แห่ร้องแบงก์หลอกลวงไม่เลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897601


ธปท.จ่อออกเกณฑ์ดูแลผู้บริโภคคุมทุกด้าน

ธปท. เผย ประชาชนยังแห่ร้องเรียนพฤติกรรมสถาบันการ เงินไม่เหมาะสมสูงต่อเนื่อง ขณะที่ผลสำรวจ 143 สาขาแบงก์ พบ 90% พนักงานแบงก์จ้องขายพ่วง–บังคับขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประกัน เร่งคลอดเกณฑ์ดูแลผู้บริโภคปลายปีนี้ สถาบันการเงินใดฝ่าฝืน ลงโทษหนัก ทั้งปรับ และไม่อนุญาตทำธุรกรรมอื่นเพิ่ม

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.กำลังเร่งดำเนินยุทธศาสตร์กำกับดูแลสถาบันการเงินส่วนของการดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสม และเป็นธรรม (Market Conduct) เพื่อสร้างจรรยาบรรณใหม่ของสถาบันการเงินในการดูแลผู้บริโภค เพราะในปี 59 ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้รับเรื่องร้องเรียนการให้บริการของสถาบันการเงินจากประชาชนสูงถึง 1,588 รายการ โดยเรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ ยอดเงินต้น และยอดหนี้ไม่ถูกต้อง ตามด้วยการให้บริการสินเชื่อและการปรับโครงสร้างหนี้, การทวงหนี้ไม่เหมาะสม, การขายผลิตภัณฑ์การเงินพ่วงประกัน บังคับขาย และการฝากถอนเงินผ่านตู้

นอกจากนี้ ธปท.ยังได้สำรวจพื้นที่จริง และสอบถามการให้บริการของสาขาธนาคารพาณิชย์ 143 สาขาในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตหัวเมืองในแต่ละภูมิภาค โดยไม่เปิดเผยตัว พบว่า ประมาณ 90% ของสาขาธนาคารพาณิชย์ที่สำรวจ พนักงานยังไม่ให้ข้อมูลที่เหมาะสม ชัดเจน และอิงประโยชน์ผู้บริโภคอย่างเพียงพอ หรือบอกแต่ข้อมูลด้านดีเท่านั้น ทำให้ตั้งแต่ปลายปี 59 ธปท.ต้องออกหนังสือกำชับการให้บริการของพนักงานธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง แต่ประกาศดังกล่าวยังถือว่าไม่มีแนวทางที่ชัดเจน และบทลงโทษที่เพียงพอ

“จากการสำรวจ พบว่า พนักงานธนาคารพาณิชย์ยังขายผลิตภัณฑ์การเงินพ่วงประกัน โดยไม่ชี้แจงว่า เงินที่ทำประกันนั้น จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันประกันเงินฝาก และหากถอนก่อนกำหนด จะได้รับเงินต้นคืนไม่ครบจำนวน นอกจากนั้นยังไม่ชี้แจงถึงการฝากเงิน เช่น กรณีถูกเรียกเก็บเงินค่ารักษาบัญชีในกรณีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของบัญชี ขณะเดียวกัน ไม่ชี้แจงเรื่องการอนุญาตให้ใช้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เพื่อขายผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่มเติม ว่าลูกค้าสามารถอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้”

นายรณดล กล่าวว่า หลังจากการสำรวจแล้ว ธปท.จึงออกหนังสือกำกับใน 3 เรื่อง คือ 1.การออกบัตรเดบิต และบัตรเอทีเอ็ม 2.การเปิดเผยข้อมูลความลับส่วนตัวของลูกค้า และ 3.การขายประกันพ่วง รวมถึงนำผลสำรวจของ 143 สาขาหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในการดูแลผู้บริโภค และให้นำการดูแลผู้บริโภคมาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาผลงานและเงินเดือน (เคพีไอ) ของพนักงาน แทนการพิจารณายอดขายอย่างเดียว นอกจากนี้ ในปลายปีนี้ ธปท.จะออกเกณฑ์ดูแลผู้บริโภคแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมของพนักงาน เอกสารสัญญา เอกสารประกอบการขายที่ต้องชัดเจน และสั้น กระชับได้ใจความ โดยต้องไม่หลอกลวง ไม่บังคับ ไม่รบกวน และเปิดเผยโปร่งใส

“ในปี 60 จะเร่งจัดการเรื่องขายพ่วงประกัน และเอาข้อมูลความลับของลูกค้าไปใช้ในทางไม่เหมาะสม ส่วนปี 61 และปี 62 จะทำเรื่องที่เหลือให้เสร็จ สำหรับบทลงโทษกรณีธนาคารพาณิชย์ไม่ดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสมเพียงพอนั้น หากต้องการขออนุญาตธุรกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภครายย่อย ธปท.อาจไม่อนุญาต และจะมีโทษปรับ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดอันดับความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ และ ธปท.ต้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวดมากขึ้น”.

 

“ฉัตรชัย” ปลื้มอียูชื่นชมไทยแก้ไอยูยู ลุ้นตัวโก่งหลุด-ไม่หลุด “ใบเหลือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897600


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา นาย Stefaan Depypere ผู้อำนวยการด้านธรรมาภิบาลมหาสมุทรและการประมงอย่างยั่งยืน กระทรวงกิจการทางทะเลและประมง ในฐานะหัวหน้าคณะการเจรจาการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ของสหภาพยุโรป (อียู) ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการแก้ปัญหาไอยูยูของไทย โดยได้ชื่นชมความตั้งใจในการทำงานของรัฐบาลไทยว่าทำงานจริงจัง นโยบายการแก้ปัญหามีความชัดเจน เหลือเพียงการปฏิบัติให้ไปสู่เป้าหมายเท่านั้น

“อียูพอใจการทำงานของศูนย์ควบคุมการติดตามการทำงานเรือประมงทั้งระบบ (เอฟเอ็มซี) มาก ซึ่งกรมประมงเป็นผู้ดูแล เพราะแก้ปัญหาไอยูยูได้ ซึ่งก่อนที่อียูจะเดินทางมา ไทยได้เชิญเกาหลีมาให้คำแนะนำการแก้ปัญหาไอยูยู เพื่อให้สามารถหลุดพ้นจากใบเหลืองไอยูยู โดยเกาหลีได้ชื่นชมไทยไม่ต่างจากอียู แต่จะพิจารณาปลดใบเหลืองไทยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอียู”

ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า อียูได้เสนอไทย 4 เรื่อง เพื่อแก้ไขระบบการทำงานให้สมบูรณ์มากขึ้น ได้แก่ 1.ปรับปรุงระบบการติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) 2.จัดทำห้องปฏิบัติของเรือ 3.ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และ 4.บังคับใช้กฎหมาย ส่วนเรื่องแรงงานประมง มีความก้าวหน้าตามแผนงานแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้จัดประชุมร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เตรียมความพร้อมก่อนจัดทำร่างนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน ก่อนรวบรวมความเห็นเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้เดือน ก.ย.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะอียูได้เห็นถึงความตั้งใจของอาเซียนในการแก้ปัญหาการทำประมง
ส่วนนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมจะปิดอ่าวทะเลฝั่งอันดามันประจำปี 60 ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ใน 4 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.นี้ โดยห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจของไทย โดยขณะนี้ได้ทำแผนลาดตระเวนร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เขต 3 อย่างละเอียดในพื้นที่ปิดอ่าว หากพบการกระทำผิดจะจับกุมทันที และดำเนินการตามกฎหมาย.

 

ชง ครม.ทีโออาร์รถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897595


นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ด) เปิดเผยภายหลังการหารือกับคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด ร.ฟ.ท.) ว่า บอร์ด ร.ฟ.ท.มีความเห็นร่วมกันให้แก้ร่างสัญญาประกวดราคา (ทีโออาร์) รถไฟทางคู่ 5 สาย โดยร่างทีโออาร์ใหม่ จะเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมาระดับกลางเข้าร่วมประมูลได้ เพราะได้ลดมูลค่าสัญญาลงเหลือ 5,000-10,000 ล้านบาท จากเดิม 10,000 ล้านบาท ซึ่งบอร์ด ร.ฟ.ท.จะเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป

“ร่างทีโออาร์ใหม่ จะมีทั้งหมด 13 สัญญา ประกอบด้วย งานก่อสร้างรางและงานโยธา 9 สัญญา, งานก่อสร้างอุโมงค์ 1 สัญญา ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ในการก่อสร้างอุโมงค์ทั้งหมด 3 แห่ง นอกจากนี้ ซุปเปอร์บอร์ดยังเสนอให้แยกงานการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณออกมาจากงานก่อสร้างทางอีก 3 สัญญา โดยผู้ประมูลงานทุกราย สามารถแข่งขันได้ทุกสัญญา ไม่ได้ปิดกั้นรายกลาง ซึ่งรายงานเรื่องนี้ให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว”

ด้านนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะรักษาการผู้ว่าการการ รถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายหลังประชุมกับซุปเปอร์บอร์ดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ซุปเปอร์บอร์ดไม่ได้ขอข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม คาดอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว คงแจ้งให้ ร.ฟ.ท.รับทราบ ขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างแก้ไขร่างทีโออาร์รถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ตามมติซุปเปอร์บอร์ด คือ 1.เส้นทางช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 17,290.63 ล้านบาท 2.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,449.31 ล้านบาท 3.ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงิน 24,722.28 ล้านบาท 4.ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 20,046.41 ล้านบาท และ 5.ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. วงเงิน 10,239.58 ล้านบาท คาดจะแล้วเสร็จเดือน เม.ย.นี้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ยังกังวลความสามารถออกกฎหมายของทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 06:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897627


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมอีกวัน หลังร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสุขภาพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกถอนออกจากสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน จนเกิดความกังวลในความสามารถในการออกกฎหมายของเขา…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 มี.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงเป็นวันที่ 8 ติดต่อกัน ที่ 45.74 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 20550.98 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.39 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 2341.59 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 11.63 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 5840.37 จุด

ตลาดร่วงอย่างหนักตั้งแต่เปิดตลาด จากความสงสัยในความสมารถของทรัมป์ ในการผลักดันกฎหมายปฏิรูปภาษีตามสัญญาในช่วงการหาเสียงของเขา หลังจากร่างกฎหมายประกันสุขภาพที่เขาหมายมั่นจะนำมาใช้แทนโอบามาแคร์ ถูกถอนออกจากสภาก่อนจะมีการลงมติ เนื่องจากมีเสียงสนับสนุนไม่พอ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนกลับมาปิดผสม ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า แสดงให้เห็นการยอมรับการประกาศผลักดันกฎหมายลดภาษีของนายทรัมป์

 

เพิ่มรายได้คนวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897590


“กบข.” ตั้งบริษัทลูกบริหารกองทุนแข่ง “บลจ.”

กระทรวงการคลังลุยแก้กฎหมาย กบข. เพื่อให้สามารถจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อไปบริหารกองทุนต่างๆ แข่งขันกับ บลจ. ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน การันตีนำร่องที่ กบช.ตั้งเป้าหมายให้ข้าราชการพนักงานบริษัทสามารถดำรงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังเกษียณอายุ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยในงานประชุมนานาชาติ เรื่องระบบบำนาญและการลงทุนว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎหมายของ กบข. ในการเพิ่มช่องทางเข้าไปบริหารกองทุนอื่นๆ เหมือนกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ได้ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนแก่สมาชิก กบข. และให้ กบข.เป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่สร้างรายได้แก่ประชาชนหลังเกษียณอายุในกรณีที่เป็นสมาชิกกองทุนอื่นๆ ที่ กบข.เข้าไปบริหาร เนื่องจาก กบข.มีประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดทุน อสังหาริมทรัพย์ มาเป็นเวลา 20 ปี จึงมีศักยภาพในการบริหารที่ดี

“ขณะนี้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายเพื่อให้ กบข.เพิ่มช่องทางในการเข้าไปบริหารกองทุนอื่นๆได้เช่นเดียวกับ บลจ. เนื่องจากที่ผ่านมา กบข.ถือเป็นกองทุนที่มีศักยภาพ จนสมาชิกได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยเฉพาะสมาชิกข้าราชการที่เกษียณอายุยังมีรายได้ในระดับ 60-70% ของรายได้ก่อนเกษียณ สูงกว่าเกณฑ์องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศของยุโรป ได้กำหนดเกณฑ์รายได้ประชากรหลังเกษียณอายุ ต้องอยู่ที่ 50% ของรายได้ก่อนเกษียณ

ทั้งนี้ หลังจากที่แก้กฎหมาย กบข.แล้ว กองทุนที่เหมาะสมที่จะเข้าไปร่วมแข่งขันในการบริหารได้ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่เป็นกองทุนภาคบังคับ ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป ต้องตั้งกองทุนให้กับลูกจ้างและจะต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน กบช. เช่นเดียวกับข้าราชการสมาชิก กบข. คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในเดือน ม.ค.2561

นายสมชัยกล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทย ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการเข้าไปดูแลผู้สูงอายุหลังเกษียณ เพราะที่ผ่านมาพบว่ารายได้เฉลี่ยของพนักงานบริษัท ที่อยู่ในระบบประกันสังคมบางราย มีรายได้หลังเกษียณอายุเพียง 20% ของรายได้ก่อนเกษียณ ต่างจากข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.ที่มีรายได้เฉลี่ย 60-70% ทำให้กระทรวงการคลังต้องปฏิรูปกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้ผลตอบแทนหลังการเกษียณอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้สูงขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ

“ล่าสุดได้มีการแก้ไขกฎหมายกองทุนประกันสังคม ให้เพิ่มเงินสมทบจาก 5% เป็น 10% เพื่อให้รายได้หลังการเกษียณอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียง 50% ถือเป็นระดับที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ รวมถึงเพิ่มช่วงอายุของผู้ออมจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา”

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า การเข้าไปบริหารกองทุนอื่นๆของ กบข. จะต้องมีการจัดตั้งบริษัทลูก ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ไปบริหารงานกองทุนต่างๆ โดยบุคลากรจะเน้นทีมงานเดิมเป็นหลัก เนื่องจากมีศักยภาพและเชี่ยวชาญการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เห็นได้จาก 20 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนแก่สมาชิก กบข.เฉลี่ย 6.6% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินฝากในขณะนี้ คาดว่า กบข.จะเริ่มเข้าไปแข่งขันในการบริหารกองทุน กบช.ก่อนในปีหน้า

“ในปีนี้ กบข.สามารถสร้างผลตอบแทนแก่สมาชิกได้ 5.1% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ จะให้มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ 2.5% และเป็นการสร้างผลตอบแทนเป็นบวกติดต่อกันเป็นปีที่ 8 โดยปัจจัยหลักๆมาจากส่วนหนึ่งตลาดหุ้นไทย ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก”.

 

สะพัดใช้ ม.44 ปฏิรูป ขสมก.ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897586


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดผลักดันแผนปฏิรูปองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.รวมถึงการจัดหารถเมล์ ขสมก.ที่ล่าช้า ซึ่งแนวทางอาจต้องใช้วิธีล้างไพ่จัดสัมปทานรถเมล์ ขสมก.ใหม่ตามแผนการปฏิรูปเส้นทางนั้นว่า เรื่องนี้ขอปฏิเสธว่าขณะนี้ยังไม่มี แต่สัปดาห์หน้าจะต้องหารือเรื่องนี้กับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อเร่งรัดดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้เตรียมเสนอให้ใช้ ม.44 เพื่อจัดระเบียบแผนการปฏิรูปรถเมล์ โดยเฉพาะการจัดสัมปทานเดินรถหลังปฏิรูปเส้นทางรถเมล์เพื่อลดปัญหาซ้ำซ้อน ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด แต่ติดปัญหาเรื่องสัมปทานเดิมที่ยังไม่สิ้นสุดลง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าสัมปทานเหล่านี้เป็นการให้สิทธิ์ในการเดินรถไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะเสนอให้จัดเส้นทางเดินรถใหม่ในคราวเดียวกันทั้งระบบ โดยไม่ต้องรอให้ผู้ประกอบการแต่ละรายหมดอายุสัมปทาน ส่วนกรณีที่มีคำสั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามโยกย้ายนายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล พ้นจากตำแหน่ง ผอ.ขสมก.ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ไม่ตัดสินใจในเรื่องจัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน และเพิ่มประสิทธิภาพตามแผนปฏิรูปองค์กร ขสมก. ซึ่งมีแผนอยู่แต่กลับไม่คืบหน้า

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ประธานบอร์ด ขสมก.เผยว่า ที่ประชุมบอร์ด ขสมก.มีมติเห็นชอบร่วมกันแต่งตั้งนายสมศักดิ์ ห่มม่วง ขึ้นเป็นรักษาการ ผอ.ขสมก. เนื่องจากปัจจุบันเป็นบอร์ด ขสมก.จะได้ติดตามโครงการของ ขสมก.ต่อเนื่องและ
รักษาการ ผอ.ขสมก.มีอำนาจเต็มในการบอกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวี 489 คันได้ทันที.

 

“ทีเอ็มบี” ฟันธงเศรษฐกิจปีนี้โต 3.3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897582


มึนเอกชนโยนผ้าขาวไม่ลงทุน ระทึกส่งออกเผชิญปัจจัยเสี่ยง

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้ จะฟื้นตัวระดับปานกลาง โดยขยายตัวได้ 3.3% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5% เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชน ยังกลับมาเติบโตได้ไม่เต็มที่หลังจากติดลบต่อเนื่องมา 3 ปี ซึ่งปีนี้คาดว่าขยายตัวเพียง 1.7% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 2.2% โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังเปราะบาง จึงคาดว่า กลุ่มเอสเอ็มอีจะขยายตัวเพียง 2% และส่วนใหญ่การเติบโตของเอสเอ็มอีจะเป็นการเติบโตในตลาดอาเซียนและกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว แต่ยังไม่ถือว่าจะเป็นอัตราเร่ง ในการช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มที่ โดยคาดว่าจะขยายตัว 3% แต่ก็อาจขยายตัวได้มากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากรายได้ภาคเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น

“ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ปีนี้ จะขยายตัว 5.7% เติบโตดีขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 2% แต่ลดลงจาก 6.3% จากประมาณการครั้งก่อน ตามการปรับลดลงของอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่การปล่อยสินเชื่อ จะมาจากการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ นำโดยธุรกิจก่อสร้างที่ได้รับผลดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และประเมินว่า ธุรกรรมเงินฝากก็จะขยายตัว 4.3 % เพิ่มขึ้นตามความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งในครึ่งปีหลัง จะได้เห็นการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่รุนแรงมากขึ้น ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะทรงตัวที่ 2.7%”

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย จะมาจากการลงทุนภาครัฐ ที่ปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 15% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จำนวน 240,000 ล้านบาท และ มีเม็ดเงินเพิ่มเติมจากงบพัฒนา 18 กลุ่มจังหวัด จำนวน 75,000 ล้านบาท ส่วนการท่องเที่ยว คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวน 35 ล้านคน และการส่งออกจะขยายตัว 2% ซึ่งน่าเป็นห่วงหากไม่ปรับโครงสร้างการผลิตให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงก็จะตกขบวน และแพ้เวียดนามที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง คือนโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ความเสี่ยงทางการเมืองในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งในฝรั่งเศส ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอยู่ที่ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯในปลายปีนี้.

 

ดึงธุรกิจท่องเที่ยวสู่บัญชีสีขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897577


นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรมขอให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เข้าร่วมโครงการการประเมินมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยขั้นพื้นฐาน อาทิ การทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกสุขลักษณะ แสดงราคา ฯลฯ สำหรับ 5 กลุ่มประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1.กลุ่มสินค้าและบริการ แยกออกเป็น ธุรกิจสินค้า อาทิ ของที่ระลึก อัญมณี และธุรกิจบริการ อาทิ บริการนวด สปา สวนสนุก 2.กลุ่มธุรกิจนำเที่ยว 3.กลุ่มร้านอาหาร 4.กลุ่มรถนำเที่ยว 5.กลุ่มที่พักเพื่อการท่องเที่ยว โดยการตรวจประเมินมีหลักเกณฑ์ในแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน เช่น บริษัททัวร์ต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เคยโดนร้องเรียน เป็นต้น

“รายชื่อของบริษัทที่ผ่านการประเมินกรมจะรวบรวมเป็นผู้ประกอบการในบัญชีสีขาว ที่รัฐบาลจะเผยแพร่และสนับสนุนธุรกิจ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เลือกใช้ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะส่งรายชื่อให้สำนักงาน ททท.ในต่างประเทศ นำไปเผยแพร่กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่เป็นคู่ค้า และส่งให้สถานทูตไทยในประเทศต่างๆ รวมถึงส่งให้องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้รับรู้ว่ารายชื่อผู้ประกอบการ ได้ผ่านการตรวจประเมินแล้วว่าได้มาตรฐาน ผู้ที่ต้องการสมัครเพื่อขอรับการตรวจประเมิน ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดในทุกๆจังหวัด โดยใบรับรองมีอายุครั้งละ 2 ปี ไม่สามารถโอนใบรับรองให้แก่ผู้อื่นได้”.

 

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.2 เจาะจุดอ่อนหลอกโอนตังค์ผ่านแอป ไฉนหาตัวคนร้ายไม่ได้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897275


จากรายงานพิเศษ “พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.1 ลูบคมศิลปินดัง! มือดีแฮกเฟซ หลอกต้มโอนตังค์ผ่านแอป” สู่รายงานพิเศษตอนที่ 2 ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่จะไขทุกช่องโหว่ของเรื่องราวการต้มตุ๋นผ่านแอปพลิเคชันดังครั้งมโหฬาร…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เจาะประเด็น “ช่องโหว่สำคัญของเหตุการณ์นี้ คืออะไร?” และ “คุณควรทำอย่างไร ที่จะไม่ตกหลุมพรางให้กับมิจฉาชีพยุค 4.0?” ทุกเนื้อหาสาระนับจากนี้ คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

เจาะช่องโหว่สำคัญ ปมโอนตังค์ผ่านแอป

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวกับผู้สื่อข่าว โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ดังต่อไปนี้

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า 1. ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กำหนดไว้ว่า ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ (Log File) ตามกฎหมายระบุ และต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น TrueMoney Wallet ถือเป็นธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยอาศัยการใช้งานผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหมายความว่า ผู้ให้บริการจะต้องมีหน้าที่บันทึกข้อมูลการใช้งานต่างๆ ของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลการสมัครใช้บริการ อุปกรณ์ที่ใช้สมัครและใช้งาน ช่วงเวลาที่เข้าถึงระบบและใช้งาน โดยสามารถระบุได้ว่าเป็นการเข้าไปธุรกรรมอะไร อย่างไร ด้วยหมายเลข IP Address อะไร และ ยอดเงินจำนวนเท่าไหร่ เป็นต้น

“เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความเข้ามาว่า คนร้ายได้ทำการล่อลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชี E-Wallet หรือที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชัน นั่นก็เท่ากับว่า ในทางสืบสวนผู้ให้บริการต้องสามารถตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางอินเตอร์เน็ต และตรวจสอบข้อมูลการใช้งานของบัญชีที่ต้องสงสัยได้ทันท่วงที ทางเจ้าพนักงานก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อขอให้ส่งข้อมูลการใช้งานบัญชีของมิจฉาชีพจากผู้ให้บริการรายนั้นๆ แต่ปัญหาสำคัญที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังประสบอยู่ก็คือ ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากทางผู้ให้บริการบางราย โดยการประสานเป็นหนังสือราชการตามอำนาจหน้าที่ แต่มักไม่ได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการสืบสวน หรือล่าช้าจนทำให้ไม่สามารถติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้ทันท่วงที และด้วยเหตุนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่จึงค่อนข้างมีข้อจำกัดหลายด้าน พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงอุปสรรคในการตามตัวคนร้าย

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวถึงปมปัญหาที่ 2 ว่า ในการสมัครลงทะเบียน เพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Wallet ของผู้ให้บริการบางรายนั้น ยังมีช่องโหว่ในเรื่องของการสมัครเข้าใช้งานที่ค่อนข้างง่าย และความปลอดภัยค่อนข้างต่ำ

“การลงทะเบียนเข้าใช้งานที่ง่าย อาจจะแลกมาด้วยความปลอดภัยที่ต่ำ เนื่องจากการสมัครเข้าใจงานแอปฯ หรือ Wallet ดังกล่าว เพียงแค่คุณกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักโดยการสุ่ม หรือใส่ชื่อ-นามสุกลแบบสุ่ม คุณก็สามารถสมัครเข้าใช้งานแอปฯ ที่ว่านี้ได้แล้ว โดยไม่ได้มีมาตรการตรวจสอบกับกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบข้อมูลจากรหัสบัตรประชาชนว่า มีข้อมูลตรงกับที่สมัครในฐานระบบจริงหรือไม่ ซึ่งการลงทะเบียนที่ไม่รัดกุมเช่นนี้ ถือว่าเป็นช่องโหว่สำคัญที่เอื้อให้มิจฉาชีพนำแอปฯดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์” สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท. ชี้ช่องโหว่

“หากผู้ให้บริการมีหัวใจแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม และเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการถูกคุกคามทางไซเบอร์ ย่อมช่วยให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถติดตามตัวคนร้ายได้ในที่สุด เพราะข้อมูลจากผู้ให้บริการถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขทุกปัญหาของเรื่องนี้ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท. ทิ้งท้ายถึงผู้เกี่ยวข้อง

กลแฮกเฟซบุ๊กที่คุณต้องรู้ให้เท่าทันมิจฉาชีพ!

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากประเด็น “การแฮกเฟซบุ๊ก” อันเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เปรียบเสมือนแขนขาที่ขาดไม่ได้ของคนไทยหลายล้านคน ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง นายปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ถึงกรณีที่ว่า “แฮกเฟซบุ๊กง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ และวิธีการของมันเป็นเช่นไร?” เพราะฉะนั้น คุณควรอ่านเอาไว้สักนิด เพื่อเก็บมาใช้สร้างภูมิต้านทานให้ตัวเอง!

นายปริญญา ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงวิธีการแฮกเฟซบุ๊กเอาไว้ 2 ส่วน ซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

1. มิจฉาชีพจะทำทีล็อกอินเข้าสู่ระบบเฟซบุ๊กของเหยื่อ โดยกรอกอีเมลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก พร้อมกับกดเข้าไปที่ไอคอนลืมรหัสผ่าน จากนั้น ระบบของเฟซบุ๊กจะแสดงคำถามที่เจ้าของเฟซบุ๊กเคยตั้งไว้ ซึ่งเป็นคำถามง่ายๆ และเป็นเรื่องราวใกล้ตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊ก โดยขั้นตอนนี้ มิจฉาชีพจะเอาข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อที่ปรากฏอยู่ตามอินเทอร์เน็ต เช่น วันเดือนปีเกิด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อเล่น ภูมิลำเนา ทะเบียนรถ ฯลฯ มาคาดเดา และตอบคำถามที่เฟซบุ๊กแสดงขึ้นมา หากตอบได้ถูก มิจฉาชีพมีสิทธิ์สวมรอยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กนั้นได้ทันที ซึ่งวิธีการดังกล่าว ถือว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างง่าย

2. ยากขึ้นมาอีกขั้นกับการแฮกเฟซบุ๊กด้วยวิธีการส่งไวรัสโทรจันในรูปแบบของอีเมล ลิงก์ภาพนู้ด คลิป 18+ หรือลิงก์ต่างๆ มาฝังไว้บนระบบปฏิบัติการวินโดว์ ส่วนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ จะส่งเป็น SMS ลวงว่าเป็นสินค้าราคาโปรโมชั่น หรือข้อมูลข่าวสารที่เจ้าของเฟซบุ๊กสนใจ เช่น อาหาร กีฬา ตกปลา เป็นต้น และเมื่อเหยื่อรายนั้นๆ เผลอกดเข้าไปตามลิงก์ดังกล่าว username และ password ของคุณจะตกเป็นของมิจฉาชีพทันที

แนะ 3 สเต็ปง่ายๆ ไม่ถูกแฮกเฟซบุ๊ก!

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวเตือนประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยว่า 1. คุณไม่ควรตั้งรหัสผ่านที่มาจากข้อมูลส่วนตัวของคุณเอง เช่น วัน เดือน ปีเกิด, เบอร์โทรศัพท์, ชื่อจริงหรือชื่อเล่น เป็นต้น เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ มิจฉาชีพจะสามารถสืบค้นจากโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อนำมาคาดเดาเป็นรหัสผ่านในการแฮกเฟซบุ๊กของคุณได้โดยง่าย

2. หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังใช้อีเมลของ Hotmail ในการล็อกอินเข้าเฟซบุ๊ก และคุณก็ไม่ได้เข้าไปสำรวจอีเมล Hotmail มานานแสนนาน จนทำให้คุณลืมรหัสผ่านเพื่อเข้า Hotmail ของคุณไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้ คุณกลับไปสำรวจอีเมลของคุณก่อนว่า ที่ผ่านมา คุณได้ลงทะเบียนกับ Outlook ไปหรือยัง เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ย้ายผู้ใช้ Hotmail ไปใช้ Outlook เพราะฉะนั้น Hotmail อันเก่าแก่ของคุณที่ไม่เคยเปิดเข้าไปใช้งานก็จะถูกลบออกจากเซิร์ฟเวอร์ไปโดยปริยาย ซึ่งประเด็นสำคัญ อยู่ที่ว่า Hotmail ของคุณยังถูกนำไปใช้เพื่อล็อกอินเข้าเฟซบุ๊ก ซึ่งมิจฉาชีพจะเอาช่องโหว่จากจุดนี้ไปใช้ประโยชน์ ด้วยการนำชื่ออีเมลของคุณไปสมัครอีเมลใหม่ จากนั้นมิจฉาชีพก็จะกรอกอีเมลของคุณเข้าไปในหน้าล็อกอินเข้าใช้เฟซบุ๊ก พร้อมกับกดลืมหรัสผ่าน เพียงไม่นาน ลิงก์สร้างรหัสผ่านใหม่ก็จะถูกส่งไปยังอีเมลของคุณที่มิจฉาชีพนำไปสมัครใช้งานใหม่ สุดท้ายเฟซบุ๊กของคุณก็ตกเป็นของมิจฉาชีพทันที ดังนั้นคุณควรเข้าไปเปลี่ยนอีเมลที่ใช้ล็อกอินเฟซบุ๊กให้เป็นอีเมลปัจจุบัน เพื่อป้องกันการแฮกเฟซบุ๊ก

3. คุณควรเพิ่มความแน่นหนาในการลงชื่อเข้าใช้เฟซบุ๊กของคุณ ด้วย 2-step verification หรือการตรวจสอบความปลอดภัย 2 ขั้นตอน ในช่วง Sign in เข้าสู่ระบบของ facebook

โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

อันดับแรกเข้าไปที่การตั้งค่า (Setting)

ขั้นตอนที่ 1. เลือกความปลอดภัย (security)
ขั้นตอนที่ 2 เลือกเปิดรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเข้าสู้ระบบที่ไม่รู้จัก
 ผ่านทางอีเมล (Get alerts about unrecognized logins)
ขั้นตอนที่ 3 เลือกเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองปัจจัยแล้วเพิ่มหมายเลข โทรศัพท์เพื่อรับรหัสชุดที่ 2 หรือตัวสร้างรหัส(Code Generator) ที่อยู่ใน Application : Facebook ตามภาพประกอบ

เมื่อช่องโหว่ของเรื่องราวปรากฏ การแก้ไขจะเกิดขึ้นหรือไม่?
ต้องติดตามตอนต่อไป…

อ่านเพิ่มเติม
พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.1 ลูบคมศิลปินดัง! มือดีแฮกเฟซ หลอกต้มโอนตังค์ผ่านแอป

พิษกระเป๋าตังค์ออนไลน์ EP.3 ยักษ์ใหญ่เคลียร์ข้อคาใจ บทสรุปมหากาพย์โอนตังค์ผ่านแอป!

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่…

ค่ายมือถือมาตามนัดขอร่วมวง 4 จี “ทีโอที”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/897575


นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอเป็นพันธมิตรทางธุรกิจหรือคู่ค้าเพื่อให้บริการ 4 จี บนคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์นั้น ปรากฏว่ามีเอกชนมายื่นข้อเสนอรวมทั้งสิ้น 6 ราย จากที่มารับเอกสาร 13 ราย โดยผู้ที่มายื่นข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.บริษัท ไฮ มีเดีย เทคโนโลยี จำกัด 2.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส 3.บริษัท โมบาย แอลทีอี จำกัด 4.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค 5.บริษัท ทานตะวัน เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด และ 6.TUC RMV for 2300 MHz Consortium ในเครือกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยทีโอทีจะประกาศรายชื่อผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดในวันที่ 12 เม.ย.2560.