ย้ำเลือกตั้ง 2560 ลดแรงเสียดทานคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412763

ย้ำเลือกตั้ง 2560 ลดแรงเสียดทานคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาประกาศจุดยืนแบบ​เสียงดังฟังชัดอีกรอบ “ไม่ว่าจะอย่างไรในปี 2560 ก็ต้องมีการเลือกตั้ง”​

นับเป็นการตอกย้ำ​ใน “สัญญาประชาคม” ตามที่เคยประกาศไปแล้วในเวทีสหประชาชาติ ว่าเส้นทางตามโรดแมปหลังจากนี้จะเดินไปตามขั้นตอนและมีการเลือกตั้งในปี 2560 อย่างไม่มีบิดพลิ้ว

นอกจากจะสยบกระแสข่าวเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” แล้วนี่ยังถือเป็นอีกมาตรการที่ช่วย “ลดแรงเสียดทาน” จากมรสุมที่รุมเร้ารัฐบาล คสช.ในเวลานี้

ที่สำคัญสถานการณ์การเมืองขณะนี้เปราะบาง หากพลาดพลั้งอาจทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาต้อง “สะดุด” หรือ “พังทลาย” ลงไปอย่างน่าเสียดาย

​ด่านแรก “ร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเวลานี้กระบวนการจัดทำเดินมาจนถึง “ทางสองแพร่ง” โดยสุดสัปดาห์นี้ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานจะจัดทำร่างแรกสำเร็จ และส่งต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้ กรธ.ปรับแก้ไขต่อไป

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็นจากหลายฝ่าย จนถึงขั้นมีบางกลุ่มประกาศตัวเตรียมออกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 อีกด้านยังเป็นการส่งสัญญาณ​ผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติกลายๆ

เพื่อตัดปัญหาไม่ต้องไปลุ้นกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป หากจะต้องมีการร่างกันใหม่ในอนาคต

แถมสอดรับไปกับท่าทีของมีชัย ที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อกำหนดกรอบความชัดเจนในการนับคะแนนการลงประชามติ รวมทั้งไม่ต้องไปกำหนดขั้นตอนหลังจากการลงประชามติ กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ดังจะเห็นจากท่าทีของ คำนูณ สิทธิสมาน อดีตโฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มองว่า ถ้าพอใจโหวตให้ร่างฉบับนี้ที่เห็นรายละเอียดแล้วแน่นอนผ่านไป ก็ได้เลือกตั้งแน่ภายในปี 2560 แต่ถ้าตัดสินใจโหวตไม่ให้ผ่าน ก็ต้องลุ้นเอาเอง ไม่รู้จะได้เลือกตั้งเมื่อไร

“เหมือนๆ กับจะบอกว่า ถ้าอยากมีรัฐธรรมนูญถาวรเร็วๆ อยากรู้กำหนดเลือกตั้งทั่วไปแน่นอน คือภายในปี 2560 ก็ให้ยอมรับ ‘สิบเบี้ยใกล้มือ’ เอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่หยิบก็จะไม่เห็นของ ไม่เห็นทิศทางเลย ถือเป็นการวัดใจกลุ่มที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ แต่อยากไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว” คำนูณ ระบุ

การที่ไม่มีกรอบว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร จึงเป็นการบีบให้กลุ่มค้านต้องคิดหนักหากค้านจนร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้ว คสช.จะเดินต่อไปอย่างไร

“เขาทำประชามติกันเมื่อไหร่ในเดือน ก.ค. 2559 ใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ผ่าน ผมก็จะทำให้มันเลือกตั้งได้ก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้าเลือกตั้งไม่ได้อีกผมก็คงช่วยอะไรไม่ได้ และไม่ว่าจะอย่างไรในปี 2560 ก็ต้องมีการเลือกตั้ง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ก่อนหน้านี้เริ่มมีบางฝ่ายออกมา “ดักคอ” ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ กระบวนการทุกอย่างอาจกลับไปสู่จุดเดิม ​ตั้งแต่เริ่มตั้งกรรมการขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนอาจกระทบไปถึงโรดแมปเดิมให้ต้องร่นเวลาเลือกตั้งออกไป

การตอกย้ำว่าจะมีการเลือกตั้งปี 2560 จึงถือเป็นการการันตีว่า คสช.​ไม่คิดจะใช้กระบวนการประชามติเป็นแผนต่ออายุ คสช.ออกไปแบบเนียนๆ เพราะไม่ว่าผลประชามติออกมาอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้งปี 2560

ดังที่ ​พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ​ในกรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องหารัฐธรรมนูญมาให้เลือกตั้งจนได้​

“อาจจะมีมาตราเดียวหรือ 2-3 มาตราก็พอแล้ว คือ 1.ให้มีการเลือกตั้ง 2.เรื่องสิทธิมนุษยชน 3.เรื่องประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพไร้ขีดจำกัด พอแล้ว 3 มาตราคงไม่แตกต่างอะไรไปมากกว่านี้ หรือจะเอารัฐธรรมนูญที่มาจากต่างดาวกันหรืออย่างไร มาตราก็มีแบบนี้ทั้งนั้นอันไหนมีอยู่แล้วใช้ได้ก็ใช้ อันไหนไม่ได้ก็เติมเข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปอะไรที่พิเศษในการปฏิรูปก็ต้องใส่เข้าไป”

อีกด้านหนึ่งการที่หัวหน้า คสช. ตอกย้ำว่าทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ ยังถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักธุรกิจและต่างชาติที่รอดูความชัดเจนก่อนตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือค้าขายกับประเทศไทย

อันจะเป็นอีกหนึ่งทางแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่หนักขึ้น เมื่อต่างชาติที่เฝ้ารอจะเข้ามาลงทุน ต่างก็รอดูความชัดเจนของ คสช.ว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไปอีกนานแค่ไหน

ยิ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดในทำนองทีเล่นทีจริงหลายต่อหลายรอบว่า หากประเทศไม่สงบ ก็จะปิดประเทศบ้าง หรืออยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกยาว ยิ่งทำให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมีปัญหา และทำให้หลายฝ่ายที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนมีอันต้องชะงัก

เนื่องจากประเมินแล้ว จุดอ่อนเรื่องเศรษฐกิจจะเป็นปัญหาที่หนักหน่วงในอนาคต ดังนั้น คสช.​จำเป็นต้องลดเงื่อนไขที่จะทำให้ปัญหาหนักหนากว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อไปถึงปัญหาอื่นๆ ​

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบออกมายืนยันว่าทุกอย่างจะเดินไปตามกรอบโรดแมปเดิม ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 แน่นอน

 

คสช.พลิกเกมประชามติ ไม่แก้รธน.ชั่วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412526

คสช.พลิกเกมประชามติ ไม่แก้รธน.ชั่วคราว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องจับตามองนอกเหนือไปจากการร่างรัฐธรรมนูญแล้วยังมีเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ต้องจับตามองไม่แพ้กัน

เดิมทีท่าทีจากฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งสัญญาณที่ดูเหมือนว่ากำลังจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกออกมาอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ม.ค.

โดยมีการคาดการณ์ว่า คสช.และ ครม.จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.คะแนนเสียงชี้ขาดประชามติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 37 วรรค 7 เขียนในลักษณะกำกวมซึ่งมีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้ในทางปฏิบัติร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ

มาตรา 37 วรรค 7 ระบุว่า “ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” จึงเกิดการวิเคราะห์ว่า ครม.และ คสช.น่าจะแก้ไขเปลี่ยนเป็นคำว่า “ถ้าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก…” แทนบทบัญญัติเดิม เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถฝ่าด่านประชามติไปได้

2.การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เดิมทีเกิดความไม่สบายใจว่า คสช.และ ครม.จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นขนาดไหน ส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในครั้งนี้อาจจะสร้างหลักประกันเพื่อความสง่างามของร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องไม่เป็นการปลุกระดมทางการเมือง

3.แผนสำรองหากไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดเป็นแนวทางว่า ถ้าประชาชนลงมติไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องกลับไปสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและส่งให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้ง ซึ่งในทางการเมืองแล้วการเขียนรัฐธรรมนูญในรอบที่สามอาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมมากนัก จึงเริ่มมีการคิดว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เวลานี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยทำท่าว่าน่าจะลงมืออย่างเป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้ อาจจะไม่มีการดำเนินการแล้วก็เป็นได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.

“ไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อหาทางออกกรณีไม่ผ่านประชามติ เพราะถ้าระบุทางออกไว้คนจะไม่ดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนการนับผลการทำประชามตินั้น ถ้ารัฐบาลเข้าใจตรงกันว่านับคะแนนเฉพาะผู้มาใช้สิทธิ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ และหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบันแทน” คำกล่าวของ มีชัย เมื่อวันที่ 25 ม.ค.

ท่าทีของประธาน กรธ.มีนัยอยู่ไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่า มีชัย คือ หนึ่งในสมาชิก คสช. ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ย่อมมีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือได้พอสมควร

การส่งสัญญาณไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สามารถประเมินสถานการณ์ได้ 2 มุม

มุมแรกเป็นการแสดงความมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.น่าจะผ่านประชามติและพร้อมจะทำทุกทาง เนื่องจากมาระยะหลังนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มักจะบอกต่อสาธารณะหลายครั้งว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติก่อน ประเทศถึงจะเข้าสู่การเลือกตั้งตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ คิดไว้ได้

อีกมุมย่อมมองได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นดาบสองคมที่ คสช.คาดไม่ถึง โดยเฉพาะการแก้ไขเพื่อรองรับปัญหาที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

กล่าวคือ ถ้า คสช.ไปบอกทางออกในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ก่อน เช่น ให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ศ. 2540 มาใช้แทน เป็นต้น อาจทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น กรธ. เพื่อต้องการให้นำรัฐธรรมนูญในอดีตมาใช้แทน เพราะต้องยอมรับมีหลายฝ่ายไม่พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเขียนกันอยู่จำนวนมาก

เท่ากับว่าบางทีการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จึงเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่จะช่วยให้แรงต่อต้านสงบลง

การไม่บอกทางออกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วจะทำอย่างไรนั้น เสมือนหนึ่งเป็นการบีบให้ประชาชนไปลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทางอ้อม เพราะไม่มีใครรู้ว่า คสช.ซ่อนไพ่อะไรไว้ในมือ จึงน่าจะเลือกรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไป เหมือนกับที่ “คำนูณ สิทธิสมาน” เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. ตั้งข้อสังเกต

“เหมือนๆ กับจะบอกว่า ถ้าอยากมีรัฐธรรมนูญถาวรเร็วๆ อยากรู้กำหนดเลือกตั้งทั่วไปแน่นอน คือภายในปี 2560 ก็ให้ยอมรับสิบเบี้ยใกล้มือเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่หยิบก็จะไม่เห็นของไม่เห็นทิศทางเลย ถือเป็นการวัดใจกลุ่มที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญแต่อยากไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว” ข้อสังเกตจากคำนูณ

เหนืออื่นใด หากที่สุดแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติขึ้นมา คสช.ก็ยังมีอำนาจมาตรา 44 หรือการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างทางออกให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์

เพราะฉะนั้นการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 คือ การแก้เกมเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามตินั่นเอง

 

“สุวัจน์” วืดเก้าอี้ สะเทือนอนาคตการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412293

"สุวัจน์" วืดเก้าอี้ สะเทือนอนาคตการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลิกล็อกตกเก้าอี้แบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตนายกลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 7 สมัย เสียตำแหน่งสมัยที่ 8 ให้กับ ​สมบัติ เอื้อมมงคล อดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย ไปแบบขาดลอย

หากพิจารณาจากผลการลงคะแนน 35-19 เสียง ​บัตรเสีย 4 เสียง และไม่ประสงค์ลงคะแนน 2 เสียง จะเห็นว่า สมบัติ ชนะแบบถล่มทลายไปด้วยคะแนนเสียงที่เกินครึ่งจากสมาชิกที่มาประชุม 60 สโมสร จากทั้งหมดที่มีอยู่ 62 สโมสร ซึ่งหมายความว่าชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุหรือความบังเอิญ

ที่สำคัญการสูญเสียเก้าอี้นายกสมาคมในครั้งนี้ไม่ได้มีผลกระทบในแง่บทบาทหน้าที่ในแวดวงกีฬาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไปถึงคะแนนนิยม ความเชื่อมั่น และอนาคตทางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ที่ผ่านมา สุวัจน์ หันมาเอาดีด้านกีฬา และใช้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สร้างตัวตน โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกเว้นวรรคทางการเมืองไป 5 ปี ไม่อาจเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเมืองต่างๆ ได้ทุกรูปแบบ

แต่ในความเป็นจริงชื่อของ สุวัจน์​ ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากสารบบการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หลายต่อหลายครั้ง ทั้งพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และ สุวัจน์ ยังถูกพูดถึงในบทบาทของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแปรทางการเมืองในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา

แม้คะแนนเสียงของพรรคชาติพัฒนาฯ เองจะไม่ได้มีที่นั่งมากมายจนมีผลชี้นำอะไรได้ แต่ด้วยสถานะที่ไม่ได้อยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งพรรคเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ ท่าทีของพรรคจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นช่วงการออกกฎหมายนิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรมนูญ ฯลฯ

อีกทั้งชื่อของ “สุวัจน์” ยังเคยถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งใน “ตุ๊กตา” เมื่อมีการพูดถึงนายกฯ คนกลาง หลายครั้งหลายหน เพราะต้องการหาคนกลางที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างคู่ขัดแย้งข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน

​ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งของสองขั้วที่รุนแรงและเรื้อรัง​ ยิ่งทำให้ “คนกลาง” เป็นที่ต้องการมากกว่าคนที่จะมาจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ที่สำคัญด้วยต้นทุนของ สุวัจน์ เป็นนักการเมืองอีกคนหนึ่งที่มีคอนเนกชั่นรอบด้านสามารถเข้าได้กับทุกพรรค แม้จะมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ยังคงมีไมตรีกับพรรคฝ่ายค้าน

แถมอาจจะเป็นความโชคดีของ สุวัจน์ ที่ถูกโทษแบนพ้นสนามการเมือง 5 ปี ในช่วงที่สมรภูมิการเมืองดุเดือดเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน การถอยออกไปจากสมรภูมิอย่างถูกจังหวะ จึงทำให้ภาพลักษณ์ไม่บอบช้ำ หรือเอนเอียงยืนหยัดอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง สุวัจน์​ เหมือนจะรู้ตัวและพยายามถนอมเนื้อถนอมตัว ไม่ออกมาเคลื่อนไหว หรือมีความคิดความเห็นทางการเมืองมากนัก

บทบาทที่ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมและมหกรรมกีฬาต่างๆ โดยเฉพาะเทนนิส ด้วยบทบาทนายกสมาคมที่ยังทำให้ชื่อของ สุวัจน์ ยังวนเวียนเป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมาสถานการณ์หลังรัฐประหารที่เคยมีข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ และนายกฯ คนกลาง ชื่อของ สุวัจน์ ก็เป็นอีกหนึ่งรายชื่อที่มีการพูดถึง

แต่ทว่าหลังพลาดเก้าอี้นายกสมาคมสมัยที่ 8 แบบพลิกโผ สถานการณ์ทำท่าจะเปลี่ยนแปลงไป เริ่มตั้งแต่ “บารมี” ที่เคยเบ่งบานวันนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าลดน้อยถอยลงไป

แม้ขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้อดีตนายกสมาคม 7 สมัยต้องมาตกเก้าอี้เที่ยวนี้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ท่าทีจาก พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อุปนายกสมาคม ที่ออกมาแสดงความเห็นว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโมฆะโดยเฉพาะมติการเลือกตั้ง เนื่องจากพบมูลเหตุการล็อบบี้คะแนนเสียง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่า ความเห็นเรื่องนี้ดูจะไม่มีน้ำหนักมากนัก เพราะเป็นที่ชัดเจนว่า พล.อ.ธวัชชัย สนิทชิดเชื้อกับ สุวัจน์ ​ครั้งหนึ่งยังเคยสวมเสื้อชาติพัฒนาลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

​อีกด้านหนึ่งตัวแทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะนายทะเบียน ยังออกมาระบุว่า ไม่พบพิรุธหรือสิ่งผิดสังเกตที่ทำให้เรื่องนี้ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบมากขึ้น

สุวัจน์เองก็ทำได้แค่เพียงแสดงความยินดีกับคณะกรรมการชุดใหม่ และยอมรับในการตัดสินใจของสมาชิก หลังจากนี้ก็จะยังคงช่วยเหลือวงการเทนนิสเหมือนเดิม

ระหว่างนี้คงต้องรอดูว่ากระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะและมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ​

แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ต่อให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะและการเลือกตั้งครั้งใหม่ สุวัจน์ ​ถูกเลือกกลับมาเป็นนายกสมาคม แต่ไม่อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และอนาคตทางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง​