เครื่องบินที่ไร้กัปตัน! เปิดโปงเบื้องหลังขาดแคลนนักบิน สงครามช่วงชิงซื้อกำลังพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580199

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2559 05:30

 

“สภาวะอัตคัดนักบิน”…สภาวะวิกฤติที่แม้แต่อภิมหึมามหาเศรษฐี ก็ไม่สามารถขจัดปัญหานี้ให้ผ่านพ้นไปได้โดยง่าย และผู้คนในสังคมยังมีข้อสงสัยต่ออาชีพดังกล่าวว่า “นักบิน” อาชีพที่พรั่งพร้อมไปด้วยชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ แต่ไฉนวงการสายการบินจึงขาดแคลน และไร้ผู้ขับเคลื่อนยานพาหนะขนาดยักษ์?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ลงลึกทุกซอกทุกมุมกับปัญหาขาดแคลนนักบิน โดยมือชำแหละของรายงานพิเศษชิ้นนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะพวกเขาเหล่านี้ คือ ผู้คร่ำหวอดในวงการสายการบินที่คนในแวดวงต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี…ใครเล่าจะรู้ว่า “สภาวะอัตคัดนักบิน” จะเป็นดั่งสงครามแย่งชิงกัปตัน…ทุ่มทุน ปลุกปั้น หลีกหนี เงินดีวงการเกียรติยศแห่งนี้จะเป็นเช่นไร ต้องติดตาม!

นักบิน อาชีพที่ใครหลายๆ คนใฝ่ฝัน
ย้อนเส้นทาง…กว่าจะมาเป็นนักบิน ต้องผ่านด่านอะไร?

นายปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด หรือ บีเอซี โรงเรียนการบินเอกชนแห่งแรกในไทย กล่าวถึงเส้นทางของผู้ที่ต้องการจะเป็นนักบินว่า 1.ผู้เรียนจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ 2.ผู้เรียนจะต้องมีสัญชาติไทย (กฎหมายไทยกำหนดไว้ว่า นักบินเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย) 3.สุขภาพแข็งแรง โดยมีใบรับรองแพทย์จากการบินแพทย์ศาสตร์เป็นผู้ออกให้ 4.จบการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี

โดยใช้เวลาในการเรียน 1 ปี มีค่าใช้จ่าย 2.5 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถูกจำแนกออกเป็นค่าเช่าเครื่องบิน, ค่าซ่อมบำรุงเครื่องบิน, ค่าน้ำมันเชื้อเพลง, ค่าจ้างครูการบินที่จะต้องขึ้นบินกับนักเรียน เมื่อคิดรวมเบ็ดเสร็จแล้ว อัตราราคา 1 ชั่วโมงจะตกอยู่ที่ 10,000 บาท คูณระยะเวลาเรียนตามหลักสูตร 200 ชั่วโมง (ครบ 200 ชั่วโมงบิน จึงจะสามารถขอใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรีได้) ซึ่งค่าเรียนจะอยู่ที่ 2,000,000 บาท อีกทั้งยังมีหลักสูตรภาคพื้น โดยมีค่าใช้จ่ายราว 200,000 บาท หากจบหลักสูตร ผู้เรียนจะก้าวไปสู่ตำแหน่งผู้ช่วยนักบิน (Co-Pilot) เพื่อเก็บชั่วโมงบินก่อนจะขึ้นเป็นนักบินหลัก หรือกัปตันต่อไป

ผู้ช่วยนักบิน จะต้องสะสมชั่วโมงบินจนครบ 3,000 ชั่วโมง ถึงจะได้เลื่อนขั้นเป็นนักบิน ซึ่งใช้เวลาราว 5-6 ปีอย่างเร็วที่สุด

ขณะที่ ผู้ช่วยนักบิน จะต้องสะสมชั่วโมงบินจนครบ 3,000 ชั่วโมง ถึงจะได้เลื่อนขั้นเป็นนักบิน ซึ่งใช้เวลาราว 5-6 ปีอย่างเร็วที่สุด (สำหรับมาตรฐานนักบินของการบินไทย ต้องใช้เวลามากถึง 8 ปีจึงจะขึ้นเป็นกัปตันได้)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะก้าวสู่อาชีพนักบินได้นั้น นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา มานนท์ รองผู้ว่าการฝ่ายวิชาการสถาบันการบินพลเรือน ได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่จะเป็นนักบินไม่จำเป็นต้องมีความรู้ หรือมีไอคิวสูงที่สุด แต่คนที่จะเป็นนักบินได้ คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทัศนคติเหมาะสมกับภารกิจนักบินที่สุด

ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักบินได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ

ดังนั้น ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักบินได้ รองผู้ว่าการฝ่ายวิชาการสถาบันการบินพลเรือน ระบุว่า คนผู้นั้นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ดังนี้1.Knowledge ผู้เรียนต้องมีความรู้เพียงพอที่จะคำนวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและแม่นยำเพราะการขึ้นบินแต่ละครั้ง นักบินต้องคำนวณความเร็ว คำนวณน้ำหนักสินค้า-น้ำหนักผู้โดยสาร ปริมาณน้ำมันและตัวเลขค่าต่างๆ อีกหลายรายการ 2.Skill นักบินที่มีชั่วโมงบินสูง ย่อมต้องมีประสบการณ์ในการบินและแก้ไขสถานการณ์ตามจริงมากกว่านักบินที่มีชั่วโมงบินน้อยกว่าและนำประสบการณ์จริงไปใช้ในการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.Attitude ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของนักบิน เช่น ไม่สบายใจ เจ็บป่วย ล้วนส่งผลต่อการบินทั้งสิ้น และ 4.Language นักบินที่มีคุณภาพต้องมีความสามารถในการใช้ภาษา ICAO, Aviation English Language Proficiency level 4 ขึ้นไป เพราะนักบินต้องพูด และฟังการสื่อสารกับหอบังคับการบินและหน่วยควบคุมการบินต่างๆ อย่างถูกต้องตลอดเวลาของการปฏิบัติการบิน

นักเรียนการบิน ใช้เวลาในการเรียน 1 ปี มีค่าใช้จ่าย 2.5 ล้านบาท
กัปตันเครื่องบิน…รายได้ฟู่ฟ่า น่าอิจฉา

โดยเส้นทางของชีวิตนักบินนั้น จะเริ่มไต่เต้าจาก “นักบินผู้ช่วย (Co-Pilot)”เมื่อนักบินผู้ช่วยสะสมชั่วโมงบินครบตามกำหนดจะได้รับการโปรโมตเป็น “กัปตัน” โดยกัปตันสะสมประสบการณ์ด้านการบิน จนขยับขยายขึ้นมาเป็น “ครูการบิน” และที่สุดในสายอาชีพนักบิน คือ “นักบินตรวจสอบมาตรฐาน”

“ในเมืองไทย รายได้เริ่มต้นของนักบินที่จบไปเป็น Co-Pilot จะได้รับค่าตอบแทนราว 80,000 บาท หากเป็นกัปตันค่าตอบแทนอยู่ที่ประมาน 300,000 บาทต่อเดือน หากเป็นครูการบิน ค่าตอบแทนจะอยู่ที่ 400,000-500,000 บาท และในชั้นของผู้ตรวจสอบมาตรฐาน จะเป็นการคิดค่าตอบแทนต่อไฟลท์ อีกทั้ง ยังมีค่าตำแหน่งบวกเพิ่มไปด้วย” กัปตันปิยะ ผู้คร่ำหวอดในวงการการบิน และมีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นนักบินมากมายประเมินจากประสบการณ์

รายได้นักบินในเมืองไทยราว 300,000 บาทเดือน อยู่สายการบินตะวันออกกลาง รับค่าตอบแทนสูงถึง 1,000,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่ ค่าตอบแทนของนักบินสายเลือดไทยที่ไปรับใช้ในสายการบินตะวันออกกลาง กัปตันปิยะ ระบุว่า ค่าตอบแทนของนักบินเหล่านี้ ได้มากกว่านักบินที่ทำงานอยู่เมืองไทยสองเท่าตัว! หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เมื่ออยู่ในเมืองไทย นักบินมีรายได้ราว 300,000 บาทเดือน แต่เมื่อตัดสินใจไปทำงานให้แก่สายการบินตะวันออกกลาง จะได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 1,000,000 บาทต่อเดือน

ความต้องการทางนักบิน…สร้างเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ?

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ระบุว่า วินาทีนี้ ธุรกิจสายการบินเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าในปี 2559 จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 20% และข้อมูลจากท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง พบว่า ในปี 2554 เดิมทีมียอดผู้โดยสาร 66 ล้านคน แต่เพิ่มเป็น 106 ล้านคนในปีล่าสุดอย่างรวดเร็ว

นายปิยะ เจ้าของโรงเรียนการบินเอกชน บีเอซี ให้ข้อมูลว่า ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ อย่างโบอิ้ง และแอร์บัส ได้ประเมินไว้ว่า ภายใน 20 ปีนับจากนี้ สองผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ต้องผลิตเครื่องบินตามคำสั่งซื้อจากสายการบินต่างๆ มากถึง 20,000-30,000 ลำ ซึ่งเครื่องบิน 1 ลำจะต้องใช้นักบิน 14-15 คน ดังนั้น สายการบินทั่วโลกจะมีความต้องการนักบินใหม่เพิ่มขึ้นราว 533,000 คน

นายปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด หรือ บีเอซี

ขณะที่ นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา รองผู้ว่าการฝ่ายวิชาการสถาบันการบินพลเรือน กล่าวถึงความสามารถในการผลิตนักบินว่า ประเทศไทยมีสถาบันที่สอนและอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรนักบินพาณิชย์ นักบินส่วนบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชนรวม 13 แห่ง แต่สามารถผลิตและพัฒนาบุคลากรได้เพียง 300-400 คนต่อปีเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในประเทศที่มีความต้องการนักบินใหม่สูงถึง 400-500 คนต่อปี

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงคมนาคม พบว่า ปัจจุบันมีนักบินพาณิชย์จำนวน 2,376 คน นักบินเฮลิคอปเตอร์ 96 คน รวม 2,472 คน ส่วนนักบินพาณิชย์ตรีหรือนักบินผู้ช่วย มีจำนวน 3,600 คน รวมนักบินมีทั้งสิ้น 6,072 คน ส่วนเครื่องบินจดทะเบียนมีจำนวน 625 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ 400 ลำ เครื่องบินส่วนตัว 225 ลำ ขณะที่ ข้อกำหนดการปฏิบัติงานมาตรฐานนักบิน ไม่เกิน 34 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือไม่เกิน 110 ชั่วโมง/28 วัน หรือไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง/ปี

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา มานนท์ รองผู้ว่าการฝ่ายวิชาการสถาบันการบินพลเรือน
ส่องสนามศึกสายการบิน แย่งชิง ทุ่มทุน ขโมยกัปตัน!

เจ้าของโรงเรียนการบินเอกชน บีเอซี หรือ กัปตันปิยะ ปูพื้นก่อนเข้าไปส่องสงครามเดือดในครั้งนี้ว่า เดิมทีแล้ว จะมีสายการบิน 3 แห่งในไทยที่วางแผนสร้างขุมกำลังนักบินที่มีคุณภาพก่อนลงสนาม และเพื่อตัดปัญหาขาดแคลนนักบินในภายภาคหน้า ซึ่งสายการบินที่มีการวางแผนระยะยาวประกอบไปด้วย 1.สายการบินแห่งชาติอย่างการบินไทย 2.สายการบินไทยสมายล์ 3.สายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยสายการบินข้างต้น ดำเนินการตามแผนปั้นนักบิน โดยใช้วิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับนักบินฝึกหัด หรือเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่นักเรียนการบินที่กู้ทุนการศึกษา จากนั้น หลังเรียนจบจะมีสัญญาผูกพันในการทำงานระหว่างนักบินผู้ช่วยและสายการบิน

สายการบิน 3 แห่งในไทยที่วางแผนสร้างขุมกำลังนักบินที่มีคุณภาพก่อนลงสนาม ประกอบไปด้วย 1.การบินไทย 2.ไทยสมายล์ 3.ไทยแอร์เอเชีย

“สายการบินส่วนใหญ่ไม่ปั้นนักบิน แต่กลับใช้วิธีการขโมยตัวนักบิน หรือควักกระเป๋าทุ่มซื้อนักบินของสายการบินอื่นมาเป็นของสายการบินตัวเอง ซึ่งการทำเช่นนี้ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คำนึงถึงภาระปัญหาที่จะตามมาในระยะยาว” กัปตันปิยะ เจ้าของโรงเรียนการบินเอกชน บีเอซี แสดงทรรศนะอย่างตรงไปตรงมา

ขณะที่ นายสนอง มิ่งเจริญ นายกสมาคมนักบินไทย กล่าวถึงการช่วงชิงนักบินไว้ว่า “บางสายการบินไม่มีแผนที่จะฝึกนักบิน หรือปั้นนักบิน แต่กลับมาใช้วิธีการดึงตัวนักบินจากสายการบินอื่นไปทำงานให้ เพราะฉะนั้น จึงเกิดการดึงตัวกันไปมาเป็นวัฏจักรไม่จบไม่สิ้น ทั้งๆ ที่นักบินก็มีจำนวนไม่มาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ได้ส่งผลระทบให้ธุรกิจสายการบินประสบปัญหาปัญหาขาดแคลนนักบินอย่างหนัก”

บางสายการบินไม่มีแผนที่จะฝึกนักบิน หรือปั้นนักบิน แต่จะใช้วิธีการทุ่มเงินซื้อนักบิน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ผวานักบินขาด! เปิดมูลเหตุสำคัญ ก่อปัญหาขาดแคลนนักบิน

กัปตันสนอง นายกสมาคมนักบินไทย ชี้ช่องโหว่สำคัญฉุดรั้งการผลิตนักบินว่า 1.ปัจจุบันภาครัฐไม่สนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพนักบิน เนื่องจากสายอาชีพดังกล่าว ต้องใช้ทุนการศึกษาค่อนข้างสูง จึงทำให้ประชาชนเข้าถึงอาชีพนี้ได้ยาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีศักยภาพ แต่ไร้เงิน ก็ไม่สามารถเข้าเรียนได้ 2.การช่วงชิงนักบินของแต่ละสายการบิน ซึ่งสายการบินบางแห่งไม่ลงทุนในการผลิตบุคลากร

กัปตันปิยะ หรือ เจ้าของโรงเรียนการบินเอกชน บีเอซี วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาขาดแคลนนักบินให้ทีมข่าวฟังว่า 1.สายการบินยังขาดนักบินชำนาญ หรือชั่วโมงบินสูง และ 2.สายการบินส่วนใหญ่ไม่ยอมปั้นนักบินผู้ช่วย

สถาบันที่สอนและอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรนักบินพาณิชย์ นักบินส่วนบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชนรวม 13 แห่ง

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา รองผู้ว่าการฝ่ายวิชาการสถาบันการบินพลเรือน กล่าวถึง 5 ปัจจัยสำคัญเปิดแผลนักบินขาดแคลนว่า 1.การเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำที่อัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ส่งผลสืบเนื่องถึงความต้องการของผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น จนก่อให้เกิดสถานการณ์ขาดแคลนนักบิน โดยเฉพาะนักบินที่มีประสบการณ์และมีชั่วโมงบินสูง 2.สภาวะสมองไหลของนักบินที่ขยับขยายจากการทำงานในเมืองไทยออกไปทำงานในสายการบินสายเลือดตะวันออกลาง ซึ่งมีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีกว่า

3.สถาบันการบินพลเรือนเป็นสมาชิกประเภท Full Member ของโครงการ TRAINAIR PLUS จากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ซึ่งเป็นองค์กรที่กำกับมาตรฐานเกี่ยวกับการบินพลเรือนในระดับสากล โดยองค์กรดังกล่าว กำหนดจำนวนการผลิตนักบินเอาไว้ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยคำนึงถึงองค์ประกอบในการเป็นสถาบันการฝึกอบรมที่เป็นมาตรฐานของ ICAO เช่น จำนวนครูการบิน จำนวนเครื่องบิน อุปกรณ์การเรียนการสอน ที่เหมาะสมจึงควรมีศิษย์การบินห้องเรียนละไม่เกิน 25 คน สถาบันการบินพลเรือนเป็นสถาบันหลักในการผลิตนักบินของรัฐที่ได้ผ่านการประเมินจาก ICAO จึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว

นักเรียนการบินที่ศึกษาในโรงเรียนเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายในการเรียนราว 2.5 ล้านบาท

4.กฎระเบียบ มาตรฐาน และระยะเวลาในการฝึกอบรมศิษย์การบินต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงทำให้จำนวนการผลิตนักบินไม่สามารถเป็นไปตามเป้าประสงค์ของธุรกิจการบินได้ และ 5.ค่าใช้จ่ายในการเรียนระหว่างที่เป็นศิษย์สถาบันการบินพลเรือนมีมูลค่าสูงถึง 2.3 ล้านบาท จึงทำให้ประชาชนรากหญ้าที่มีความรู้ความสามารถไร้โอกาสในการเข้าถึงอาชีพนักบิน

ค่าใช้จ่ายในการเรียนระหว่างที่เป็นศิษย์สถาบันการบินพลเรือนมีมูลค่าสูงถึง 2.3 ล้านบาท
ปูทางแก้ ฝ่าสภาวะอัตคัดนักบิน!

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา รองผู้ว่าการฝ่ายวิชาการสถาบันการบินพลเรือน ชี้ทางออกของปัญหาขาดแคลนนักบินออกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ 1.เมื่อประเทศไทยตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรทางการบินแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญลำดับต่อไปที่ภาครัฐควรมุ่งเน้น คือ การสนับสนุนงบประมาณในการผลิตบุคลากร เพราะเมื่อใดก็ตามที่สถาบันการบินพลเรือนได้รับงบประมาณจากภาครัฐอย่างเพียงพอ ก็จะส่งให้ค่าใช้จ่ายในการเรียนหลักสูตรนักบินมีอัตราค่าเล่าเรียนต่ำลง และเปิดโอกาสให้ลูกชาวบ้านสามารถเข้าถึงอาชีพนักบินได้มากขึ้นในที่สุด

2.สายการบินต่างๆ ควรสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักบินฝึกหัด และหลังจากผ่านการเรียนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรีแล้ว ผู้รับทุนควรได้รับการบรรจุเข้าเป็นนักบินผู้ช่วยของสายการบินนั้นๆ เพื่อสร้างความรัก ความภักดีให้เกิดแก่บุคลากรของสายการบิน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันปัญหาช่วงชิงตัวนักบินได้อีกทางหนึ่ง

สายการบินมอบทุนการศึกษา เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันปัญหาช่วงชิงตัวนักบินได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ กัปตันสนอง นายกสมาคมนักบินไทย สะท้อนมุมมองปัญหาดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า อัตราการผลิตนักบินควรเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิใช่แต่จะเร่งผลิตนักบินเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ จนละเลยความปลอดภัยของผู้โดยสาร อันเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการบิน

“สำหรับผมปัญหานักบินขาดแคลนยังไม่น่ากังวลเท่าใดนัก แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมกังวลมากที่สุด คือ หากเร่งผลิตนักบินมากจนเกินควร อาจส่งผลให้นักบินไร้คุณภาพ จนเป็นผลร้ายทำลายอุตสาหกรรมการบินในที่สุด” นายกสมาคมนักบินไทย ทิ้งความเห็นคมคายไว้เตือนใจทุกภาคฝ่ายในวงการสายการบิน.

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ 
สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

สั่งพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่รับมือภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580598

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2559 05:15

 

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศสำรวจผลกระทบจากภัยแล้ง ที่มีต่อที่เพาะปลูกพืช และสินค้าเกษตร ทั้งผักและผลไม้ โดยให้ไปตรวจสอบว่ารายการใดจะมีปัญหาจนผลผลิตขาดแคลน เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแล และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา จนกระทบทั้งกับเกษตรกรและผู้บริโภค ขณะเดียวกันกระทรวงฯได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัดระบบการเพาะปลูกพืชเกษตร หลังจากพบว่า ปีนี้มีแนวโน้มเกิดภัยแล้งในบางพื้นที่ โดยสนับสนุนให้หันมาเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และพืชสมุนไพร ทดแทนการปลูกข้าว รวมถึงต้องหาตลาด และเชื่อมโยงตลาด หรือนำโรงงานจากพื้นที่อื่นเข้าไปรับซื้อผลผลิต อย่างถั่วเขียว ส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หรือสุโขทัย เพราะมีโรงงานผลิตวุ้นเส้น

“ขอให้พาณิชย์จังหวัดไปสำรวจดูทุกพื้นที่ว่าเกษตรกรปลูกพืชอะไร ผลผลิตเป็นยังไง มีตลาดรองรับหรือไม่ ตัวไหนมีแนวโน้มขาดแคลน แล้วจะมีปัญหาด้านราคาสูงขึ้น ก็ต้องรีบแจ้ง เพื่อที่จะเตรียมรับมือ และนำสินค้าจากแหล่งอื่นเข้าไปทดแทน หรือตัวไหนมีแนวโน้มจะมีปัญหาผลผลิตมีมากกว่าปกติ ก็ต้องเตรียมการหาตลาดให้”

น.ส.ชุติมากล่าวว่า การรับมือผลไม้ที่กำลังจะออกสู่ตลาด กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในการตั้งผู้ประสานงานให้ร่วมกันทำงานและทำแผนรับมือผลผลิตที่จะออกมา และช่วยดูแลด้านการตลาด ซึ่งในส่วนของ กระทรวงฯ ได้มอบหมายให้นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์เป็นผู้ดูแลผลไม้สำคัญ เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย และเงาะ เป็นต้น โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเชิญประชุมเพื่อประเมินแนวโน้มผลผลิต และแนวทางในการรับมือผลผลิตในวันที่ 24 ก.พ.นี้

สำหรับแนวทางการรับมือด้านการตลาด กระทรวงฯจะช่วยกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตไปยังตลาดปลายทาง เช่น ตลาดกลาง ห้างค้าปลีกค้าส่งตลาดชุมชน ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) ตลาดที่ติดกับชายแดน เป็นต้น รวมทั้งจะส่งเสริมการบริโภคผลไม้ โดยจัดงานเทศกาลผลไม้ทั้งในห้างและแหล่งท่องเที่ยว และส่งเสริมให้มีการแปรรูปเพิ่มมากขึ้น.

งานคือเงิน 22/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580318

โดย หมึกเขียว 22 ก.พ. 2559 05:01

 

คนฉลาดไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยสูญเปล่า เพราะนั่นคือการทำร้ายตัวเองและประเทศชาติ

สารพัด ตำแหน่งงานดีๆ มีให้เลือกสรรกันเสมอที่ งานคือเงิน

สถาบันเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 1 อัตรา สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ส่วนสนับสนุนวิชาการ วุฒิ ปริญญาตรี สาขาวิชา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความรู้ความสามารถทางด้านเขียนโปรแกรม ฐานข้อมูล จัดทำเว็บไซต์ และแต่งภาพ สนใจติดต่อที่ ส่วนสนับสนุนวิชาการ งานบริหารทรัพยากรบุคคล คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โทร.0-2329-8400 (-11) ต่อ 208 ถึง 25 ก.พ.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ รับ ผู้ปฏิบัติงานบริหาร 1 อัตรา สังกัดศูนย์การแพทย์ ปฏิบัติงานสำนักงานคณบดี วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา มีความสามารถในการเขียนโครงการ ดำเนินการโครงการตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น สามารถจัดประชุม เขียนวาระการประชุมและสรุปผลการประชุม มีความคิดสร้างสรรค์ มีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สามารถติดต่อประสานงาน มีมนุษยสัมพันธ์ และมีจิตใจในการให้บริการ (Service Mind) สามารถปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (หากมีประสบการณ์ในงานด้านกิจกรรมนิสิตนักศึกษา หรือเป็นนักกิจกรรมนิสิตนักศึกษาขณะศึกษาในมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นพิเศษ) ปฏิบัติงานได้ทั้งงานพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซอยสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ และงานพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก สมัครที่ งานทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก โทร.0-3739-5451 (-5) ต่อ 60224,60225 หรือ 0-2649-5000 ต่อ 27979 ต่อ 20207 (-8) ถึง 26 ก.พ.นี้

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รับ นักวิชาการอุดมศึกษา 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี ทุกสาขา สมัครที่ งานการเจ้าหน้าที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทร.0-7333-0810 ถึง 26 ก.พ.นี้

ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับ อาจารย์ 2 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก ทาง ส่งเสริมการเกษตร เกษตรศาสตร์ และเกษตรเขตร้อน, อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก ทางพัฒนาการเกษตร วิจัยและพัฒนาการเกษตร ธุรกิจเกษตร Agricultural System และ Agricultural Information Technology สนใจติดต่อที่ ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร ชั้น 4 ตึกจรัด สุนทรสิงห์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ โทร.0-2579-1025, 0-2942-8456 รับถึง 29 ก.พ.นี้

คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ขยายเวลารับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก หรือเทียบเท่า สาขา นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ การสื่อสารมวลชน การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และ การสื่อการตลาด สอบถามและสมัครที่ สำนักงานคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทร.0-7334-9692, 0-7331-3928 (-50) ต่อ 2611 โทรสาร 0-7334-9692 หรือที่ งานประสานงานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชั้น 11 ตึกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ถนนศรีอยุธยา เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร.0-2354-5558 (-60) โทรสาร 0-2354-5561 รับถึง 29 ก.พ.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ รับ พนักงานรายวัน ตำแหน่ง ผู้ปฏิบัติงานบริหาร 1 อัตรา สังกัดศูนย์การแทพย์ฯ ปฏิบัติงานสำนักงานคณบดี วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม MicrosoftOffice อย่างดี มีความรับผิดชอบในหน้าที่สูงและมีความกระตือรือร้น มีมนุษยสัมพันธ์และความสามารถสูงด้านการติดต่อประสานงานกับผู้อื่นอย่างดี ปฏิบัติงานที่งานบริการการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหา-วิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซอยสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ สมัครที่ งานทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก โทร.0-3739-5451 (-5) ต่อ 60224, 60225 หรือ 0-2649-5000 ต่อ 27979 ต่อ 20207 (-8) ถึง 26 ก.พ.นี้

กองทัพอากาศ รับ ข้าราชการชั้นสัญญาบัตร (แต่งตั้งยศเป็นว่าที่เรืออากาศตรี) 64 อัตรา อายุ 18–35 ปี วุฒิ ปริญญาตรี, ข้าราชการชั้นต่ำกว่าสัญญาบัตร (แต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี) อายุ 18–30 ปี วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 18 อัตรา, ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 300 อัตรา, ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทุกสาขา หรือประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย 59 อัตรา และ ประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย 82 อัตรา สามารถดูรายละเอียดสาขาวิชาที่ http://www.person.rtaf.mi.th  และรับสมัครทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์http:// job.rtaf.mi.th , https://rtafrecruitment.job.thai.com  หรือhttp://www.person.rtaf.mi.th สอบถามรายละเอียดการรับสมัครที่ กองการสรรหากำลังพล สำนักนโยบายและบริหารกำลังพล กรมกำลังพลทหารอากาศ โทร.0-2534-8587 (-91) สอบถามขั้นตอนและวิธีสมัครทางอินเตอร์เน็ตที่ แผนกสถิติกำลังพล กองข้อมูลกำลังพล สำนักการปกครองและพัฒนากำลังพล กรมกำลังพลทหารอากาศ โทร.0-2534-2402 (-3, 5) หรือ 0-2534-2440 (-1) รับถึง 1 มี.ค.นี้

คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา กลุ่มวิชาโฆษณา วุฒิ ปริญญาโท/ ปริญญาเอก ทางด้าน วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน ศิลปกรรมศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้าน วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชน (หากมีประสบการณ์การทำงานด้านการวางแผนสื่อและสื่อใหม่จะพิจารณาเป็นพิเศษ) กรณีสำเร็จการศึกษา ปริญญาโท ต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมวุฒิปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 3.00 และไม่มีเกรด F ในวิชาหลัก ทั้งมีเกรดเฉลี่ยสะสมวุฒิปริญญาโทไม่ต่ำกว่า 3.50 ส่วนวุฒิปริญญาเอก ต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมวุฒิปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 3.00 และไม่มีเกรด F ในวิชาหลัก ทั้งมีเกรดเฉลี่ยสะสมวุฒิปริญญาโทไม่ต่ำกว่า 3.25 ทั้งต้องจบจากมหาวิทยาลัยที่คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยรับรอง หากมีระดับผลการศึกษา (เกรดเฉลี่ย) ไม่ตรงกับที่กำหนดต้องมีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถพิเศษ หรือมีผลงานวิชาการที่มีคุณภาพดีมาก โดยมีเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาแสดง (ต้องเป็นผลงานที่ไม่ได้จัดทำเพื่อสำเร็จการศึกษาหรือวิทยานิพนธ์) เป็นผู้มีความประพฤติดี สามารถปฏิบัติงาน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สมัครที่ สำนักงานเลขานุการคณะฯ ชั้น 3 คณะวาสารศาสตร์ฯ มธ. ศูนย์รังสิต ปทุมธานี สอบถามที่ ฝ่ายบุคคล โทร.0-2696-6216 รับถึง 4 มี.ค.นี้

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายเวลารับ อาจารย์ ระดับ A–5 ภาษากฎหมายอาญา 2 อัตรา สาขากฎหมายอาญา 2 อัตรา วุฒิ ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต ต้องได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) ทั้งต้องเป็นปริญญาและสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง, อาจารย์ ระดับ A–5 สาขากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอกทางกฎหมายจากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ. รับรอง, อาจารย์ระดับ A–5 สาขากฎหมายอาญา 2 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอกทางกฎหมายจากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง สนใจสมัครผ่านทาง www.hrm.chula.ac.th/recruitmentonline สอบถามที่ หน่วยบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.0-2218-2017 ต่อ 325 ถึง 4 มี.ค.นี้

วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ 3 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก สาขาสังคมศาสตร์, นักวิชาการศึกษา 1 อัตรา วุฒิปริญญาโท และ นักประชาสัมพันธ์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี/ปริญญาโท ด้าน Journalism/Business Admin/Public Relation และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง สนใจติดต่อที่ สำนักงานเลขานุการวิทยาลัยฯ ชั้น 4 อาคารศูนย์บริการวิชาการ (อาคาร 33) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2564-3089 (-91) ต่อ 77056 (พิริยะ) รับถึง 4 มี.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม วุฒิ ปริญญาเอก ทางด้าน อักษรศาสตร์ หรือ มนุษยศาสตร์ สาขาวิชา วรรณคดีฝรั่งเศส ภาษาศาสตร์ การสอนภาษาฝรั่งเศสในฐานะเป็นภาษาต่างประเทศ ฝรั่งเศสศึกษา หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง สนใจดาวน์โหลดใบสมัครที่www.pd.su.ac.th  สมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 โทร.0-2849-7500 ต่อ 31704 หรือที่งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม โทร.0-3425-3840 (-4) ต่อ 22142 หรือที่ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร.0-3425-5097 ถึง 11 มี.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดสาขาธุรกิจเพื่อสังคม ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ วุฒิ ปริญญาเอก ทางด้าน บริหารธุรกิจ การจัดการ หรือ สาขาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อสังคม จากสถาบันการศึกษาต่างประเทศหรือในประเทศที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง หรือ มีประสบการณ์ มีความสนใจทางธุรกิจเพื่อสังคม หรือปริญญาโท และกำลังศึกษาปริญญาเอก ทางด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อสังคม จากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ หรือในประเทศที่สำนักงาน ก.พ.รับรองซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำปริญญานิพนธ์ และต้องสำเร็จการศึกษาภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันบรรจุเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย หรือมีประสบการณ์มีความสนใจทางด้านธุรกิจเพื่อสังคม สนใจสอบถามและสมัครที่ สำนักงานคณบดีคณะสังคมศาสตร์ ห้อง 11-304 ชั้น 3 อาคาร 11 คณะสังคมศาสตร์ โทร.0-2649-5000 ต่อ 11742 ถึง 15 มี.ค.นี้.

หมึกเขียว

บัญชีเดียว…การเปลี่ยนแปลงระบบภาษีประเทศครั้งใหญ่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580358

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2559 05:01

 

จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าทุกวันนี้มีช่องว่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คนในประเทศไทยมากมายขนาดไหน

ถ้าใช้ดัชนีชี้วัดจากจำนวนประชากรที่เสียภาษี เราจะพบว่า แม้จะมีประชากรไทยในวัยทำงานอยู่ราว 30-40 ล้านคน แต่เอาเข้าจริง กลับมีคนที่เสียภาษีให้รัฐจริงๆเพียง 10 กว่าล้านคน

นั่นหมายความว่า มีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่อุ้มคนกว่า 60-70 ล้านคนทั่วประเทศให้อยู่ได้ภายใต้สวัสดิการต่างๆและความสะดวกสบายที่รัฐหยิบยื่นให้

ขณะที่ผู้ประกอบการบริษัทนิติบุคคลทั่วประเทศประมาณ 450,000 ราย มีอยู่เพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่เสียภาษีให้แก่รัฐครบถ้วน และบริษัทนิติบุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ยังมีอีกจำนวนมากที่เสียภาษีแก่รัฐไม่ครบถ้วนภายใต้การใช้ระบบการทำบัญชีแบบเก่าการทำบัญชีแบบปกปิดรายได้จริง-แจ้งการขาดทุน ทำบัญชี 2 หรือบัญชี 3 เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี เป็นต้น

เมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลโดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลังซึ่งกำกับดูแลนโยบายด้านการคลัง โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายที่รัฐต้องใช้จ่ายออกไปในด้านต่างๆเป็นจำนวนมาก เห็นควรจะต้องปฏิรูปประเทศไทยกันใหม่ในทุกด้าน และด้านการเงินการคลังก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องรื้อรากเหง้าเก่าๆทิ้งให้หมด เพื่อสร้างมาตรฐานการทำบัญชีเพื่อการเสียภาษีที่ชัดเจน ภายใต้มาตรฐานที่เรียกว่า “บัญชีชุดเดียว”

ระบบบัญชีชุดเดียว หรือ One Account นี้ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์กับ ทีมเศรษฐกิจ ว่า นี่เป็นงานสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอกย้ำว่า จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยความร่วมมือกันของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

แน่นอนว่าไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา…เมื่อผู้คนต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ที่ต้องสุจริต ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ทุกกระบวนการย่อมต้องถูกจับเข้ากรอบ และมีมาตรฐานเดียวกันหมด

ระบบภาษี อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

“ในอดีตที่ผ่านมา มีผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นนิติบุคคลจำนวนมากที่เสียภาษีเอาไว้ไม่ครบถ้วน ด้วยเหตุผลหลายๆประการ เช่น 1.กลัวเสียเงิน 2.กลัวความยุ่งยาก โดยได้ว่าจ้างสำนักงานบัญชีลงบัญชีแทน และ 3.การขาดความรู้และความเข้าใจในการลงบัญชีอย่างถูกต้อง จึงทำให้เกิดความผิดพลาดทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา”

ตัวอย่างเช่น เมื่อ 20 ปีก่อนซื้อที่ดินมาหนึ่งแปลงเพื่อนำมาก่อสร้างโรงงาน โดยคิดว่าเป็นธุรกิจของตนเอง ต่อมาธุรกิจมีการเติบโตและขยายกิจการใหญ่มากขึ้น จึงมีความต้องการกู้เงินกับธนาคารก็พบว่าสินทรัพย์ของบริษัทแท้ที่จริงแล้วมีเพียงแค่โรงงานและเครื่องจักรเท่านั้น

ปัญหาที่ตามมาคือ ธนาคารไม่ปล่อยกู้เพราะไม่มีหลักทรัพย์ที่ดีพอในการค้ำประกัน จึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องโอนที่ดินแปลงนั้นมาเป็นของบริษัท แต่ก็ทำไม่ได้อีก เพราะอยู่ดีๆบริษัทจะมีที่ดินเพิ่มขึ้นก็ต้องเสียภาษีซื้อ–ขายและภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้แก่กรมสรรพากร ทำให้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรง

“แต่ปัจจุบันอัตราภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บบริษัทนิติบุคคลได้ปรับลดลงมาแล้ว จากเดิมอยู่ที่เคยเก็บในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ ก็ปรับลดลงมาเหลือ 25% และ 20% เมื่อปี 2557 และยังมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายและลดหย่อนต่างๆอีกมากมาย จึงทำให้อัตราภาษีในปัจจุบันไม่ได้เป็นภาระที่หนักอึ้งของผู้ประกอบการอีกต่อไป”

กรมสรรพากรจึงเสนอรัฐบาลออกกฎหมาย 2 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตคือ 1.พระราชกำหนด การยกเว้นภาษีและสนับสนุนการปฏิบัติ การเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2558 และ 2.พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595) พ.ศ.2558 เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2559 ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดของกรมสรรพากรที่จะเปิดทางให้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถปรับปรุงบัญชี และงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพของธุรกิจที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น

สรรพากรยกเว้นภาษีเอสเอ็มอี

วัตถุประสงค์ของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มแรงจูงใจ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ดี แต่อาจจะเคยผิดพลาดทางด้านการลงบัญชีในอดีต ไม่ต้องกังวล หรือกลัวว่าความผิดที่เกิดขึ้นในอดีตจะมาหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี สมัครเข้ามาร่วมโครงการ “บัญชีชุดเดียว” ซึ่งกำลังเปิดรับสมัครอยู่ในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ระหว่างวันที่ 15 ม.ค. จนถึงวันที่ 15 มี.ค.2559

กรมจะพยายามชี้ให้ผู้ประกอบการเห็นข้อดี-ข้อเสียของการเข้าร่วมโครงการนี้ โดยเฉพาะข้อดีที่กรมสรรพากรหยิบยื่นให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีครั้งนี้ “ผมถือว่าเป็นการปลดล็อกปัญหาในอดีตทั้งหมด คือ 1.การไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง 2.ไม่ต้องทำบัญชีใหม่ย้อนหลังไป 10-20 ปีเพียงแค่ทำรายงานทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นลงในกำไรสะสมของปีภาษี 2558 ที่ต้องยื่นภาษีในเดือน พ.ค.2559 นี้”

และ 3.กรณีผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่ถึง 30 ล้านบาทถือว่าเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตัวจริงก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2559 และในปีภาษี 2560 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท

ส่วนกำไรสุทธิที่เกินกว่า 300,000 บาท จะเสียภาษีในอัตรา 10% ซึ่งเป็นอัตราภาษีลดลงจากปัจจุบัน ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการเอสเอ็มเอ็ม กรณีรายได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ไม่เสียภาษี รายได้เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 15% และเกินกว่า 3 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตรา 20% ซึ่งเป็นอัตราภาษีในระดับเดียวกับบริษัทนิติบุคคลทั่วไป

“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ประมาณ 430,000 รายทั่วประเทศ โดยเราได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการนี้ จะมีประมาณ 300,000 ราย ซึ่งยอดล่าสุด ณ วันที่ 19 ก.พ.59 มียอดสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 143,000 ราย เท่ากับว่าเราได้เดินถึงครึ่งทางของเป้าหมายที่วางเอาไว้แล้ว”

ยืนกรานไม่นิรโทษกรรมคนโกง

ข้อเสียของโครงการนี้ อันดับแรกเลยคือ กรมสรรพากรจะสูญเสียรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท แต่ก็ยินดีเพื่อแลกกับความเข้มแข็งของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอนาคต เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เนื่องจากผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี มีสัดส่วนสูงถึง 98% ของจำนวนบริษัทนิติบุคคลประมาณ 450,000 ราย

หากพิจารณาเฉพาะผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี มีสูงถึง 430,000 รายนั้น ทำอย่างไรจึงจะส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยเหล่านี้ เติบโตขึ้นเป็นบริษัทขนาดใหญ่ 2,000–3,000 บริษัทได้ จากปัจจุบันมีบริษัทขนาดใหญ่มีเพียง 50 รายเท่านั้น

ข้อเสียที่ 2 คือ หากไม่เข้าร่วมโครงการ เมื่อตรวจสอบในภายหลังพบว่า มีการลงบัญชีไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะถูกเก็บภาษีย้อนหลัง 3.ระเบียบใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะเริ่มใช้ในปี 2562 กำหนดให้ใช้เอกสารและหลักฐานการเสียภาษีที่ยื่นต่อกรมสรรพากรมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อและธุรกรรมทางการเงิน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีการนำระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment มาใช้อนาคตอีกด้วย ก็ยิ่งจะทำให้ข้อมูลการใช้จ่ายเงินของบุคคลและบริษัทนิติบุคคลสามารถเชื่อมโยงถึงกรมสรรพากรได้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้การตรวจสอบภาษีทำได้ง่ายขึ้นและ 4.คือ กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ ไม่ใช่การนิรโทษกรรมภาษี เพราะคนที่มีความผิดทางภาษีเช่น การโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) การใช้ใบกำกับปลอมที่อยู่ระหว่างการออกหมายเรียก หรือที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาลก็ยังอยู่ต่อไปจนกว่าคดีความจะสิ้นสุด

“สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ คือการสร้างเกาะคุ้มกันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เคยลงบัญชีผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนในอดีต ไม่ให้ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังจากกรมสรรพากรอีกต่อไป เพื่อให้ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นที่ดี และยังสามารถก้าวเดินไปได้พร้อมๆกัน โดยเราจะเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ตั้งแต่ปีภาษี 2558 เป็นต้นไป”
ขยายฐานรายได้ลดภาษีแวต

เป้าหมายสูงสุดของกรมสรรพากรในโครงการนี้ ไม่ได้อยู่ที่ผลทางด้านการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการขยายฐานภาษีให้มีความกว้างและลึกมากขึ้น นั่นก็คือให้มีจำนวนผู้เสียภาษีที่มีปริมาณมากขึ้น จากปัจจุบันประชาชนที่อยู่ในวัยทำงาน 30-40 ล้านคนแต่เสียภาษีให้แก่กรมสรรพากรเพียง 10 กว่าล้านคน หมายความว่าเรามีคนเพียงหยิบมือเดียวที่ต้องอุ้มคนอีกกว่า 50-60 ล้านคนทั่วประเทศ จึงทำให้ภาระภาษีที่เกิดขึ้นในขณะนี้กระจุกตัวอยู่กับคนเพียงไม่กี่คน เพราะการขยายฐานภาษีให้กว้างออกไปยังไม่ทั่วถึงประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพ

ขณะที่ผู้ประกอบการบริษัทนิติบุคคลทั่วประเทศประมาณ 450,000 รายนั้น มีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ๆที่เสียภาษีครบถ้วนมากที่สุด ส่วนที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่เสียภาษีไม่ครบถ้วน ดังนั้น หากคนทั้งประเทศร่วมใจเสียภาษีให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

รายได้ของรัฐบาลก็จะจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย และมีเงินงบประมาณเพื่อนำมาใช้จ่ายและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆเพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ

หลักการจัดเก็บรายได้ของประเทศนั้นตามทฤษฎีแล้ว จะไม่มุ่งเน้นเรื่องของการเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว เพราะหากรัฐบาลมีรายได้เกินกว่าความต้องการใช้จ่าย ปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาก็คือสภาพคล่องหรือเงินสดที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจจะหดหายไป รัฐบาลกลายเป็นคนที่มีเงินมากที่สุด ระบบเศรษฐกิจที่เคยคึกคักก็แห้งขอดไป

“การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด เพราะหากรัฐบาลเก็บรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ผมมั่นใจ 100% เลยว่ารัฐบาลพร้อมจะลดภาษีลงเพื่อให้ประชาชนและบริษัท ห้างร้านต่างๆให้เสียภาษีในอัตราน้อยที่สุด เช่น การลดภาษีแวต ซึ่งก่อนหน้านี้เราพูดถึงแต่เรื่องการขึ้นภาษี แต่จากนี้ไปอีก 10-15 ปีข้างหน้า เมื่อทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบแล้ว เราจะพูดแต่เรื่องของการลดภาษี”

การถอนขนห่านของกรมสรรพากรในอดีตนั้น ไม่ใช่ต้องการฆ่าห่านให้ตาย แต่หมายความว่าถอนขนได้โดยห่านไม่ต้องตาย หมายความว่าทำให้กรมสรรพากร ประชาชน และผู้ประกอบการเดินไปด้วยกันได้

“ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากการทำบัญชีชุดเดียวมีผลดีมากกว่าผลเสียแน่นอน ขณะเดียวกันตัวผู้ประกอบการเองก็สามารถพัฒนา และยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้แก่ตนเองได้ด้วย เพราะในอนาคตระบบเทคโนโลยีทันสมัยจะเข้ามามีบทบาทในการจัดเก็บภาษีมากขึ้น หากวันนี้ยังไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ในวันข้างหน้าเทคโนโลยีก็จะสะกดรอยตามสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตเจออย่างแน่นอน” อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวในที่สุด.
ทีมเศรษฐกิจ

ทิศทางหุ้น 22/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580362

โดย บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด 22 ก.พ. 2559 05:01

 

ภาวะการซื้อขายหุ้น

ดัชนี SET ปรับฟื้นตัวจากกระแสเงินทุนไหลเข้า และการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,320.19 จุด เพิ่มขึ้น 3.44% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 25.44% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 42,323.16 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 498.21 จุด ลดลง 0.63% จากสัปดาห์ก่อน

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ (23-26 ก.พ.) บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวรับที่ 1,307 และ 1,285 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,335 และ 1,350 จุด ตามลำดับ

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ สถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการเฟด สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนี Markit PMI เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ คำสั่งซื้อสินค้าคงทน จีดีพีไตรมาส 4/58 และความเชื่อมั่นผู้บริโภค.

ภาวะตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยน

เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนว 35.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากภาพรวมการเคลื่อนไหวของเงินบาทเป็นไปในกรอบแคบๆ ในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ ตามคำสั่งซื้อเงินดอลลาร์ฯในช่วงแรก สลับกับปัจจัยหนุนเงินบาทจากสถานะซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติและการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันและสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงทะลุระดับ 35.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ ตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตร การอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาค และการปรับตัวลงของราคาสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ โดยปิดตลาดเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ 35.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ (23-26 ก.พ.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 35.55-35.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยอาจต้องจับตาข้อมูลการส่งออกของไทยในเดือน ม.ค. และรายงานเบื้องต้นของดัชนี PMI ภาคการผลิตต่อบริการเดือน ก.พ.ของหลายประเทศในยุโรป

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMIภาคการผลิตต่อภาคบริการ (ขั้นต้น) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่/บ้านมือสอง รายได้ส่วนบุคคลเดือน ม.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือน ธ.ค. และจีดีพีประจำไตรมาส 4/58

การจับสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน.

บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

นำร่องประชารัฐผุดคอนโด 1,500 ยูนิต ธนารักษ์ล็อบบี้ กทม.ทุบสะพานวัดไผ่ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580602

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2559 05:01

 

นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์จะหารือกับกรุงเทพมหานคร เพื่อปรับเปลี่ยนสะพานบนถนนพหลโยธินตรงกับข้ามกับวัดไผ่ตัน สะพานควายเป็นถนนเรียบ เพื่อหลีกเลียงข้อกฎหมายที่ห้ามสร้างคอนโดมิเนียมใกล้กับสะพานในระยะ 40 เมตร ทำคอนโดมิเนียมสูงได้ไม่เกิน 7 ชั้น จำนวน 500 ห้อง เพิ่มขึ้นมากกว่า 20 ชั้น หรือมากกว่า 1,000 ยูนิต เพื่อผลักดันโครงการบ้านประชารัฐให้เกิดขึ้นภายในปีนี้

“พื้นที่ดังกล่าวมีขนาดประมาณ 3 ไร่เศษ ด้านหน้าติดถนนพหลโยธินและด้านหลังติดบ้านคน ซึ่งสามารถเชื่อมไปถึงถนนสุทธิสารได้ แต่ติดข้อกฎหมายของ กทม. ที่ห้ามสร้างคอนโดฯสูงใกล้กับสะพาน เราต้องจำเป็นต้องปรับและแก้ไขสะพานให้เป็นถนนเรียบ และอาจจะจำเป็นต้องซื้อบ้านด้านหลังที่อยู่ติดกับตัวโครงการเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถทะลุถนนสุทธิสาร ซึ่งจะทำให้การเดินทางมีสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโครงการนี้ หากไม่ติดเงื่อนไขของ กทม.แล้ว เราจะสร้างคอนโดฯสูงระดับ 20-30 ชั้นก็ได้ และจำนวนห้องก็อาจจะมีมากถึง 1,000-1,500 ยูนิต แทนที่จะสร้างเป็นคอนโดมิเนียมสูง 7 ชั้น จำนวนห้อง 500 ยูนิต”

นายจักรกฤศฎิ์กล่าวว่า กรมธนารักษ์จะทำโครงการดังกล่าวให้เป็นต้นแบบของโครงการบ้านประชารัฐ โดยมีรูปแบบเป็นการเช่ารายเดือนประมาณ 2,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000 บาท โดยมีหลักการว่า การออกแบบและใช้วัสดุใช้ต้องมีคุณภาพดี บรรยากาศต้องน่าอยู่อาศัย แต่คงไม่หรูหราเมื่อเทียบกับคอนโนมิเนียมราคาหลายล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบและเตรียมการทั้งหมด โดยมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้สนับสนุนเงินกู้ และจะเปิดให้เอกชนประมูล อย่างไรก็ตาม หากหาผู้ก่อสร้างไม่ได้ กรมธนารักษ์จะสร้างเอง โดยให้บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ เป็นผู้ดำเนินการ.

ไร้วางระเบิด ‘บางกอกแอร์เวย์ส’ แต่ผู้โดยสารที่พูดป่วน เจอโทษหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580573

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2559 23:47

 

ตร.สุวรรณภูมิ เผย ไม่มีขู่วางระเบิด บางกอกแอร์เวย์ส สาเหตุ พบผู้โดยสารบอก วางกล่องเหล็กดีๆ ระวังแตกแล้วระเบิด จนท.จึงต้องทำตามขั้นตอน ขณะชายคนพูดมีสิทธิ์ซวยหนัก เจอดำเนินคดีเข้มจำคุก 5 ปี ปรับ 2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 21 ก.พ.2559 นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันนี้ เวลาประมาณ 12.54 น. ศูนย์รักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ว่า ผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางมาด้วยกันทั้งหมด 4 ท่าน มีการสนทนาที่ทำให้นักบินจำเป็นต้องพิจารณาขอใช้แผนฉุกเฉิน กรณี การขู่วางระเบิดอากาศยาน (Bomb threat on aircraft) บนอากาศยานเที่ยวบิน PG 924 เส้นทางกรุงเทพฯ – ภูเก็ต แบบ A320 ซึ่งมีกำหนดออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เวลา 12.30 น. พร้อมด้วยผู้โดยสาร 156 คน และลูกเรือ 8 คน โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่ผู้โดยสารกำลังเก็บสัมภาระติดตัวบนอากาศยาน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือ กัปตันเครื่องบินลำดังกล่าวจึงตัดสินใจระงับเที่ยวบินเป็นการชั่วคราว และนำเครื่องเข้าจอดที่หลุมจอด ยังหลุมจอดเฉพาะ (Isolated Parking) บนทางขับสาย C ระหว่าง C8 – C9 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ

ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ ทสภ. จึงได้มีการประกาศใช้แผนฉุกเฉิน บทที่ 9 กรณี การขู่วางระเบิดอากาศยาน (Bomb threat on aircraft) และจัดส่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ของทหาร และสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และกู้ภัย รวมทั้งเจ้าหน้าที่แพทย์เข้าพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามแผนฉุกเฉินโดยทันที โดยได้มีการนำผู้โดยสารลงจากเครื่องบินเพื่อไปตรวจค้นร่างกาย และนำสัมภาระของผู้โดยสารลงจากเครื่อง เพื่อนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบโดยละเอียดไม่พบว่ามีวัตถุระเบิดซุกซ่อนแต่อย่างใด และทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เตรียมพาผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด เดินทางไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต ด้วยเที่ยวบิน PG 924 เวลา 18.00 น. ของวันนี้

ด้าน พ.ต.อ.กิตติภพ ชมภูนุช ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้นทราบว่า ไม่ใช่การขู่วางระเบิดแต่อย่างใด โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผู้โดยสารชาวไทยประกอบด้วย พราหมณ์ 1 คน และลูกศิษย์ เตรียมเดินทางไปภูเก็ต เพื่อไปประกอบพิธี โดยมีกล่องเหล็ก ซึ่งบรรจุอุปกรณ์ทำพิธี เช่น หอยสังข์ กลองบัณเฑาะว์ ถือติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วย ซึ่งกล่องเหล็กดังกล่าว ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจ ด้วยเครื่องสแกนเรียบร้อยแล้ว แต่ระหว่างที่ลูกศิษย์ชายคนหนึ่ง กำลังนำกล่องเหล็กขึ้นวางเก็บไว้ที่ช่องเหนือศีรษะ โดยมีเจ้าหน้าที่สายการบินคอยช่วยเหลือนั้น

นายวิชาฤทธิ์ นาเมืองรักษ์ อายุ 43 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยพราหมณ์ ก็พูดกำชับว่า ให้วางของอย่างระวัง เดี๋ยวกลองมันจะแตกและระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่า มีระเบิดและแจ้งกัปตันตามขั้นตอน ส่วนจะมีการแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่นั้น ต้องรอทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ตัดสินใจอีกครั้ง เนื่องจากไม่ได้เป็นการจงใจพูดขู่วางระเบิดแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เบื้องต้น มีรายงานว่า ทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ได้ดำเนินการแจ้งความ ให้ตำรวจดำเนินคดีต่อ นายวิชาฤทธิ์ ในข้อกล่าวหา แจ้งข้อความ หรือส่งข่าวสารซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นเท็จและการนั้น เป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินตื่นตกใจกลัว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 แต่ นายวิชาฤทธิ์ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ขณะที่ ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3/2559 มีใจความว่า ด้วยเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2559 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้รับแจ้งว่าอากาศยานของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เที่ยวบิน PG924 แบบ A320 เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน HS-SH-PGG จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต ถูกขู่วางระเบิด เมื่อเวลา 12.50 น. เที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสาร 156 คน ลูกเรือ 8 คน เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้โดยสารกำลังเก็บสัมภาระติดตัวบนอากาศยาน เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือนักบินผู้ควบคุมอากาศยานได้ตัดสินใจระงับเที่ยวบิน และดำเนินการตามแผนฉุกเฉินของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสารการบินได้แจ้งความและดำเนินการตามกฎหมายแล้ว

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ขอเรียนว่าตาม พ.ร.บ.ควมผิดบางประการของการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 มาตรา 22 ผู้ใดแจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จและการนั้นเป็นเหตุหรือน่าจะเป็นเหตุผู้ที่อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินตื่นตกใจ ผู้กระทำ ต้องระวางจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท (สองแสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานในระหว่างการบิน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000บาท (สองแสนบาท) ถึง 600,000 บาท (หกแสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จะติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้และจะแจ้งให้ทราบต่อไป

บางกอกแอร์เวย์ส ระงับเที่ยวบิน กทม.-ภูเก็ต หลังผู้โดยสารขู่วางบึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580519

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2559 18:20

 

เครดิตภาพจากเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD)

กัปตันบางกอกแอร์เวย์ส ระงับเที่ยวบิน PG 924 เส้นทางกรุงเทพฯ – ภูเก็ต หลังผู้โดยสารขู่วางระเบิด ด้าน ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ใช้แผนฉุกเฉินคลี่คลายสถานการณ์ …

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.54 น. วันนี้ ศูนย์รักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ว่า ผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางมาด้วยกันทั้งหมด 4 ท่าน มีการสนทนาที่ทำให้นักบินจำเป็นต้องพิจารณาขอใช้แผนฉุกเฉิน กรณีการขู่วางระเบิดอากาศยาน บนเที่ยวบิน PG 924 เส้นทางกรุงเทพฯ – ภูเก็ต ซึ่งมีกำหนดออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เวลา 12.30 น. ที่ผ่านมา โดยเที่ยวบินดังกล่าว มีผู้โดยสาร 156 คนและลูกเรือ 8 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยู่ในช่วงที่ผู้โดยสารกำลังเก็บสัมภาระติดตัวบนอากาศยาน

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือ กัปตันเครื่องบินลำดังกล่าวจึงตัดสินใจระงับเที่ยวบินเป็นการชั่วคราว และนำเครื่องเข้าจอดที่หลุมจอด Isolate Parking เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ

ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ ทสภ. จึงได้มีการประกาศใช้แผนฉุกเฉิน บทที่ 9 กรณีการขู่วางระเบิดอากาศยาน (Bomb threat on aircraft) และจัดส่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย รวมทั้งเจ้าหน้าที่แพทย์เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการตามแผนฉุกเฉินโดยทันที โดยได้มีการนำผู้โดยสารลงจากเครื่องบินเพื่อไปตรวจค้นร่างกาย และนำสัมภาระของผู้โดยสารลงจากเครื่องเพื่อนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

จากนั้นมีรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา สายการบินบางกอกแอร์เวย์ได้นำผู้โดยสารขึ้นเครื่อง เพื่อทำการบินด้วยเที่ยวบินเดิม เดินทางไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า ไม่มีวัตถุต้องสงสัยที่เป็นวัตถุระเบิดแต่อย่างใด

นายศิโรตม์ ระบุว่า สำหรับสาเหตุในครั้งนี้ ทราบว่าเป็นผู้โดยสารชายชาวไทย 2 ใน 4 คน ที่เดินทางมาด้วยกัน มีการสนทนาที่มีคำพูดเกี่ยวกับการระเบิด ในขณะที่กำลังเก็บสัมภาระส่วนตัวบนเครื่อง ซึ่งในขณะนี้ ผู้โดยสารทั้ง 2 คน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวและสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

นายศิโรตม์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ฉุกเฉินในครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย สืบเนื่องจากการปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินของ ทสภ. ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งจากส่วนงานภายใน ทสภ. เจ้าหน้าที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ปฏิบัติงานทุกหน่วยงานมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินของท่าอากาศยาน หากเกิดกรณีมีการขู่วางระเบิดอากาศยาน ทุกหน่วยสามารถประสานการปฏิบัติงานแบบบูรณาการได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าวได้ในเวลาอันรวดเร็ว และกระทบต่อการให้บริการของท่าอากาศยานน้อยที่สุด ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ลูกเรือ และอากาศยานเป็นสำคัญ.

‘นกแอร์’ ทำตามขั้นตอน กรณียกเลิก 20 เที่ยวบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580405

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2559 13:15

 

อธิบดีกรมการบินพลเรือน ระบุ นกแอร์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายโดยครบถ้วน กรณี จะยกเลิกเที่ยวบิน 20 เที่ยว ในวันที่ 23 ก.พ.นี้ ยืนยัน กพท. จะติดตามการแก้ไขปัญหาภายในอย่างใกล้ชิด…

วันที่ 21 ก.พ. 59 ตามที่มีข่าว สายการบินนกแอร์ จะยกเลิกเที่ยวบิน 20 เที่ยว ในวันที่ 23 ก.พ.นั้น ดร.จุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมการบินพลเรือน (กพท.) แจ้งให้ทราบว่า นกแอร์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายโดยครบถ้วน โดยมีการแจ้งผู้โดยสารให้ทราบล่วงหน้า และให้ผู้โดยสารเลือกใช้สิทธิ์ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องการคุ้มครองผู้โดยสารในการคืนตั๋ว เปลี่ยนเที่ยวบิน หรือจัดหาสายการบินอื่นให้เดินทางแทน

“ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ กพท. ได้เริ่มเข้าไปตรวจสอบชั่วโมงบินของนักบิน เพื่อจะให้ความมั่นใจแก่ ปชช. ว่า ชั่วโมงบินไม่เกินข้อบังคับ ทั้งนี้ กพท. จะติดตามการแก้ไขปัญหาภายในอย่างใกล้ชิดต่อไป” ดร.จุฬา กล่าว

23ก.พ.นกแอร์ งด20ไฟลท์ ปรับปรุง-แก้ปัญหานักบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580250

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2559 05:15

 

สถานการณ์สายการบินนกแอร์ยังไม่นิ่ง ล่าสุดประกาศยกเลิกเที่ยวบินในประเทศ วันที่ 23 ก.พ.นี้ ทั้งสายเหนือ-ใต้-อีสาน รวม 20 เที่ยวบิน “พาที” ระบุเป็นการปรับตารางบินให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอยู่ระหว่างดำเนินการ กลับมาเป็นปกติ มอบ 3 ทางเลือกผู้โดยสารซื้อตั๋วไปแล้ว ทั้งประสานให้ไปกับสายการบินอื่น-เลื่อนวัน-คืนเงิน

สายการบินนกแอร์ประกาศยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้าในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ.สายการบินนกแอร์ได้แจ้งยกเลิกเที่ยวบินในประเทศในวันที่ 23 ก.พ.นี้ จำนวน 20 เที่ยวบิน ดังนี้ เที่ยวบินสายดอนเมือง-ภาคใต้ 8 เที่ยวบิน ประกอบด้วย DD7106 ดอนเมือง-หาดใหญ่ (DMK-HDY), DD7107 หาดใหญ่-ดอนเมือง (HDY-DMK), DD7818 ดอนเมือง-นครศรีธรรมราช (DMK-NST), DD7819 นครศรีธรรมราช-ดอนเมือง (NST-DMK), DD7208 ดอนเมือง-สุราษฎร์ธานี (DMK-URT), DD7209 สุราษฎร์ธานี-ดอนเมือง (URT-DMK), DD7406 ดอนเมือง-ตรัง (DMK-TST) และ DD7407 ตรัง-ดอนเมือง (TST-DMK)

เที่ยวบินสายดอนเมือง-ภาคเหนือ 4 เที่ยวบิน ประกอบด้วย DD8414 ดอนเมือง-พิษณุโลก (DMK-PHS), DD8415 พิษณุโลก-ดอนเมือง (PHS-DMK), DD8718 ดอนเมือง-เชียงราย (DMK-CEI) และ DD8719 เชียงราย-ดอนเมือง (CEI-DMK) และเที่ยวบินสายดอนเมือง-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย DD9214 ดอนเมือง-อุดรธานี (DMK-UTH), DD9215 อุดรธานี-ดอนเมือง (UTH-DMK), DD9314 ดอนเมือง-อุบลราชธานี (DMK-UBP), DD9315 อุบลราชธานี-ดอนเมือง (UBP-DMK), DD9410 ดอนเมือง-สกลนคร (DMK-SNO), DD9411 สกลนคร-ดอนเมือง (SNO-DMK), DD9814 ดอนเมือง-ขอนแก่น (DMK-KKC) และ DD9815 ขอนแก่น-ดอนเมือง (KKC-DMK)

ด้านนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่นกแอร์ได้แจ้งล่วงหน้าถึงการยกเลิกทำการบินจำนวน 20 เที่ยวบินในวันที่ 23 ก.พ.นี้ เป็นการปรับเปลี่ยนตารางการบินเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตารางการบินตามปกติ และขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อให้เที่ยวบินทั้งหมดกลับมาเป็นปกติ โดยนกแอร์ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม นกแอร์ถือว่าเป็นการปรับตารางบินแบบปกติที่มีการปรับก่อนที่จะมีปัญหา เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบผู้โดยสารมากที่สุด โดยขณะนี้นกแอร์ได้แจ้งไปยังผู้โดยสารทุกคนที่จะทำการบินเพื่อให้รับทราบถึงตารางการบินที่เปลี่ยนแล้ว ทั้งนี้ นกแอร์ยังมีพันธมิตรที่จะช่วย รองรับผู้โดยสารที่จะเดินทางตามเที่ยวบินที่นกแอร์ ยกเลิกไว้ ขอให้ผู้โดยสารไม่ต้องกังวลและสามารถติดต่อไปตามช่องทางที่นกแอร์แจ้งไว้ ส่วนเรื่องกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดอยู่ระหว่างตรวจสอบ

“ขอยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนตารางบินดังกล่าว เพื่อให้นกแอร์สามารถกลับมาสู่สภาวะปกติได้เร็วที่สุด โดยเหตุการณ์นี้จะค่อยๆคลี่คลายลงหลังจากนี้ และมั่นใจว่าหลังจากนี้จะพยายามไม่ให้เกิดปัญหาอีก เพราะขณะนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้าภาวะ ปกติมากที่สุด และการปรับเปลี่ยนก็เพื่อไม่ให้ตารางการบินของนักบินแน่นมากเกินไป” นายพาทีกล่าว และว่าขณะนี้สายการบินนกแอร์ยังอยู่ระหว่างประสานไปยังผู้โดยสารทุกคนเพื่อสอบถามความต้องการ โดยสายการบินได้เสนอทางเลือกให้ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ 3 กรณีคือ 1.กรณีที่ยืนยันจะเดินทางในวันที่ 23 ก.พ.ตามเดิมให้แจ้งต่อสายการบินได้ โดยสายการบินจะประสานขอที่นั่งจากสายการบินอื่นเพื่อนำผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทาง 2.กรณีที่ผู้โดยสารต้องการเลื่อนการเดินทางออกไปเป็นวันอื่น โดยจะยังไม่เดินทางในวันที่ 23 ก.พ.นี้ ก็สามารถทำได้ โดยสายการบินจะไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม และ 3.กรณีที่ผู้โดยสารไม่ต้องการเดินทางกับสายการบินก็สามารถแจ้งขอยกเลิกการเดินทางได้โดย สายการบินยินดีคืนเงินค่าตั๋วโดยสารเต็มจำนวน

ต่อมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่สายการบินนกแอร์ยกเลิกเที่ยวบินในวันที่ 23 ก.พ.ว่าได้มอบหมายให้นายออมสิน ชีวพฤกษ์ รมช.คมนาคม ไปดูแลเรื่องนี้พร้อมกับการบินไทยเพื่อช่วยหาเที่ยวบินของสายการบินอื่นทดแทน จะได้ไม่มีผลกระทบกับผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วไปแล้ว ซึ่งการที่นกแอร์ประกาศให้รับรู้ก่อนว่าจะมีการยกเลิกเที่ยวบิน คงเพราะอยู่ระหว่างการบริหารจัดการนักบินใหม่ จึงไม่อยากให้มีปัญหาแบบในวันที่ 14 ก.พ.2559 ที่ยกเลิกเที่ยวบินโดยไม่บอกเหตุผล

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันเดียวกัน สายการบิน นกแอร์ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “นกแอร์ดำเนินการชดเชยให้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบและพร้อมรับการตรวจสอบจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” โดยระบุว่าสายการบินนกแอร์ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การชดเชยและติดต่อผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติดอนเมืองเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันสายการบินนกแอร์ พร้อมให้สำนักงานการบินพล เรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เข้าตรวจสอบเกี่ยวกับการยกเลิกเที่ยวบินตามที่ กพท.ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นกแอร์กำลังดำเนินการชดเชยให้แก่ผู้โดยสารทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการติดต่อและให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างเต็มที่ และจะทำต่อไปจนกว่าผู้โดยสารทั้งหมดจะได้รับการดูแลเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ นกแอร์พร้อมรับการตรวจสอบเต็มรูปแบบจาก กพท.เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น