นวัตกรรมส่องกล้อง ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484704

นวัตกรรมส่องกล้อง ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง

โดย…พุสดี

 เป็นที่น่ายินดียิ่งนัก เมื่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตการหายใจ ฝ่ายอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประกาศข่าวดีว่า ในเวลานี้นวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยได้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

เมื่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ประสบผลสำเร็จในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดเรื้อรังขั้นรุนแรงเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยลดปริมาณการกินยาและฉีดยาได้เป็นเวลานานถึง 5 ปี นับเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยปีละประมาณหลายแสนบาทต่อคน

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับนวัตกรรม ศ.นพ.สมเกียรติ วงษ์ทิม นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย พาไปแนะนำถึงโรคหืดก่อนว่า เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ซึ่งเป็นผลจากพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น สารก่อภูมิแพ้ ทำให้มีการอักเสบเกิดขึ้นตลอดเวลา การกระตุ้นของสารเคมี ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอและหายใจไม่สะดวกจากหลอดลมตีบจากการอักเสบ

หลังจากผู้ป่วยสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบหืดมากขึ้น ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง การอักเสบเรื้อรังของหลอดลมนี้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืด และการหนาตัวอย่างมากของผนังหลอดลมที่เรียกว่ามีภาวะ Airway Remodeling เกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้มีการอุดกั้นของหลอดลมอย่างถาวร

ปัจจุบันโรคหืดถือเป็นปัญหาสาธารณสุขอย่างหนึ่งของประเทศไทย

 ในปี 2545 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหอบรุนแรงมากถึง 102,245 ราย และมีจำนวนผู้ป่วยมากกว่า 1 แสนราย ต้องเข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินด้วยอาการหอบเฉียบพลัน

ที่ผ่านมาวิธีการที่จะควบคุมอาการของโรคในผู้ป่วยให้ได้ดีที่สุด คือการใช้ยาในกลุ่มควบคุมอาการ เพื่อลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในหลอดลมร่วมกับการใช้ยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการ แต่ในวันนี้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้นำนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยรักษาโรคหืดขั้นรุนแรง นับเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อสาธารณสุขของประเทศไทย

นพ.ธิติวัฒน์ ศรีประสาธน์ แห่งหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตการหายใจ ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ทางเลือกใหม่ในการรักษานี้จะใช้วิธีจี้หลอดลมด้วยความร้อน (Bronchial Thermoplasty) ข้อดีคือคนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ ไม่เหนื่อยหอบ และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลบ่อย

ที่สำคัญ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารักษาตัวของคนไข้เอง และประหยัดงบประมาณของประเทศ

สำหรับกลไกการรักษา เริ่มต้นด้วยการใส่สายแคสเตเตอร์หย่อนลงไปผ่านหลอดลมเข้าไปในปอด ที่มีขนาดความกว้าง 2-3 มิลลิเมตร เซ็นเซอร์จะเปลี่ยนจากคลื่นวิทยุเป็นความร้อนที่ 65 องศา และจี้เข้าไปที่หลอดลมส่วนปลายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อเรียบให้บางลงไม่ให้หลอดลมตีบ

การจี้แต่ละจุดใช้เวลา 2 ชั่วโมง ในการทำ 1 ครั้ง จะต้องจี้ให้ได้ 100 จุด จุดละ 10 วินาที หรือมากที่สุดในบริเวณปอดล่างขวา ปอดล่างซ้าย และปอดด้านบนสองข้าง ทำทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3 สัปดาห์

ทั้งนี้ จากงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้ว การจี้กล้ามเนื้อเรียบทำให้โรคหืดสามารถควบคุมได้ ลดอาการกำเริบได้นานถึง 5 ปี ไม่มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยและปอดไม่ถูกทำลาย ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นแห่งที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองมาจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดด้วยวิธีการนี้

วิธีการจี้กล้ามเนื้อเรียบจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดที่มีภาวะรุนแรงที่มีความจำเป็นในการพ่นยา กินยา และฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่มากและต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับตัวผู้ป่วยแม้แต่น้อย

 

เคล็ดลับ ปรับสุขภาพกาย-ใจให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2560 เวลา 21:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484409

เคล็ดลับ ปรับสุขภาพกาย-ใจให้แข็งแรง

โดย…ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

เทรนด์การดูแลสุขภาพยังคงมาแรง จะเห็นได้จากการที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งหลักการพื้นฐานโดยทั่วไปก็คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ และดูแลจิตใจให้แจ่มใส แต่การจะมีสุขภาพที่ดีได้ก็ต้องเริ่มจากการจัดระเบียบชีวิตอย่างมีระบบด้วยเช่นกัน เราจึงนำเคล็ดลับที่ช่วยปรับสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงมาฝากคุณผู้อ่าน

ดื่มน้ำหลังตื่นนอนตอนเช้า

ก่อนเข้านอนให้วางขวดน้ำดื่มสะอาดไว้ใกล้ๆ เตียง เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาจะได้พร้อมดื่มทันที ซึ่งการดื่มน้ำตอนเช้านี้จะช่วยเติมของเหลวให้กับร่างกาย ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยสร้างความสดชื่นแจ่มใส แถมยังกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้ดีอีกด้วย

จิบน้ำแร่ธรรมชาติระหว่างออกกำลังกาย

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการออกกำลังกายก็คือน้ำ เพราะระหว่างออกกำลังอยู่นั้นอุณหภูมิร่างกายเราจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าร่างกายระบายน้ำได้ไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำได้ แต่น้ำแร่จะช่วยลดปัญหานี้และเติมความสดชื่นให้ร่างกายได้

ตั้งเวลาเตือนให้ดื่มน้ำบ่อยๆ

ในระหว่างวันควรดื่มน้ำทุกครึ่งหรือ 1 ชั่วโมง โดยดื่มน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และควรกระจายมื้ออาหารในแต่ละวันให้ได้ประมาณ 5-6 มื้อ อาจแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2-3 มื้อ เว้นช่วงเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อคืนความสดชื่นให้ร่างกายระหว่างวัน หรือจะลองใส่ผลไม้ที่คุณชอบลงไปในน้ำเย็นๆ แล้วแช่ทิ้งไว้ กลิ่นหอมๆ ของผลไม้จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้น

211 รหัสลับประจำมื้อ

211 หมายถึง “ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง” ซึ่งเป็นรหัส (ไม่) ลับที่กรมอนามัยได้กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นสูตรให้คนไทยกินผักมากขึ้น นั่นคือ ใน 1 มื้อ ควรมีผักหลากสี 50% (2 ส่วน) เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 25%
(1 ส่วน) และข้าวหรือแป้ง 25% (1 ส่วน) ตามด้วยการดื่มน้ำสะอาดหลังอาหารจานหลักพอประมาณ ก็จะช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารได้ดี

ปรับอารมณ์ให้มีความสุข

ยิ่งอารมณ์บูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เรากินมากและกินไวกว่าปกติ และมักจะเลือกอาหารที่มีรสชาติหวานหรือมัน เพื่อทดแทนความผิดหวังที่เกิดขึ้น ดังนั้นควรดูแลอารมณ์ของตัวเองให้ดีและมีความสุขอยู่เสมอจะดีที่สุด

เพิ่มความกระฉับกระเฉงตลอดวัน

การทำตัวให้แอ็กทีฟอยู่เสมอจะช่วยเพิ่มความรู้สึกอยากออกกำลังกายมากขึ้น อย่างเวลาทำงานก็อย่านั่งติดโต๊ะนานเกินไป ขยับเดินไปที่ไหนเสียบ้าง ลองสร้างนิสัยเดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศ ลองเปลี่ยนจากเติมน้ำใส่ขวดบนโต๊ะทำงานเป็นเติมน้ำในแก้วแทน เพื่อที่เวลาน้ำหมดก็จะเป็นการบังคับกลายๆ ให้เราลุกขึ้นจากโต๊ะไปเติมน้ำทุก 30 นาที หรือระหว่างนั่งดูทีวีก็อาจจะเพิ่มกิจกรรมกวาดบ้าน จัดเก็บบ้าน รีดผ้า ก็จะช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงสู่ร่างกายได้อย่างง่ายๆ

ฟิตร่างกายได้ทุกวัน

เพียงตื่นเร็วขึ้น 15 นาที เพื่อออกกำลังกายในห้องนอนง่ายๆ ด้วยการยืด เหยียด หรือเต้นแอโรบิกตามจังหวะเสียงเพลงมันๆ แค่นี้ก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระฉับกระเฉง พร้อมรับวันใหม่ได้อย่างเต็มที่

คิดบวกเพิ่มพลัง

มาเติมพลังความคิดบวกกันเถอะ เพราะคนที่คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี ย่อมมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเสมอ โดยคิดว่าการเปลี่ยนตัวเองเป็นโอกาสที่คุณจะได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ และอาจได้ค้นพบสิ่งที่ดีกว่าซึ่งรอคุณอยู่ข้างหน้าก็ได้

บริหารเวลาอย่างฉลาด

การรู้จักจัดสรรเวลาเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ลองเริ่มแบ่งเวลาตามกฎ 80 : 20 โดยแบ่งเวลาให้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต 20% และอีก 80% ให้เวลากับสิ่งสำคัญที่รองๆ ลงไป แล้วจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการบริหารเวลาชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ฝึกหายใจล้างพิษ

คนที่มีความเครียดสูงมักหายใจเร็วและสั้น คือมีการขยับของทรวงอกมากกว่าช่องท้อง วิธีฝึกหายใจแบบล้างพิษจะช่วยขับไล่ของเสียในเลือด ช่วยขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้มาก และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ วิธีการฝึกทำได้ทั้งในท่านั่งหรือท่ายืน และควรทำในที่ที่มีอากาศถ่ายเทดี เริ่มจากหายใจเข้าให้ท้องพอง ทรวงอกยกขึ้นจนเต็มที่ กลั้นลมหายใจไว้ 2-3 วินาที ต่อด้วยค่อยๆ ระบายลมหายใจออกมาผ่านไรฟันและริมฝีปากให้เกิดเสียง “ซี” จนรู้สึกว่าปอดและท้องแฟบ ให้ปฏิบัติเช่นนี้วันละ 5 นาที ความเครียดก็จะลดลง

 

โรคหืด โรคใกล้ตัวที่ควรรู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 21:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/483785

โรคหืด โรคใกล้ตัวที่ควรรู้จัก

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้มีผู้ที่รู้จักหลายท่านได้สอบถามผมเรื่องโรคหืด (ในฐานะที่ผมเป็นอายุรแพทย์โรคปอด) ว่าโรคหืดรักษาได้มั้ย รุนแรงขนาดถึงขั้นเสียชีวิตเลยหรือไม่ จริงๆ แล้วโรคหืดเป็นโรคทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเราเท่าไรนัก เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคเรื้อรังทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่พบได้บ่อย ในประเทศไทยพบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคหืดในประชากรไทยประมาณ 10% โรคหืดเป็นโรคที่พบได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยแต่ส่วนมากมักมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้ป่วยอาจมีอาการแตกต่างกันมากตั้งแต่แค่มีอาการไอเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงจนไม่สามารถหายใจได้เองและเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง การเข้าใจโรคและแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสมจะจึงมีความสำคัญมาก

โรคหืดเกิดจากอะไร

โรคหืดเป็นโรคที่เกิดมีการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) ในทางเดินหายใจส่วนล่างหรือหลอดลม การอักเสบที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรคนะครับ แต่เป็นการที่มีเซลล์อักเสบเข้ามาอยู่ในเยื่อบุหลอดลมเนื่องจากได้รับการกระตุ้นบางอย่าง เช่น ภาวะภูมิแพ้การอักเสบเรื้อรังดังกล่าวจะทำให้เกิดการตีบของทางเดินหายใจและอากาศจะผ่านเข้าออกจากปอดได้น้อยลง อาการผู้ป่วยโรคหืดจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการตีบของทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีอาการไอ หอบเหนื่อยมีเสมหะมาก ได้ยินเสียงวี้ดในปอด โดยอาการจะเป็นช่วงๆ และในช่วงที่ไม่มีอาการก็จะเหมือนคนปกติ อาการของผู้ป่วยมักเกิดขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น สัตว์เลี้ยง หรือในภาวะบางภาวะ เช่น การติดเชื้อหวัด อุณหภูมิหรือความชื้นของอากาศเปลี่ยน ภายหลังการออกกำลังกาย ภาวะเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้หลอดลมตีบได้

โรคหืดรักษาอย่างไร

การรักษาโรคหืดจะมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ

1.ให้ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ไอหรือหอบเหนื่อย

2.ให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ

3.ไม่มีภาวะหลอดลมตีบเฉียบพลัน

4.มีสมรรถภาพของปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เราพบว่าผู้ป่วยหืดส่วนใหญ่ที่ได้รับยาอย่างเหมาะสมจะสามารถควบคุมอาการจนเป็นเหมือนคนปกติได้ แต่ต้องขอเน้นนะครับว่าการรักษาโรคหืดจะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการรักษาไม่ทำให้ผู้ป่วยหายขาดนะครับ แต่ควบคุมอาการของโรคได้ (คล้ายๆ กับการทานยาควบคุมความดันโลหิตครับ)

แนวทางในการรักษาโรคหืดที่สำคัญจะประกอบด้วย

1.ยืนยันการวินิจฉัย เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องภายหลังการวินิจฉัยและอาการของโรคหืด เช่น หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง ก็เป็นอาการที่ไม่จำเพาะสำหรับโรคหืด แต่สามารถพบได้ในโรคอื่นๆ หลายๆ โรค ดังนั้น การวินิจฉัยโรคหืดจึงมีความสำคัญมากว่าได้รับการวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแน่นอนตั้งแต่แรก

2.การประเมินความรุนแรงของโรค โดยดูจากอาการของผู้ป่วยว่ามีอาการหอบบ่อยแต่ไหน ต้องใช้ยามากแค่ไหนในการควบคุมอาการ และตรวจสมรรถภาพปอดเพื่อประเมินระดับความสามารถของปอด

3.การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก สารที่กระตุ้นให้มีอาการมากขึ้น ได้แก่ ควันบุหรี่ มลภาวะ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ สารก่อภูมิแพ้ที่สามารถพบได้บ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น แมว สุนัข แมลงสาบ

4.การใช้ยา เมื่อผู้ป่วยมีอาการระดับหนึ่ง แพทย์จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการโรคหืด หลักการใช้ยาที่สำคัญในการรักษาโรคหืด คือ

-การใช้ยาแบบพ่นหรือสูดจะดีกว่าการรับประทานยา

-การใช้ยาจะต้องใช้อย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

-มีการปรับลดและเพิ่มยาตามอาการของผู้ป่วย

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดจะประกอบด้วยยา 2 กลุ่มคือ

1.ยาที่ใช้ป้องกันหืด เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในหลอดลม ยาหลักที่ใช้กันมาก ได้แก่ ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น ยากลุ่มนี้คือต้องใช้ต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อควบคุมและป้องกันการเกิดอาการ ห้ามหยุดยาเอง ต้องให้แพทย์นำว่าควรจะหยุดยาเมื่อไร

2.ยาที่ใช้รักษาหลอดลมตีบ ได้แก่ ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้จะใช้เป็นครั้งคราวในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยหรือมีอาการกำเริบเท่านั้น

จะเห็นว่าโรคหืดเป็นโรคทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่การรักษาที่เหมาะสมจะสามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างมาก เรียกว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยครับ ดังนั้น ถ้าท่านมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหืดควรปรึกษาแพทย์ครับ ส่วนท่านที่เป็นโรคหืดอยู่แล้วต้องพยายามใช้ยาให้ถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำครับ

 

ผลวิจัยชี้กินผักผลไม้10ส่วนต่อวันอายุยืนห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482835

ผลวิจัยชี้กินผักผลไม้10ส่วนต่อวันอายุยืนห่างไกลโรค

โดย…www.m2fnews.com

เป็นที่ทราบกันดีว่า การบริโภคผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ แต่ผลการศึกษาล่าสุดโดยราชวิทยาลัยลอนดอนของอังกฤษยังพบข้อมูลด้วยว่า การรับประทานอาหารกลุ่มพืช 10 ส่วนต่อวัน ยังช่วยให้ผู้คนอายุยืนขึ้นด้วย

ผลการค้นคว้าซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านระบาดวิทยานานาชาติ มาจากการศึกษาพฤติกรรมการกินของผู้คนกว่า 2 ล้านคน จากผลการศึกษา 95 ฉบับ ซึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวัน เสี่ยงต่อโรคหัวใจ มะเร็งและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้ที่ไม่แตะต้องผักและผลไม้เลย

นอกจากนี้ ปริมาณการรับประทานยังมีผลต่อระดับความเสี่ยงด้วย เมื่อเทียบกับคนที่ไม่รับประทานผักหรือผลไม้ คนที่รับประทานอาหารกลุ่มผักและผลไม้ 200 ก. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ 13% ส่วนคนที่ทานมากถึง 800 ก. หรือคิดเป็น 10 ส่วนต่อวัน ความเสี่ยงลดลงสูงถึง 28%

ด้านความเสี่ยงโรคมะเร็ง คนที่รับประทานอาหารกากใยลดความเสี่ยงให้ตัวเอง 4% และมากถึง 13% เมื่อทาน 800 ก.ต่อวัน ขณะที่ภาวะการเสียชีวิตก่อนวัย ผู้ที่ทานผักและผลไม้ 200 ก. จะเสี่ยงน้อยกว่า 15% ขณะที่ 800 ก. จะห่างไกลไปอีก 31%

ประเภทของผักยังมีส่วนในการลดความเสี่ยงของโรคร้ายด้วย เช่น ผักใบเขียวอย่างผักโขม ผักสีเหลืองอย่างพริกหยวก หรือผักตระกูลกะหล่ำ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ถ้าต้องการป้องกันโรคหัวใจ ควรทานแอปเปิล แพร์ ผลไม้รสเปรี้ยว สลัดผัก ผักใบเขียว หรือผักกะหล่ำเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ปริมาณ 10 ส่วน หรือ 800 ก.ต่อวัน เทียบเท่ากล้วยใบเล็ก 10 ลูก หรือผักชามโตชามหนึ่ง ซึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับมุมมองหรือลักษณะการกินของผู้บริโภคเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไป องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนหรือ 400 ก.ต่อวันอยู่แล้ว แต่ผลการศึกษาเรื่องนี้ต้องการบ่งชี้เพิ่มเติมว่า ผู้คนจะยิ่งมีสุขภาพดี ห่างไกลจากความเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากขึ้น หากปรับเพิ่มปริมาณรับประทาน

 

โรครองช้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482675

โรครองช้ำ

โดย…แพทย์จีน สมชาย จิรพินิจวงศ์ แผนกฝังเข็ม คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

โรครองช้ำ เป็นชื่อที่ประชาชนทั่วไปรู้จักว่าจะมีอาการเจ็บบริเวณส้นเท้า โดยเฉพาะเวลาที่ตื่นนอนลงจากเตียงตอนเช้า หรือนั่ง หรือยืนนานๆ เดินนานๆ จะเจ็บจนต้องพัก ชื่อเป็นทางการ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) สาเหตุส่วนมากเกิดจาก

1.น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อต้องยืน เดิน มากๆ จึงอักเสบ

2.อิริยาบถที่ยืน เดินนานๆ เช่น คนที่เป็นยาม หรือคนขายของตามหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า

3.เลือกใส่รองเท้าไม่เหมาะสม แข็งเกินไป บีบรัดเกินไปไม่พอดีเท้า

4.โครงสร้างร่างกายตั้งแต่ช่วงหลังเอวลงไป หรือเฉพาะที่ใต้เท้า เช่น เป็นเท้าแบน อุ้งเท้าโก่งมากเกินไป เป็นต้น

ในทางแพทย์จีน กล่าวไว้น่าสนใจว่า เมื่อคนอายุย่างสู่ 40 พลังอินในร่างกายจะลดทอนครึ่งหนึ่ง อินในที่นี้เป็นสารที่จะหล่อเลี้ยงเอ็น กระดูก ทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะตับไต เป็นสองอวัยวะที่จะเกี่ยวข้องมากที่สุด เพราะไตจะกำกับเกี่ยวข้องกับกระดูก ตับจะกำกับเกี่ยวข้องกับเอ็น ดังนั้นอาการปวดรองช้ำจึงมักจะเกิดจากอินของตับและไตไปหล่อเลี้ยงเอ็นกระดูกไม่เพียงพอ เอ็นจึงขาดความยืดหยุ่น กระดูกจึงเปราะบางและความแข็งแรงลดลง

อาการจะเจ็บเหมือนมีอะไรทิ่มตำบริเวณส้นเท้า หรืออาจจะปวดรวมๆ ทั้งฝ่าเท้า อาการปวดจะหนักเบาเป็นระยะขึ้นกับการพักผ่อน หรืออิริยาบถท่านั้นนานๆ เช่น ยืน เดิน ในการแพทย์จีนอธิบายว่าอาการเจ็บมากในช่วงตื่น หรือจากการนั่งพักนานๆ พอลงน้ำหนักจะเจ็บปวด ในขณะที่คนนอนพัก นั่งนาน การไหลเวียนจะเชื่องช้าลง ชี่และเลือด (อิน) จะไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ลดลง เมื่อการหล่อเลี้ยงไม่พอ ก็จะปวด หรือในคนที่สุขภาพอ่อนแอ (พลังไตอ่อนแอ) การไหลเวียนของชี่ลดลง เลือดจะคั่ง จึงทำให้ปวด

การรักษา : 1.ฝังเข็ม 2.แช่เท้าด้วยยา 3.รับประทานยา

การฝังเข็ม

จะฝังบริเวณจุดใกล้ๆ กับส้นเท้า หรือใต้ตาตุ่ม เพื่อเพิ่มการไหลเวียนควบคู่กับใช้จุดบำรุงเอ็น กระดูก

การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพรจีน

ตัวยาที่ใช้มักจะมีสรรพคุณเพิ่มการไหลเวียนและบำรุงเอ็น กระดูก เช่นเดียวกัน กับยาที่แช่จะอุ่นๆ จึงทำให้การไหลเวียนดีมากขึ้น

รับประทานยา

กรณีนี้มักจะเหมาะกับคนที่สุขภาพอ่อนแอ สูงอายุ หรือเป็นมานานเรื้อรัง ยาที่จะใช้มีสรรพคุณบำรุงเอ็น กระดูก แล้วจะมียาสลายเลือดคั่งด้วย

การดูแลและป้องกัน

1.ควบคุมน้ำหนัก

2.เปลี่ยนอิริยาบถและพักเป็นเวลา

3.เลือกรองเท้าให้เหมาะสม

4.กรณีที่โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น เท้าแบนก็ต้องใส่ Support หนุนอุ้งเท้า ซึ่งต้องพบแพทย์กระดูกเฉพาะทาง ควบคู่กับการรักษาแบบแผนจีน ซึ่งจะเน้นรักษาสร้างเสริมให้ร่างกายสมดุล คือ ให้เอ็นและกระดูกแข็งแรง ด้วยการบำรุงตับและไต

 

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482674

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสัตว์เลื้อยคลาน ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ขาหนีบและเอ็นร้อยหวาย ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสำหรับการฝึกอาสนะที่เน้นการเปิดสะโพกที่ลึกขึ้น

ในเวอร์ชั่นนี้ครูได้มีการออกแบบให้ตะแคงเท้า เพื่อเปิดองศาหัวเข่ามากขึ้น จะส่งผลโดยตรงไปที่ข้อเท้าและข้อสะโพกมากกว่าเดิม จึงช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ข้อเท้าได้อย่างดี

ในขณะฝึกต้องค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องผลักดันตัวเองมาก กระจายน้ำหนักให้ถูกต้องไม่โถมตัวลงลึกมากเกินไป โดยรักษาความตื่นตัวขณะค้างท่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่าหรือสะโพก ควรงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นจากท่า The Lunge Pose โดยขาขวาอยู่หน้า ขาซ้ายอยู่หลัง เพื่อเตรียม

 

2.ส่งมือขวามาอยู่ด้านในขา ยกข้อมือขึ้นกดโคนนิ้วมือและปลายนิ้วมือลง เพื่อที่น้ำหนักจะได้ไม่โถมลงข้อมือ ยืดแขนและไหล่ให้สบายก่อน ขยับฝ่าเท้าขวาออกไปด้านข้างเล็กน้อย วางเข่าซ้ายลงด้านหลังเบาๆ หายใจเข้าออกสักครู่

 

3.ตะแคงฝ่าเท้าขวา โดยกระจายน้ำหนัก เปิดหัวเข่าและสะโพกออกตามกำลัง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจตามธรรมชาติ

 

4.หายใจออกวางท่อนแขนทั้งสองข้างลงที่พื้น หงายฝ่ามือ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออก

 

5.ยืดหลังส่วนบนและยืดแขนทั้งสองข้าง ทแยงมุมออกไปที่มุมเสื่อฝั่งซ้าย วางหน้าผากลงพื้น หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 10 วินาที ตามกำลัง

 

6.คลายขาหน้าด้วยการทำท่าครึ่งลิง แล้วทำสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481675

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในช่วงอาทิตย์นี้ สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น คงไม่พลาดข่าวที่ได้รับความสนใจในระดับต้นๆ คือปฏิบัติการที่ในบริเวณวัดพระธรรมกาย และคงมีผู้ที่สังเกตเห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่พบอยู่ในบริเวณวัด มีลักษณะคล้าย Capsule ที่คนสามารถเข้าไปนอนได้ และมีการสอบถามมาจากสื่อต่างๆ มากมายว่าอุปกรณ์ดังกล่าวคืออะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ซึ่งอุปกรณ์ที่เห็นนี้ คือ Hyperbaric Oxygen Chamber หรืออุปกรณ์สำหรับรักษาผู้ป่วยด้วยออกซิเจนที่มีความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy, HBOT)

HBOT คืออะไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยปกติในความดันบรรยากาศปกติจะมีออกซิเจนอยู่ในอากาศประมาณ 21% และมีความดันของก๊าซออกซิเจนประมาณ 150 mmHg ในบรรยากาศปกติและเมื่อเราหายใจออกซิเจนเหล่านี้ก็จะมีการดูดซึมที่บริเวณเส้นเลือดในปอดและถูกนำไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย การให้การรักษาด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูงคือการปรับแรงดันบรรยากาศในห้อง (Chamber) ที่มีการสร้างแบบจำเพาะ เพื่อให้มีแรงดันบรรยากาศที่สูงกว่าแรงดันบรรยากาศปกติในระดับน้ำทะเลได้หลายเท่า (โดยปกติ 2-3 เท่า) เมื่อผู้ป่วยเข้าไปอยู่ในห้องปรับความดันที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์ ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับออกซิเจนเข้าไปในร่างกายในระดับที่สูงมากกว่าปกติได้

ผลของการใช้ HBOT

การให้ผู้ป่วยได้รับ HBOT อย่างเหมาะสม พบว่าจะสามารถช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในร่างกายผู้ป่วยได้  ในผู้ป่วยที่มีฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด HBOT จะช่วยลดขนาดของก๊าซที่อุดตันเส้นเลือด มีฤทธิ์ต้านการติดเชื้อและอาจช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ได้ ปัจจุบันพบว่าสามารถประยุกต์ใช้ HBOT เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ภาวะที่ผู้ป่วยเกิด Decompression Sickness จากการดำน้ำ (โรคน้ำหนีบ) โดยพบในผู้ป่วยที่ไปดำน้ำแล้วขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการภายหลังขึ้นจากน้ำ โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว หรือรุนแรงขนาดหมดสติ อ่อนแรง ตามร่างกายได้ ภาวะที่มีก๊าซอุดตันในกระแสเลือด ภาวะที่มีแผลเรื้อรังที่บริเวณแขน ขา จากการที่ขาดเลือดไปเลี้ยง หรือในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเรื้อรัง โดยการใช้ HBOT อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ไปเลี้ยงบริเวณเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดได้ นอกจากนี้ ยังมีการพยายามใช้ HBOT ในการรักษาเพื่อหวังผลด้านการชะลอวัย (Anti Aging) หรือเสริมความงาม เช่น ลดรอยย่นของผิวหนัง ต้านฤทธิ์ของรังสี UV และมีการนำมาใช้ในข้อบ่งชี้อื่นๆ อีกมากมาย แม้ว่าโดยทางทฤษฎีอาจดูน่าสนใจ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า HBOT สามารถทำให้เกิดผลดีในภาวะอื่นๆ ดังกล่าวได้ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานได้

แนวทางการรักษาด้วย HBOT

การรักษาด้วย HBOT จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และบุคลากรผู้มีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ในสถานพยาบาลที่มีความชำนาญเฉพาะ ปกติ Chamber ที่ใช้จะมีทั้งขนาดที่สามารถเข้าไปใช้ได้ทีละคน หรือแบบห้องใหญ่ที่สามารถเข้าไปได้พร้อมกันหลายคน หรือให้รถเข็นเข้าไปได้ การรักษาด้วย HBOT ผู้ป่วยมักเข้าไปรับการรักษาเป็นเวลาสั้นๆ 1-2 ชั่วโมง ภายใต้แรงดัน 2-3 เท่าบรรยากาศ ภายใต้การเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ผลข้างเคียงที่เกิดจาก HBOT สามารถพบได้ เช่น ความดันบรรยากาศที่สูง อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อหรือลมรั่วในปอดได้ การได้รับออกซิเจนในระดับสูงอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแน่นหน้าอก แสบร้อนบริเวณหน้าอก หรือในผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักได้ แต่พบได้น้อยมาก

กล่าวโดยสรุป การรักษาด้วย HBOT สามารถทำให้ผลการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในบางภาวะดีขึ้น และจัดเป็นการรักษามาตรฐานที่ต้องได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังมีการพยายามนำ HBOT มาใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ อีกมากมาย แต่ยังคงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมว่าจะมีประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในวงการเสริมความงามหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย

 

ฮง เต็ง โป เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486641

ฮง เต็ง โป เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เชฟหนุ่มเชื้อสายจีนมาเลย์ วัย 30 ปี  ฮง เต็ง โป คือหัวหน้าส่วนครัวขนมหวานประจำโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ และโรงแรมดับเบิลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ด้วยฝีมือการทำเบเกอรี่ที่รสชาติอร่อย บวกกับไอเดียแสนครีเอทในการสร้างสรรค์รูปลักษณ์เมนูที่หาตัวจับยาก ทำให้เขาก้าวหน้าในอาชีพอย่างรวดเร็วแม้อายุจะยังน้อย

“ผมให้ความสนใจในเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ ในวัยเยาว์ผมมีความฝันอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือการเป็นกราฟฟิก ดีไซเนอร์ และอย่างที่สอง ก็คือการเป็นเชฟหรือเป็นพ่อครัว ดังนั้นหลังจากที่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ผมจึงไม่รีรอที่จะสมัครเรียนที่ Flamingo International College, Selangor ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารในทันที

ในช่วงที่เรียนใกล้จะจบ ผมได้สมัครเข้าไปฝึกงานที่โรงแรมอีควาทอเรียล (Equatorial) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ที่โรงแรมแห่งนี้ ผมได้ฝึกฝนฝีมือและสะสมประสบการณ์ในการทำอาหารและขนม โดยมีหัวหน้าเชฟขนมหวานชื่อ เชฟเอสเค ลิม เป็นผู้สอนเทคนิคให้ด้วยความเอาใจใส่ เมื่อนึกย้อนไปแล้วผมรู้สึกขอบคุณเขามากจริงๆ เลยครับ”

จากประสบการณ์ในการฝึกงานที่โรงแรมครั้งนี้ ทำให้เชฟฮงได้งานเต็มเวลางานแรกที่โรงแรมเรเนซองส์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในตำแหน่งผู้ช่วยเชฟในเวลาต่อมา ซึ่งเขาใช้เวลากว่า 2 ปีที่นั่น ก่อนจะย้ายไปฝึกฝนฝีมือและหาประสบการณ์ยังที่ใหม่ ณ โรงแรมฮิลตัน เปตาลิง จายา

“หลังจากทำงานที่โรงแรมฮิลตัน เปตาลิง จายา ได้พักใหญ่ ผมก็ได้รับโอกาสใหม่ๆ โดยถูกเสนอให้ไปทำงานที่โรงแรมอีควาทอเรียล ที่เกาะปีนัง โดยครั้งนี้ผมได้รับการโปรโมทให้เป็นหัวหน้าส่วนครัวขนมหวานของที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นงานแรกที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ใหม่ นั่นคือการเป็นหัวหน้างานที่ต้องรับผิดชอบการทำงานของทีมงานและลูกน้องในทีมไปในตัว”

ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบลองผิดลองถูก และมักจะหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการคิดค้นสูตรขนมอยู่เสมอ ทำให้เบเกอรี่เมนูใหม่ๆ ที่เชฟฮงคิดค้นขึ้นจึงไม่ได้มีดีแค่รสชาติ หากแต่มีรูปลักษณ์ที่สวยงามแปลกตาและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง จึงเป็นจุดเด่นที่ทำให้เขาพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่าคนอื่น แถมยังได้รับคำชมและกล่าวขานถึงความเป็นเชฟเบเกอรี่ไฟแรง จนได้รับโอกาสก้าวหน้าในอาชีพอีกหลายครั้งตามมา

“หนึ่งในโอกาสดีๆ ที่ผมได้รับก็คือ การได้เดินทางมาทำงานที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยเริ่มงานที่โรงแรมฮิลตัน ภูเก็ต อาร์เคเดีย รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่นี่ทำให้ผมได้เรียนภาษาและวัฒนธรรมไทยเพิ่มเติมด้วย หลังจากทำงานที่ภูเก็ตได้ 2 ปี ผมก็ได้รับโอกาสในการก้าวหน้าอีกครั้ง นั่นคือการมาเป็นหัวหน้าส่วนครัวขนมหวานที่ต้องดูงานของ 2 โรงแรมในกรุงเทพฯ นั่นคือ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ และโรงแรมดับเบิลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ อย่างในปัจจุบันนี้

การได้มาดูแลรับผิดชอบส่วนครัวขนมหวานของทั้งสองโรงแรม ทำให้ผมรู้สึกสนุกกับงานมาก เพราะโดยนิสัยส่วนตัวของผมแล้วจะชอบความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคิดเมนูขนมใหม่ๆ ที่มีความสร้างสรรค์ โดยหยิบเอาวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นมาเป็นส่วนประกอบของเบเกอรี่ ซึ่งสามารถเรียกรอยยิ้มของทุกคนที่เห็นและได้ชิมออกมาได้”

เชฟฮงเสริมว่า เขารักที่จะเรียนรู้บนเส้นทางสายนี้ไปเรื่อยๆ และคิดไว้ว่าจะพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น นั่นก็คือการเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายไว้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้แล้ว เขาก็จะผันตัวเองไปเป็นเจ้าของกิจการร้านขนมเล็กๆ น่ารักๆ ซึ่งอาจจะเปิดร้านที่กรุงเทพฯ หรือที่ภูเก็ตก็ได้ เพราะเมืองไทยเป็นประเทศที่เขาชอบ เลยอยากจะอยู่ทำงานที่นี่ไปนานๆ

“ช่วงนี้ผมทำงานเกือบทุกวันเพราะรู้สึกสนุกกับมัน ที่จริงในหนึ่งสัปดาห์ผมจะได้หยุด 2 วัน แต่ด้วยความที่ผมย้ายมาทำงานที่นี่ได้ยังไม่ครบ 1 ปี จึงมีเรื่องต่างๆ มากมายรอให้ผมต้องจัดการ ซึ่งผมก็เต็มใจทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นงานที่ผมรักและเลือกที่จะทำตั้งแต่แรกแล้ว

วันไหนถ้าได้หยุดแบบจริงจัง ผมจะเลือกอ่านหนังสือการ์ตูนเพื่อเป็นการผ่อนคลาย บ้านผมในมาเลเซียมีห้องเก็บหนังสือการ์ตูนที่ใหญ่มากๆ คือผมเก็บสะสมหนังสือการ์ตูนที่ผมอ่านมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันนี้เลยละ หนังสือการ์ตูนเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ผมคิดค้นเค้กที่หน้าตาน่ารัก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ออกมาได้ และที่สำคัญรสชาติของขนมยังต้องอร่อยถูกปากคนกินด้วยครับ”

พันนาคอตต้ามะพร้าวใบเตย

ส่วนผสม

-ใบเตย กะทิ ครีม น้ำตาล แผ่นเจลาติน

วิธีทำ

-นำแผ่นเจลาตินไปแช่ในน้ำเย็น แล้วทิ้งไว้ให้อ่อนนุ่ม

-ปั่นใบเตยพร้อมกับกะทิและครีมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้ว

พักไว้

-นำมาอุ่นด้วยความร้อน แล้วเติมน้ำตาล พร้อมคนให้เข้ากัน นำไปใส่ในแม่พิมพ์ แช่เย็นไว้

มูสมะม่วง

ส่วนผสม

-พิวเรมะม่วง น้ำตาล ครีม

วิธีทำ

-อุ่นพิวเรมะม่วงด้วยความร้อน เติมน้ำตาลแล้วทำให้เย็นนี้จากนั้นเติมครีมและน้ำตาลอีกเล็กน้อย เสร็จพักไว้อัลมอนด์บิสกิต

ส่วนผสม

-น้ำตาล ไข่ขาว วานิลลา เนย แป้งเค้ก

วิธีทำ

-นำเนยไปตั้งไฟให้ละลาย เติมน้ำตาล ไข่ขาว วานิลลาแป้งเค้ก จากนั้นเติมเนยที่ละลายแล้วลงไปใส่แม่พิมพ์ต้นมะพร้าว พักไว้ แล้วนำไปอบในอุณหภูมิ 180 องศาบัลซามิกคาเวียร์

ส่วนผสม

-น้ำมันมะกอกบัลซามิก น้ำมะนาว น้ำตาล แป้งเอการ์เอการ์ น้ำสะอาด

วิธีทำ

-นำน้ำมันมะกอกบัลซามิกไปแช่เย็นไว้ 3 ชั่วโมง

-ต้มน้ำแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือลงไป คนให้เดือด

-นำส่วนผสมที่ได้หยดใส่ลงไปในน้ำมันมะกอกบัลซามิกซึ่งแช่ไว้จนเข้าที่แล้ว ก็จะได้เม็ดคาเวียร์เทียม ช้อนขึ้นแล้วนำไปแช่ในน้ำเย็น

น้ำตาลครัมเบิล

ส่วนผสม

-แป้งเค้ก เนย น้ำตาล ผงอัลมอนด์

วิธีทำ

-ผสมแป้ง น้ำตาล และผงอัลมอนด์ให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่ในตู้เย็น แช่ทิ้งไว้ข้ามคืน

-นำออกมาในวันรุ่งขึ้น แล้วนำไปอบในอุณหภูมิ 180 องศา จนได้สีเหลืองน้ำตาล

ไอศกรีมกะทิ

ส่วนผสม

-พิวเรมะพร้าว นม น้ำเชื่อม เหล้ารัมฮาวาน่า มาลิบูลิเคียวร์

วิธีทำ

-นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันจนเนียน แช่ช่องฟรีซทิ้งไว้ค้างคืน ก็จะได้ไอศกรีมกะทิ

นำทุกอย่างมาตกแต่งในจาน โดยใช้จินตนาการจัดวางตามชอบ โดยอาจจะใช้ช็อกโกแลตทำเป็นถ้วยหรือรูปลูกมะพร้าว จากนั้นให้ตักไอศกรีมกะทิใส่ลงไป พอจัดเสร็จสวยงามแล้วก็เสิร์ฟได้เลย

 

รัฐพงษ์ รัตนหิรัญญา หนุ่มนักบริหารมาดสุขุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2560 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486499

รัฐพงษ์ รัตนหิรัญญา หนุ่มนักบริหารมาดสุขุม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เบนซ์-รัฐพงษ์ รัตนหิรัญญา ผู้บริหารหนุ่มโปรไฟล์เริ่ด แต่เก็บตัวเหมือนเป็นหนุ่มโลว์โปรไฟล์นี้ กลายเป็นที่รู้จักในวงสังคม หลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเขาได้ลั่นระฆังวิวาห์กับสาวสังคมคนดัง ดีกรีนางเอกละคร เจ้าแม่โฆษณาอย่าง พอลลี่-พรพรรณ สิทธินววิธ หลังจากคบหาดูใจกันได้ไม่นาน

งานนี้ทำเอาหลายคนอยากเข้าไปทำความรู้จักเหลือเกินว่าชายหนุ่มมาดสุขุมและอบอุ่นคนนี้เป็นใคร เพราะถึงลองค้นหาความเป็นมาของเขาดู ก็บอกเลยว่าเรื่องนี้อากู๋ (กูเกิล) ยังต้องยอมแพ้

เส้นทางชีวิตของเบนซ์ ถ้าเปรียบเทียบเป็นการเดินทาง ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางที่มีจุดหมาย แต่คำจำกัดความของปลายทางอาจไม่ใช่การเดินทางไปให้ถึงเท่านั้น แต่เป็นการสั่งสมความสำเร็จในทุกย่างก้าวเพื่อไปถึง ปัจจุบันผู้บริหารหนุ่มในวัย 36 ปี  นั่งแท่น Chief Operation Officer (COO) ของบริษัท ไทยสตีลอิมปอร์ต ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กแผ่นสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3

เห็นลุคปราดเปรียว บริหารงานอย่างเฉียบขาด ใครจะคิดว่าเบนซ์ไม่ได้มีดีกรีในสายบริหารหรือการตลาดตามสูตรสำเร็จของผู้บริหารทั่วไป แต่เขาคือบัณฑิตหนุ่มนักกฎหมาย ที่เคยฝันอยากเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบกฎหมายไทยมาก่อน

“หลังจากจบไฮสกูลที่สิงคโปร์ ผมตัดสินใจเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เพราะสนใจเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคม ในแง่ตัวบทกฎหมายว่ามีกลไกอย่างไร แต่ด้วยความที่ออสเตรเลียมีข้อกำหนดว่า นักศึกษาต่างชาติไม่สามารถเรียนวิชากฎหมายอย่างเดียวได้ ต้องเรียนคู่กับคณะอื่นด้วย ผมเลยเลือกสายการเงินคู่ไปด้วย เพราะตอนนั้นผมสนใจพวกกฎหมายเอกชนเกี่ยวกับการทำสัญญาการเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอปรึกษาที่บ้านก็เห็นด้วย เพราะถ้าเรียนด้านการเงินควบคู่ จะทำให้ผมมีความรู้เรื่องตลาดเงินและตลาดทุน สามารถต่อยอดนำไปใช้ทำอาชีพในอนาคตด้วย”

เบนซ์ใช้เวลาเรียนปริญญาตรีเบ็ดเสร็จ 5 ปี จึงตัดสินใจกลับมาทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เขาบอกว่า เมื่อมองย้อนกลับไป ยังรู้สึกดีใจที่ตัวเองได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง ได้เรียนในสิ่งที่รักและสนใจ บวกกับสามารถเอามาต่อยอดในการทำงานได้ 5 ปีในการทำงานด้านกฎหมาย สนุกครบรส ถึงงานจะหนัก แต่ก็ได้เรียนรู้ และท้าทาย ได้เป็นส่วนหนึ่งในฟันเฟืองของระบบกฎหมายที่เขาวาดหวังไว้สมใจ

“งานสนุกมาก แต่ก็แลกกับเวลาในชีวิตมากเหลือเกิน เพราะช่วงทำงานทางบริษัทให้ผมไปเรียนปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพิ่มด้วย เพราะอยากให้เรามีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายไทยเพิ่มเติม ช่วงทำงานอยู่ที่บริษัทกฎหมาย ผมรู้สึกว่าผมบาลานซ์ชีวิตการทำงานและส่วนตัวไม่ได้ บวกกับมาถึงจุดที่ผมมองว่า รู้สึกว่าคุณพ่อแก่ขึ้นเยอะ ธุรกิจตรงนี้เป็นสิ่งที่เลี้ยงดูเรามา ถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว เลยตัดสินใจลาออกจากงานเข้ามาทำงานที่บ้านแทน”

แม้จะเป็นทายาทเจ้าของธุรกิจ แต่เพราะเป็นการเปลี่ยนสายงานแบบหน้ามือเป็นหลังมือ บวกกับเบนซ์ต้องการเรียนรู้งานจากรากฐานของบริษัท ตำแหน่งแรกที่เขาเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว จึงไม่ใช่ตำแหน่งสวยหรูในฐานะบอร์ดบริหาร แต่เริ่มต้นจากงานในฝ่ายขาย เพื่อใกล้ชิดกับลูกค้าของบริษัทให้มากที่สุด

“ด้วยความที่เราใหม่มากในธุรกิจนี้ ผมมองว่าถ้าเริ่มต้นจากฝ่ายขายจะได้ศึกษาว่าลูกค้าของเรามีพฤติกรรมการซื้ออย่างไรก่อนน่าจะดี ผมทำอยู่ครึ่งปี พอได้ความรู้ ได้ไอเดีย ก็นำความรู้นี้ไปทำงานต่อในฝ่ายจัดซื้อ จากจัดซื้อ ผมเริ่มอยากศึกษาเรื่องคน อยากพัฒนาองค์กรโดยเริ่มจากคน ผมย้ายไปทำงานในแผนกบุคคล ระหว่างนั้นก็ดูแลงานในส่วนกฎหมาย การทำสัญญาที่ผมถนัดไปด้วย”

เบนซ์ บอกว่า เพราะข้ามสายงาน ทำให้กราฟการเรียนรู้ของเขาในช่วงนั้นชันมาก แต่เขาพร้อมที่จะเรียนรู้ เขาเชื่อว่าการฝึกฝนและความพยายาม ให้เวลากับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ สักวันจะเกิดผล เพราะไม่มีอะไรที่เกินความตั้งใจของคนเราไปได้

“ผมให้ความสำคัญเรื่องคนมาก ผมมองว่าหน้าที่ของผู้บริหารหรือองค์กรก็ดี มีหน้าที่มองหามุกน้ำงามในบริษัทให้เจอ จากนั้นเจียระไนและส่งเสริมไปให้สุด ผมมองความสำเร็จขององค์กรว่าเหมือนกับต้นไม้ หลายครั้งที่เราเผลอมองแต่ใบ ดอก กิ่ง จนลืมมองส่วนที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ราก ต้นไม้จะโตไม่ได้ถ้ารากไม่แข็งแรง  เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ผลที่ยั่งยืน ผมว่าต้องเริ่มจากรากที่แข็งแรง ผมไม่กลัวว่าต้นไม้ของเราจะมีแต่รากและลำต้น แต่ไม่ผลิใบออกผล เพราะถ้ารากแข็งแรง ต่อให้ลมพัดมาต้นก็แค่สั่นไหวแต่ไม่พัง”

7 ปีมาแล้วที่เบนซ์เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ของธุรกิจครอบครัว เขาบอกว่าทุกวันยังมีเรื่องให้คิดให้แก้ไข มีความทุ่มเทกับการพัฒนาสิ่งเล็กในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ในอนาคตจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

“ในอนาคตผมตั้งเป้าว่าจะสานต่อธุรกิจของที่บ้านให้ดีที่สุด พร้อมทำให้องค์กรของเราเป็นองค์กรที่สามารถเติมเต็มและดึงศักยภาพของพนักงานออกมาให้ได้มากที่สุด  ผมไม่เร่งสร้างความเติบโต แต่ขอโตแบบช้าๆ แต่แข็งแรง” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

ไวยวิทย์ ลีนานุไชย สร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486301

ไวยวิทย์ ลีนานุไชย สร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จัก

โดย…ภาดนุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หนุ่มนักบริหารวัย 37 ปี บ๊อบ-ไวยวิทย์ ลีนานุไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โดมิเนียน เคมเมท เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มีวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารธุรกิจ ล่าสุดเขาได้สร้างแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสัญชาติไทย ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะก้าวสู่ระดับอินเตอร์ได้ไม่ยาก

“ผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจจากสหรัฐ และจบปริญญาโทจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเช่นกัน ตอนนี้ก็ใกล้จะจบแล้วละครับ

เดิมทีครอบครัวเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์มากว่า 30 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณแม่ของผมแล้วครับ แต่ผมเริ่มเข้ามาช่วยครอบครัวบริหารธุรกิจตั้งแต่ปี 2000 ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผมทำงานมา บริษัทของเราได้คลุกคลีอยู่กับการทำธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาตลอด โดยนำเข้าสินค้าจากประเทศอินโดนีเซียเพื่อมาทำตลาดและวางจำหน่ายในเมืองไทย จึงถือว่ามีประสบการณ์ด้านธุรกิจนี้พอสมควร

ด้วยความที่แบรนด์ซึ่งเรานำเข้ามาขายไม่ใช่สินค้าไทย คนยังไม่ค่อยรู้จัก ทำให้เราต้องเสียงบในการทำการตลาดค่อนข้างมาก แถมเจ้าของแบรนด์ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนในด้านงบการตลาด หรืองบโฆษณาอะไรมาเลย เขามุ่งหวังแต่ยอดขายเพียงอย่างเดียว พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ช่วยซัพพอร์ตกิจกรรมการตลาดแก่พาร์ตเนอร์อย่างเราสักเท่าไหร่

เราจึงมานั่งคิดกันว่า สิบกว่าปีที่ทำธุรกิจนี้มา เราก็มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคดีนี่นา ทั้งเรื่องของเส้นบะหมี่ รสชาติ และการดีไซน์แพ็กเกจจิ้ง แล้วทำไมเราไม่สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาเลยล่ะ เมื่อคิดได้ดังนั้น เราจึงทำโรงงานเพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งแบรนด์น้องใหม่สัญชาติไทยที่ชื่อ ‘โดมินหมี่’ (Domin Mie) ขึ้นมา โดยนำชื่อแบรนด์มาจากชื่อบริษัทของเราเอง”

บ๊อบบอกว่า จุดประสงค์หลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา ก็เพราะต้องการสร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นของคนไทยอย่างแท้จริงให้ผู้บริโภคได้รู้จักมากขึ้น อีกทั้งยังทำเพื่อแข่งขัน ทั้งตลาดในและต่างประเทศอีกด้วย

“ก่อนตัดสินใจผลิตสินค้าออกมา เราได้ทำการวิเคราะห์ตลาดโดยรวมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งแล้วว่า ในท้องตลาดทั่วไปยังมีคู่แข่งน้อยรายอยู่ ดังนั้นเราจึงวางโพสิชั่นของแบรนด์โดมินหมี่ ให้เป็นรายแรกและรายเดียวที่เป็นตัวจริงในเรื่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้ง โดยผลิตบะหมี่แบบซองออกมา 2 รสชาติด้วยกันคือ รสเกี๊ยวกรอบ และรสไก่เผ็ดมะนาว ให้ลูกค้าได้มีตัวเลือก

เหตุผลที่เลือกทำรสเกี๊ยวกรอบก็เพราะได้วิเคราะห์ตลาดในประเทศไทยแล้วว่า ยังไม่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ไหนที่มีแผ่นเกี๊ยวกรอบในบ้านเราเลย อีกอย่างเราไม่ต้องการทำให้รสชาติซ้ำกับที่มีในท้องตลาดด้วย บะหมี่รสเกี๊ยวกรอบนี้แพ็กเกจจิ้งหรือซองจะเป็นสีเหลืองดำ

ด้านบะหมี่รสไก่เผ็ดมะนาว นอกจากรสชาติที่จัดจ้านแล้ว เรายังออกแบบซองด้วยการนำสีแดงและดำมาเป็นตัวแทนของรสชาติที่ร้อนแรงแบบไทยๆ พร้อมทั้งผสมผสานการออกแบบเส้นบะหมี่ให้มีคอนเซ็ปต์เป็นรูปตัว D เรียกว่าต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งรสชาติความอร่อยและรูปลักษณ์ของตัวบะหมี่เองด้วย”

บ๊อบบอกว่า กลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์จะเป็นวัยรุ่นและกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เริ่มต้นทำงาน ฉะนั้นสินค้าจึงต้องนำไปวางขายตามโมเดิร์นเทรดอย่าง ท็อปส์ มาร์เก็ต, แม็กแวลู, วิลล่า มาร์เก็ต, ดิ เอ็มโพเรียม, เซ็นทรัล, ลอว์สัน 108 ฯลฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ไปบ่อยๆ

“อย่างที่บอกว่าเราชูจุดเด่นในความเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งที่เส้นเหนียวนุ่ม และยังใส่ใจในเรื่องสุขภาพโดยใช้วัตถุชั้นดีที่มีแคลอรีต่ำ เครื่องปรุงมีโซเดียมต่ำกว่าแบรนด์ทั่วไป ตั้งแต่เปิดตัวมาเมื่อเดือน ต.ค. 2559 จนถึงตอนนี้ ก็ถือว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีพอสมควร ด้วยรสชาติ คอนเซ็ปต์ และดีไซน์ที่เราครีเอทออกมา คนที่เคยซื้อไปลองกินก็จะกลับมาซื้อซ้ำ แล้วเรายังทำการตลาดด้วยการไปออกโรดโชว์ตามตึกออฟฟิศในเมืองด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่น่าพอใจ

ในอนาคตเราตั้งเป้าไว้ว่าจะส่งโดมินหมี่ไปขายยังประเทศแถบอาเซียน ล่าสุดก็ได้มีตัวแทนจากประเทศแถบตะวันออกกลางมาติดต่อขอนำเข้าไปขายด้วย เพราะแบรนด์ของเรามีตราไทยแลนด์ ฮาลาล รับรองเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าโดมินหมี่เป็นสินค้าฮาลาลที่ขายดีที่สุดก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่ในท้องตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการแข่งขันที่สูงมาก เราก็เลยวางกลยุทธ์เจาะกลุ่ม เป้าหมายบนสังคมออนไลน์ต่างๆ ถึง 50% รวมทั้งมีการปล่อยยูทูบโชว์วิธีการปรุงโดมินหมี่ที่ถูกต้องให้ลูกค้าดูด้วย

นอกจากหาซื้อสินค้าได้ตามร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อผ่านทางสื่อออนไลน์อย่าง แฟนเพจ FB : DominMie IG : dominmie_official และ Line : @Dominmie อีกด้วย ซึ่งในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ผมคาดหวังว่าแบรนด์ของเราจะชิงส่วนแบ่งการตลาดโดยรวม 10% จากภาพรวมของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีมูลค่าถึง 1.6 หมื่นล้านบาทมาได้ และต่อไปอาจจะพัฒนาบะหมี่รสชาติใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย”

บ๊อบเสริมว่า ถ้าพูดถึงอุปสรรคในการทำงานแล้ว เขาเชื่อว่าทุกธุรกิจจะต้องเจอ แต่เขาจะมองในมุมบวกว่าอุปสรรคเหล่านั้นคือสิ่งที่ท้าทายซะมากกว่า สำหรับเขาแล้วเรื่องที่ยากก็คือช่องทางในการติดต่อเพื่อนำสินค้าไปจำหน่ายยังโมเดิร์นเทรดต่างๆ ตามที่กล่าวมา เรียกว่าต้องมีการเจรจาอยู่หลายรอบ เนื่องจากโดมินหมี่เป็นแบรนด์น้องใหม่ ทีมงานจึงต้องใช้กลยุทธ์ทุกๆ ด้านทั้งการตลาด การให้ข้อมูลผ่านออนไลน์ และร่วมทำโปรโมชั่นกับเว็บไซต์หรือค่ายมือถือ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ทำให้วันนี้โดมินหมี่จึงสามารถเข้าไปวางขายตามห้างใหญ่ๆ ได้มากขึ้น

“ถ้าพูดถึงหลักในการทำงานของตัวเอง ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ของผมก่อนเลย ที่สอนให้ผมมีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เพราะไม่มีธุรกิจไหนหรอก ที่พอเราตื่นขึ้นมาแล้วมันจะสร้างเสร็จ มีความสำเร็จรออยู่เลย คือทุกอย่างเราต้องใช้เวลา มีความอดทน และมีความขยันหมั่นเพียรเพื่อสร้างธุรกิจนั้นให้สำเร็จให้ได้ อย่าท้ออะไรง่ายๆ ต้องสู้ให้ถึงที่สุด และต้องหาวิธีหรือกลยุทธ์มาโน้มน้าวใจผู้ที่ร่วมธุรกิจกับเราหรือลูกค้าให้ได้ ยิ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาหารก็ยิ่งต้องซื่อสัตย์และใส่ใจทุกรายละเอียด และพยายามทำให้สินค้าออกสู่ตลาดได้ทันเวลาและไปถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย ผมเชื่อว่าถ้าเราทำธุรกิจแบบซื่อตรงและใส่ใจ ธุรกิจนั้นจะต้องยั่งยืนในระยะยาวแน่นอน”

ผู้บริหารหนุ่มทิ้งท้ายว่า ในหนึ่งสัปดาห์เขาทำงาน 6 วัน ฉะนั้นในวันว่างเขาจะมีวิธีคลายเครียดโดยพักผ่อนอยู่กับภรรยาและลูก อีกวิธีหนึ่งก็คือการออกกำลังกายโดยเข้าฟิตเนสและรำมวยหย่งชุนเป็นประจำ“

สำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเมืองไทย ส่วนใหญ่จะยกก๊วนไปกันทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหิน ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ จะขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสที่เหมาะสมในช่วงนั้นๆ เป็นหลัก ซึ่งการได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวนี่แหละ เป็นการชาร์จพลังแห่งความสุขให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี”