จีรนันท์ เขตพงศ์ วัด ธรรมะ ความสุขใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481515

จีรนันท์ เขตพงศ์ วัด ธรรมะ ความสุขใกล้ตัว

โดย…วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบในสังคมเมืองหลวง ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตภายใต้ภาวะความกดดันหลายอย่างจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข่าวสารที่มากมายและระดับการแข่งขันที่รุนแรงตลอดเวลา สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับธรรมชาติของร่างกายและจิตใจ ที่ส่งผลให้ชีวิตเสียสมดุลถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดีก็จะป่วยง่าย ยิ่งความเครียดสะสมก็ทำให้ความสุขของคนเราลดน้อยลง

แน่นอน ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์คละกันไปเป็นธรรมดาตามลีลาของชีวิต ไม่มีใครทุกข์หรือสุขตลอด บางครั้งความสุขก็อยู่กับเรานาน แต่บางทีสุขไม่ทันไรความทุกข์ก็แวะมาเยือนโดยที่ไม่ได้เชิญ บางคนถูกความเครียดจากปัญหาบางอย่างกลุ้มรุมใจปล่อยไว้ไม่หาทางแก้ไขทุกข์ที่มีก็อาจจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

เพราะฉะนั้น ชีวิตของแต่ละคนจะไม่แปรจากสมดุลเป็นเสียสมดุล หรือความสุขจะยังคงมีให้ชื่นใจถ้ารู้จักเลือกที่หาความสุขให้กับตัวเองด้วยการหาอะไรบางอย่างทำ ซึ่งสิ่งนั้นอาจมาจากความชอบหรือไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่น บางคนหาความสุขให้กับตัวเองด้วยการอ่านหนังสือหรือสะสมหนังสือ บางคนใช้เวลาว่างไปทำกิจกรรมอาสา บางคนอาจจะปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เลี้ยงกล้วยไม้ อย่างนี้ก็เป็นความสุข

 

จอย-จีรนันท์ เขตพงศ์ ผู้ประกาศสาวมากความสามารถและอัธยาศัยดีแห่งช่อง 7 สี ได้ชื่อว่ามีภาพลักษณ์ของคนวัดติดตัว เนื่องจากสนใจและศึกษาธรรมะ ชอบเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิ และค่อนข้างรู้การบุญการพิธีต่างๆ เกี่ยวกับวัด ซึ่งเพื่อนที่คุ้นเคยและคนในครอบครัวจะรู้จักดีในข้อนี้ และบ่อยครั้งที่ช่อง 7 สีจัดกิจกรรมทางด้านศาสนาเธอมักได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกร

ความสุขจากการเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิถือเป็นสิ่งที่เธอได้สัมผัสอยู่ตลอด เนื่องจากจะไปวัดเกือบทุกอาทิตย์กับน้องกันต์ ลูกชายสุดรักและคุณแม่ของเธอ บางอาทิตย์ก็มีสลับพาลูกชายไปเปิดหูเปิดตายังที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ เป็นต้น

สำหรับวัดที่ไปประจำคือวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป้าหมายคือทำบุญใส่บาตรและฟังธรรม เนื่องจากวัดแห่งนี้จัดให้มีการเทศน์และบรรยายธรรมทุกอาทิตย์เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าวัดฟังธรรมเจริญจิตตภาวนา ขณะที่พระสงฆ์ในวัดหลายรูปก็มีความสามารถในการถ่ายทอดธรรมะได้เข้าใจง่าย

 

“ตอนแรกจอยไม่รู้ว่าวัดพระราม ๙ มีกิจกรรมบรรยายธรรมและตักบาตรตอนเช้าทุกอาทิตย์ในวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) มีคนบอกมาก็เลยไป ประกอบกับคุณแม่อยากไปด้วย เพราะท่านเคยอ่านหนังสือธรรมะของพระวัดนี้แล้วชอบอยากให้พาไปฟังธรรม พอได้มาสัมผัสถึงรู้ว่าจริงท่านอธิบายธรรมะได้ร่วมสมัยและเข้าใจง่าย แถมตอนเช้าๆ มีตักบาตรด้วย ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ติดธุระที่ใดก็จะพาลูกและคุณแม่มาค่ะ”

จีรนันท์ เล่าต่อว่า การเข้าวัดทำบุญฟังธรรมนั่งสมาธิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และทุกครั้งที่ไปวัดจะต้องพาลูกชายและคุณแม่ไปด้วยเสมอ เพื่อต้องการปลูกฝังสิ่งที่ดีงาม ตัวอย่างดีๆ และสถานที่ที่ดีให้กับลูก รวมถึงให้รู้จักพระสงฆ์ การแสดงออกต่อพระสงฆ์ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่ชาวพุทธควรรู้

“จอยพาลูกเข้าวัดตั้งแต่ลูกเริ่มเดินได้จนวันนี้น้องอายุ 5 ขวบและเข้าโรงเรียนแล้ว ต้องการปลูกฝังเขาในเรื่องการไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ใส่บาตร เหมือนที่เราเคยได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กที่มีคุณพ่อคุณแม่และปู่ย่าตายายเคยพาทำ โตขึ้นสิ่งดีๆ เหล่านี้จะเป็นเหมือนวัคซีนป้องกันรักษาใจเขาให้รู้จักคิดทำพูดในสิ่งที่ถูกต้อง

 

ทุกวันนี้ลูกรู้จักการกราบพระ ใส่บาตร นั่งสมาธิ โดยเฉพาะการใส่บาตรและนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่เขาชอบมาก ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนจะใส่บาตรกับคุณยายทุกวัน จอยไม่ได้ใส่ด้วยเพราะออกมาทำงานที่ช่อง 7 ตั้งแต่ตี 3 เพื่อเข้ารายการข่าวเช้าตี 5 ก่อนเข้านอนน้องจะนั่งสมาธิกราบพระก่อนนอนตามที่เราพาทำ ถ้าวันไหนที่จอยกลับจากทำงานเหนื่อยๆ มาถึงล้มตัวนอนเขาก็จะบอกว่าแม่ยังไม่ได้นั่งสมาธิสวดมนต์เลย อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ)” จีรนันท์ เล่าถึงวิธีการปลูกฝังลูกในการเข้าวัด

นอกจากการไปวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิแล้วสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกาศสาวให้ความสนใจคือการศึกษาธรรมะอย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปวัด ก็คือการอ่านหนังสือธรรมะและฟังพระเทศน์จากคลิปในยูทูบ หนังสือธรรมะที่เธอชอบอ่านส่วนใหญ่เป็นหนังสือธรรมะที่มีเนื้อหาร่วมสมัยและเข้าใจง่าย

“ตอนเป็นเด็กได้ยินพระเทศน์ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ เพราะท่านมักอิงภาษาบาลีหรือยกคำบาลีขึ้นมากล่าว บางทีเป็นศัพท์ธรรมะไม่คุ้นหูฟังไปก็ไม่รู้ แต่พอโตขึ้นได้หันมาอ่านธรรมะก็เริ่มเข้าใจ หนังสือธรรมะในยุคปัจจุบันต่างจากสมัยที่เรายังเด็กมาก สมัยนี้เนื้อหาค่อนข้างร่วมสมัยอ่านเข้าใจง่าย แถมรูปเล่มชวนหยิบมาอ่าน มีฉบับการ์ตูนด้วย ธรรมะที่ชอบอ่านก็จะของท่าน ว.วชิรเมธี ของหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านพุทธทาสก็อ่าน แต่ของท่านพุทธทาสต้องคิดตามจึงจะเข้าใจเพราะลึกซึ้ง”

 

จีรนันท์ เล่าว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าสำคัญและมีประโยชน์อย่างมากในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข  ขณะเดียวกันก็เป็นอุปกรณ์ที่ดีเยี่ยมในการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของคนเราได้เสมอ ขอเพียงนำมาใช้และเลือกธรรมะให้เหมาะกับสถานการณ์ก็จะผ่านพ้นวิกฤตหรือแก้ปัญหาไปได้

“ครั้งหนึ่งจอยเคยเจอวิกฤตครั้งใหญ่ แต่ผ่านมาได้ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละค่ะ ธรรมะทำให้จอยเห็นคุณค่าความเป็นคนในตัวเอง และมองเห็นคุณค่าความรักอันประเสริฐของคนที่รักเราก็คือพ่อกับแม่ ขอบคุณคุณแม่ที่ให้ธรรมะคือสติแก่จอยในครั้งนั้นทำให้จอยมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้”ผู้ประกาศคนเก่งทิ้งท้าย

 

‘สุขใจที่เป็นผู้ให้’ ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481512

‘สุขใจที่เป็นผู้ให้’ ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์

โดย…วราภรณ์

ชีวิตในกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกัน ผู้คนแล้งน้ำใจ นี่เป็นเพียงปัญหาเศษเสี้ยวหนึ่งที่ผลักดันให้ หนูดี-ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์ วัย 33 ปี อดีตคุณครูสอนภาษาจีนในสถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง อยากทำงานจิตอาสาออกไปเป็นครูบนดอยสอนหนังสือเด็กๆ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกถึงการเป็นผู้ให้ ที่เด็กๆ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอย่างเดียว แต่ยังส่งกลับความชุ่มชื่นหัวใจให้หนูดีอีกด้วย

และนี่คือเสน่ห์ที่ดึงดูดให้หนูดีทำงานอาสามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แม้เธอได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีน หากมหาวิทยาลัยปิดภาคเรียนเธอก็ยังหาเวลาไปทำกิจกรรมค่ายอาสากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอยู่เรื่อยๆ

“โครงการที่หนูดีไปตลอด 2 ปี ไม่ค่อยไปแบบประจำ แต่หากกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขมีโปรแกรมจะไปไหนหากหนูดีว่างมักขอไปด้วย เพราะกลุ่มมีกิจกรรมทำที่หลากหลายมากๆ เช่น โครงการแรกที่หนูดีไปคือ ปลูกป่า ทำฝาย ปลูกป่าชายเลน ถักไหมพรมแจกเครื่องกันหนาวบนดอยตามวัดต่างจังหวัดไกลๆ สิ่งที่ทำให้หนูดีอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง จุดที่ทำให้หนูดีอยากเป็นผู้ให้บ้าง เพราะหนูดีเป็นคนกรุงเทพฯ เราพบเห็นคนแย่งกันตลอด ไม่ค่อยมีน้ำใจให้กัน ที่จอดรถก็ยังแย่งกัน ขับรถก็ไม่ให้ทางกัน รู้สึกผู้คนในเมืองเห็นแก่ตัวกันจัง หนูดีรู้สึกทำไมคนมีแต่อยากได้ๆ ทำไมไม่มีคนให้บ้าง”

 

พอแนวคิดอยากเป็นผู้ให้เริ่มต้น หนูดี เริ่มท่องโลกออนไลน์เห็นตรงโน้นตรงนี้ขาดแคลน และยังมีผู้ขาดแคลนอีกเยอะ คิดว่าตัวเธอเองจะทำอะไรให้พวกเขาได้บ้าง ขณะที่เธอไม่เดือดร้อนเธอก็อยากช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง

“พอเจอเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับจิตอาสาต่างๆ เจอหลายที่มาก ก็ดูว่าหนูดีพร้อมจะไปตรงไหนก่อนเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยไปทำอะไรแบบนี้เลย ก็ไปคนเดียว ได้ไปช่วยเหลือเด็กบนดอยไกลๆ ต้องขึ้นเขาไปไกลมาก ตอนนั้นเราไป ต.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ไปโรงเรียนบ้านดูลาเปอร์ ส่วนใหญ่นักเรียนเป็นชาวเขา เราเอาเครื่องกันหนาวและทุนการศึกษาไปให้เด็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน”

ภาพประทับใจที่ธนัตฤนันท์เห็นคือ ทั้งโรงเรียนมีคุณครูเพียง 3 คน เด็กมีจำนวนไม่เยอะ มีชั้นเรียนเพียงชั้นอนุบาลถึงประถม 6 แต่คุณครูต้องผลัดกันสอน ผลัดกันดูแลเด็กๆ ถ้าพวกเขาต้องการสิ่งของจะลำบากในการเดินทางลงมาจากดอยซึ่งไกลมาก

 

“ที่นั่นขาดแคลนมาก อยู่ไกลผู้คนเข้าไปไม่ถึง ไปครั้งนั้นหนูดีรู้สึกประทับใจเด็กมีความใสมากๆ ซึ่งแตกต่างจากเด็กในเมืองซึ่งมีสิ่งเร้าเยอะ เด็กบนดอยได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ นอกจากเจอเด็กๆ ที่น่ารักแล้วหนูดียังได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้เพื่อนใหม่ พอว่างจากการสอนภาษาจีนหนูดีก็หาเวลาไปค่ายอีกค่ะ ครั้งที่ 2 ไปปลูกปะการัง ไปขัดบ่อเต่าที่ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนี้ไม่ไกลมาก แต่เราเริ่มรู้สึกได้อยู่กับธรรมชาติ ไปกับกลุ่มนี้ได้เจอกับธรรมชาติเยอะมาก จากนั้นหนูดีก็ติดการไปค่ายมากแล้วก็เริ่มไปทุกเดือน เช่น ทำฝายห้วยขาแข้ง ไปถอนต้นสาบเสือที่ ทุ่งกระมัง อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง และก็ไปสอนเด็กนักเรียนบนดอย เหมือนเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เราไปสอนแล้วก็ทำกิจกรรมกับเด็ก ไปเล่นกีฬาสีกับน้องๆ เพื่อทำให้น้องๆ รู้สึกสนุก เราไปสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก การไปหลายๆ ที่แม้ต้องนอนอาคารเรียน แม้ไม่นอนกินสบาย อยู่อย่างไรเราก็นอนได้ค่ะ”

สิ่งที่หนูดีได้จากการออกค่ายในทุกเดือนๆ คือจากตอนแรกที่ตั้งใจจะไปเป็นผู้ให้เพราะเธอรู้สึกมีเยอะแล้ว แต่หนูดีกับเหมือนเป็นผู้รับเสียมากกว่า จากความใสๆ ได้ชื่นชมธรรมชาติที่ช่วยบำบัดจิตใจให้รู้สึกมีความสุข ได้เห็นถึงน้ำใจของคนในชุมชนที่เธอไป ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในเมืองใหญ่ ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของเธอได้มาก เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องใช้ความอดทนในการแย่งกับคนอื่น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องได้ต้องมีหรือต้องเป็น

 

“หนูดีไปอยู่ต่างจังหวัดรู้สึกว่า เราอยู่ได้อย่างสบาย หนูดีได้เห็นชาวบ้านทำอาชีพธรรมดา แต่พออยู่พอกิน ทำให้หนูดีหันมามองดูตัวเองว่า เราไม่ต้องมีเหมือนคนอื่น ไม่ต้องอยากได้ อย่างเพื่อนร่วมงานมี
แบรนด์เนม แต่หนูดีคิดว่าเรามีแค่นี้พอ เราใช้ถุงผ้าได้ เราพกกล่องข้าวไปเองได้ ทำให้เรารู้สึกเบียดเบียนโลกน้อยลง เพราะการไปออกค่ายทำให้หนูดีรู้ข้อมูลว่าทุกวันนี้เราเบียดเบียนโลกมากเหลือเกิน แต่เราไม่ได้ให้อะไรกับโลกเลย แต่การไปช่วยปลูกป่า เห็นขยะเราก็ช่วยกันเก็บเราต้องช่วยดูแลรักษาธรรมชาติไว้ด้วย”

ด้วยการเสพติดความชุ่มชื่นหัวใจเมื่อได้ออกค่ายอาสาพัฒนา แม้หนูดีได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีนถึง 3 ปี แต่เธอสัญญากับตัวเองว่า หากมีช่วงเวลาปิดภาคเรียนเธอจะกลับมาออกค่ายอาสาพัฒนากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอีกเรื่อยๆ เพราะการได้ออกค่ายก็คือการได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต ได้เห็นความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วเธอสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตนเองได้เป็นอย่างดี การออกค่ายอาสาพัฒนาเธอจึงได้อะไรมากกว่าที่คนอื่นคิด

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ทอมมี่ แอคชัวรี นักปั้น… คนคณิตศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481509

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ทอมมี่ แอคชัวรี นักปั้น... คนคณิตศาสตร์

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

หากย้อนเวลากลับไปในช่วงวัยเรียนแล้ว ดูเหมือนวิชาคณิตศาสตร์แบบ บวก ลบ คูณ หาร จะเป็นยาขมชั้นเยี่ยมสำหรับหลายๆ คน ที่คอยสกัดกั้นความอยากรู้อยากเห็นให้ลดน้อยถอยลง แต่สำหรับบางคนแล้ววิชาคณิตศาสตร์กลับกลายเป็นยากระตุ้นชั้นยอด เมื่อผู้เรียนรู้ด้วยใจรักและสนุกไปกับมัน จนนำมาต่อยอดและมุ่งสู่อาชีพที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตจนมาถึงทุกวันนี้

อาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยหรือแอคชัวรี (Actuary) ปัจจุบันถือว่าได้เป็นอาชีพชั้นนำระดับแนวหน้าของโลกที่ยังมีความต้องการสูง และสามารถทำงานได้ทั่วโลก

ความจริงแล้ว แอคชัวรีไม่ได้ทำงานแค่ในธุรกิจประกันภัยตามเชื่อเท่านั้น แต่สามารถทำงานได้ทั้งในบริษัทประกันภัย สถาบันการเงินต่างๆ ธนาคารพาณิชย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และหน่วยงานภาครัฐ จึงมีบทบาทสำคัญต่อทุกภาคธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ

เมื่อสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีต ประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน และสร้างโมเดลคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ อาจพยากรณ์ในระยะยาวเพื่อที่จะประเมินสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากที่สุด และโอกาสของสิ่งที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ในนามของ ทอมมี่ แอคชัวรี จัดได้ว่าเป็นแอคชัวรีระดับแนวหน้าคนหนึ่งของไทยก็ว่าได้ ปัจจุบันนอกจากหันมาทำธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์แล้ว ก็ยังควบตำแหน่งนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ทอมมี่ บอกว่า แม้ตัวเองจะชอบคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยสอบตกวิชาคณิตศาสตร์เลย เมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.4 ก็สอบตกวิชาคณิตศาสตร์มาแล้ว เพราะเป็นช่วงที่เริ่มขึ้นสู่มัธยมศึกษาตอนปลาย ยังจับจุดวิชาคณิตศาสตร์ไม่ถูก ไม่เข้าใจ ทำให้สอบตก

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เรียนอยู่ ม.1-3 นั้น ผลการเรียนก็ระดับปานกลาง เกรดเฉลี่ย 3 ต้นๆ เท่านั้น ไม่ได้เรียนเก่งมากมายอะไร แต่หลังจากที่สอบตกแล้ว ก็ใช้ความพยายามใหม่  ปรับวิธีการเรียนรู้และคิดใหม่ ทำให้ผลการเรียนออกมาดีขึ้น  ถึงได้รู้ว่าคณิตศาสตร์ ถ้าจับทางได้ถูกแล้วก็จะง่ายขึ้น

“คณิตศาสตร์ ก็เปรียบเสมือนภาษาหนึ่ง คือถ้าคุณพูดภาษานั้นได้แล้ว ก็จะพูดได้ตลอด เช่น 1+1 = 2  ต้องเป็นข้อเท็จจริงอย่างนี้ ตัวเลขไม่หลอกเรา ถ้าคุณขยันและทำโจทย์เลขอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะได้คำตอบนั้น แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังต้องฝึกฝนอยู่ อย่างเวลาที่นั่งรถติดๆ อยู่ ผมก็มองทะเบียนรถคันอื่น แล้วก็นึกออกมาให้เป็นภาษาอังกฤษ ฝึกไปเรื่อยๆ ให้คล่อง เวลาพูดหรือใช้งานมันก็จะออกมาโดยอัตโนมัติ” ทอมมี่ บอก

 

ทอมมี่ บอกว่า ความจริงแล้วคนที่จะเข้ามาสู่อาชีพแอคชัวรีได้นั้น ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ก็ได้ เพียงแต่ต้องมีความรู้เพียงพอด้านคณิตศาสตร์ เพื่อสอบให้ผ่านเกณฑ์การวัดระดับความรู้จากสมาคมวิชาชีพด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยตามมาตรฐานสากลให้ได้

โดยตามมาตรฐานสากลแล้ว ทอมมี่แจงว่าคณิตศาสตร์ประกันภัยตามมาตรฐานสากลก็จะแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับแอสโซซิเอท (Associateship) และระดับเฟลโล (Fellowship) เป็นระดับสูงสุด ที่สามารถทำงานได้ทั่วโลก เช่น มาตรฐานของสหรัฐอเมริกามี 10 ขั้น หรือของอังกฤษ มี 9 ขั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้น 1-5 เป็นขั้นที่ว่าด้วยวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ทั่วไป พอมาถึงขั้นที่ 6-7 ก็จะเริ่มเข้าสู่วิชาชีพเฉพาะมากขึ้น เป็นระดับแอสโซซิเอท และพอสอบได้ครบทั้ง 9-10 ขั้นครบ ก็จะเป็นระดับเฟลโล

เมื่อถามว่าต้องใช้เวลากี่ปีถึงสอบได้ครบหมดทั้ง 10 ขั้น ทอมมี่ บอกว่า เท่าที่เคยเห็นมาก็ใช้เวลาเร็วสุดประมาณ 5 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนให้ดี อย่างปัจจุบันก็มีนักเรียนชั้น ม.5 สอบผ่านได้ 2 ขั้นแล้ว สอบไปเทอมละ 1-2 ตัว พอเรียนจบ ป.ตรี ก็ได้ครบ 10 ตัวพอดี

 

“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างในไทยแต่ละปีถ้าเป็นระดับแอสโซซิเอทก็ทำได้ปีละ 10 กว่าคน และระดับเฟลโลทำได้ปีละ 3-4 คนเท่านั้น รวมๆ กันแล้ว ประเทศไทยก็ยังมีนักคณิตศาสตร์ทั้งระดับแอสโซซิเอทกับเฟลโลหลักร้อยคนเท่านั้น และทั่วโลก็ยังขาดแคลนแอคชัวรีอยู่มาก”

ทอมมี่ลงลึกไปว่าอย่างตัวเขาเองนั้น สมัยที่เรียน ป.ตรี ก็เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาฯ จนจบออกมาทำงานเป็นวิศวกรได้ 1 ปี ถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบงานด้านนี้ พอเห็นบริษัท เอไอเอ เปิดรับสมัครงานแอคชัวรี โดยไม่จำกัดว่าต้องจบด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยมาโดยตรงหรือมีคุณวุฒิอะไรมาก่อน ก็เลยไปสมัครและได้รับการคัดเลือกให้ทำงานกับเอไอเอ ตอนทำงานไปก็สอบเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงระดับเฟลโลอยู่แล้ว ก็ต้องย้ายไปทำงานที่เอไอเอฮ่องกง

“การสอบสมัยนั้นต้องบอกว่า อ่านหนังสืออย่างหนักทีเดียว กว่าจะสอบได้ในแต่ขั้น อย่างตอนทำงานอยู่ฮ่องกง การพูดภาษาอังกฤษเขายังไม่แข็งแรงพอ ใช้วิธีสื่อสารด้วยการเขียนกับหัวหน้าผ่านอีเมลเป็นหลัก พออยู่ไปได้ 4 เดือนก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ซึ่งก็ต้องขยันกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ กว่าจะเลิกงานได้ก็ประมาณ 2 ทุ่ม กลับมาถึงบ้านก็อ่านหนังสืออีก 2-3 ชั่วโมง ถึงค่อยนอน”

เวลาช่วงเสาร์-อาทิตย์ ทอมมี่ก็กำหนดเวลาเลยว่า นอน 8 ชั่วโมง อาบน้ำ 1 ชั่วโมง กินข้าว 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่งโมง รวม 3 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 10-12 ชั่วโมง เอาไว้อ่านหนังสือเป็นหลัก และเล่นกีตาร์ ออกกำลังกายบ้าง ทำอยู่อย่างนี้จนในที่สุดก็สอบได้ระดับเฟลโล

“รวมเวลาที่ทำงานอยู่กับเอไอเอมาทั้งหมดก็ 16 ปี กว่าจะออกมาตั้งบริษัทเป็นของตัวเอง ในชื่อ ‘แอคชัวเรียลบิวซิเนส โซลูชั่น’ เพื่อให้บริการกับลูกค้าที่เป็นบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย และบริการคำนวณผลประโยชน์ของพนักงานตามมาตรฐานบัญชีใหม่”

 

การที่ออกมาตั้งบริษัทเป็นของตัวเองนั้น ทำให้เขามีอิสระในการทำงานมากขึ้น สามารถให้ความรู้หรือแนวทางการเป็นแอคชัวรีได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันทอมมี่ก็ให้ความรู้หรือแนะนำเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊ก “นักคณิตศาสตร์ประกันภัย – ทอมมี่ แอคชัวรี Actuary” อยู่แล้ว หรือบางครั้งก็มีการรวมตัวกันของผู้ปกครองหรือเยาวชนกลุ่มเล็กๆ เพื่อหาแนวทางแนะนำไปเรียนต่อออกมาเป็นแอคชัวรี และตัวเขาเองก็ยังสอนระดับปริญญาโทอีกด้วย

“ปัจจุบันอาชีพแอคชัวรีนี้ก็เปิดกว้างมาก ไม่ใช่แค่จำกัดอยู่ในแวดวงธุรกิจประกันภัยเท่านั้น อย่างแอคชัวรีของออสเตรเลียกว่า 50% ก็อยู่นอกธุรกิจประกันภัย เช่น ทำงานเกี่ยวกับกองทุนรวม การบริหารจัดการความเสี่ยง หรือดูโครงการต่างๆ ของรัฐบาล หรืออย่างที่อังกฤษ รัฐบาลเขาก็มีหน่วยงานกลางด้านแอคชัวรีประมาณ 200 คน มีหน้าที่คอยให้หน่วยงานอื่นๆ มายืมตัวไปร่วมทำงานด้วย เพราะแอคชัวรีถูกสอนให้มองระยะยาวมากที่สุด เป็นเหมือนต้นหนของทุกอาชีพ เพื่อทำแบบจำลองสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับประเทศอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะได้วางแผนได้ถูก ซึ่งไทยเองก็ยังขาดแอคชัวรีที่มาทำงานด้านอื่นอยู่อีกมาก เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในธุรกิจประกันภัย ซึ่งปัจจุบันก็ยังขาดแคลนอยู่”

การทำงานที่ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ทอมมี่บอกว่าจะถือคติในการทำงานที่ว่าต้องมีความมุ่งมั่น มีวินัย และสิ่งสำคัญต้องรักในอาชีพที่ตัวเองทำอยู่

“การที่เราจะฝึกฝนตัวเองให้เก่งเฉพาะด้านได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีการเรียน หรือการทำงานเป็นมืออาชีพทางด้านใดด้านหนึ่งนั้น ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นเป็นแรงขับเคลื่อน หากไม่มีความมุ่งมั่นมากพอก็มักจะล้มเหลวกลางคัน ซึ่งนอกจากความมุ่งมั่นแล้ว การมีวินัยก็เป็นส่วนสำคัญอีกด้วย อย่างเช่นถ้าต้องสอบก็ควรกำหนดเวลาที่จะอ่านหนังสือต่อวัน ต้องทำให้ได้ อย่ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนวันไปเรื่อยๆ และเมื่อมาทำงานแล้ว สิ่งสำคัญสุดที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในอาชีพการทำงาน ก็คือการที่มีใจรักในอาชีพนี้ ทำให้รู้สึกว่างานที่ทำให้ทุกวันเหมือนไม่ใช่งาน แต่คือ ความสนุก ความท้าทายในชีวิต”

สุดท้าย เขาย้ำอย่างหนักแน่นว่า การที่ตัวเองได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าให้กับสังคมในขอบเขตที่สามารถทำได้ ก็ย่อมนำมาซึ่งความภูมิใจและความสุขในการทำงาน มีคุณค่าในตัวเอง

 

กันต์ กันตถาวร ‘ผมไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481156

กันต์ กันตถาวร ‘ผมไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง’

โดย…นกขุนทอง

เป็นที่รู้จักในบทบาทของนักแสดงมาหลายปี แต่โด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้รับเสียงชื่นชมในการทำงานก็เมื่อได้ลองงานในบทบาทใหม่ “พิธีกร” ซึ่งส่งให้ชื่อชั้นของ กันต์ กันตถาวร เป็นที่น่าจับตา ยิ่งในขณะนี้ช่องเวิร์คพอยท์เชื่อมือ ป้อนรายการให้ ทั้ง I Can See Your Voice (Thailand) นักร้องซ่อนแอบ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง Bao Young Blood ดนตรีสร้างคุณค่าชีวิตและแฟนพันธุ์แท้ซุปเปอร์แฟน

สำหรับพิธีกรที่ยังไม่มีประสบการณ์สั่งสมมาก 4 รายการนับเป็นจำนวนไม่น้อยเลย ทว่ากันต์ก็ทำได้ดีได้รับดอกไม้มากกว่าก้อนหิน

“จุดเริ่มต้นที่ผมอยากทำพิธีกร มาจากงานแรกที่ผมทำในวงการบันเทิงคือดีเจ ผมได้อยู่กับปรมาจารย์ในการพูดทั้งหลาย ไม่ว่าจะอาไก่ (สมพล ปิยะพงศ์สิริ) อาตุ่ย (ตุ๊ยตุ่ย-พุทธชาด พงศ์สุชาติ) พี่โป้ง (ณัฐพงษ์ แตงเกษม) พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) พี่อ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล) ผมได้เห็นได้รู้ ผมเลยรู้สึกว่าเฮ้ยพี่เขาเก่งมาก เราได้เรียนรู้งานในเชิงพิธีกรกับการเป็นดีเจที่นี่ ได้คลุกคลีและเห็นและรู้ว่ามันยาก แต่ผมต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าผมทำได้ในวันที่ผมเลือกที่จะทำ

คือสำหรับวงการบันเทิงแล้ว คนที่เข้ามาถ้าไม่ได้เริ่มที่งานพิธีกรเลย อย่างนักแสดงผันตัวมาทำพิธีกร เท่าที่เห็นส่วนใหญ่คือไม่ได้เป็นพระเอกแล้ว จากพระเอกเป็นตัวสอง ตัวสาม คือดาวน์ลงเรื่อยๆ อาจจะเป็นเบื้องหลัง เป็นผู้จัด แต่ผมอยากจะเลือกทำในวันที่ผมเลือกได้ ไม่ใช่จำเป็นต้องเลือก เลือกที่จะทำในวันที่ผมยังไม่ได้ดาวน์ลง ในวันที่ผมยังเป็นพระเอก

ผมต้องการพิสูจน์คำถามว่า ทำไมผมมาทำพิธีกรเป็นหลักล่ะ ทั้งๆ ที่ผมยังเป็นพระเอกนะ ผมต้องการคำตอบให้ตัวเองสำหรับคำถามนี้ คือผมต้องการจะบอกว่าถ้าคนเราตั้งใจจริงและรักที่จะทำมันเราต้องทำได้ ผมไม่ได้บอกว่าตัวผมเก่งนะ ผมแค่จะบอกว่าต้องทำได้ดิวะ ถ้าเราตั้งใจกับมันจริงๆ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ไม่เกินความสามารถของมนุษย์หรอก”

มีงานทำก็ดี งานเยอะก็ดี แต่เยอะแล้วไม่สามารถจัดการเวลาให้ชีวิตทำสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีความสุขแบบพอดี มันก็ไม่ดี ซึ่งการโหมงานหนักที่ผ่านมา ทำให้กันต์ได้กลับมาคิดทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ

“เมื่อ 3 ปีที่แล้วผมถ่ายละครหนัก ปกติจะถ่ายกันเต็มที่ 7 วัน 2 เรื่อง คิวจะเป็นวันจันทร์ อังคาร พุธ และพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่ผมไม่ ของผมคิวคร่อมวันกันไปหมด เป็นแบบนี้ตลอดระยะเวลา 3 ปี แล้วผมยังมีธุรกิจที่ต้องดูแลอีก

3 ปีนั้นผมไม่มีวันหยุดเลยสักวัน ทำให้ผมได้คิดและกลับมาถามตัวเองว่าเราต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ ผมอยากมีเวลาดูแลครอบครัว กินข้าวกับพ่อแม่ ไปไหนกับแฟนกับเพื่อนบ้าง บาลานซ์ชีวิตเสีย คืองานดีประสบความสำเร็จแต่ที่เหลือจะพังหมดละนะ มันเลยเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ผมคิดว่าเราไม่อยากจะทำอะไรเพราะเราได้ทำหรือเราต้องทำ ถ้าเราจะทำคือเราต้องเลือกที่เราจะทำและเราต้องรักมันมาก

 

อย่างละครเห็นๆ กันอยู่ว่าการแสดงละครเรื่องหนึ่ง 6-7 เดือน บางเรื่องเป็นปี และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนว่าเราจะเลือกทำในสิ่งที่เรารักและอยากจะทำมันเท่านั้น ผมยังรักในการแสดง ผมแค่ต้องการแมนเนจชีวิตตัวเองให้มันดีให้มันลงตัวเหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง งานละครผมก็จะเลือกแสดงในบทที่ผมอยากเล่นไม่ใช่ต้องเล่น จะถ่าย 2 ปีก็ไม่ว่าเพราะผมอยากเล่น แต่จะไม่ถ่ายละครแบบ 7 วันไม่มีวันหยุดเลย แบบนั้นผมไม่ไหวแล้ว”

พิธีกรคืองานที่เลือกทำ และต้องการพิสูจน์ความสามารถว่าพระเอกก็เป็นพิธีกรได้ดี และยิ่งได้ทำหลายรายการยิ่งได้พัฒนา “จริงๆ ผมยังจับตัวเองไม่ถูกเลยว่าผมเป็นพิธีกรแนวไหน(หัวเราะ) อย่างตอนทำบิ๊กเบนโชว์ (รายการแรก) ผมรู้ตัวเองเลยว่าทำได้ไม่ดีเท่าไร พอมาทำ I Can See Your Voice, The Mask Singer, บาวยังบลัด, แฟนพันธุ์แท้ ผมเริ่มจับแนวได้บ้าง

ด้วยรูปแบบรายการที่มันต่างกัน ผมต้องทำการบ้าน ต้องศึกษาแต่ละรายการว่าต้องเป็นแบบไหน พิธีกรสำหรับผมคือการทำหน้าที่แทนคนดู อันนี้คือหลักพื้นฐาน จากที่ได้รับการสั่งสอนจากปรมาจารย์หลายท่าน พิธีกรต้องถามในสิ่งที่คนดูอยากรู้ ต้องทำในสิ่งที่คนดูอยากทำ รู้สึกในสิ่งที่คนดูรู้สึก แต่ว่ามันจะมีเส้นที่เราจับให้ได้ อย่างแฟนพันธุ์แท้ เราต้องดึงศักยภาพของคนที่มาแข่งออกมาให้ได้ บางทีคนเก่งๆ ไม่พูดหรอกว่าตัวเองเก่ง และเขาจะไม่ค่อยพูดวิธีคิดออกมา เขาจะตอบผลลัพธ์ออกมาเลย แต่ผมต้องทำให้เขาแสดงออกมาว่าเขาเก่ง ผมต้องดึงความเก่งของเขาออกมาให้คนดูได้เห็น ผมต้องถามวิธีคิดเขา

 

อย่างพี่ตา (ปัญญา นิรันดร์กุล) มีผู้แข่งขันเหลืออยู่ 4 คน ถ้าเป็นผมคงจะบอกตอนนี้เหลืออยู่ 4 ตัวเลือกล่ะ ก็เฉยๆ นะ แต่พี่ตาพูดว่า 4 ตัวเลือกจาก 2,000 ตัวเลือก เฮ้ย 4 คนนี้ดูเก่งขึ้นมาทันทีเลยนะ คือพี่ตาทำให้มวลบรรยากาศมันดูสนุกสนาน ดูลุ้น ทำให้ภาพมันชัดขึ้นในสายตาคนดู คือผมจะสังเกตข้อดีของพิธีกรเก่งๆ หลายๆ คนมาปรับใช้

The Mask Singer เป็นการก้าวกระโดดมากสำหรับผม เพราะเป็นพิธีกรคนเดียว แล้วรายการมันใหญ่มาก ผมยังพูดกับพี่แก้ว (ชยันต์ จันทวงศาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานผลิตและบริหารศิลปิน ช่องเวิร์คพอยท์) พี่เอาพิธีกรร่วมสักคนไหม (หัวเราะ) ไม่งั้นมันไม่มีตัวชงตัวรับ พิธีกรคนเดียวมันยากนะ อย่าง I Can See Your Voice ผมทำหน้าที่ดำเนินรายการ พี่ลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) ทำหน้าที่สร้างความสนุกสนาน อันนี้ชัดเจน จะมีการโยนการรับ แต่ The Mask Singer ผมต้องทำหน้าที่ 2 อย่างในคนเดียว คือ ดำเนินรายการ ทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้น แฝงด้วยความสนุก ความตลก โอ้โห อะไรวะ และมันเหนื่อยมาก ต้องมีสมาธิในการฟังมากๆ คนไหนพูดอะไร เพราะเราต้องเอาคำพูดเขามาขยี้ และเราต้องทำหน้าที่ให้มันดูกลมกล่อมกันระหว่างคณะกรรมการกับ The Mask

ผมจะบอกคนใกล้ตัวตลอดว่าช่วยติผมที ถ้าผมยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงให้บอกผมตรงๆ เพื่อที่จะผมได้แก้ไข ผมจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดตรงนี้มาศึกษา ผมไม่ได้เก่งแต่ผมทำการบ้านหนัก ผมมานั่งดูตัวเองในรายการเพื่อวิเคราะห์ตัวเองและแก้ไขในจุดที่พลาด จังหวะนี้ผมไม่คมนะ หน้าผมตกไฟ ผมยืนผิดจุด ผมใช้วิธีการทำงานละครของผมมาประยุกต์ ตอนถ่ายละครต้องมีเช็กเทปรายการก็เหมือนกัน ผมจะมานั่งเช็กตัวเองว่ามีอะไรต้องปรับปรุงอีกไหม พลาดตรงไหน มันไม่สามารถจำได้ มันต้องมานั่งดูและแก้ในหัวสมอง ถ้าจำจะดูไม่ธรรมชาติ ไม่สด ทุกอย่างมันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า มันแล้วแต่เทป ผมต้องฟรีสไตล์ และพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ คือสำหรับคนอื่นทำยังไงผมไม่รู้ แต่ผมทำแบบนี้”

ความรู้สึกต่อกระแสตอบรับที่บอกว่า กันต์ทำหน้าที่พิธีกรได้ดีกว่างานแสดงนั้น เจ้าตัวเปิดใจว่ารู้สึกดีใจ ภูมิใจมาก ในแง่ของนักแสดง หน้าที่ของนักแสดงคือต้องสวมบทบาทเป็นคนนั้นคนนี้ การที่คนดูจะชอบหรือไม่ชอบ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักแสดงคนนั้น มันขึ้นอยู่กับบทบาท กับเนื้อเรื่อง หลายปัจจัย แต่พอเป็นพิธีกร นั่นคือบทพิสูจน์เขาต้องการจะหาคำตอบให้ตัวเอง

 

“การเป็นนักแสดงคือการขายความสามารถในการเป็นคนอื่น แต่การเป็นพิธีกรคือการขายความสามารถในการเป็นตัวเอง ผมว่าการเป็นพิธีกรคือการเป็นตัวเอง แล้วคนดูจะมีความสุขกับการเป็นตัวเองของคนๆ นั้น จริงๆ ผมตลกนะ แต่ก็จริงจังด้วย (หัวเราะ) ผมก็เลยใช้จุดนี้ล่ะมาทำงานพิธีกร อย่างแฟนพันธุ์แท้ ไม่ว่าผมจะสนุกสนานขนาดไหน แต่แข่งก็แข่งแพ้ก็แพ้ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราอินไปกับรายการด้วย ในรายการอื่นๆ ผมหัวเราะคือหัวเราะจริง ผมไม่ได้มาหัวเราะตามสคริปต์ ผมขำก็หัวเราะ”

เรียกว่าตั้งแต่ย้ายสังกัดมาอยู่เวิร์คพอยท์งานเยอะต่อเนื่อง แต่จังหวะเวลาลงตัว ไม่ต้องโหมงานหนัก งานแสดงมีซีรี่ส์เรื่อง 7 วัน จองเวร 2 กับ 7 วัน จองเวร 3 มีละครเรื่องเทวดาตกสวรรค์ ซึ่งถ่ายทำเสร็จแล้ว และกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่องสูตรรักเสน่ห์ร้าย ยังมีงานภาพยนตร์ รักของเรา เดอะโมเมนต์ มีโปรแกรมฉายเมื่อวันที่ 14  ก.พ.นี้เอง

“ละครก็ต้องเลือกบทอะไรที่มันโคตรฉีก ผมจะไม่รับอะไรแบบเดิมๆ ที่เคยรับมา อย่าง 7 วันจองเวร 2 ทั้งเรื่องจะตามหากันต์ คือกันต์หายไปไหนก็ไม่รู้ เทวดาตกสวรรค์เล่นคอมเมดี้ แรงชังที่จบไปก็ดราม่าพีเรียด สูตรรักเสน่ห์ร้ายจะคอมเมดี้แบบแมสๆ เลย แต่หนังรักของเรา เดอะโมเมนต์ คือฉีกจากผมไปเลย ผมเล่นเป็นเกย์ ถ้าผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งแล้วดูมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเกย์ ผมจะไม่ว้าว แต่ถ้าเอาคนที่นักเลงๆ โคตรแมนมาเล่นเป็นเกย์ แล้วคนดูเชื่อได้ มันคือ Success มากสำหรับผม สมมติเอาเต๋า (สมชาย เข็มกลัด) มาเล่นเป็นเกย์ ผมจะว้าว ผมอยากพิสูจน์ว่าผมเล่นได้ ผมไม่ยึดติดกับบทพระเอกเลย บางเรื่องเสนอบทพระเอกมาให้ผม ผมยังขอเล่นเป็นตัวร้ายเลย คือผมจะดู (บทบาท) ว่าผมอยากเล่นมั้ย”

สุดท้ายสำหรับแฟนคลับที่มีกันต์เป็นไอดอล กันต์ฝากบอกว่า เขาไม่ใช่คนเก่ง แต่จะไม่ยอมไม่เก่ง “ผมจะไม่ยอมทำงานออกมาไม่ดี เพียงเพราะวันนั้นเราป่วยหรืออะไรก็ตาม เพราะสุดท้ายมันชื่อของคุณ และมันไม่มีอะไรเกินความสามารถ มนุษย์ถ้าคุณรักและตั้งใจที่จะทำ ผมไม่ใช่ตัวอย่างของคนเก่งหรอกครับ แต่ผมเป็นตัวอย่างได้ คือผมจะไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง”

 

ศิรภพพ์ โอคาเบ โชคดีที่ค้นพบทางของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480970

ศิรภพพ์ โอคาเบ โชคดีที่ค้นพบทางของตัวเอง

โดย…อณุสรา   ทองอุไร ภาพ   วีรวงศ์   วงศ์ปรีดี

คํากล่าวที่ว่าชีวิตออกแบบได้นั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีความฝันอันมั่นคงแข็งแรงและพร้อมที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง หากมีเป้าหมายที่ตั้งใจแน่วแน่ แม้จะหลงทางไปข้างๆ คูๆ บ้าง แต่ในที่สุดแล้วเขาก็จะมาตามทางเดินที่ไปยังจุดหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ ด้วยวัย 30 ปี เขาสามารถสร้างความฝันให้กลายเป็นจริงได้ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปี และเขาตั้งใจทำเส้นทางความฝันของเขาให้สวยงามดูดีได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ จีโร่-ศิรภพพ์ โอคาเบ เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของผลิตภัณฑ์ทำสีผมจากอิตาลี  FRAMESI ที่เพิ่งเข้ามาประเทศไทยได้เพียง 4 ปี ก่อนหน้านี้ 20 กว่าปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาเป็นแบรนด์สีผมออร์แกนิกที่ตอนนั้นราคาแพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ และตลาดเมืองไทยยังไม่รู้จักคำว่าออร์แกนิก หรือสินค้าปลอดสารเคมี พอแพงกว่าก็ไม่มีใครเลือกใช้คือมาเร็วไปช่างผมไม่รับ  จึงถอนตัวออกไป และกลับมาทำตลาดอย่างจริงจังอีกครั้งเมื่อปี 2013 และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการช่างผมมากขึ้นในตอนนี้ เพราะผู้บริโภคเริ่มรู้จักสินค้าออร์แกนิกปลอดสารเคมี แม้แพงกว่าบ้างก็ยอมจ่าย เพื่อได้ใช้ของมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น

ศิรภพพ์ ได้ย้อนเรื่องราวของเขาในอดีตว่าเป็นเด็กติดเกม วันๆ แทบจะไม่กินไม่นอน บางทีอยู่ที่ร้านเกม 3 วัน 3 คืนไม่กลับบ้าน “คือตอนนั้นก็ช่วยคุณพ่อส่งอาหารทะเลให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ อยู่หลายร้านนะครับ ถ้ามีงานก็ไปช่วยรับของส่งของแทนคุณพ่อ แต่งานมันไม่ยุ่งมากมีเวลาเหลือเยอะ ก็เอาแต่เล่นเกม ตอนนั้นจบบัญชี ปวส. แล้วอายุ 20 กว่าแล้ว แต่ยังคิดไม่ค่อยเป็น จนคุณพ่อป่วยไม่สบาย เราจึงเริ่มมาคิดว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไปบ้านเราจะเอาอะไรกิน คือคิดได้นะแต่ก็ยังไม่เลิกเล่มเกม จนกระทั่งคุณพ่อเสียเราจึงพยายามเลิกแต่ก็ยังไม่สำเร็จ  แต่เล่นน้อยลงแต่ยังเล่น จนกระทั่งมีช่วงที่เรือประมงมีปัญหาออกหาปลาไม่ได้งานเราก็กระทบไม่มีอาหารทะเลจะส่ง ก็เลยถามตัวเองว่ามีงานอะไรไหม ที่ทำงานไปด้วยแล้วมีเวลาว่างให้เล่นเกมบ้าง นึกไปนึกมาว่าตอนเป็นวัยรุ่นเราชอบทำผมชอบทำสีผม ซื้อสีมาเปลี่ยนสีผมเอง ซอยผมเอง งั้นก็งานช่างผมก็แล้วกัน งานอยู่กับที่ไม่ต้องขับรถไปส่งของด้วย ที่ร้านทำผมเวลาไม่มีลูกค้าก็มีเวลาเล่นเกม คิดแค่นั้นจริงๆ อายุ 23 แล้วนะ (หัวเราะ)” เขาเล่าให้ฟังแบบขำๆ

ในที่สุดเขาก็มาเรียนทำผมที่ชลาชล โดยที่ไม่ได้นึกชอบจริงๆ เรียนเพื่อมีอาชีพและมีเวลาว่างเหลือบ้าง จบออกมาก็ทำงานกับชลาชลอยู่ไม่กี่เดือนก็ออกมาทำร้านแถวบ้านอยู่ไม่ถึงปี เจ้าของร้านเดิมก็ไม่ทำร้านต่อและจะขายให้เขาทำ เขาเลยรับช่วงร้านมาทำเอง ปรากฏว่างานเยอะจนไม่มีเวลาเล่นเกม ทำไปทำมาเริ่มสนุก แล้วพอเป็นร้านของตัวเองก็อยากทำให้มันดี ให้มันเกิด พอมีเวลาว่างก็เปิดเฟซบุ๊ก เปิดยูทูบดูวิธีการทำผมใหม่ๆ จากต่างประเทศ

ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่บ้าเล่นเกมมาก่อน จินตนาการเขาเลยเยอะ เขาก็บอกกับตัวเองไว้ว่าเขาจะไม่ทำผมสีเดียวให้ลูกค้าเพราะใครๆ ก็ทำได้มันดูน่าเบื่อ เขาจะทำสีผม 3-4 สีบนหัวเดียวกัน แต่ให้สีดูสวยและกลมกลืน แล้วมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ในที่สุดเขาก็ลองผสมสีเองเอาสีนั้นมาผสมสีนี้ แบบต้องสวยต้องเวิร์ก สีติดแน่น ซึ่งบางครั้งต้องเอาสีจากหลายยี่ห้อมารวมกันซึ่งมันก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

“คือมันสวยนะครับ แต่อยู่ได้แค่เดือน 2 เดือนสีหลุด มันไม่ทนเพราะสีไม่ได้ผสมมาจากบริษัท จนกระทั่งวันหนึ่งไปเจอสีของ Framesi จากอิตาลี ได้สีมา 6 หลอด ลองผสมจากสีเอิร์ทโทน แล้วผสมไล่สีน้ำตาลอ่อนไปจนเข้ม แล้วเอาแดงเข้มเข้าไปแทรก ปรากฏว่าเป็นสีจากบริษัทเดียวกัน วัตถุดิบมาจากแหล่งเดียวกัน ทำออกมาได้สวยและติดทนนานได้ 3-4 เดือน ทำออกมาลูกค้าชอบ ก็เริ่มทำให้ลูกค้า แล้วก็กล้าลองสีเยอะๆ ขึ้น เช่น โทนสีฟ้าแต่ไล่เฉด 3-4 สีลงไปบนผมคนเดียวออกมาเนียนแบบคนไม่รู้ว่านี่ใช้ถึง 4 สี เคยทำสีเยอะสุดในหัวเดียวถึง 7 สี และออกมาสวยงามกลมกลืน เวลาลูกค้ามาถ้านึกไม่ออกว่าอยากทำสีอะไร เราก็จะมีภาพวิว ป่า ท้องฟ้า ทะเล หรือภาพการ์ตูนสวยๆ ให้ลูกค้าดูว่าชอบแนวไหน แล้วเลือกโทนสีจากรูปแล้วค่อยเลือกทรงผมว่าจะเอาแบบไหน จนร้านของเราเป็นที่รู้จักว่าทำสีไล่เฉดสวย และลูกค้าของเราก็เป็นผู้ที่สนใจเรื่องการใช้สินค้าปลอดสารเคมี ยอมที่จะจ่ายในราคาที่สูง เพราะการทำผมไล่เฉดสีของเรามีราคาสูงพอสมควร ก็เลยได้จับลูกค้าระดับไฮเอนด์มากขึ้น” เขากล่าวอย่างภูมิใจ

 

ศิรภพพ์ บอกว่าโชคดีคือเขาเจอกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ยอมจ่ายแพงเพื่อใช้ของออร์แกนิก ถ้าลูกค้าไม่เปิดใจรับยอมจ่ายที่สูงกว่า ตลาดตรงนี้ก็คงยากสำหรับเขา เพราะเขาชอบใช้แบรนด์นี้ และลองใช้กับตัวเองแล้วผมไม่เสีย ไม่กระด้าง “สินค้าพอไม่ใช้เคมีมากผมก็ไม่ค่อยเสีย ไม่แข็งกระด้าง เพราะส่วนผสมหลักจะมาจากธรรมชาติ เช่น ทำมาจากน้ำมันมะพร้าว น้ำมันละหุ่ง ออร์แกนออยล์ มะขามป้อมจากอินเดีย น้ำมันจาก Amaranth จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พอลูกค้าได้ลองเขาจะรู้ผลลัพธ์ด้วยตัวเอง”

หลังจากที่เขาทดลองผสมสีผมใช้เองอยู่ประมาณ 1 ปี และสั่งสินค้าจากแบรนด์ FRAMESI มากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายการตลาดของบริษัทแบรนด์นี้ก็เริ่มจับตามองว่าทำไมเขาสั่งสีจากบริษัทมากกว่าร้านอื่นๆ ก็เลยติดตามผลงานจับตาดูการทำงานของเขาอยู่ปีกว่า  จนแบรนด์พอใจในการทำงานของเขาก็เลยติดต่อให้เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย และน้อยที่สุดของแบรนด์จากทั่วโลก

“เขาบอกว่าปกติแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่ประเทศอื่นๆ ของเขาอายุ 40-50 ปีขึ้นไปทั้งนั้นและต้องมีประสบการณ์ในการทำผมนานกว่า 10 ปีขึ้นไป แต่ผมอายุ 30 ปี มีประสบการณ์ทำผมแค่ 4 ปีเท่านั้น ถือว่าน้อยที่สุดในทุกๆ ด้าน แต่มีครีเอทีฟและจินตนาการ ความกล้าลองของใหม่มากที่สุดเขาก็เลยเลือกผม ซึ่งเป็นมาได้ 1 ปี”  เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หน้าที่ของแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่เขาต้องทำก็คือ การต้องไปเรียนรู้เทรนด์สีผมใหม่ๆ ของบริษัท และได้เดินทางไปดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้กับช่างทำผมจากทั่วโลก ทุกๆ 3 เดือนเขาต้องเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อประชุม ดูงาน หรือไปอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ ไปสอนเขาบ้าง ไปเรียนกับเขาบ้าง  โดยช่วงที่ผ่านมาเขามักจะต้องเดินทางไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม เพื่อไปแสดงการผสมสีและสอนทำสีผมแบบไล่เฉดให้กับช่างของประเทศนั้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขาเอง

ทุกวันนี้ร้านจิโร่ของเขาเป็นร้านทำผมที่ต้องจองคิวล่วงหน้า ไม่สามารถรับลูกค้าขาจรได้เลย คิวทำสีผมของเขาต้องจองล่วงหน้า 1-2 อาทิตย์ เพราะเขาลงมือทำด้วยตัวเอง และรับลูกค้าทำสีผมเพียงวันละ 3 ท่านเท่านั้น เนื่องจากเขาต้องสอนการทำสีผมอีกด้วย

 

เขามีหลักปรัชญาในการทำงานว่าต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจกับลูกค้า มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ถ้าทำงานด้วยความจริงใจ มีคุณภาพสมราคา ก็จะอยู่ในวิชาชีพนี้ไปได้ตลอดชีวิต โดยยึดหลักจริงจังคือมีความตั้งใจในการทำงานเรียนรู้ใหม่ๆ กับการที่เราทำเสมอ จริงใจไม่ยัดเยียดให้ลูกค้าทำโน่นนี่นั่นเกินความจำเป็น เจนจัดในงานของตนเอง รู้ให้ลึกรู้ให้จริง คุยอธิบายให้ลูกค้าฟังอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการอะไรสื่อสารให้ชัดเจน เพราะหากทำผิดพลาดมันเสียทั้งเวลาและความรู้สึกกับลูกค้า ถ้าทำแล้วไม่สวย ไม่ดี ต้องบอก อย่าให้ลูกค้าเสี่ยงทำเพื่อจะเอาแต่เงิน เพราะปากคนยาวกว่าปากกา

เมื่อประสบความสำเร็จก็อย่าลืมเป็นผู้ให้ตอบแทนสังคมกลับคืนบ้าง ซึ่งเขาจะแบ่งเวลาไปตัดผมเพื่องานจิตอาสาอยู่เสมอ เช่น ล่าสุดเขาก็ไปตัดช่วยภาคใต้ ปิดร้านพาช่างไปตัด (หาเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือสอนฟรีในบางโอกาสให้กับผู้ที่สนใจแต่ขาดกำลังทรัพย์ที่จะมาเรียน) เพราะเชื่อว่าสังคมที่ดีต้องมีทั้งผู้ให้และผู้รับจึงจะน่าอยู่

เขาบอกว่าเขาโชคดีที่ค้นพบความชอบและพรสวรรค์ ค้นพบเส้นทางของตัวเองได้ทันเวลา เพราะตอนวัยรุ่นก็ไม่มีความชัดเจนในตัวเองสักเท่าไหร่ว่าอยากเป็นอะไร อยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร รู้แต่เพียงเป็นคนมีจินตนาการสูง ชอบแต่งตัว แล้วชอบทำสีผมเอง ไม่เคยไปเสียเงินทำสีผมให้ร้านไหน ซื้อสีมาทำเองผสมสีเองตลอด แต่ไม่รู้ว่าจะเอาจินตนาการที่มีมาใช้กับอะไรได้บ้าง จนกระทั่งมาเรียนทำผมแล้วก็เอาจินตนาการกับความชอบนั้นมาใส่ในงาน แล้วไปด้วยกันได้ดีอย่างเหมาะเจาะเหมาะสม

จากเด็กติดเกมที่มาเรียนทำผมเพื่อจะหาเวลาว่างเอาไว้เล่นเกม ก็สามารถพลิกชีวิตตัวเองกลายเป็นช่างทำผมที่มีจุดเด่นในเรื่องการทำสีผมไล่เฉดที่เป็นที่รู้จักในวงการทำผมมากยิ่งขึ้น และเป็นลูกศิษย์ที่อาจารย์สมศักดิ์ ชลาชล ชื่นชมและภูมิใจเป็นอย่างมาก

 

ผู้มัดใจไว้กับวินัย แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480776

ผู้มัดใจไว้กับวินัย แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

คนทุกคนต้องมีหลักยึด ไม่เช่นนั้นก็ไม่มั่นคง โอนเอนโงนเงนไปจากเป้า สำหรับ แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิต จังชั่นส์ สถานฟิตเนส ฟิต จังชั่นส์ (Fit Junctions) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วชิรา ซอห์น ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ สเตย์ลีน (Staylean) หลักของเธอคือวินัย ที่ผูกมัดไว้กับชีวิตและทุกช่วงของชีวิตด้วยความหนักแน่น

ฟิต จังชั่นส์ หนึ่งในสถานฟิตเนสที่มาแรงแซงโค้งทุกคู่แข่ง เบื้องหลังคือคนทำงานที่จริงจัง นอกจากจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แคทเธอรีน หรือแคท วัย 31 ปี ยังเป็นคู่ชีวิตของ ฟ้าใส พึ่งอุดม เทรนเนอร์คนดัง กรรมการผู้จัดการร่วมของบริษัท ฟิต จังชั่นส์ เรื่องของแคทคือเรื่องของผู้หญิงเอาจริง ผู้มุ่งมั่นต่อเป้าหมายในชีวิต อยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ตามมาเลย

“คุณพ่อเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-เกาหลี ส่วนคุณแม่เป็นลูกครึ่งไทย-จีน แคทจึงเป็นลูกเสี้ยวที่มีส่วนผสมหลายชนชาติ ซอห์นเป็นนามสกุลของคุณพ่อที่ถอดจากภาษาเกาหลีแบบเก่า ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงอ่านว่าซอนเหมือนที่เราได้ยินบ่อยๆ”

คุณพ่อเป็นชาวเกาหลีที่มาตั้งรกรากในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ปักหลักแต่งงานและทำงานในไทย ก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวชื่อ เอ็นโต้แทรเวล นำนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวในไทย เป็นที่รู้จักดีของชาวญี่ปุ่น บริษัททัวร์ของคุณพ่อมีขนาดใหญ่ เมื่อไทยลดค่าบาทช่วงต้มยำกุ้ง จึงถูกผลกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ประกอบกับถูกยักยอกในส่วนธุรกิจค้าขายจิวเวลรี่

 

“เป็นโชคสองชั้นที่ทำให้บริษัทของคุณพ่อล้มครืน คุณพ่ออายุ 82 ปีแล้ว หมดแรงที่จะลุกขึ้นมาฟื้นธุรกิจ ส่วนแคทตอนนั้นอายุ 10 ขวบ ก็แค่เคยมี แล้วก็ไม่มี ไม่ได้เสียใจค่ะ”

แคทบอกว่า แค่งง แต่ไม่เสียใจ เจ๊งคืออะไรหรือ เราก็ยังมีข้าวกิน เราก็ยังไปโรงเรียนได้ เด็กๆ ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือย ไม่รู้สึกว่าขาด เพียงแต่รู้ตัวว่าต้องระวังการใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น คิดมากขึ้นก่อนจะซื้อขนมหรือของเล่นสักชิ้น ส่วนคุณพ่อซึ่งเดิมเป็นทหารมาเก่า ชายชาติทหารรับรู้ความล้มเหลวของธุรกิจด้วยอาการสงบนิ่ง แคทว่าเธอคงได้คุณสมบัติส่วนนี้จากพ่อมาบ้าง

ครอบครัวช่วยกันดูแล บิดาของเธอรับจ๊อบเล็กๆ และขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งหมดเพื่อปลดหนี้ พี่ชายอีกคนของเธอก็ช่วยเหลืออย่างมากเพื่อผ่อนภาระหนี้สินของตระกูล เรื่องนี้ส่งผลต่อแคทในเวลาต่อมา ได้แก่ความฝังใจที่ไม่อยากทำธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากไม่อยากล้มและเจ็บร้าวดังในอดีต

“บอกตัวเองว่าจะไม่ทำธุรกิจส่วนตัวเด็ดขาด เพราะรู้ซึ้งว่าไม่รอดแล้วเป็นไง แคทคิดแต่ว่าต้องทำงานหาเงินมาช่วยที่บ้าน รับราชการเต็มที่ก็แค่สองหมื่น เราไม่ทำแน่ แคทอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพราะอยากได้เงิน อยากทำงานหาเงินให้มากที่สุด ปลดหนี้ให้มากที่สุด คิดแค่นี้”

 

หากช่วงแรกก็ไม่ได้เป็นแอร์โฮสเตส เธอเข้าทำงานที่บริษัทเทรดเดอร์สัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง งานหนักแต่ชอบเพราะได้ทำทุกอย่าง ต่อมามีโอกาสเป็นลูกเรือสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ส บินทั่วโลก ผลตอบแทนดีสมใจแต่เซ็งสังคมจิกกัด รวมทั้งสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย จึงลาออกในที่สุด จะเห็นว่าได้อย่างเสียอย่าง โลกช่างไม่สมดุล

“เครียดเพราะองค์ประกอบหลายอย่าง ป่วยเป็นไทรอยด์ เวลาเหนื่อยจะหายใจไม่ออก เหมือนคนหายใจไม่ทัน สั่น เหนื่อย ฮอร์โมนผิดปกติทำให้ผุดลุกผุดนั่ง คึกตลอดเวลา จนถึงที่สุดคือหมดแรง หนึ่งปีที่ออกอาการ (หัวเราะ) ทำให้ไม่ยากที่จะตัดสินใจ”

ลาออกจากอาชีพที่รักแล้วกลับมาทำงานเทรดเดอร์อีก ครั้งนี้ย้ายไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นอีกแห่ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งไหน เพราะทุกคนในที่ทำงานเกลียดกัน แคทบอกว่าชีวิตแย่กว่าตอนที่เป็นแอร์อีก (ฮา) งานหนักมากขนาดที่ว่าคนบ้าทำงานอย่างเธอยังไม่โอเค ชีวิตย้ายงานอีก 1-2 ครั้ง จนถึงครั้งสุดท้ายก็เป็นครั้งที่ “ฟ้าใส” บอกให้เธอลาออก

ฟ้าใสเข้ามาในชีวิต เป็นขณะเดียวกับที่แคทเริ่มมีอาการป่วยจากการทำงานเป็นแอร์โฮสเตส และหันไปฝึกโยคะเพื่อเยียวยาอาการบาดเจ็บของร่างกาย ในคืนวันปีใหม่ปีไหนก็สุดจะจำ 24.00 น. คืนนั้นเธอโพสต์รูปตัวเองเล่นโยคะอยู่คนเดียวในห้อง ฟ้าใสทักเข้ามา ความรักเริ่มต้นจากจุดนั้น

 

“ผู้หญิงคนนี้แปลก โพสต์รูปตัวเองออกกำลังกายตอนเที่ยงคืนวันปีใหม่ แสดงว่าไม่เที่ยว ไม่มีใครที่ไหนเขาทำกัน ยายคนนี้ต้องไม่มีแฟนแน่”

แคทบอกว่า สิ่งที่ฟ้าใสคิดเกี่ยวกับเธอถูกต้องหมดทุกข้อ คือ 1.แปลก 2.ไม่เที่ยว 3.ไม่มีแฟน เมื่อคบหาเรียนรู้กันในเวลาต่อมาก็พบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตรงกัน ทั้งความเอาจริงเอาจังกับชีวิต ความมุ่งมั่น ปูมหลังของครอบครัว รวมทั้งเรื่องแปลก เรื่องไม่เที่ยวและเรื่องไม่มีแฟนนั่นก็ด้วย (ฮา)

ความจริงก็พอรู้จักกันอยู่ก่อน เนื่องจากรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกัน แคทรับคำชวนของฟ้าใส เธอรับตำแหน่งเป็นครูสอนโยคะที่สถานฟิตเนสของเขา ฟิต จังชั่นส์ สาขาแรกที่พญาไท ทั้งคู่ค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก่อเกิดความรักและตัดสินใจแต่งงานกันอย่างรวดเร็วภายใน 6 เดือนแรกนั้นเอง ทั้งคู่เข้าใจตรงกันว่าไม่อยากเสียเวลา แต่งงานแล้วลุยก่อร่างสร้างตัว ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ค่อยหย่ากันทีหลัง

เป้าหมายในชีวิตคือการทำธุรกิจ ความสำเร็จและความรุ่งโรจน์ที่สามารถเอาชนะในสิ่งที่ต้องการ ฟิต จังชั่นส์เพิ่งก่อตั้งสาขาใหม่เป็นสาขาที่ 3 ที่สวนลุมไน้ท์บาซาร์ ถนนรัชดาภิเษก จะเปิดดำเนินการเร็วๆ นี้ ส่วนอาหารเสริมเพื่อสุขภาพสเตย์ลีน ตั้งเป้าการเติบโต 10-20% ขณะเดียวกันก็เตรียมแผนจะสร้างร้านอาหารที่มีที่นั่ง สเตย์ลีนจะบุกตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป

“สเตย์ลีนต่อยอดมาจากฟิต จังชั่นส์ค่ะ ไอเดียคือเราเสิร์ฟโปรตีนและอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีให้กับคนที่รักการออกกำลังกาย จุดเริ่มต้นคือขนมปัง 2 แผ่นที่แคททำขึ้นที่บ้าน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวน โดยเริ่มแรกนำไปฝากวางไว้ที่ตู้เย็นในฟิต จังชั่นส์ ปรากฏว่าทุกคนต้องการจะกิน”

 

การเห็นโอกาสที่ดีของสเตย์ลีนว่า เทรนด์เพื่อสุขภาพกำลังมาอย่างแรงๆ ประกอบกับฐานสมาชิกของ “ฟ้าใส” ทั้งที่ติดตามในเฟซบุ๊กกว่าแสนคนและที่เป็นซับสไครเบอร์ในยูทูบอีกกว่า 3 แสนคน คือจังหวะที่ทำให้สเตย์ลีนเกิด ครัวกลางอยู่ที่พระราม 9 จัดส่งอาหารและโปรตีนสูตรอร่อยมากมาย ทั้งแซลมอนคั่วกลิ้ง แซนด์วิชอกไก่เพสโต้ ข้าวมันไก่ลีนไหหลำ ที่สาวสวยปรับสูตรมาจากความทรงจำ
ของอาม่าใจดีข้างบ้านวัยเด็ก รวมทั้งอีกมากเมนูจานเด็ด (line id:@staylean) เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือ วินัยการทำงาน วินัยการใช้ชีวิต

“ทำงานหนักแต่ไม่รู้สึกว่าหนัก รู้สึกตรงกันข้ามคือสนุกและชอบในสิ่งที่กำลังทำทั้งหมดค่ะ เครื่องมือและแรงผลักดันสำคัญคือวินัยในการใช้ชีวิต มองย้อนกลับไป วินัยคือสิ่งที่นำแคทมาถึงวันนี้ คือทุกบททุกตอนที่ทำให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ มาได้”

หน้าหวานแต่หัวใจแกร่ง ทุกวันนี้ตื่นตี 5 ออกกำลังกาย 1-2 ชั่วโมง ดูแลตัวเองแล้วซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆ คอนโดไปดูแลครัวกลางที่พระราม 9 จนเช้าสายบ่ายเย็นเสร็จสรรพงานแล้ว “เดิน” กลับคอนโด ใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมง เพื่อออกกำลังกายไปด้วยในตัว

ฟิต จังชั่นส์มีฟ้าใสดูแลเป็นหลัก ส่วนแคทแบ่งภาคมาดูแลสเตย์ลีน อีก 5 ปี มีแผนจะนำบริษัท เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อนาคตจึงหมายถึงการทำงานหนักต่อไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แคทบอกว่าเธอมีความสุข วินัยในชีวิตจะนำเธอไปสู่ทุกสิ่งที่ปรารถนาแน่นอน

 

ศรินญา มหาดำรงค์กุล ผู้หญิงรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480711

ศรินญา มหาดำรงค์กุล ผู้หญิงรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล

โดย…วรธาร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผู้หญิงรุ่นใหม่ไฟแรงที่นอกจากสวยใส บุคลิกดี และเปี่ยมด้วยมนุษยสัมพันธ์แล้วยังเป็นคนเก่งมีความสามารถและมีมุมมองในเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจคนหนึ่ง ริน-ศรินญา มหาดำรงค์กุล ทายาทคนโตของ กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล และหลานสาวของ ดิลก มหาดำรงค์กุล เจ้าของบริษัท ศรีทองพาณิชย์ ผู้นำเข้านาฬิกาแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศและธุรกิจโรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด

ปัจจุบันนั่งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ถนนสุรวงศ์ มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลทั้งสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์อันเป็นหัวใจหลักสำคัญของธุรกิจโรงแรมในการสร้างการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมของโรงแรม ตลอดจนการรับรู้ในคุณค่าและผลประโยชน์ของบริการต่างๆ รวมถึงการสร้างการรับรู้ในเรื่องภาพลักษณ์ที่ดีของโรงแรมให้กับลูกค้า

“รินทำมาแล้ว 2 ปีในตำแหน่งนี้ เป็นงานที่ทำแล้วสนุกและมีความสุขค่ะ เนื่องจากโดยส่วนตัวชอบงานโรงแรมอยู่แล้ว ประกอบกับเรียนจบมาทางด้านนี้ด้วย คือจบ MBA บริหารธุรกิจด้านโรงแรม ที่โรงเรียนบริหารธุรกิจบริการชั้นนำของโลกอย่าง Les Roches International School of Hotel Management
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์”

หากย้อนไปก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เธอเคยทำอยู่ที่ Bangkok Marriott Hotel ที่สุขุมวิท 57 ในส่วนของการตลาดได้ประมาณปีครึ่งแล้วย้ายไปที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท สุขุมวิท ซอย 2 ในตำแหน่งเดียวกัน แต่ดูโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออทเพิ่มอีกโรงแรม ทำอยู่ปีครึ่ง จากนั้นจึงย้ายมาที่เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดจนถึงปัจจุบัน

“เหตุผลที่เลือกทำงานโรงแรมข้างนอกเพราะต้องการหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง อีกอย่างมองว่าการทำงานในธุรกิจของครอบครัวยังไงก็ไม่เหมือนกับทำข้างนอก อีกทั้งอยากรู้ว่าเมื่อทำงานข้างนอกแล้วตัวเองจะก้าวไปถึงจุดตรงไหน

อีกอย่างตอนนั้นเพิ่งเรียนจบใหม่ ประสบการณ์ไม่พอที่จะกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว แม้จะเคยฝึกงานตอนใกล้จบปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สวิสโซเทล เลอ คองคอร์ดก็ตาม รินเป็นคนที่ถ้าทำอะไรจะต้องรู้ในเรื่องนั้นให้มากที่สุดและต้องทำงานแบบคนรู้จริง และหากวันหนึ่งจะต้องกลับไปช่วยก็ยังสามารถเริ่มได้ทันที”

ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด กล่าวว่า จากการทำงานโรงแรมมาหลายปีสิ่งหนึ่งที่เห็นคือทุกปีจะมีโรงแรมใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอด ทุกโรงแรมจึงต้องปรับตัวให้พร้อมกับการแข่งขันกับรายอื่นอยู่ตลอดเวลา ส่วนตัวเชื่อว่าโปรดักต์ทุกคนเท่ากัน แต่สิ่งที่ทำให้โรงแรมไม่เหมือนคนอื่นจะเป็นเรื่องของงานอีเวนต์และกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้กับลูกค้าในแง่ของประสบการณ์มากกว่าในเรื่องของการให้ผลิตภัณฑ์

“สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะทำให้เราพร้อมกับการแข่งขันคือต้องรู้รอบด้านไม่เฉพาะแต่เรื่องโรงแรมอย่างเดียว ต้องคอยดูเทรนด์ของโลก เรื่องการท่องเที่ยว เศรษฐกิจตอนนี้เป็นยังไง มีชาติไหนเข้ามา เหตุการณ์บ้านเมืองเราเป็นยังไง สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้กิจการโรงแรมเดินไปได้

 

สมมติถ้าช่วงไหนเศรษฐกิจเริ่มไม่ดียอดขายของโรงแรมก็จะเริ่มตกไปด้วย เมื่อเรารู้ก็ต้องหาช่องทางในการดึงยอดขายกลับมา ฉะนั้นเราต้องตามเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การท่องเที่ยว เทรนด์ ไลฟ์สไตล์ของคนว่าไปถึงไหน เพื่อจะได้วางแผนถูก เตรียมพร้อมและปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ไม่งั้นก็จะตามหลังคนอื่น

อีกอย่างจะต้องเป็นคนที่หูตากว้างไกล เห็นอะไรอยู่ในกระแสหรือที่ผู้คนกำลังฮิตกัน หรือเทรนด์อะไรกำลังจะมา เราสามารถเอามาปรับใช้ในงานของเราได้ ไม่ใช่อยู่ในสายงานโรงแรมจะต้องสนใจเรื่องของโรงแรมอย่างเดียว สำหรับรินจะติดตามทุกด้านที่กล่าวมาทั้งหมด

ยิ่งเดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียกำลังบูม รินก็จะใช้สื่อออนไลน์ของโรงแรม ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ และไลน์ในการทำมาร์เก็ตติ้ง โปรโมตสินค้าและบริการของโรงแรมเป็นหลัก รวมทั้งใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของโรงแรม นอกจากจะช่วยประหยัดงบแล้วยังรวดเร็วทันใจอีกด้วย ในขณะที่สื่อโฆษณาสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ หรือสื่อพรินต์จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ในเรื่องของไทม์ไลน์ เป็นต้น” ศรินญาแสดงวิสัยทัศน์

เมื่อถามถึงธุรกิจของครอบครัว รินบอกว่า ตั้งแต่ทำงานมาในส่วนของโรงแรมยังไม่เคยเข้าไปช่วยอะไร เนื่องจากเธอยังทำงานและมีความสุขที่เลอ เมอริเดียน แต่ถ้าธุรกิจนำเข้านาฬิกาของศรีทองพาณิชย์มีโอกาสช่วยคุณแม่อยู่บ่อยครั้ง โดยจะติดตามคุณแม่ไปงานบาเซิลแฟร์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เกือบทุกปี

“สมมติถ้าช่วงนั้นรินว่างหรือลาหยุดได้ก็จะไปงานนี้กับคุณแม่แทบจะทุกปี ไปช่วยคุณแม่ดูนาฬิกาเพื่อที่จะนำเข้ามาขายในไทย” ทายาท มหาดำรงค์กุล พูดถึงการช่วยธุรกิจนำเข้านาฬิกาของครอบครัว

 

เจนนิเฟอร์ คิ้ม ‘ถูกต้อง…ฉันอาภัพรัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480525

เจนนิเฟอร์ คิ้ม 'ถูกต้อง...ฉันอาภัพรัก'

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“…ชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ไม่เหมาะ และไม่สำคัญสำหรับดิฉันเลยค่ะ มีความสำคัญแค่แต่งให้คนอื่นดูเท่านั้นเอง” เจนนิเฟอร์ คิ้ม นักร้องดีวาส์ ผู้หญิงตาเล็กๆ หน้ากลมๆ บอกพร้อมเสียงหัวเราะเป็นอาวุธคู่กาย

โอกาสสวมชุดแต่งงานสีขาวเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนในโลกมายา ล่าสุดประกบเพื่อนสุดซี้ “เบน ชลาทิศ” กับบทผัวเมียที่ต้องสลับร่างกัน ในซิตคอมครอบครัวตัวสลับ ทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิทัลฟรีทีวีช่อง 24  เรียกว่าเรื่องนี้ขออัญเชิญตัวพ่อ ตัวแม่วางไมค์ มาโชว์ศักยภาพทางการแสดง แต่ก็ถือเป็นฤกษ์อันดีที่จะได้พูดคุยกันในเรื่องราวความรักเมื่อเทศกาลวาเลนไทน์เวียนมาบรรจบอีกครั้ง สำหรับคำตอบนักร้องดีวาส์ เจนนิเฟอร์ คิ้ม หรือพี่คิ้ม ก็บอกตามสไตล์

“วัยใกล้จะเมนส์หมดแล้วไม่สามารถใช้มดลูกในการสืบทอดสายพันธุ์ได้อีก การใส่ชุดแต่งงานแบบนี้มันเป็นแค่เสมือน แต่ไม่จริง คือล้ำยิ่งกว่าเสมือนจริงอีกค่ะ” คิ้ม เริ่มต้นสนทนา การพูดคุยกันในวันนี้ นิยามสำหรับเธอต้องใช้คำว่า “Black Valentine” ความรักขมขื่นผ่านมาหมดแล้วทั้งโดนทำร้ายร่างกายโดยผู้ชายที่หวังฝากฝังชีวิต หย่าร้าง ผ่านความผิดหวังถึงขั้นทำร้ายตัวเองกินยานอนหลับประชดชีวิต และในวันนี้ความรักคือการเปย์ ฟังดูน่าตกใจ แต่เมื่อออกมาจากปากเธอคนนี้กลับได้หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง เริ่มต้นมหากาพย์แรกกันเลย

รักแท้ที่หาไม่เจอ

“ทุกครั้งที่ชีวิตผ่านจุดยากๆ  มา ก็จะคิดว่าหนี้ตรงนี้ใช้หมดแล้ว ชาตินี้ฉันเสียหมดหน้าตัก ชาติหน้าอย่ามาทวงนะ เวลาเราไปเจอผู้ชายไม่ดี แล้วเลิกกันไป เราถือว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ กลายเป็นต้นกล้าที่เกิดใหม่และแข็งแรงกว่าเดิม หลายคนอาจมองว่าเราน่าสงสาร ที่ไม่มีใครรักจริง แต่เรามองว่าฉันรักตัวเองพอแล้ว”

เจนนิเฟอร์ คิ้ม เล่าย้อนไปในวัย 27 ปี เคยเจอฝรั่งซ้อมจนหน้าน่วมถึงขั้นต้องขึ้นโรงพักแจ้งความ ชีวิตคู่บทแรกแทบไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการกระโดดลงไปในวังวนแห่งความหวังที่ต้องการชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ

“อยากมีครอบครัวอบอุ่น อยากไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก พอรู้จักผู้ชายคนนี้ก็ไม่คิดอะไรเลยค่ะ แล้วตอนนั้นอาชีพนักร้องก็ไม่โด่งดัง โดนปฏิเสธงานตลอด ถ้าเขาเจอนักร้องที่สวยที่เด็กกว่าเรา ก็ขมขื่นเบื่อไม่อยากร้องเพลงแล้ว จึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับฝรั่ง เพราะจะไปอยู่เมืองนอกมีลูกน่ารัก เปิดร้านอาหารดิฉันทำกับข้าวเก่งก็ฝันไป กระโจนเข้าใส่ไม่รู้น้ำลึกแค่ไหน น้ำเน่าหรือเปล่า ไม่สนใจ คิดแต่อนาคตสวยๆ แต่ไม่ทันได้ไปลายก็ออก ดิฉันอยากแนะนำผู้หญิงด้วยกันค่ะ ว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อย่าทน อย่าคิดว่ามันจะเลิกทุบตีเรา ถ้ามีครั้งแรกก็มีครั้งที่สองแน่นอน

สัญญาณแรกของผู้ชายแบบนี้ คือขี้หึงม-า-ก ความรักต้องเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน ดูให้ดีๆ แต่ถ้าเจอก็ช่างมัน เจอแบบนี้ต้องเลิก แล้วคนแบบนี้มันเป็นโรคจิต มันจะตามติด รังควานเรา แต่เราก็ต้องหนีค่ะ อย่าอยู่เฉยๆ ให้คนรอบข้างยื่นมือมาช่วยเราเพื่อให้พ้นวังวนนี้ อย่าท้า อย่ารอ กรณีดิฉันเอาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้โดยใช้เพื่อนที่มีบารมีมีอำนาจบีบมัน ข่มขู่ให้มันรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้าง แล้วมันก็ได้ผลค่ะ ในที่สุดดิฉันก็พ้นจากสถานการณ์นี้ได้

ซิตคอมครอบครัวตัวสลับ

บทเรียนก็กลับมาคิดว่า มันคงเป็นกรรมที่เราต้องชดใช้ แต่เราไม่สงสารตัวเองนะ สงสารผู้ชายคนนั้นมากกว่า เพราะการที่ผู้ชายลุกขึ้นมาตีผู้หญิง เป็นการแสดงความอ่อนแอมากกว่า อย่าซ้ำเติมตัวเองในวันที่เราแย่ๆ เราดูโง่ๆ ในวันก่อน ให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเองที่ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ในวันนี้ค่ะ”

เจนนิเฟอร์ คิ้ม บอกถึงนิยามความรัก ณ ปัจจุบัน ความรักคือการให้ โดยเฉพาะการให้อภัย  คือรักใครให้สุด รักในสิ่งที่เขาเป็น อย่าก้ำกึ่ง รักกันให้สุดๆ ไปเลย

“อย่างเช่นคำว่าเปย์ แม้การให้ในรูปแบบการเปย์ของดิฉันในวันนี้ก็เชื่อว่าดิฉันได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว และในวัยเลยหลักสี่สู่เลขห้า ผู้หญิงวัยนี้คาดหวังกับอะไรไม่ได้ แค่อยู่ได้ไปวันๆ แต่ละวันก็โอเคแล้วค่ะ ไม่คิดร่วมหัวจมท้ายกับใครอีกแล้ว ไม่ยึดติด หมกมุ่นกับใคร ก็ไม่มีการคาดหวังกับใครอะไรอีกแล้ว

ขอขยายความคำว่าการเปย์อีกสักนิด คิ้ม อธิบายอย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีที่แล้ว ไม่ใช่การเปย์ด้วยเงินทองหรือข้าวของราคาแพง แต่เป็นการเปย์ด้วย ‘ปูทะเลนึ่งคุณภาพเกรดเอพลัส ตัวใหญ่ เนื้อแน่น’ ของดีที่สุดสำหรับผู้ชายที่ชื่นชมหมายปอง

นิยามความรักคือการให้ครั้งนี้ เมื่อเกือบสิบปีก่อน ดิฉันชอบปรนเปรอคนที่คลั่งไคล้ด้วยของกิน การกินเป็นยิ่งกว่าเซ็กซ์ตรงที่มันแบ่งปันได้ไม่จำกัด แค่สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยคนสองคน และไม่จำเป็นต้องเราฟินพร้อมกัน เขากินแล้วอร่อยเราก็ฟินไปด้วยดีใจแล้ว ถ้าดิฉันชอบใครมากๆ ดิฉันสั่งให้ที่บ้านทำให้กินเลย ปูไข่เนื้อแน่นมันปูสีเขียวๆ เหมือนขี้เถ้า กระดองปูอ่อนๆ กัดนิดเดียวก็แตกดึงออกมาเนื้อแน่นติดกรรเชียงเป็นเส้นๆ คนเราต้องรู้ธรรมชาติของตัวเองค่ะ หลงใหลใครก็เป็นพัก เกิดปีแพะธาตุไฟ หลงใหลได้ปลื้มใครก็ชอบขวิด ชอบบุกเป็นระยะๆ ตอนนี้ก็เลิกส่งปูไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่เห็นปูทะเลก็จะนึกถึงหน้าเขาคนนี้ทุกครั้งเลยค่ะ” คิ้ม บอกสเปกชอบผู้ชายเก่งซึ่งกลายเป็นแพสชั่นหรือความลุ่มหลงให้ทำสิ่งเหล่านี้สุดตัว

“แต่อย่างไรเราก็ต้องสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเล่นเกมไหน ถ้าเล่นอยู่ฝ่ายเดียวแล้วไม่ได้อะไรกลับมา ไม่มีใครทนเล่นต่อไปหรอกค่ะ ในฝันผู้หญิงก็อยากให้ใครสักคนมารักมาเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีก็องุ่นเปรี้ยวไปเลยค่ะ เราปล่อยวางโสดได้”

ผู้หญิง(อย่า)ชอบครอบครอง

ไม่มีใครทำเราเจ็บหรอกนอกจากตัวเราเอง ลองเบี่ยงความสนใจมาที่ตัวเราเองบ้าง

หลายคนไม่เคยรู้ เจนนิเฟอร์ คิ้ม เคยจดทะเบียนสมรสเมื่ออายุปลาย 20 มหากาพย์ความรักบทที่สองเริ่มต้นอีกครั้ง นับเป็นวัยเริ่มต้นสร้างชีวิตครอบครัวแสนเพอร์เฟกต์ที่สุด

“ข้อแรกเป็นลูกเศรษฐีค่ะ ดิฉันก็เลยยอมจดทะเบียนด้วย กับอีกข้อคือเอาชนะแม่ของเขาที่หวงลูกชายและตั้งตัวเป็นอริกับดิฉันที่สุด พยายามกีดกันไม่ให้ลูกได้กับดิฉัน ส่งลูกไปเรียนอังกฤษ ไม่รู้อะไรมาบังตา เอาซี้…ไปอยู่เมืองนอกแต่เราก็มีทะเบียนสมรสนะ ไปจดกันที่เขตบางรักด้วยค่ะ เขาเป็นคนโรแมนติกมาก แล้วก็เข้าข่ายลูกชายคนมีสตางค์ที่นิสัยเสียทุกอย่าง หนักไม่เอาเบาไม่สู้ ติดเที่ยว ติดเพื่อน และติดหญิง เจ้าชู้  ถามว่าคุ้มไหม ไม่คุ้มเลยกับการจดทะเบียน มีแต่เสียไปเยอะแยะ เพราะถึงเวลามันแสบ ผู้ชายมันจะเกเรทุกอย่าง อะไรที่เราคิดว่าจะได้ก็ไม่ได้ ชีวิตคู่การลงทุนด้วยกันก็นุงนังเรื่องเงินทอง ปวดหัวมาก ตอนนั้นดิฉันไม่อยากได้อะไรจากเขาแล้ว ขอแค่ใบหย่า

แล้วผู้ชายนิสัยเสียมักไม่ยอมรับผิดไม่พอนะคะ มันยังหันกลับมาโทษเราอีก นี่เรื่องจริงเลยนะ พอเกิดเรื่องปุ๊บมันจะพูดเลยว่า นี่ไง เพราะนิสัยเธอนี่แหละถึงเป็นแบบนี้

ผู้ชายทุกคนของดิฉัน เขาบอกเลย ‘คุณคือผู้หญิงที่ขี้เหร่ที่สุดของผม’ เพราะแต่ละคนเป็นเศรษฐี บางคนไม่หล่อเลยนะ แต่คารมดี เวลาเราเลิกกับคนพวกนี้จะรู้จักสันดานผู้ชายไปอีกสเต็ป พวกเจ้าชู้เวลาอยากทิ้งเราเพราะไปมีคนอื่น เราพูดอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ผิดแล้ว หงุดหงิดใส่เราตลอดเวลา หรือไม่บางวันก็ดีดี๊ มารู้ทีหลังมันเพิ่งไปทำความผิดอะไรสักอย่างมา พวกนักดนตรีรุ่นน้องๆ ดิฉันนี่ต้องบอกชู้เป็นหมา (หัวเราะ) ใช้คำนี้เลยค่ะ คลำไม่มีหางก็เอาได้แล้วนะ แล้วผู้หญิงของคนพวกนี้ก็อยู่ในระดับจิกขั้นสูง โทรศัพท์เช็กผู้ชายตลอดเวลา อยู่ที่ไหน? ทำอะไร? ผู้ชายบอกกินสุกี้อยู่กับพี่คิ้ม แล้วขอเวลาดื่มนิดหน่อย แต่พวกเธอก็รู้จักดิฉันไงคะ ก็ได้ยินเสียงโต้ตอบกลับมา พี่คิ้มดื่มด้วยหรือ? อ้าว…ยุ่งกับดิฉันไม่พอ บอกกินสุกี้ เสียงแว้ดกลับมาอีก สุกี้มันเป็นใคร? นางคนนี้หึงแม้กระทั่งสุกี้

คือได้ยินแล้วก็อ่อนใจ (หัวเราะ) จะบอกว่าผู้ชายพวกนี้มันแอดวานซ์มาก มันเหนื่อยเกินไปนะถ้าใครจะตามใครแบบนี้ เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีถึงขั้นมีแชตไลน์ลับไม่พอนะคะ พวกนี้มันเซฟชื่อกิ๊กเป็นผู้ชายแล้ว แบบแฟนๆ ไอ้พวกนักดนตรีพวกนี้ก็มาเล่ามาฟ้องดิฉันว่ามีสายโทรเข้าตี 3 แฟนนางก็ยื่นโทรศัพท์ให้ดูนี่ไง ไอ้ประวิทย์ แก๊งเล่นรถมันโทรมา แต่ไอ้เพื่อนที่ไหนใครมันจะโทรมาตี 2 ตี 3 ดิฉันก็ผ่านซีนนี้มาก่อน ก็คิดว่าผู้ชายที่เราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราเปลี่ยนตัวเองง่ายกว่าค่ะ” คิ้ม เล่าอดีตกาลของความรักที่วันนี้คนเล่าไปหัวเราะไปได้แล้ว

บทสุดท้ายของความรัก?!!

รู้สึกยังไงที่ถูกมองว่าอาภัพรัก? คิ้ม ไม่ขอปฏิเสธเรื่องนี้เลย “ดิฉันดึงดูดกับผู้ชายเจ้าชู้นะ เจอกันตลอดไม่รู้ทำไม คนที่ดิฉันประชดโดยกินยานอนหลับก็เป็นเพราะเขามีผู้หญิงเยอะแยะ เราก็ผิดพลาดไปอยู่ ณ จุดนั้นด้วย ตอนนั้นอายุสามสิบกว่าๆ แล้วค่ะ คิดว่ารักแท้มีจริง (หัวเราะเสียงดัง) ก็ยอมเป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขา แล้วเขาก็รับผิดชอบเลี้ยงดูผู้หญิงทุกคนดี เป็นเสี่ยขับปอร์เช่ เป็นนักธุรกิจที่เก่ง ดิฉันชอบผู้ชายเก่งอยู่แล้ว ก็มาเฝ้าเราร้องเพลง คือผู้ชายที่เข้ามาก็อยู่ในแวดวงการงานตรงนี้แหละ ไม่เคยได้ใครไปไกลกว่านี้ ซึ่งก็รู้ๆ อยู่ว่าคนพวกนี้เจ้าชู้ม-า-ก

เราเองก็เกิดมาในครอบครัวจีนที่พ่อมีเมีย 3 คน เราเป็นลูกเมียน้อย แต่ไม่เคยได้อะไรน้อยกว่าลูกคนอื่นๆ เพียงแต่รู้สึกว่าต้องแบ่งๆ กันแค่นั้นเอง แม่แต่ละคนมีลูก 4 คน รวมกัน 12 คน เลี้ยงลูกเยอะป๊าเปิดบ่อนไพ่นกกระจอกเลี้ยงลูก ดิฉันก็ติดนิสัยกล้าได้เสียแบบนั้นมา นิสัยไม่เคยนุ่มนิ่มเป็นผู้หญิง แต่พอเขาไม่หยุดที่เราแถมยังหายไปเฉยๆ เลยในระยะเวลา 3 เดือนเองนะคะที่คบหากัน เราก็ผิดหวังสิ่งที่เราอยากได้ ไม่ได้ กลายเป็นชีวิตคู่ที่มีความโดดเดี่ยว ชีวิตคิดว่ามันสิ้นสุดแล้วแค่นั้น เพราะเราไม่เคยเห็นคุณค่าตัวเอง เพ่งเห็นแต่คุณค่าผู้ชายเท่านั้น ถ้าใครคิดแบบนี้ก็ไม่มีทางที่ผู้ชายเขาจะเห็นคุณค่าของเรา

ในที่สุดเขาก็ไปมีคนใหม่อีก โมเมนต์นั้นมืดมนอยู่คนเดียว อยากประชดกินยานอนหลับไป 10 กว่าเม็ด อารมณ์ประชดประชันล้วนๆ ไม่ได้อยากถึงตายนะคะ เพราะเตรียมเก็บกระเป๋าไปโรงพยาบาลไว้หมดแล้ว โทรหาเพื่อนๆ ทุกคน ที่เป็นหมอแจ๊ค สุขารมณ์ โก้ แซกแมน มาหมด รวมทั้งผู้ชายคนนั้นด้วย ยืนทำหน้าตกใจข้างๆ เตียงโรงพยาบาล

แต่ทุกคนไม่ใช่ว่าโชคดี ดิฉันโชคดีที่รอด ดิฉันอยากบอกว่าชีวิตคู่เป็นเรื่องวาสนาบุญกรรมจริงๆ ถ้าไม่มีบุญก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่ายึดมั่นถือมั่นอยากรั้งเขาคืนมา

กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ก็ผ่านความผิดหวังสาหัสกินยาฆ่าตัวตายในครั้งนั้นมาแล้ว ชีวิตรอดมาจนอายุ 37 ปี จึงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร โง่มาก (หัวเราะ) ดิฉันเกลียดผู้ชายที่ชอบดูถูกคน ดิฉันไม่เคยดูถูกใครนะคะ แต่จะดูถูกเฉพาะคนที่ดูถูกเราก่อน ก็ต้องเจอตอกกลับไปบ้าง เพิ่งพูดเป็นว่าคนเราต้องผ่านความโง่มาจึงจะฉลาด แล้วดิฉันจะเล่าให้ฟัง แฟนคนนี้เคยเอารูปแฟนเก่าของเขาให้ดู บอกว่าแต่ก่อนไม่สวยอย่างนี้นะ ทำไมตอนนี้มาก?!! ดิฉันได้ทีตอกกลับอ้าว! …ก็เลิกกับคุณไงคะ ฉลาดขึ้นก็ดูสวยขึ้นเลยค่ะ” คิ้ม พูดเสียงดังแล้วหัวเราะชอบใจเสียงดังๆ ไม่แพ้กันแล้วสำทับต่อไปว่า

“ผู้ชายเลิกกับเรา ดิฉันเปรียบเหมือนเบียร์เลิกผลิตไปแล้ว แต่อย่าคิดว่ามีคนเดียว ขวดเดียว อย่าคิดว่าชีวิตสิ้นสุดแค่นั้น วันนี้มีเบียร์อิมพอร์ตเยอะแยะให้เลือกเลยค่ะ”

นิยามเซ็กซ์และความรัก

“ยังเข็ดเมื่อสิบปีที่แล้วมันรู้สึกด่าตัวเอง อีแก่ ควาย โง่ เคยลองคบคนอายุน้อยกว่า ที่สุดแล้วเขาก็ต้องมีแฟนอายุเท่าๆ กันซ่อนไว้ ดิฉันคบกัน 3 เดือน พอรู้ก็เลิก

ความรักสายเปย์ (หัวเราะ) เปย์อะไรไม่รู้ ซื้อไปเรื่อยๆ ก็หมดไปล้านกว่าบาท ดิฉันก็ไม่ได้ซื้อของมีค่าราคาแพง นาฬิกา เครื่องประดับ หรือกระเป๋าแบรนด์เนมอะไรแบบนี้ไม่ซื้อค่ะ เพราะทั้งดิฉันและเขาก็ไม่ได้มีรสนิยมใช้ของแบรนด์ราคาแพงๆ อะไรแบบนี้ แต่จะเน้นซื้อของใช้ได้ดีๆ คุ้มค่าจริงๆ แล้วใช้ได้ยาวนาน เช่น สูทคัตติ้งเนี้ยบตัวละเป็นหมื่น รองเท้าหนังคุณภาพดีใส่แล้วดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันที ใส่แล้ว(ดูดี)ให้ฉันดูนี่แหละ ไม่ต้องใส่ให้ใครดู แล้วพอเลิกรากันไปดิฉันก็ไม่เคยฟูมฟายว่าเสียเงินไปซื้อของให้ผู้ชาย สนุกจะตายค่ะ มีเงินก็ได้ใช้ ช็อปปิ้งกันสนุกสนาน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของการเปย์ ดิฉันก็ถูกเหน็บกัดจากเพื่อนตุ๊ดกะเทย ว่าไม่ได้เปย์เต็มรูปแบบ แต่เป็น co-sponsor จ่ายร่วมกับรายใหญ่ที่อาจจ่ายมากกว่าเรา หรือเรียกจิกกัดอีกทีคือเป็น ‘พระโคสปอนเซอร์’ เป็นกลุ่มวัวๆ ควายๆ ไปแบบนั้นเลย (คนพูดหน้าตาเฉย แต่คนฟังหัวเราะน้ำตาไหลท้องแข็งตายไปแล้ว 555+)

เราต้องเข้าใจกฎ กติกา มารยาทในการเล่นเกมนี้ ผู้ชายในเกมนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากปลาคาร์ป เวลาเราโยนขนมปังลงไปก็จะว่ายกรูเข้ามาตอดแก้มป่องหนุบหนับน่าเอ็นดู คนเขวี้ยงขนมปังกับปลาก็มีความสุขกันตรงนั้น กินอิ่มก็แยกย้ายค่ะ เหมือนเล่นการพนันสล็อตแมชีน ทุกคนมีความสุขกับการลุ้น แต่แล้วก็ต้องจบ ไม่เดือดร้อนใคร

การเสี่ยงดวงเลือกซื้อหวย และการเลือกสามี เป็นสองเรื่องที่ดิฉันไม่มีดวงทางด้านนี้จริงๆ ไม่มีโชคทั้งแทงเอง และถูกแทงค่ะ (คนฟังหัวเราะท้องแข็งอีกแล้ว) เดินผ่านแผงลอตเตอรี่แม่ค้ากวักมือเรียก พี่คะ พรุ่งนี้รวยค่ะ ดิฉันหันไปบอกเลย พี่รวยตั้งแต่วันนี้แล้วค่ะน้องคะ

ทุกอย่างในโลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ทุกอย่างต้องมีเงื่อนไข สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ฉันจะไม่รักผู้ชายคนไหนมากกว่าตัวเอง เราสามารถทำความมั่นคงให้การงานการเงินได้ดี ได้ง่ายกว่า ความมั่นคงทางความรัก มีเท่านี้ก็ต้องมีอีก ทำให้มุ่งอยู่แต่กับงาน ซึ่งการที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินนี่ก็เพราะพื้นฐานเรามาจากบ้านอากงตรอกสลักหิน เปิดบ่อนไพ่นกกระจอกแล้วพ่อก็สานกิจการต่อ การพนันก็คือมีได้กับเสียๆๆ แต่ละวันคือความไม่มั่นคงเลยในชีวิต ทุกวันนี้เลือกสะสมความมั่นคงคือเงิน ทำอย่างไรให้ทำงานได้เงินเยอะๆ ที่สุด ไม่เคยคิดหยุดทำงานเพื่อเพิ่มเงิน ใช้เงินไปลงทุนในหุ้น ที่ดิน ทองคำ โชคดีมีหลานชายลูกพี่สาวเป็นที่ปรึกษาที่ดีเรื่องนี้ค่ะ เขาเรียนจบด้านการเงินมา ซึ่งก็ช่วยดูแลดิฉันในเรื่องนี้ได้อย่างดีเลยค่ะ” เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทิ้งท้ายในแบบสาวสตรองวัยเข้าสู่เลขห้าที่มีความมั่นคงเกินร้อย

 

มนตรี จิรฐิติกาลกิจ ‘ผมรักอาหารไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480258

มนตรี จิรฐิติกาลกิจ 'ผมรักอาหารไทย'

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เชฟอาหารไทยสไตล์ดั้งเดิมผู้มากประสบการณ์ ผ่านการทำงานในโรงแรมและภัตตาคารทั้งในและต่างประเทศมามากมายหลายที่ มนตรี จิรฐิติกาลกิจ หรือ เชฟต้น ชูส์เชฟ (Sous Chef) ประจำห้องอาหาร สมูท เคอร์รี่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ที่เพิ่งร่วมงานได้ประมาณ 4 เดือน

ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับพลาซ่า แอทธินี เคยเป็นเชฟอาหารไทยอยู่ที่ห้องอาหารสุโขทัย ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน ดูไบ เป็นเวลา 7 ปี จากนั้นได้ไปทำที่ร้านอาหารไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 2 ปีครึ่ง ได้เผยแพร่อาหารไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก พร้อมทั้งฝากชื่อเสียงด้านการทำอาหารไทยที่สหรัฐด้วยการคว้าแชมป์หัวหน้าพ่อครัวของร้านอาหารไทยจากการแข่งขันเชฟร้านอาหารไทยในสหรัฐ

สำหรับเส้นทางสู่การเป็นเชฟ และประสบการณ์ด้านการทำอาหารของเชฟมนตรี เริ่มต้นมาจากความสนใจการทำอาหารตั้งแต่เด็กโดยมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจ บ่อยครั้งที่คุณแม่เข้าครัวทำอาหารเป็นต้องเข้าไปเป็นลูกมือช่วยเตรียมวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ อยู่เสมอ เช่น โขลกพริกแกง ล้างผัก หั่นหอม พอมีโอกาสก็ลองทำแล้วเกิดหลงรักในที่สุด

“เด็กคนอื่นในวัยเดียวกับผมอาจชอบอย่างอื่น แต่ผมชอบเข้าครัว ตอนแรกๆ ก็บอกไม่ถูกว่าทำไมชอบ รู้แต่เวลาแม่เข้าครัว (แม่ทำอาหารเก่งและอร่อย) ก็เข้าตามโดยแม่ไม่ต้องบอก ช่วยหยิบจับโน่นนี่นั่น
โชคดีที่แม่คอยสอนการทำอาหารไปด้วย เช่น เมนูนี้ๆ ทำไมต้องเลือกใช้วัตถุดิบนั่นนี่ เครื่องปรุงอันไหนควรใส่ก่อนหลัง เราก็จำๆ มีโอกาสก็ลองทำ รู้สึกสนุกและมีความสุข รู้สึกว่าชอบตั้งแต่นั้น”

ด้วยความมุ่งมั่นหวังเอาดีด้านการทำอาหารและทำงานสายนี้ พอเรียนจบมัธยมต้น มนตรีจึงเลือกเรียนสายคหกรรม จากนั้นก็เข้าสู่โหมดการทำงานทันทีในโรงแรมต่างๆ เริ่มจากการเป็นผู้ช่วยเชฟที่โรงแรม
ดิ เอมเมอรัลด์ จากนั้นย้ายไปแกรนด์ ไฮแอท ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 ปีครึ่ง แล้วกลับมาอยู่โรงแรมสุโขทัยอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะย้ายไปทำที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน ดูไบ และร้านอาหารไทยในสหรัฐ

 

“ผมพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการทำอาหารให้มากที่สุด ทุกที่ที่ไปทำงานเป็นที่ที่ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น เรียนรู้วัฒนธรรมด้านอาหารของประเทศนั้นๆ อย่างตอนไปดูไบคนที่นั่นชอบพะแนง โดยเฉพาะพะแนงซีฟู้ด เช่น พะแนงกุ้งมังกร ชอบเป็นพิเศษ นอกจากนั้นก็เป็นโอกาสได้พัฒนาทักษะการทำอาหารในเรื่องของการพลิกแพลงการใช้ส่วนผสม เครื่องปรุง หรือวัตถุดิบต่างๆ เนื่องจากวัตถุดิบและส่วนผสมบางอย่างในต่างประเทศหายาก จึงพยายามดัดแปลง ใช้ส่วนผสมอื่นเข้ามาแทน แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องคงรสชาติให้เหมือนอาหารไทยที่สุด นี่คือความท้าทาย” เชฟต้น เล่าประสบการณ์

เขาเล่าถึงอาหารไทยว่ามีประวัติมาช้านาน ผู้คนส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศต่างนิยมชมชอบ เนื่องจากมีความโดดเด่นในด้านความเข้มข้นและความจัดจ้านของรส มีเครื่องปรุงหลายอย่าง รสชาติอาหารแต่ละอย่างมีรสเฉพาะตัว การใช้เครื่องปรุงรสต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน กรรมวิธีในการทำก็มีหลายวิธี เช่น การตำ ยำ ต้ม แกง ปิ้ง ย่าง หลน จี่ เป็นต้น ทั้งหมดพิถีพิถัน มีขั้นตอนเพื่อให้หน้าตาอาหารออกมาน่า
รับประทานและรสชาติคงความอร่อย

“ผมรักอาหารไทยและถนัดทำอาหารไทยสไตล์ดั้งเดิม เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามต้นแบบมาตรฐานที่บรรพบุรุษได้ทำไว้ ต่างจากแนวฟิวชั่นสลับกันได้ไม่เป็นไร เพราะไม่มีต้นแบบที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการครีเอทของคนทำ

ผมมองว่าร้านอาหารไทยเดี๋ยวนี้ค่อนข้างออกไปแนวฟิวชั่นเยอะ จึงอยากอนุรักษ์อาหารไทยแบบดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหายไป เพราะผมคิดว่านี่คือมรดกไทยอย่างหนึ่ง ที่ปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษเราได้สร้างไว้ จึงควรต้องรักษาไว้ให้ดีชั่วลูกชั่วหลานเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศ” เชฟต้น ทิ้งท้าย

ไก่คั่วพริก

ส่วนผสมน้ำหมักไก่

ไก่ตัวขนาด 800-1,000 กรัม 1 ตัว

น้ำมันหอย 1/4 ถ้วยตวง

กระทียมผง 1/4 ถ้วยตวง

ซีอิ๊วขาว 1/4 ถ้วยตวง

น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง

ส่วนผสมเครื่องปรุง

กระเทียมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ

หอมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ

ใบมะกรูดทอด 3 ใบ

พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด

ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

พริกป่น 1 ช้อนชา

มะนาว 1 ช้อนโต๊ะผักชี 2 ก้าน

วิธีทำ

ล้างไก่ให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำผสมส่วนของน้ำ

หมักให้เข้ากันคลุกเคล้ากับไก่ให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง

เปิดเตาให้ได้อุณหภูมิ 180 องศา นำไก่เข้าอบประมาณ 20-30 นาที หรือ จนกระทั่งไก่สุก

พักไก่ให้เย็น จากนั้นสับเป็นชิ้นๆ ใส่หม้อ เปิดไฟอ่อนๆ ใส่ส่วนผสมที่เหลือลงไปคั่วกับไก่จนเครื่องปรุงเข้ากับไก่จนทั่ว

ตักใส่จาน โรยด้วยผักชีและพริกขี้หนูทอด จัดเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว

 

โนเกียตั้งบริษัทในไทยลุ้นฟื้นชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486634

โนเกียตั้งบริษัทในไทยลุ้นฟื้นชีพ

โนเกียเปิดสำนักงานใหญ่ประจำประเทศไทย เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ลุยตลาดไตรมาส 2 ปีนี้

นายอาร์โต นุมเมลลา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล ผู้ผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย เปิดเผยว่า บริษัทได้ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำประเทศไทย เพื่อเตรียมทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือโนเกียในประเทศไทย ซึ่งจะมีการเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจ (พาร์ตเนอร์) ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายโนเกียแล้วมากกว่า 1 รายในประเทศไทย ซึ่งในแต่ละช่องทางการจำหน่ายจะมีพาร์ตเนอร์ที่แตกต่างกัน ขณะที่ทั่วโลกบริษัทมีพาร์ตเนอร์ผู้แทนจำหน่ายกว่า 500 ราย ใน 112 ประเทศ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคของโนเกียเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจากการสำรวจภายหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ โนเกียในประเทศจีน พบว่า 74% เป็นผู้ซื้อที่อยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือของโนเกียมาก่อน และ 86% ของผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคต้องการให้โนเกียกลับมาขายโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่บริษัทมั่นใจว่าความเป็นเอกลักษณ์ของโนเกียจะสามารถดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาสนใจได้ด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ความเสถียร 2.การใช้งานง่าย และ 3.คุณภาพของผลิตภัณฑ์

“ตลาดในประเทศไทยเป็นตลาดที่โนเกียมองเห็นศักยภาพเช่นเดียวกันกับตลาดเอเชียแปซิฟิกที่สำคัญไม่แพ้กัน” นาย นุมเมลลา กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังคงยืนยันที่จะใช้คอนเซ็ปต์ คอนเนกติ้ง พีเพิล (Connecting People) ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมของโนเกียกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อสื่อสารความเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักทั่วโลก

ขณะที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทยนั้นยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดเช่นเดียวกันกับในหลายประเทศที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้เช่นกัน ซึ่งไลน์ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทได้มีการเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในบางประเทศมี 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มสมาร์ทโฟนในรุ่นโนเกีย 3 ราคากว่า 4,800 บาท (139 เหรียญสหรัฐ) โนเกีย 5 ราคากว่า 6,600 บาท (189 เหรียญสหรัฐ) และโนเกีย 6 ราคากว่า 8,000 บาท (229 เหรียญสหรัฐ) ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มฟีเจอร์โฟน ในรุ่นโนเกีย 3310 ราคากว่า 1,700 บาท (49 เหรียญสหรัฐ) โดยมีระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยด์ พร้อมกันนี้วัสดุที่ใช้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนของโนเกียได้ใช้วัสดุอะลูมิเนียมในทุกรุ่นซึ่งสามารถแข่งขันได้