จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ โอกาสสร้างสรรค์ดีไซน์เวิลด์คลาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/484152

จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ โอกาสสร้างสรรค์ดีไซน์เวิลด์คลาส

โดย…ปอย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ผู้บริหารหญิงเก่งของแสนสิริ ผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสโดนใจมหาเศรษฐีทั่วโลก จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสนสิริ ช่วงนี้กำลังสร้างสรรค์ผลงานโบแดงชิ้นล่าสุดรับผิดชอบสร้างที่พักอาศัยผลงานระดับมาสเตอร์พีซ รวบรวมรสนิยมคุณภาพเยี่ยมระดับโลก ไว้ในโครงการคอนโดมิเนียม 25 ชั้น ในนิยาม The Best Comes as Standard รังสรรค์อสังหาริมทรัพย์ระดับ Super Luxury เตรียมเปิดตัวยิ่งใหญ่กลางเดือนนี้ “ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส (98 Wireless) สร้างห้องแพงที่สุดมูลค่าตารางเมตรละ 7.2 แสนบาท โดนใจมหาเศรษฐีชาวฮ่องกงตัดสินใจซื้อทันที ยืนยันการสร้างโครงการที่พักอาศัยดีที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส บนทำเลที่โดดเด่นที่สุดบนถนนวิทยุ หรือ 5th Avenue ของกรุงเทพฯ เตรียมเปิดตัว 14 มี.ค.นี้ จะสร้างทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ฐานะ Global Player ผู้บริหารหญิง จริยา กล่าวอย่างตื่นเต้นและน้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจเต็มร้อย ท่ามกลางโลกของวงการออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทย ส่วนมากถูกกำหนดทิศทางโดยสถาปนิกฝ่ายชาย แต่ก็ไม่หวั่นขอรับเป็นหัวเรือใหญ่คุมโครงการที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงของไตรมาสแรกปีนี้

รสนิยมการคัดสรรเหนือระดับ

บริหารหญิงเกริ่นถึงการก้าวสู่อาชีพงานออกแบบ และสถาปัตยกรรม แรงบันดาลใจจากคุณพ่อทำงานรับเหมาก่อสร้างจึงคลุกคลีกับการสร้างตึกอาคาร แล้วส่วนตัวก็ชอบงานประดิดประดอย คิดสร้างสรรค์ทำของเล่นเองตั้งแต่เยาว์วัย จึงตัดสินใจเลือกเรียนระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในปี 2536 และต่อระดับปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปี 2542

เริ่มเข้าสู่เส้นทางอาชีพสถาปนิกมากว่า 20 ปีแล้ว ทำงานสถาปนิกและนักออกแบบที่ Woodhead International เพิ่มประสบการณ์ตำแหน่งสถาปนิก Crown Property Development ซึ่งโดดเด่นงานออกแบบอาคารโดยเฉพาะที่อยู่อาศัย

ด้วยรสนิยมส่วนตัว จริยาสนใจงานออกแบบที่เกี่ยวข้องทั้งอินทีเรียดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการสร้าง Sculptural Design ด้วยศรัทธางานศิลปะคอมไบน์กับงานสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างมูลค่าได้ สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานการทำงานชิ้นล่าสุด โดยในปี 2547 จริยา เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาฯ

“ปรัชญาในการออกแบบและพัฒนาโครงการอสังหาฯ ดิฉันตรงกับแสนสิริ คือ Constructing Life, Not Just Buildings. การสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตไม่ใช่เพียงสร้างอาคารและบ้านพักอาศัย ดิฉันเข้ามาดูแลรับผิดชอบด้านงานออกแบบบ้านเดี่ยว ตลอดจนดูแลส่วนงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแสนสิริ ประกอบด้วยโครงการแนวสูง โครงการแนวราบ และฝ่ายนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ Design Solutions Department (DSD) มีลิสต์ให้ทำต่อเนื่องค่ะ ปีหนึ่งก็ 10 กว่าโครงการ ดิฉันอยู่แสนสิริ 13 ปี ทำมาแล้วกว่า 90 กว่าโครงการแล้ว”

ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส คืองานล่าสุดหรูหราที่สุดในเอเชีย โครงการเริ่มต้นเมื่อปี 2553 เสร็จสมบูรณ์ในปีนี้

“ผู้บริหารแสนสิริ ย้ำเสมอว่า Didn’t Put The Budget Ahead. Let’s Make The Good Project หรืออย่าเอาต้นทุนในการพัฒนาโครงการมาจำกัดความนิยามโครงการที่ว่า The Best Comes As Standard ก็ไม่ใช่การใช้เงินไปซื้อหินอ่อนแพงที่สุด เฟอร์นิเจอร์แพงที่สุด อ่างน้ำแพงที่สุด มารวมๆ กันไว้ เพราะนั่นใครๆ ก็ทำได้นะคะ สิ่งยากคือจะเลือกอย่างไรให้รวมกันแล้วลงตัวดูมีรสนิยม ถูกจริตกับลูกค้าระดับมหาเศรษฐีให้เต็มใจซื้อห้องพักระดับ 65 ล้านบาท จนถึง 1,000 ล้านบาทได้

งานน่าตื่นเต้นที่สุดคือการดูแลสร้างห้องพิเศษ 5 ห้อง 5 สไตล์ ตกแต่งพร้อมอยู่ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Ralph Lauren Home ทั้งชุด ห้องราคาแพงที่สุดมูลค่าตารางเมตรละ 7.2 แสนบาท ในช่วงพรีเซล มหาเศรษฐีชาวฮ่องกงเยี่ยมชมก่อนเปิดโครงการ ก็ถูกใจมากๆ ในความเป็นที่สุดเรื่องรสนิยมที่ไม่ใช่แค่การเอาของแพงที่สุดมารวมๆ กัน

วิธีการทำงานคือทีมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เริ่มติดต่อกับบริษัทออกแบบและบริษัทสถาปนิกชั้นนำจากทั่วโลก สนใจรังสรรค์โครงการมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ด้วยกันค่ะ โดยขั้นตอนการคัดเลือกใช้วิธี Idea Pitching ไม่ใช่เลือกเพียงโปรไฟล์ของบริษัท เพื่อมั่นใจว่าผู้ร่วมออกแบบโครงการมีความเข้าใจในนิยาม Super Luxury ในแบบเดียวกับแสนสิริ ซึ่งได้บริษัท DWP มีผลงานในระดับเวิลด์คลาสในเมืองใหญ่ทั่วโลกมาร่วมออกแบบ

ครั้งนี้ดิฉันมีโอกาสได้ทำงานกับ แอน คาร์สัน จากบริษัท Anne Carson Interiors เจ้าของรางวัลด้านดีไซน์ระดับโลก และเป็นยอดฝีมือแห่งเฟอร์นิเจอร์ Ralph Lauren Home มีผลงานการตกแต่งภายในน่าทึ่งไว้มากมายในสหรัฐ แอนสร้างผลงานบ้านหลายๆ หลังได้ลงปกนิตยสารเกี่ยวกับการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น Architectural Digest หรือ Elle Decoration จึงเชื่อมั่นว่าการออกแบบของเธอเติมเต็มให้โครงการในไทยสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นค่ะ”

ตลอดระยะเวลา 6 ปี เพื่อร่วมกันกลั่นกรองไอเดีย คัดเลือกชิ้นงาน ปรับเปลี่ยนและตัดสินใจจนลงตัว จริยา บอกว่าได้ค้นพบโลกใหม่ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้หลายเรื่องเลยทีเดียว

“ดิฉันก็เพิ่งทราบนะคะว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ราล์ฟ ลอเรน อยู่ในกรุงเทพฯ นี้เองค่ะ ดิฉันก็ถาม แอน ว่าทำไมเลือกโรงงานที่นี่ คำตอบน่าภาคภูมิใจมากว่าฝีมือช่างไทยดีที่สุดในโลกนี้เลยนะคะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) การทำงานกับดีไซเนอร์ระดับโลกเขาให้ความเชื่อถือคนไทยเราดีค่ะ ไม่มีอัตตามาก เขาเข้าใจว่านี่คือการสร้างสรรค์งานเยี่ยมที่สุดไปด้วยกัน”

มุ่งมั่นสไตล์ผู้หญิงแถวหน้า

สไตล์การทำงานของจริยา เน้นนำเสนอแนวคิดกลั่นกรองมาอย่างดีในทุกรายละเอียดของแต่ละโปรเจกต์ โครงการสุดหรูหราราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 4 แสนบาท นอกจากการได้พำนักอาศัยด้วยความสะดวกสบายในระดับพรีเมียมแล้ว จะต้องสร้างมูลค่าให้แก่เจ้าของห้องพักระดับเวิลด์คลาสได้อีกด้วย

“ในเมืองไทยถ้าคิดห้องราคานี้ ที่ผ่านๆ มาก็ตีโจทย์การออกแบบอาคารให้มีรูปทรงสะดุดตาที่สุด ใช้สีสัน ขนาด หรือองค์ประกอบที่แปลกและแตกต่าง ดิฉันไม่ปฏิเสธ การออกแบบที่ดีคือการสร้างสิ่งที่แปลกแหวกแนว ซึ่งอาจจะเกิดคำถามว่าทำไม ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส ตัดสินใจเลือกสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในรูปทรงคลาสสิก คำตอบมาจากการตกผลึกทางความคิด นับว่าเป็นความโชคดีที่แสนสิริเป็นบริษัทที่เปิดกว้างให้พนักงานในทุกระดับได้สลับสับเปลี่ยนกันเดินทางไปทั่วโลก เพื่อสั่งสมประสบการณ์ในการเห็นงานสถาปัตยกรรมระดับสูงในหลากหลายสไตล์ จนพัฒนามาเป็นรสนิยม และเป็นทักษะเฉพาะตัว ค่อนข้างจะแม่นยำในการวิเคราะห์รสนิยม

ข้อได้เปรียบอย่างแรก คือทำเลที่โดดเด่นในฐานะที่ดิน Freehold ผืนสุดท้ายของถนนวิทยุ นั่นหมายถึงเจ้าของก็จะได้ครอบครองไปตลอดกาล ส่งต่อได้ถึงลูกหลาน คำว่า เหนือกาลเวลา จึงเป็นแนวคิดในการออกแบบค่ะ

แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ซึ่งโครงการนำความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมประเภทนี้มาตีความใหม่ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการผสานศาสตร์แห่งสถาปัตยกรรมเข้ากับวัสดุและฝีมือชั้นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อน Statuario สีขาวลายเป็นเอกลักษณ์ หรือหินอ่อน Carrara และ Calacatta ลายงดงามอ่อนช้อย พื้นไม้โอ๊กลาย Herringbone ประตูไม้มะฮอกกานี ส่วนแง่งทลายเฉพาะนำเข้าจากสหรัฐ และวัสดุปูผิวผนังอาคารหินทรายโมเลอาโนสจากโปรตุเกส

ความท้าทาย คือการนำสไตล์โบราณมาปรับใช้กับการออกแบบในปัจจุบัน ก็ไม่ใช่แค่หยิบแล้วมาใส่ได้เลย โจทย์นี้ดิฉันกลับไปทำความเข้าใจว่าคนสมัยนั้นคิดอะไร ทำไมต้องใช้ฟอร์มแบบนี้ หินแบบนี้ การวางแพตเทิร์นแบบนี้เริ่มมาจากอะไร ถึงจะสามารถทำให้เข้ากับความคอนเทมโพรารีได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หินอ่อนสีขาวบางชนิดมาใช้ในบ้านเราที่เป็นเมืองร้อนก็เหลือง ก็ต้องเลือกกันใหม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 6 ปี

ท้ายที่สุดแล้ว การทำให้ไอเดียบนกระดาษเกิดได้จริง ต้องขอบคุณเจ้านาย — คุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณอภิชาติ จูตระกูล ที่มีมุมมองจากการเป็นนักธุรกิจแล้วยังผลักดันให้พนักงานกล้าหาญทำงานใหม่ๆ ยากๆ โครงการที่มีนามสกุล บาย แสนสิริ ก็จะมีความแตกต่างกันไปทั้งราคาถูกหรือแพง ดิฉันมองว่าเป็นความสนุกนะคะ (ยืนยันพร้อมรอยยิ้ม) คอนโดต้องตอบโจทย์เรื่องฟังก์ชั่นให้ได้มากที่สุด แล้วที่พักก็ต้องสร้างมูลค่าให้ผู้ซื้อได้ด้วยนะคะ การจับสิ่งที่เป็นไอเดียใหม่จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไอเดียได้มาจากรอบตัวค่ะ แม้ปัญหาจากช่างในไซต์งานก็ทำให้เราได้คำตอบใหม่ๆ เสมอค่ะ”

เคล็ดลับรีชาร์จในแบบสถาปนิก หากมีเวลาว่างเมื่อใด ผู้บริหารหญิงเลือกขับรถออกจากเขตเมืองทันที เพื่อไปทำกิจกรรมโปรดอย่างตีกอล์ฟ เดินริมทะเล หรือกิจกรรมเอาต์ดอร์ หลายๆ ครั้งทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ มาใช้ในงานออกแบบ เช่น โครงการบ้านแสนคราม หยิบแรงบันดาลใจจากในท้องทะเล นั่นคือเรือใบ มาใช้เป็นต้นความคิดในการออกแบบทรงของอาคาร ฟอร์มของอาคารบังแดดให้ความร่มเย็นสมกับเป็นบ้านพักตากอากาศ

ซึ่งคือความตั้งใจของงานสถาปัตย์แต่ละโปรเจกต์กินเวลาหลายปี ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะโปรเจกต์ราคาถูกหรือแพงก็ตาม

 

 

พิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล ผู้บริหารรุ่นใหม่ยิ่งต้องพัฒนาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/483800

พิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล ผู้บริหารรุ่นใหม่ยิ่งต้องพัฒนาตัวเอง

โดย…วรธาร

นอกจากความสวยที่โดดเด่นมีเสน่ห์แล้ว ยังเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในเชิงบริหารที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ไหม-พิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซน่าร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ SONAR ผ่านทางช่องมัลติแพลตฟอร์ม ทายาทคนที่ 6 ของ วิโรจน์ เรืองวัฒนไพศาล ประธานผู้ก่อตั้งเครือบริษัท โซน่าร์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์คนไทยมากว่า 45 ปี โดยมีโรงงานผลิตมาตรฐาน มอก. 2 แห่งอยู่ที่ จ.นครปฐม

สินค้าของโซน่าร์มีประมาณ 5,000 เอสเคยู ประกอบด้วย 5 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดความบันเทิงภายในบ้าน เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี โฮมเธียเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ไอทีและไลฟ์สไตล์ เครื่องเสียงโพรเฟสชันนัล PA และหมวดสินค้าอื่นๆ เช่น จานดาวเทียมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จักรยานไฟฟ้า ฯลฯ ปัจจุบันกลุ่มบริษัทในเครือมีพนักงานมากกว่า 500 คน

พิจิตราได้ชื่อว่าเป็นความหวังของวิโรจน์ผู้พ่อที่ต้องการให้เข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่และสินค้าบางประเภทก็มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอยู่ตลอด เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค จึงจำต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้และความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนให้เจริญเติบโตยิ่งๆ ขึ้น ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดียิ่งต้องการคนที่มีความสามารถในเชิงบริหารและเชี่ยวชาญด้านการตลาดมาพลิกฟื้นธุรกิจให้มีความแข็งแกร่ง นั่นก็เป็นเหตุผลให้เธอต้องทำงานหาประสบการณ์กับบริษัทข้างนอกเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ก่อนถูกคุณพ่อเรียกมาช่วยธุรกิจครอบครัว

“จริงๆ อยากเป็นนักการเมือง จึงเลือกเรียนรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ตอนปี 4 ก็ได้ออฟเฟอร์งานเป็นโปรเจกต์พิเศษของแฮปปี้ ดีแทค ชื่อแก๊งเป็ดที่ดีแทคคัดเลือกเอานักศึกษาที่มีไลฟ์สไตล์ที่คิดว่าจะเป็นตัวแทนของวัยรุ่น 4-5 คน ที่จะมาเบรนสตรอมผลิตภัณฑ์ของดีแทคที่จะมาตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พอเรียนจบรับปริญญาก็ได้ทำงานกับเอเยนซีหนึ่งดูแลคอมมูนิเคชั่นให้กับแบรนด์ต่างๆ ทั้งดีแทค โซนี่ อยู่ประมาณ 1 ปี คุณพ่อก็ให้ไปช่วยที่บ้าน”

พิจิตรา ยอมรับว่า การทำโปรเจกต์แก๊งเป็ดของดีแทคและเอเยนซีแห่งหนึ่งทำให้เธอเกิดสนใจในเรื่องมาร์เก็ตติ้งอย่างมาก และรู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ ดังนั้นหลังจากที่เข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัวได้ 2 ปี เธอจึงไปศึกษาต่อปริญญาโท เอ็มบีเอ มาร์เก็ตติ้ง หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทว่าที่น่าสนใจก็คือ การเข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้าน ณ ตอนนี้นั้นพิจิตรามีอายุเพียง 22 ปี แต่หนึ่งในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคือการดิวกับไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่างเทสโก้ โลตัส แม็คโคร คาร์ฟูร์ บิ๊กซี เพื่อนำผลิตภัณฑ์ของโซน่าร์เข้าไปอยู่ในนั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าประสบการณ์ในการทำงานของเธอมีแต่ยังน้อยเกินไป และการดิวกับห้างใหญ่ก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงท้าทายความสามารถเธอมาก แต่พิจิตราไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวัง

“เดิมช่องทางการจัดจำหน่ายของโซน่าร์เริ่มจาก ดีลเลอร์เป็นช่องทางแรกเลย เพราะเป็นช่องทางที่เกิดก่อน โดยเรามีตัวแทนจำหน่ายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกว่า 3,000 ราย แต่ต่อมาเมื่อมีกระแสของโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร คาร์ฟูร์ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส เข้ามาและเติบโตสูง เราก็อยู่นิ่งไม่ได้ เราต้องไปอยู่ในนั้น ต้องเจาะตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตควบอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งไหมก็เข้าไปดิวกับห้างด้วยตัวเองแล้วสินค้าเราก็ได้เข้าไปอยู่ในนั้น

จากนั้นช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ไหมก็ทำแค็ตตาล็อก ทำออนแอร์ รายการทีวีโฮมช็อปปิ้ง ทำมาร์เก็ตเพลสบนแพลตฟอร์มของพันธมิตรธุรกิจ คือ http://www.lazada.co.th ล่าสุดเมื่อ พ.ย.ปีที่แล้วไหมได้ทำตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ โดยการพัฒนาระบบช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์ภายใต้แพลตฟอร์มของบริษัท โซน่าร์ เราเอง คือ http://www.sonarshopping.com พร้อมด้วยช่องทางการชำระเงินทั้งในลักษณะการเก็บเงินปลายทาง รวมถึงบัตรเครดิต บัตรเดบิต และอื่นๆ โดยจะเปิดตัวโซน่าร์ช็อปปิ้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มี.ค. ที่โรงแรมเอส 31 สุขุมวิท”

เธอให้เหตุผลในการทำตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ว่า การดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องมีการปรับตัวเร็วทั้งในเรื่องของราคาและประเภทสินค้าที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและประเทศใกล้เคียง

“ธุรกิจเราตอนนี้เป็นมัลติแพลตฟอร์ม มีสินค้าโซน่าร์ 5,000 กว่ารายการ มีโซน่าร์ช็อปปิ้งที่ดิลิเวอร์สินค้าโซน่าร์ทั้งหมดให้ถึงมือผู้บริโภคตามแต่ละช่องทาง ลูกค้าตื่นนอนดูมือถือก็เจอโซน่าร์ช็อปปิ้ง เข้าไลน์ก็เจอไลน์ของโซน่าร์ เดินไปที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเข้าไปในห้างก็เจอผลิตภัณฑ์ของโซน่าร์ คือโซน่าร์จะอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกจุด เปิดทีวีโฮมช็อปปิ้งก็เจอเรา เพราะเราเป็นมัลติแพลต ฟอร์มนั่นเอง”

กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซน่าร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า โซน่าร์คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลักและจะอยู่กับผู้บริโภคตลอดไป เพราะผลิตภัณฑ์ของโซน่าร์ที่ผลิตแต่ละรุ่นแต่ละอย่างนั้นจะมาจากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นหลัก

“เราดูว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน แล้วเราก็ดึงเอาความต้องการของผู้บริโภคออกมาพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของเขา ยกตัวอย่างหม้อสุกี้บาร์บีคิวที่ขายดีมาก เราสังเกตว่าผู้บริโภคชอบไปกินบาร์บีคิวพลาซ่า กินเอ็มเค ต้องต่อคิวแทบทุกที่ ในขณะที่ร้านอาหารอื่นโล่ง เรามองว่ามีดีมานด์ตรงนี้คนชอบกินสุกี้บาร์บีคิว แล้วเราก็มองว่าทำไมเขาต้องมาเสียเงินกินข้าวนอกบ้านตลอด เขาอาจอยากกินแบบนี้ที่บ้านกับเพื่อนและครอบครัวก็ได้

เราจึงผลิตหม้อสุกี้บาร์บีคิว เจเนอเรชั่นแรกเป็นหม้อสุกี้ธรรมดา ทำสุกี้ได้อย่างเดียว ต่อมามีชาบูและคนฮิตเราก็ทำหม้อชาบูสุกี้และมีบาร์บีคิวอยู่ข้างบน ตอนหลังมาจับเทรนด์ได้ว่าคนกินบาร์บีคิวกลัวอ้วน เพราะในหมูจะมีมันหมูอยู่ โซน่าร์ก็ออกแบบให้มีช่องรองรับน้ำมันหมู ล่าสุดมีร้านค้าชาบูต้องการรุ่นที่ถอดล้างได้ จะได้ทำความสะอาด เราก็ผลิตรุ่นที่ถอดออกล้างได้ บอกได้เลยว่าทุกผลิตภัณฑ์ก่อนผลิตเราดูเทรนด์ พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นหลัก”

พิจิตรา ยอมรับว่า ถึงตรงนี้ตัวเองยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนำพาธุรกิจของครอบครัวที่คุณพ่อสร้างมาให้ประสบความสำเร็จและมั่นคง

 

อภิรดี หิรัญรามเดช เพลินพิศ รานุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 16:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/483637

อภิรดี หิรัญรามเดช เพลินพิศ รานุรักษ์

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เวลาผู้หญิงทำงานด้วยกัน ส่วนใหญ่ปัญหามักจะเกิดขึ้นเสมอ ตั้งแต่เรื่องจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เนื่องจากมองว่าผู้หญิงต่างคนต่างมีรายละเอียดเยอะ ปัญหาจุกจิกกระจิ๊บกระจ้อยจึงเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดกับทุกคู่เสมอไป เช่น คู่ของสองสาวสองสไตล์ โรส-อภิรดี หิรัญรามเดช ผู้อำนวยการ บริษัท ดิวาน่า สปา ซึ่งดูแลทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะนำมาใช้ในสปา กับ อ๊อด-เพลินพิศ รานุรักษ์ ผู้อำนวยการด้านปฏิบัติการ บริษัท ดีไอไอ เวลเนสสกินแคร์ ซึ่งเป็นบริษัทพี่บริษัทน้องในเครือธุรกิจเดียวกัน เนื่องจากบริษัท ดิวาน่า สปา ดำเนินธุรกิจมาครบ 15 ปีเต็ม ขณะที่บริษัท ดีไอไอ เพิ่งเปิดธุรกิจมาได้เพียง 7 ปีกว่าๆ แต่ถือได้ว่าทั้งสองทำงานเกี่ยวเนื่องและสนับสนุนกันมาโดยตลอด

ทั้งสองสาวสนิทสนมกันมากจากเพื่อนร่วมงานกลายเป็นคล้ายๆ เป็นพี่สาวกับน้องสาวกันไปแล้ว เนื่องจากโดยสายงานมีการทำงานใกล้ชิดเกี่ยวเนื่องกัน เพราะบริษัทกำลังโตการขยายงานในช่วงนี้มีมากขึ้น โดยเฉพาะการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในปีนี้ ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีสินค้าใหม่ในกลุ่มสกินแคร์อย่างน้อยอีก 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ในระยะ 2-3 ปีนี้ทางบริษัทเรายังมีการขยายงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือแม้กระทั่งการมองโอกาสในการเปิดสาขาใหม่ๆ ในต่างประเทศ

“อนาคตเราก็อยากทำผลิตภัณฑ์ให้ครบวงจร ทั้งสกินแคร์และเมกอัพ แต่การทำเมกอัพก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่คงยังไม่ใช่ตอนนี้ แผนระยะสั้นตอนนี้คือทำให้แบรนด์ DII แข็งแกร่งเป็นแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพ เราหวังไว้ว่าจะทำให้ DII เป็นที่รู้จักแบบใครไปเกาหลีต้องไปซื้อโซลวาซู ใครไปญี่ปุ่นต้องซื้อชิเชโด และถ้ามาประเทศไทยต้องซื้อ DII กลับไปเป็นของฝาก เป็นแบรนด์ไทยที่ชาวต่างชาติยอมรับ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเรา” อภิรดี กล่าว

ดังนั้น เธอทั้งคู่จึงต้องทำงานประสานงานกันอย่างแข็งขันในการทำให้เป้าหมายขององค์กรประสบความสำเร็จไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพและความงาม ยังเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่ดีทั้งตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ จึงต้องทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่ในระยะอันใกล้นี้ เพราะเทรนด์สุขภาพความงามที่มาจากธรรมชาติเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมาก เพราะใครๆ ก็อยากสวยสุขภาพดี

เพลินพิศ เล่าว่า เธอมาทำงานที่ดิวาน่าทีหลังอภิรดีหลายปี ขณะที่อภิรดีเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว เธอจึงเป็นน้องใหม่ที่ต้องขอคำแนะนำกับรุ่นพี่อย่างอภิรดีอยู่เสมอ

“คือดิฉันทำงานบริษัทรถยนต์ต่างชาติมานาน มีนายเป็นคนญี่ปุ่นที่มีวินัยและเคร่งครัด โดยสายงานนั้นไม่ต้องไปพบปะผู้คนมากนัก ส่วนใหญ่จะติดต่องานทางออนไลน์กับบริษัทแม่หรือกับวิศวกรชาวญี่ปุ่น ทำให้เป็นคนพูดน้อย ไม่ช่างคุย เป็นคนเงียบๆ และตรงไปตรงมา งานที่ทำตอนนั้นไม่ใช่งานบริการ จึงเป็นคนพูดน้อยแต่ตรงเป้าเข้าประเด็น พอย้ายมาทำงานที่นี่ซึ่งเป็นงานบริการ งานจุกจิกมีรายละเอียดเยอะ และมีทีมงานที่ต้องสื่อสารหลายระดับ ซึ่งเป็นผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ความที่เราพูดน้อยแต่พูดตรง ทำให้มาอยู่ตรงนี้ต้องปรับตัวเรื่องการสื่อสารมาก วัฒนธรรมองค์กรมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นพูดตรงพูดแรง ก็ต้องปรับตัวเยอะมาก ก็ได้พี่โรสคอยให้คำแนะนำ แรกๆ ก็ยุ่งยากใจพอสมควร แต่ตอนนี้โอเคขึ้นเยอะมาก” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ขณะที่ อภิรดี บอกว่าโชคดีที่เธอทำงานด้านบริการมาตลอด ก่อนมาทำธุรกิจสปาก็ทำงานสายการบิน มีความเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดจากงานแบบนี้พอสมควร จึงรับมือได้ดีพอสมควร

“ตอนอ๊อดเข้ามาทำงานใหม่ๆ เราก็พอมองออกว่าน้องมีความอึดอัดใจบ้าง และต้องการระยะเวลาในการปรับตัว เขามาแบบมีระเบียบวินัยตรงเวลาเป๊ะ ทุกอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานบริษัทญี่ปุ่น ในฐานะรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน เราก็ต้องให้กำลังใจกัน พูดคุยกัน จากเดิมที่เป็นเพียงเพื่อนร่วมงาน ตอนนี้ก็กลายเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนสนิทกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ช็อปปิ้งด้วยกัน ชวนกันไปออกกำลังกายบ้าง ถ้ามีเวลาว่างๆ เลิกจากงานก็เมาท์มอยกันไปเรื่อยตามประสาผู้หญิง” เธอกล่าวอย่างเข้าใจ

 

ขอบคุณที่ให้กำลังใจตลอดมา

เพลินพิศ กล่าวถึง อภิรดี ว่า รู้จักกันมา 15 ปี แต่เพิ่งมาร่วมงานด้วยกันเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมานี้ และอยากขอบคุณที่น่ารักเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด จนกลายเป็นพี่สาว

“คือพี่โรสใจดีแบบไหนก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย ใจเย็น รับฟัง อารมณ์ดี ไม่เคยโกรธ ไม่เคยโมโห รู้จักกันมาไม่เคยเห็นพี่โรสหงุดหงิดอารมณ์เสียเลย หน้าเขาจะยิ้มตลอด แล้วเป็นคนมีเหตุผลมาก ขยันทำงานเป็นที่สุด ใส่ใจดูแลทีมงานเสมอ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ก็ชอบพี่โรส แล้วเขาเป็นคนมีเสน่ห์ในการพูดจาสื่อสาร เขาพร้อมเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่ดีกับทุกๆ คน เรื่องงานไม่มีอะไรน่าห่วงเลย ที่ห่วงคือเรื่องสุขภาพ พี่เขานอนดึก อยากให้นอนเร็วพักๆ บ้าง ตอนนี้เหมือนเป็นพี่สาวเลย ครอบครัวเราก็สนิทกัน ไปเที่ยวด้วยกันบ่อย” เธอกล่าวด้วยความขอบคุณ

เขาเป็นเหมือนน้องสาวที่น่ารัก

อภิรดี กล่าวถึง เพลินพิศ ว่า รู้จักกันมานาน จนกระทั่งมาทำงานด้วยกันขาก็ตั้งใจทำงานมาก แรกๆ ก็ดูจะเครียดกับการปรับตัว แต่เขาก็ปรับตัวได้เร็ว เขาเป็นคนสมบูรณ์แบบมาก ตั้งใจทำงาน ชีวิตจริงเราไม่มีน้องสาว มีแต่น้องชาย เราก็เอ็นดูเขาเหมือนมีน้องสาวเพิ่มมา เหมือนได้เพื่อนสนิทมาอีกคน มีเพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน เพื่อนช็อป เขาไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะตั้งใจทำงานมากๆ ที่ห่วงคืออยากให้เขาผ่อนคลายลงบ้าง เพราะเกรงว่าจะจริงจังมากเกินไป ไม่อยากให้เครียด ตอนนี้เขาให้เวลากับงานมากเป็นอันดับหนึ่งเลย ไปออกกำลังกายบ้าง ตั้งใจว่าพยายามจะบริหารเวลาให้ดีเพื่อที่จะมีเวลาไปออกกำลังกายกันให้มากขึ้น แน่นอนว่างานก็สำคัญ แต่สุขภาพก็สำคัญเช่นกัน” เธอกล่าวด้วยความห่วงใย

 

‘ทอมมี่ เตชะอุบล’ ผู้สืบทอดอาณาจักรคันทรี่ กรุ๊ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 16:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/483632

‘ทอมมี่ เตชะอุบล’ ผู้สืบทอดอาณาจักรคันทรี่ กรุ๊ป

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

การเกิดมาในครอบครัวในตระกูลนักธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะหลีกหนี หลีกเลี่ยงได้เลย คือการเข้ามาเป็นทายาท นำพา สืบทอดให้กิจการของพ่อ ของตระกูล เติบโตต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไม่ล่มสลายไปตามกาลเวลา

เฉกเช่นเดียวกับ “ทอมมี่ เตชะอุบล” หนุ่มในวัย 33 ปี ทายาทคนสุดท้องของ สดาวุธ เตชะอุบล หรือเสี่ยไมค์ ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท คันทรี่ (ประเทศไทย) โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่โด่งดังก่อนยุควิกฤต แล้วก็ต้องเจอกับวิกฤตเมื่อปี 2540 เช่นกัน ทว่าวันนี้อาณาจักรธุรกิจของเสี่ยไมค์ ที่ถูกวางในมือของทอมมี่กำลังโลดเล่นและไปได้ดี

การเข้ามารับหน้าที่ในการนำพากิจการของตระกูล ด้วยวัย 33 ปี ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ในบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนในธุรกิจอื่นที่มีมูลค่ารวมอยู่กว่า 5,621 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) ถือหุ้น 99.3% บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี (MFC) ถือหุ้น 24.9% บริษัท ผาแดงอินดัสทรี (PDI) ถือหุ้น 24.9% และบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) ถือหุ้น 9.03%

ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่เกินวัย เพราะหากดูจากประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงานแล้ว ก็จะเห็นว่า ”ทอมมี่” ทำได้และน่าจะทำให้ผู้เป็นพ่อมีความสุขในวันที่กำลังเข้าสู่วัยที่ต้องพักและมองอยู่ห่างๆ

ทอมมี่ บอกว่า การเข้ามารับหน้าที่ในการสืบทอดกิจการให้กับครอบครัว ไม่ได้เหนือความคาดหมายเพราะเป็นความตั้งใจอยู่แล้วซึ่งในช่วงของการเรียนนั้นก็เลือกเรียนในสาขาที่คิดว่าจะนำมาใช้ในการทำงานอยู่แล้ว

โดยผมสำเร็จการศึกษาพาณิชยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) และนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และยังได้รับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อจบกลับมาผมก็เข้ามาช่วยคุณแม่ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในระหว่างนั้นก็ได้เข้าไปอบรมหลักสูตร หลักสูตรกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ รุ่นที่ 40 ด้วย และยังเข้าอบรบหลักสูตรของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หลักสูตร DAP Program

การเข้ามาทำงานของผม ไม่ใช่อยู่ๆ แล้วขึ้นมาเป็นซีอีโอเลย แต่ทำในส่วนงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องโดยประสบการทำงานช่วง 2558 ถึงปัจจุบัน กรรมการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี ประเภทธุรกิจ ทรัพยากร, 2557 ถึงปัจจุบัน กรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการการลงทุน บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นการจัดโครงสร้างกิจการขึ้นมาเป็นลงทุนในธุรกิจ

ขณะที่ในส่วนของธุรกิจการเงิน 2553-2557 ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี ที่ฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ ก่อนย้ายไปดูแลสายพัฒนาธุรกิจในปี 2555 โดยดูแลฝ่ายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน และ Private Equity ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ MFC ทอมมี่ รับผิดชอบการก่อตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งหมด 6 กองทุน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังดูแลกองทุนอื่นๆ ทั้งหมด 26 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ในความดูแลมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3.2 หมื่นล้านบาท โดย มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านกองทุนอสังหาริมทรัพย์และพลังงาน

“การเข้ามาทำงานถือว่าผมได้ทำในสิ่งที่ชอบและสามารถนำประสบการณ์นำความรู้มาใช้ในการทำงานเต็มที่ รวมถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานในด้านต่างๆ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพากิจการให้เติบโตต่อไปข้างหน้าได้” ทอมมี่ กล่าว

ทั้งนี้ ในวันที่ CGH มีการปรับโครงสร้างและจัดทัพเป็นโฮลดิ้งคัมปานี ผมได้เข้าไปมีส่วนหนุนและกำหนดทิศทางด้วย เพราะการเป็นโฮลดิ้งจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุนและการดำเนินงาน จากเดิม คือ ธุรกิจหลักทรัพย์รายได้หดตัวลงและมีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้นการผันมาเป็นโฮลดิ้ง จะทำให้เรามีความหลากหลายมีการกระจายธุรกิจออกไปและสร้างรายได้ให้กิจการมั่นคง

ผมคาดหวังให้ CGH เป็นโฮลดิ้งที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยวางแผนไว้ว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า จะมีการออกไปซื้อและลงทุนในกิจการโรงแรมในต่างประเทศ เพื่อให้ CGH มีโรงแรมเป็นธุรกิจหลัก นอกจากรับรายได้และกำไรจากเงินลงทุนที่เข้าไปถือในธุรกิจต่างๆ

ทอมมี่ บอกว่า การที่เขามีโอกาสและไปใช้ชีวิตรวมถึงเล่าเรียนในต่างประเทศโดยอยู่ที่ออสเตรเลียนานกว่า 23 ปี ทำให้โลกกว้าง เห็นโอกาสและเข้าใจว่าธุรกิจเป็นอย่างไร การลงทุน การบริหารเงินทุนเป็นอย่างไร ซึ่งโดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบในเรื่องของการบริหารเงินและการลงทุน

ในมุมมองของ ทอมมี่ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวจะได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลตอบแทนที่ดี “ยิ่งนาน-ยิ่งใช้-ยิ่งรวย” เอาชนะเงินเฟ้อได้สบาย ดูจากเทรนด์ความต้องการเทียบกับซัพพลายที่มีแนวโน้มระยะยาวราคาอสังหาริมทรัพย์สามารถขึ้นได้อีกเยอะ และมองว่าสินทรัพย์ที่มีอนาคตน่าจะเป็น “ออฟฟิศให้เช่า” ในทำเลที่ดี ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นมีบ้างและไม่เคลื่อนไหวเพราะทุ่มเวลาในการทำธุรกิจ

ดังนั้นเมื่อเข้ามาทำหน้าที่นำพากิจการก็มั่นใจว่าจะหาโอกาสและธุรกิจที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่ไว้วางใจในการเข้ามาร่วมลงทุนหรือถือหุ้นในกิจการของกลุ่ม

“ผมเชื่อว่าในทุกครั้งที่มีวิกฤตก็จะมีโอกาสเกิดขึ้น อยู่ที่เรามองเห็นและเข้าใจแค่ไหน เช่นกันในยุคนี้โลกผันผวน การที่สหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีนโยบายในทางกีดกันการค้า ซึ่งทำให้มีกองทุนที่ติดเรื่องการกีดกันก็จะต้องขายพอร์ตออกมา ซึ่งก็จะเป็นโอกาสที่เราจะเข้าไปซื้อเช่นกัน กรณีอังกฤษออกจากยูโร ก็คือโอกาส  ”

ทอมมี่ บอกว่า หากดูวิธีการทำงานระหว่างพ่อกับผม อาจจะเห็นความแตกต่าง พ่อจะเป็นนักพัฒนาแบบอนุรักษ์ แต่ผมถือว่าโชคดีที่มีการพัฒนาตัวเองผมเห็นในหลายๆ อย่างและได้เข้าไปเรียนรู้ทั้งกองทุน อสังหาริมทรัพย์ ทำให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวไปตาม แต่พ่อคือผู้มีประสบการณ์และคอยดูผมห่างๆ ซึ่งบางเรื่องสำคัญๆ ประสบการณ์ของพ่อก็ช่วยได้ ความท้าทายในยุคผมคือการบริหารงานท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นบริษัทลงทุน ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีการลงทุนที่หลากหลาย  จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นโฮลดิ้ง นอกจากเพื่อความคล่องตัวแล้ว

PDI  คือหนึ่งการลงทุนที่ตัดสินใจถูก

การตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นใน ผาแดงอินดัสทรี ก็ถือว่าเป็นหนึ่งเรื่องที่สำคัญ ซึ่งขณะนั้นด้วยการมองว่า PDI มีทรัพย์ซ่อนอยู่ที่น่าสนใจและการขยับเข้าสู่การทำพลังงานทดแทนก็เป็นเทรนด์และโอกาส สุดท้ายการเข้าลงทุนก็เกิดขึ้นและมาถึงตอนนี้ ผาแดงถือว่ากลับมาเป็นธุรกิจที่กำไร ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 478 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 216% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 151 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี บอร์ดจึงปันผลหุ้นละ 1 บาท ส่วนปีนี้สังกะสียังเป็นรายได้หลัก แต่เตรียมรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ด้านพลังงานทดแทนเข้ามาเสริม จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกที่บริษัทร่วมทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมกับบริษัท โดวา อีโค ซิสเต็ม อยู่ในขั้นตอนดำเนินการขอใบอนุญาตเพื่อดำเนินโครงการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจรในพื้นที่โรงถลุงแร่ของบริษัทใน จ.ตาก

โครงการพีดีไอ แมททีเรียล ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจรีไซเคิลวัสดุ ที่ระยองจะดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2562

เป้าหมายเข้า SET50

การทำอะไรต้องมีเป้าหมายและเดินเข้าไปซึ่ง ทอมมี่ ก็เช่นกันเขาคาดหวังไว้ชัดเจนว่า ในระยะ 5 ปีข้างหน้า CGH จะเป็นบริษัจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จะเข้าไปอยู่ใน SET50 ให้ได้เพราะการก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับนี้จะทำให้โฮลดิ้งที่เข้าเป็นผู้บริหารและเป็นอาณาจักรธุรกิจของตระกูลจะเป็นที่รู้จักและอยู่ในสายตา

ทั้งนี้ หมดนี้คือภารกิจของ ทอมมี่ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป

ชีวิตไม่โสด ชอบเล่นสกี

ทอมมี่ในวันนี้ไม่โสด เพราะตัดสินใจแต่งงานแล้ว กับ นักการเงินสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น และแม้ว่าหากดูการทำงานแล้วจะหนัก แต่ชีวิตเขาก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกไปท่องเที่ยวและพักผ่อน ซึ่งเขาบอกว่า เขาและภรรยาชื่นชอบในการเล่นสกีและเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็ได้ไปญี่ปุ่นโดยไปทริปสกีด้วยกัน หลังจากมีทริปสกีก่อนหน้าที่ทำให้เขาและภรรยามีโอกาสได้ใกล้ชิดมากขึ้นได้เรียนรู้ซึ่งกันและทริป สกีคือบ่อเกิดของชีวิตครอบครัว

หากพูดถึง สดาวุธ เตชะอุบล หรือเสี่ยไมค์ เชื่อแน่ว่าเป็นที่รู้จักเพราะยุคก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตปี 2540 คันทรี่กรุ๊ป คือหนึ่งในบริษัทที่พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ เช่น โครงการในมือมากมาย อาทิ คันทรี่ มารีนา ซิตี้ (บางปะกง) ริเวอร์โฮมวิว ริเวอร์คอนโดวิว, คอมเมอร์เชียล คอมเพล็กซ์ โรงแรม 5 ดาว และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ โครงการ คันทรี่ วิลล่า สุวินทวงศ์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท และคันทรี่ วิลล่า อ่อนนุช และเขายังเป็นนักการเงินด้วยการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ บริษัทเงินลงทุนหลักทรัพย์ (บงล.) มิดแลนด์ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น บงล.คันทรี่ แต่ด้วยวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้ อาณาจักรธุรกิจของ เสี่ยไมค์ ต้องเจอชะตากรรมแห่งหนี้เหมือนๆ กับธุรกิจอื่นๆ ทั่วไป และมีหนี้สินที่จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ กับสถาบันการเงินเช่นกัน วันนี้ เสี่ยไมค์ สดาวุธ กลับมาผงาด ทุกๆ ธุรกิจที่เข้าไปล้วนออกดอกผลได้ดี และมีทายาทที่เข้ามาสานต่อให้เติบใหญ่

 

ทยา ทีปสุวรรณ การศึกษาสร้างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/482871

ทยา ทีปสุวรรณ การศึกษาสร้างชาติ

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“คุณพ่อคุณแม่พูดเสมอว่าโรงเรียนที่เราทำอาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด แต่คุณค่าของผลผลิตนั้นคือสิ่งตอบแทนที่ให้เรากลับมา ในการทำงานในวงการศึกษา” ทยา ทีปสุวรรณ ผู้จัดการโรงเรียนศรีวิกรม์ ซึ่งไม่ว่าคุณจะรู้จักผู้หญิงคนนี้ในมุมไหนมาก่อนหน้านี้ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. หรือหนึ่งในแกนนำกลุ่ม กปปส. และล่าสุดกับผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ รักบี้ สคูล ไทยแลนด์ แต่วันนี้เธอเลือกที่จะทำงานด้านการศึกษาและตั้งใจพัฒนาระบบการศึกษาของโรงเรียนที่ทำอยู่อย่างเต็มตัว

“หลังจากเรียนจบมาก็ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่ไปฝึกงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ 2 ปี จนคุณพ่อคุณแม่ขอให้กลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ซึ่งก็คือโรงเรียนศรีวิกรม์ เพราะเห็นว่าเราชอบในการที่จะอยู่กับเด็กและก็มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการศึกษา จึงอยากให้ทำงานตรงนี้ ซึ่งโรงเรียนศรีวิกรม์ก็เป็นธุรกิจแรกของคุณพ่อคุณแม่ เป็นธุรกิจที่มีความผูกพันมากที่สุดก็ว่าได้ อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรมากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่คุณพ่อคุณแม่มีความภูมิใจ เพราะอย่างคุณแม่เองท่านเป็นครูมาก่อน ท่านจึงมีความเป็นครูเต็มร้อย ท่านพัฒนาโรงเรียนและดูแลนักเรียนด้วยความเอาใจใส่ เมื่อเขาฝากลูกหลานไว้กับเรา เราต้องดูแลเขาให้ดี ดูแลเฉพาะเรื่องของวิชาการ คุณธรรม และจริยธรรม

หลังจากเราได้รับช่วงดูแลโรงเรียนต่อ เราก็บอกกับคุณพ่อว่า เราจะทำโรงเรียนให้ดีที่สุด เราไม่มีความคิดว่าจะเอาที่ของโรงเรียนที่มีอยู่ไปทำธุรกิจอื่น เพราะเราเองก็เป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกๆ ที่เกิดขึ้นในไทยแล้วก็เป็นไปได้ด้วยดีมาตลอด พอเราเข้าไปแล้วก็ไปปรับเพิ่มหลักสูตร มีการนำเอาหลักสูตรต่างๆ เข้ามาเสริมโดยเฉพาะหลักสูตรภาษาอังกฤษ มีการปรับให้ครู 1 คนดูแลเด็กไม่เกิน 25 คนต่อห้องเพื่อความทั่วถึง เน้นให้คิด มีความคิดสร้างสรรค์และคิดวิเคราะห์มากขึ้น

 

แต่คงเป็นด้วยโชคชะตา ที่ทำให้เราก้าวเข้ามาสู่วงการศึกษาเต็มตัว ได้เข้ามาทำงานในวงการการเมือง ในตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ให้ดูแลเรื่องเกี่ยวกับระบบการศึกษาทุกโรงเรียนในสังกัดของกรุงเทพมหานครทั้งหมด ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากที่เราต้องดูแลโรงเรียนเพียงโรงเรียนเดียว มาดูระบบการศึกษาภาคใหญ่ มีโรงเรียนในสังกัด กทม.ทั้งหมด 4,000 กว่าโรงเรียน นักเรียน 3 แสนกว่าคน บุคลากรครูอีกนับหมื่นคน ที่เราต้องส่งนโยบายด้านการศึกษาลงไป  ก็ทำให้เราเปิดมุมมองในเรื่องของการศึกษาในภาครัฐ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่ภาครัฐยังขาดอยู่นั้นมีอะไรบ้าง เด็กๆ ที่ยังไม่มีโอกาสมากนักเขาควรจะได้รับโอกาสทางการศึกษาอะไรบ้าง

นโยบายที่ภูมิใจที่สุดก็คือเรื่องของการพัฒนาริเริ่มหลักสูตรโกง โตไปไม่โกง ปลูกฝังเด็กเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องของการทำผิดกฎหมายเชิงนโยบาย เพราะเราคิดว่าการพัฒนาการศึกษาและการสอนสอดแทรกในเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งแต่เด็กเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มันอาจจะไม่ได้เห็นผลในปี 2 ปี แต่ในระยะยาวอนาคตมันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ เป็นวัคซีนป้องกันสิ่งที่ไม่ดีให้กับเยาวชน

จนถึงวันนี้หลายโรงเรียนใน กทม.ก็ยังคงใช้หลักสูตรนี้อยู่ รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงต่างๆ ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาของ กทม. แม้กระทั่งโรงเรียนต่างจังหวัดก็ขอนำหลักสูตรของเราไปใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีส่วนริเริ่มสิ่งที่ดีให้กับประเทศชาติ เมื่อทำงานในวงการศึกษาก็ทำให้พบว่าระบบการศึกษาไทยเรานั้นไม่ว่าจะไปแตะตรงจุดไหนก็มีปัญหาแฝงอยู่มากมายจนทำให้ระบบการศึกษาไทยนั้นตกต่ำ ทั้งที่จริงแล้วกระทรวงศึกษาธิการเป็นหนึ่งในกระทรวงที่รับงบประมาณประจำปีมากที่สุดกระทรวงหนึ่งของประเทศ แต่ว่าผลสัมฤทธิ์การพัฒนากลับสวนทางกับงบประมาณที่ได้และยังมีแนวโน้มตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

 

ปัจจัยหนึ่งก็คืออาจจะเป็นเรื่องของโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการที่บริเวณต่อการพัฒนาบุคลากรยังติดอยู่ในเรื่องของระบบเดิมๆ งบประมาณไม่ได้ถูกจัดสรรไปใช้ในทางที่พัฒนาครูจริงๆ ครูกลับต้องไปทำเรื่องวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น ในขณะที่อัตราค่าจ้างครูนั้น เมื่อเทียบกับวิชาอื่นๆ ถือว่าต่ำมาก

ดังนั้น ถามว่าใครอยากเรียนครุศาสตร์ ก็คงน้อย เพราะเงินเดือนก็ไม่ได้เทียบเท่ากับสาขาวิชาชีพอื่น เมื่อมีรายได้ไม่พอครูก็ต้องเป็นหนี้ ต้องสอนพิเศษเพื่อหารายได้เสริม ปัญหาหนึ่งก็คือประเทศไทยเราไม่เคยมีนโยบายระยะยาวด้านการศึกษา ประเทศสิงคโปร์นั้นมีการวางนโยบายไว้ 20 ปี การศึกษาของเขาจะเป็นอย่างไร อย่างสั้นสุดคือ 10 ปี แต่ของเราเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนรัฐมนตรีนโยบายก็เปลี่ยนอีก แล้วนโยบายที่ส่งลงไปก็ไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานของท้องถิ่น กลายเป็นว่าไม่มีใครมองไปไกลกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเลย

จากประสบการณ์ที่เข้ามาทำงานในสายการศึกษาและสายการเมือง อยากจะบอกว่านโยบายอะไรที่มีดีอยู่แล้วจะเป็นของพรรคไหน เราก็ควรทำต่อ เราไม่ควรมองว่าต้องสร้างให้เป็นผลงานของตัวเองอย่างเดียว ควรมองที่เด็กๆ เยาวชนของเราเป็นหลักว่าเขาจะได้อะไร และในท่ามกลางระบบการศึกษาที่ตกต่ำ คนที่รวยที่สุดจึงตกเป็นของสถาบันกวดวิชาต่างๆ ที่ผุดขึ้นมา

มองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง ในแนวทางการบริหารงานศึกษาของโรงเรียน เราคิดเมื่อเรามองเด็กตามถนนหนทางไม่ว่าที่ไหนก็ตาม เราไม่สามารถผลิตเด็กให้ออกมาเป็นโมเดลเดียวกันได้ เพียงแต่ว่าเราจะสอนอย่างไรให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มที่ ในสิ่งที่เขามี ในขณะเดียวกันเด็กก็จะได้พัฒนาด้านวิชาการ ไอคิว และอีคิว และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในช่วงวัยเรียนเป็นช่วงวัยที่ยังไม่ต้องมีภาระมาก ยังไม่ต้องมีเรื่องปวดหัวให้คิดในอนาคตมากมาย เพราะฉะนั้นเป็นช่วงวัยที่เปรียบเหมือนฟองน้ำที่จะซึมซับทุกอย่างด้วยความสนุกสนานอย่างสมวัย และการที่เขาได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่สมวัย นั่นคือการหล่อหลอมเด็กคนหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างจากเด็กมากมายทั้งหมด ให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งเรื่องของการเรียน เรื่องของงาน ในสิ่งที่เขาเป็น

 

คนที่สมบูรณ์ในความหมายของเราอาจจะไม่ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดก็ได้ เขาอาจจะเป็นนักกีฬาที่อาจจะไม่ได้เก่งมีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่เขาเป็นนักกีฬาที่เล่นอย่างมีความสุข หรือเด็กอยากจะเป็นนักดนตรี พ่อแม่ก็ควรส่งเสริมให้เขาเป็นนักดนตรีที่มีความสุข เด็กอาจจะไม่ต้องเป็นผู้นำในทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยเขาควรจะได้รู้ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร จุดเด่นของเขาคืออะไร และเขาจะมีความสุขกับสิ่งที่เขาอยากเป็นได้อย่างไรในอนาคต และสุดท้ายก็คือเรื่องของจริยธรรม เรื่องของระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในสังคมไทยของเรา

จากประสบการณ์ที่เราทำงานในวงการนี้ เราอยากแนะนำว่าการเลือกโรงเรียนที่ดีสำหรับเด็กในฐานะที่อยู่ในวงการศึกษานั้นควรเลือกจากสภาพแวดล้อมของโรงเรียน เมื่อลูกเราไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้เขาจะมีความสุขหรือเปล่า สิ่งแวดล้อมที่ดีไม่ได้หมายถึงเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก หรือว่าเรื่องของสถานที่อุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างเดียว แต่ว่าต้องดูในภาพรวมการดูแลคุณภาพของครู การส่งเสริมด้านวิชาการเรื่องของหลักสูตรทางการศึกษา ลูกไปเรียนแล้วมีความสุขไหม ถ้ามีโรงเรียนที่ตอบโจทย์เหล่านี้ให้เด็กได้พัฒนาในทุกด้านแล้วเรารู้สึกไว้วางใจให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังที่สองของลูกได้อยู่แล้วมีความสุขได้พัฒนาได้เล่นไปด้วยได้สนุกอย่างสมวัย

เพราะปัญหาเรื่องโรงเรียนไม่ว่าผู้ปกครองจะรวยหรือจนมีปัญหาอย่างเดียวกันหมด คือต้องใช้เวลาอยู่บนท้องถนนเยอะ ต้องส่งลูกเรียนพิเศษมากมายก่ายกองเพื่อให้เรียนทันเพื่อน คุณภาพชีวิตจึงหายไปเยอะในยุค 4.0 นี้ ถ้าเรามีโรงเรียนที่สามารถแก้โจทย์เหล่านี้ได้ในขณะเดียวกันเด็กก็จะได้มีพัฒนาการในทุกๆ ด้าน ไม่ต้องไปเรียนพิเศษมากมาย ทุกอย่างจบในโรงเรียน เด็กมีการดูแลที่ดีได้ใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่เมื่อกลับบ้าน ก็น่าจะเป็นโรงเรียนที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพราะเด็กทุกวันนี้โตมากับรถติด การเดินทาง ตึกรามบ้านช่อง และปัญหามากมายทำให้พวกเขาอยู่ห่างจากธรรมชาติ คุณภาพชีวิตและการเรียนจึงไม่ใช่แค่การหาโรงเรียนที่ทำให้เด็กเป็นคนเก่งได้ แต่โรงเรียนที่ดีต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกได้ด้วย”

 

อีวาน เนโกร เชฟหนุ่มไฟแรงแห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/482510

อีวาน เนโกร เชฟหนุ่มไฟแรงแห่ง

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มอิตาเลียนหน้าหวานวัย 35 ปี อีวาน เนโกร หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “สกาลินี” ของโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อดูจากบุคลิกหน้าตาและความสามารถแล้ว ทำให้เราอยากรู้จักกับเชฟหนุ่มคนนี้ขึ้นมา

“ผมเกิดและเติบโตที่เมืองออสตา (Aosta) ประเทศอิตาลี สถานที่ที่ครอบครัวเราอาศัยอยู่นั้นจะมีฟาร์มเลี้ยงสัตว์และไร่องุ่นอยู่ด้วย ในช่วงวันหยุดคุณปู่ของผมซึ่งทำงานเป็นเชฟอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็จะกลับมาที่บ้านและมักชอบทำอาหารให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวกินอยู่เสมอ เวลาที่ทุกคนได้กินอาหารที่ปู่ทำแล้วดูมีความสุขมาก ผมจึงจดจำและรู้สึกประทับใจมาตั้งแต่เด็ก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมชื่นชอบการทำอาหาร และเลือกที่จะเป็นเชฟ

เมื่อโตขึ้นผมจึงเลือกเรียนที่ Instituto Alberghiero Catering School, Chatillon ซึ่งเป็นโรงเรียนการโรงแรมชื่อดังในบ้านเกิดของผมนั่นแหละ นอกจากเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในชั้นเรียนแล้ว ทางโรงเรียนยังส่งไปฝึกงานตามโรงแรมที่ฝรั่งเศสอีกด้วย ในทุกๆ ซัมเมอร์พวกเราก็จะถูกส่งไปทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์มากขึ้น โดยฝึกฝีมือหลายๆ ครัวในโรงแรมนั้นๆ อาทิ ครัวเมนดิช ครัวอะลาคาร์ต และครัวขนมหวาน เป็นต้น”

 

อีวาน บอกว่า เมื่อเรียนจบเขาได้เริ่มต้นทำงานในโรงแรม 4 ดาวที่ชื่อว่า โฮเทล พาวิลเลียน (Hotel Pavillion) ที่บ้านเกิดในตำแหน่งลูกมือในครัว จนก้าวไปสู่การเป็นเชฟขนมหวาน เพราะตอนที่เรียนทำอาหารเขาเรียนทั้งทำอาหารและขนมมาแบบครบถ้วน หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ย้ายไปเป็นผู้จัดการแผนกครัวของโรงแรมกัลลีอา พาเลซ (Gallia Palace Hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวอีก 1 ปี จนก้าวเข้าสู่การเป็นเชฟในห้องอาหารดอน คาร์ลอส ของโรงแรมระดับ 5 ดาว “แกรนด์ โฮเทล เอต์ เดอ มิลาน” (Grand Hotel Et De Milan) ซึ่งอยู่ในอิตาลีเช่นกัน จากนั้นเขาได้ไปทำงานในร้านอาหารชื่อดังที่ประเทศอังกฤษอีกหลายร้าน

ก่อนจะกลับมาสายงานด้านโรงแรม โดยผ่านการเป็นทั้งผู้ช่วยเชฟและหัวหน้าเชฟที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท มัลดีฟส์ ต่อด้วยโรงแรมรีเจนท์ สิงคโปร์ อะ โฟร์ ซีซั่นส์ ตามด้วย เลเจนด์ เมโทรโปล อะ โซฟิเทล โฮเทล เวียดนาม และยังเคยเป็นเชฟที่ปรึกษา เทรนเนอร์ รวมถึงผู้ควบคุมต้นทุนของห้องอาหารชื่อดัง “ออฟฟิซซีนา เดลลา พาสตา” ในโปแลนด์ ทั้งยังเคยเป็นหัวหน้าพ่อครัวของห้องอาหาร “อควา” ที่โรงแรมแกรนด์ เคมปินสกี้ เซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “สกาลินี” ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ อย่างในปัจจุบัน เรียกว่ามีประสบการณ์การทำงานทางด้านอาหารและเครื่องดื่มมากว่า 18 ปีเชียวล่ะ

“ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปทำงานทั้งในยุโรปและเอเชียหลากหลายประเทศ และครั้งนี้ผมได้กลับมาทำงานในเอเชียอีกครั้งโดยเลือกประเทศไทย เพราะผมอยากนำพรสวรรค์และความถนัดที่ผมมี นั่นคือการทำอาหารอิตาเลียนและเมดิเตอร์เรเนียนในแบบสร้างสรรค์ มานำเสนอให้คนไทยได้รู้จักมากยิ่งขึ้น ผมจึงเลือกมาทำงานที่ห้องอาหารสกาลินี

 

เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ผมเลือกเมืองไทย เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นประเทศที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้มแล้ว ยังเป็นประเทศที่เลื่องชื่อในเรื่องอาหารการกินอีกด้วย ผมจึงรู้สึกดีใจมากที่จะได้ร่วมงานกับทีมเชฟของห้องอาหารสกาลินี ซึ่งความตั้งใจของผมและทีมก็คือเราจะมุ่งมั่น เพื่อทำให้สกาลินีเป็นห้องอาหารอิตาเลียนที่มีมาตรฐานสูงขึ้นไปอีก และได้รับความนิยมทั้งจากลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติให้ได้”

เมื่อดูจากความมุ่งมั่นตั้งใจและรางวัลที่เขาเคยได้รับมา เช่น รางวัลเหรียญทองจากการแข่งขัน ICS Competition ที่ Four Seasons Resort Maldives at Kuda Huraa ซึ่งเป็นการแข่งขันทางด้านอาหารและเครื่องดื่มในเครือโฟร์ซีซั่นส์ ตามด้วยรางวัล Talent of the Year จากโรงแรมแกรนด์ เคมปินสกี้ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และการที่เขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับมิชลินสตาร์อย่าง เชฟ Igor Macchia เชฟอาหารอิตาเลียนชื่อดังที่โรงแรม Legend Metropole a Sofitel Hotel เวียดนาม และอื่นๆ แล้ว ก็เชื่อได้เลยว่าเชฟอีวานยังก้าวไปได้อีกไกลแน่นอน

“การที่ผมได้มาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหารสกาลินีถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ผมจึงตั้งเป้าหมายหลักๆ ไว้สองข้อ คือ อยากจะนำความเป็นตัวตนของผม ซึ่งมีความถนัดทางด้านอาหารอิตาเลียนมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่มีความเป็นออร์แกนิกมากขึ้นให้กับสกาลินี โดยแต่ละเมนูที่ผมปรุงออกมา จะเปรียบเสมือนกับการที่ผมไปสร้างรอยยิ้มให้ผู้ที่มารับประทานอาหาร

 

อีกข้อเป็นเป้าหมายในอนาคตที่ผมตั้งไว้ ว่าหากเก็บเงินได้เยอะๆ ผมมีแผนที่จะเปิดร้านอาหารอิตาเลียนของตัวเองด้วยเช่นกัน โดยอาจจะเป็นบ้านเกิดหรือเปิดที่อื่นก็ได้ ซึ่งก็คงต้องดูความพร้อมหลายๆ ด้านในตอนนั้น

อาชีพเชฟเป็นงานที่หนักก็จริง แต่ก็เป็นงานที่ผมชอบและเลือกที่จะทำตั้งแต่ผมตัดสินใจเรียนทำอาหารแล้วล่ะ ที่สำคัญ ยังเป็นสายงานของการฝึกฝนคนให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งผมจะดีใจและมีความสุขมาก ถ้าได้เห็นเพื่อนร่วมงานหรือคนในทีม ได้มีการพัฒนาตัวเอง หรือได้เลื่อนตำแหน่งในสายอาชีพนี้ไปในทางที่ดียิ่งขึ้น” (ยิ้ม)

อีวานทิ้งท้ายว่า สัปดาห์หนึ่งเขาทำงาน 5 วัน ถ้ามีวันว่างเขามักจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาติต่างๆ หรือผลงานของนักเขียนดังๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบล และเขายังชอบสะสมซีดีอัลบั้มเพลงทุกแนวที่ปัจจุบันนี้มีถึง 3,000 แผ่นอีกด้วย ซึ่งนักร้องคนโปรดของเขา คือ บ๊อบ ดีแลน สิ่งที่เขาชอบอีกอย่างก็คือการได้ไปลองชิมอาหารเมนูใหม่ๆ จากหลายเชื้อชาติตามสถานที่ต่างๆ หรือร้านอาหารที่เปลี่ยนไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเองได้นั่นเอง

 

ดร.ดนุวัศ สาคริก ผมไม่มีความฝัน มีแต่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/482090

ดร.ดนุวัศ สาคริก ผมไม่มีความฝัน มีแต่เป้าหมาย

โดย…กองทรัพย์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หากเปรียบเป็นเมล็ดพันธุ์ “ผศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก” ต้องเรียกว่าเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น เพราะเป็นหลานปู่ ศ.ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ คุณพ่อเป็นอดีต สส.กรุงเทพมหานคร การเติบโตในครอบครัวข้าราชการ อาจจะมีส่วนหล่อหลอมให้เขาอยากทำงานรับใช้สังคมโดยไม่รู้ตัว สำหรับชายหนุ่มคนนี้ความปรารถนาของเขาไม่ใช่การทำงานผ่านรูปแบบข้าราชการ แต่อยู่ในรูปแบบของการให้ความรู้และพัฒนาคนในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย

“ผมมองว่าการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยให้อิสระทางความคิด ทั้งยังอยู่ในฐานะที่ได้ช่วยคนในรูปแบบของการให้ความรู้ เส้นทางของผมจึงค่อนข้างชัดเจนว่า คือเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพราะตอนที่เรียนอยู่ประเทศอังกฤษ ผมจะกลับมาเมืองไทยเกือบจะทุกปิดเทอม ทำให้มีโอกาสฝึกงานกับองค์กรภาคธุรกิจชั้นนำของเมืองไทยอยู่หลายแห่ง ทำให้ผมรู้ว่าการทำงานในระบบบริษัทไม่เหมาะกับผม ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าเส้นทางการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะเหมาะกับแนวทางและจุดยืนของผม” ดร.ดนุวัศ เล่าถึงเหตุผลของการเลือกมาเป็นอาจารย์ และด้วยดีกรีปริญญาตรี BSc.(Hons) Economics, University of Essex และปริญญาโท MSc. Economics, Finance, and Management, University of Bristo จากประเทศอังกฤษ ทำให้เริ่มต้นเส้นทางอาจารย์ทั้งในมหาวิทยาลัยเอกชนและรัฐบาลได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบปี

เป้าหมายของหนุ่มคนนี้ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาเรียนต่อระดับปริญญาเอก ในสาขาวิชานโยบายสาธารณะ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งในขณะศึกษาปริญญาเอกก็ได้รับทุน Graduate Exchange Fellowship, School of Public and Environmental Affairs จาก Indiana University Bloomington ปัจจุบัน ดร.ดนุวัศ กลับมาเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ที่ NIDA และทำงานเพื่อภาคประชาชนร่วมกับทำงานในมหาวิทยาลัย ณ วันนี้เขาเป็นคนหนุ่มที่ได้ทำสิ่งรักและตั้งใจของตัวเอง

“ตอนเด็กๆ ก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ไม่ได้คิดว่าอยากจะเป็นอะไร เรียนไปตามระบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ความคิดมาเปลี่ยนตอนไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เราเห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง เห็นว่าระบบการศึกษาที่ดีทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนโดยเฉลี่ยในประเทศนั้นๆ มีมาตรฐานสูง แล้วอะไรล่ะที่จะนำพามาตรฐานประชากรไปสู่จุดนั้น สิ่งนั้นคือการศึกษา ผมจึงคิดว่าอาชีพอาจารย์น่าจะเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวผม มากกว่าที่จะไปทำงานเป็นพนักงานบริษัท ผมมองว่า การพัฒนาคนในประเทศด้วยการศึกษาจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพ” น้ำเสียง แววตาและคำพูดที่ออกมานั้น ชัดเจนสะท้อนให้เห็นถึงความคิดและความมุ่งมั่น

เมื่อถามว่า อะไรทำให้อาจารย์หนุ่มอย่างเขา ทำงานในอาชีพที่ท้าทาย และได้ทำประโยชน์ด้วยการสอนหนังสือ… “คณะรัฐประศาสนศาสตร์ที่ผมสอนอยู่ เชื่อมโยงทุกมิติของการบริหารงานภาครัฐ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับประชาชน ดังนั้น มันสำคัญในการสร้างคนและการพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นแหล่งผลิตคนที่พร้อม ทั้งความรู้และความคิดที่ดี ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่อย่างน้อยต้องเป็นคนที่มีทัศนคติที่อยากออกไปพัฒนาสังคม

หลายคนถามว่าได้แนวทางการทำงานมาจากคุณปู่และคุณพ่อหรือเปล่า จริงๆ แล้วท่านทั้งสองแทบไม่ได้สอนอะไรมากนัก หรือพูดคุยกันว่าเราจะต้องโตมาเป็นอะไร ท่านปล่อยให้เราคิดเอง แต่ท่านให้ข้อคิดและที่สำคัญคือทำตัวเป็นแบบอย่างในการเป็นข้าราชการและการเป็นพลเมืองดี ตั้งแต่เรื่องความรักชาติ ซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด และที่สำคัญคือการไม่เอาเปรียบคนอื่น ผมเห็นท่านทำมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต และผมยึดหลักตรงนี้มาใช้กับลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัย

ในระดับที่ผมสอนเริ่มจากปริญญาโทและปริญญาเอก ดังนั้นคนที่มาเรียนจะเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการอะไร ดังนั้นเขาจะคาดหวังกับสิ่งที่เราจะสอนอยู่แล้ว วิธีการสอนของผม ผมอาศัยว่าเป็นคนช่างสังเกต ตั้งแต่เรียนในห้องเรียนที่อังกฤษ เราก็จะเก็บข้อมูลมาว่าอาจารย์ที่สอนเก่งเขาทำอย่างไร ทำอย่างไรให้นักศึกษาสนใจและมีส่วนร่วมในห้องเรียน คนที่เป็นอาจารย์ต้องทำการบ้าน สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนการสอน

ผมไม่อยากให้คนที่มาเรียนเสียเงินค่าเรียนและเสียเวลาเปล่า ทฤษฎีจะต้องแน่น ขณะเดียวกันก็ต้องอัพเดทความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในโลก เราสอนรัฐประศาสนศาสตร์ ที่ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายภาครัฐ ทฤษฎีเก่าๆ ก็ต้องรู้ แต่เหตุการณ์การเมืองโลกที่เกิดขึ้นนอกตำราเกิดขึ้นได้ตลอด จึงจำเป็นต้องรู้และนำมาประยุกต์ในการสอนได้” จังหวะการพูดที่คล่องแคล่ว และท่วงทำนองที่น่าฟังของน้ำเสียง ชัดเจนทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เชื่อได้ไม่ยากว่า เขาจะเป็นขวัญใจของนักศึกษาแน่นอน

ช่วงที่ผ่านมาการทำงานย่อมมีอุปสรรคต่างกันไป ดร.ดนุวัศ กล่าวว่า ชีวิตต้องอยู่ในความสมดุล ซึ่งเขามองว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหลักการนำมาใช้ได้กับทุกมุมของชีวิต เมื่ออยู่ในสมดุล ชีวิตก็จะมีภูมิคุ้มกัน และผ่านปัญหาได้เร็ว

“ผมว่าหลักการนี้เป็นสิ่งสำคัญคืออย่าคิดว่าตัวเองเป็นสุดยอดของที่สุด เพราะจะทำให้เราประมาท ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย ยิ่งงานที่เราคิดว่าให้อิสระ เรายิ่งต้องมีวินัย งานอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ แบ่งเวลาสำหรับการเรียนรู้ของตัวเอง เวลาสำหรับงานสอน เวลาสำหรับการศึกษาวิจัย ผมภูมิใจกับอาชีพนี้ทุกครั้งที่ได้ยินหรือเห็นผลการประเมินหรือได้รับฟีดแบ็กจากนักศึกษาว่าชื่นชอบวิธีการสอนของเรา หรือความรู้ที่ได้รับจากเราพวกเขาสามารถนำไปใช้ในงาน หรือเกิดประโยชน์กับตัวเขาเองหรือชุมชนที่เขาอยู่

“ชีวิตผมไม่มีความฝัน มีแต่เป้าหมาย” นิยามสั้นๆ ในการใช้ชีวิตของ ดร.ดนุวัศ แต่ใช่ว่าชีวิตเขาจะเต็มไปด้วยเรื่องเคร่งเครียดตลอดเวลา เขายังมองว่าครอบครัวยังเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด

“ยิ่งครอบครัวเข้าใจในสิ่งที่เราทำ เรายิ่งต้องให้เกียรติเขา เอาใจใส่และดูแลเขาให้สมกับความเข้าใจนั้น ดังนั้นผมจะแบ่งเวลาให้ลงตัวที่สุดสำหรับเวลาครอบครัว เป้าหมายด้านการทำงานของผมคือ การทำให้นิด้ากลายเป็นที่รู้จักในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและจากต่างประเทศ ผลิตนักศึกษาที่จะไปทำงานในภาครัฐให้มีทัศนคติและความรู้ที่พร้อมสำหรับการพัฒนาประเทศ

ส่วนตัวผมจะต้องผลิตผลงานด้านวิชาการอย่างน้อยหนึ่งชิ้น ส่วนสมดุลเรื่องส่วนตัวตั้งเป้าว่า อยากออกกำลังกายให้มากขึ้น มีเวลาท่องเที่ยวเดินทางกับครอบครัว ได้ทำอาหารที่ชอบได้บ่อยขึ้น” นักวิชาการรุ่นใหม่ เล่าด้วยแววตาที่เป็นประกาย

 

ณพน เจนธรรมนุกูล หนุ่มผู้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481908

ณพน เจนธรรมนุกูล หนุ่มผู้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ   เสกสรร โรจนเมธากุล

หนุ่มหน้าใสวัย 30 ปี รูปร่างสูงโปร่ง มีรอยยิ้มเขินอายระบายอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา เขาออกตัวว่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับสื่อสักเท่าไหร่ แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์อะไรอย่างเป็นทางการแบบนี้เลย แถมรีบออกตัวว่าพูดไม่ค่อยเก่งอีกด้วย แต่บนความเรียบง่ายน้อยๆ แต่งดงามของเขามันช่างน่าเอ็นดู ทำให้การสัมภาษณ์ในเวลา 1 ชั่วโมงจบไปด้วยดี แบบอบอุ่นสบายใจไม่กดดันทั้งคนถามและคนตอบ

ปอย-ณพน เจนธรรมนุกูล ผู้จัดการทั่วไปสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท สัมมากร ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการบริหาร ที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การทำงานกว่า 5 ปี ที่ Investment Banking-Bualuang Securities และ Business Development-Rayong Purifier

หลังจากจบการศึกษาเขาได้เริ่มงานทางด้านการเงิน โดยทำงานเป็นวาณิชธนกิจอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงนานถึง 5 ปี ก่อนที่คุณพ่อจะชวนให้มาช่วยงานของธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นธุรกิจทางด้านโรงกลั่นน้ำมันคือ บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“คือทางครอบครัวของผมมองว่า ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมันถึงจุดอิ่มตัวแล้วอัตราการเติบโตอาจจะช้าๆ ลงในช่วงนี้ เราก็เลยมองหาธุรกิจใหม่ๆ เป็นการขยายไลน์ธุรกิจจากเดิมที่เราเคยทำมา โดยเรามองหาธุรกิจที่น่าสนใจมีอัตราการเติบโตที่ดี เราก็เลยมาซื้อหุ้นส่วนหนึ่งจากบริษัท สัมมากร เพราะในเรื่องพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เขามีความเชี่ยวชาญอยู่มาก” เขาเล่าให้ฟังถึงการเข้ามานั่งทำงานในตำแหน่งล่าสุด

เขาเล่าต่อไปว่า หลังจากที่ทางครอบครัวเข้ามาซื้อหุ้นแล้ว เขาก็เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่บริษัท สัมมากร สักพักใหญ่แล้วค่อยไต่ระดับขึ้นมาเป็นผู้จัดการมาดูแลรับผิดชอบงานทางด้านพัฒนาธุรกิจ ดูงานทางด้านพัฒนาโครงการ โดยการพัฒนาโครงการของบริษัทนั้นมีทั้งแบบที่มีที่เดิมอยู่ก่อน หรือซื้อที่ไว้แล้วค่อยมาคิดพัฒนาทีหลัง และแบบที่มีโครงการจะพัฒนามีรูปแบบแล้วค่อยไปหาที่ที่เหมาะสมเข้ามาสวมโครงการ

 

“คือพิจารณาตามความเหมาะสม ความลงตัวเป็นกรณีไป บางทีไปเจอที่ที่น่าสนใจและไม่แพงมากเราอาจจะซื้อที่เก็บไว้ก่อนแล้วค่อยคิดรูปแบบโครงการเข้ามา ซึ่งแบบนี้จะมีน้อยเพราะเราไม่กล้าที่จะซื้อที่เก็บไว้มันทำให้เงินจม ส่วนใหญ่คือคิดโครงการให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปตามหาที่ที่เหมาะสมเข้ามาสวม ซึ่งแบบนี้เราจะทำบ่อยกว่าไม่เอาเงินไปจมกับที่ดินมากเกินไป เพราะหากว่าเราซื้อที่ล่วงหน้าเอาไว้นานๆ การมีแลนด์แบงก์ที่มากและนานเกินไป ทำให้คาดการณ์ยากกว่า เช่น คาดการณ์ว่าอีก 5 ปี รถไฟฟ้าจะมา แต่พอถึงเวลารถไฟฟ้ายังไม่มาหรือมาล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้แผนงานมีความเสียหายและล่าช้าเกินไป จะทำแล้วค่อยซื้อดีกว่าแม้ที่ดินอาจจะแพงขึ้นไปตามยุคสมัยแต่ก็ป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่าคือ รถไฟฟ้ามาแน่ ทางด่วนผ่านแน่ เราไม่ต้องไปปรับแผนมาก” เขาเล่าให้ฟัง

ณพน ยังเล่าถึงแผนงานระยะสั้นของปีนี้ให้ฟังว่า ในปี 2560 ทางบริษัท สัมมากร จะทำโครงการใหม่ประมาณ 3 โครงการ คือ ทาวน์โฮม 2 ชั้น โฮมออฟฟิศและทาวน์โฮมขนาดใหญ่ โดยจะดูแลทางด้านพัฒนาธุรกิจ ดูพื้นที่เช่า และการตลาด

เขากล่าวว่า จากเดิมที่สัมมากรจะถนัดบ้านเดี่ยว ตอนนี้ทางบริษัทจะเริ่มมาทำทาวน์โฮมมากขึ้น โดยมาเล่นตลาดทาวน์โฮมที่พื้นที่จะเริ่มเล็กลง เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่บ้านจะเล็กลงทุกปี เพราะครอบครัวเริ่มมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ครอบครัวรุ่นใหม่มีลูกเพียงคนเดียว บางคู่แต่งงานก็ไม่พร้อมจะมีลูก แล้วก็ไม่ได้อยากอยู่คอนโด เขาก็เลือกที่จะมาอยู่ทาวน์โฮมแทน เพราะคอนโดสมัยนี้แม้ไม่ได้อยู่กลางเมืองหรือเกาะแนวรถไฟฟ้ามากนักราคาก็ 3 ล้านกว่า ทาวน์โฮมก็ 3 ล้านกว่า เขาเลือกบ้านที่มีที่ดินมีบริเวณ

 

“ถือว่าเป็นการแตกไลน์ธุรกิจของสัมมากรที่มาจับตลาดเล็กลง เพื่อให้ครบวงจรและก็อาจจะมาจับตลาดกลุ่มคอนโดมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ทำมาเพียงโครงการเดียว เพราะที่ผ่านมาเราจับบ้านเดี่ยวเป็นหลัก โดยคอนโดก็พยายามจะเข้ามาในเมืองมากขึ้น คาดว่าปีนี้หรือต้นปีหน้าเราจะมีโครงการที่ซอยอารีย์ขนาด 100 ห้อง เป็นคอนโดแบบโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น แต่เราจะไม่บุกคอนโดมากนักเพราะคิดว่าตลาดน่าจะเต็มแล้วเราทำเพื่อให้ครบวงจรของทุกตลาด และเลือกทำเลที่มั่นใจว่ายังมีศักยภาพที่ดีอยู่ แต่พวกบ้านเดี่ยวตลาดแนวราบยังพอไปได้อยู่ ส่วนตลาดที่เราคิดว่าน่าสนใจจริงน่าจะเป็นพวกทาวน์โฮมระดับไฮเอนด์ขนาด 1 ไร่ มี 20 ตึกแบบนี้ แบบจิ๋วแต่แจ๋วเพราะพื้นที่ขนาดนี้ในเมืองยังพอหาได้และตลาดยังพอมีกำลังซื้ออยู่” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ณพน กล่าวต่อไปว่า การเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของเขาที่นี่ จะพยายามปรับรูปลักษณ์ของโครงการหมู่บ้านสัมมากรให้ออกแบบมาทันสมัยขึ้น เพราะที่ผ่านมาลูกค้าของสัมมากรจะเป็นวัยผู้ใหญ่ เขาอยากได้ลูกค้าในกลุ่มคนวัยทำงานระดับกลางๆ เพราะจุดแข็งของสัมมากรคือคุณภาพดีแต่ราคาถูกกว่าของแบรนด์อื่นๆ อยู่แล้วเพียงแต่กลุ่มเป้าหมายสูงวัยไปนิด เราจะขยายตลาดมายังลูกค้าที่อ่อนวัยมากขึ้นจากเดิมลูกค้าวัย 50 ก็ขอขยายมาที่ตลาดวัย 30 มากยิ่งขึ้น ซึ่งพยายามจะรีแบรนด์ให้มีความทันสมัย

ทางด้านหลักการทำงานของเขานั้น หลังจากที่ทำงานมาเกือบ 10 ปี เขาบอกว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษเพียงแต่ต้องพยายามเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีและความรู้นั้นมีเรื่องราวใหม่ๆเข้ามาทุกวัน ถ้าหยุดเปิดรับสิ่งใหม่ก็จะกลายเป็นคนล้าหลังไปโดยปริยาย ต้องทำตัวแอ็กทีฟอยู่เสมอ อย่าเฉื่อยชา โชคดีที่เขาทำงานทางด้านการเงินมาก่อน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เลยทำให้เขาเป็นคนแอ็กทีฟอยู่ตลอดเวลา

 

พอเปลี่ยนสายงานมาทำด้านอสังหาริมทรัพย์ก็มีการปรับตัวบ้าง เพราะองค์กรการเงินกับอสังหาริมทรัพย์มีความแตกต่างกันพอสมควร เขาจึงต้องเรียนรู้งานแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเสมอการปรับตัวก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน ยิ่งการเข้าไปในองค์กรใหม่ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างอ่อนโยนและประนีประนอม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขององค์กรเป็นสำคัญ

เขาบอกว่าการทำงานทุกอย่างต้องเจออุปสรรคปัญหามากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเจอปัญหาเขาก็จะพยายามคิดบวกเข้าไว้ แล้วค่อยๆ มาแก้ปัญหาทีละเรื่องๆ แต่โชคดีว่าโดยส่วนตัวแล้วเขาเป็นคนใจเย็นและเป็นคนมีเหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์ ทุกอย่างจึงไม่มีอะไรเลวร้ายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ แม้ว่าจะทำงานหนักมากในช่วงนี้ แต่เขาก็พยายามแบ่งเวลาในการไปออกกำลังกายตอนเช้าเกือบทุกวันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง โดยเขาจะเข้าฟิตเนสสลับกับชกมวย

นอกจากนั้น เขามีงานอดิเรกในการอ่านหนังสือและสะสมหนังสือหลายประเภท หนังสือที่เขาชอบอ่านจะเป็นแนววิทยาศาสตร์ของไมเคิล ลูวิส หรือนิยายของมุราคามิ งานอดิเรกอีกอย่างที่เขาชื่นชอบคือ การเดินทางท่องเที่ยวแนวธรรมชาติลุยหน่อยแบบเดินป่า ปีนเขา เขาจะมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ไปปีนเขาด้วยกันที่มาเลเซียระดับ 4,000 เมตร พร้อมถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกอีกอย่างที่ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง

อดถามถึงคำถามสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการสัมภาษณ์ไม่ได้ว่า โสดหรือไม่ เขาตอบพร้อมรอยยิ้มว่ายังโสด อุ๊ย… ต้องถามต่อในทันที…แล้วสเปกสาวเป็นอย่างไร เขาตอบมาแบบกว้างๆ ว่าชอบสาวๆ ที่แลดูใจดีและมีอารมณ์ขัน

“ที่สำคัญต้องเรียบร้อยนะครับ” สาวเปรี้ยวๆ นั้นไม่ใช่สเปกของเขา!!

 

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จากเด็กลอกหนังสือสู่นักผลิตคอนเทนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481761

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จากเด็กลอกหนังสือสู่นักผลิตคอนเทนต์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพราะเชื่อในพลังของข้อมูลข่าวสาร ตุ๊ก-วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จึงยึดอาชีพ “นักผลิตข้อมูล” มาตลอดชีวิตผ่านสื่อหลายประเภททั้งวิทยุ หนังสือเล่ม นิตยสาร โดยเริ่มจากเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในกองบรรณาธิการ กระทั่งประสบการณ์ทำให้เธอได้รับโอกาสรับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่นำพา “อะเดย์ บูเลติน” (a day BULLETIN) ออกจากฝั่งไปสู่มหาสมุทรสีฟ้ากับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารที่ต้องหาทิศทางและจุดหมายปลายทางของการเดินเรือ

เธอเพิ่งทิ้งทวนหน้าที่เดิมมาสู่ตำแหน่ง “บรรณาธิการอำนวยการ” ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการมาของพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มบริษัทแม่ อะเดย์ โพเอทส์ อย่างรุนแรงและเสียหาย แต่เข็มทิศของอะเดย์ บูเลติน ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

“รู้ตัวว่าชอบงานนิตยสาร เพราะชอบเล่าเรื่อง ชอบสัมภาษณ์คน” วิไลรัตน์เริ่มเล่าถึงเส้นทางในวงการกระดาษ “คนในวงการสื่อทุกคนต่างต้องไล่ตามสื่อใหม่ หรือวิธีการผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราจะใช้สายตามองหาประเด็นและเลือกที่จะนำเสนออย่างไรนี่ต่างหากคือสิ่งสำคัญ เพราะเราเชื่อในพลังของการซีเล็คและความครีเอทประเด็นขึ้นมาในกรอบของนิตยสารเพื่อตีแผ่ประเด็นเหล่านั้น”

 

จากตำแหน่งนักเขียนในกองบรรณาธิการ ขยับตัวขึ้นไปสู่ตำแหน่งรองบรรณาธิการได้ในก้าวเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากสำหรับคนที่ไม่คิดจะอยู่เฉย ความคิดที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไปเธอจึงปักธงชัยไว้ชัดเจนตั้งแต่ค้นพบตัวตน

“เราสามารถเป็นบรรณาธิการ ถ้ามีความตั้งใจเราก็จะพัฒนาตัวเองไปสู่จุดนั้นได้เร็ว ทั้งพัฒนาความรู้ พัฒนาฝีมือการทำงาน พัฒนาทัศนคติ เพื่อพุ่งเป้าไปสู่ตำแหน่งสูงสุดของนิตยสาร ถึงแม้ว่ามันจะเป็นนิตยสารแจกฟรี แต่ถ้าเราเลือกเนื้อหา เลือกคนสัมภาษณ์ และเลือกดีไซน์ มันก็จะเป็นหนังสือที่คนอยากเก็บ สุดท้ายแล้วคุณค่ามันเป็นคนละเรื่องกับมูลค่า แม้บนปกจะเขียนว่าฟรี แต่คุณค่ามีมากกว่านั้น”

ทุกวันนี้คนยังต้องการเสพข้อมูลที่ดีและฟรี ทั้งที่ของฟรีในอินเทอร์เน็ตก็มีมาก แต่ความเร็วในโลกออนไลน์ก็ทำให้ทุกอย่างหายวับไปและไม่สามารถจับต้องได้เช่นกัน

 

“ต้นทุนของเราคือกระดาษ ดังนั้น การเลือกเรื่องดีไซน์ รูปภาพ ทุกอย่างต้องถูกคัดเลือกมาแล้วทั้งนั้น ต้องผ่านกระบวนการคิดของคนหลายคน ต้องผ่านกระบวนการที่เนี้ยบและต้องทำทุกอย่างให้ผิดพลาดน้อยที่สุด นิตยสารจึงเสมือนเพื่อนที่รู้จักกันมานาน แกต้องมีอะไรดีๆ มาเล่าให้ฟังแน่ๆ”

ไม่ว่าอนาคตทิศทางของสื่อจะเป็นอย่างไร วิไลรัตน์ก็ยังอยากผลิตข้อมูล เพราะรักในการเขียน การอ่าน และการสำรวจชีวิตผู้คน ซึ่งอีกบทบาทของอาชีพบรรณาธิการก็คือ นักเขียน อย่างหนังสือเรื่อง Only Time Will Tell ที่ได้รวบรวมบทบรรณาธิการในอะเดย์ บูเลติน ไว้ โดยมีธีมใหญ่เกี่ยวกับเวลา

“พอโตขึ้นๆ เรารู้สึกเรื่องเวลาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คำถามที่เราตั้งในวันนี้เราอาจยังตอบไม่ได้ หรือยังไม่รู้คำถาม เวลาจะบอกเราเอง และใช้ได้กับทุกเรื่อง อย่างย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทุกคนตั้งคำถามว่าฟรีก๊อบปี้จะทำได้จริงเหรอ วันนี้ก็ตอบได้แล้ว” ผลงานชิ้นก่อนๆ มีทั้งเรื่อง If you Care Enough, Everybody hurts และ Lonely Me, Lonely You

 

เวลายังพิสูจน์ด้วยว่า เด็กที่ไม่มีเงินจะซื้อหนังสือในวันนั้น สามารถเป็นคนทำหนังสือเป็นร้อยๆ เล่มได้ในวันนี้ ในวัยเด็กว่า เธอเคยยืมหนังสือเพื่อนมาลอกด้วยมือตัวเองทุกคำ เพราะไม่มีเงินแม้แต่จะถ่ายเอกสาร

“ถ้าเราจะเอาชนะ ทุกอย่างก็สามารถเป็นไปได้ ตอนเด็กๆ ซื้อกระดาษฟุลสแก๊ปกับปากกามานั่งเขียนเรื่องส่งไปตามสำนักพิมพ์ หรือแปลหนังสือภาษาอังกฤษ โดยเขียนใส่กระดาษแล้วให้เขาไปพิมพ์อีกที หาเงินจากการเขียนมาตลอดจนส่งตัวเองเรียนจบ ดังนั้น ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วมันไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาขวางได้”

ฝันอยากเป็นแล้วได้เป็น และได้เป็นในจุดสูงสุดของสายอาชีพคนทำนิตยสาร บางคนอาจรู้สึกอิ่มตัว แต่สำหรับวิไลรัตน์เธอยังรู้สึกมีไฟที่จะทำต่อไปไม่รู้จบ “อาการหมดไฟจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ เรายังสนุกกับงานที่ยังได้ต้องสื่อสาร สนุกกับการเขียนเล่าเรื่องอยู่เสมอ แต่ช่วงไหนที่เหนื่อยและเนือยมาก ก็แค่พัก ไปเดินทาง ออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ บ้าง มันจะเปลี่ยนพลังงานเรา”

ประสบการณ์ชีวิตสอนให้รู้ว่า ความเหนื่อยคือด่านแรกที่ต้องผ่าน ความตั้งใจคือด่านต่อด่านที่ต้องมี และความสุขีคือด่านสุดท้ายที่จะได้รับ ซึ่งจะสุขอย่างเดียวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องหาความท้าทายและความรู้สึกใหม่ให้ชีวิตมีเป้าหมายเสมอด้วย

 

ธัญญลักษณ์-ธัญญรส ภูริปรัชญา เราเติมเต็ม ซึ่งกันและกันอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481519

ธัญญลักษณ์-ธัญญรส ภูริปรัชญา เราเติมเต็ม ซึ่งกันและกันอย่างลงตัว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เธอเป็น 2 สาวสวยคู่แฝด ที่มาช่วยกันทำธุรกิจจิวเวลรี่ที่สืบทอดธุรกิจเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณแม่ของเธอที่เป็นผู้ริเริ่มมาก่อนและทำตลาดเฉพาะในประเทศ แต่พอมาถึงยุคของ 2 สาว เธอก็มาทำตลาดส่งออกและมีแบรนด์เป็นของตัวเอง

แอม-ธัญญรส แฝดผู้พี่ และโอ๊ต-ธัญญลักษณ์ แฝดผู้น้อง จากตระกูลภูริปรัชญา ทั้งคู่อายุ 37 ปี แอมแฝดพี่นั้นจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทางด้านเคมี แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านบริหาร ส่วนโอ๊ตแฝดน้องจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษทางด้านเดียวกัน

ทั้งคู่เกิดห่างกัน 6 นาที แอม เล่าว่า ตอนที่คุณแม่ท่านตั้งครรภ์พวกเธอ ตอนแรกท่านไม่ทราบว่าได้ลูกแฝด เพราะอัลตราซาวด์แล้วก็ไม่เห็นเพราะบังกันไว้มิด จนกระทั่งก่อนคลอดไม่กี่อาทิตย์ถึงมาทราบว่าได้ลูกแฝด

เธอทั้งคู่ตั้งแต่เล็กจนโตนั้น แทบจะไม่เคยแยกกันเลยตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นมัธยมฯ ปลาย เรียนโรงเรียนเดียวกันมาตลอด มาแยกกันครั้งเดียวตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่พี่สาวเอนท์ฯ ติดจุฬาฯ ส่วนน้องสาวเอนท์ฯ ติดเกษตรฯ พอจบปริญญาตรีไปต่อปริญญาโท ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ประเทศอังกฤษ และมาแยกกันอีกครั้งตอนที่ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตนเอง

แอม เล่าว่า เดิมแม่ของเธอทำจิวเวลรี่ขายในประเทศ โดยผลิตเพื่อส่งให้กับร้านเพชรในกรุงเทพฯ เป็นหลัก และไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ผลิตแบบขายส่งมานานเกือบ 40 ปี ซึ่งท่านก็ไม่ได้เรียกร้องว่าต้องเรียนบริหารหรือออกแบบอะไรเพื่อมาช่วยงาน พ่อแม่ให้อิสระในการให้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ

 

“จะมาช่วยหรือไม่… ท่านไม่เคยบังคับ แต่พวกเราก็คิดในใจว่าเราอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะชอบงานค้าขายกันมาตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น ตอนเราไปเรียนเมืองนอก เราก็เอาของเหลือสต๊อกของคุณแม่ไปขายที่อังกฤษบ้าง ไปขายเพื่อนๆ บ้าง ไปขายตลาดนัดซันเดย์มาร์เก็ต ซึ่งก็ได้เงินดีทีเดียว เรารู้กันเลยว่าในอนาคต ก็ต้องทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็ลองไปเรื่อยๆ ให้รู้ว่าชอบอะไรแน่” แฝดพี่ย้อนอดีตให้ฟัง

ทางด้านโอ๊ต เสริมว่า จนกระทั่งทั้งคู่เรียนจบปริญญาโทกลับมา ตัวเธอไปทำงานบริษัททางด้านเคมีอยู่ปีกว่า แต่เธอไม่ชอบก็เลยออกมาช่วยงานของแม่

“โอ๊ตคิดว่าถ้าจะทำธุรกิจอะไร ควรทำในสิ่งที่เราคุ้นเคยและรู้จักมันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมองว่าเราน่าจะต่อยอดงานของแม่ได้อีก ก็เลยคิดว่าควรจะขยายตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง จึงไปเรียนต่อด้านอัญมณีแบบครอบวงจร ดูเพชรดูพลอย ออกแบบต่างๆ ครบวงจร แล้วก็มาลองออกแบบ ไปออกงานแฟร์จิวเวลรี่ที่ฮ่องกง ปรากฏว่าได้ผลตอบรับที่ดีมาก จึงค่อนข้างมั่นใจว่ามาถูกทาง ก็เลยทำทั้งสองตลาด คือ มีแบรนด์ของตัวเองในการส่งออกและรับจ้างผลิตด้วย จนกระทั่งงานส่งออกล้นมือ แรกๆ ส่งย่านเอเชีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แล้วเริ่มขยายไปสู่ยุโรปอีกหลายประเทศ ส่วนคุณแม่เห็นว่าลูกทำเองได้ดี ก็ปล่อยให้ทำเต็มที่และท่านก็หยุดขายส่งในประเทศไปอย่างสิ้นเชิง” แฝดน้องเล่าอย่างจริงจัง

หลังจากที่แฝดน้องมาช่วยทำตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์ TAMAS เป็นของตัวเอง เธอก็มาลุยงานตรงนี้อย่างจริงจัง ดูแลการตลาด การออกแบบ ทำคนเดียวอยู่ 2-3 ปี จนงานเริ่มเยอะทำคนเดียวไม่ไหว ก็เลยไปชวนพี่สาวให้ลาออกจากงานมาช่วยกัน ซึ่งตอนนั้นพี่สาวทำงานไฟแนนซ์อยู่เกือบ 5 ปี เขามีความสุขกับงานที่ทำ ไม่คิดจะมาทำตรงนี้ ปล่อยให้น้องลุยเดี่ยว เพราะคิดว่าน้องทำได้ ก็ลุยไปเลยเต็มที่ แอม เล่าเสริมต่อไปว่า

“แต่เขาทำได้ 3 ปี มาบอกว่าไม่ไหวแล้วต้องออกมาช่วยกันเถอะ โหลดแล้วจริงๆ จึงต้องออกมาช่วยน้อง เราก็ต้องออกมา โดยรับผิดชอบงานด้านการผลิตและดูโรงงานเป็นหลัก ซึ่งพอเรามาทำด้วยกันมันลงตัว แอมชอบงานผลิตไม่ชอบจุกจิกเจอลูกค้า ชอบทำงานเบื้องหลังเงียบๆ ไม่ชอบเจอคนเยอะๆ เท่าไหร่ ขณะที่น้องชอบพูดชอบเจอคน เขาก็ดูแลการตลาดและการส่งออก เราก็เลยช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างลงตัว” เธอเล่าอย่างมีความสุข

 

ทั้งคู่เล่าว่า พอมาทำตรงแบรนด์ทามาสของตัวเองก็ได้ความรู้ใหม่ๆ เยอะๆ และภูมิใจว่าจิวเวลรี่จากประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมาก และประเทศไทยก็เป็นอันดับต้นๆ ในการส่งออกจิวเวลรี่และมีฝีมือที่ดีเป็นที่ยอมรับ มีจุดแข็งเรื่องฝีมือช่างที่ละเอียดอ่อนช้อยสวยงาม และช่างเจียพลอยก็ฝีมือดีมากๆ และหากมีจุดเด่นที่ดีตลาดต่างประเทศก็ยังไปได้เรื่อยๆ มีอัตราการเติบโตปีละอย่างน้อย 10% ทุกปี

แฝดน้องฝากถึงแฝดพี่

“พี่สาวเป็นคนจริงจังมากในการทำงาน ไม่ค่อยพูด เขาเก่งเรื่องการบริหารจัดการเป็นอย่างดี บางครั้งการทำงานทำให้เขาเครียด และเจ้าระเบียบมาก และคิดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งดูเหมือนดุ เราห่วงอยากให้พี่สาวผ่อนคลายบ้าง ให้พักให้ไปเที่ยวบ้าง กลัวเขาจะเหนื่อยเกินไป มีอะไรก็คุยกันได้ตลอด

“เวลาที่เราจะตั้งท้องจะต้องนัดกันว่าปีนี้จะมีน้องนะ แตะมือกันห้ามท้องพร้อมกัน เพราะเราจะหยุดงานพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกัน ถ้าปีนี้ใครจะวางแผนมีลูกต้องบอกกันไว้ก่อน (หัวเราะ) แต่เราทั้งคู่ก็เหมือนเพื่อน ไม่ได้เป็นแบบพี่น้องทั่วไป เราเหมือนเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ช็อปปิ้งแทนกันได้ เลือกของมาเหมือนกันเป๊ะ”

แฝดพี่ฝากถึงแฝดน้อง

“เขาเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เขาเป็นทุกอย่าง ทั้งเพื่อนทั้งน้อง มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกันตลอด คุยกันตลอด มีปัญหาเราเคลียร์กันวันเดียวจบ แทบจะไม่เคยขัดแย้งหรืองอนกันเลย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เป็นน้องที่น่ารักไม่มีอะไรต้องห่วงเขาเลย

“ตอนนี้เขาอยากมีลูกอีกคน เราก็ให้กำลังใจบอกให้ท้องไปเลย เดี๋ยวพี่ดูแลแทนเอง ไม่ต้องกังวล เรามีจุดหมายเหมือนกัน ใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน เขาทำให้เรามีความสุข เป็นคนที่เราไว้ใจและพึ่งพาได้ โชคดีที่ได้เขาเป็นแฝดน้อง นึกไม่ออกว่าชีวิตถ้าไม่มีเขาจะเป็นอย่างไร? อยากให้เขามีความสุขสมหวังในทุกอย่างที่เขาต้องการ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม