ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ความจนไม่ใช่อุปสรรคในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486119

ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ความจนไม่ใช่อุปสรรคในชีวิต

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

มีคำกล่าวไว้ว่าแม้คนเราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ และถ้าหากคุณตั้งใจเรียนและเรียนดีด้วยแล้วละก็รับรองว่าชีวิตคุณจะไปได้ไกลอย่างเหลือเชื่อทีเดียว

เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ แกง-ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเล่าว่าเขาเป็นตัวแทนของเด็กบ้านนอกจากภาคอีสานอย่างแท้จริง พ่อแม่ยากจน เขาต้องช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เริ่มจากไปช่วยแม่ขายผักที่ตลาดตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน เสาร์อาทิตย์ก็ไปเป็นลูกจ้างที่ร้านอาหาร เรียกว่ามีงานอะไรพอจะได้ค่าขนมไปโรงเรียนเขารับจ้างทุกอย่าง ที่โรงเรียนปลูกต้นไม้เยอะเขาก็ไปขอชำต้นไม้แล้วเอาไปเพาะขายหารายได้พิเศษ เรียกว่าหนักเอาเบาสู้ทุกอย่าง

งานไหนถ้าได้เงินเขาไม่เกี่ยงเลย เพราะรู้ว่าบ้านฐานะยากจนก็จำเป็นต้องดิ้นรนมากกว่าเด็กคนอื่น ซึ่งเขายอมรับและยิ้มสู้กับมันไม่มาคิดให้เป็นปมด้อย นอกจากทำงานแล้วก็ยังไปรับสลากของเล่นมาขายให้เพื่อนที่โรงเรียน

“โชคดีที่ผมเป็นเด็กเรียนดีและรักการเรียน เพราะมีความเชื่อฝังหัวมาโดยตลอดว่าถ้าเราเรียนดีมันจะช่วยเปิดโอกาสในชีวิตเราได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้เราสบายพ้นจากความยากจนได้ก็คือการมีการศึกษาที่ดี ดังนั้นผมจึงตั้งใจเรียนมาก รู้ว่าพ่อแม่อาจจะไม่มีเงินส่งเราได้เรียนสูงๆ ผมจึงต้องพยายามช่วยหาเงินเก็บไว้เป็นค่าเทอมค่าขนม แล้วเรียนให้ดีที่สุดเพื่อจะได้มีสิทธิขอทุนเรียนได้”

นอกจากเขาจะเรียนดีแล้วก็ยังเป็นเด็กชอบกิจกรรม ทั้งดนตรี กีฬา โต้วาที ถ้ามีโอกาสเขาทำหมดเขาเคยไปประกวดร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำ เขาเล่าขำๆ ว่าถ้าไม่ได้เรียนจริงๆ ก็คงไปเป็นนักร้องในวงหมอลำแน่นอน เพราะเขาร้องเพลงหมอลำเพราะเสียด้วย

ทางด้านการศึกษานั้น เขาเรียนเร็วกว่าเพื่อนๆ 1 ปี เขาจบมัธยมปลายตอนอายุ 17 ปี เด็กๆ ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักข่าว นักการทูต หรือไม่ก็อยากเป็นพระเอกหมอลำไปเลย ตอนจบมัธยมปลายเขาได้ทุนเรียนสัตวแพทย์แต่เคยไปดูการทำงานแล้วไม่ชอบเวลาเห็นเลือดต้องผ่าตัด เขาก็เลยเปลี่ยนใจไม่รับทุนนั้นและขอเบนเข็มมาเลือกเรียนเภสัชกรแทน เพราะชอบเรียนสายวิทย์มาโดยตลอด สุดท้ายเขาก็ได้มาเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเขาได้ทุนเรียนมาโดยตลอด ปริญญาตรีได้ทุนของมูลนิธิดำรงชัยธรรม ส่วนปริญญาโทและเอกได้ทุนจากรัฐบาลไทยไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ในสาขา Stem Cell and Regenerative Biology, Institute of Child Health, University College London UK

ตอนจบปริญญาตรีเขาได้ไปทำงานเป็นเภสัชกรที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งอยู่เกือบปี แล้วได้ทุนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศนิวซีแลนด์อยู่ 3 เดือน แล้วก็ไปต่อปริญญาโทและเอกที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 4 ปีเศษๆ

“ความที่เป็นเด็กบ้านนอกผมไม่รู้ว่ามีขอทุนไปเรียนต่างประเทศได้ด้วย พอรู้ว่ามีขอทุนได้ผมก็ขอทุนตลอด (หัวเราะ) แล้วก็เลือกกลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เพราะอยากแบ่งปันอยากแชร์ และสนุกกับงานสอนหนังสือด้วย เพิ่งค้นพบว่าการสอนหนังสือนั้นมีความสุขมากๆ เพราะคิดว่าอาชีพครูเป็นงานที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีแม้จะเงินเดือนไม่เยอะเหมือนกับไปทำงานเป็นเซลส์ขายยาหรืออยู่บริษัทยาใหญ่ๆ ก็ตาม”

เขาสอนที่คณะเภสัชฯ ให้กับนักศึกษาตั้งแต่ระดับตรี โท เอก แล้วยังเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยรังสิตอีกด้วย

นอกจากนั้นตอนที่เขาไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเขาก็คิดโครงการ Stem kids เพื่อเป็นการให้เด็กไทยได้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และให้ครูทั่วประเทศได้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอนเทคโนโลยี จนเขาได้รับรางวัลนี้จากบริติช เคานซิล ให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

เขาบอกว่าถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรที่ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการเรียนในสหราชอาณาจักรมาสร้างประโยชน์แก่สังคม ผู้คน และประเทศชาติ พร้อมกันนี้ ยังเป็นการแสดงความยินดีและเฉลิมฉลองความสำเร็จของศิษย์เก่า และยังเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานทางการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร และเน้นย้ำถึงพันธกิจของบริติช เคานซิลในการสนับสนุนศิษย์เก่าในฐานะผู้นำในอนาคต

ดร.วีระพงษ์ กล่าวว่า สเต็มคิดส์มีพันธกิจหลักคือการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีกลยุทธ์สำคัญโดยใช้วิทยาศาสตร์เซลล์ต้นกำเนิดเป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อกัน ในทุกสาขาวิชาภายใต้บริบทที่เหมาะสม

นอกจากการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในสถานศึกษาให้ผู้เรียนและผู้สอนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่แล้ว สเต็มคิดส์ยังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษา, ครอบครัว, ชุมชนท้องถิ่น, สังคมไทย และประชาคมโลก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับพลวัตของโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานของสเต็มคิดส์จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน สเต็มคิดส์มุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทของเซลล์ต้นกำเนิดที่มีต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กและเยาวชน และหลักการทำงานของสมองในด้านพัฒนาการและการพัฒนาศักยภาพการรู้คิด

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ในร่างกายของคนเรามีเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในสุขภาวะและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะในวัยเด็กนั้นเซลล์ต้นกำเนิดมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมพัฒนาการร่างกายที่สมวัยและอาจจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ดีมีสุขเมื่อมีอายุมากขึ้น ดังนั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็กจึงมีผลต่อการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในร่างกายและเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพในอนาคต

นอกจากนี้ เขายังได้รับเลือกให้เป็นทูตสเต็ม (STEM Ambassador) คือ บุคลากรที่มีประสบการณ์ในอาชีพด้านสเต็ม ได้แก่ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และวิสาหกิจ โดยอาสาสมัครมาถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน และจัดกิจกรรมสเต็มในโรงเรียนเพื่อให้ครูและนักเรียนได้เห็นประโยชน์ของการนำความรู้ไปใช้ในบริบทของชีวิตจริงและการประกอบอาชีพ ทูตสเต็มจะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ สสวท. เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของทูตสเต็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของการเป็นทูตสเต็ม ก็คือจะต้องเดินสายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียนและการประกอบอาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี แนะแนวการศึกษาและการทำงานในอาชีพสเต็มแก่นักเรียน

ทั้งยังให้คำแนะนำกับครูในการจัดกิจกรรมสเต็มให้แก่นักเรียน โดยใช้บริบทจากชีวิตจริง และเป็นที่ปรึกษาและเป็นกรรมการตัดสินการประกวดโครงงานสเต็ม รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมพิเศษทั้งในและนอกโรงเรียน เช่น ค่ายสเต็ม การประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานเกี่ยวกับสเต็มศึกษาของครูและนักเรียน การศึกษาดูงาน ณ สถานที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสเต็ม

โครงการของเขาได้รับรางวัล Alumni Awards เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของบริติช เคานซิล ที่จะสร้างเครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรทั่วโลกให้แข็งแกร่ง ในฐานะผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมโลก และในปีนี้ประเทศไทยได้เปิดตัวรางวัลศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่นเป็นครั้งแรกพร้อมกับอีก 14 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ กรีซ กานา ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี ไนจีเรีย ปากีสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย อียิปต์ ฮ่องกง รวมถึงประเทศไทย

สำหรับหลักคิดในการทำงานของเขานั้นก็คือ ต้องสนใจใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ และถ้ามีโอกาสต้องแบ่งปันเพื่อสังคม ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถ้าสังคมดีทุกอย่างก็จะดีไปด้วย

“ผมพยายามจะบอกเด็กๆ เสมอเวลาไปพูดที่โรงเรียนต่างจังหวัดว่าโอกาสในชีวิตเราสร้างได้ ด้วยการพยายามเรียนให้ดีโอกาสดีๆ ก็จะเข้ามา ทุกคนสามารถพัฒนาได้เสมออยากมีชีวิตที่ดีต้องเรียนให้เก่ง ทำตัวให้ดี ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ผมทำได้คนอื่นก็ทำได้ความจนไม่ใช่อุปสรรคของชีวิต การศึกษาที่ดีช่วยแก้ปัญหาได้เกือบทุกสิ่ง” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

 

กิลเลี่ยน แทนส์ ผู้นำหญิงในโลกเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 13:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/486053

กิลเลี่ยน แทนส์ ผู้นำหญิงในโลกเทคโนโลยี

สาวเก่งแห่งวงการเสิร์ชเอนจิ้นด้านโรงแรมและที่พัก กิลเลี่ยน แทนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเว็บไซต์ Booking.com ผู้ดูแลงานบริหาร การวางแผนกลยุทธ์ และหน่วยธุรกิจต่างๆ ของบริษัทในระดับโลก เธอได้ร่วมงานกับบริษัทตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ นับเป็นเวลา 15 ปี ภายใต้การบริหารงานที่เธอสามารถทำให้บริษัทเติบโตอย่างมาก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานมากกว่า 1 หมื่นคน จากสำนักงาน 174 แห่งทั่วโลก มีตัวเลือกที่พักมากกว่า 1.1 ล้านแห่ง หรือกว่า 25 ล้านห้อง ครอบคลุม 106,000 จุดหมายปลายทางใน 225 ประเทศและดินแดนทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญและกำลังเติบโตอย่างมาก ในขณะเดียวกันในระดับองค์กร กิลเลี่ยนยังพยายามส่งเสริมโอกาส “ผู้หญิง” ให้ก้าวสู่ตำแหน่งบริหารของบริษัทด้วย

คำตอบจากกรุงอัมสเตอร์ดัมถึงกรุงเทพฯ ผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เต็มไปด้วยพลังของผู้หญิงที่มีความทะเยอทะยาน และรู้สึกได้ถึงไฟที่จะลุให้ถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของบริษัทและตัวเธอเอง

บทบาทผู้นำหญิงในยุคปัจจุบัน

“ดิฉันก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ สำหรับตัวดิฉันเองตอนที่เริ่มทำงาน ดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวดิฉันเป็น ‘ผู้หญิง’ ในที่ทำงาน แต่เพียงคิดว่า เราเป็น ‘คน’ ในที่ทำงาน คนที่มีความต้องการเรียนรู้ เติบโต และประสบความสำเร็จ

ดิฉันไม่ได้ตั้งธงว่าเป็นผู้หญิงและจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ผู้หญิงก็ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจได้ แต่ดิฉัน (เหมือนคนส่วนใหญ่) เริ่มทำงานเพราะดิฉันต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน นอกจากนี้ แรงบันดาลใจของดิฉันก็เกิดจากการเป็นคนขี้สงสัย และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม

ที่บริษัทเรามีทีมงานที่มุ่งมั่นกว่า 1.4 หมื่นคนทั่วโลก และมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเพศหญิง นี่เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุ่งมั่นค้นหาและมอบข้อเสนอให้แก่ผู้หญิงเพื่อดึงดูดให้พวกเขาเข้ามาร่วมงานกับเรามากขึ้น รวมถึงในระดับผู้บริหาร โดยเราไม่เพียงแต่รับผู้หญิงเข้ามาร่วมงานเท่านั้น แต่ยังมีการฝึกอบรมให้พวกเขาสามารถก้าวสู่บทบาทผู้นำได้ด้วย

จริงๆ แล้วเรายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่การเป็นตัวอย่างองค์กรที่ดีในการเชิดชูและส่งเสริมผู้นำหญิงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่ละเลย สำหรับดิฉันการเป็นผู้นำหญิงในโลกเทคโนโลยีทำให้รู้สึกถึงการรับผิดชอบในการเชื่อมโยง ปิดช่องว่าง และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับผู้หญิงและเทคโนโลยี ยิ่งไปกว่านั้นคือผู้หญิงในบทบาทผู้นำ”

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร

“มีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ประการที่ดิฉันคิดว่า ได้พาดิฉันมาสู่ที่ที่ดิฉันยืนอยู่ในทุกวันนี้ และจริงๆ แล้วสามารถปรับใช้ได้กับทุกคนไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น

อย่างแรกคือ กล้าที่จะเสี่ยงและอย่ากลัวความท้าทายหรือโอกาสใหม่ๆ ในเส้นทางอาชีพของดิฉันนั้นไม่ง่าย ดิฉันทำสิ่งต่างๆ มากมายกว่าจะได้มายืน ณ จุดนี้ ดิฉันอยากจะบอกทุกคนว่าอย่าไปกำหนดตัวเองว่าจะตรงอยู่ในลู่ว่ายน้ำของคุณหรือทำเพียงแค่สิ่งที่คุณเคยเรียนรู้จากในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น คว้าโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาและจงกล้าหาญเข้าไว้

อย่างที่สอง คือ อย่ากลัวการทำผิดพลาด คุณทำผิดได้ เพราะว่าความผิดพลาดนั้นหมายความว่าคุณกำลังทดสอบขีดความสามารถของตัวคุณเอง และยังทดสอบสิ่งใหม่ๆ สำหรับธุรกิจของคุณอยู่อีกด้วย แต่เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ขอให้คุณพิจารณาอย่างรอบคอบในสิ่งที่ผิดพลาดและใช้ข้อมูลเพื่อเป็นการเรียนรู้สำหรับสิ่งที่คุณจะทำต่อไปในอนาคต

อย่างสุดท้าย คือ ขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ ในทุกช่วงเวลาในอาชีพของดิฉัน แน่นอนว่าต้องมีช่วงที่ไม่แน่ใจในการตัดสินใจ ดิฉันขอคำแนะนำจากหลายๆ คนที่ทำงานด้วย ดิฉันถามทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งหรือระดับใดขององค์กร แล้วแต่ว่าพวกเขาทำอะไรได้ดี ดิฉันยังถามเพื่อนๆ หรือบางทีก็ถามคู่แข่ง เพราะถ้าหากคุณไม่ถาม คุณก็จะไม่มีวันรู้

ดิฉันมีทีมงานที่ยอดเยี่ยมที่คอยสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกวัน เพื่อนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจของเราและในฐานะซีอีโอ ดิฉันมีหน้าที่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาเป็นสิ่งตอบแทน”

หลักการทำงาน

“ดิฉันเชื่อในความทะเยอทะยาน การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และมุ่งมั่นในการลงมือทำ สไตล์การทำงานของดิฉันส่วนใหญ่เป็นการทำงานแบบสมัยใหม่ เช่น ยอมรับความเสี่ยงที่วิเคราะห์แล้วว่าอยู่ในระดับที่รับได้ เปิดรับนวัตกรรม ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และไม่ปิดกั้นความคิดใหม่ๆ

นอกเหนือจากนี้ ดิฉันไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของการมีบุคลากรและทีมที่มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกันได้เลย ความหลากหลายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการทำงานของเรา เราเป็นธุรกิจระดับโลก เพราะฉะนั้นการมีทีมงานทั่วโลกย่อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”

ก้าวผ่านมรสุมในอาชีพ 15 ปี

“เราคิดว่าทุกความท้าทายที่เราเจอล้วนแล้วแต่ทำให้เราโตขึ้น และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เราขยายการให้บริการไปได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และมีรูปแบบการทำงานที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของ
ผู้บริโภค ซึ่งความท้าทายของเราก็คือ “คน”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่ละเลยการทำงานร่วมกันเป็นทีม เราให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมและสนับสนุนให้ทีมของเรามีความหลากหลายทั้งทางด้านวัฒนธรรมและความสามารถด้านต่างๆ เรามีทีมงานที่มุ่งมั่นมากกว่า 150 เชื้อชาติถึง 1.4 หมื่นคนในสำนักงานทั่วโลก โดยคำว่า “ความหลากหลาย” เป็นหนึ่งในเสาหลักของบุ๊กกิ้งดอทคอมตั้งแต่วันเริ่มกิจการ ที่ช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าและคู่ค้าทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้เราได้ข้อมูลเชิงลึกจากพวกเขาอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การที่เรามีศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ที่ให้บริการในภาษาต่างๆ มากกว่า 40 ภาษาทั่วโลกนั้น ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและคู่ค้าได้ในภาษาท้องถิ่นของพวกเขา ซึ่งความเป็นกันเองและมนุษยสัมพันธ์อันดีนี้เองที่ทำให้เราก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ตลอดมา”

ความท้าทายและเป้าหมาย

“เป้าหมายสูงสุดคือ การสนับสนุนให้ผู้คนออกเดินทางไปเปิดโลกกว้าง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เรายึดลูกค้าเป็นสำคัญเสมอ เราจะทำให้การจองที่พักสำหรับการเดินทางเป็นเรื่องง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ บริษัทพยายามรักษาและบ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์ เพราะเรารู้ดีว่าไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นได้จากทุกที่ พนักงานทุกคนได้รับการฝึกฝน พัฒนา และส่งเสริมให้เพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้บริษัทเรายังมีการคิดค้นและทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้คนได้รับประสบการณ์บนโลกกว้างนี้อย่างไร้รอยต่อ”

บุกตลาดไทย

“ตลาดประเทศไทยนั้นเป็นตลาดที่สำคัญและกำลังเติบโตของเรา เป็นประเทศยอดนิยมอย่างมากของลูกค้าของเราที่เป็นผู้เดินทางต่างชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายการเดินทางยอดนิยมในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ เรายังเห็นการเติบโตของการจองที่พักภายในประเทศโดยคนท้องถิ่น และนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ของการพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย

เรามีสำนักงานทั้งหมด 4 แห่งในประเทศไทยและเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งเปิดศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์แห่งที่ 15 ของโลกใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการให้บริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะการบริการลูกค้าคือกระดูกสันหลังของการบริการที่เรามอบให้ลูกค้าทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเดินทางของพวกเขา ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ของเราให้บริการในภาษาต่างๆ มากกว่า 43 ภาษาทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

จากข้อมูลการสำรวจ เราพบว่าในปีนี้คนไทยมีการวางแผนท่องเที่ยวบ่อยขึ้น (68%) และไกลจากบ้านมากขึ้น (67%) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า พวกเขาต้องการไปต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเราตื่นเต้นและยินดีกับผลสำรวจนี้เป็นอย่างยิ่ง”

เป้าหมายในชีวิต

“เป็นคำถามที่ตอบยากเลยทีเดียว สำหรับโลกธุรกิจระยะเวลา 10 ปีเป็นเวลาที่ยาวนานมาก เพราะปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความปรารถนาของดิฉันคือ การนำพาให้บุ๊กกิ้งดอทคอมไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมอบโอกาสให้ผู้คนบนโลกนี้สามารถเข้าถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวอันยอดเยี่ยมได้มากขึ้น

ดิฉันรักในสิ่งที่ทำและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในทุกๆ วันเพื่อที่เราจะสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า คู่ค้า และสำคัญที่สุดคือทีมงาน และพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเทคโนโลยี ดิฉันยึดมั่นว่าจะทำทุกๆ วันให้ดีที่สุด เพื่อในอนาคตอีก 10 ปี หรือแม้แต่อีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อมองหันหลังกลับมาแล้วจะสามารถภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างไม่รู้สึกเสียดาย”

 

ชีวิตไม่เคยห่างหาย จาก ‘กีฬาเพาะกาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 14:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485902

ชีวิตไม่เคยห่างหาย จาก ‘กีฬาเพาะกาย’

โดย…ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

บิล-เดชอดุลย์ ประกอบชาติ วัย 32 ปี หนุ่มสูงล่ำ กล้ามโต เทรนเนอร์ดาวรุ่งในแวดวงฟิตเนสเมืองไทย เจ้าของตำแหน่งมิสเตอร์ไทยแลนด์ปี 2014 และอดีตนักกีฬาเพาะกายทีมชาติไทย ที่หันมาเอาดีด้านการเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้กับดาราชื่อดังมากมาย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยห่างหายไปจากการเข้ายิมเล่นเวต หรือกีฬาเพาะกายเลยล่ะ

ล่าสุด บิลยังเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนไทยคนแรกของการแข่งขัน “R u tough enough?” ซึ่งเป็นรายการที่เฟ้นหาสุดยอดคนพันธุ์อึดที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองไทยทางช่อง KIX อีกด้วย

“จุดเริ่มต้นในการเล่นเวตของผมมาจากสมัยเด็กๆ ที่ผมตัวเล็ก ผอมบาง ดูเก้งก้าง พอโตขึ้นผมเลยคิดว่าต้องหาวิธีทำให้ดูตัวใหญ่และแข็งแรงขึ้น โชคดีว่าได้ไปเจอรุ่นพี่ที่รู้จักเล่นเพาะกายอยู่ก่อน ก็เลยให้เขาช่วยสอนให้ พอเล่นๆ ไปก็ติดเลยล่ะ

“ผมจึงเริ่มซึมซาบและหลงรักการเล่นเวตมากขึ้นๆ เพราะรู้สึกว่าเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ไม่ต้องมียูนิฟอร์ม เวลาเดินไปไหนคนก็ทักหรือเห็นด้วยบุคลิกและรูปร่างของเราเอง ซึ่งผมว่านี่คือเสน่ห์ของกีฬาเพาะกาย

ช่วงแรกที่เริ่มเล่นเวต บิล บอกว่า หนัก โหด และเหนื่อยมาก จนเริ่มท้อเพราะไม่เห็นผลสักที แต่พอเริ่มชินและรับแรงกดดันได้ก็ทำให้เกิดแรงฮึดและท้าทายตัวเองว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน

“เพราะกีฬาเพาะกายจะเป็นเรื่องของความมีวินัย ความมุ่งมั่น และความศรัทธาในตัวเอง เทคนิคต่างๆ ในการเล่น รวมทั้งการใช้ชีวิตส่วนตัว ซึ่งรุ่นพี่ของผมคนนี้ก็จะเป็นโค้ชคอยสอนให้ทั้งหมด”

บิล เสริมว่า ด้วยแรงบันดาลใจที่อยากจะมีรูปร่างที่ดี แม้บางเวลาจะรู้สึกเหนื่อยและท้อจนเริ่มทนไม่ไหว แต่เขาก็จะแก้ไขโดยเปิดยูทูบเพื่อดูคลิปออกกำลังกายของคนที่หุ่นดี แล้วบอกตัวเองว่า ถ้าคนอื่นทำได้ เขาก็ต้องทำได้

“ปกติผมจะเล่นเวต 4-5 วัน/สัปดาห์ โดยแบ่งการบริหารกล้ามเนื้อออกเป็นส่วนๆ ในแต่ละวัน เช่น จันทร์เล่นกล้ามอก อังคารเล่นหลัง พฤหัสเน้นไหล่ และศุกร์เล่นขา ส่วนกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น แขน ท้อง น่อง ก็จะแทรกไว้ในโปรแกรมของแต่ละวัน และพยายามเช็กลิสต์กล้ามเนื้อให้ครบทุกส่วนในหนึ่งสัปดาห์ เพราะกล้ามเนื้อที่สวยจะต้องมีความบาลานซ์กันทั้งร่างกาย ไม่ใช่กล้ามใหญ่ แต่ขาเล็ก เป็นต้น”

เมื่อก่อนในช่วงที่จะต้องลงแข่งขันเพาะกาย บิล เล่าว่า เขาต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า 3 เดือน และเน้นการดูแลเรื่องโภชนาการเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญเรื่องอาหาร 60% และการออกกำลังกาย 40% ก่อนจะเทรนหนักจริงๆ อีกทีในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายก่อนลงแข่งขัน สิ่งสำคัญคือต้องคุมเรื่องน้ำหนักให้ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และต้องมีความชัดเจนของกล้ามเนื้อด้วย

“ผมใช้เวลาฟิตตัวเองอยู่ 2 ปี จึงเริ่มลงแข่งขันบนเวทีนักเพาะกายหน้าใหม่จนคว้ารางวัลที่ 1 มาได้ ตอนนั้นรู้สึกภูมิใจมากที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจลงแข่งหรอก แต่พอทำสำเร็จก็เกิดหลงรักกีฬานี้มากขึ้น ผมจึงท้าทายตัวเองว่าจะต้องติดนักเพาะกายทีมชาติให้ได้ พอติดแล้วผมก็ลงแข่งมาเรื่อยๆ จนได้ตำแหน่งมิสเตอร์ไทยแลนด์ปี 2014 จากนั้นก็ไปแข่งในระดับอาเซียน จนคว้ารางวัลติดมือมาเช่นกัน”

บิล มองว่า เมื่อได้มาเป็นเทรนเนอร์ หรือโค้ชด้านการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ก่อนรับเทรนเขาจะถามถึงจุดประสงค์ของลูกค้าเสมอว่าต้องการอะไร บางคนต้องการลดน้ำหนัก บางคนต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ จากนั้นเขาจะมีหน้าที่ทำให้ผู้ที่มาเทรนบรรลุจุดประสงค์ให้ได้

“ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเล่นเวตก็คือ อยากให้ตั้งเป้าหมายไปทีละสเต็ป อย่าตั้งเป้าไว้สูงเกินไป เพราะหากยังทำไม่ได้ก็จะทำให้รู้สึกท้อ แรกเริ่มให้ตั้งเป้าไว้ว่าจะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีก่อน หลังจากนั้นค่อยคิดต่อเรื่องการลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อต่อไปได้ อย่ามองภาพแรกให้ยากเกินไป ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

อีกอย่างการเล่นเวตเป็นกีฬาที่ต้องใช้แรงต้าน ถ้าไม่ระวังก็อาจเกิดการบาดเจ็บได้ บิล ชี้ว่า ก่อนเล่นควรหาความรู้ก่อนว่าต้องเตรียมตัวยังไง ถ้าจะให้ดีควรปรึกษาโค้ช หรือเทรนเนอร์จะดีกว่า

“เพราะพวกเขาจะให้คำแนะนำ หรือวิธีออกกำลังกายที่ถูกต้องกับเราได้ ถ้าเล่นเองโดยไม่ระวัง นอกจากอาจเกิดการบาดเจ็บได้แล้ว บางครั้งยังอาจเล่นแล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ เนื่องจากไปโฟกัสกล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นก่อนเล่นควรปรึกษาเทรนเนอร์จะดีที่สุดครับ”

อัพเดทเรื่องเวต เทรนนิ่ง ได้ที่ FB : Bill Bbg Gym และ IG : Billbodygang

 

ดลนภา ธรรมวัฒนะ & ขรรค์ชัย องคมงคล “เราคือพี่น้องต่างสายเลือด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 16:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485812

ดลนภา ธรรมวัฒนะ & ขรรค์ชัย องคมงคล "เราคือพี่น้องต่างสายเลือด"

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เปิดตัวมาในฐานะคู่พาร์ตเนอร์ธุรกิจผู้นำเข้าสุดยอดชีสเค้กชื่อดังจากเมืองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น เลอ ทาโอะ (Le Tao) สำหรับ ดรีม-ดลนภา ธรรมวัฒนะ และแบงค์-ขรรค์ชัย องคมงคล

เลยอาจทำให้หลายคนนิยามความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไว้เพียงคู่หูทางธุรกิจที่ลงเรือลำเดียวกัน เพื่อนำพาบริษัทให้ไปถึงจุดหมาย แต่หลังจากได้จับเข่าคุยกับสองผู้บริหารไฟแรง ถึงได้พบว่า เรือที่ทั้งคู่กำลังช่วยกันพายลำนี้ ไม่ใช่ลำแรก เพราะก่อนหน้าจะมาทำธุรกิจด้วยกัน ทั้งคู่ผ่านสถานะของการเป็นทั้งคนรู้จัก มาสู่เพื่อนปาร์ตี้ จนเป็นเพื่อนร่วมคลาสเรียนปริญญาเอก

และทุกวันนี้สถานะของทั้งคู่ขยับไปไกลกว่าการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ แต่คือความรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องที่รักและคิดถึงกันเสมอ

‘พี่ดรีม คือพี่สาวคนเก่ง’

“เราสองคนรู้จักกัน เพราะผมเป็นเพื่อนกับญาติพี่ดรีม ด้วยความที่บ้านพี่ดรีมเวลามีปาร์ตี้ที่จะไม่ใช่แค่รวมญาติ แต่รวมเพื่อนของญาติมาด้วย ทุกครั้งที่เป็นปาร์ตี้เลยกลายเป็นการรวมตัวของก๊วนเด็กๆ กลุ่มใหญ่มาสนุกด้วยกัน” หนุ่มรุ่นน้องชิงย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่รู้จักกัน

แม้จะนานมาแล้ว แต่พอนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขก็ยังทำให้ยิ้มได้

“ถึงจะมีช่วงหนึ่งพี่ดรีมไปเรียนต่อเมืองนอก แต่เขาก็ยังกลับมาทุกปิดเทอม กลับมาทีไรก็นัดรวมกลุ่มตลอด เราเลยเหมือนไม่เคยห่างกัน ผมยังจำได้เวลาปาร์ตี้กัน พี่ดรีมกลัวผมไม่สนุก เลยชวนผมดื่มตามประสาวัยรุ่น ทั้งที่จริงๆ พี่ดรีมหารู้ไม่ว่าผมไม่ดื่มก็สนุกได้ แต่ผมก็หัดดื่มไป จนตอนหลังเลยดื่มเป็นหมด (หัวเราะ)”

แบงค์ บอกว่า ถึงสมัยเป็นวัยรุ่นจะเป็นขาปาร์ตี้กัน แต่พอต่างคนต่างเริ่มมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ปาร์ตี้ก็เริ่มน้อยลง แต่ความสนิทสนมที่มียังไม่จางหาย โดยกิจกรรมที่เขาและรุ่นพี่ร่างเล็กมักทำร่วมกันบ่อยๆ คือการไปดูคอนเสิร์ต

“พี่ดรีมชอบดูคอนเสิร์ตมาก เขาดูแทบทุกคอนเสิร์ต แต่ผมก็จะเลือกเฉพาะศิลปินที่สนใจ ที่ชอบ บางคอนเสิร์ตถ้าเราไม่อินก็ขอบายไปบ้างเหมือนกัน นอกจากชอบไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน บางทีเราก็ชวนกันไปช็อปปิ้ง แต่ถ้าว่างไม่ตรงกัน หรือบางครั้งชวนแล้วพี่ดรีมไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าเราเจออะไรที่คิดว่าพี่ดรีมหรือคนในครอบครัวพี่ดรีมจะถูกใจ เราก็จะถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ เหมือนเป็นบายเออร์ประจำบ้านให้เขาด้วย (หัวเราะ)”

นอกจากไลฟ์สไตล์ความชอบจะใกล้เคียงกันแล้ว แบงค์ยอมรับว่าดรีมยังเป็นพี่สาวและต้นแบบที่ดีให้กับเขาไม่น้อย

“ช่วงที่ผมไปเรียนต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย ผมไม่มีความสุขเลย เพราะคิดถึงบ้าน เหงามาก เลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทยก่อนจะเรียนจบด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็ได้พี่ดรีมที่แนะนำให้ผมไปเรียนปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์แทน ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวกับที่พี่ดรีมเรียน ผมก็เลยเดินตามรอยพี่ดรีมจนเรียนจบปริญญาโทได้ตามที่ตั้งใจ”

แบงค์ บอกว่า ตั้งแต่รู้จักกันมาจนสนิทเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะหรืองอนกันเลย อาจจะมีที่ต้องถกเถียงกันบ้างช่วงที่มาทำธุรกิจด้วยกัน นั่นเพราะเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ แต่หลังจากพับเรื่องงาน ทั้งคู่ก็กลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม

“ถามว่าตอนที่เราตัดสินใจจะมาทำธุรกิจด้วยกัน กลัวมั้ยว่าอาจจะทำลายความสัมพันธ์ คือตอนเด็กๆ เราก็มักได้ยินผู้ใหญ่บอกว่าเพื่อนกันไม่ควรทำธุรกิจด้วยกันเดี๋ยวจะหมางใจ แต่พอเราโตมา คิดว่าโตพอที่จะรู้ว่าจะเลือกพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจยังไง อย่างพี่ดรีม เราโตมาด้วยกัน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นยังไง เรามีความเชื่อใจกัน และรู้ว่าเรามีเป้าหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจจะมาทำธุรกิจด้วยกันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เราคุยกันไว้แล้วแต่ต้นว่า ไม่ว่าจะมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น เราก็จะไม่โทษกันเด็ดขาด”

เพื่อการันตีว่าเป็นอีกคู่ที่รักและสนิทกันจริงๆ งานนี้เมื่อถูกขอให้เปรียบเทียบว่าดรีมคืออะไรสักอย่างในชีวิต แบงค์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า

“พี่ดรีมคือพี่สาวที่ผมรักเหมือนพี่สาวแท้ๆ และผมก็สัมผัสได้ว่าพี่ดรีมรักผมเหมือนน้องแท้จริงๆของเขาเหมือนกัน”

‘แบงค์ คือน้องชายที่ใส่ใจคนรอบข้างเสมอ’

ได้ฟังรุ่นน้องที่รักเหมือนน้องชายแท้ๆ ถ่ายทอดความในใจแบบนี้ ก็ทำเอาผู้บริหารสาวเก่งยิ้มหน้าบานไม่น้อย พร้อมขยายถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่า นอกจากจะผ่านเรื่องราวต่างๆ ด้วยกันมามาก ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่เพียงลงเรือลำเดียวกันในเรื่องธุรกิจ แต่ยังกำลังพายเรืออีกลำไปสู่เป้าหมายคือ ปริญญาเอก

“หลังจากเรียนจบปริญญาโท ที่บ้านอยากให้ดรีมเรียนปริญญาเอกต่อ ด้วยความที่เราไม่อยากเรียนคนเดียว ก็พยายามหาเพื่อนมาเรียนด้วยกัน ชวนอยู่หลายคนก็ไม่มีใครยอมเรียนด้วย จนพอแบงค์เรียนจบปริญญาโท เลยลองชวนเขามาเรียน ปรากฏว่าเขาเป็นน้องใจง่าย (หัวเราะ) ยอมมาเรียนด้วย มาลงเรือลำเดียวกัน”

นอกจากจะชวนมาเป็นคู่หูในห้องเรียนแล้ว ถามว่าทำไมตอนที่จะเริ่มต้นทำ เลอ ทาโอะ ถึงนึกถึงรุ่นน้องต่างวัยมาลงขันด้วยกัน ดรีมตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า

“ตอนนั้นชื่อของเขาป๊อปอัพขึ้นมาเป็นชื่อแรกนะ ตอนที่เราคิดว่าจะหาพาร์ตเนอร์ เพราะดรีมเชื่อว่าคนเราเวลามองตัวเองจะแค่หันซ้ายและหันขวา ไม่หมุนรอบตัว เพราะฉะนั้นเราเห็นตัวเองอย่างมากก็ 180 องศา ไม่มีทางเห็น 360 องศา เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเห็นตัวเองให้รอบด้านเราต้องมองหาพาร์ตเนอร์ที่เราไว้ใจ”

ดรีม บอกว่า 1 ปีที่ทำงานร่วมกันมา ธุรกิจนี้ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่เป็นโอกาสให้ได้เจอกันบ่อยมากขึ้น ให้ทั้งคู่ได้มองเห็นแง่มุมที่ไม่เคยเห็นของอีกฝ่าย

“จริงๆ ตอนเรียนปริญญาเอกด้วยกัน เราก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคนเก่ง แต่พอมาทำงานด้วยกันก็ยิ่งเห็นศักยภาพของเขา และรู้ว่าเขาคือคนที่จะมาเติมส่วนที่เราขาด”

ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องงาน ที่หนุ่มรุ่นน้องเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ส่วนที่ขาด แต่ในเรื่องส่วนตัวก็เช่นกัน

“แบงค์เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียด คิดถึงคนอื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ไม่ว่าไปไหนเขาก็ต้องมีของฝากติดไม้ติดมือเสมอ ซึ่งบางครั้งเราเองถึงจะเป็นผู้หญิงยังมองข้ามตรงนั้นไป อย่างที่แบงค์บอกไป เวลาไปไหนเขาเจออะไรที่คิดว่าเราจะชอบ คนในบ้านเราจะชอบ ก็จะถ่ายรูปส่งมาให้ดู ซื้อมาให้ตลอด ซึ่งความใส่ใจที่เขามีต่อคนรอบข้างไม่เคยเปลี่ยนนี้คือสิ่งที่ทำให้เราประทับใจเขานะ”

อย่างไรก็ตาม ดรีม บอกว่า ทั้งคู่อาจไม่ใช่คู่ที่ดราม่า มีมุมซึ้งๆ ซีนเรียกน้ำตามาเล่าถึงความประทับใจต่ออีกฝ่ายมากนัก แต่เราเข้าใจกันดี ตั้งแต่รู้จักกันมาจนถึงวันนี้ ดรีมยอมรับว่ารักแบงค์เหมือนกับน้องชายแท้ๆ อาจเพราะด้วยความที่เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว แบงค์จึงเหมือนเป็นทั้งเพื่อนและน้องในคราวเดียวกัน

 

ณครินทร์ โรจนศักดิ์ชัย ความสุขอยู่ในแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485606

ณครินทร์ โรจนศักดิ์ชัย ความสุขอยู่ในแก้ว

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เวลาที่คนเราตกหลุมรักก็มักทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักอย่างไม่มีเหตุผล เช่นเดียวกับหนุ่มหล่อหน้าใส แบงค์-ณครินทร์ โรจนศักดิ์ชัย ตอนที่เขาตกหลุมรักการผสมเครื่องดื่ม เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อพาตัวเองเข้าไปใกล้สิ่งที่รักมากที่สุด แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จากความรักครั้งนั้นจะให้ดอกผลอะไรก็ตาม

“สมัยเรียน ม.ปลาย ผมประทับใจบทบาทของทอม ครูส ในหนังเรื่องหนึ่งซึ่งเขารับบทเป็นบาร์เทนเดอร์ ผมรู้สึกว่าอาชีพที่เขาทำเท่ดี เลยไปหาข้อมูลในกูเกิลว่าอาชีพนี้คืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง จริงจังขนาดไปหาที่เรียนสำหรับเป็นบาร์เทนเดอร์ ถึงตัวผมเองจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็ไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรค ใช้เงินเก็บที่มีแอบที่บ้านไปเรียน จำได้ว่าค่าเรียนประมาณ 6,000 บาท ผมไปเรียนอยู่ 3 เดือน ไปเรียนทุกครั้ง ด้วยความที่เราดื่มไม่เป็น ชิมไปก็เมาไป กว่าจะกลับจากโรงเรียนก็รุ่งอีกวัน” แบงค์พาย้อนถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นความรักในโลกของเครื่องดื่มอย่างอารมณ์ดี

สีสันที่สวยงามของค็อกเทลชวนให้เขาหลงใหล แบงค์บอกว่า แม้ว่าหลังจากเรียนจบคอร์ส เขาจะไม่สานต่อ แต่ก็ยังหมั่นศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่คิดว่าวันหนึ่ง ต้นทุนความรู้ด้านการผสมเครื่องดื่มนี้จะเป็นประโยชน์กับเขา

“ผมไม่ได้คิดว่าจะเอาดีด้านนี้ ดังนั้นตอนที่เลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ผมจึงเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยมีความฝันลึกๆ ว่าวันหนึ่งอยากเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง จนพอช่วงปี 3 ผมกับเพื่อนมีโปรเจกต์อยากทำร้านอาหารด้วยกัน เพราะบังเอิญเราไปได้พื้นที่แถวอารีย์มา แต่ตอนนั้นเราไม่พร้อมหลายๆ อย่าง เริ่มพับโปรเจกต์ไปก่อน”

แพสชั่นที่หลงใหลในโลกของเครื่องดื่ม และความฝันที่จะมีร้านอาหารดูเหมือนจะค่อยมอดไป เพราะหลังจากเรียนจบ แบงค์ก็ก้าวสู่การเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มตัว แต่สุดท้ายราวกับพรหมลิขิตกำหนดไว้ เมื่อวันหนึ่งพี่ชายของแบงค์ (เชฟนนท์-นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย) เจ้าของร้านขนมสุดฮิป บริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์ (Brix Dessert Bar) ชวนมาร่วมทีม โดยมอบหมายให้เขาดูแลพัฒนาเมนูเครื่องดื่ม เพื่อเติมเต็มรสชาติของขนมในร้าน

“ด้วยความที่เราห่างจากวงการไปนาน แต่ก็ยังมีแพสชั่นอยู่ พอมีโปรเจกต์นี้เข้ามา ผมเลยไปฝึกงานที่ร้านคาซา ลาแปง สาขาอารีย์ เพราะรู้จักกับเจ้าของร้าน หลังเลิกงานทุกวัน ตั้งแต่ 5 โมงจนร้านปิด ผมไปเรียนรู้การทำงานร้านทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างจาน ล้างแก้ว ค่อยๆ ไต่เต้าจนได้ฝึกชงกาแฟ ผมโชคดีที่ตอนนั้นได้ครูดี ถึงจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่ก็สนุกและได้ความรู้ เปิดโลกกาแฟที่ผมไม่เคยรู้จัก”

6 เดือนเต็มในการเก็บเกี่ยววิชา ก่อนจะมาหาชั่วโมงบินจากการทำงานจริง แบงค์อาศัยเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติม บวกกับอาศัยความร่วมมือกับทีมงาน จนกลายเป็นหนึ่งในผู้อยูู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลากหลายเมนูเครื่องดื่มของบริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์

“หัวใจสำคัญในการพัฒนาเมนูเครื่องดื่มของเรา คือ วิเคราะห์ก่อนว่า กลุ่มลูกค้าของเราคือใคร คำตอบคือ ผู้หญิงที่ชอบกินขนม และรักการถ่ายรูป เพราะฉะนั้นในส่วนของเมนูกาแฟ เราไม่เน้นกาแฟที่ดื่มยาก เน้นรสชาติที่ช่วยเติมเต็มความอร่อยเมื่อดื่มคู่กับการกินขนม มีการใส่ลาเต้อาร์ทเข้าไปเพื่อเพิ่มความสวมงาม ส่วนเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ เราจะพิถีพิถันในการแต่งแก้วให้สวย บางครั้งลูกค้าอาจต้องอดใจรอสักนิด เพราะเราต้องการนำเสนอความสวยงามในแบบที่เราคิดไว้ไม่ให้ผิดเพี้ยน”

ทุกวันนี้ แบงค์ยังคงทำงานประจำ ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานเหล็ก ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ควบคู่ไปกับการดูแลในส่วนเมนูเครื่องดื่มของร้าน นานๆ ครั้งจะสวมผ้ากันเปื้อน บุกหลังบาร์เพื่อรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มเอง แต่ทุกวันเขาจะตระเวนไปตามสาขาต่างๆ ของ บริกซ์ ดีเซิร์ต บาร์ ซึ่งตอนนี้มี 3 สาขา คือ โครงการเดอะ คอมมอนส์ ทองหล่อ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอร์รี่ เพื่อเช็กคุณภาพของเครื่องดื่ม

“ผมมองว่า ความสุขของการรังสรรค์เครื่องดื่มสักแก้ว ไม่ได้อยู่ที่รสชาติที่กลมกล่อม หรือความสวยงามที่ออกมาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบมาใช้ และกระบวนการทำออกมา การเดินทางของเครื่องดื่มแต่ละแก้วล้วนมีเสน่ห์ที่น่าค้นหาแตกต่างกัน” แบงค์กล่าวทิ้งท้าย

Butterfly Blossom

ส่วนผสม

1.แครนเบอร์รี่ไซรัป 20 มล.

2.วานิลลาไซรัป 20 มล.

3.น้ำเลมอน 15 มล.

4.ไข่ขาว 1 ฟอง

5.ชากลิ่น Peace Blossom 60 มล.

วิธีทำ

1.นำส่วนผสม 1-5 ลงในกระบอกเชกเกอร์ แล้วเขย่าแบบยังไม่ต้องใส่น้ำแข็ง

2.เขย่าจนไข่ขาวเริ่มเซตตัว จากนั้นให้เติมน้ำแข็ง เขย่าจนได้ที่

3.เทใส่ในแก้วที่มีน้ำแข็ง โดยใช้กระดาษกรอง 2 ชั้น

4.แต่งแก้วให้สวมงามด้วยดอกอัญชันและจันทร์เทศ

 

 

อัญรัตน์ พรประกฤต ซีอีโอหญิงไอคอนแห่งความแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485291

อัญรัตน์ พรประกฤต ซีอีโอหญิงไอคอนแห่งความแกร่ง

โดย…ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เพียงความหมายชื่ออ่อนหวานไพเราะ ควรคู่อย่างยิ่งกับงานผู้บริหารบริษัทอัญมณีแบรนด์ไทยแท้ อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ ที่มาแห่งนามมีความหมายเคียงคู่กับงาน ซีอีโอหญิงบอกว่าคุณย่าขอให้พระสงฆ์ที่ครอบครัวนับถือตั้งชื่อจริงให้ “อัญรัตน์” เกี่ยวข้องกับอัญมณี ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวบ่งบอกถึงความส่องประกายล้ำค่า

สำหรับชื่อเล่นภาษาจีน “อัน” มาจาก ผิงอัน ความหมายคือความปลอดภัย ดูสอดรับไปกับบุคลิกดูมั่นคง ส่งภาพลักษณ์หญิงสาวผู้บริหารหญิงแกร่งแห่งวงการธุรกิจอัญมณีที่อายุน้อย น่าจับตามอง

ในโอกาสแนะนำเพชรแบรนด์ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ อัญรัตน์ จัดงานเวิร์กช็อป “Forevermark” The World’s Most Carefully Selected Diamonds เพื่อแนะนำเพชรยี่ห้อดัง “ฟอร์เอเวอร์มาร์ค” (Forevermark) แบรนด์ที่ดาราดังระดับโลกเลือกสวมใส่ในโอกาสสำคัญ เครื่องประดับเพชรยี่ห้อนี้งดงามเฉิดฉายเคียงคู่ นิโคล คิดแมน กวินเน็ธ พัลโทรว์ เคท ฮัดสัน เคท วินสเลต ดาโกต้า จอห์นสัน และเซเลบริตี้อีกหลายๆ คน บนพรมแดงในงานมอบรางวัลชั้นนำ

ฟอร์เอเวอร์มาร์ค เป็นแบรนด์เพชรจากกลุ่มบริษัท เดอ เบียร์ส ยักษ์ใหญ่ของวงการเพชรระดับโลก มีมาตรฐานขั้นตอนการผลิตเข้มงวด คัดสรรเพชรแต่ละเม็ดซึ่งมีไม่ถึง 1% จากเหมืองทั่วโลก คุณสมบัติเน้นความคู่ควรจารึกสัญลักษณ์ Forevermark และตัวเลขเฉพาะไม่ซ้ำกันในแต่ละเม็ด

สร้างประวัติวงการค้าเพชร

เพชรคุณภาพระดับมาตรฐาน 4Cs และความสวยงามโดดเด่นสร้างความเจิดจรัสให้กับผู้สวมใส่ จำหน่ายไปทั่วโลกกว่า 37 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยซึ่งยูบิลลี่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก “เดอเบียร์ส” (De Beers) ให้เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ผู้จัดจำหน่ายแบรนด์เพชรฟอร์เอเวอร์มาร์คอย่างเป็นทางการ

อัญมณีล้ำค่ามากับพันธสัญญา “งดงาม หายาก และคัดสรรมาจากแหล่งที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด” อัญรัตน์ เผยที่มาที่ไปของเพชรแบรนด์โด่งดังระดับโลก ซึ่งมาเปิดช็อปร่วมกับเคาน์เตอร์เพชรแบรนด์ไทยในปีที่ผ่านมา

“สองคอลเลกชั่นล่าสุดดีไซน์จากอิตาลี ได้รับความนิยมไปทั่วโลก คือ Forevermark Setting Collection หนามเตยทั้งสี่ที่รองรับเพชรได้รับแรงบันดาลใจจากโลโก้ของฟอร์เอเวอร์มาร์ค แล้วอีกเซต Encordia Collection แรงบันดาลใจจากปมเชือกเงื่อนของเฮราคลิส เทพเจ้าในสมัยกรีกโบราณ

 

ไม่ว่าเม็ดเล็กไม่กี่สตางค์ หรือเม็ดใหญ่น้ำหนักหลายกะรัต เพชรทุกเม็ดก็เจียระไน 58 เหลี่ยมเท่ากันทุกเม็ดเลยค่ะ จึงเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการทำงานของดิฉันด้วยอีกนะคะว่า ไม่ว่าเราจะทำงานใหญ่หรือเล็กจิ๋วแค่ไหน เราก็ต้องใส่ใจในรายละเอียด แล้วยิ่งการทำธุรกิจค้าปลีกรีเทล มีดีเทลรายละเอียดสูงมากๆ ก็ยิ่งทำให้เราสำนึกค่ะ ดิฉันใช้คำนี้เลยนะคะ (บอกพลางยิ้ม) ว่าเราจะทำงานหยาบๆ ส่งๆ ไม่ได้

ทุกอย่างต้องมาจากความรู้จริง แล้วด้วยประกายของอัญมณีชนิดนี้ ส่งความสุขให้แก่ผู้คนรอบข้างได้สัมผัสความใสแวววาว ความใสบลิงก์ เห็นประกายเพชรไม่มีใครคิดลบแน่นอนค่ะ การทำธุรกิจนี้ตลอด 15 ปี สำหรับดิฉันจึงเต็มไปด้วยพลังบวกที่อยากสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาไม่หยุดเลยนะคะ” อัญรัตน์ เริ่มต้นสนทนาพร้อมรอยยิ้มติดใบหน้า ดูเปล่งประกายมีพลัง

วันนี้เครื่องประดับยี่ห้อไทย ยูบิลลี่ ก้าวสู่ทศวรรษที่ 9 สืบทอดธุรกิจมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 4 จึงนับเป็นตระกูลค้าเพชรเก่าแก่ของไทย สั่งสมชื่อเสียงเรียงนามฐานะเพชรแบรนด์แรก ที่ทำให้เกิดระบบการขายผ่านเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งเป็นบริษัทค้าปลีกเครื่องประดับเพชรรายเดียวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปี 2009

“บอกอย่างภาคภูมิใจเลยค่ะ คุณพ่อ (วิโรจน์ พรประกฤต) คือเกมเชนเจอร์ในธุรกิจนี้ จากธุรกิจเริ่มต้นในรุ่นของเหล่ากง (คุณทวด) ทำโรงรับจำนำที่สะพานเหล็ก จึงมีเครื่องประดับมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่ากงตัดสินใจเปิดร้านเครื่องประดับ มาถึงรุ่นคุณพ่อมีวิสัยทัศน์แม่นยำมากๆ ค่ะ ว่าเทรนด์ในการซื้อเครื่องประดับของคนกำลังจะเปลี่ยนสู่อีกยุค

เครื่องประดับไม่ใช่สิ่งซื้อหายากที่นานๆ เก็บสตางค์ได้ก้อนใหญ่แล้วซื้อชิ้นใหญ่ๆ เพื่อเป็นมรดกอีกต่อไป เมืองไทยธุรกิจเติบโตขึ้น การจับจ่ายก็คล่องขึ้นด้วย คุณพ่อจึงเปิดเคาน์เตอร์เพชรในห้างสรรพสินค้า ซึ่งแห่งแรกคือห้างเยาฮัน รัชดาภิเษก ปัจจุบัน ยูบิลลี่ มี 120 กว่าสาขาตามห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ

แล้วการตั้งชื่อยี่ห้อเพชรของไทย จากทุกๆ ที่ต้องมีคำว่า อัญมณี หรือมณีต่อท้ายในการพะยี่ห้อ พ่อตั้งชื่อภาษาอังกฤษเลยค่ะ Jubilee Diamond ซึ่งบ่งบอกความหมายของอัญมณีชนิดนี้ที่คนซื้อ และคนรับรู้สึกถึงความปีติยินดี

คุณพ่อลงรายละเอียดมาก…(ลากเสียงยาวๆ คำสุดท้าย) นี่คือสิ่งที่ได้จากคุณพ่อ อาชีพของเรา เราต้องรู้จริงเรื่องนี้ท่านย้ำมาก แล้วความไม่เคยหยุดนิ่งที่คือสิ่งที่ท่านก่อร่างสร้างทาง ให้เราชอบหมั่นสังเกตและอยากรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา คุณพ่อบุกเบิกการซื้อเพชรด้วยเครดิตการ์ด เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนซื้อเพชรราคาล้านกว่าบาท ถ้าลูกค้าสนิทก็ตีเช็คจ่ายกันนะคะ แต่ลูกค้าขาจรต้องจ่ายเงินสดเท่านั้นค่ะ (หัวเราะ) คุณพ่อปฏิวัติเพชรเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกๆ กลุ่ม ส่วนคุณแม่ (สุวัฒนา พรประกฤต) สอนเรื่องความถ่อมตนค่ะ

ดิฉันเริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งระดับล่างสุดรับเงินเดือนหมื่นกว่าบาท คุณแม่บอกเสมอค่ะ ว่าอย่าให้ใครมาว่าเอาได้ว่าทำงานแบบลูกคุณหนู ไม่ควรทำงานในแบบที่เป็นลูกสาวคนโตเจ้าของธุรกิจ งานแรกต้องรับผิดชอบคือแปะป้ายสินค้า แล้วขึ้นไปเป็นพนักงานคีย์ข้อมูลต้นทุน ไปตำแหน่งจัดซื้อ

ทำงานกว่าจะออกออฟฟิศก็ดึกดื่นทุกวัน จำได้เลยค่ะช่วงปีใหม่ เป็นช่วงที่คนซื้อของขวัญ แล้วเพชรก็คือตัวเลือกต้นๆ ดิฉันทำงานเกือบสว่างในวันเคาต์ดาวน์” อัญรัตน์ เล่ายาวๆ ถึงรายละเอียดงานที่ทำ ณ วันนี้

 

ผู้บริหารหญิงบ้างาน

การขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัว เริ่มต้นควบคู่ไปกับการศึกษาที่คุณพ่อนักธุรกจรุ่นสาม ย้ำบอกเสมอว่าต้องรู้ให้ลึก รู้ให้จริง และไม่หยุดนิ่ง 15 ปีที่เข้ามาเคลื่อนอาณาจักรเครื่องประดับเพชรยูบิลลี่ อัญรัตน์สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งพลิกโฉมเคาน์เตอร์แบรนด์เพชรจากสีน้ำเงิน เป็นสไตล์โมเดิร์นสีดำเท่ขรึม

สร้างสินค้านวัตกรรมด้วยกรรมวิธีฝังเพชร เจียระไนเพชรระดับ Triple Excellent Diamond กระทั่งการผลักดันยูบิลลี่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ สืบทอดในรุ่นที่ 4  ขณะที่ซีอีโอลุคสมาร์ทบอกธุรกิจยังต้องเรียนรู้ไม่มีจบ

“การทำงานมาถึงปีที่ 15 ดิฉันไม่เคยคิดเลยค่ะว่าวันนี้ประสบความสำเร็จแล้ว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) มีแต่คิดว่านี่มันเพิ่งเริ่มนะ ฟังดูอาจเป็นโรคจิต (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจในประโยคนี้) แต่ถ้าให้บอกถึงความภาคภูมิใจไม่ใช่แค่ชื่อยูบิลลี่ คือแบรนด์เพชรที่คนจดจำ แต่ถ้าให้เลือกความภูมิใจที่สุดคือการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

เราเป็นแบรนด์อัญมณีค้าปลีกรายเดียวที่ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ เพียงผู้บริโภคเข้าเว็บไซต์ก็ดูรายละเอียดธุรกิจได้ทุกๆ อย่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องยากตั้งแต่ปรู๊ฟตัวเองผ่าน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วค่ะ กว่าจะเขียนเอกสารของบริษัทแนะนำ ก.ล.ต.ให้เข้าใจธุรกิจได้โดยไม่ยาก ก็ใช้เวลา 9 เดือนแล้วค่ะ เพราะอย่างที่บอกว่าไม่มีธุรกิจค้าปลีกเข้าตลาดหลักทรัพย์มาก่อน เราไม่มีแบบอย่างต้องบุกเบิกเองทั้งหมด

กลายเป็นว่าการก้าวสู่ปีที่ 7 ในตลาดหลักหลักทรัพย์ มูลค่าธุรกิจเพิ่มถึง 600% องค์กรเติบโตเราก็เติบโตไปพร้อมๆ กันเพราะได้คุยในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่แค่กลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มลูกค้า พอผ่านเรื่องยากๆ มาแล้ว ดิฉันก็ยังคิดว่าเรื่องนี้ก็ยังไม่ยากที่สุด ทุกธุรกิจเลยค่ะการบริหารคนคือเรื่องยากที่สุด เราต้องก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ผู้บริหารจึงต้องเข้าใจเขาและเขาก็ต้องเข้าใจเราด้วย

สิ่งที่ผูกยึดติดกับการค้าเครื่องประดับเพชร คือคำว่าคุณภาพ แยกกันไม่ออกเลยนะคะ (บอกพลางยิ้ม) แล้วสำหรับคนไทยแล้วเลือกซื้อเพชรจากความพึงพอใจสูงสุด เราจึงไม่หยุดนิ่ง ล่าสุด รับรางวัลที่ภาคภูมิใจจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ในด้านการเป็นองค์กรที่มีความยอดเยี่ยมในการสร้างนวัตกรรมให้บริการลูกค้า ลงทุนระบบซีอาร์เอ็มเต็มรูปแบบ

ไม่ว่าอยู่ ณ จุดขายที่ใด เชียงใหม่ ตรัง สุราษฎร์ธานี ก็มีระบบสามารถซิงก์ทุกๆ ข้อมูลที่ลูกค้าอยากรู้มาถึงออฟฟิศที่สาทร กรุงเทพฯ ให้บริการเหมือนอยู่ที่เดียวกันได้เลยค่ะ ทุกอย่างต้องเมกชัวร์ว่าลูกค้าพึงพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีสุ่มค่ะ”

ทำงานอย่างหนักมากกว่า 10 ชั่วโมง แต่ยังดูสดใส หุ่นลีนเป๊ะ แขนมีกล้ามสุดสตรอง อัญรัตน์ เผยว่าแค่ตื่นไปออกกำลังกาย 6 โมงเช้าทุกวัน แล้วกลับมาทำงานช่วง 9 โมงเช้า ชีวิตก็สามารถแกร่งได้ทั้งการงานและชีวิตส่วนตัว

 

กฤติยาวดี พงษ์พาณิชย์ Eat Play Love

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/485122

กฤติยาวดี พงษ์พาณิชย์ Eat Play Love

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

กฤติยาวดี พงษ์พาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อูเบอร์ (ประเทศไทย) หรือว่าว วัย 34 ปี นักสื่อสารภาพลักษณ์ ที่เชื่อว่าทำงานหนักที่สุดเวลานี้ เมื่อถูกให้กำหนดคำจำกัดความชีวิตของตัวเอง เธออธิบายตัวเองด้วยคำสั้นๆ  3 คำนี้ “กิน” เล่น” และ “รัก” (ฮี้วววววววววววววว!)

กิน เล่น-เต้นรำ และทำเพราะความรัก เจ้าตัวบอกเองว่า “ก็ดูหุ่นเสียก่อน” (หัวเราะ) เธอบอกว่า ชีวิตของเธอก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหน คือ อวบแต่พลิ้ว อวบเพราะชอบการกิน พลิ้วเพราะเต้นรำเป็นชีวิต ส่วนเลิฟหรือความรัก ก็เพราะรักในทุกสิ่ง เอนจอยในทุกอย่าง ชีวิตหล่อเลี้ยงด้วยความรักที่แวดล้อม รักเขารักเรา และรักในงานสื่อสารองค์กร ที่ต้องใช้พลังแห่งรักมากล้น

ว่าว บอกว่า เธอมีความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ภาระหน้าที่และการทำงานที่อูเบอร์ ทำให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเผชิญกับความท้าทายที่น่าตื่นเต้น ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด ว่าวเชื่อว่าคนเราต้องเชื่อในสิ่งที่ทำ ถ้าเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เราก็ต้องก้าวเดินต่อไป

“ว่าวเชื่อมั่นในภารกิจของอูเบอร์ ที่จะสร้างระบบการขนส่งที่เชื่อถือได้สำหรับทุกคน การเดินทางไปยังที่ต่างๆ นั้นเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของทุกคน ว่าวซื้อรถคันแรกที่เมืองไทยเมื่อหลายปีที่แล้ว เพราะว่าในตอนนั้นไม่มีทางเลือกอื่นที่สะดวกในการเดินทาง จากกลางเมืองไปยังที่ทำงานที่อยู่ใกล้สนามบิน แต่ถ้าตอนนั้นมีอูเบอร์ อาจไม่ซื้อรถก็ได้”

 

สาวนักสื่อสารเล่าต่อไป… ถ้ามนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เชื่อว่าเราทุกคนคงมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับเมืองรถติดอย่างกรุงเทพฯ ก็เชื่อว่าจำนวนรถจะน้อยลง ขณะที่พื้นที่สีเขียวจะมากขึ้น เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้รถจำนวนมากๆ และไม่ต้องใช้พื้นที่มากๆ เพื่อสร้างที่จอดรถสำหรับรถจำนวนมากๆ นั้น

“กรุงเทพฯ อาจมีการจราจรที่ดีขึ้นก็ได้นะ ผู้คนสามารถใช้เวลาของตัวเอง และใช้เวลาบนท้องถนนน้อยลง เราจะได้เอาเวลาที่เหลือไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปสร้างชีวิตที่เราต้องการ”

สาวอูเบอร์ กล่าวว่า เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดเธอคิดนี้ ฟังดูยาก ฟังดูเป็นไปไม่ได้ ฟังดูยากที่จะจินตนาการถึงสำหรับใครหลายๆ คน อย่างไรก็ตามงานที่เธอทำอยู่คือการถมเต็มช่องว่าง หรืออย่างน้อยก็คือจุดหนึ่งของเส้นประ เส้นแห่งอนาคตที่จะขีดนำสังคมไทยให้เดินหน้าไปสู่จุดหมาย แม้ในระหว่างทางจะมีปัญหาและอุปสรรค แต่เชื่อว่า “คำถาม” สำหรับอูเบอร์ทั้งหมด จะถูกตอบและคลี่คลายตัวของมันเองได้ในวันหนึ่ง

เล่าถึงตัวเองบ้างสิ… จู่ๆ ว่าวก็ทำท่าอายม้วนขึ้นมา ว่าวเกิดที่เมืองไทย คุณพ่อคุณแม่เดิมทำงานให้องค์กรยูนิเซฟ สหประชาชาติ ในวัยเด็กของเธอและพี่สาวจึงเดินทางไปในหลายประเทศ เกิดในเมืองไทยแต่ไปโตที่อินเดีย เมืองที่เธอเคยอาศัยอยู่ชื่อ แมดราส ปัจจุบันคือเชนไน ประเทศอินเดีย

เมื่ออายุ 5 ขวบครึ่ง ย้ายตามคุณพ่อคุณแม่มาอยู่ที่ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา อยู่ที่นี่อีก 3 ปีครึ่ง จึงกลับประเทศไทย เรียนโรงเรียน International School Bangkok (ISB) ตั้งแต่เด็ก จึงนิยมในความหลากหลายและสนุกในความแตกต่าง วัยเด็กของว่าวคือเด็กดื้อแต่ไม่ซน (!?!) เป็นเด็กร่าเริงมีความสุข ไม่มีปัญหา รักและชอบการเขียนมาตั้งแต่จำความได้

 

“คุณพ่อคุณแม่ปูพื้นฐานเรื่องภาษา เพราะแอบคิดหรือเปล่าไม่รู้ว่า อยากให้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นนักการทูต เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่เด็กค่ะ ส่วนพี่สาวเรียนภาษาเยอรมัน แต่คงมีเพียงพี่สาวคนเดียวที่ไปทางการทูต ตอนนี้พี่สาวทำงานที่สหประชาชาติ”

เนื่องจากว่าวชอบอ่านหนังสือมาก สมัยก่อนเธออ่านแทบทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้ไปเที่ยวก็หนีบไปด้วยหนึ่งเล่มเป็นอย่างน้อย อ่านมากจากนั้นก็เขียน นานมาแล้วเคยอยากเป็นนักเขียน ถ้าจะพูดถึงความฝันสมัยเด็ก เคยแอบทำแฟชั่นแมกกาซีนของตัวเองมาแล้ว หากความฝันไม่ใช่ความจริง ความจริงทำงานที่อูเบอร์

“ว่าวเคยไปฝึกงานที่สหประชาชาติเหมือนกันค่ะ แต่ก็ลาออกมา เพื่อไปศึกษาต่อ จบเกรด 12 ที่เมืองไทยแล้วได้ทุนไปเรียนแคนาดา ที่ Trent University ศึกษาเกี่ยวกับ International Studies ที่เน้นใน 3 ด้าน คือ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์”

ขณะที่เรียนปริญญาตรีที่แคนาดา ได้ทุนแลกเปลี่ยนไปเรียนที่ญี่ปุ่น ช่วงปี 3 ของปริญญาตรี จึงบินข้ามมาเรียนอยู่ที่เกาะโอซาก้าในญี่ปุ่น เธอเรียนด้านเอเชียนศึกษา แนวโน้มของนักเรียนส่วนใหญ่ที่นี่ มักไปทำงานด้านการทูต แต่ว่าวก็แอบสมัครทุนปริญญาโท ที่ อีสเวสต์ เซ็นเตอร์ เกาะฮาวายไว้ด้วย แล้วก็ได้ทุนจริงๆ

ที่ฮาวาย เธอเรียนเกี่ยวกับ Cultural Anthropology หรือสังคมวิทยามานุษยวิทยา เรียนปริญญาโท 2 ปีที่ University of Hawaii วิทยาเขตมานัว (Manoa) ก่อนจะทำงานที่นี่ต่ออีกหน่อย เนื่องจากได้งานออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ทำงานเกี่ยวกับการขายห้องพักในโรงแรม โฮเทล แมนเนจเมนต์ ที่เกาะฮอนโนลูลู

“ใช้ชีวิตเต็มที่ที่นี่ค่ะ และว่าวก็ได้พบรักกับการเต้นรำ เรียนเต้นฮูล่า ส่ายสะโพกสนุกๆ ก่อนจะต่อด้วยการส่ายที่เร็วกว่าฮูล่าคือ ตาฮิติแดนซ์ ซึ่งจังหวะจะเร็วมาก สะโพกต้องพลิ้วมาก ถึงจะเรียกว่าแน่ (หัวเราะ)”

 

อาหารชอบกินปลาดิบ ชอบกินอาหารไทย ชอบกินอาหารอิตาเลียน โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น ปลาดิบ แซลมอน และหอยเม่น ซูชิ เล่าเรื่องอาหารที่ชอบกินชนิดว่าน้ำไหลไฟดับอยู่นาน ตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “ถามว่าวว่าอะไรที่ไม่กินดีกว่า (ฮา) เพราะนอกนั้นกินหมด และชอบหมดค่ะ”

อาหารที่ไม่กินมี 4 อย่าง คือ 1.โยเกิร์ต 2.นมสด 3.มะเขือเทศสด และ 4.เนื้อแกะ ไม่ชอบโยเกิร์ตเพราะทนกลิ่นไม่ได้ ไม่ชอบนมสดเพราะดื่มนมเปล่าๆ ไม่ได้ ไม่ชอบมะเขือเทศสดเพราะไม่ชอบรสของมัน ไม่ชอบเนื้อแกะ เพราะรู้สึกว่าเหม็นสาบ นอกเหนือจากนี้คือกินได้หมด…ชอบกิน ไม่ชอบทำ และไม่ชอบล้าง

ในเรื่องความรัก เคยคบกันแบบยาวๆ นานๆ กับหนุ่มเฟรนช์ แคนาเดียน แต่ในที่สุดก็เลิกกันไป เพราะขณะที่ว่าวชอบเดินทางมาก เธอหาคนที่จะเดินทางไปกับเธอแต่เขาไม่ใช่ ชีวิตหลากหลายและมุมมองเปลี่ยนไปตามวัย (!) ตอนนี้สเปกไม่มีอะไรมากไปกว่าคุยกันรู้เรื่อง เป็นคนดี ใจดี ชอบเดินทาง ชอบทำอาหาร และต้องทำอร่อยด้วยนะ สเปกออกแนวกินดีอยู่ดี อ้อ อีกอย่างหนึ่งคือต้องมีความรู้ด้านการเกษตร (นิดหน่อยก็พอ)

ไม่ใช่อะไร เพราะสาวเจ้ากำลังใฝ่ฝันอยากมีฟาร์ม ว่าวมีที่ดินว่างๆ 4 ไร่ของครอบครัวอยู่ที่ภาคเหนือ ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไร หากมีแผนทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยคือฟาร์มเกษตร ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนโลก ปลูกสตรอเบอร์รี่หรืออะไรก็ได้ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ความฝันเล็กๆ ตอนนี้คืออยากเป็นชาวสวนปลูกอโวคาโด ทำอะไรๆ สนุกๆ ที่ดีต่อร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม

ความฝันจะเป็นความจริงหรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวว่าวเอง ชีวิตยามนี้ทุ่มเทให้กับอูเบอร์ งานภาพลักษณ์ระดับโลกที่ท้าทายเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เทคโนโลยีกำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง

 

ความเพียรสร้างความเชี่ยวชาญ นพ.ปิยพล พัฒนครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484983

ความเพียรสร้างความเชี่ยวชาญ นพ.ปิยพล พัฒนครู

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ผมใช้เวลาเรียนแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทั้งหมด 13 ปีเต็มอย่างต่อเนื่อง ถามว่านานไหม บอกเลยว่านาน กว่าจะได้แพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางต้องใช้เวลาพอสมควร แต่สำหรับผมแล้วผมคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะลงทุนแก่การศึกษาให้รู้อย่างลึกซึ้ง ยิ่งเป็นงานที่เรารักและอยากทำด้วยแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่ดี ทำแล้วมีความสุข” นพ.ปิยพล พัฒนครู แห่งพีเมดคลินิก (Pmed Clinic) คุณหมอที่ได้การยอมรับในความเชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมใบหน้าและการฉีดฟิลเลอร์ไขมัน เล่าด้วยความภูมิใจ

ปิยพลเกิดและเติบโตในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคุณหมอทั้งคู่ หมอหนุ่มเล่าว่า เป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าโตขึ้นอยากจะเป็นหมอ เพราะทุกวันในช่วงวัยเยาว์ได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่เข้าออกโรงพยาบาล คลินิก จนคุ้นชินเวลาที่เราเห็นคุณพ่อคุณแม่รักษาคนไข้แล้วคนไข้หายกลับไป

คนไข้มีความสุขตัวเขาก็รู้สึกมีความสุข รู้สึกดีๆ กับเรื่องเหล่านี้ไปด้วย ทำให้ปิยพลตั้งเป้าอย่างแน่วแน่ว่าวันข้างหน้าเขาจะต้องเป็นคุณหมอให้ได้ จนกระทั่งได้เข้าเรียนแพทย์สมใจ ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เส้นทางการเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งความงามก็ได้เริ่มต้นขึ้น

“หลังจากเราเริ่มเรียนในช่วงแรกๆ ก็เรียนด้านการแพทย์ทั่วไป แต่ว่าตอนนั้นเราก็เริ่มที่จะมีความสนใจที่จะเรียนในเรื่องของศัลยกรรมความงาม ก็เลยเริ่มศึกษาลงไปในรายละเอียดเฉพาะมากขึ้น เพราะการเรียนแพทย์ศัลยกรรมความงามจะต้องเรียนรู้ในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เรื่องของหน้าตา รูปร่าง และผิว

ส่วนตัวผมนั้นมีความสนใจเฉพาะส่วนคือใบหน้า ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของคนเรามากที่สุด จึงเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้าน หู คอ จมูก เพื่อเสริมความรู้เรื่องการศัลยกรรมใบหน้าเฉพาะทาง เพื่อเสริมเต็มสาขาแพทย์เฉพาะทางด้านการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า จากนั้นก็เรียนต่อด้านศัลยกรรมตกแต่งเพิ่มเติมเฉพาะทางโรงพยาบาลจุฬาฯ จนกระทั่งจบเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ที่วชิรพยาบาล

เวลาทั้งหมด 13 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมค่อนข้างที่จะมีความมั่นใจในเรื่องของการทำตามระบบการแพทย์ที่ถูกต้องมากกว่า เราศึกษาค้นคว้าทดลองทดสอบในหลายๆ อย่าง ก็ทำให้ผมมีองค์ความรู้ที่จะพัฒนาเทคนิคของตัวเองขึ้นมาโดยเฉพาะได้”

ไม่เพียงแค่การศึกษาเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ปิยพลยังเป็นแพทย์กลุ่มแรกๆ ของประเทศไทยที่ตัดสินใจศึกษาดูงานด้านการศัลยกรรมตกแต่งความงามที่ประเทศเกาหลี โดยครั้งหนึ่งเคยได้ร่วมประชุมสัมมนาวิชาการด้านการแพทย์ แล้วเห็นว่าเกาหลีมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมตกแต่งจนมีชื่อเสียงโด่งดัง มีความปลอดภัยสูง มีความสวยงาม มีความแม่นยำ มีระบบระเบียบ การจัดการที่ดี

“ที่เกาหลีนั้นการศัลยกรรมตกแต่งความงามเป็นที่นิยมและมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งอันที่จริงแล้วเมื่อเทียบกับวงการแพทย์ศัลยกรรมของประเทศไทย เครื่องไม้เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่มีไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะว่าองค์ความรู้ที่ได้มาก็มาจากทางฝั่งตะวันตก เป็นองค์ความรู้เดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือมุมมอง

คนไทยมักจะมองว่าการศัลยกรรมตกแต่งความงามคือปัญหา หากจำกันได้สมัยก่อนถ้ามีใครไปเสริมจมูกก็จะมีคนทัก คนทำก็จะไม่กล้าบอกว่าไปทำมา ทั้งที่จริงแล้วเรื่องความสวยความงามก็อาจจะเป็นปัญหาอย่างหนึ่งในชีวิตของเขา ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแพทย์ก็ได้

เมื่อเทียบกับเกาหลี เขาค่อนข้างที่จะตระหนักถึงปัญหาของคนในประเทศ ในเรื่องของความสวยงามของใบหน้า พวกเขาตั้งเป้าไว้ว่าการทำศัลยกรรมของประเทศเขาจะต้องเป็นที่หนึ่ง จึงมีการรวมกลุ่มกันพัฒนาศัลยกรรมตกแต่งความงามขึ้นมาเป็นระบบ จนถึงวันหนึ่งที่เกาหลีพัฒนาจนกลายเป็นที่ยอมรับ มีกระแสเกาหลีฟีเวอร์ขึ้นมา ก็ทำให้มุมมองในเรื่องของการศัลยกรรมของประเทศไทยนั้นเปลี่ยนไป

การศัลยกรรมตกแต่งในแนวทางของผมเวลานี้ จะเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเป็นการผ่าตัดเคสใหญ่ถึงขั้นดมยาสลบ ผมจะส่งตัวให้กับทางโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์และเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมกว่า เพราะปัจจุบันแพทย์มีการทำงานเป็นทีม บางเคสที่จำเป็นต้องมีการรักษาหลายอย่างก็จะถูกส่งให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ช่วยดู

ที่สำคัญก็คือในการรักษาก็คือการพูดคุยกับคนไข้ให้มีความเข้าใจและเห็นในภาพเดียวกัน เพราะในหลายๆ ครั้ง ปัญหาทางด้านศัลยกรรมความงามเกิดจากความคาดหวังของคนไข้ไม่ตรงกันกับคุณหมอ ดังนั้นในการรักษาเราก็จะต้องทำให้ทั้งคนไข้และคุณหมอเห็นภาพเดียวกันก่อน ว่าเมื่อคนไข้ต้องการอะไรแล้วคุณหมอเห็นภาพเดียวกับที่คนไข้ต้องการจะเห็นหรือเปล่า

ในบางกรณีคนไข้ต้องการแบบนี้ แต่คุณหมอบอกว่าไม่สามารถทำได้ เพราะติดในเรื่องของความปลอดภัยทางด้านการแพทย์ และอาจจะมีปัญหาอย่างอื่นตามมา ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวคนไข้เอง ก็จะต้องปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน จนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่ายระหว่างคุณหมอและคนไข้

เรื่องของการทำศัลยกรรมความงาม ถ้าจะบอกว่าไม่มีปัญหาเลยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าอย่างไรก็ตามในเรื่องของการทำงานกับปัญหานั้นเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องพบเจอในชีวิตการทำงานของคนทุกคน แต่เราจะทำยังไงให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด นั่นคือการปรับความเข้าใจในการทำงานให้ตรงกันให้เรียบร้อย

ผมเน้นในเรื่องทำให้น้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าและต้องอยู่ในความปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น การฉีดฟิลเลอร์ ถามว่าดีไหม หากเป็นฟิลเลอร์แท้ก็ดี เพียงแต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม แต่เมื่อมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าอย่างการฉีดฟิลเลอร์ไขมัน ก็จะปลอดภัยต่อตัวคนไข้มากกว่า เพราะเป็นไขมันที่นำมาจากตัวของคนไข้เอง ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่จับเป็นก้อนเหมือนฟิลเลอร์ที่นิยมฉีดกัน อะไรที่ทำแล้วดีมีความปลอดภัยสูงในระยะยาวก็จะแนะนำให้คนไข้เสมอ

หากถามว่าเคสไหนที่เราทำแล้วรู้สึกประทับใจมากที่สุด ขอตอบว่าเคสล่าสุด คือเคสที่ดีที่สุดที่ผมทำ เพราะปรัชญาในการทำงานของผม คือทำให้ดีที่สุดในทุกเคส ด้วยประสบการณ์และความรู้ทุกอย่างที่มีมา
สิบกว่าปี เคสก่อนหน้านี้มีปัญหาอะไร ติดขัดอะไร ก็จะไม่เจอในเคสใหม่ๆ

แต่ถามว่าแล้วเคสที่ผ่านๆ มาไม่ดีเหรอ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะนั่นก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผมทำให้กับเขาอย่างเต็มที่ที่สุด ด้วยประสบการณ์ทั้งหมดในเวลานั้น ผมทำเต็มที่ในทุกเคส เพราะผมรู้ว่าช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมีความสุขมากที่สุดก็คือการได้เห็นคนไข้มีความสุขในสิ่งที่ผมทำให้กับเขา”

 

ภานุพงษ์ วิจิตรานนท์ เชฟ(อาหาร)อีสานรสแซบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484474

ภานุพงษ์ วิจิตรานนท์ เชฟ(อาหาร)อีสานรสแซบ

โดย…คุณมัลล์

ไม่เสียเวลาที่ขับรถแป๊บๆ มาถึงร้านอาหารสุดชิก สไตล์โคซี่อีสาน “อันหยังก็ได้ by เป็นลาว” ตั้งอยู่ริมถนนธนรัชต์ ก่อนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ใช้เวลาจากกรุงเทพฯ 2 ชั่วโมงนิดๆ เพราะคุ้มค่ากับเวลาที่ได้มาลิ้มรสอาหารอีสานรสแซบจัดจ้าน ได้เจอกับเชฟหุ่นแซบครบเครื่อง ไม่แพ้พริก ข้าวคั่ว ปลาร้า และเขามีทีเด็ดที่ไข่เจียวได้กร๊อบ-กรอบ ฟู้-ฟู

เชฟไอซ์-ภานุพงษ์ วิจิตรานนท์ เชฟน้องใหม่ที่ได้ขยับตำแหน่งมาประจำการที่ร้านอันหยังก็ได้ by เป็นลาว ร้านอาหารอีสานในบรรยากาศสบายๆ เปิดตั้งแต่เช้า 07.30-22.00 น. อาหารแบ่งเป็น 2 ช่วง อุ่นท้องกับอาหารเช้าร้อนๆ อร่อยๆ อย่าง ไข่กระทะ ข้าวต้มกระดูกหมูอ่อน กวยจั๊บน้ำใส ต้มเลือดหมู อาหารตามสั่ง ส่วนมื้อเย็นเป็นจิ้มจุ่ม กับแกล้มสไตล์อีสาน เครื่องดื่ม

“ก่อนหน้านี้ไอซ์ทำงานมาหลายอย่างครับ เริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟช่วงมัธยม จบมัธยมมาช่วยงานก่อสร้าง เป็นนักร้องที่ผับช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่ภูเก็ต มีงานเดินแบบบ้าง เคยไปเป็นแดนเซอร์ ขายเสื้อผ้าที่สวนจตุจักร ซึ่งพอเราได้ทำอะไรหลายอย่าง เจอคนมากๆ ก็ทบทวนตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไรกันแน่ จนตอนนี้ก็เจอตัวเองแล้วว่า อยากมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังด้านการทำอาหาร

ก่อนหน้าจะมาทำที่ร้านอันหยังก็ได้ ไอซ์ช่วยงานที่ร้านเป็นลาวมาก่อน ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ จนได้รับโอกาสจากพี่ๆ ให้ทำอะไรใหม่ๆ มาทำที่ร้านนี้ก็ลุยทุกอย่าง ทั้งเลือกสรรวัตถุดิบด้วยตัวเอง คิดเมนูที่อยากจะทำได้อย่างเต็มที่ ไปซื้อของเอง ลงมือทำโดยมีเชฟใหญ่คอยดูแลให้คำปรึกษา สนุกมากครับ เป็นการได้ทำงานจริงๆ และได้ฝึกฝนไปด้วย”

เมื่อค้นพบแล้วว่า การทำอาหาร คืองานที่ทำแล้วมีความสุขและถนัด ไอซ์จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะรสมือ และรังสรรค์เมนูที่ดีรสชาติเด็ดออกมาสู่ผู้ชิม แต่เส้นทางก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสียเมื่อไร

“อยากจะรับประทานไข่เจียวที่กรอบๆ ฟูๆ เหมือนที่ร้าน เลยลองผิดลองถูก หมดไข่ไปหลายแผง ก็ยังไม่ได้ไข่เจียวที่ฟูถูกใจ จนวันหนึ่งดูรายการทีวีที่บอกเคล็ดลับ ไอซ์เลยเข้าใจว่า การจะทอดไข่เจียวให้ฟูได้ ไข่ไก่สดต้องไม่แช่เย็น

พอมาช่วงมัธยมปลาย หลังเลิกเรียนหารายได้ด้วยการไปทำงานที่ร้านอาหาร จ.นครสวรรค์ เริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟ มีวันหนึ่งลูกค้าเยอะมาก อาหารออกไม่ทัน ไอซ์เลยวิ่งเข้าไปช่วยหยิบจับในครัว และป้าแม่ครัวก็เห็นแววว่าน่าจะทำกับข้าวเป็น ป้าเลยสั่งให้ทำไข่เจียว ป้าชมว่าไข่กรอบและฟูดีมาก หลังจากนั้นถ้าในครัวยุ่ง ไอซ์ก็เข้าไปช่วยเสมอ

สำหรับเมนูต่างๆ ไอซ์เรียนรู้เพิ่มจากการครูพักลักจำ ไอซ์เริ่มทำกับข้าวรับประทานเอง แรงบันดาลใจในการทำอาหาร คืออยากทำให้คนรับประทานแล้วมีความสุข เวลาเห็นคนรับประทานอาหารที่เราทำ มีความสุขมาก ไอซ์ไม่เคยเรียนทำอาหารที่ไหน อาศัยประสบการณ์จากการทำงานจริงๆ แต่วางแผนจะไปเรียนทำอาหารให้ถูกต้องเป็นเรื่องเป็นราว ในช่วงเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ ตอนนี้ไอซ์ยังคงมีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆ คุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง ถือเป็นการเตรียมตัวให้คล่องแคล่ว พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองไปอีกขั้นจากการเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครับ”

แม้จะคลุกคลีอยู่ที่ร้านอาหารอีสาน แต่เชฟไอซ์สามารถทำอาหารได้หลากหลาย แต่ยังไงอาหารอีสานรสแซบก็เป็นหัวใจในเมนู

“ถนัดอาหารประเภทผัดกับทอด ตอนนี้ก็เริ่มเรียนรู้การทำแกงอยู่ครับ พวกอาหารไทยแกงกะทิต่างๆ ไอซ์คิดว่าแกงที่ใช้สมุนไพรไทย ใช้ของพื้นบ้านที่โดดเด่น รวมถึงเสน่ห์ของน้ำกะทิที่ต่างชาติชื่นชอบ เป็นสิ่งที่ไอซ์กำลังเรียนรู้และสนุกกับมันอยู่

พอทำงานที่ร้านเป็นลาว และร้านอันหยังก็ได้ฯ ที่เขาใหญ่ ตอนนี้เลยได้เจอกับอาหารอีสานเป็นหลัก เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ทำให้ได้เรียนรู้การทำอาหารที่มีรสจัดจ้าน ถึงแม้ไอซ์ไม่ชอบรสจัด แต่ก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ในความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารแต่ละประเภท ได้รู้จักเครื่องปรุง เครื่องเคียงที่หลากหลาย ซึ่งแตกต่างไปจากอาหารไทยพอสมควร ไอซ์ได้เจออะไรใหม่ๆ น่าตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาครับ

ไอซ์คิดว่า เสน่ห์ของอาหารอีสาน อยู่ที่ความเรียบง่าย เน้นการใช้วัตถุดิบใกล้ตัว เป็นของพื้นบ้าน ผักและสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด มีความโดดเด่นในเรื่องรสชาติจัดจ้าน เผ็ด เปรี้ยว เค็ม ไม่จำเจ ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ปลาร้า ในรูปแบบต่างๆ ทั้งน้ำและแห้ง สะท้อนภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สำคัญด้านการถนอมอาหาร และเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารอีสาน”

สำหรับการทำอาหารแต่ละจาน เชฟไอซ์ให้ความสำคัญกับความสะอาดและวัตดุดิบที่ดี “โชคดีที่ร้านเราอยู่เขาใหญ่ วัตถุดิบหลักที่นำมาทำอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก  ซึ่งเป็นผลผลิตของชาวบ้านในเขาใหญ่ ที่ทั้งสด สะอาด ปลอดภัย เพราะเราคำนึกถึงความสะอาดเป็นอันดับแรก

ต่อมาการเลือกใช้วัตถุดิบ ไอซ์คิดว่าเราเองยังต้องการรับประทานของอร่อยและของดี คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากเรา เมื่อวัตถุดิบในการทำอาหารดีแล้ว รสชาติของอาหารที่ดีก็จะตามมาครับ แต่แน่นอนว่าประสบการณ์และฝีมือก็เป็นสิ่งสำคัญ มันช่วยดึงกันและกัน ซึ่งไอซ์ยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

 

ผัดกะเพราหมูสามชั้น

ส่วนผสม

1.กระเทียมไทยสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ

2.พริกขี้หนูแดง 3-5 เม็ด

โขลกหยาบ (หรือปริมาณตามรสชาติที่ชอบ)

3.น้ำมันพืชหรือน้ำมันรำข้าว 1 ช้อนโต๊ะ

4.หมูสามชั้น 100 กรัม

5.น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

6.น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

7.น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

8.น้ำสต๊อกไก่ 2 ช้อนโต๊ะ

9.ใบกะเพรา 1 กำมือ

(ใช้กะเพราแดงใบเล็กเท่านั้น)

วิธีทำ

1.ตั้งน้ำมันให้ร้อน เจียวพริกและกระเทียมให้หอม

2.ใส่หมูสามชั้นลงไปผัดจนหมูเริ่มสุก จึงใส่น้ำสต๊อกไก่

3.ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาลทราย

4.เร่งให้ไฟแรงขึ้นใส่กะเพรา แล้วปิดไฟทันที

 

สรสิช เนตรนิล บุญนำพาจะคัดสรรสิ่งดีให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2560 เวลา 21:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484484

สรสิช เนตรนิล บุญนำพาจะคัดสรรสิ่งดีให้ชีวิต

โดย…นกขุนทอง

ธุรกิจรับจัดงานเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เติบโตไปตามสภาพสังคมเมืองและไลฟ์สไตล์ของคน หากแต่ “ธุรกิจจัดงานบุญ” นั้นยังไม่ได้เป็นที่กว้างขวางมากนัก เฉกเช่นเดียวกับรับจัดงานแต่งงาน งานศพ งานโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าต่างๆ

ทว่าผู้ชายคนนี้ “สรสิช เนตรนิล” ได้ก่อตั้ง บริษัท บุญนำพา (ประเทศไทย) ทำให้ธุรกิจรับจัดงานบุญเป็นที่รับรู้แพร่หลายว่ามีคนมาช่วยคุณจัดการงานขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญครบรอบวันเกิด ครบรอบบริษัท ฯลฯ หายห่วงเรื่องพิธีสงฆ์ ซึ่งหลายคนอาจจะเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ตั้งแต่การนิมนต์พระสงฆ์ การดำเนินพิธี อาราธนาศีล ลำดับพิธีการ อาหารถวายพระพร้อมชุดภาชนะ ไปจนถึงอาหารจัดเลี้ยงผู้ร่วมงาน

รุก-เปิดการตลาดจัดงานบุญ

ย้อนไปหลายปีการรับจัดงานบุญมีอยู่ แต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและยังมีศักยภาพในการรับงานได้จำกัด ผู้อยากใช้บริการยังไม่มั่นใจ จุดนี้จึงเป็นช่องว่างทางการตลาด การเกิดขึ้นของบุญนำพาไม่ใช่ผู้บุกเบิก ไม่ใช่เจ้าแรก หากแต่เป็นเจ้าใหม่ที่ลงมาในสายธุรกิจนี้ และใช้ความรู้ประสบการณ์ทำงานด้านการตลาด โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ทำให้บุญนำพาตระหง่านมาเป็นเจ้าใหญ่รายแรกที่รับจัดงานบุญในประเทศไทย

“ธุรกิจเริ่มจากผมขึ้นบ้านใหม่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไปเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตว่ามีคนรับจัดงานแบบนี้ไหม แต่ไม่ได้ใช้บริการ แล้วผมตั้งศาลพระภูมิ ได้เจออาจารย์ (มุนินทร์ มุนินโท) ผู้จัดพิธีตั้งศาลพระภูมิ ท่านเคยบวชเรียนมานาน แต่ยังดูดีแข็งแรง ท่านบอกว่า การทำงานนี้ได้เอาสิ่งดีๆ ไปบอกคนอื่น จึงไม่เครียด มีความสุข หน้าตาอิ่มเอิบ ผมเลยเกิดความคิดที่อยากช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากนี้และได้ทำบุญด้วย

 

เริ่มต้นจากทีมแค่ 2 คน ตั้งใจจะทำเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเราเคยทำกลยุทธ์ทางการตลาดให้บริษัทต่างๆ เรารู้ว่าทำยังไงที่คนจะเสิร์ชเจอเรา ประเมินสถิติว่าเข้ามาหาเรามากน้อยแค่ไหน เราทำการตลาดออนไลน์ ใช้ความรู้ทางการตลาดให้คนรับรู้ ให้คนเข้าถึงมากขึ้น พอทำมีดีมานด์เข้ามาเยอะ เดือนแรกเราคิดว่าจะมีงานสองงาน แต่มี 7 งาน ขยับเป็น 10 งาน เราเลยวิเคราะห์ว่าทำไมตลาดนี้โตเร็ว ในปีแรกธุรกิจผมโต 100 เปอร์เซ็นต์ รับจากวันละ 1 งาน กลายเป็น 5 งาน 10 งาน ปีที่ 2 รับ 20 งาน มันโตตามเรียลเอสเตท ที่เกิดขึ้นปีหนึ่งแสนหลังทั้งแนวราบแนวสูง ผมคิดว่าถ้าเราได้ 1 เปอร์เซ็นต์นั้น ธุรกิจก็ดำเนินด้วยดีแล้ว แต่นี่เกินคาดอีก แต่ทำไปเรื่อยๆ คนที่เข้ามาจากออนไลน์น้อยลง ลูกค้าที่มาเป็นการบอกต่อในเรื่องของการบริการ”

รักการบริการประหนึ่งญาติ

“ผมไม่ได้มองธุรกิจนี้จะต้องทำกำไรมหาศาล ธุรกิจนี้ไม่ใช่ธุรกิจแห่งความโลภ เราทำไปพร้อมกับการเรียนรู้ เวลาผมทำ ผมก็ได้ทำบุญด้วย ลูกค้าจะจัดเล็กเลี้ยงพระ 9 รูป ได้กำไรไม่กี่พันผมก็ไป”

สรสิชเปิดใจถึงธุรกิจรับจัดงานบุญที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่นิยมทำธุรกิจแบบโลภ กอบโกย แม้จะมีผู้สนใจเข้ามาขอร่วมทุน หรืออยากซื้อแฟรนไชส์ เพราะมองว่านอกจากเรื่องแบรนดิ้งที่น่าเชื่อถือแล้ว การบริการด้วยใจให้งานออกมาดีนั้นสำคัญกว่าจำนวนเงิน เพราะตั้งใจให้ธุรกิจบุญนำพาเป็นเซอร์วิสมายด์ ดังนั้นใครเข้ามาหวังรวยจากธุรกิจนี้ ธรรมะคงจัดสรรออกเอง

“ที่บริษัทเราได้รับการบอกต่อ เพราะความไว้ใจ ผมบอกพนักงานเสมอว่า ลูกค้าคือญาติ อย่าคิดว่าเป็นธุรกิจ ไปถึงบ้านงานมีอะไรให้ช่วยยก อย่าคิดว่าเขาจ้างเรา และเรื่องเวลาสำคัญมาก เพราะงานบุญต้องตรงตามฤกษ์ยาม ผมไม่ใช่แค่ผู้บริหาร ผมต้องรู้ทุกอย่าง รับโทรศัพท์ผมก็ทำมาก่อน แล้วค่อยๆ สอนพนักงาน ต้องให้เขารู้สึกรักในองค์กร ให้รู้สึกว่าพวกเรากำลังทำดี เรากำลังทำบุญ อย่างการรับโทรศัพท์ไม่ใช่การพูดห้วนๆ ไล่ลูกค้าไปดูในเว็บ มารยาทในการพูดคุยสำคัญ เราเจอลูกค้าหลายรูปแบบ ความต้องการไม่เหมือนกัน แต่เราบอกในมาตรฐานที่เราทำได้ ที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเราทำให้ได้แค่ไหน อะไรไม่ได้เราจะบอก

 

ย้อนมองการเกิดขึ้นภายใน 4 ปี ตอนนี้มีธุรกิจแบบเราเยอะขึ้น ซึ่งผมรู้สึกดีที่คนทำบุญกันเยอะขึ้น แต่ใครที่มาแบบมุ่งหวังกำไรมากๆ อาจจะอยู่ยากหน่อย เปรียบเทียบสมัยก่อนธุรกิจรับจัดงานแต่งก็มีน้อย อยู่ที่ว่าเขาเชื่อมั่นใคร อยากใช้บริการใคร แบรนดิ้งสำคัญ การบริการสำคัญ การเกิดขึ้นไม่ได้กระทบเรา เปรียบเทียบกับปีที่แล้วเราโตขึ้น เราได้ลูกค้าประจำที่กลับมาใช้บริการซ้ำ และได้รับการบอกต่อ เราคือความเชื่อมั่น”

แม้ว่าตอนนี้ต้องการผู้ช่วยในการจัดงานบุญ ชื่อของบุญนำพาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ หากในอนาคตข้างหน้า สรสิชก็ได้มองทิศทางเอาไว้ว่าจะขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ

“ลูกค้าตอนนี้เริ่มเยอะออกต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี สระบุรี ราชบุรี นครปฐม นครนายก ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี เราไปไกลเรื่อยๆ แต่เราไปในที่เราสามารถวิ่งได้ เพราะอาหารเราออกจากกรุงเทพฯ แล้วก็มีคนจากเชียงใหม่ ลำปาง อุดรธานี โคราช น่าน อุบลราชธานี โทรมาให้เราไปจัดงานให้ แต่ ณ ตอนนี้เรายังไม่พร้อม กำลังดูว่าถ้าเราไปจะขยับขยายต้องทำยังไง

แต่ละพื้นที่ธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติไม่เหมือนกัน การขยายไปต่างจังหวัด เราอาจจะเป็นการร่วมทุน เราเข้าไปในระบบการบริหารจัดการ หรือ ซีเลคเต็ด บาย บุญนำพา ธุรกิจนี้ไม่ใช่ลงทุนด้วยเงิน มันไม่ได้ทำด้วยใจรัก เราต้องมาคลุกคลีกับมันก่อน เราไม่ได้ทำเพื่อเป็นธุรกิจหวังกำไรมาก เราทำให้อยู่ได้ เรามีความสุข”

นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่สรสิชนำมาใช้จนทำให้ธุรกิจจัดงานบุญเป็นที่ยอมรับและถูกใช้บริการมากขึ้นแล้ว ลำดับขั้นตอนในการทำบุญในพิธีต่างๆ ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง นับเป็นการช่วยสืบสานประเพณีที่ถูกต้องให้ดำรงอยู่อีกด้วย