐา ซึ่งเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

พระองค์ทรงแสดงความคิดเห็นว่าราชวงศ์ควรปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน โดยเชื่อว่าพระราชกรณียกิจสามารถแบ่งปันได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเพศ แม้จะทรงปฏิเสธที่จะตรัสว่าควรอนุญาตให้มีจักรพรรดิหญิง (จักรพรรดินี) หรือไม่ในช่วงเวลาที่ราชวงศ์ญี่ปุ่นขาดแคลนพระบรมวงศ์ที่เป็นชายจนเสี่ยงต่อนาคตของการสืบทอดราชวงศ์

ขณะที่ประชาชนญี่ปุ่นเองก็ต้องการให้ราชวงศ์ปรับตัวให้กับกับยุคสมัย หลุดพ้นจากกรอบความคิดที่ล้าหลัง และไม่ยึดติดกับแนวคิดแบบเก่า เช่นการสนับสนุนการสืบทอดราชบัลลังก์ของรัชทายาทหญิง

ในปี 2017 พระองค์ทรงตรัสเนื่องในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ 52 พรรษาว่า “สิ่งที่ประชาชนต้องการจากพวกเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และเราจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งนั้นอยู่เสมอ”

นอกจากนี้ในปี 2018 พระองค์ยังเป็นผู้เผยต่อผู้สื่อข่าวด้วยว่าอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ผู้เป็นพระบิดามีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติหลังครองราชย์ 30 ปี ด้วยความกังวลเกี่ยวกับพลานามัยส่วนพระองค์ ซึ่งถือเป็นพระมหากษัตริย์ญี่ปุ่นองค์แรกในรอบ 200 ปีที่สละราชบัลลังก์

รวมไปถึงสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะเองก็มีความพยายามที่จะปรับปรุงสถาบันให้มีความเป็นสมัยใหม่ และใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น โดยทรงมีพระราชดำรัสในปี 2017 ว่าจะยืนหยัดใกล้ชิดพสกนิกร

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายคนได้ให้ความเห็นว่าราชวงศ์ญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันสามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยและประชาชนได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีความเป็นสากลมากขึ้น และใช้ชีวิตไม่ต่างจากสามัญชนทั่วไป

ฮาวทูเก็บ? จีนผุดธุรกิจรับจัดบ้าน แก้ปัญหานักช้อปขี้เสียดาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637568

วันที่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 17:40 น.ฮาวทูเก็บ? จีนผุดธุรกิจรับจัดบ้าน แก้ปัญหานักช้อปขี้เสียดายธุรกิจรับจัดบ้านจีนเติบโต 400% ขณะผู้คนหันมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

เศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 40 ปีที่ผ่านมานำไปสู่การใช้จ่ายที่มากขึ้น โดยตามรายงานระบุว่าหนึ่งในสามของการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทั่วโลกเป็นผลงานของผู้บริโภคชาวจีน

ธุรกิจรับจัดบ้าน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีของนักช้อปชาวจีนที่รักในการจับจ่ายใช้สอย และอยากเก็บของทุกชิ้นไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นของแบรนด์เนม ซึ่งธุรกิจนี้ไม่เพียงแต่จัดระเบียบหรือทำความสะอาดบ้านเท่านั้น แต่ยังแนะนำเทคนิคต่างๆ ให้แก่เจ้าของบ้านเพื่อไม่ให้บ้านกลับมารกอีกครั้ง

เปียน หลี่ชุน ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจัดระเบียบบ้านกล่าวว่า ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 3,000 คนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ โดยในช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้หลายธุรกิจซบเซาจนอาจต้องปิดตัวไป แต่ธุรกิจนี้กลับเติบโตพุ่งสูงขึ้นถึง 400 เปอร์เซ็นต์

เนื่องจากผู้คนใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น และเป็นผลมาจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างมากในจีน ส่งผลให้ผู้คนสามารถซื้อของได้ทุกที่ทุกเวลา

นักจัดบ้านคนหนึ่งเผยว่า เขาได้เงินมากกว่า 2,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 60,000 บาทสำหรับการจัดบ้านหนึ่งครั้ง ซึ่งใช้เวลาสองถึงสามวัน และมีรายได้มากกว่าหนึ่งล้านหยวนหรือราว 4.6 ล้านบาทต่อปี

เฉินรุ่ย หนึ่งในลูกค้าที่ใช้บริการทีมจัดบ้าน กล่าวว่า บริการนี้เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่มีเวลาว่าง โดยก่อนหน้านี้ตู้เสื้อผ้าของเธอเต็มไปด้วยของแบรนด์เนมอย่างหลุยส์ วิตตอง, ชาเนล, พราด้า และกุชชี เธอไม่เคยทิ้งของใดๆ มีแต่การซื้อเพิ่มเข้าไปเท่านั้น ทำให้เธอทะเลาะกับสามีบ่อยครั้ง จนกระทั่งเธอตัดสินใจจ้างทีมจัดบ้าน และประทับใจกับผลที่ได้รับมาก

ผู้เชี่ยวชาญในชุดเครื่องแบบสีดำ 4 คน เทเสื้อผ้ามากกว่าพันชิ้นและกระเป๋าหรูหลายสิบใบออกจากตู้ของเธอ และจัดระเบียบสิ่งของเหล่านั้นใหม่ให้เข้าที่เข้าทางและเป็นระเบียบมากขึ้น 

ทีมจัดระเบียบบ้านไม่เคยเสนอให้ลูกค้าทิ้งสิ่งของ หรือขอให้ซื้อของน้อยลง แต่สอนวิธีการจัดเก็บและการออกแบบที่สวยงาม ด้วยแนวคิดว่า “ไม่มีสิ่งใดบนโลกที่ไร้ประโยชน์”

ทั้งนี้ ธุรกิจดังกล่าวสวนทางอย่างยิ่งกับวิธีการของมาริเอะ คอนโด กูรูชื่อดังชาวญี่ปุ่น และที่ปรึกษาด้านการจัดบ้านอันดับต้นๆ ของโลก เจ้าของหลักการ “คอนมาริ” ที่แนะนำว่าให้กำจัดของเหลือทิ้งให้หมด เว้นไว้แต่ของที่มีคุณค่าทางจิตใจจริงๆ เท่านั้น

Photo by NOEL CELIS / AFP

เชื้อกลายพันธุ์! เดนมาร์กสั่งฆ่ามิงค์ 17 ล้านตัวสกัดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/637558

วันที่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 15:39 น.เชื้อกลายพันธุ์! เดนมาร์กสั่งฆ่ามิงค์ 17 ล้านตัวสกัดโควิดรัฐบาลเดนมาร์กออกมาตรการฆ่ามิงค์ทั่วประเทศป้องกันการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนา

นิวยอร์กไทมส์ รายงานรัฐบาลเดนมาร์กเผยว่าจะมีการฆ่ามิงค์หลายล้านตัวเนื่องจากความกังวลต่อการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

โดยนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แถลงว่าเดนมาร์กได้เริ่มกำจัดมิงค์ 17 ล้านตัว จากฟาร์มทั่วประเทศ 400 แห่งที่ติดเชื้อหรือมีความใกล้ชิดกับฟาร์มที่ติดเชื้อ หลังพบว่ามีการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาในฟาร์มผลิตขนสัตว์

โดยก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมได้เริ่มฆ่ามิงค์ 2.5 ล้านตัวในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศหลังพบมิงค์ในฟาร์มอย่างน้อย 63 แห่งติดเชื้อไวรัสโคโรนา

นักระบาดวิทยาหัวหน้าสถาบันเซรั่มและหน่วยงานด้านสาธารณสุขและโรคติดเชื้อของรัฐบาลเตือนว่า การกลายพันธ์ุของไวรัสอาจส่งผลให้วัคซีนในอนาคตมีประสิทธิภาพลดลง

ขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลกได้รับแจ้งจากรัฐบาลเดนมาร์กเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของไวรัส และมีผู้ติดเชื้อไวรัสจากมิงค์จำนวนมาก

โดยขณะนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับลักษณะของการกลายพันธุ์หรือวิธีการทดสอบตัวแปรของไวรัส

ทั้งนี้ มิงค์เป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับพังพอนซึ่งติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงอาศัยอยู่กันอย่างแออัดจึงเหมาะสมต่อการแพร่กระจายของไวรัส นอกจากนี้ยังมีมิงค์ในประเทศอื่นๆ ที่ติดเชื้อเช่นกัน อาทิ เนเธอร์แลนด์ และบางรัฐในสหรัฐอเมริกา

ขณะที่องค์กรคุ้มครองสัตว์เดนมาร์กแนะนำว่า “วิธีการที่ถูกต้องคือยุติการเลี้ยงมิงค์ และช่วยเหลือเกษตรกรในการประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและสวัสดิภาพของสัตว์”

Photo by MADS CLAUS RASMUSSEN / Ritzau Scanpix / AFP