“ไลน์ทีวี”กรี๊ดยอดผู้ชมกระจาย จัดประกาศรางวัลหวังให้ฮือฮา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898702


นายแดน ศรมณี ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ ไลน์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาไลน์ทีวี LINE TV ประสบความสำเร็จด้วยยอดรับชม (View) ที่เพิ่มสูงขึ้น 136% และผู้ชมใช้เวลาอยู่บนไลน์ทีวีเพิ่มมากขึ้น 81% โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การสร้างพันธมิตรด้านคอนเทนต์ที่แข็งแกร่งและมีจุดแข็งในการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย ซึ่งนอกจากพันธมิตรใหม่แล้ว ปีนี้ไลน์ทีวียังเปิดตัวกลุ่มคอนเทนต์เพิ่มเติม ได้แก่ กีฬา (SPORTS) และบิวตี้ (BEAUTY) รวมทั้งได้จัดการประกาศรางวัล “LINE TV AWARD” ขึ้นครั้งแรก โดยรางวัล Top Most Viewed หรือละครที่มียอดชมสูงสุดแห่งปี ได้แก่ “O-Negative” ด้วยยอดชมมากกว่า 210 ล้านวิว, รางวัล Content Of The Year หรือคอนเทนต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ได้แก่ มินิซีรี่ย์ “I HATE YOU I LOVE YOU” ด้วยยอดชมรวมสูงสุดมากกว่า 128 ล้านวิว.

 

ไทยประกันรับคุ้มครองทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898701


นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กองทัพบกได้ร่วมกับบริษัทลงนามต่อสัญญาประกันชีวิตทหารต่อเนื่องเป็นปีที่ 31 โดยให้ความคุ้มครองกำลังพลทุกระดับชั้น ทั้งในยามสงบและยามสถานการณ์ปกติ ระยะเวลาความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.60-31 มี.ค.61

“ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกและแห่งเดียวในโลกที่รับประกันชีวิตทหาร โดยมิได้แสวงหากำไร เนื่องจากหากปีใดมีการจ่ายสินไหมทดแทนต่ำกว่าเบี้ยประกันรับ บริษัทจะคืนเงินส่วนเกินแก่กองทัพบก เพื่อนำไปใช้เป็นสวัสดิการต่อไป ตั้งแต่บริษัทรับประกันชีวิตทหารจนถึงปัจจุบัน ได้จ่ายสินไหมทดแทนแก่ทหารที่ทุพพลภาพและเสียชีวิตรวมกว่า 16,000 นาย คิดเป็นเงินสินไหมทดแทน 1,011 ล้านบาท และคืนเงินส่วนเกินแก่กองทัพบกเพื่อเป็นสวัสดิการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 23.77 ล้านบาท”

ทั้งนี้ กรมธรรม์จะให้ความคุ้มครอง ได้แก่ พลที่ออกปฏิบัติหน้าที่ภาคสนามที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งในและนอกประเทศ, นักเรียนนายร้อยที่เสียชีวิตและทุพพลภาพ รวมทั้งคุ้มครองข้าราชการและลูกจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ในยามปกติ.

 

คุมจัดสรรหุ้นผู้มีอุปการคุณ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898695


ก.ล.ต.ออกกฎห้ามเกิน15%หวังสกัดก๊วนปั่น

ก.ล.ต.ออกกฎคุมการกระจายหุ้นไอพีโอให้ผู้มีอุปการคุณหวังคุมก๊วนสร้างราคาหุ้น หลังพบการจัดสรรหุ้นให้ผู้มีอุปการคุณกระจุกตัวกับกลุ่มบุคคลมากถึง 40-50% ของจำนวนหุ้นที่ขายทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อการสร้างราคาในช่วงแรกที่เข้าซื้อขาย นอกจากนี้ยังพบว่าผู้มีอุปการคุณมีชื่อซ้ำไปซ้ำมาในหุ้นไอพีโอหลายตัว ออกกฎเข้มห้ามจัดสรรผู้มีอุปการคุณเกิน 15% และต้องสร้างประโยชน์ให้บริษัทอย่างชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างปรับปรุงเกณฑ์การจัดสรรหุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ให้กับผู้มีอุปการคุณและบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ (RP) เพื่อให้มีการกระจายหุ้นไอพีโอแก่ผู้ลงทุนทั่วไปอย่างเพียงพอ ไม่ให้กระจุกตัวกับกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เนื่องจากพบว่าบางกรณีมีการจัดสรรหุ้นไอพีโอให้ผู้มีอุปการคุณมากถึง 40-50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด จนทำให้ราคาหุ้นช่วงแรกที่เข้าซื้อขายในตลาดร้อนแรงมาก หรือสูงกว่าราคาไอพีโออย่างมาก เพราะง่ายต่อการควบคุมปริมาณหุ้นเพื่อสร้างราคาให้สูง นอกจากนี้ ยังพบว่าการจัดสรรหุ้นไอพีโอให้ผู้มีอุปการคุณมีลักษณะการมีอุปการคุณกับบริษัทไม่ชัดเจน เช่น ผู้ให้คำแนะนำ หรือที่ปรึกษา เป็นต้น และมีรายชื่อผู้มีอุปการคุณซ้ำกันในบริษัทที่ทำไอพีโอที่อยู่คนละอุตสาหกรรม จึงทำให้มีข้อสงสัยว่า เป็นผู้มีอุปการคุณของบริษัทที่แท้จริงหรือไม่

“ที่ผ่านมาพบหุ้นไอพีโอหลายกรณีราคาร้อนแรงในช่วงแรกที่เข้าจดทะเบียน ส่วนหนึ่งเกิดจากหุ้นที่จัดสรรกระจุกตัวมากในกลุ่มผู้มีอุปการคุณถึง 40-50% ซึ่งทำให้สามารถควบคุมและสร้างราคาหุ้นได้ง่าย โดยเกณฑ์ใหม่สัดส่วนการจัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณและบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ไม่เกิน 15% ของหุ้นไอพีโอจากเดิมที่ไม่มีการกำหนดสัดส่วน และเมื่อรวมกับการจัดสรรให้พนักงานของบริษัทและบริษัทย่อยแล้วต้องไม่เกิน 25% ของหุ้นไอพีโอ โดยขณะนี้ ก.ล.ต.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าวจากผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงวันที่ 28 เม.ย.นี้”

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต.ได้ปรับปรุงนิยามของผู้มีอุปการคุณให้ชัดเจนขึ้นว่า ต้องเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์ให้แก่บริษัทอย่างต่อเนื่องและชัดเจน โดยให้คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ และจัดส่งรายชื่อดังกล่าวต่อ ก.ล.ต.เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ชื่อบุคคลอื่นที่แฝงมาในนามผู้มีอุปการคุณและใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างราคาหุ้น รวมทั้งให้คณะกรรมการบริษัทมีส่วนรับผิดชอบในกระบวน การจัดสรรหุ้นให้มีการจัดสรรให้กับผู้มีอุปการคุณที่แท้จริง

ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า บริษัทสนับสนุนการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ในการจัดสรรหุ้นไอพีโอให้กับผู้มีอุปการคุณและบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัท เพื่อให้มีเกณฑ์จัดสรรให้ชัดเจน จากที่ผ่านมามีการจัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีการนำไปสร้างราคาได้ง่าย ซึ่งตามวัตถุประสงค์การขายหุ้นไอพีโอควรกระจายให้กับประชาชนทั่วไป ในสัดส่วนที่สูงกว่า “กรณีนี้เอเซียพลัสไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทที่จะเสนอขายหุ้นไอพีโอ ที่เป็นลูกค้าเอเซียพลัสบางรายมีการจัดสรรหุ้นไอพีโอแก่ผู้มีอุปการคุณในสัดส่วนที่สูง และบริษัทก็ได้ต่อรองให้ลดสัดส่วนลงมา เช่น เสนอในสัดส่วน 30% ทางเราก็จะต่อรองให้ลงเหลือ 20-25% แล้วเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนทั่วไปให้มากขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการกระจายหุ้นไอพีโอ”

ทั้งนี้ ปี 60 เอเซียพลัสมีแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 3-4 บริษัท จากปัจจุบันที่มีในมือจำนวน 29 บริษัท และยังมีงานที่ปรึกษาในการปรับโครงสร้างการเงินและซื้อหรือควบรวมกิจการอีก 28 บริษัท นางสาวรินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการหัวหน้า สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยผลการจัดงาน SET in the City 2017 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23-26 มี.ค.ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จมาก โดยมีผู้ชมงานตลอด 4 วันกว่า 120,000 คน และมี การทำธุรกรรมการเงินการลงทุนร่วม 16,000 รายการ มูลค่าเงินลงทุน 518 ล้านบาท โดยพบว่ากว่า 50% เป็นผู้ลงทุนหน้าใหม่ที่มาร่วมงานเป็นครั้งแรกและเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานไม่เคยลงทุนในหุ้น.

 

กบข.ชื่นใจลงทุนไตรมาสแรกฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898690


นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า คาดว่าผลตอบแทนของ กบข.ช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2560 จะทำได้ดีกว่าไตรมาส 1 ปี 2559 โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยทำได้แล้วประมาณ 1% ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตลาดหุ้นมีความผันผวนและปรับลงแรง จนทำให้อัตราผลตอบแทนลดลง ทั้งนี้ ผลตอบแทน ที่เป็นบวกดังกล่าว มาจากการลงทุนในตลาดหุ้น ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 3% ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเป็นบวกที่ 0.6% นอกจากนี้ กบข.ยังมีเงินสมทบจากสมาชิกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน (เอ็นเอวี) มาอยู่ที่ 786,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2559 ที่อยู่ในระดับ 770,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2560 กบข.ยังตั้งเป้าที่จะทำผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อและเงินฝากที่อยู่ในอัตรา 2.5% แต่อาจจะมีผลตอบแทนไม่สูงเท่าปีที่แล้วที่ 5.9% เนื่องจากปี 2559 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแรง ส่งผลบวกต่อการลงทุนของ กบข.อย่างมาก ส่วนในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น กบข.ได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กบข.ลงทุนในตลาดหุ้นไทยในสัดส่วน 8-9% ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ 14% ในส่วนนี้เป็นตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 8.5% โดยชื่นชอบการลงทุนในหุ้นตลาดสหรัฐอเมริกามากที่สุด รวมทั้งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 7% ในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน 2% และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น ตราสารหนี้มากกว่า 60% ที่เหลือลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดหุ้น.

 

ดัน ธอส.ให้กู้บ้านผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898687


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่…) พ.ศ… เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 ให้สามารถรองรับการให้สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) ตามนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีที่อยู่อาศัยของตนเอง ให้สามารถนำที่อยู่อาศัยมาเข้าโครงการเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการนี้และมอบให้ ธอส.เป็นผู้นำ แต่ติดปัญหาที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับการทำธุรกิจนี้อย่างชัดเจน จึงมีการแก้กฎหมายเพื่อให้ดำเนินการได้

ขณะเดียวกัน ยังแก้ไขเพิ่มเติมให้ ธอส. มีอำนาจออกและขายสลากออมทรัพย์เพื่อให้มีช่องทางใหม่ในการระดมทุนระยะยาวยิ่งขึ้น เนื่องจากการให้สินเชื่อของ ธอส.มักจะเป็นสินเชื่อระยะยาว 15-20 ปี แต่การระดมเงินฝากที่ผ่านมาทำได้เพียงเงินฝากระยะสั้น

นอกจากนั้น ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการซึ่งเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่…) พ.ศ… มีสาระสำคัญขยายขอบเขตให้สามารถประกอบกิจการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเข้าซื้อหุ้นในกิจการประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย กิจกรรมประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กิจการรับจัดทำสัญญา และจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และกิจการประกันวินาศภัยและประกันชีวิตได้ ซึ่งจะทำให้ ธอส.ออกประกันราคาถูก เพื่อผู้มีรายได้น้อยควบคู่ไปกับการออกสินเชื่อได้.

 

ชง“สหกรณ์”แก้ราคาสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898686


ผู้สื่อข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งยกระดับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ที่ทำธุรกรรมด้านการเกษตรเพื่อให้ทุกสหกรณ์ทำธุรกิจได้ครบวงจรธุรกิจ ตั้งแต่รับฝากเงิน ให้กู้ รับซื้อ แปรรูปและขาย จากที่ขณะนี้มีเพียง 68 แห่ง หรือ 1.7% จากสหกรณ์ที่ทำธุรกิจด้านการเกษตรทั้งหมด 3,941 แห่ง โดยจะต้องหาแนวทางให้สหกรณ์ทำธุรกิจครบวงจร โดยเฉพาะธุรกิจรวบรวมหรือแปรรูปที่ให้ บริการสมาชิก ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้ราคาสินค้าการเกษตรไม่ตกต่ำ ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้มากกว่ารายจ่าย

ทั้งนี้ สมาชิกทั้งหมดของสหกรณ์การเกษตรมีเงินออมต่อสมาชิกเฉลี่ย 2,143.21 บาทต่อคน และหนี้สินต่อสมาชิกเฉลี่ย 4,154.64 บาท ต่อคน มีมูลค่าธุรกิจ 7,348 ล้านบาท ประกอบด้วย สินเชื่อ 1,901 ล้านบาท คิดเป็น 25.87% รับฝากเงิน 39 ล้านบาท คิดเป็น 3.25% จัดหาสินค้า มาจำหน่าย 794 ล้านบาท คิดเป็น 10.81% รวบรวมและแปรรูป 4,393 ล้านบาท คิดเป็น 59.78% และให้บริการ 21 ล้านบาท คิดเป็น 0.29%.

 

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.3 ยักษ์ใหญ่เคลียร์ข้อคาใจ บทสรุปมหากาพย์โอนตังค์ผ่านแอป!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898086


“เมื่อช่องโหว่ของเรื่องราวปรากฏ การแก้ไขจะเกิดขึ้นหรือไม่?” คำถามที่ทีมข่าวทิ้งท้ายไว้ในรายงานพิเศษ พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ ตอนที่ 2 นั้น ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถร่วมหาคำตอบให้แก่คำถามข้างต้น ได้จากรายงานพิเศษชิ้นนี้…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียง 2 ประเด็นสำคัญที่ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ทิ้งเป็นปมไว้ในพิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ ตอนที่ 2 สู่คำชี้แจงจาก บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ในตอนที่ 3… ทุกความข้องใจจะคลี่คลายหรือไม่ คุณผู้อ่านเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน!

  • ข้อข้องใจที่ 1 : เจ้าหน้าที่รัฐมักไม่ได้รับข้อมูลของมิจฉาชีพจากผู้ให้บริการ เพื่อประกอบการสืบสวน

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวไว้ในตอนที่ 2 ของรายงานพิเศษว่า “ทางเจ้าพนักงานจะใช้อำนาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อขอให้ส่งข้อมูลการใช้งานบัญชีของมิจฉาชีพจากผู้ให้บริการรายนั้นๆ แต่ปัญหาสำคัญที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังประสบอยู่ก็คือ ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากทางผู้ให้บริการบางราย โดยการประสานเป็นหนังสือราชการตามอำนาจหน้าที่ แต่มักไม่ได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการสืบสวน หรือล่าช้าจนทำให้ไม่สามารถติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้ทันท่วงที และด้วยเหตุนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่จึงค่อนข้างมีข้อจำกัดหลายด้าน

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ตอบข้อซักถามในประเด็นดังกล่าวผ่านผู้สื่อข่าวไว้ว่า ทางแผนกตรวจสอบทุจริตของบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ได้มีการทำงานร่วมกับทาง ปอท. อยู่เป็นระยะๆ หากมีการประสานงานมาจากทาง ปอท. ทางหน่วยงานก็จะรีบดำเนินการตรวจสอบทันที ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน หากเจ้าหน้าที่ ปอท. เคยติดต่อกับทางแผนกตรวจสอบทุจริตอยู่แล้ว ก็จะมีช่องทางติดต่อประสานงานมาได้โดยตรง แต่หากไม่เคยติดต่อกับทางบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เลย อาจจะมีการติดต่อไปยังบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ดังนั้นจึงอาจจะเกิดความล่าช้าหรือการตกหล่นของการประสานงาน ทั้งนี้ ทางบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากได้รับการประสานงานเข้ามา

ทั้งนี้ การติดต่อบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางคอลล์ เซ็นเตอร์ ที่เบอร์ 02-647-3333 ทางเฟซบุ๊กที่ https://www.facebook.com/truemoney/ ทางเว็บไซต์ที่ http://www.truemoney.com หรือทางอีเมลที่ fraud.acn@ascendcorp.com โดยลูกค้าของบริษัท ทรูมันนี่ จำกัด จะทราบถึงช่องทางที่สามารถติดต่อเราได้

  • ข้อข้องใจที่ 2 : การสมัครลงทะเบียน เพื่อเข้าใช้งานแอปฯ มีช่องโหว่-ความปลอดภัยต่ำ

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงปมปัญหาที่ 2 ว่า ในการสมัครลงทะเบียน เพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Wallet ของผู้ให้บริการบางรายนั้น ยังมีช่องโหว่ในเรื่องของการสมัครเข้าใช้งานที่ค่อนข้างง่าย และความปลอดภัยค่อนข้างต่ำ เพียงแค่คุณกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักโดยการสุ่ม หรือใส่ชื่อ-นามสุกลแบบสุ่ม คุณก็สามารถสมัครเข้าใช้งานแอปฯ ที่ว่านี้ได้แล้ว

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าวผ่านผู้สื่อข่าวว่า ขอเรียนว่า บริษัทฯ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้มีนโยบายที่ชัดเจนและให้ความสำคัญในการควบคุม ดูแล บริหารความเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบการลงทะเบียนและการทำธุรกรรม เพื่อป้องกันการทุจริต ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าทำธุรกรรมที่เข้าเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนดว่ามีความเสี่ยงสูงหรือมีรูปแบบการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย บริษัทฯ ได้จัดให้มีการตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชนที่ใช้ในการลงทะเบียน ซึ่งจะถูกตรวจสอบโดยระบบอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง มีผลทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นต้น

คลี่คลาย หรือ ข้องใจ
 
คุณคิดอย่างไรกับคำชี้แจงด้านบน?
ส่วนจะมีเหยื่อในลักษณะเดิมออกมาซ้ำรอยหรือไม่ คุณต้องรอดู!

อ่านเพิ่มเติม

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.1 ลูบคมศิลปินดัง! มือดีแฮกเฟซ หลอกต้มโอนตังค์ผ่านแอป

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.2 เจาะจุดอ่อนหลอกโอนตังค์ผ่านแอป ไฉนหาตัวคนร้ายไม่ได้?

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่…

สั่งประมูลรถไฟทางคู่เสร็จใน 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898680


ครม.อนุมัติส่วนต่อขยายสีน้ำเงิน สถานีบางซื่อ-เตาปูนเสร็จ ส.ค.นี้

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานของรัฐ (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) ที่ร่วมกับคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หารือเพื่อให้แก้ไขเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) โครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 2.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 3.ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ 4.ช่วงนครปฐมหัวหิน และ 5.ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการท้วงติงทีโออาร์ใน 4 ประเด็น คือ1.มีการกีดกันผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย โดยกำหนดให้ต้อง เคยมีผลงานจำนวนมาก จึงควรให้ลดข้อกำหนดเรื่องผลงานจาก 15% ลงเหลือ 10% ทำให้การกีดกันรายกลางและรายย่อยลดลง 2.มีข้อท้วงติงว่าการกำหนดมูลค่าโครงการให้มีขนาดใหญ่ ทำให้รายกลางและรายย่อยไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ จึงเห็นว่าให้ลดขนาดวงเงินแต่ละงานลงเหลือ 5,000-10,000 ล้านบาท 3.ท้วงติงว่ามีการกีดกันทางอ้อม โดยให้ผู้ขายเทคโนโลยีหรือระบบอาณัติสัญญาณขนาดใหญ่เท่านั้น จึงได้แก้ไขใหม่โดยแยกระบบอาณัติสัญญาณออกจากงานโยธาและราง 4.มีข้อท้วงติงว่านำเอาเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างมารวมในการประมูล ซึ่งอาจจะไม่โปร่งใส จึงเห็นว่าให้แยกเครื่องจักรออกจากการประมูล

“ภาพรวมตัวสัญญาของรถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง จึงจะแยกระบบอาณัติสัญญาณออกจากงานโยธาของระบบราง ขณะเดียวกันก็แบ่งงานรางและงานโยธาออกเป็นมูลค่า 5,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งการแยกสัญญาต่างๆดังกล่าว จะทำให้แต่ละสัญญามีวงเงินที่น้อยลงแต่งบประมาณโดยรวมจะเท่าเดิม โดย ครม.กำหนดให้ต้องหาผู้รับจ้างครบทั้ง 5 เส้นทางภายใน 3 เดือน หรือภายในเดือน มิ.ย.นี้ ขณะที่ระยะเวลาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 9 เดือน”

ขณะที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ครม.ยังมี มติเห็นชอบผลการคัดเลือกผลการเจรจาและร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยให้ว่าจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เข้ามาติดตั้งระบบและบริหารเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ รวมทั้งบางซื่อ-เตาปูน โดยได้เร่งรัดให้เปิดเดินรถ 1 สถานี ช่วงบางซื่อ-เตาปูน ให้ได้ภายในเดือน ส.ค.นี้.

 

ครม.จัดเต็มหนุน “รถยนต์ไฟฟ้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898675


ลดภาษี-เพิ่มสิทธิประโยชน์ดูดลงทุนต่างชาติ

ครม.คลอด 6 มาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งเป้าภายใน 5 ปี ลงทุนทะลุ 20,000 ล้านบาท ประเคนภาษีหนุนเต็มที่ ลดภาษีสรรพสามิตให้ 50% ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดและไฮบริดปลั๊กอิน ส่วนรถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ลดเหลือ 2% พร้อมยกเว้นอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่สำเร็จรูป 2 ปี

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยแบ่งเป็น 6 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอุปทาน, มาตรการกระตุ้นตลาดภายในประเทศ, การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน, การจัดทำมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้า, การบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว และมาตรการด้านอื่นๆ จากมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ประมาณ 2-3% ของรถยนต์ทั้งระบบที่ผลิตได้ปีละประมาณ 1 ล้านคัน หรือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 20,000-30,000 คัน โดยขณะนี้มีบริษัทผลิตรถยนต์มาหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว 2-3 บริษัท

สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอุปทานนั้น ทางบีโอไอได้เสนอมาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแยกตามประเภท คือ รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า หรือเรียกว่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด, รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก หรือเรียกว่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ซึ่งผู้ที่ทำตามเงื่อนไขที่บีโอไอกำหนด จะให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบและวัสดุจำเป็น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แบ่งตามประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 10 ปี รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอินได้สิทธิประโยชน์ 6 ปี เป็นต้น

สำหรับมาตรการใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.เป็นส่วนของกระทรวงการคลังโดยให้กรมสรรพสามิต ออกประกาศกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษ ดังนี้คือ รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน จะลดภาษีสรรพสามิตลงจากอัตราปกติ 50% ซึ่งคิดอัตราดังนี้ รถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม เก็บภาษี 10% ลดลงเหลือ 5%, ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 100 กรัม แต่ไม่เกิน 150 กรัม เสียภาษี 20% ลดลงเหลือ 10%, ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 150 กรัม แต่ไม่เกิน 200 กรัม เสียภาษี 25% ลดลงเหลือ 12.5% และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมขึ้นไป เก็บภาษี 30% ลดลงเหลือ 15% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ จากเดิมเสียภาษี 10% ลดลงเหลือ 2% โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องผ่านการอนุมัติโครงการจากบีโอไอและมีการผลิตและใช้แบตเตอรี่
ในประเทศตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป ถ้าทำไม่ได้ตามเงื่อนไขจะถูกเรียกเก็บภาษีที่ยกเว้นให้คืนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าทางบริษัทผู้ผลิตรถยนต์น่าจะวางแผนล่วงหน้าและทำตามเงื่อนไขได้

ขณะเดียวกัน ทางกรมศุลกากรยังจะออกประกาศยกเว้นอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่สำเร็จรูป เพื่อทดลองตลาดในปริมาณที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ความเห็นชอบเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำหรับมาตรการกระตุ้นตลาดภายในประเทศ ครม.มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการพร้อมตั้งงบประมาณมาสนับสนุนดังนี้ ทางกระทรวงคมนาคมจะไปจัดทำแผนเช่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ มาใช้เป็นรถยนต์บริการของสนามบิน หรือลีมูซีน ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะนำรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่มาใช้งานในพื้นที่ปลอดมลพิษ โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี กระทรวงพลังงานจะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแท็กซี่มาปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันที่เริ่มดำเนินการแล้วในรถตุ๊กตุ๊กรับจ้าง ด้านกระทรวงวัฒนธรรม จะพิจารณานำรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ไปใช้ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่

ด้านการเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ทางกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันศึกษาแผนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในพื้นที่เป้าหมายและถนนหลักที่เชื่อมต่อพื้นที่เป้าหมาย ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งดำเนินการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติให้เสร็จตามกำหนดคือเดือน มี.ค.2561 จัดทำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าให้ครบถ้วนด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องจัดทำแผนการบริหารและกำจัดซากแบตเตอรี่รถยนต์ ส่วนมาตรการอื่นๆจะให้สถาบันยานยนต์รับผิดชอบจัดทำโครงการเพิ่มผลิตภาพ เน้นการพัฒนาความสามารถของบุคลากรมารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างต่อเนื่อง.

 

สส.ปลุกกระแสอุตฯ ‘อัพไซเคิล’ รับประเมินผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898325


สส.ปลุกกระแสอุตสาหกรรม นำวัสดุเหลือใช้ทำผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม จับมือม.เกษตรศาสตร์ สวทช. และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พัฒนาเกณฑ์อัพไซเคิลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รับรองผลิตภัณฑ์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้ดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Upcycle) โดยในปี 2559 ได้ลงนามความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาเกณฑ์อัพไซเคิลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Upcycle Carbon Footprint) เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีกระบวนการผลิตที่สามารถช่วยลด หลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง 34 ผลิตภัณฑ์ จาก 21 สถานประกอบการ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายผลความสำเร็จของการดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2560 และเพื่อให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อขอการรับรองภายใต้สัญลักษณ์ G-Upcycle และ Upcycle Carbon Footprint และส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมอัพไซเคิลให้เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลาย นำไปสู่เป้าหมายการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดการอบรมส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม G-Upcycle เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมเอเชีย ราชเทวี กรุงเทพมหานคร

“ผลการจัดกิจกรรมปรากฏว่า มีผู้แทนจากองค์กรต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์การมหาชน สถาบันการศึกษา เอกชน และกลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจ มาเข้าร่วมกว่า 130 คน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะทำให้เกิดการพัฒนาภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อัพไซเคลิด ให้เกิดความแพร่หลาย และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ประเทศไทยต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

ขณะที่ นายยุทธนา อโนทัยสินทวี ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์รีไซเคิล แบรนด์ The Remaker เจ้าของ Garmento Board กล่าวว่า สินค้าที่ออกแบบเป็นสินค้าแฟชั่นที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น กระเป๋าที่ผลิตจากยางในรถและผ้าคลุมรถบรรทุก การนำเศษผ้าหรือเสื้อผ้ามือสองมาขึ้นรูปเป็นวัสดุทดแทนไม้เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งงานลักษณะนี้ทำให้เกิดประโยชน์ทันที คือ ลดขยะ และลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ