คลังคิดดอก 0.01% สู้ภัยแล้ง ธ.ก.ส.ชง ครม.ไฟเขียวอุ้มชาวนาแสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581003

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2559 06:01

 

ธ.ก.ส.ทุ่ม 1.5 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 0.01% เสนอ ครม.กู้วิกฤติภัยแล้งหวังการปรับเปลี่ยนการผลิต มั่น ใจเกษตรกรภาคกลางตั้งแต่ลุ่มเจ้าพระยาถึงแม่กลองกว่า 1 แสนคนสมัครเข้าร่วมโครงการ พร้อมออกมาตรการชุดที่ 2 ฉีดเงิน 7.2 หมื่นล้าน ปล่อยกู้โครงการ 1 ตำบล 1 SME แห่งละ 20 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 ก.พ.นี้ กระทรวงการคลังโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเสนอ “โครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้ภัยแล้ง” หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รายงานว่า จะเกิดภัยแล้งต่อเนื่องในปี 2559 โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และลุ่มแม่น้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด ซึ่งจะเป็นพื้นที่งดเพาะปลูก 10.70 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 476,000 ราย

ดังนั้น ธ.ก.ส.จึงได้เสนอมาตรการช่วยเหลือและจูงใจให้เกษตรกรมีอาชีพเสริม และการปรับเปลี่ยนการผลิตในช่วงฤดูแล้งรวมทั้งการให้ความสนับสนุนการตลาดรองรับอาชีพเสริม โดยอาชีพเสริมของเกษตรกรจะต้องสอดคล้องกับทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อให้การแปรรูปสินค้าเกษตรสามารถพัฒนาเป็นอาชีพเสริมได้อย่างยั่งยืน และยังส่งผลให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ กระทรวงการคลังจึงเห็นควรที่รัฐบาลผลักดันเรื่องดังกล่าว โดยให้เกษตรกรเรียนรู้แนวทางการทำเกษตรแนวใหม่แบบผสมผสานเพื่อให้เกิดกระบวนการผลิตที่หลากหลาย มีการกระจายความเสี่ยงผ่านระบบการจ้างผลิต ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่เป็นหนี้สินในลักษณะของพันธะสัญญา (Contract Farming) กับชุมชน โดยให้ดำเนินการในรูปแบบของการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐและประชาชนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนเข้มแข็ง”

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.คาดว่า จะมีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการนี้ ประมาณ 100,000 ราย โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. กลุ่มอาชีพหรือวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพและอยู่ในพื้นที่ประสบวิกฤติภัยแล้ง โดย ธ.ก.ส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในโครงการนี้ 15,000 ล้านบาท กำหนดปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท กำหนดคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.59-ธ.ค.61 รวมระยะเวลา 3 ปี โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส.ในอัตราดอกเบี้ย 3.5% เป็นวงเงิน 525 ล้านบาท ปีที่ 1 ชดเชย 160 ล้านบาท ปีที่ 2 ชดเชย 200 ล้านบาท และในปีที่ 3 ชดเชย 165 ล้านบาท

สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการ ได้มอบหมายให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ส่วนราชการและสถาบันการศึกษา โดยจะมีตลาดรองรับก่อนเริ่มการผลิต และเน้นการผลิตที่ให้ผลตอบแทนเร็วและได้มาตรฐานคุณภาพตามต้องการของตลาด

โดยคาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ ประมาณ 100,000 ราย จะมีรายได้เสริมช่วงวิกฤติภัยแล้ง 3,500-15,000 บาท/ไร่/ราย/รอบการผลิต ทำให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่ม มีเงินทุนในการพัฒนาสวัสดิการของชุมชน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และยังเป็นการปรับแนวคิดในการผลิตของสมาชิกในชุมชนและสามารถนำไปขยายผลสู่การปรับโครงสร้างการผลิตในภาพรวม

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.โครงการ “สินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตรเพื่อสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย” โดยใช้วงเงินในการปล่อยกู้ประมาณ 72,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 7 ปี โดยมีวงเงินกู้รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท และห้ามนำเงินกู้ก้อนนี้ ไปใช้หนี้คืนเงินกู้เดิม หรือรีไฟแนนซ์ โดยมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการภาคการเกษตรที่ดีให้มีความเข้มแข็งและเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน 2.การสนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวเป็นผู้ประกอบการภาคเกษตร มีความสามารถในการบริหารและจัดการธุรกิจด้วยตัวเองหรือกลุ่ม 3.สนับสนุนนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร และ 4.ยังเพิ่มรายได้ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคชนบทมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมการพัฒนากระบวนการผลิต การรวบรวมการแปรรูปและกระบวนการต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าตลอดห่วงโซ่ที่สู่เกษตรยั่งยืนที่เป็นเกษตรรูปแบบใหม่ รักษาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม พลังงานสะอาดและอาหารปลอดภัย เป็นต้น

โดยโครงการนี้ ธ.ก.ส.จะประสานความร่วมมือกับธนาคารออมสิน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย รวมถึงสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สภาเกษตรแห่งชาติ เพื่อร่วมกันคัดกรอง SME เกษตรกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในโครงการ.

ชง กบง.เคาะต้นทุนราคาก๊าซเอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581000

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2559 05:45

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 24 ก.พ.นี้ กบง.จะพิจารณาราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ประจำเดือน ก.พ.หลังจากที่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติลอยตัวราคาแบบมีเงื่อนไข โดยราคายังคงที่ระดับ 13.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ขณะที่ราคาต้นทุนอยู่ที่ 13.65 บาทต่อ กก. โดยส่วนต่างราคานั้น ได้สั่งการให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ชดเชยราคาแทน และได้คาดการณ์ว่าราคาเอ็นจีวี จะมีแนวโน้มลดลงตามตลาดโลก จะอยู่ใกล้เคียงระดับ 13.50 บาทต่อ กก.ต่อไปจนถึงเดือน พ.ค.นี้ หลังจากนั้นมีโอกาสปรับลดลงได้อีกครั้งหนึ่ง แต่จะเป็นเท่าใด ต้องรอดูสถานการณ์ราคาในตลาดโลกในขณะนั้น

นอกจากนี้ จะมีการรายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันและการคาดการณ์จาก ปตท.ซึ่งระยะสั้นราคาน้ำมัน เริ่มมีการแกว่งตัวจากกระแสของสมาชิกกลุ่มโอเปก เริ่มเคลื่อนไหวที่จะร่วมมือกันทำให้ราคาน้ำมันดิบขยับสูงขึ้น แต่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นระยะสั้นตามข่าวรายวัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่สู้ดีนักประกอบกับกำลังการผลิตน้ำมันก็ยังเกินความต้องการอยู่มาก ขณะเดียวกัน ผลพวงจากระดับราคาน้ำมันที่ลดต่ำในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงพลังงานมีนโยบายศึกษาโครงสร้างต้นทุนของพลังงานทดแทนในส่วนของเอทานอลและไบโอดีเซล โดยจะเรียกเอกชนมาหารือ เพื่อที่จะดูต้นทุนที่แท้จริง เพื่อที่จะกำหนดมาตรการดูแลและส่งเสริม ให้เกิดการผลิตที่มีศักยภาพ เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนเอทานอลและปาล์มน้ำมันของประเทศไทยค่อนข้างสูง ทั้งนี้ สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ได้ระบุว่าผู้ผลิตเอทานอลพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ และยืนยันว่าต้นทุนการผลิตเอทานอล ราว 70-80% อยู่ที่วัตถุดิบ คือ โมลาส หรือกากน้ำตาล และมันสำปะหลัง ซึ่งขณะนี้ราคาแกว่งตัวค่อนข้างมากและโรงงานผลิตเอทานอลมีขนาดต่างกัน ทำให้ต้นทุนต่างกัน ดังนั้น กระทรวงพลังงานจะพิจารณาต้นทุนที่เหมาะสม.

เปิดแนวคิดความสำเร็จ “แฟชั่นไอส์แลนด์-เทอร์มินอล 21”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577762

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 05:30

 

ธุรกิจห้างสรรพสินค้าในไทยมีมากมายหลายแบรนด์ ทั้งที่เกิดใหม่ และอยู่มายาวนาน เจ้าของมีทั้งจากกลุ่มทุนระดับประเทศและท้องถิ่น ทั้งนี้ ห้างที่หลายๆ คนได้ยินชื่อและเคยไปเดินไม่มากก็น้อย ต้องรวมถึงห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ และพรอมานาด รามอินทรา ตลอดจน เทอร์มินัล 21 อโศก อยู่ด้วยแน่นอน โดยทุกห้างที่กล่าวมาก็ถือว่าอยู่ระดับแถวหน้าเลยทีเดียว

ดังนั้น วันนี้ “Success Story” จะพาไปรู้จักกับความสำเร็จในธุรกิจห้าง ผ่านผู้บริหารคนเก่ง “ประเสริฐ ศรีอุฬารพงศ์” กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด บริษัทผู้พัฒนาและบริหารห้างในกลุ่ม บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

อาณาจักรสยาม รีเทลฯ

20 ปี จุดเริ่มต้น “สยาม รีเทล”

บริษัท สยาม รีเทลฯ เป็นเจ้าของ ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์มาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทำมาเรื่อยๆ จากนั้น ทำศูนย์การค้าไลฟ์เซ็นเตอร์ให้กลุ่มบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมา ทำศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก และศูนย์การค้าเดอะพรอมานาด ทั้งหมดเป็นพัฒนาการของการทำศูนย์การค้า

ผลประกอบการของสยาม รีเทลฯ ในปี 2558 มีรายได้รวมจากทั้ง 4 ศูนย์การค้า 3,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 9% เป็นการเติบโตตามคาด เป็นผลประกอบการที่ดี ซึ่งถือเป็นผลประกอบการที่น่าพอใจเมื่อพิจารณาจากความท้าทาย และปัจจัยลบอื่นๆ ตลอดจนภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น

แฟชั่นไอส์แลนด์ขุมทรัพย์รายได้หลัก

รายได้หลักๆ ของบริษัทฯ มาจากศูนย์การค้าห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ประมาณกว่า 50% ของทั้งหมด อีก 25% มาจากเทอร์มินอล 21 อโศก ส่วนเดอะพรอมานาด และ ไลฟ์เซ็นเตอร์ เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ สำหรับอัตราการเช่าพื้นที่รวมทุกศูนย์การค้าอยู่ที่ประมาณ 98-100% มีจำนวนผู้ใช้บริการเป็นที่น่าพอใจทั้ง 4 ศูนย์การค้า

คะแนนความสำเร็จ?

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศูนย์การค้าทั้งหมดของสยาม รีเทลฯ ได้รับการตอบรับที่ดี และคิดว่าสามารถขยายการเติบโตในธุรกิจศูนย์การค้าต่อได้

กก.บริหารและ กก.ผจก.สยาม รีเทลฯ

แนวทางต่อยอดความสำเร็จปีนี้

โครงการศูนย์การค้าใหม่ของบริษัทฯ ที่สำคัญในปี 2559 คือ เทอร์มินอล 21 โคราช นับเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ระยะยาวจากบริษัทฯ และเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ในตลาดภูมิภาค เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในอนาคตของโคราชและภาคอีสาน

ขณะนี้ การก่อสร้างโครงสร้างอาคารแล้วเสร็จมากกว่า 90% ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีมาตลอด ทั้งจากพันธมิตร ผู้เช่า ผู้ประกอบการในท้องถิ่น และลูกค้าเป้าหมาย

สยายปีก ตจว. ตามแบบฉบับสยาม รีเทล

เทอร์มินอล 21 โคราช เป็นศูนย์การค้าสาขาแรกที่สยาม รีเทลฯ ขยายไปยังต่างจังหวัด โดยยังคงแนวคิดหลักเดียวกับเทอร์มินอล 21 อโศก คือ การสร้างสรรค์บรรยากาศแบบมาร์เก็ตสตรีทจาก 7 มหานครแห่งการช็อปปิ้งระดับโลก เสริมด้วยความโดดเด่นและแตกต่างจากเทอร์มินอล 21 อโศก คือ มีหอคอยชมวิวสูงอันดับที่ 3 ของประเทศ และสูงเป็นอันดับ 1 ของอีสาน โดดเด่นด้วยบันไดเลื่อนยาวที่สุดในศูนย์การค้าของไทย ขณะเดียวกันมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง และส่วนผสมของร้านค้า เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่มากที่สุด

เชื่อว่า เทอร์มินอล 21 โคราช ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดในโคราช บนพื้นที่ 32 ไร่ ของถนนมิตรภาพ ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ย่าโม ขนาดพื้นที่ให้เช่าใหญ่กว่าเทอร์มินอล 21 อโศกเท่าตัว มีจุดจอดรถยนต์จำนวนมาก และมีจุดจอดรถจักรยานยนต์ในร่ม เอาใจลูกค้าต่างจังหวัด ซึ่งใช้รถจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก

โครงการมีมูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท มีจุดเด่นเป็นหอคอยชมเมืองคล้ายหอบังคับการบินสูงเท่าตึก 30 ช้ัน มีพื้นที่รวมอาคาร 200,000 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนให้เช่า 70,000 ตารางเมตร พื้นที่จอดรถยนต์ 2,500 คัน จอดรถจักรยานยนต์ 1,800 คัน

เทอร์มินอล 21 โคราช จะเป็นศูนย์การค้าต่างจังหวัดสาขาแรก พร้อมเปิดให้บริการปลายปี 2559 ระว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ โดยเตรียมงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท สำหรับการเปิดตัวเป็นทางการอย่างยิ่งใหญ่ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ ควบคู่การใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ครบวงจรทุกช่องทาง

เทอร์มินอล 21 โคราช เตรียมเปิดปลายปีนี้

คาดหวังต้องปัง ปักธง ตจว. ครั้งแรก

การออกต่างจังหวัดครั้งแรกที่โคราช โดยเทอร์มินอล 21 โคราช นั้น คาดว่าจริงๆ แล้วนอกเหนือจากกรุงเทพฯ การขยายออกสู่ต่างจังหวัดเป็นการขยายตลาด และธุรกิจที่ยังมีอีกมาก และบริษัทฯ ควรจะไปเลือกหัวเมืองหลักๆ หัวเมืองใหญ่เป็นหลัก รวมทั้งเมืองท่องเที่ยวในขั้นแรก ดังนั้น โคราชเป็นเมืองที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเตอร์ของอีสาน หรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มีความมั่นใจว่า เทอร์มินอล 21 โคราช จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่แบบทอล์กออฟเดอะทาวน์อย่างที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ประกอบกับจากการศึกษาวิจัยความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เป็นศูนย์การค้าเมกะโปรเจกต์ฟังก์ชั่นครบครัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคในอีสานได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งวัยรุ่น นักศึกษา หนุ่มสาววัยทำงาน กลุ่มครอบครัว ทั้งความต้องการด้านการกินดื่ม และช็อปปิ้ง นอกจากนั้น ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้

มั่นใจประตูอีสานศักยภาพสูง

โคราชเองก็มีทั้งศักยภาพและความพร้อม ทั้งเป็นหัวเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มีจำนวนประชากรสูงถึง 2.6 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ตลอดจนมีไลฟ์สไตล์ และรสนิยมทันสมัยใกล้เคียงกับคนกรุงเทพฯ และเป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักศึกษาสูงถึง 50,000 คน สูงเป็นอันดับ 3 ของภาคอีสาน รองจากขอนแก่นและมหาสารคาม อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งของภาคอีสาน นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นที่มีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบถนนและระบบรางที่กำลังจะเกิดขึ้น

มั่นใจมีดี โกยลูกค้าจากทำเลโคราช

จริงๆ แล้วโคราชมีศักยภาพสูงมาก เป็นเซ็นเตอร์ นอกเหนือจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังลงไป ดังนั้น จุดนี้รวมทั้งการเปิดเออีซีตลาดจะเริ่มใหญ่ขึ้น การกระจายตัวมากขึ้น เชื่อว่าที่สุดแล้วคู่แข่งขันทุกรายจะมีเซ็กเมนต์ในเชิงการตลาด ลูกค้ามีความต้องการแตกต่างกัน ทั้งนี้ คอนเซปต์ของเทอร์มินอล 21 โคราช ค่อนข้างจะแตกต่าง

เทอร์มินอล 21 โคราช ในทำเลทอง

เทอร์มินอล 21 โกพัทยาต่อ

จากเปิดเทอร์มินอล 21 โคราช จากนั้นจะเป็นพัทยา ขณะนี้ได้สถานที่สำหรับการก่อสร้างแล้ว ส่วนต่อจากพัทยาจะเป็นที่ขอนแก่น ส่วนโครงการในนครศรีธรรมราชนั้น ที่ดินยังมีอยู่ แต่หันมามุ่งโครงการพัทยาก่อน โดยจะเริ่มช่วงปลายปีนี้ จะเร่ิมตอกเสาเข็มลงมือก่อสร้าง ซึ่งเรื่องของที่ดินจบแล้ว พัทยามีความน่าสนใจจึงเร่งดำเนินการก่อนนครศรีธรรมราช โดยขนาดและเงินลงทุนใกล้เคียงกับเทอร์มินอล 21 โคราช ส่วนในพื้นที่ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ มีสิทธิที่สยาม รีเทลฯ จะไปเปิดศูนย์การค้าทั้งหมด ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ โอกาสขยายยากนิดหน่อย เพราะศูนย์กลางย่านเศรษฐกิจ (CBD) น้อยแล้ว ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯ มีความสนใจทุกทำเล แต่ต้องรอที่ดินประมูล อย่างไรก็ตาม ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยย่านมักกะสันก็น่าสนใจ แต่ต้องดูรูปแบบว่า จะนำออกมาประมูลรูปแบบไหน

หลักการเปิดห้างตามแบบฉบับสยาม รีเทลฯ

สำหรับหลักการขยายศูนย์การค้าไปต่างจังหวัดนั้น ดูที่กำลังซื้อเป็นหลัก งบการลงทุนระยะ 5 ปีต่อจากนี้ของ สยาม รีเทลฯ อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท งบลงทุนจะเพิ่มขึ้นหรือไม่เป็นไปได้ ซึ่งมีศักยภาพลงทุนได้ เพราะศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก เข้ากองทุนแล้ว

การลงทุนของบริษัทฯ ยังเป็นไปตามแผน ไม่มีชะลอการลงทุน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะไม่ดีและมีหลายรายชะลอการลงทุน ซึ่งปีนี้ คาดว่าผลประกอบการโดยรวมจะเติบโตประมาณ 5% ไม่รวมเทอร์มินอล 21 โคราช กรณีถ้ารวมเทอร์มินอล 21 โคราช รายได้ปี 2560 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 15%

สภาพการแข่งขันของศูนย์การค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีรายเก่าอยู่แล้วนั้น สยาม รีเทลฯ มีความแตกต่างชัดเจน เป็นประสบการช็อปปิ้งที่มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน แต่ละแห่งมีเซ็กเมนต์ของตัวเองตามความชอบของลูกค้า

บรรยากาศมาร์เก็ตสตรีทจาก 7 มหานคร

แพลนขุดทองขอนแก่นต่อจากพัทยา

ในส่วนของการเปิดสาขา จ.ขอนแก่น ถ้าไม่มีอะไรแทรกขึ้นมา จะก่อสร้างโครงการต่อจากพัทยา โดยขอนแก่นนั้นมีที่ดินอยู่แล้วประมาณ 50 ไร่ ติดกับโฮมโปร ส่วนที่นครศรีธรรมราชมีศักยภาพในแต่ละจังหวัด สรุปแล้วทั้งขอนแก่น พัทยา และนครศรีธรรมราช มีที่ดินอยู่แล้ว

ยังไม่สนลงทุนนอกประเทศ

ทั้งนี้ การขยายศูนย์การค้าไปต่างประเทศนั้น ยังไม่มีแผน ส่วนโครงการที่จะเปิดพัทยาจะเป็นศูนย์การค้าคือ เทอร์มินอล 21 พัทยา บวกกับโรงแรม แต่เป็นไปได้ทั้งหมดต้องดูตลาดก่อน กรณีถ้าที่ดินราคาแพง แต่ถ้ามีศักยภาพของประชากรสยาม รีเทลฯ ก็ทำศูนย์การค้าได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะมีสาขากี่แห่ง แต่จะดูศักยภาพและความเป็นไปได้

สยามรีเทลฯ เป็นดีเวลลอปเปอร์จะไม่เป็นรีเทลแบบเครือเซ็นทรัล โดยจะเห็นว่า เราจะพัฒนาศูนย์การค้าต่อไปโดยดูทำเล ซึ่งนอกจากแบรนด์ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 แล้ว แบรนด์อื่นๆ ก็ขยายใหม่เพิ่มได้ เป็นไปได้ทั้งหมด อยู่ที่คาแรกเตอร์และศักยภาพ แต่การขยายเทอร์มินอล 21 เพราะมีจุดขายคือ เป็นประสบการช็อปปิ้ง

หวังธุรกิจค้าปลีกไทยปีนี้จะดี

คาดว่าจะดี แต่ลักษณะจะค่อยเป็นค่อยไป สยาม รีเทลฯ เองต้องพยายามดึงทราฟฟิกมาให้ได้ ต้องสามารถรักษาฐานลูกค้าได้ โดยเทอร์มินอล 21 ก็มีลูกค้าประจำระดับหนึ่ง แต่ต้องมีกิจกรรมและส่งเสริมการตลาดตลอดเวลา สำหรับสาขาในเมืองกลุ่มลูกค้าทัวร์ริสก็ช่วยได้ ส่วนสถานการณ์ในประเทศไม่น่ามีอะไร และความมั่นคงสูงก็ไม่น่าจะมีอะไร

ท่วงท่าสบายๆ ของผู้บริหารสยาม รีเทลฯ

ธุรกิจค้าปลีกนั้น คาดว่าอยากให้ปีนี้เติบโตประมาณ 5% แต่ไม่แน่ใจ โดยทุกรายก็หวังให้เติบโต ซึ่งที่ผ่านมาปลายปี 2558 ก็มีแนวโน้มค่อนข้างดี ขณะที่ช่วง 1 เดือนของปี 2559 ลดลงเล็กน้อย แต่ตั้งแต่ช่วงตรุษจีนน่าจะดี

ตอบสนองลูกค้า… บันไดสู่ความสำเร็จ

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจริงๆ เรายึดหลักที่ต้องบอกว่า การตอบสนองผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ และการบริหารศูนย์การค้าที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นหลักที่ทำมาและยึดมาตลอด

ฝากถึงผู้อ่าน

เชื่อว่า ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จะเป็นอะไรที่สร้างความตื่นเต้นให้กับภาคอีสาน จากที่ได้เกิดขึ้นแล้วในกรุงเทพฯ และเชื่อว่า คอนเซปต์ของเราเป็นคอนเซปต์ที่มีอะไรแปลกใหม่และแตกต่าง ซึ่งจะเป็นเซ็นเตอร์ที่คนอีสานน่าจะช็อปปิ้งและท่องเที่ยว.

คุณประเสริฐ ศรีอุฬารพงศ์

ตรวจสอบ “ล้งจีน” ขายผลไม้ในไทย รัฐเร่งร่างสัญญามาตรฐาน ช่วยชาวสวนไม่ถูกเอาเปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580998

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2559 05:30

 

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาล้ง หรือโรงคัดแยกบรรจุผลไม้จากจีนที่เข้ามารับซื้อผลไม้ในไทยว่า ในเร็วๆนี้ กรมฯจะร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบล้งชาวจีนที่เข้ามาซื้อผลไม้ไทยและส่งออกไปจีนว่าดำเนินการถูกต้องตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายนี้ ล้งชาวจีนสามารถซื้อ รวบรวม คัดแยก และบรรจุผลไม้ในไทยแล้วส่งออกได้เท่านั้น ไม่สามารถนำผลไม้ที่ซื้อแล้วมาเวียนขายในไทย หากจะนำมาขายในไทยต้องขออนุญาตคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อน เพราะธุรกิจการซื้อขายสินค้าเกษตร หากคนต่างด้าวจะทำในไทยต้องขออนุญาตไม่เช่นนั้นจะมีความผิด โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 100,000-1 ล้านบาท หรือจำคุก 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยและจีน ได้ทำข้อตกลงร่วมกันว่า การซื้อผลไม้ทั้งลำไย ทุเรียน และมังคุดจากไทย ล้งชาวจีนที่จะเข้ามารับซื้อและแพ็กสินค้าส่งออกไปจีน ต้องลงทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรก่อน และต้องได้มาตรฐาน GMP ในการแพ็กสินค้าส่งออก ถ้าไม่ได้ลงทะเบียน และไม่ได้มาตรฐาน GMP จะทำธุรกิจไม่ได้ ที่สำคัญ จะซื้อและส่งออกได้เท่านั้น จะขายในไทยไม่ได้ ขณะที่สวนผลไม้ถ้าจะส่งออกไปจีนต้องลงทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรเช่นกัน เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่จีนกำหนด และก่อนส่งออกต้องมีใบรับรองสุขอนามัย และใบอนุญาตการส่งออก

“แต่ปัญหาขณะนี้คือ เมื่อมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานเข้มงวดเช่นนี้ อาจทำให้ผลไม้ที่ล้งจีนซื้อแล้ว บางลอตอาจไม่ได้มาตรฐาน ส่งออกไม่ได้ ผลไม้ตกเกรดพวกนี้ไปไหน ถ้าเอามาขายต่อในไทย จะผิดตามพ.ร.บ.ต่างด้าวถ้าไม่ขออนุญาตก่อน ตรงนี้เราจะเข้าไปตรวจสอบว่ามีจริงหรือไม่ มากน้อยอย่างไร โดยจะตรวจสอบเฉพาะล้งจีนก่อน เพราะมีมากที่สุด ปัจจุบันมีล้งจีนที่ซื้อและส่งออกลำไย 145 ราย ล้งทุเรียนราว 70-80 รายเท่าๆกับล้งมังคุด”

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางการค้าระหว่างเกษตรกรไทยและล้งจีน ที่มีการร้องเรียนว่าล้งจีน ไม่รับซื้อผลไม้ตกเกรดหรือซื้อกดราคาต่ำมากๆนั้น ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างการยกร่างสัญญามาตรฐาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้ และนำมาใช้ได้ แต่ระหว่างนี้ให้ใช้สัญญามาตรฐานตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีไปชั่วคราวก่อน ขณะเดียวกัน หากเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนมาที่กรมฯได้ ซึ่งกรมฯมี พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ที่ใช้ดำเนินการได้

นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าวอีกว่า นอกจากล้งจีนแล้ว ปัจจุบันยังมีล้งสัญชาติอื่นๆอีก เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม ที่เข้ามารับซื้อผลไม้จากไทยและส่งออกทันที ซึ่งถือว่าดำเนินการได้ ไม่ผิดกฎหมายต่างด้าว ขณะเดียวกัน ยังมีล้งญี่ปุ่นอีกราว 3 ราย แต่ได้ขออนุญาตขายสินค้าเกษตรในไทยด้วย.

ลุ้น!ไทยหลุดบัญชีจับตามองพิเศษมะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580996

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2559 05:15

 

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาทำหนังสือถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) เพื่อชี้แจงการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ สหรัฐฯใช้เป็นข้อมูลประกอบพิจารณาจัดสถานะประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ปี 59 ที่จะประกาศเดือน เม.ย.นี้ “หวังว่าปีนี้สถานะไทยจะดีขึ้น น่าจะอยู่บัญชีจับตามอง (ดับเบิลยูแอล) เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา ที่ไทยอยู่บัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับเบิลยูแอล) ได้แก้ไขปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะปรับปรุงกฎหมาย”

สำหรับหนังสือที่ส่งให้ยูเอสทีอาร์ ประกอบด้วยประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯใช้พิจารณาให้ไทยอยู่ในบัญชีดังกล่าว ได้แก่ การปราบปรามการละเมิด ซึ่งปี 58 จับกุมการละเมิด 7,437 คดี ยึดของกลาง 3.84 ล้านชิ้น การละเมิดอินเตอร์เน็ต 27 คดี ขโมยสัญญาณ 35 คดี ละเมิดซอฟต์แวร์ 308 คดี, การพัฒนากฎหมาย ปี 58 บังคับใช้ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการละเมิดบนอินเตอร์เน็ต คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ์ และป้องกันการลักลอบบันทึกในโรงภาพยนตร์, การจดทะเบียนอยู่ระหว่างพัฒนาระบบการจดทะเบียนโดยใช้ e-Filing และการมีส่วนร่วม โดยจัดประชุมรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับสาธารณสุข ตามที่สหรัฐฯเรียกร้อง.

เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฝันให้ไกลไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580746

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2559 05:01

 

ในการบรรลุเป้าหมายทางนโยบาย แต่ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน…จะช่วยให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้

ประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กำลังเปิดกว้าง ประเทศไทยต้องพร้อมรับ ห้ามกะพริบตา

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดงานเปิดตัวเพื่อแนะนำเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบการจัดเสวนาพิเศษ หัวข้อ “เดินหน้า…เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของไทย” จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหน่วยงานต่างๆ นักธุรกิจชั้นนำ ฯลฯ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ เป็นประธานเปิดงาน

“เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักลงทุนทั่วโลกรับทราบถึงความมีศักยภาพของเราในทุกๆด้าน รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งด้านภาษี แรงงานต่างด้าว พื้นที่ให้เช่า” ดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ว่า

“เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” หมายความว่า บริเวณพื้นที่ที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกําหนดให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรัฐจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จอย่างสอดคล้อง พร้อมๆไปกับการดำเนินการอื่นที่จําเป็นเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาคธุรกิจ…อุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศต่างจับตามอง คงไม่มีใครไม่กล่าวถึงโรดแม็ปเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ได้รับการผลักดัน มีผลการดำเนินงานเป็นรูปธรรมชัดเจน แม้ว่าอาจจะยังไม่ทันใจนักลงทุนเท่าใดนัก แต่เป้าหมายหลักก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนในพื้นที่ชายแดนของไทย รองรับการก้าวเป็นประชาคมอาเซียน

เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นเมืองหน้าด่าน ใช้ประโยชน์จากการเป็นตลาด…ฐานการผลิตของอาเซียน ภายใต้การเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน ปัจจัยการผลิตอย่างเสรี เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายแดนที่สำคัญที่มุ่งยกระดับ พัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ส่วนภูมิภาคของประเทศ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียนไปในตัว

ดวงพร ให้ข้อมูลอีกว่า ตลอดแนวชายแดนประเทศไทยระยะทางกว่า 5,656 กิโลเมตร ประกอบด้วย จุดผ่านแดนระหว่างประเทศ 93 จุด และช่องทางธรรมชาติที่เชื่อมโยงระหว่างประชาชนบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอีกจำนวนมาก

ช่วงปี 2547-2557 ปริมาณการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา และมาเลเซีย เพิ่มขึ้นจาก 377,000 ล้านบาท…ในปี 2547 เป็นกว่า 1,001,240.52 ล้านบาท…ในปี 2558

…เป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว

พบด้วยว่า มูลค่าการค้าชายแดนยังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 7 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับโลก แสดงให้เห็นได้ว่า…ไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ส่งผลให้การค้าชายแดนมีความสำคัญ และมีนัยทางเศรษฐกิจของพื้นที่ส่วนภูมิภาคของไทยอย่างยิ่ง

ฉายภาพใหญ่เปิดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 เขต 10 จังหวัดชายแดน

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก หนองคาย มุกดาหาร นครพนม กาญจนบุรี…สามารถเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งได้ตลอดทั้งอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียน และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ผ่านท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังของไทย และท่าเรือไคเม็บ และไฮฟองของเวียดนาม

อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ไปยังอินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ผ่านท่าเรือระนองของไทย ท่าเรือน้ำลึกทวายของเมียนมาในอนาคต

หรือการเชื่อมโยงผ่านทางแม่สอด ประเทศไทย-พุกาม เมียนมา-มอเร อินเดีย ซึ่งไทย เมียนมา และอินเดียได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงคมนาคมระหว่างประเทศสมาชิก ริเริ่มโครงการ “ทางหลวงไตรภาคี อินเดีย–พม่า–ไทย” ให้มีการขยายตัวด้านการค้า การท่องเที่ยวให้มากขึ้น

สำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย สงขลา และนราธิวาส เป็นโครงการสำคัญ เป้าหมายเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งจากจีนผ่านเมียนมา ไทย มาเลเซีย ไปยังสิงคโปร์ และอินโดนีเซียได้ในอนาคต ซึ่งมีโครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ทั้งทางถนน และทางราง

ส่วนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว…ตราด ตั้งอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ มุ่งพัฒนาเชื่อมโยงการท่องเที่ยวบนเส้นทาง R1 ซึ่งจะกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของอาเซียน ประกอบด้วยปราสาทหินพนมรุ้งของไทย เมืองมรดกโลกนครวัดนครธม และทุ่งสังหารของกัมพูชา ผ่านไปยังอุโมงค์อู๋จี้ เวียดนาม

นอกจากนี้ ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลของภูมิภาคโดยใช้เส้นทาง R12 ตั้งแต่จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ของไทย ไปยังเกาะกง สีหนุวิลล์ และกำปอต ของกัมพูชา เข้าสู่เวียดนามทางฮาเตียน ไปจนถึงแหลมกาม่าว (แหลมญวน) จังหวัดกาม่าว ของเวียดนามตอนใต้ รวมทั้งการเชื่อมโยงการขนส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสีหนุวิลล์ และท่าเรือไคเม็บ และไฮฟองของเวียดนาม

ตัวอย่างรายละเอียดพื้นที่…เขตพัฒนาเศรษฐกิจระยะที่ 1 ประกอบด้วย…เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก พื้นที่ 886,875 ไร่ ประกอบด้วย 14 ตำบล ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่สอด 8 ตำบล, อำเภอพบพระ 3 ตำบล, อำเภอแม่ระมาด 3 ตำบล ถัดมา…เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว พื้นที่ 207,500 ไร่ ประกอบด้วย 4 ตำบลใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภออรัญประเทศ 3 ตำบล, อำเภอวัฒนานคร 1 ตำบล

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร พื้นที่ 361,542 ไร่ ประกอบด้วย 11 ตำบล ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองมุกดาหาร 5 ตำบล, อำเภอหว้านใหญ่ 4 ตำบล, อำเภอดอนตาล 2 ตำบล

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา พื้นที่ 345,187 ไร่ ประกอบด้วย 4 ตำบลในอำเภอสะเดา ได้แก่ ตำบลสะเดา สำนักขาม สำนักแต้ว และปาดัง เบซาร์ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด พื้นที่ 31,375 ไร่ ประกอบด้วย 3 ตำบลในอำเภอคลองใหญ่ ได้แก่ ตำบลคลองใหญ่ หาดเล็ก และไม้รูด

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2 ประกอบด้วย…เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดหนองคาย พื้นที่ 296,042 ไร่ ประกอบด้วย 13 ตำบลใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองหนองคาย 12 ตำบล, อำเภอสระใคร 1 ตำบล

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ 246,747 ไร่ ประกอบด้วย 5 ตำบลใน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนราธิวาส 1 ตำบล, อำเภอตากใบ 1 ตำบล, อำเภอยี่งอ 1 ตำบล, อำเภอแว้ง 1 ตำบล, อำเภอสุไหงโก-ลก 1 ตำบล…เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย พื้นที่ 477,030 ไร่ ประกอบด้วย 21 ตำบลใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงของ 7 ตำบล, อำเภอเชียงแสน 6 ตำบล, อำเภอแม่สาย 8 ตำบล

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม พื้นที่ 465,493 ไร่ ประกอบด้วย 13 ตำบล ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครพนม 10 ตำบล, อำเภอท่าอุเทน 3 ตำบล และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ 162,993 ไร่ ประกอบด้วย 2 ตำบลในอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้แก่ ตำบลแก่งเสี้ยน และบ้านเก่า

“เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะสร้างการกระจายรายได้ ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ…ผลักดันให้ประเทศก้าวผ่าน “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง.

ฟื้นตัวต่อ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580958

โดย อินเด็กซ์ 51 23 ก.พ. 2559 05:01

 

นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มกลับมามีมุมมองว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะค่อยๆเข้าสู่การฟื้นตัว

หลังดัชนีหุ้นไทยขยับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,300 จุดได้ ท่ามกลางแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มเห็นการกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยชัดเจนขึ้น

โดยเหตุผลสำคัญของเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้ามานี้ แม้หลักๆจะเป็นการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นเพิ่งจะได้อานิสงค์ตามมา ประเมินว่าน่าจะเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ประกาศใช้ดอกเบี้ยนโยบายติดลบ จึงทำให้เงินเยนหนีดอกเบี้ยติดลบไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า หรือลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสูงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่เพียงแค่ตลาดหุ้นในเอเชียหรือตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งตลาดหุ้นไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่คนทั้งโลกจับตา คือ การอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน ค่าเงินหยวน สถาบันการเงินและตลาดหุ้นจีน ที่กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงของตลาดทุนทั่วโลก ยังคงเป็นตัวถ่วงเสถียรภาพและความมั่นใจของนักลงทุน สำหรับการลงทุนในตลาดเกิดใหม่

โดยกระแสเงินทุนจะเลือกกลับเข้ามาลงทุนในบางตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีรองรับ โดยเฉพาะการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน!!

บล.กสิกรไทยมองหุ้นสัปดาห์นี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ สถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนในเอเชีย รวมทั้งความเห็นของเฟด สำหรับเครื่อง

ชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีดีพีไตรมาส 4 รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมทั้งการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของเยอรมนี และการรายงานข้อมูลราคาอสังหาริมทรัพย์ของจีน ด้านเทคนิคให้แนวรับที่ 1,307-1,285 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,320-1,335-1,350 จุด

บล.ทิสโก้ประเมินต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทย หลังรายงานผลการประชุมเฟดระบุว่า เฟดกังวลภาวะตึงตัวทางการเงิน จึงผ่อนปรนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่

รวมถึงหุ้นไทย ขณะที่สัญญาณเทคนิคเริ่มดีขึ้นหลังยืนเหนือ 1,300 จุดได้ ส่วนราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้น

ประเมินสัปดาห์นี้หุ้นไทยบวกได้ต่อ จากแรงซื้อกลับของต่างชาติ แนะกลยุทธ์ให้ถือเพื่อรอขายทำกำไร ที่แนวต้าน 1,340 จุด!!

อินเด็กซ์ 51

สสว.ลุยจัดระบบช่วยเอสเอ็มอี เพิ่มช่องทางขายสินค้าออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580991

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2559 05:01

 

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. กำลังจัดทำรูปแบบการขายสินค้าในตลาดการค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีมีช่องทางจำหน่ายสินค้าไม่เพียงพอ และใช้ระบบอีคอมเมิร์ซไม่มากนัก ทั้งที่เป็นระบบที่ตลาดที่น่าสนใจ รวมทั้งการจัดระบบขนส่งในราคาที่เหมาะสม โดย สสว.จะร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาระบบ และระบบการช่องทางการชำระเงิน (เพย์เมนท์) ที่สะดวกราคาไม่สูง จะทำให้ลดต้นทุนของเอสเอ็มอีได้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในเดือน มิ.ย.นี้

“ปัญหาหลักของเอสเอ็มอี คือมีช่องทางจำหน่ายไม่เพียงพอ และไม่หลากหลาย โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ แม้ว่าขณะนี้มีเอสเอ็มอีบางราย สามารถดำเนินการได้ แต่เมื่อทำตลาดอีคอมเมิร์ซก็จะมีปัญหาเรื่องการขนส่งสินค้าไปถึงผู้บริโภค จะมีต้นทุนระดับสูง เพราะเอสเอ็มอีขนส่งสินค้าจำนวนน้อย แต่หากจัดทำระบบขนส่งที่สมบูรณ์จะส่งผลดีต่อเอสเอ็มอี มีต้นทุนต่ำลง และแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น รวมถึงให้บริการขนส่งที่รวดเร็ว ซึ่งอาจร่วมมือกับหน่วยงานอื่นรวมทั้งภาคเอกชน”.

ซื้อโอทอปลดหย่อนภาษีได้ “สมคิด”หากลยุทธ์ดันท่องเที่ยวชุมชนให้เกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580597

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2559 05:45

 

“สมคิด” เสนอไอเดียซื้อสินค้าโอทอปแล้วสามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้ เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนจากภายในให้เศรษฐกิจไม่ทรุดตัวตามเศรษฐกิจโลก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กำลังหาแนวทางทำให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติซื้อสินค้าชุมชน ที่ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้เกิดการผลิตมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายในประเทศเพื่อไม่ให้ทรุดตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยแนวทางหนึ่งคือเมื่อซื้อสินค้าชุมชนแล้วน่าจะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษี ซึ่งจะเป็นทางที่ทำให้คนมาเที่ยวและซื้อสินค้าโอทอปมากขึ้น แต่ก็ต้องมีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็นสินค้าชุมชนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาดูว่าในทางปฏิบัติแล้วจะดำเนินการอย่างไรได้ แต่ถ้าทำได้จริงจะช่วยได้มาก ทั้งยอดขายของสินค้าชุมชนและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก็จะวิ่งสะพัดมากขึ้น

“ล่าสุดพบว่าทั้งรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้เพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ ทั้งๆที่ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีปัญหาหลายอย่าง ซึ่งรัฐต้องหาแนวทางเพื่อให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้อยู่และใช้จ่ายในประเทศไทยยาวขึ้น เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถเที่ยวในเวลาหัวค่ำหรือกลางคืนได้ แต่ก็ต้องทำให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งเหล่านี้ต้องใช้งบลงทุนซึ่งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปพิจารณาจะใช้งบประมาณเท่าไรก็ให้ขอเข้ามา”

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตามแนวทางของรัฐบาลขณะนี้คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศซึ่งก็คือต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม พัฒนาผู้ประกอบการการวิจัยพัฒนา แต่อีกด้านหนึ่งคือการสร้างเศรษฐกิจจากภายใน ดังนั้น ส่วนสำคัญการพัฒนาการท่องเที่ยวจึงต้องการที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา ดึงนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสชีวิตจริงๆของชุมชน ไม่ใช่เข้ามาแล้วซื้อสินค้าแบรนด์เนมแล้วก็กลับ นั่นไม่ถือว่าเป็นการท่องเที่ยว

“ที่ผ่านมาการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ขนาดมีเรื่องปั่นป่วนบ้างยังออกมาดีขนาดนี้ ฝรั่งเขาไม่สนแสดงว่าเมืองไทยอาจมีแม่เหล็กประเภท chaotic beauty หรือความงามในความสับสน อะไรที่จัดระเบียบเปี๊ยะเลยฝรั่งไม่ชอบ เวลาเดินถนนที่เมืองไทยเขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น คนยิ้มแย้มแจ่มใสก็สนุก แต่ที่คุยกันกับกระทรวงท่องเที่ยวในการประชุมครั้งล่าสุดคือ ถ้าปริมาณคนเท่ากับ X คุณจะได้รายได้เพิ่มต้องยืดเวลาให้เขาเที่ยวได้ยาวขึ้น ฉะนั้นก็ติดไฟทำถนนคนเดินให้เขาเดินกลางคืนก็เป็นการเพิ่มการใช้จ่ายในท้องถนนในสินค้าชุมชนฝรั่งชอบนะในสิ่งเหล่านี้และเราก็จะทำ”

นายสมคิด กล่าวถึงความคืบหน้าการดึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าสู่ระบบภาษี หลังจากรัฐบาลตกลงนิรโทษกรรมไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ก็พบว่ามีเอสเอ็มอีกลับเข้าสู่ระบบแล้วประมาณ 1 แสนราย แม้จะเป็นจำนวนที่สูง แต่ก็ต้องดำเนินการให้ต่อเนื่องเพราะจริงๆ เอสเอ็มอีมีอยู่ 2 ล้านกว่าราย แต่เรื่องนี้ยังไงก็ต้องช่วยกันทั้ง 2 ฝ่ายไม่ใช่ให้รัฐทำฝ่ายเดียว เอกชนก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วยการช่วยแคมเปญเรื่องนี้ไปให้เอสเอ็มอีทราบว่าถ้าไม่เข้าระบบอีกหน่อยถ้ารัฐบาลออกอะไรมาช่วยเหลือคนที่อยู่นอกระบบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ และแม้จะเข้ามาแล้วการเสียภาษีก็ถือว่าน้อยกว่านิติบุคคลปกติคือเสียภาษีที่ 10% เท่านั้น

“เอกชนต้องช่วยรัฐบาลแคมเปญไม่ใช่อะไรก็รัฐบาลอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้ก็ยอมรับว่าทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทยเขาแข็งแรงช่วยรัฐเต็มที่ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ในปีหน้าเรามีอีเพย์เมนต์หรือการจ่ายเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้น การดำเนินการช่วยเหลือจะสะดวกขึ้น เพราะพอเข้าระบบเวลามีอะไรก็สามารถยิงตรงไปที่ร้านค้าได้เลย ถ้าไม่เข้าคราวนี้แสดงว่าคุณตั้งใจหนีภาษี”.

รัฐบาลแท็กทีมนำเอกชนบุกรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580601

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2559 05:30

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 22-27 ก.พ.นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมและนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะเดินทางไปเยือนรัสเซีย เพื่อหารือในการขยายการค้า และการลงทุนระหว่างกัน และยังจะหารือถึงการเตรียมการสำหรับการเยือนรัสเซียและเบลารุสอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเดือน พ.ค.59

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของรัสเซีย ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-รัสเซีย เพื่อให้มีคณะกรรมการร่วมในระดับสูงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และจะมีการหารือเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าทวิภาคี เพื่อให้มีการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย โดยเฉพาะยางพารา ข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆด้วย

ส่วนเบลารุส จะเข้าเยี่ยมคารวะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของเบลารุส และพบหารือกับประธานคณะกรรมการปิโตรเคมิคอลแห่งชาติพร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทค้ายางรายใหญ่ของเบลารุส เพื่อหาทางเพิ่มความร่วมมือในการขยายการค้า

นางอภิรดีกล่าวอีกว่า ในการเดินทางไปครั้งนี้ กระทรวงฯได้นำภาคเอกชนไทยรายใหญ่และนักธุรกิจไทยที่สนใจตลาดรัสเซียเข้าร่วมกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) รวม 37 บริษัท ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าอาหาร ได้แก่ ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผักผลไม้สด กระป๋อง และแปรรูป กาแฟ น้ำขิง น้ำผลไม้ ซอสปรุงรส เครื่องแกง กลุ่มสินค้าเครื่องมือแพทย์ เวชภัณฑ์ และเครื่องสำอาง กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง กลุ่มสินค้าเสื้อผ้า กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และกลุ่มสินค้าบริการด้านการแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดรัสเซีย โดยมีบริษัทฝ่ายรัสเซียตอบรับเข้าร่วมงานแล้วกว่า 40 ราย.